The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สื่อการสอน e-book ประวัติดนตรีไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanokkan1703, 2023-02-02 20:31:08

สื่อการสอน e-book ประวัติดนตรีไทย

สื่อการสอน e-book ประวัติดนตรีไทย

1 ประวัติดนตรีไทย ชั้นมัธยมศ ึ กษาปี ท5 ี่ เอกสารประกอบการเรียนรู้รายวิชาดนตรีไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ผู้สอน นายรัฐพงศ์ อุปฐาก ออกแบบรูปเล่ม นายรัฐพงศ์อุปฐาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โรงเรียนสายน ้าผึง้ในพระอุปถัมภฯ์ โรงเรียนสายน ้าผึง้ ในพระอุปถัมภ์ฯ โรงเรียนสายน ้าผึง้ ในพระอุปถัมภ์ฯ


2 ค ำน ำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เล่มนี้ จัดท ำขึ้นเพื่อประกอบกำรเรียนกำรสอนในรำยวิชำดนตรี ไทย ผู้จัดท ำได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติดนตรีไทย รวมถึงวงดนตรีไทยของแต่ละยุคสมัย ซึ่งได้จัดท ำ ขึ้นมำในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ผู้เรียนหรือผู้ที่มีควำมสนใจที่จะศึกษำเกี่ยวกับประวัติ ดนตรีไทยได้ศึกษำและเรียนรู้เพิ่มเติม ผู้จัดท ำหวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่องประวัติดนตรีไทยของแต่ละยุคสมัย เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อกำรเรียนกำรสอน ตลอดจนน ำไปสู่กำรสร้ำงสรรค์ผลงำนและสำมำรถน ำไปใช้ใน ชีวิตประจ ำวันของนักเรียนต่อไป ผู้จัดท ำ รัฐพงศ์ อุปฐำก


3 สารบัญ เรื่อง หน้า สมัยกรุงสุโขทัย 5 สมัยกรุงศรีอยุธยา 10 สมัยกรุงธนบุรี 15 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 17


4 ประวัติดนตรีไทย สมัยกรุงสุโขทัย


5 สมัยกรุงสุโขทัย การดนตรีในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีนับเป็นสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะว่าเรื่องราวชนชาติไทยปรากฏหลักฐานเด่นชัดขึ้นในสมัยสุโขทัย เมื่อพ่อขุนรามค าแหงได้ประดิษฐ์ อักษรไทยและจารึกเรื่องราวต่างๆ ลงในศิลาและจากศิลาจารึกสมัยสุโขทัยนี้ ท าให้ทราบประวัติศาสตร์ สุโขทัยอย่างดี เพราะหลักฐานในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามค าแหงที่จารึกเป็นค าสั้นๆ ว่า “เสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ ท าให้เราทราบถึงดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยได้เป็นอย่างดี เสียงพาทย์ หมายถึง การบรรเลงวงปี่พาทย์ เสียงพิณ หมายถึง วงเครื่องสาย เครื่องดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยโดยสันนิษฐานว่า เครื่องดนตรีไทย มีกลองสองหน้า แตรงอน (คล้ายเขาสัตว์ท าด้วยโลหะ) แตรงสังข์ (ท าจากหอยสังข์) ตะโพน ฆ้อง กลองทัด ฉิ่ง บัณเฑาะ กรับ กังสดาล มโหระทึก ซอสามสาย ร านาด ปี่ไฉน สรุปได้ว่า เครื่องดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น เครื่องดนตรีมีครบทั้ง 4 ประเภท อย่างเช่นสมัยปัจจุบัน คือ เครื่องดีดได้แก่ พิณ เป็นต้น เครื่องเป่ าได้แก่ ปี่ ขลุ่ย เป็นต้น เครื่องตีได้แก่ ฆ้อง กลอง เป็นต้น เครื่องสีได้แก่ ซอ เครื่องดนตรีทปี่รากฏ บัณเฑาะ ฉิ่ง กรับพวง แตรงอน


6 เครื่องดีด เครื่องสี เครื่องตี เครื่องเป่ า วงดนตรีสมัยกรุงสุโขทัย 1. การบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง 1 คน ท าหน้าที่ดีดพิณและขับร้องไปด้วยซึ่งเป็นลักษณะ ของการขับล าน า 2. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คนคือ คนขับ-ล าน า 1 คน เล่นซอสามสาย คลอร้อง 1 คน และคนไกว-บัณเฑาะว์ก ากับจังหวะ 1 คน การขับไม้นี้มักใช้ในงานวมโภช ปัจจุบันวงขับ ไม้ยังคงใช้อยู่ในพระราชพิธีสมโภช เช่น สมโภช-พระมหาเศวตฉัตร สมโภชเจ้าฟ้า และสมโภช ช้างเผือก


7 3. วงปี่พาทเครื่องห้า มี 2ชนิด วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างเบา ประกอบด้วย ปี่นอก กลอง ชาตรี ทับ(โทน) ฆ้องคู่ และฉิ่ง ใช้บรรเลงปะกอบการแสดงละครชาตรี วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างหนัก ประกอบด้วย ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ ตะโพน กลองทัด และฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคมงานพระราชพิธีและบรรเลงประกอบการแสดงมหรสพต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในสมัยสุโขทัยนี้วงปี่พาทย์เครื่องห้ายังไม่มีระนาด 4. วงมโหรีเครื่องสี่ เป็นวงดนตรีที่เกิดจากการผสมกันระหว่างการบรรเลงพิณ กับวงขับ ไม้ เป็นวงมรีเครื่องสี่ มีผู้บรรเลง 4 คน คนหนึ่งขับล าน าและตีกรับพวงให้จังหวะ คนหนึ่งสีซอ สามสายคลอเสียงร้อง คนหนึ่งดีดกระจับปี่ และอีกคนหนึ่งตีทับ (โทน) ประกอบจังหวะ


8 บทเพลงที่พบในสมัยสุโขทัยนั้น มีลักษณะเป็นเพลงพื้นเมือง เรียกกันว่า “เพลงเทพทอง” มีลักษณะคล้ายกับเพลงฉ่อย สันนิษฐานว่าเพลงเทพทองเป็นเพียงเพลงพื้นเมืองที่เกิดมาแต่ สมัยสุโขทัย ไม่มีดนตรีประกอบ ต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นเพลงละครและปี่พาทย์บรรเลงรับ เรียกว่า "เพลงสุโขทัย” บทเพลงในสมัยกรุงสุโขทัย


9 ประวัติดนตรีไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา


10 สมัยกรุงศรีอยุธยา ดนตรีสมัยกรุงศรีอยุธยายุคต้น (ระหว่าง พ.ศ.1893ถึง พ.ศ.2031 โดยมี สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นองค์ประธาน) สมัยกรุงศรีอยุธยายุคต้น การดนตรีมีทั้งดนตรีที่ เกี่ยวข้องกับวรรณคดี และดนตรีที่เป็นดนตรีล้วนๆโดยการศึกษาดนตรีได้พิจารณาเป็นดังนี้ ดนตรีที่เกี่ยวข้องกับวรรณดคีสมัยกรุงศรีอยุธยายุคต้น ยุคนี้เป้นยุค เริ่มต้นของการวางรากฐานทางศิลปวัฒนธรรมไทยภาคกลาง ซึ่งเริ่มมีความเป็ นตัวของ ตัวเองแตกต่างอย่างเหน ็ได้ชัดจากแบบสุโขทัย วรรณคดีสา คัญทไี่ด้ถือกา เนิดในช่วงนีม้ี เฉพาะในสองรัชกาลเท่านั้น คือ รัชสมัยสมเด ็ จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) และรัชสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ การศึกษาดนตรีมนยุคนี้อาจจะพิจารณาได้จากหลักฐานทางวรรณคดีดังจะเห็นได้จาก การละเล่นต่างๆ ที่ต้องใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบส าคัญ กล่าวคือ มีดนตรีที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ เนื้อวรรณคดีแท้ๆ ตัวอย่างเช่น การอ่านท านองเสนาะ การสวดสรภัญญะ การเทศน์แหล่ เป็นต้น ทั้งการขับร้อง ห้อนร า ระบ า โขน ละคร แม้แต่โมงครุ่มและการละเล่นกุลาตีไม้ในสมัยโบราณก็ ยังต้องมีดนตรีเข้าไปประกอบด้วย ดนตรีที่เป็ นดนตรีล้วนๆ หรือ ดนตรีบริสทุธิ์เป็นดนตรีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดง ได้ เกิดขึ้นในสังคมไทยโบราณมาช้านานแล้ว ได้แก่ “ดนตรีพิธีการ” ทั้งที่เป็นพิธีกรรมทางศาสนา และราชพิธี วรรณกรรมที่ส าคัญสามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงทางดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ยุคต้นได้ดี ก็คือ กฎมณเฑียรบาล กล่าวคือ ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีการออกกฎ มณเฑียรบาลห้ามเล่นดนตรี ที่อาจจะเกินเลยจนเข้าไปรบกวนในเขตพระราชฐาน


11 กฎมณเฑียรบาลตอนที่ 15 ว่า “...แลร้อง เป่ าขลุ่ย เป่าปี่ตีทับ ขับร า โห่ร้อง นี่ น่ัน ไอยการ หมื่นโทรวาริก ถ้าจับได้โทษ 3 ประการฯ...” และตอนที่ 20 มีว่า “...ร้อง เพลงเรือ เป่าปี่เป่าขลุ่ย สีซอ ตีจะเข้กระจับปี่ตีโทน โห่ร้อง นี่น่ันฯ...” แสดงให้เห็นว่า ชาวพระนครศรีอยุธยานั้นมีความใส่ใจในการดนตรีเป็ นอย่างมากขนาดในเขต พระราชฐานก ็ ยังไม่วายที่จะเป่าขลุ่ย เป่าปี่หรือดีดจะเข้จนต้องมีการออกกฎห้าม ปรามได้กา หนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนดังกล่าวข้างต้น ดนตรีของอยุธยาตอนต้น เป็ นการผสมผสานของวัฒนธรรมจาก 3 ทาง คือ เป็ นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวสุวรรณภูมิทางหนึ่งมีอิทธิพลของล้านนาเข้ามาผสมทาง หนึ่ง และได้รับอิทธิพลบางส่วนจากเขมรทางหนึ่ง วัฒนธรรมทางดนตรีล้านนาที่มีอิธิ พลต่อดนตรีกรุงศรีอยุธยาตอนต้นได้แบบอย่างวงดนตรีที่น ามาจากราชสา นักสุโขทัย คือ วงขับไม้สังเกตจากคา ว่า “สีซอ” ที่ปรากฏในมณเฑียรบาล จากลักษณะการประสม วงมโหรีโบราณ ที่พัฒนามาจากวงขับไม้ค าว่า ซอ น่าจะหมายถึง ซอสามสาย ซึ่งเคย เป็ นเครื่องดนตรีในราชสา นักสุโขทัย ส่วนอิทธิพลขอมที่เด่นชัด คือ ในแง่การใช้ดนตรี เพื่อพิธีกรรมและพิธีการในราชสา นัก เช่น การใช้วงขับไม้เพื่อการขับกล่อมช้างสา คัญ ในราชพิธี“คเชนทรัสวสนาน” ซึ่งเป็ นพิธีของขอมโดยตรง โดยการสีซอสามสาย และ ไกวบัณเฑาะว์ไปพร้อมกับพราหมณผ์ู้ทา หน้าทอี่่านคัมภรีข์ ับกล่อม ดนตรีสมัยกรุงศรีอยุธยายุคกลาง (ระหว่าง พ.ศ.2199ถึง พ.ศ.2231 โดย มีสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นองค์ประธาน) สมัยกรุงศรีอยุธยายุคกลางเป็นยุคที่บ้านเมือง เจริญมาก วรรณคดีส าคัญเกิดขึ้นใน 2 รัชกาล คือ ในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรมและรัชกาลของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีวรรณคดีเกิดขึ้นมากกว่ารัชกาลอื่นๆ มีหลักฐานแสดงว่ามีการ แสดงที่ต้องใช้ดนตรีปี่พาทย์ คือ การแสดงหนังใหญ่ ในสมัยนี้เป็นสมัยที่มีชาวตะวันตกเข้ามา ติดต่อค้าขายท าให้นักดนตรีไทยได้รับอิทธิพลของดนตรีตะวันตกเข้ามาผสมด้วย ในด้าน อิทธิพลทางดนตรีที่ได้รับมาจากล้านนาและเขมรได้ผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมชาวสุพรรณภูมิ เกิดความเป็นตัวของตัวเองจนลักษณะดั้งเดิมของอิทธิพลดนตรีเหล่านั้น ไม่ปรากฏชัดอีกต่อไป การดนตรีที่ส าคัญในยุคนี้ก็คือเรื่องของวงปี่พาทย์และวิวัฒนาการของมโหรี 1. วงปี่พาทย์ในเรื่องของวงปี่พาทย์ มีข้อสันนิษฐานจากการประทานความเห็นของ สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพว่า “ในสมัยเมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีปี่ 1 เลา ระนาด 1 ราง ฆ้อง 1 วง ฉิ่งกับโทน 1 กลอง 1 ใบ รวมเป็น 5 ด้วยกัน บทบาทของวงปี่พาทย์ก่อนที่จะน ามาประกอบหนังใหญ่ สันนิษฐานว่าเป็นวง ดนตรีส าหรับประโคมในศาสนพิธีตามวัดที่ไม่ใช่มีไว้เพื่อขับกล่อมหรือบันเทิงอารมณ์ แต่มีไว้ เพื่อโน้มน้าวจิตใจให้เกิดความสงบ มีสมาธิ บทเพลงหลักๆ ของวงปี่พาทย์จะเป็น เพลงหน้า พาทย์ อาจมีการบรรเลงที่บันเทิงอยู่บ้างในเวลาก่อนเข้าพิธีและหลังจากพิธีเสร็จ


12 2. วงมโหรี ในสมัยนี้พัฒนามาจากวงมโหรีเครื่องสี่ในสมัยสุโขทัยเป็นวงมโหรีเครื่องหก โดยได้เพิ่มเครื่องดนตรีรวมเป็น 6 ชิ้น ดังนี้ ซอสามสาย กระจับปี่ (แทนพิณ) ทับ (โทน) ร ามะนา ขลุ่ย กรับพวง ดนตรีสมัยอยุธยายุคปลาย (ระหว่าง พ.ศ.2331 ถึง พ.ศ.2310 โดยมีพระ เจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นองค์ประธาน) สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายหนังใหญ่มีความรุ่งเรืองมาก มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีความเป็นปึกแผ่นแน่นหนา เนื่องจากเป็นศิลปะในราช ส านักที่มีระเบียบแบบแผนเป็นอย่างดี จากนั้น โขน ก็พัฒนาการขึ้นมาจากการเต้นท่าเชิดหนัง และการร่ายร าแบบละครใน มีการใช้อาวุธซึ่งน ามาจากกระบี่กระบอง ตลอดจนกายกรรมในท่า จับ และท่าขึ้นลอยที่พยายามจะท าให้เหมือนในภาพหนังใหญ่ มีการน าเอาการขับร้องแบบ ละครเข้าไปใช้นอกเหนือจากการพากย์และเจรจาที่น ามาจากหนังด้วย ท าให้โขนกลายเป็น ศิลปะการแสดงที่สมบูรณ์แบบและเป็นแบบแผนมั่นคงมากที่สุดในสมัยนี้ มหรสพที่นิยมมากในราชส านัก นอกจากโขนและหนังใหญ่ก็คือ ละครใน ซึ่งเดิมมีเพียง แค่ละครชาตรีและละครนอกของชาวบ้านที่เล่นกัน ได้มีการน าเอาละครนอกมาปรับปรุงเสียง ใหม่ โดยให้มีท่าร าที่งดงามตามแบบแผน มีบทเพลงร้องและดนตรีประกอบที่ไพเราะ ตามแบบ ฉบับของดนตรีในราชส านัก และก าหนดให้ผู้แสดงเป็นสตรีทั้งหมด เนื่องจากเป็นมหรสพในราช ส านัก และก าหนดให้ผู้แสดงเป็นสตรีทั้งหมด เนื่องจากเป็นมหรสพในราชส านักการด าเนินเรื่อง ช้า ประณีต เพราะมุ่งเน้นที่ศิลปะมากกว่าเรื่องราว และยังได้มีการแต่งบทละครที่ใช้แสดงขึ้น ใหม่อีกดว้ย คือ บทละครเรื่องรามเกียรติ์เรื่องอณุรุท และเรื่องอิเหนา โดยเฉพาะเรื่องอิเหนามี ถึงสองส านวนคือ ดาหลัง หรืออิเหนาใหญ่ในพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุณฑล และอิเหนาเล็กใน พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ามงกุฎพระขนิษฐาของเจ้าฟ้ากุณฑล จึงถือกันเป็นธรรมเนียมต่อมาว่าบท ละครทั้งสามเรื่องนี้เป็นของหลวง เป็นเรื่องส าหรับละครในโดยเฉพาะ ไม่มีการน าไปแสดงปะปน กับละครนอกที่แสดงโดยผู้ชายล้วน เน้นความสนุกสนาน ตลกขบขัน ด าเนินเรื่องรวดเร็ว เช่น เรื่องไกรทอง สังข์ทอง สังข์ศิลป์ ชัย ข้อมูลเกี่ยวกับดนตรีจากเอกสารที่บันทึกโดยชาวตะวันตก บันทึกการเดินทางที่น่าสนใจ และเป็นหลักฐานที่สุด กล่าวถึงวัฒนธรรมไทยรวมทั้งเรื่องราวของดนตรีอย่างมีเหตุและให้ รายละเอียดมากกว่าผู้อื่น ก็คือ หนังสือชื่อ เดอ โรยูม เดอ ไซแอม (De Royume de Siam) หรือ “ราชส านักสยาม” ของ ซีมอง เดอ ลาลูแบร์(Simon de La Loubere) ตีพิมพ์ที่กรุงปารีสใน ค.ศ.1961 ลาลูแบร์ได้เข้ามาในราชอาณาจักรสยาม สมัยสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช เขากล่าวถึงเครื่องดนตรี ระบบเสียงดนตรี รวมทั้งบทเพลง และมีการเขียน โน้ตเพลง และภาพประกอบด้วย ดังต่อไปนี้ “มีเครื่องดนตรีที่เรียกว่า พาทย์ฆ้อง ซึ่งแต่ละลูกวาง อยู่บนไม้สั้นๆ ที่ตั้งได้ฉากและปักอยู่บนแผ่นไม้ซึ่งเป็นส่วนโค้งของวงกลม


13 ชายนักดนตรีนั่งขัดสมาธิในวงกลมเพื่อตี ด้วยไม้สองอัน จับด้วยมือซ้ายอันหนึ่ง มือขวาอันหนึ่ง ผมคิดว่าเครื่องดนตรีนี้คงจะมีแค่ 5 เสียง เสียงที่ซ ้าแต่ต่องระดับกันบ้าง แต่ที่แน่ๆ ก็คือไม่มี ครึ่งเสียงเลย และไม่มีที่ส าหรับห้ามเสียงของลูกที่ตีไปแล้วในขณะที่ก าลังตีอีกลูกหนึ่งอยู่ด้วย” เครื่องดนตรีในสมัยอยุธยา เครื่องดนตรีจ าแนกตามประเภท ดังนี้ 1. ป ระเ ภ ท ที่เ สีย ง เ กิด จ า ก ก า ร ส่ัน ข อ ง ก ระ แ ส อ า ก า ศ (Aerophone)ได้แก่ ปี่ ขลุ่ย แตรสังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ชวา ปี่ไฉน ปี่มอญ 2.ประเภทที่เสียงเกิดจากการส่ันของสาย (Chordophone) ได้แก่ ซอ สามสาย กระจับปี่ จะเข้ ซอด้วง ซออู้ 3. ป ระเ ภ ท ที่เ สีย งเ กิด จ า ก ก าร ส่ัน ส ะเทือ น ข อ งวัต ถุทึบตัน (Idiophone) แบ่งเป็นสองชนิด คือ ชนิดที่ด าเนินเป็นท านอง ได้แก่ ฆ้องวง และระนาด ชนิดที่ประกอบจังหวะ ได้แก่ ฉิ่ง กรับพวง กรับเสภา โกร่ง โหม่ง ฆ้องหุ่ย และมโหระทึก เป็นต้น 4. ป ระเ ภ ท ที่เ สีย ง เ กิด จ า ก ก าร ส่ัน ข อ ง แ ผ่น วัต ถุบ าง ๆ (Membranophone)ได้แก่ กลองทัด ตะโพน โทน ร ามะนา กลองชาตรี รวมถึงกลอง ชนะ ที่ใช้ในพระราชพิธีด้วย วงดนตรีในสมัยอยุธยา 1. วงขับไม้ (เหมือนสมัยสุโขทัย) 2. วงมโหรี วงมโหรีมี 2 ชนิด คือ วงมโหรีเครื่องสี่ (เหมือนสุโขทัย) และวงมโหรี เครื่องหก วงมโหรีเครื่องหก คือ วงมโหรีเครื่องสี่ซึ่งเพิ่มเครื่องดนตรีอีก 2 อย่าง คือ ร ามะนา ส าหรับตีก ากับจังหวะคู่กับทับ และขลุ่ย (ปัจจุบันเรียกว่า ขลุ่ยเพียงออ) ส าหรับเป่ าด าเนิน ท านอง และเปลี่ยนใช้ฉิ่งแทนกรับพวงนับเป็นการบรรเลงที่มีเครื่องดนตรีครบทั้งดีด สี ตี และ เป่า เกิดขึ้นในตอนปลายสมัยอยุธยา วงมโหรีเครื่องหก


14 3. วงปี่พาทย์ยังคงใช้เป็ นปี่พาทยเ์ครื่องห้าดังเดิม คือ มีสองประเภท ได้แก่ ปี่ พาทยเ์ครื่องห้าอย่างเบา (ปี่พาทย-์ชาตรี) และปี่พาทยเ์ครื่องห้าอย่างหนัก ในเวลา ต่อมาสันนิษฐานว่าได้เพิ่มระนาดเอกเข้ามา แต่ระนาดเอกเกิดขึน้ที่สมัยใดนั้นยังไม่แน่ ชัด วงปี่พาทยเ์ครื่องห้า 4. วงเครื่องสาย ซึ่งเป็ นการประสมวงดนตรีของชาวบ้าน ไม่ค่อยมีแบบแผน สุดแต่ใครมีเครื่องดนตรีชนิดใด เช่น ซอด้วง ซออู้จะเข้กระจับปี่โทน ฉิ่ง ฉาบ วงเครื่องสาย วงปี่กลองชนะ 5. วงปี่กลองชนะ ใช้ในงานพระราชพธิี


15 บทเพลงในสมัยอยุธยา บทเพลงไทย มีที่มา 2 ทาง คือ ทางเพลงที่นักร้องคิดขึ้น จะมี ลักษณะร้องเรื่อยๆ อาจจะท าให้จังหวะไม่ลงตัว เช่น เพลงชมตลาด ช้าครวญ และโลมนอก เป็น ต้น และอีกทางหนึ่งคือการที่นักดนตรีคิดเพลงขึ้นเอง โดยไม่มีการร้อง เช่น เพลงหน้าพาทย์ ต่างๆ ตระ สาธุการ รัว เป็นต้น หลักฐานที่พบเกี่ยวกับบทเพลงคือ โน้ตเพลงที่บันทึกในสมัยกรุง ศรีอยุธยา ที่บันทึกโดย เชอร์เว (Gervaise)โดยเพลงที่บันทึกมีชื่อว่า “เพลงสุดใจ” นอกจากนี้ยังมีเพลง “สายสมร” ที่บันทึกโดยลาลูแบร์ บทเพลงในสมัยกรุงศรีอยุธยา ดนตรีไทยในสมัยกรุงธนบุรี เนื่องจากสมัยนี้เป็ นชาวงระยะเวลาอันสั้นเพียง 15 ปีและประกอบกับเป็ นสมัย แห่งการก่อร่างสร้างเมือง และป้องกันประเทศเสียโดยมาก วงดนตรีไทยในสมัยนี้จึงไม่ ปรากฏหลักฐานไว้ว่า ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึน้สันนิษฐานว่ายังคงเป็ นลักษณะ และรูปแบบของดนตรีไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาน่ันเอง


16 ประวัติดนตรีไทย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์


17 สมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ.2325 - พ.ศ.2352) มีการเพิ่มกลองทัดเข้าไปในวงปี่พาทย์ จากที่เคยใช้เพียงใบเดียว ให้เป็น 2 ใบ คือ มีทั้งเสียงต ่าเสียงสูง กลองทัดที่เพิ่มเข้าไปนี้ไม่ใช่ ของใหม่และมีใช้อยู่แล้ว เพียวแต่ใช้ในโอกาสต่างๆ กัน กลองใบเล็กมีเสียงสูง (ตูม) ปกติจะใช้ กับวงปี่พาทย์ผสมด้วยปี่นอก บรรเลงทางนอกเพื่อให้เสียงสูงดังจ้าไปไกล มักบรรเลงในที่เปิด โล่ง ส่วนกลองใบโตที่เสียงต ่า (ต้อม) มักประสมในวงปี่พาทย์ที่ใช้ปี่ในบรรเลงทางใน เพราะมี เสียงต ่ากว่านุมนวลกว่า และนิยมบรรเลงภายในอาคาร กลองทัด สมัยรัชกาลที่ 2 (พ.ศ.2352 - พ.ศ.2367) ในสมัยนี้ประชาชนมีความนิยมการขับ เสภาและมหรสพอื่นๆ เช่น ละครชาตรี ละครนอก เป็นต้น เสภาแต่ก่อนเป็นเพียงการขับท านอง เสภาอย่างเดียว โดยใช้กรับเสภา 2 คู่ประกอบการขับ มีการน าปี่พาทย์เข้าไปรับคั่นร้องแบบ การร้องรับในปัจจุบัน เรียกว่า “ปี่พาทย์เสภา” ในการบรรเลงร้องรับเช่นนี้จ าเป็นต้องมีเครื่องหนัง ที่เหมาะสมส าหรับสีหน้าทับ เนื่องจากปี่พาทย์เสภานี้เป็นมหรสพที่แสดงภายในอาคารสถานที่ เสียงตะโพนกลองทัดจะดังเกินไป จึงมีผู้คิดน ากลองในชุดของเปิงมางมาถ่วงเสียงให้ต ่าลง เรียกว่า “กลองสองหน้า” มาใช้ตีหน้าทับแทน กลองสองหน้า


18 อาจกล่าวว่าในสมัยนี้ เป็นยุคทองของดนตรีไทยยุคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะองค์พระมหากษัตริย์ ทรงสนพระทัยดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในทางดนตรีไทยถึงขนาดที่ ทรงดนตรีไทย คือซอสามสายได้ มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า “ซอสายฟ้าฟาด” และได้พระราชนิพนธ์ เพลงไทยขึ้นเพลงหนึ่งเป็นเพลงที่ไพเราะและเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้นั่นก็คือเพลง “บุหลันลอย เลื่อน” สมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ.2367 - พ.ศ.2394) มีการคิดสร้างเครื่องดนตรีขึ้นอีก 2 ชนิด คือ ระนาดทุ้ม และฆ้องวงเล็ก เพื่อน ามาประสมในวงปี่พาทย์ท าให้วงปี่พาทย์เครื่องห้าแต่ เดิมกลายเป็น “วงปี่พาทย์เครื่องคู่” “ระนาดทุ้ม” ที่ท าขึ้นนั้นท าเลียนแบบระนาดเอก แต่ลูกระนาดมีขนาดใหญ่และแบบ กว่า เพื่อท าให้เสียงทุ้มต ่า มีจ านวนลูกระนาดเพียงแค่ 16 ลูก เมื่อระนาดทุ้มเกิดขึ้นระนาด ของเดิมที่มีอยู่จึงได้รับชื่อใหม่ว่า “ระนาดเอก” เพื่อให้เป็นคู่กับระนาดทุ้ม การด าเนินท านอง ของระนาดทุ้มต่างไปจากระนาดเอกมา เพราะใช้ลีลาที่หยอกล้อกันไปกับระนาดเอก บางครั้ง ล ้าไปข้างหน้า บางครั้งก็ย้อยไปข้างหลัง มีการเล่นลักจังหวะบ่อยๆ ดูคล้ายกับตัวตลกประจ าวง ซึ่งท าให้ดนตรีมีชีวิตชีวาขึ้นมากกว่าเดิม ระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก


19 ระนาดเอกเหล็ก สมัยรัชกาลที่ 4 การดนตรีเจริญแพร่หลายมาก มีวงปี่ พาทย์และวงมโหรีตามวัง เจ้านาย และผู้มีอันจะกินเกิดขึ้นมากมาย เพลงสามชั้นได้รับความนิยมมากขึ้น ที่แต่งตัดลงเป็น สองชั้นก็มี การแต่งเพลง 3 ชั้นนั้น นิยมน าเพลงต่างๆ จากเพลงเรื่องมาแต่งขยาย โดยมีการยัก เยื้องกลเม็ดเด็ดพรายซุกซ้อนซ่อนเงื่อนง าเอาไว้ เพื่อไม่ให้ทราบว่าน ามาจากเพลงอะไร เพื่อผล ในการประชันวง ดังนั้น ส าหรับเพลงบางเพลง จึงเป็นการยากที่จะตัดสินว่าน ามาจากเพลงอะไร สมัยนี้มีการคิดเครื่องดนตรีขึ้นใหม่ 2 ชนิดคือ ระนาดทอง หรือ “ระนาดเอกเหล็ก และ ระนาด ทุ้มเหล็ก” นั่นเอง ระนาดทุ้มเหล็ก และ ระนาดเอกเหล็ก ท าให้การประสมวงดนตรีไทยมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยน าไปประสมในวงปี่พาทย์ กลายเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ และประสมวงมโหรีเป็นวงมโหรี เครื่องใหญ่ ระนาดทุ้มเหล็ก ในสมัยนี้ยังมีครูดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงคือพระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร หรือครูมี แขก) มีชีวิตอยู่ช่วง รัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 เป็นผู้คิดค้นขึ้น เพลงสามชั้น และเพลงในรูปแบบ ทยอย เพลงที่มีรูปแบบเป็นเพลงทยอย เช่น ทยอยนอก ทยอยเขมร ทยอยเดี่ยว เป็นต้น โดย เพลงที่ส าคัญคือ “ทยอยเดี่ยว” เข้าใจว่าจะเกิดในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 ที่แต่งขึ้นโดย ครูมีแขก ยังมีชื่อปรากฏในบทไหว้ครูของเก่าว่า “ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่ าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ” ส่วนเพลงอีกเพลงหนึ่งที่เป็นรูปแบบทยอยเหมือนกันที่แต่งโดยครูมีแขกคือ เพลงเชิดจีน ซึ่งแต่ง ขึ้นตอนต้นสมัยรัชกาลที่ 4 ท าให้เทคนิคการบรรเลงดนตรีสมัยนี้แสดงเด่นชัด เพราะเมื่อพระ ประดิษฐ์ไพเราะได้คิดรูปแบบของเพลงทยอยออกมาท าให้มีการใช้เทคนิคการบรรเลงที่ส าคัญ หลายอย่าง คือ


20 ลูกทยอย คือ การบรรเลงท านองสั้นๆ อาจจะมีลูกล้อแทรกหรือไม่ก็ได้ แล้วตัดลงทีละ ครึ่งและมักจะจบด้วยลูกโยน ลูกล้อ มี 2 แบบได้แก่ ล้อต่อ คือท านองเพลงที่เครื่องหลักบรรเลงเลียนแบบเครื่องหน้า คล้ายกับพูดตามกัน ลูกขัด คือ การบรรเลงลักจังหวะ ลูกโยน คือ ท านองสั้นๆ ที่ท าหน้าที่ เชื่อมระหว่างท านองส าคัญ 2 ท านอง การบรรเลงแบบนี้ เป็นที่นิยมกันมาจนถึงปัจจุบัน บทเพลงส าคัญที่แสดงให้เห็นเทคนิค การบรรเลงแบบนี้คือ บทพระราชนิพนธ์ โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 สมัยรัชกาลที่ 5 มีความเคลื่อนไหวทางดนตรีที่ส าคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ การที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงด าริ ปรับปรุงวงปี่พาทย์ ดึกด าบรรพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2441 ทั้งนี้เพื่อใช้ประกอบการแสดงละครดึกด าบรรพ์ ที่เจ้าพระยา เทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ได้ประดิษฐ์ขึ้นจากแนวทางการแสดง Opera ของชาวตะวันตก และสาเหตุ ที่วงดนตรีที่คิดขึ้นใหม่นี้ได้ชื่อว่า ปี่พาทย์ดึกด าบรรพ์ ก็เนื่องจากน าไปบรรเลงประกอบการแสดง ละครดึกด าบรรพ์ที่ตั้งชื่อตามโรงละครซึ่งเป็นสถานที่แสดงเช่นเดียวกัน ในการปรับปรุงวงปี่ พาทย์ดึกด าบรรพ์ ท าให้เกิดเครื่องดนตรีใหม่ขึ้น 2 ชนิด คือ กลองตะโพน กับฆ้องหุ่ย กลอง ตะโพน คือ ตะโพนธรรมดาคู่ 1 ที่ถอดขาตั้งออกแล้วน ามาใส่ขาตั้งใหม่ให้หน้ากลองอยู่ด้านบน ใช้ตีด้วยไม้นวม ส่วนฆ้องหุ่ยวง ก็คือฆ้องหุ่ย 7 ลูก เรียงขนาด เรียงเสียง เพื่อให้ตี ลูกตกของ เพลงเป็นท านองได้ หลวงประดิฐไพเราะ (มีดุริยางกูร)


21 กลองตะโพน หุ่ย บทเพลงในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดเพลงขึ้นหลายบทเพลง และได้รับความนิยมอย่างสูงมา จนถึงปัจจุบัน เช่น เพลงแขกมอญบางพรหมเถา พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ เขมรไทรโยคสามชั้น พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้า ฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลาวดวงเดือนสองชั้น พระราชนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม นอกจากนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัด ติวงศ์ยังเป็นผู้พระราชนิพนธ์ เพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นครั้งแรก อันเป็นต้นเค้าของเพลง สรรเสริญพระบารมีในปัจจุบัน


22 นอกจากนี้ยังมีการน าเครื่องดนตรีของต่างชาติ เข้ามาบรรเลงผสมในวงเครื่องสาย ได้แก่ ขิมของจีน และออร์แกนของฝรั่ง ท าให้วงเครื่องสายพัฒนารูปแบบของวงไปอีกลักษณะหนึ่ง คือ “วงเครื่องสายผสม” หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปะบรรเลง) สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นสมัยที่การดนตรีเจริญขึ้นมาก เพราะพระมหากษัตริย์ทรงสน พระทัย และทรงท านุอย่างจริงจังถึงกับตั้งกรมมหรสพซึ่งมีกรมบัญชาการ กรมโขนหลวง กรม พิณพาทย์หลวง กองเครื่องสายฝรั่งหลวง และกรมช่างมหาดเล็กส าหรับสร้างและซ่อมแซมสิ่งซึ่ง เป็นศิลปะทั้งปวง เครื่องปี่พาทย์ประดับมุก ประดับงา จึงท าให้เกิดนักดนตรีไทยฝีมือดี ซึ่งต่อมา เป็นครูดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ผลงานของ ท่านมีมากมาย เช่นได้ปรับปรุงวงปี่พาทย์ขึ้นมาอีกชนิดหนึ่งโดยน าวงดนตรีของมอญมาผสมกับ วงปี่พาทย์ของไทย ต่อมาเรียกวงดนตรีผสมนี้ว่า “วงปี่พาทยม์อญ” วงปี่พาทย์มอญดังกล่าว นี้ ก็มีทั้งวงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า เครื่องคู่ และเครื่องใหญ่ เช่นเดียวกับวงปี่พาทย์ของไทย และ กลายเป็นที่นิยมใช้บรรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระทั่งบัดนี้ น าเครื่องดนตรีของชวา หรือ อินโดนีเซีย คือ “อังกะลุง” มาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก โดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ทั้งนี้ได้น ามาดัดแปลงปรับปรุงขึ้นใหม่ให้มีเสียงครบ 7 เสียง (เดิมมี 5 เสียง) ปรับปรุงวิธีการเล่นโดยถือเขย่าคนละ 2 เสียง ท าให้เครื่องดนตรีชนิดนี้ กลายเป็นเครื่องดนตรี ไทยอีกอย่างหนึ่ง เพราะคนไทยสามารถท าอังกะลุงได้เอง อีกทั้งวิธีการบรรเลง ก็เป็นแบบเฉพาะ ของเราแตกต่างไปจากของชวาโดยสิ้นเชิง


23 วงเครื่องสายผสมออรแ์กนและขิม สมัยรัชกาลที่7 (พ.ศ.2468 - พ.ศ.2479) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง เป็นคีตกวี ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยขึ้น 3 เพลง คือ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง เขมรลออ องค์เถา และเพลงราตรีประดับดาวเถา ซึ่งล้วนแต่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ท าให้วงการ ดนตรีไทยมีเพลงอมตะเพิ่มขึ้นอีก 3 เพลง คลามเคลื่อนไหวที่ส าคัญทางดนตรีอีกประการหนึ่ง คือ การบันทึกเพลงไทยเป็นโน้ตสากล ซึ่งเป็นพระราชด าริของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้า กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ที่ได้จัดให้มีคณะกรรมการบันทึกโน้ตเพลงไทยเป็นโน้ตสากลขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ดนตรีไทยต้องสูญไป อย่างไรก็ตามดนตรีไทยในสมัยรัชกาลนี้ นับว่าได้พัฒนา รูปแบบและลักษณะมาจนกระทั่งสมบูรณ์เป็นแบบแผนดังเช่นในปัจจุบันนี้แล้ว ในสมัยก่อนที่จะ เปลี่ยนระบอบการปกครองปรับปรุ งเปลี่ยนแปลงให้พัฒนาก้าวหน้ามาตามล าดับ พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ตลอดจนขุนนางผู้ใหญ่ได้ให้ความอุปถัมภ์ และท านุบ ารุงดนตรีไทยใน วังต่างๆ มักจะมีวงดนตรีประจ าวัง เช่น วงวังบูรพา วงวังบางขุนพรหม วงวังบางคอแหลม และ วงวังปลายเนิน เป็นต้น แต่ละวงต่างก็ขวนขวายหาครูดนตรี และนักดนตรีที่มีฝีมือเข้ามาประจ า วงมีการฝึกซ้อมกันอยู่เนืองนิจ บางครั้งก็มีการประกวดประชันกัน จึงท าให้ดนตรีไทยเจริญเฟื่ อง ฟูมาก ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ดนตรีไทยเริ่มซบเซา ลงอาจกล่าวได้ว่า เป็นสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ดนตรีไทยเกือบจะถึงจุดจบมีผู้นิยมดนตรีไทยกัน มาก และมีผู้มีฝีมือทางดนตรีตลอดจนมีความคิด การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475


24 เนื่องจากรัฐบาลในสมัยหนึ่งมีนโยบายทีเรียกว่า "รัฐนิยม" ซึ่ง นโยบายนี้มี ผลกระทบต่อดนตรีไทยด้วย กล่าวคือมีการห้ามบรรเลงดนตรีไทย เพราะเห็นว่าไม่ สอดคล้องกับการ พัฒนาประเทศ ให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ ใครจะจัดให้มีการ บรรเลงดนตรีไทยต้องขออนุญาตจากทางราชการ ก่อน อีกทั้ง นักดนตรีไทยก ็ จะต้องมี บัตรนักดนตรีทที่างราชการออกให้ การห้ามวัฒนธรรมของไทย จนกระทั่งต่อมาอีกหลายปี เมื่อได้มี การสั่งยกเลิก "รัฐนิยม" ดังกล่าวเสียแต่ถึงกระนั้นก็ ตาม ดนตรีไทยก็ ไม่รุ่งเรืองเท่าแต่ก่อน ยังล้มลุกคลุกคลาน มาจนกระทั่งบัดนี้ เนื่องจากวิถีชีวิต และสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจาก เดิมวัฒนธรรมทางดนตรีของต่างชาติได้เข้ามามีบทบาทใน ชีวิตประจ าวันของคนไทยเป็นอันมาก ดนตรีที่เราได้ยิน ได้ฟัง และได้เห็นกันทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือที่บรรเลงตามงานต่างๆ โดยมากก็เป็นดนตรีของต่างชาติ หาใช่ "เสียง พาทย์ เสียงพิณ" ดัง แต่ก่อนไม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นที่น่ายินดีที่เราได้มีโอกาสฟังดนตรีนานาชาตินานาชนิด แต่ถ้าดนตรี ไทยถูกทอดทิ้ง และไม่มีใครรู้จักคุณค่าก็นับว่าเสียดายที่จะต้องสูญเสียสิ่งที่ดีงาม ซึ่งเป็น เอกลักษณ์ของชาติอย่าง หนึ่งไป ดังนั้นจึงควรที่คนไทยทุกคนจะได้ตระหนักถึงคุณค่าของดนตรี ไทย และช่วยกันทะนุบ ารุงส่งเสริมและรักษา ไว้ เพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสืบต่อไป สมัยรัชกาลที่ 8 (พ.ศ.2478 - พ.ศ.2489) การดนตรีไทยในสมัยนี้เป็นสมัยหลังการ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย สมัยนี้“เป็นระยะที่ดนตรีไทยเข้าสู่สภาวะ มืดมนเพราะรัฐบาลไม่ส่งเสริมดนตรี ไทย และยังพยายามให้คนไทยหันไปเล่นดนตรีสากลแบบตะวันตก” ต่อมาก็ เกิดรัฐนิยมขึ้น “ การที่มีรัฐนิยมเกิดขึ้น กล่าวคือ ห้ามการบรรเลงดนตรีไทย ด้วยเห็นว่าดนตรีไทยไม่เหมาะสมกับ ชาติที่ก าลังพัฒนา ให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ จึงมีการห้ามโดยเคร่งครัด แต่ยังอนุญาตให้ บรรเลงในงานพิธีหรือ ในบางประเพณี แต่จะต้องไปขออนุญาตที่กรมศิลปากรหรืออ าเภอก่อน และต้องมีบัตรนักดนตรี ที่ทางราชการออก ให้ จึงท าให้นักดนตรีหัวใจห่อใจเหี่ยวไปตาม ๆ กัน บางคนถึงกับขาย เครื่องดนตรีอันวิจิตรงดงาม เพราะถึงเก็บไว้ก็ เปล่าประโยชน์


25 เครื่องดนตรีอันงดงามวิจิตร หลายชิ้นที่ถูกขายไปในรูปแบบของเก่า หรือขายต่อให้ต่างประเทศ ไป อย่างน่าเสียดาย แต่ก็ยังมีนักดนตรีอีกไม่น้อยที่ไม่ยอมทิ้งดนตรีไทย เช่น หลวงประดิษฐ์ ไพเราะ ( ศร ศิลปบรรเลง) ยังคงแต่งเพลงต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ เพลงเอกของท่านที่เกิดขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ ๘ เช่น แสนค านึงเถา กราวร าเถา แขกเงาะ และแขกชุมพล เป็นต้น และอาจารย์ มนตรี ตราโมท ก็หันมาประดิษฐ์เพลงระบ ามากขึ้น ซึ่งเพลงไทยใน ระยะนี้ มีผู้น าท านองเพลง ไทยมาใส่เนื้อร้องเต็มตามท านองบ้าง แต่งขึ้นเองบ้าง เพื่อประกอบละครพูด ละคร ประวัติศาสตร์ และภาพยนตร์ ผู้แต่งมีหลายท่าน เช่น พรานบูรณ์ หลวงวิจิตรวาทการ ล้วน ควัน ธรรม ฯลฯ ส าหรับหลวงวิจิตรวาทการร่วมกับอาจารย์มนตรี ตราโมทแต่งเพลงประกอบบทละคร ประวัติศาสตร์หลายเพลง เช่น เพลงเพื่อนไทย ใต้ร่มธงไทย ในน ้ามีปลาในนามีข้าว ฯลฯ เพลง เหล่านี้ มีลักษณะเป็นแบบตามใจผู้แต่ง จะเป็น เพลงไทยก็ไม่ใช่ เพลงฝรั่ง ก็ไม่ใช่ การแต่งเพลง ของหลวงวิจิตรวาทการแต่งโดยใช้จินตนาการของตนเองบ้าง บาง เพลงก็น าท านองของฝรั่งมา ใส่เนื้อไทยบ้าง เช่น ภาพเธอ นักแต่งเพลงอื่น เช่น พรานบูรณ์ มีจุดมุ่งหมาย ของการ แต่งเพลง เพื่อน าไปประกอบภาพยนต์ละคร เพลงที่แต่งจึงพยายามให้เหมาะกับเนื้อเรื่องเป็นส าคัญ เช่น เพลงดูซิดู โน่นซิ เพลงร้อนแดด ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่า เพลงในระยะนี้เป็นเพลง ที่ยังไม่เป็นไปตาม กฎเกณฑ์ทฤษฎีตะวันตก อย่างแท้จริง ถึงอย่างไรก็ตาม ดนตรีไทยสมัยนี้ก็มิได้ซบเซาถึงขนาด จะขาดตอน เหมือนเมื่อครั้ง เราเสียกรุงศรี อยุธยา แม้จะซบเซาลงบ้างและเกิดเพลงไทยสากล ขึ้น เพลงไทยสากลที่เกิดขึ้นใหม่นี้ ก็ยังเอาเค้าของเดิมหรือเอา เพลงไทยของเดิมมาร้องเล่น เพียงแต่เปลี่ยนจังหวะให้กระชับขึ้นเป็นแบบฝรั่ง ของไทยแท้จึงไม่ถึงกับสูญและโชคดี ที่ยุดนี้สั้น มาก มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกันบ่อยในที่สุด ดนตรีไทยแท้ก็กลับคืนมาอีกครั้ง พระบามสมเด ็ จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซอ


26 เมื่อ พ.ศ. 2478 ทางการมีความประสงค์ที่จะให้วิชาศิลปทางโขน ละคร และดนตรี มา รวมอยู่ในสังกัดเดียวกัน จึงได้โอนครูอาจารย์ทางนาฏศิลป์ และดุริยางคศิลป์ กับศิลปินประจ า ราชส านักของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเครื่องดนตรี เครื่องโขน เครื่องละครของหลวงบางส่วน จากกระทรวงวัง (ส านักพระราชวัง ในปัจจุบัน) ให้มาสังกัดกรมศิลปากร กรมศิลปากรจึงได้ แก้ไขปรับปรุงการศึกษาของโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ในวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2478 ได้มีค าสั่งตั้งโรงเรียนศิลปากร (มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปัจจุบัน) สมัยรัชกาลที่9 ( พ.ศ.2489-พ.ศ.2559 )แม้พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นผู้ที่ทรงพระปรีชาสามารถทางด้านดนตรีสากล ทรงพระราชนิพนธ์เพลงขึ้นไว้หลายเพลง แต่ พระองค์ก็ทรงสนพระทัยในการดนตรีไทยเป็นอันมาก ได้พระราชทานทุนให้พิมพ์เพลงไทยเดิม เป็นโน้ตสากลออกจ าหน่ายเป็นที่นิยมของวงการดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง เวลาที่ทรงรับแขกเมือง หรือมีงานบันเทิงส่วนพระองค์ ก็มักจะโปรดเกล้าให้บรรเลงดนตรีไทยเสมอ พระบาทสมเด ็ จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


27 หนังสือโน้ตเพลงไทย ทถีู่กตีพมิพเ์ป็ นโน้ตสากล บทเพลงในสมัยรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์บทร้องเพลง ไทยด าเนินดอย (ลาวด าเนินทราย) อัน แสดงให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดช และมีครู ดนตรีไทยที่ส าคัญคือ ครูมนตรี ตราโมท ได้ประพันธ์เพลงไว้มากมาย ได้แก่ เพลงสามชั้น เพลง เถา เพลงระบ า เพลง 2 ชั้น เพลงชั้นเดียว เพลงร้องสอดดนตรีไว้มากมาย ไม่ต ่ากว่า 200 เพลง ปัจจุบัน เป็นที่น่ายินดีที่ดนตรีไทยได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอีกครั้ง ด้วยความสน พระทัยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถด้าน ดนตรีไทย จนเป็นที่ประจักษ์ ยังผลให้หน่วยงาน สถาบันการศึกษาตางๆ หันมาจัดกิจกรรม ดนตรีไทยเพื่อสนองเบื้องยุคลบาทของพระองค์ เช่น รัฐบาลก าหนดให้มีวงมหาดุริยางค์เพื่อ เทิดพระเกียรติพระองค์ ที่ทรงมีคุณูปการด้านดนตรีไทย รวมทั้งเยาวชนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ ดนตรีไทยเพิ่มขึ้น จึงหวังได้ว่าดนตรีไทยจะยังคงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไปตราบนานเท่านาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


28 สมัยรัชกาลท10ี่(พ.ศ.2559-ปัจจุบัน) พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพทางดนตรีดีเยี่ยม ทรง โปรดแซ็กโซโฟนตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงโปรดร้องเพลง ทรงชอบดนตรีแนวป๊ อปสบายๆ อาทิ Spanish Eyes, La Vie En Rose, Moulin Rouge ส่วนเพลงไทย โปรด เพลงค าหอม ของสุนทราภรณ์ พระองค์ทรงร้องเพลงได้ดีมาก ดนตรีเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสน พระราชหฤทัย ยามว่างจากพระราชกรณียกิจ ในสมัยนี้ได้เกิดบทเพลงคือ เพลงโหมโรงทศรัตน์ กษัตรา ประพันธ์ขึ้นโดย อ.ฐิรพล น้อยนิตย์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิรา ลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 66 พรรษา และ อีกเพลงคือ โหมโรงมหาวชิราลงกรณ์ ประพันธ์โดย อ.นัฐพงศ์ โสวัตร ท าการแสดงครั้งแรกวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ในการแสดงวงมหาดุริยางค์ไทยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มหรสพสมโภช เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ ท้องสนามหลวง โดยวิทยาลัยนาฏศิลปจาก ทั่ว ประเทศ


29 โรงเรียนสายน ้าผึง้ในพระอุปถัมภฯ์


Click to View FlipBook Version