ใหรสู ึกตัวทว่ั พรอ มอยตู ลอดเวลา ใหมีสติอยู ใหเ ห็นการเกดิ ดับของกายและใจ แตอยาใหมันมาทําใจใหวุนวาย ใหปลอยวางมนั ไป
ความรักเกิดขน้ึ กป็ ลอยมันไป มนั มาจากไหนกใ็ หม นั กลับไปท่นี ัน่ ความโลภเกิดข้ึนกป็ ลอ ยมันไป ตามมนั ไป
ตามดูวา มนั อยทู ่ไี หนแลวตามไปสง มนั ใหถงึ ท่ี อยาเก็บมนั ไวส กั อยาง
ฝก ใจไดใจจกั ปราศจากกิเลส
ถา ทา นปฏบิ ตั ิไดอยา งนี้ ทา นก็จะเหมอื นกับบานวาง หรือพดู อีกอยางหน่งึ กค็ อื น่คี อื ใจวา ง เปนใจทว่ี างและอิสระจากกิเลส ความชั่วทงั้ หลาย
เราเรียกวา ใจวาง แตไ มใ ชว างเหมือนวา ไมม อี ะไร มันวา งจากกิเลส แตเตม็ ไปดวยความฉลาด ดวยปญ ญา ฉะน้นั ไมวา จะทาํ อะไร
ก็ทาํ ดว ยปญญา คิดดว ยปญญา จะมแี ตป ญ ญาเทานน้ั
นี่เปนคาํ สอนทีผ่ มขอมอบใหใ นวันนี้ ถาการฟงธรรมทําใหใ จทานสงบ ก็ดแี ลว ไมจาํ เปน ตองจดจาํ อะไร บางทานอาจจะไมเช่ือ
ถาเราทําใจใหสงบ ฟงแลวก็ไมใ หผ านไป แตน ํามาพจิ ารณาอยเู รือ่ ยๆอยางนี้ เราก็เหมอื นเคร่ืองบนั ทกึ เสยี ง เม่ือเรา "เปด" มนั มันกอ็ ยูตรงน้นั
อยา กลัววา จะไมม ีอะไร เม่ือใดทที่ า นเปดเคร่อื งบนั ทึกเสยี งของทาน ทกุ อยา งกอ็ ยใู นนั้น
ขอมอบธรรมะน้ตี อพระภิกษุทุกรูปและตอทกุ คน บางทานอาจจะรภู าษาไทยเพยี งเลก็ นอ ย แตก็ไมเ ปน ไร ใหทา นเรยี นภาษาธรรมเถดิ
เทาน้ีก็ดเี พียงพอแลว
อยูกับงเู หา
ขอใหค าํ ขวญั แกโ ยมทั้งหลาย และลูกศษิ ยใหมท่เี ดนิ ทางจากลอนดอน มาพักอยูท ว่ี ดั หนองปา พง
ขอใหทําความเขา ใจในธรรมะที่ไดศึกษาแลวทีว่ ดั หนองปา พงนโี้ ดยยอ ก็คอื ใหป ฏิบตั ิใหพ น ทุกขใ นวัฏฏสงสาร
ขอใหโยมจาํ ไวในใจวา อารมณท ั้งหลายนั้น จะเปน อารมณท่พี อใจก็ตาม หรืออารมณท ี่ไมพอใจกต็ ามอารมณท ้ังสองอยางน้ี มันเหมือนงเู หา
งูเหา มันมพี ษิ มากถา มนั ฉกคนแลว กท็ ําใหถ ึงแกค วามตายได อารมณน ้กี ็เหมือนกับงเู หา ที่มพี ษิ รายนนั้
อารมณทพ่ี อใจก็มพี ษิ มากอารมณทีไ่ มพอใจก็มีพษิ มาก มันทําใหจ ติ ใจของเราไมเปนเสรี ทาํ ใหจ ติ ใจไขวเขว จากหลักธรรมของพระพทุ ธเจา
วนั นีจ้ ึงขอใหโ อวาทยอๆแกโยม ขอใหเปน ผมู ีสติอยทู ้งั กลางวนั กลางคืน จะยนื จะเดนิ จะนงั่ จะนอนก็ใหน อนดวยสติ นง่ั ดว ยสติ เดนิ ดวยสติ
ยืนดวยสติ จะพดู กพ็ ดู ดว ยสติ จะทาํ อะไรๆกใ็ หมีสติอยูดว ยทัง้ น้ัน
เมือ่ มีสตแิ ลว สมั ปชญั ญะความรูตวั มนั กจ็ ะเกดิ ข้ึนมา สตกิ ับสมั ปชญั ญะเปน ของคกู ัน เม่อื ทัง้ สองอยางน้เี กดิ ข้ึนพรอมกนั แลว
กจ็ ะนําปญ ญาใหเกิดตามทนี เี้ ม่ือมที ้ังสติ สัมปชญั ญะปญญาแลว กจ็ ะเปน ผทู ่ีต่นื อยู ทงั้ กลางวนั และกลางคืน
ธรรมะทพี่ ระพทุ ธเจา ทานทรงสอนนนั้ ไมใชธรรมะที่เพือ่ ฟง เฉยๆหรอื รูเฉยๆ แตเปน ธรรมะท่ีตองปฏิบัติ ตอ งทาํ ใหเกดิ ข้นึ
ตองทาํ ใหม ขี ้ึนในใจของเราใหไ ด จะไปทไี่ หนก็ใหม ีธรรมะ จะพดู ก็ใหม ีธรรมะ จะเดินก็ใหมีธรรมะ จะนอนกใ็ หมีธรรมะ
จะทําอะไรๆก็ใหม ธี รรมะทงั้ นน้ั
คําวา "มธี รรมะ" น้ีกค็ ือ จะทําอะไรก็ตาม จะพูดอะไรก็ตาม ใหทําดว ยปญ ญา ใหพดู ดว ยปญญา ใหน ึกคิดดวยปญ ญา ผใู ดมสี ติ สมั ปชญั ญะ
ควบกบั ปญ ญาอยูต ลอดเวลาแลว ผูนั้นยอมอยใู กลพ ระพุทธเจา ทุกเมอ่ื
ดงั น้ัน แมเม่อื โยมจากวัดหนองปาพงน้ีไปแลว กจ็ งเปน ผปู ฏบิ ตั ิ ใหธ รรมะทง้ั หลายมารวมอยูท่ใี จ มองลงไปทใ่ี จ ใหเหน็ สติ ใหเ ห็นสัมปชญั ญะ
ใหมีปญ ญา เมื่อมที ้ังสามอยางนี้แลว มนั จะมีการปลอ ยวาง รจู ักเกดิ แลวมันก็ดบั ดับแลวมันกเ็ กดิ เกิดแลว มนั ก็ดับ
ทีเ่ รยี กวา "เกิดๆ ดับๆ" นีค้ ืออะไร คอื อารมณซึง่ มันเกิดขน้ึ แลวมนั กด็ บั ไป ดับแลวมนั กเ็ กิดขนึ้ มา ในทางธรรมะเรยี กวา การเกดิ ดบั
มนั ก็มีเทาน้ี ทกุ ขมนั เกดิ ขึ้นแลว ทุกขม ันกด็ ับไป ทกุ ขดบั ไปแลว ทุกขก เ็ กดิ ขึน้ มา นอกเหนือจากนี้ไป กไ็ มมีอะไรมแี ตทกุ ขเกิด
แลว ทุกขก ด็ บั ไป มีเทา น้ี
เมือ่ เห็นเชนนแี้ ลว จิตของเราก็จะเหน็ แตก ารเกดิ -ดบั อยเู สมอ เมอื่ เหน็ การเกดิ -ดับอยูเ สมอ ทกุ วันทกุ เวลา ตลอดทงั้ กลางวัน ตลอดทั้งกลางคนื
ตลอดท้งั การยืน เดนิ นงั่ นอน ก็จะเหน็ ไดวามนั ไมมีอะไรจริงๆมแี ตเ กดิ -ดบั อยูเ ทา นเ้ี อง แลว ทุกอยา งมันก็จบอยตู รงน้ี
เมื่อเห็นอารมณเกดิ -ดับอยางน้ีอยเู สมอไปแลว จติ ใจกจ็ ะเกดิ ความเบื่อหนาย เพราะเม่ือคดิ ไปแลว กไ็ มม อี ะไรมากมาย มันมีแตการเกดิ แลวกด็ ับ
ดบั แลว กเ็ กดิ เกิดแลวกด็ ับ มนั มอี ยูเทา นี้ ฉะนน้ั เมอ่ื คิดแลว ก็ไมร ูจะไปเอาอะไรกบั มนั พอคดิ ไดเชน น้ี
จิตกจ็ ะปลอ ยวางปลอ ยวางอยูกบั ธรรมชาติ มนั เกดิ เราก็รู มนั ดับเราก็รมู นั สขุ เรากร็ ู มนั ทกุ ขเรากร็ ู รูแลว ไมใชว า เราจะไปเปน เจาของสขุ นะ
หรอื เม่ือทุกขข นึ้ มา เราก็ไมเ ปนเจา ของทกุ ขเหมือนกัน เมอื่ ไมเ ปน เจาของสขุ ไมเปนเจา ของทกุ ขม ันกม็ แี ตการเกิด-ดบั อยูเทาน้ัน
ก็ปลอยไปตามธรรมชาติของมันอยา งนั้นแหละ เพราะมนั ไมม อี ะไร
อารมณท้ังหลายทวี่ ามาน้ี เหมอื นกันกับงูเหา ที่มพี ษิ รา ย ถา ไมม อี ะไรมาขวาง มันกเ็ ลอื้ ยไปตามธรรมชาตขิ องมนั แมพิษของมนั จะมีอยู
มนั กไ็ มแสดงออก ไมไดทาํ อันตรายเรา เพราะเราไมไดเ ขา ไปใกลม ัน งเู หาก็เปน ไปตามเร่ืองของงเู หา มนั ก็อยูอ ยา งนนั้
ดังนี้ ถาหากเปน คนทฉ่ี ลาดแลว กจ็ ะปลอ ยหมดสิง่ ที่ดีกป็ ลอ ยมนั ไป สิ่งท่ชี วั่ ก็ปลอ ยมันไป สง่ิ ทีช่ อบใจก็ปลอยมันไป
ส่ิงทีไ่ มชอบกป็ ลอยมันไป เหมอื นอยา งเราปลอยงูเหาตวั ท่มี ีพษิ รายนัน้ ปลอยใหมนั เลือ้ ยของมันไปมันก็เล้ือยไปท้งั พษิ ทม่ี อี ยูในตวั มนั น่นั เอง
ฉะนนั้ คนท่ีฉลาดแลว เมอื่ ปลอ ยอารมณก ป็ ลอยอยางนน้ั ดีก็ปลอยมนั ไป แตป ลอ ยอยา งรเู ทาทนั ช่วั ก็ปลอยมันไป
ปลอ ยไปตามเร่ืองของมันอยา งนนั้ แหละอยา ไปจับ อยา ไปตองมัน เพราะเราไมตองการอะไร ชว่ั กไ็ มตองการ ดีกไ็ มต อ งการ หนกั ก็ไมต องการ
เบากไ็ มตอ งการ สุขกไ็ มตองการ ทุกขกไ็ มต องการ มันกห็ มดเทา น้ันเอง ทีนี้ความสงบก็ต้งั อยเู ทานั้นแหละ
เมอ่ื ความสงบตง้ั อยแู ลว เราก็ดคู วามสงบนน้ั แหละ เพราะมนั ไมม อี ะไรแลว เม่อื ความสงบเกิดข้นึ ความวนุ วายกด็ บั
พระผูมีพระภาคเจา ทา นตรัสวา นิพพานคือความดับ ดบั ทตี่ รงไหน? กเ็ หมือนไฟเรานนั่ แหละ มนั ลกุ ตรงไหน มันรอนตรงไหน?
มนั กด็ ับที่ตรงนั้น มนั รอนท่ีไหนก็ใหมนั เยน็ ตรงนนั้ กเ็ หมือนกับนพิ พานกอ็ ยกู ับวัฏฏสงสาร วัฏฏสงสารก็อยกู ับนพิ พาน
เหมอื นกันกบั ความรอ นกบั ความเย็น มนั กอ็ ยูทเ่ี ดียวกันนน่ั เอง ความรอนกอ็ ยทู ่ีมนั เยน็ ความเยน็ ก็อยทู มี่ นั รอ น เมอื่ มันรอ นข้นึ มันก็หมดเยน็
เม่อื มนั หมดเยน็ มันกร็ อ น
วัฏฏสงสารกบั นพิ พานนกี้ เ็ หมอื นกนั ทา นใหด ับวฏั ฏสงสารคอื ความวนุ การดับความวนุ วายกค็ อื การดับความรอน ไฟทางนอกกค็ อื ไฟธรรมดา
มนั รอน เม่ือมันดับแลว มันก็เยน็ แตค วามรอ นภายในคือ ราคะ โทสะโมหะ กเ็ ปน ไฟเหมอื นกัน ลองคดิ ดเู มื่อราคะ ความกําหนัดเกดิ ขน้ึ
มันรอนไหม? โทสะเกิดขนึ้ มนั ก็รอน โมหะเกดิ ขนึ้ มันกร็ อน มันรอน ความรอนนแ่ี หละที่ทานเรียกวาไฟ เมอ่ื ไฟมนั เกิดขึ้น มนั ก็รอน
เมอื่ มนั ดบั มันก็เย็นความดบั นแี่ หละคือนิพพาน
นิพพานคอื สภาวะทเ่ี ขาไปดบั ซ่งึ ความรอน ทานเรยี กวาสงบ คือดับซง่ึ วัฏฏสงสาร วฏั ฏสงสารคอื ความเวียนวา ยตายเกิดอยูอ ยา งนน้ั
เมื่อถงึ นพิ พานแลว ก็คือการเขาไปดบั ซง่ึ ความหมนุ เวียนเปล่ียนแปลง อนั น้ัน เรยี กวาการดับราคะ ดบั โทสะ ดับโมหะ
กด็ บั ทีใ่ จของเรานั่นแหละ คอื ใจถงึ ความสงบ
ในความสงบนน้ั สขุ กไ็ มมี ทุกขก ็ไมม ี แตมนษุ ยเรานั่นแหละจะอดสุขไมไ ด เพราะเห็นวา ความสขุ เปน ยอดของชีวติ แลว
แมพระนิพพานก็ยงั มาวา เปน ความสขุ อยเู พราะความคนุ เคย ตามเปน จริงแลว เลกิ สิ่งท้งั ๒ อยางนก้ี เ็ ปน ความสงบ เมอื่ โยมกลบั บา น
แลว ขอใหเ ปด เทปธรรมะนี้ฟงอกี จะไดม สี ติ เม่ือโยมมาอยูวดั หนองปา พงใหมๆ โยมรองไห เมือ่ อาตมาเหน็ นาํ้ ตาของโยม อาตมากด็ ใี จ
ทาํ ไมจึงดีใจ? ทีด่ ใี จกเ็ พราะวา นี่แหละ โยมจะไดศ ึกษาธรรมะท่ีแทจริงละ ถา น้ําตาไมออกก็ไมไ ดเ ห็นธรรมะ เพราะน้ําน้ีเปน นาํ้ ไมด ี
ตอ งใหม ันออกใหหมด มนั ถงึ จะสบาย ถา น้ํานีไ้ มห มด กจ็ ะไมสบาย มนั ก็จะเปนอยอู ยา งน้ี อยเู มอื งไทยก็จะรอ งไหอยอู ยา งนี้
กลับไปกรุงลอนดอนกจ็ ะรอ งไหอ ีก มีชีวิตอยูกจ็ ะรองไหอ ยอู ยางน้ีแหละ เพราะน้ําน้มี ันเปนนาํ้ กิเลส เม่ือทุกขกบ็ บี นาํ้ นีใ้ หไหลออกมา
เมอ่ื สุขมากกบ็ ีบนํ้านอี้ อกมาอกี เหมือนกัน ถา หมดนํ้านี้เม่อื ใด กจ็ ะสบาย ถาโยมทําได โยมกจ็ ะมีแตความสงบ ความสบาย
ขอใหโ ยมรบั ธรรมะน้ไี ปปฏบิ ตั ิ ไปปฏิบัติใหพ น ทุกข ใหม ันตายกอ นตาย มันถึงสบาย มันถึงสงบ
ขอใหโยมมีความสขุ ความเจรญิ ใหเ ปน ผูประพฤติปฏิบตั ิธรรมะใหพน จากวัฏฏสงสาร
อา นใจธรรมชาติ
Audio : http://www.dhammatarn.com/fungdham/sound/cha/004.wma
การภาวนาหมายความวาใหค ิดดูใหชดั ๆ พยายามอยารีบรอ นเกินไป อยาชาเกินไป คอยทําคอ ยไป
แตใ หม วี ิธกี ารและจดุ หมายในการปฏิบตั ภิ าวนาน้นั
ทกุ คนทีอ่ อกมาปฏิบตั ิน้ัน กอ็ อกมาดวย "ความอยาก"กันท้งั นน้ั มันมีความอยาก แตค วามอยากนี้ บางทมี นั ก็ปนกบั ความหลง
ถาอยากแลว ไมห ลง มนั กอ็ ยากดว ยปญ ญา ความอยากอยางนีท้ านเรยี กวา เปนบารมีของตน แตไมใชท ุกคนนะทมี่ ีปญ ญา
บางคนไมอยากจะใหมันอยาก เพราะเขา ใจวา การมาปฏบิ ตั ิกเ็ พอื่ ระงับความอยาก ความจริงนะ ถา หากวาไมม คี วามอยาก กไ็ มม ีขอ ปฏิบตั ิ
ไมร วู าจะทําอะไร ลองพิจารณาดกู ็ได
ทกุ คน แมองคพ ระพทุ ธเจาของเราก็ตาม ทีท่ า นออกมาปฏบิ ัติ ก็เพ่อื จะใหบ รรเทากิเลสทง้ั หลายนั้น
แตวา มันตองอยากทาํ อยากปฏบิ ัติ อยากใหม ันสงบ และก็ไมอยากใหมันวนุ วาย ทง้ั สองอยา งน้ี มันเปนอปุ สรรคทง้ั น้นั ถาเราไมมปี ญ ญา
ไมม ีความฉลาดในการกระทาํ อยา งน้นั เพราะวา มนั ปนกนั อยู อยากท้ังสองอยา งน้มี นั มรี าคาเทา ๆกัน
อยากจะพน ทกุ ขม นั เปนกเิ ลส สาํ หรับคนไมม ปี ญ ญาอยากดวยความโง ไมอ ยากมนั กเ็ ปนกเิ ลส
เพราะไมอ ยากอนั นนั้ มนั ประกอบดว ยความโงเ หมือนกนั คอื ทงั้ อยาก ไมอ ยาก ปญ ญากไ็ มมี ท้ังสองอยา งน้ี มันเปน กามสขุ ลั ลิกานุโยโค
กับอัตตกลิ มถานโุ ยโค ซึ่งพระพุทธองคข องเรา ขณะทพี่ ระองคก าํ ลังทรงปฏบิ ัตอิ ยูน้นั ทา นก็หลงใหลในอยา งนี้ ไมร ูวา จะทําอยา งไร
ทานหาอบุ ายหลายประการ กวาจะพบของสองสง่ิ น้ี
ทกุ วนั น้ีเราทัง้ หลายก็เหมือนกัน ทกุ สิ่งท้งั สองอยา งน้ีมนั กวนอยู เราจงึ เขา สทู างไมไดกเ็ พราะอนั นี้ ความเปน จริงน้ที ุกคนทมี่ าปฏบิ ตั ิ
กเ็ ปน ปุถุชนมาท้ังนน้ั ปถุ ชุ นก็เตม็ ไปดว ยความอยาก ความอยากท่ไี มมีปญ ญา อยากดว ยความหลงไมอ ยากมันกม็ โี ทษเหมอื นกัน "ไมอยาก"
มนั กเ็ ปน ตณั หา "อยาก" มนั กเ็ ปน ตณั หาอกี เหมอื นกนั
ทีนี้ นักปฏบิ ัติยังไมรูเร่ืองวา จะเอายงั ไงกนั เดนิ ไปขางหนาก็ไมถ ูก เดินกลับไปขา งหลังก็ไมถ ูก จะหยดุ กห็ ยดุ ไมไดเ พราะมันยังอยากอยู
มนั ยงั หลงอยู มแี ตความอยาก แตปญ ญาไมม ี มันอยากดว ยความหลง มันกเ็ ปน ตณั หา ถงึ แมไมอ ยาก มนั กเ็ ปน ความหลง
มันก็เปน ตัณหาเหมือนกนั เพราะอะไร? เพราะมันขาดปญ ญา
ความเปนจรงิ นนั้ ธรรมะมันอยูต รงน้นั แหละ ตรงความอยากกับความไมอ ยากน่นั แหละ แตเราไมม ปี ญ ญา กพ็ ยายามไมใหอยากบา ง
เด๋ียวก็อยากบาง อยากใหเปนอยางนั้น ไมอ ยากใหเปนอยา งน้ี ความจริงทง้ั สองอยา งน้ี หรอื ทงั้ คูน้มี ันตัวเดียวกนั ท้งั นัน้ ไมใ ชคนละตัว
แตเราไมร ูเ รอื่ งของมัน
พระพุทธเจาของเรา และสาวกทงั้ หลายของพระองคน น้ั ทา นก็อยากเหมือนกนั แต "อยาก" ของทานนั้น เปนเพยี งอาการของจติ เฉยๆ หรอื
"ไมอยาก" ของทา น ก็เปน เพียงอาการของจติ เฉยๆอีกเหมอื นกัน มนั วบู เดียวเทาน้นั กห็ ายไปแลว
ดังนั้นความอยากหรอื ไมอ ยากนี้ มันมอี ยตู ลอดเวลาแตสาํ หรับผูมีปญญานั้น "อยาก" ก็ไมม อี ปุ าทาน "ไมอยาก" กไ็ มม อี ปุ าทาน เปน
"สกั แตวา" อยากหรือไมอ ยากเทาน้ัน ถาพดู ตามความจริงแลว มนั กเ็ ปน แตอาการของจติ อาการของจิตมันเปน ของมนั อยา งนน้ั เอง
ถา เรามาตะครุบมนั อยูใกลๆ น่มี นั ก็เห็นชัด
ดงั น้นั จงึ วาการพิจารณานนั้ ไมใชร ไู ปทอี่ น่ื มันรตู รงนแ้ี หละ เหมือนชาวประมงท่ีออกไปทอดแหน่นั แหละ ทอดแหออกไปถูกปลาตัวใหญ
เจา ของผูทอดแหจะคดิ อยา งไร? กก็ ลัว กลัวปลาจะออกจากแหไปเสีย เม่อื เปน เชน นัน้ ใจมันก็ด้ินรนขึ้นระวงั มาก บงั คับมาก
ตะครุบไปตะครุบมาอยนู ่นั แหละ ประเดย๋ี วปลามนั กอ็ อกจากแหไปเสีย เพราะไปตะครุบมนั แรงเกินไป อยา งน้ันโบราณทา นพดู ถึงเรอ่ื งอนั นี้
ทานวา คอ ยๆทาํ มัน แตอ ยาไปหา งจากมัน น่คี ือปฏิปทาของเราคอยๆคลํามันไปเรื่อยๆ อยางนั้นแหละ
อยา ปลอ ยมนั หรอื ไมอ ยากรมู นั ตองรู ตอ งรูเร่ืองของมนั พยายามทาํ มนั ไปเรอื่ ยๆ ใหเ ปน ปฏปิ ทา ขี้เกยี จเราก็ทาํ ไมข ี้เกยี จเราก็ทาํ
เรียกวา การทําการปฏบิ ตั ิ ตองทําไปเรอ่ื ยๆอยา งน้ี
ถาหากวา เราขยัน ขยันเพราะความเชอื่ มันมศี รทั ธาแตป ญญาไมม ี ถา เปน อยางนี้ ขยันไปๆ แลว มันก็ไมเ กิดผลอะไรข้นึ มากมาย
ขยันไปนานๆเขา แตมนั ไมถูกทาง มนั ก็ไมส งบระงับ ทนี ี้ก็จะเกดิ ความคิดวา เรานี้บุญนอ ยหรือวาสนานอยหรือคดิ ไปวา
มนุษยใ นโลกนีค้ งทาํ ไมไดห รอก แลวก็เลยหยดุ เลิกทาํ เลกิ ปฏิบัติ
ถา เกิดความคดิ อยา งนี้เม่อื ใด ขอใหระวังใหม าก ใหม ีขันติ ความอดทน ใหทาํ ไปเร่อื ยๆ เหมือนกบั เราจบั ปลาตัวใหญ
กใ็ หค อ ยๆคลาํ มนั ไปเรื่อยๆ ปลามันก็จะไมดิ้นแรงคอ ยๆทําไปเรอ่ื ยๆไมหยดุ ไมช าปลาก็จะหมดกาํ ลัง มนั กจ็ บั งา ย จับใหถ นดั มือเลย
ถา เรารีบจนเกินไป ปลามนั กจ็ ะหนดี ้ินออกจากแหเทานนั้
ดังน้นั การปฏบิ ัตนิ ี้ ถาเราพิจารณาตามพนื้ เหตุของเราเชน วา เราไมม คี วามรูในปริยัติ ไมมีความรใู นอะไรอืน่ ทจ่ี ะใหก ารปฏิบัติมนั เกิดผลข้ึน
ก็ดูความรทู ี่เปน พนื้ เพเดมิ ของเราน่ันแหละอันนนั้ ก็คือ "ธรรมชาติของจิต" น่ีเอง มนั มีของมันอยูแลว เราจะไปเรยี นรมู นั มนั ก็มอี ยู
หรอื เราจะไมไปเรยี นรูม นั มันกม็ อี ยู
อยา งท่ีทา นพูดวา พระพุทธเจา จะบงั เกิดขึน้ ก็ตาม หรอื ไมบ ังเกิดขน้ึ ก็ตาม ธรรมะกค็ งมีอยูอยา งนน้ั มันเปน ของมันอยอู ยา งนั้น
ไมพลิกแพลงไปไหน มันเปนสจั จธรรม เราไมเขาใจสัจจธรรม ก็ไมรูวาสัจจธรรมเปน อยา งไร
นีเ้ รยี กวา การพจิ ารณาในความรขู องผปู ฏิบตั ทิ ไี่ มม ีพน้ื ปริยัติ
ขอใหดจู ิต พยายามอานจิตของเจา ของ พยายามพดู กบั จติ ของเจาของ มันจงึ จะรเู รอ่ื งของจติ คอยๆทําไป ถายังไมถึงท่ขี องมนั
มันก็ไปอยูอ ยางน้นั
ครูบาอาจารยบ างทานบอกวา ทําไปเรอื่ ยๆ อยา หยดุ บางทเี รามาคดิ "เออ ทาํ ไปเร่ือยๆ ถาไมรเู รอ่ื งของมัน ถาทําไมถ ูกทมี่ ัน มันจะรูอ ะไร"
อยางนี้เปน ตน กต็ อ งไปเรอ่ื ยๆกอ นแลวมนั กจ็ ะเกดิ ความรูส กึ นกึ คดิ ขนึ้ ในส่ิงทีเ่ ราพากเพียรทาํ นนั้
มันเหมอื นกนั กับบุรุษทไี่ ปสีไฟ ไดฟง ทา นบอกวา เอาไมไ ผสองอนั มาสกี นั เขาไปเถอะ แลวจะมไี ฟเกิดขนึ้ บุรุษน้ันก็จบั ไมไ ผเ ขาสองอนั
สกี ันเขา แตใจรอ น สไี ปไดหนอ ย ก็อยากใหม ันเปนไฟ ใจก็เรง อยเู รอื่ ย ใหเปนไฟเร็วๆ แตไ ฟก็ไมเ กดิ สกั ที บุรุษนัน้ ก็เกดิ ความขเี้ กียจ
แลวก็หยุดพกั แลว จึงลองสอี ีกนดิ แลวก็หยดุ พกั ความรอ นที่พอมีอยูบา ง ก็หายไปละซิ เพราะความรอนมนั ไมต ดิ ตอ กัน
ถา ทาํ ไปเร่อื ยๆอยางนี้ เหนือ่ ยกห็ ยดุ มแี ตเหนอ่ื ยอยา งเดยี วกพ็ อได แตม ขี ีเ้ กยี จปนเขา ดวย เลยไปกนั ใหญ แลวบุรุษนนั้ กห็ าวา ไฟไมมี ไมเ อาไฟ
กท็ ้งิ เลกิ ไมส ีอกี แลวก็ไปเทย่ี วประกาศวา ไฟไมมี ทําอยา งนไี้ มได ไมมไี ฟหรอก เขาไดล องทําแลว
กจ็ ริงเหมอื นกนั ทีไ่ ดทาํ แลว แตทาํ ยังไมถึงจดุ ของมันคอื ความรอ นยังไมส มดลุ กัน ไฟมนั ก็เกิดขน้ึ ไมได ท้งั ทคี่ วามจรงิ ไฟมันก็มอี ยู
อยา งนก้ี เ็ กดิ ความทอ แทข นึ้ ในใจของผูป ฏบิ ัตินนั้ ก็ละอันนไ้ี ปทาํ อันโนน เรื่อยไป อันนีฉ้ ันใดกฉ็ นั นั้น
การปฏบิ ัตินน้ั ปฏิบตั ทิ างกายทางใจทัง้ สองอยา ง มนั ตอ งพรอ มกนั เพราะอะไร? เพราะพ้นื เพมนั เปนคนมีกเิ ลสท้ังนั้น
พระพุทธเจากอ นทจี่ ะเปนพระพทุ ธเจา ทา นกม็ ีกเิ ลสแตทา นมีปญญามากหลาย พระอรหนั ตก็เหมือนกนั เมอ่ื ยังเปน ปุถุชนอยูก็เหมอื นกับเรา
เมื่อความอยากเกดิ ขึ้นมา เราก็ไมร ูจกั เม่อื ความไมอ ยากเกดิ ขน้ึ มา เรากไ็ มร ูจกั บางทีกร็ อนใจ บางทกี ็ดใี จ ถา ใจเราไมอ ยาก กด็ ใี จแบบหนง่ึ
และวุนวายอกี แบบหนง่ึ ถา ใจเราอยาก มนั กว็ ุน วายอยา งหน่ึง และดใี จอยางหนึ่ง มันประสมประเสกันอยูอ ยางนี้
อันนีค้ อื ปฏิปทาของผูปฏบิ ัติเรา เหมอื นอยา งที่พระวินัยทเ่ี ราฟง ๆกันไปน้ี ดแู ลว มันเปนของยาก จะตอ งรักษาสิกขาบททกุ อยา ง
ใหไ ปทองทุกอยาง เม่อื จะตรวจดูศลี ของเจา ของกต็ อ งไปตรวจดทู ุกสกิ ขาบท ก็คดิ หนกั ใจวา "โอ อยา งนไ้ี มไหวแลว"
ความจริงเม่ือพระพทุ ธเจา ทา นสอนใหพจิ ารณากายอยาง เกศา โลมา นขา ทนั ตา ตะโจ มันก็มแี ตก ายทง้ั นน้ั อยางท่ที านใหก รรมฐานครง้ั แรก
ก็มีแตเ ร่อื งกายท้ังน้นั ทา นใหพ จิ ารณาอยตู รงน้ี ใหดตู รงน้ี ถาเราพจิ ารณาแลวเห็นไมช ดั มนั กจ็ ะเหน็ คนไมช ัดสกั คน คนอืน่ กไ็ มชดั
ตวั เราเองก็ไมชดั เหน็ ตวั เรากส็ งสยั เห็นคนอน่ื กส็ งสยั มนั สงสัยอยตู ลอดไปแตถา เราสามารถเหน็ ตวั เราไดช ดั เทา นน้ั มันกห็ มดสงสยั
เพราะอะไร? เพราะรูปนามมันเหมือนกนั ท้ังนน้ั ถา หากเราเหน็ ชดั ในตวั เราคนเดียว กเ็ หมือนเห็นคนท้ังโลก ไมตอ งตามไปดทู กุ คน
ก็รูวาคนอื่นกเ็ หมือนกบั เรา เรากเ็ หมือนกับเขา ถา เราคิดไดเชนน้ี ภาระของเขาก็นอ ยลง ถา เราไมค ิดเชน นนั้ ภาระของเขากม็ าก
เพราะจะตอ งตามไปดทู ุกคนในจกั รวาลนี้ จงึ จะรจู ักคนทุกคน ภาระมนั กม็ ากนะ ซิ ถา คดิ อยา งนี้มันกท็ ําใหทอ แท
อยางพระวนิ ัยของเราน้ีก็เหมอื นกัน มีสิกขาบทอยมู ากมายเหลือเกนิ ไมร ูจกั เทา ไหรแ ลว ถาเพียงนกึ วาจะตอ งอา นใหค รบทกุ สิกขาบท ก็แยแ ลว
ไมไ หวแลว เห็นวาเหลือวิสัยเสยี แลว เหน็ จะไมม ที างไปตรวจดูศีลใหสมบรู ณบ รบิ รู ณได นค่ี วามเขาใจของเรามันเปน อยางนั้น
เหมอื นอยางวา ทา นใหร แู จง ซ่งึ มนษุ ยท้ังหลาย ก็คดิ วาจะตอ งไปดคู นใหทกุ คนมนั ถงึ จะรทู กุ คน อยางนมี้ ันกม็ ากเทา น้ันแหละ
นก่ี ็เพราะวา เรามนั ตรงเกนิ ไป ตรงตามตํารา ตรงตามคําของครูบาอาจารยเ กินไป เพราะถาเราเรียนปรยิ ตั ิขนาดนนั้ มันกไ็ ปไมไหวเหมือนกนั
มันทําใหห มดศรัทธาเหมือนกันเรียกวาเรายงั ไมเกดิ ปญ ญา ถา ปญ ญามันเกิดแลว ก็จะเห็นวาคนทง้ั หมดกค็ อื คนคนเดยี ว ถา มนั คอื คนคนเดียว
เรากพ็ ิจารณาแตเ ราคนเดียว กเ็ พียงพอ เพราะเราก็มรี ูป มนี ามลกั ษณะของรปู นามมนั กเ็ ปน อยูอยา งนี้ คนอน่ื กเ็ ปน อยอู ยา งนเี้ หมือนกนั
ปญ ญาจะทําใหเ ห็นไดเ ชนนัน้ ทีนภ้ี าระที่จะตอ งคิดกน็ อ ยลง เพราะเหน็ เสยี แลววา มนั ของอยา งเดียวกนั
ดังนนั้ พระพุทธเจา ทา นจึงวา "อตั ตะนา โจทะยัตตานงั "จงเตือนตนดวยตนเอง ใหเตือนตัวเจา ของเองนี้ ไมม ีทีอ่ นื่ ถา เราเหน็ ตัวเราเองแลว
มนั ก็เหมือนกันหมดทุกคนเพราะอันเดยี วกัน บริษัทเดียวกนั ยห่ี อ เดยี วกัน เพียงแตต า งสสี ณั ฐานกนั เทา นัน้ เหมอื นอยา งยาทมั ใจกบั ยาบวดหาย
มันกย็ ารกั ษาโรคปวดเหมือนกัน เพยี งแตวา มันเปลย่ี นชือ่ เปลีย่ นรูปหอเสียหนอยเทานัน้ แทจ ริงมนั กย็ ารักษาโรคเดยี วกัน
ถา เราเหน็ ไดเชนนี้ มันก็จะงา ยขนึ้ คอ ยๆทาํ มนั ไปเรอ่ื ยๆอยา งน้นั แหละ แลว มนั ก็จะเกิดความฉลาดข้ึนในการกระทํา
ทาํ ไปเร่ือยๆจนกวา มันจะเกิดความเหน็ แลวจะเหน็ ความจริงของมันจริงๆ
ถาจะพูดเรื่องปรยิ ัตแิ ลว ทุกอยา งมันเปน ปริยัตไิ ดท ง้ั น้นั ตาก็เปน ปรยิ ตั ิ หูกเ็ ปนปรยิ ัติ จมกู กเ็ ปน ปริยตั ิ ปากกเ็ ปนปรยิ ตั ิ ลิ้นก็เปนปริยัติ
กายกเ็ ปน ปริยัติ เปน ปริยัติหมดทกุ อยาง รูปเปนอยา งนั้น ก็รวู า รูปเปน อยางนัน้ แตวา เรามนั มัวไปตดิ อยใู นรปู ไมรูจ ักหาทางออก
เสยี งเปนอยางนั้น ก็รูว าเสียงเปนอยา งนน้ั แตก ็ไปตดิ อยูใ นเสยี ง ไมรจู กั หาทางออก ดังนั้น รปู เสียง กลิน่ รสโผฏฐพั พะ ธรรมารมณนี้
มันจึงเปน หว งท่ีเกาะเกย่ี วใหม นษุ ยสัตวท ง้ั หลายติดอยใู นตัวของมนั ฉะนนั้ ก็ใหเราปฏิบตั ิไป คลาํ ไปอยางนน้ั แหละ
แลววนั หน่งึ กจ็ ะตองไดค วามรู เกิดความรสู ึกอกี อยางหนงึ่ ข้นึ มา
ทจี่ ะไดความรเู กิดความรูสกึ อกี อยางหนึ่งขึน้ มาไดน ้ี มนั จะเกดิ ไดจากการปฏิบตั ทิ ่ไี มห ยุด ไมท อถอย ปฏบิ ตั ไิ ปทาํ ไปนานเขา ๆ
พอสมควรกับนิสยั ปจจัยของตน มันก็จะเกดิ ความรสู กึ อยา งหนึ่ง ทเี่ รยี กวา "ธรรมวิจยะ" มนั จะเกดิ โพชฌงคของมนั เอง โพชฌงคทั้งหมด
มันจะเกิดอยอู ยางน้ี สอดสองธรรมไป
โพชฌังโค สตสิ ังขาโต ธมั มานงั วจิ โย ตถา
วริ ิยมั ปต ิ ปส สทั ธงิ โพชฌังคา จะ ตถา ปะเร
สมาธุเปกขโพชฌังคา สัตเต เต สพั พทัสสินา
เบ้อื งแรกมันเกดิ อยางน้ี อาการน้ีมนั จะเกิดข้ึนมา มนั กเ็ ปนโพชฌงค เปนองคท่ีตรัสรธู รรมะทัง้ นัน้ ถา เราไดเ รยี นรมู ันก็รตู ามปริยตั ิเหมือนกัน
แตไ มมองเห็นท่ีมนั เกดิ ทใ่ี นใจของเรา ไมเหน็ วา มันเปนโพชฌงค ความเปน จริงนน้ั โพชฌงคนน้ั เกดิ มาในลักษณะอยางนี้
พระพุทธเจาทานจงึ บัญญตั ผิ ูรทู ้งั หลายกบ็ ัญญตั ิ เปน ขอความออกมาเปน ปรยิ ัติ ปรยิ ัตนิ กี้ ็เกดิ จากท่ีไดม าจากการปฏิบัติ
ปรยิ ตั นิ กี้ เ็ กดิ จากทไี่ ดม าจากการปฏิบตั ิ แตมันถอนตัวออกมาเปน ปริยัติ เปน ตวั หนงั สือแลว ก็ไปเปนคําพูด แลวโพชฌงคก็เลยหายไปหายไป
โดยทเี่ ราไมร ู แตความเปนจริงนนั้ มนั กไ็ มไ ดห ายไปไหนมันมอี ยูในนท้ี ้ังหมด
มนั จะเกดิ ธัมมวจิ ยะ การพนิ ิจพจิ ารณาตามไป เกดิ ความเพียร เกิดปต ิ และอน่ื ๆข้ึนท้ังหมด ไปตามลําดับของโพชฌงค
ถามนั เกดิ การกระทําขน้ึ ท้ังหมดดังน้ี มนั กเ็ ปนองคท ี่ตรัสรูธ รรมะ มันกต็ องมอี ยูในนี้
ดงั นัน้ ทา นจงึ วา คอ ยๆคลําไป คอยๆพิจารณาไป อยานกึ วามันอยขู า งโนน อยานึกวามันอยขู า งน้ี เหมอื นอยางพระภิกษทุ า นหนึ่งของเรา
ทา นไปเรยี นบาลีแปลธรรมบทกบั เขา เรยี นไมไดเพราะไปนกึ แตว า ปฏบิ ตั ิกรรมฐานนั้น มันแจง มนั รูสะอาด มันเหน็
ทา นกอ็ อกมาปฏบิ ัตอิ ยูท ่ีวัดหนองปาพง ทานวาจะมาน่งั ปฏบิ ัติแลว ไปแปลบาลี ทานนกึ วา จะไปรอู ยางนน้ั ไปเหน็ อยางนน้ั
กเ็ ลยอธบิ ายใหท านฟง วาเหน็ อันเกดิ จากการปฏิบตั ธิ รรมน้ันอยางหนง่ึ เห็นจากการเรียนปริยัตธิ รรมนัน้ กอ็ ีกอยางหนง่ึ มนั ก็เห็นเหมอื นกนั
แตว ามนั ลกึ ซงึ้ กวา กนั
ถา เห็นจากการปฏิบตั แิ ลวมันละ มนั ละไปเลย หรอื ถายังละไมห มด กพ็ ยายามตอ ไปเพอ่ื ละใหได มีความโกรธเกิดขน้ึ มา มคี วามโลภเกิดขน้ึ มา
ทา นไมวางมนั พจิ ารณาดทู ม่ี นั เกิด แลวกพ็ จิ ารณาโทษ ใหม นั เหน็ ดวย แลว กเ็ หน็ โทษในการกระทํานน้ั
เหน็ ประโยชนในการละสิ่งทัง้ หลายเหลานัน้ ความเห็นอนั นี้ ไมใชอยูท โ่ี นนทีน่ ่ี มันอยูในจติ ของตนเอง จิตท่ีมันไมผ องใส ไมใชอ ื่นไกล
อนั น้ีนกั ปรยิ ัติ และนกั ปฏิบัติ พูดกนั ไมค อ ยจะรูเร่ืองโดยมากมกั จะโทษกนั วา นักปฏบิ ตั พิ ูดไมมีรากฐาน พูดไปตามความเห็นของตน
ความเปน จริงมันกอ็ ยางเดยี วกนั แหละเหมอื นหนามือกบั หลงั มอื เมอื่ เราควา่ํ มอื ลง หนา มือมนั ก็หายไป แตม ันไมไ ดห ายไปไหน
มันหายไปอยูขา งลา งนัน่ แหละแตมองไมเหน็ เพราะหลงั มือมันบังอยู แลวเม่อื เราหงายฝามอื ขน้ึ หลงั มอื มันกห็ ายไป แตม นั ก็ไมไดห ายไปไหน
มันกห็ ายไปอยูท ีข่ างลา งเหมอื นกนั นัน่ แหละ
ดงั น้ัน ใหเรารไู วอยางนี้ เม่อื เกยี่ วกบั การปฏิบตั ิ อยาไปคิดวามนั หายไปไหน ถงึ จะเรียนรขู นาดไหน
หาเทาไหรก ไ็ มเห็นกไ็ มร ูจกั คอื ไมรูตามท่เี ปน จริง ถา รตู ามความเปน จรงิ เมอื่ ไหรก ็จะ "ละ" ไดเมื่อน้ัน ถอนอปุ าทานได
ไมม ีความยดึ หรือถา มีความยดึ อยูบา ง มันก็จะบรรเทาลง
ผปู ฏบิ ัตกิ ็ชอบอยางน้ี หลงอยา งนี้ พอปฏบิ ตั ิก็อยากไดงายๆ อยากใหไ ดตามใจของตน ก็ขอใหดูอยางน้ีดรู า งกายของเราน่ีแหละ
มนั ไดอยางใจของเราไหม จติ กเ็ หมอื นกันมันกเ็ ปน ของมนั อยอู ยา งนัน้ จะใหเ ปน อยา งทีเ่ ราอยากไมไ ด แลวคนก็ชอบมองขามมันเสีย
อะไรไมถ กู ใจก็ทง้ิ อะไรไมช อบใจก็ท้งิ แตก ็หารไู มว า ส่ิงท่ชี อบใจหรอื ไมชอบใจน้นั อันใดผดิ อันใดถกู รแู ตเ พียงวา อันนน้ั ไมช อบ
อันนัน้ แหละผิด ไมถ ูกเพราะเราไมชอบ อนั ใดทีเ่ ราชอบอันนน้ั แหละถกู อยา งนี้มนั ใชไมไ ด
สง่ิ ทั้งหลายเหลาน้มี ันก็ลวนแตเ ปน ธรรมะ อยางเราเรียนปริยตั ิมา เมอ่ื เกิดความรูสกึ อยางใด มนั ก็วิ่งไปตามปริยัติ เวลาเราภาวนา
ขอน้นั เปน อยางนั้น ขอ น้เี ปนอยางนอี้ ะไรตอ อะไรมันก็ตองวงิ่ ไปตามนี้ ถาเราไมมีปรยิ ตั ิ หรอื ไมไดเรยี นปรยิ ตั ิมา เรากม็ ธี รรมชาตจิ ิตของเรา
เมื่อมคี วามรสู กึ นึกคิดไปตามธรรมชาตจิ ิตอนั น้ี ถา หากวา มปี ญ ญาพิจารณามันกเ็ ปน ปรยิ ตั ดิ วยกนั ท้ังนั้น ธรรมชาตจิ ิตของเราน่กี เ็ ปน ปริยตั ิ
ท่ีวาธรรมชาติของเราเปนปริยตั ินน้ั คือเมื่อมีความรสู กึ นกึ คดิ ขึ้นมาอยา งไร
พระพทุ ธเจา ทานใหพ จิ ารณาอารมณอ ันน้ันอาศยั อารมณอ นั น้นั เปนปรยิ ตั ิ สาํ หรับผภู าวนาท่ไี มมคี วามรูในปรยิ ัติ จาํ ตอ งอาศัยความจริงอนั น้ี
ทกุ อยา งมนั ก็เปนมาอยางนีเ้ หมือนกัน
ฉะนน้ั คนเรียนปรยิ ตั กิ ็ดี คนไมเรียนปรยิ ัตกิ ็ดี ถาหากวา มีศรัทธา มคี วามเชื่ออยา งที่วา มาแลว มาฝกปฏิบตั ใิ หมคี วามเพียร มขี ันติ
ความอดทนใหสมำ เสมอ มสี ติเปนหลักคอื ความระลกึ ไดว า เรานัง่ อยู เรายืนอยู เรานอนอยู เราเดนิ อยู ใหรูตัวทุกอริ ิยาบถ
สติสมั ปชญั ญะสองอยางนี้ สติความระลึกได สัมป-ชญั ญะ ความรูต วั มนั ไมหางกันเลย มันเกิดขึ้นพรอมกนั เร็วทส่ี ดุ
เราจะไมร ูวา อะไรเปนอะไร ความระลกึ ไดเกิดขึ้น ความรตู วั มนั กเ็ กิดขึ้นมาดวย
เม่ือจิตเราตงั้ มัน่ อยอู ยางน้ี มนั ก็รูสกึ งา ยๆ คือระลกึ ไดว า เราอยอู ยา งไร เปน อะไร ทาํ อะไร มสี ติเม่ือใด ก็มคี วามรตู ัวอยูเม่อื นน้ั
ทนี ีก้ ม็ ีปญ ญา แตบ างทปี ญญามันนอย มันมาไมคอ ยทันมสี ตอิ ยกู จ็ ริง มคี วามรูส กึ อยูก ็จริง แตวามันก็ผดิ ของมนั ไดเหมือนกนั
แตแ ลวตวั ปญ ญามันจะวงิ่ เขา มาชว ย สตคิ วามระลึกได และสมั ปชัญญะความรูต ัวน้นั มเี ปน พน้ื ฐานอยูแลว ก็ควรอบรมปญ ญา
ดวยอารมณข องวปิ ส สนากรรมฐาน เชนวามันจะรูอยรู ะลกึ ได กใ็ หร ะลกึ ไดมนั อยู อารมณเ กิดข้ึนมาอยา งไร กใ็ หระลกึ อารมณน ้ันไดอยู
แตใหเ หน็ ไปพรอ มๆกันวา มนั มีอนิจจังเปนรากฐาน มีท้ังทุกขงั มนั เปน ทกุ ข ทนยากมที ง้ั อนตั ตา อนั ไมใ ชต ัวตนท้ังน้นั แหละ มนั "สกั แตว า "
เกิดความรูสึกขึ้นมาแลวไมม ตี ัวตน แลว มันก็หายไปเทานัน้ เองคนท่ี "หลง" ก็ไปเอาโทษกับมัน จงึ ไมร ูจักใชส ่ิงทงั้ หลายน้ใี หเกิดประโยชน
ถาหากวา มปี ญญาอยูพรอ มแลว ความระลกึ ไดและความรตู ัว มนั จะตดิ ตอกันเปน ลําดับ แตถา ปญญานนั้ ยงั ไมผองใส
สตสิ มั ปชัญญะมันกอ็ าจจะมีผิดบาง ถกู บา ง ถา เปน อยางน้ันตองมปี ญ ญามาชวย พระพุทธเจาทา นทรงใชอารมณของวปิ สสนากรรมฐาน
มาตานทานมันเลยวา สตนิ ้มี ันกไ็ มแ นน อน มันลืมไดเหมอื นกัน สมั ปชญั ญะความรูตัวนก้ี ไ็ มแนนอน มนั ลว นแตเ ปนของไมเทยี่ ง
อะไรทม่ี นั ไมเท่ยี ง แลว เราไมร ทู ันมัน อยากจะใหมันเทย่ี งมันก็เปน ทุกขเทา นนั้ เปน ทุกขเพราะไมไดต ามปรารถนาไมไดต ามความอยาก
ท่ีจะใหม ันเปนอยูอยา งนน้ั ซ่งึ เปน ความอยากท่ีเกิดจากอาํ นาจจิตท่ีสกปรก สกปรกดว ยความไมร ูจกั อนั นี้ มนั ก็เกิดกิเลสตัณหาตรงนี้แหละ
พอมคี วามรูส กึ เกิดข้ึนมา เชนวา เราไดก ระทบ รูปเสยี งกลิน่ รส โผฏฐัพพะ กม็ คี วามชอบใจบา ง ไมช อบใจบา ง คือมีความยึดม่นั ถือมัน่
เตม็ อยใู นใจของเรา ดังนน้ั พระพุทธเจา ทา นจงึ ใหค ลค่ี ลายออก เรื่องท่มี ันเกดิ ขนึ้ มานใี่ หยกเอาความไมเ ทยี่ งเปน หลักวนิ จิ ฉัย
อะไรท่มี ันเกดิ ขนึ้ มาใหเ ห็นวา ถงึ เราจะชอบมันหรอื ไมช อบมนั อันนไ้ี มแนนอนอนั นไ้ี มเทย่ี ง ถา เราไปยดึ มนั่ มนั มันกพ็ าใหเราเปนทกุ ข
ทาํ ไมเปนทุกข เพราะเราไมมีอํานาจทจ่ี ะบังคบั ใหเปน ไปตามใจของเราไดทกุ อยาง
เม่ือไดรบั อารมณมาแลว จิตทหี่ ลง ทไี่ มมีความรมู นั กไ็ ปอยางหนง่ึ จิตทร่ี มู ันก็ไปอีกอยา งหน่งึ พอมคี วามรสู กึ เกดิ ข้ึน จติ ท่ีรมู ันกเ็ หน็ วา
ไมค วรยึดมนั่ ในสิง่ เหลานัน้ ถา ไมม ปี ญญามนั หลงตามไปดว ยความโง ไมเ หน็ เปน อนจิ จัง ทกุ ขัง อนตั ตา เหน็ แตพอวา เราชอบใจอันนี้
มันถกู แลว มันดีแลวอนั ไหนเราไมช อบใจ อนั นน้ั มนั ไมด ี อยา งน้นั จึงไมเขา ถึงธรรมะ
ธรรมทั้งหลายเหลา น้ี ไมใชต ัว ไมใชตน ไมใชเ รา ไมใ ชเ ขา พระพทุ ธเจา ทานใหเหน็ เปน "สักแตวา" ใหยืนอยูต รงน้ีเสมอ
ดงั นั้นเราจะไปเลือกอารมณไมได ถาอารมณม นั ว่งิ มาหาเรา ท้งั ทางดี ทางชัว่ ทางผดิ ทางถูก แลว เราไมร เู พราะไมม ีปญญา
เรากจ็ ะวิง่ ตามมนั ไป ตามไปดว ยตัณหาดวยความอยากแลว เดี๋ยวกด็ ใี จ เด๋ยี วกเ็ สียใจ เพราะอะไร? เพราะเอาใจของเราเปนหลัก
อะไรท่เี ราชอบใจ ก็เขาใจวาอนั นั้นดี อะไรทเี่ ราไมช อบใจ ก็เขาใจวา อนั นน้ั ไมดี อยางนีเ้ รียกวา ยงั หางไกลธรรมะ ยงั ไมรธู รรมะ
มนั ก็เดอื ดรอนเพราะความหลงมันเต็มอยู
ถา พดู เรอื่ งจิต กต็ องพูดอยา งนี้ ไมตอ งออกไปหางตวั ใหเ ห็นวา อนั นีม้ ันไมแน อนั นเี้ ปน ทุกข อันน้ีเปน อนตั ตา ไมใ ชอัตตา
ถาเหน็ อยา งนไ้ี ปเรอื่ ยๆ นี้กเ็ ปนอารมณของวปิ สสนาเราควรรูจกั อารมณอันนี้ ตามอารมณอยางน้ี มนั จะทาํ ใหเกดิ ปญญา ทา นจงึ เรียกวา
อารมณของวิปสสนา
อารมณของสมถกรรมฐานนน้ั ทา นใหกาํ หนดอานาปาน-สติ คือลมหายใจเขา ออกนเี้ ปน รากฐาน ควบคมุ จติ ของเรา ใหอยใู นกระแสของลมนี้
ใหมนั แนว แน นิ่งนอนอยู เมอ่ื เราพยายามทาํ ตาม ดงั นน้ั จิตของเรากจ็ ะสงบ น่ีทานเรียกวาอารมณข องกรรมฐาน
อารมณกรรมฐานน้จี ะทาํ จติ ใหสงบ เพราะจติ มันวนุ วายมาไมร ูก่ีปกช่ี าติแลว ลองนั่งดูเดย๋ี วนีก้ ็ได อาการวุน วายจะเกิดข้ึนทนั ที
มันจะไมย อมใหเ ราสงบ ฉะนัน้ ทานจงึ ใหห าอารมณก รรมฐาน อารมณอนั ใดถกู ใจ ถูกจรติ ของเราทานใหพจิ ารณาอันนัน้ เชน เกศา โลมา นขา
ทนั ตา ตโจ ทานใหพิจารณากลับไปกลบั มา เมือ่ ทําอยา งนี้ บางคนพจิ ารณาตโจ หนงั รสู ึกพจิ ารณาไดสบาย เพราะถกู จรติ
ถาอันใดถูกจริตของเราอนั นัน้ ก็จะเปน อารมณกรรมฐานของเรา สําหรบั ปราบกเิ ลสทงั้ หลายใหมนั เบาบางลง
บางคนมคี วามโลภ โกรธ หลง อยา งแรงกลา ก็ไมมีอะไรจะปราบเจากเิ ลสนไี้ ด พอพิจารณามรณสติ คือการระลกึ ถึงความตายอยบู อยๆ
กเ็ กิดความสลดสงั เวช เพราะวา จนมนั ก็ตาย รวยมันก็ตาย ดมี นั ก็ตาย ช่ัวมันก็ตาย อะไรๆมนั ก็ตายหมดท้ังน้นั ยง่ิ พิจารณาไป
จิตใจก็ยิ่งเกดิ ความสลดสังเวช พอนั่งสมาธิกส็ งบไดง ายๆ เพราะมันถูกจริตของเรา
อารมณข องสมถกรรมฐานนี้ ถา ไมถูกจริตของเรา มนั ก็ไมสลด ไมส งั เวช อนั ใดทถี่ ูกกับจริต อนั น้นั ก็จะประสบบอยๆ
มคี วามรสู ึกนกึ คิดในอาการนั้นบอ ยๆ แตเ ราไมค อ ยจะไดส ังเกตจึงควรสังเกตเพ่อื ใหไดป ระโยชน
เปรยี บเหมือนกบั อาหารทเ่ี ขาจดั มาใหสํารับหนึง่ มนั ก็มหี ลายอยาง เราก็ชมิ ไปทุกถว ยทกุ อยา งน่นั แหละ แลวกจ็ ะรูเ องวา
อาหารอยา งไหนท่ีเราชอบ อยางไหนท่เี ราไมช อบ อยางไหนชอบกว็ า มรี สชาตอิ รอ ยกวาอยา งอืน่ นี่พดู ถงึ อาหาร
นีก่ เ็ ทยี บใหเ หน็ กับจริตของคนเรา กรรมฐานที่ถกู จรติ มนั ก็สบาย อยา งอานาปานสติ กาํ หนดลมหายใจเขาออก ถา ถูกจรติ แลวกส็ บาย
ไมต องไปเอาอยางอนื่ พอนั่งลงก็กําหนดลมหายใจเขาออกกเ็ ห็นชัด ฉะนน้ั ก็เอาของใกลๆนีด่ กี วา กาํ หนดลมหายใจใหมันเขา มนั ออก
อยูนั้นแหละ ดูมันอยูตรงนัน้ แหละ ดูไปนานๆ ทําไปเรอ่ื ยๆ จติ มนั จะคอยวางสัญญาอนื่ ๆมา มันกจ็ ะหางกนั ออกไปเรอื่ ยๆ
เหมือนคนเราท่ีอยหู างไกลกันการติดตอก็นอ ย
เม่ือเราสนใจอานาปานสติ มันก็จะงา ยขน้ึ เราทาํ บอยๆกจ็ ะชาํ นาญการดลู มขึน้ ตามลาํ ดบั ลมยาวเปนอยางไร เรากร็ ูลมสัน้ เปนอยางไร เรากร็ ู
แลวกจ็ ะเห็นวา ลมท่เี ขา ออกนม้ี นั เปน อาหารอยา งวเิ ศษ มันจะคอยติดตามไปเองของมนั ทีละขนั้ จะเห็นวามันเปน อาหาร
ยิ่งกวา อาหารทางกายอยา งอื่น
จะนั่งอยูก็หายใจ จะนอนอยกู ห็ ายใจ จะเดินไปก็หายใจ จะนอนหลบั กห็ ายใจ ลืมตาขึน้ ก็หายใจ ถา ขาดลมหายใจนี้ก็ตาย
แมแ ตนอนหลบั อยูก็ตองกนิ ลมหายใจน้พี ิจารณาไปแลวเลยเกดิ ศรทั ธา เหน็ วา ทีเ่ ราอยทู ุกวันนี้ กเ็ พราะอันนเี้ อง
ขาวปลาอาหารตางๆกเ็ ปน อาหารเหมือนกันแตเ ราไมไ ดกินมนั ทกุ เวลานาที เหมอื นลมหายใจ ซ่งึ จะขาดระยะไมได ถา ขาดก็ตาย ลองดกู ไ็ ด
ถา ขาดระยะสัก ๕-๑๐ นาที มนั จวนจะตายไปแลว
น่พี ูดถึงความรสู กึ นกึ คดิ ของผปู ฏิบัติ มันจะรขู ึ้นมาอยางน้แี ปลกไหม? แปลกซิ ซึง่ ถา หากไมไดพ จิ ารณาตามลมหายใจอยา งน้ี
กจ็ ะไมรูสึกวา มนั เปน อาหารเหมอื นกัน จะเหน็ กแ็ ตค าํ ขาวเทา นั้นทีเ่ ปนอาหาร ความจริงมนั ก็เปน แตม ันไมอมิ่ เทากบั อาหารลมหายใจ
อันนี้ ถาเราทําไปเรอื่ ยใหเ ปนปฏปิ ทาอยา งสมาํ่ เสมอความคดิ มันจะเกิดอยางน้ี จะเห็นตอ ไปอกี วา ท่รี างกายเราเคลอ่ื นไหวไปได
กเ็ พราะลมอนั นี้ ยิง่ พจิ ารณาก็ยิง่ เห็นประโยชนของลมหายใจย่งิ ขนึ้ แมลมจะขาดจากจมกู เราก็ยังหายใจอยู
แลวลมนยี้ งั สามารถออกตามสรรพางคกายกไ็ ดเราสงบนงิ่ อยูเฉยๆ ปรากฏวาลมมนั ไมออก ลมมนั ไมเ ขาแตว า ลมละเอียดมนั เกิดขึ้นแลว
ฉะนน้ั เมอ่ื จิตของเราละเอยี ดถึงทีส่ ดุ ของมนั แลว ลมหายใจกจ็ ะขาด ลมหายใจไมม ี เม่ือถงึ ตรงน้ี ทา นบอกวา อยา ตกใจแลว จะทาํ อะไรตอไป?
กใ็ หก าํ หนดรอู ยูตรงนนั้ แหละรูวาลมไมม นี ัน่ แหละ เปนอารมณอยตู อไป
พดู ถงึ เรอ่ื งสมถกรรมฐาน มนั กค็ อื ความสงบอยางน้ีถากรรมฐานถูกจริตแลว มนั เหน็ อยางนีแ้ หละ ถา เราพจิ ารณาอยูบอ ยๆ
มันกจ็ ะเพ่มิ กําลงั ของเราอยเู รอ่ื ยๆ เหมือนกับน้ําในโองพอจะแหงก็หาน้ํามาเตมิ ลงไปอยเู รอ่ื ย
ถาทําสมํ่าเสมออยอู ยางน้ี มนั จะกลายเปนปฏปิ ทาของเราทนี ก้ี จ็ ะไดความสบาย เรยี กวา สงบ สงบจากอารมณท ้งั หลาย คือมีอารมณเ ดียว
คําที่วา มอี ารมณเ ดยี วนั้นพดู ยากเหมอื นกนั ความเปน จริง อาจมอี ารมณอ น่ื แทรกอยูเหมอื นกัน แตไ มมีความสาํ คญั กบั เรา
มันเปนอารมณเดียวอยอู ยา งน้ี
แตใ หระวงั เมือ่ ความสงบเกดิ ข้ึนมา แลวมคี วามสบายเกดิ ข้นึ มาก ระวัง มนั จะติดสขุ ตดิ สบาย แลว เลยยึดมน่ั ถอื มนั่
ฉะนน้ั ถา หากเกิดความคิดข้ึนมา ใหพิจารณาวา ความสุขน้ีก็ไมเ ท่ียง ความสบายนี้ก็ไมเ ทย่ี ง หรือความทุกขก็ไมเ ทย่ี ง
ความท่เี ปน ยงั ง้ันๆมนั กไ็ มเ ทีย่ ง จึงอยา ไปยึดมั่นถือม่นั มนั เลย
ความรสู กึ อยางน้ันมันเกดิ ข้ึนมา เพราะปญ ญาเกดิ ขนึ้ มาแลว เห็นสภาวะของท้งั หลายเปนอยา งนั้น เมอื่ มีความรูส กึ อยางน้ี
กเ็ หมือนคลายเกลยี วนอ ตใหห ลวมออก ไมใหม นั ตงึ เมอ่ื กอ นมนั ตึงมนั แนน ความรูสกึ ของเราทมี่ องกเ็ ชน กันสมัยกอนมองเหน็ อนั น้นั ก็แนน อน
อันน้ีก็แนนอน มนั เลยตงึ มันกเ็ ปน ทุกข พอไมย ึดม่นั ถอื มนั่ เห็นส่งิ ท้ังหลายเปนของไมแ นน อน มนั ก็คลายเกลยี วออกมา
เร่ืองความเหน็ นี้เปน เรอื่ งของทฐิ ิ เรอ่ื งความยึดมน่ั ถือม่นั เรยี กอกี อยา งหน่งึ วา มานะ ทานจึงสอนวา ใหลดทิฐมิ านะลงเสยี จะลดไดอ ยางไร?
จะลดไดก ็เพราะเหน็ ธรรมเหน็ ความไมเทย่ี ง สขุ ก็ไมเทย่ี ง ทุกขก็ไมเ ท่ยี ง อะไรๆก็ไมเทีย่ งท้ังน้ัน เมือ่ เราเหน็ อยา งนัน้
อารมณท ้งั หลายท่เี รากระทบอยู มนั ก็จะคอ ยๆหมดราคา หมดราคาไปมากเทาไรกบ็ รรเทาความเหน็ ผดิ ไปไดเทานน้ั นเี้ รียกวา
มันคลายนอตใหหลวมออกมา มันกไ็ มตงึ
อุปาทานกจ็ ะถอนออกมาเร่อื ยๆ เพราะเหน็ ชดั ในเรอื่ งอนิจจัง ทุกขัง อนตั ตา ในสกลรางกายน้ี หรือในรปู นามน้ีในโลกนีม้ ันเปน อยางนี้
แลว ก็จะเกิดความเบื่อ คําวา "เบอื่ " ไมใชเบ่อื อยางทคี่ นเขาเบื่อกัน คอื เบื่ออยางท่ไี มอ ยากรูไมอยากเหน็ ไมอยากพดู ดว ย เพราะไมชอบมนั
ถามันเปนอะไรไป ก็ย่ิงนกึ สมนํ้าหนา ไมใ ชเ บอื่ อยางน้ี เบ่ืออยา งนี้เปน อุปาทาน เพราะความรไู มทวั่ ถึง
แลวเกิดความอจิ ฉาพยาบาทเกิดความยดึ ม่นั ถือมน่ั ในส่ิงทีเ่ รียกวา "เบอ่ื " นั่นเอง
"เบ่ือ" ในท่ีนี้ ตอ งเบ่ือตามคาํ สอนของพระพทุ ธเจา คือเบอ่ื โดยไมมคี วามเกลยี ด ไมม คี วามรกั
หากมีอารมณชอบใจหรอื ไมชอบใจอันใดเกิดขนึ้ มา ก็เหน็ ทนั ทีวา มนั ไมเที่ยง "เบอ่ื "อยา งน้ี จึงเรยี กวา "นพิ พิทา"
คอื ความเบ่ือหนายคลายจากกําหนดั รักใครใ นอารมณอ ันนัน้ ไมไ ปสําคญั มน่ั หมายในอารมณเหลา นนั้ ทง้ั ทชี่ อบใจและไมชอบใจ
ไมไปยดึ มั่นถือมนั่ และไมไ ปสาํ คัญมน่ั หมายในสง่ิ ท้ังหลายเหลา นน้ั จนเปน เหตใุ หทกุ ขเกิด
พระพทุ ธเจา ทานสอนตอ ไปอีกวา ใหรูจกั ทกุ ข ใหร ูจักเหตุเกิดทุกข ใหรูความดับทกุ ข ใหร ูขอปฏบิ ตั ิใหถงึ ความดบั ทุกข
ทานใหรขู องสีอ่ ยา งนเ้ี ทาน้นั ทกุ ขเ กิดขึน้ มากใ็ หรวู า น่ตี วั ทุกข แลวทกุ ขน ม้ี าจากไหน มันมีพอแมเหมือนท่เี ราเกดิ มาเหมอื นกัน
ไมใ ชวา มันเกิดขึ้นมาลอยๆ เม่อื อยากจะใหทุกขดบั กไ็ ปตัดเหตุของมนั เสีย ที่ทกุ ขม ันเกดิ กเ็ พราะไปยดึ ม่นั ถือม่นั นนั่ เอง
ฉะนน้ั จึงใหต ดั เหตขุ องมันเสีย การรูจ ักดบั ความทุกข กใ็ หคลายเกลยี วที่แนน นั้นออกเสยี ใหเ หน็ โทษของอปุ าทาน ความยึดมน่ั ถอื มนั่
แลวกถ็ อนตวั ออกมาเสยี รจู กั ขอ ปฏบิ ตั ิใหถ งึ ความดับทกุ ข ก็คอื มรรคใหป ฏิบัติใหต ลอด ต้งั แตสัมมาทฐิ ิ ไปจนถงึ สัมมาสมาธิ
ใหมคี วามเหน็ ใหถูกตองในมรรคทง้ั แปดขอนี้ ถา มีความรู ความเขา ใจ และความเหน็ ชอบ ในสิง่ ท้ังหลายน้ีแลว
กจ็ ะเปนขอ ปฏิบัตใิ หถงึ ความดบั ทุกข เราก็จะพนจากความทุกข ขอ ปฏิบัตินนั้ คอื สมาธิ ปญญา
เร่ืองของจติ ใจหรอื ธรรมชาตขิ องจติ จะตองเปน อยา งนจ้ี ะตอ งรูแ ละเหน็ สง่ิ ท้งั ส่ีประการ (อรยิ สจั จ ๔) น้ใี หชัดเจนตามความเปนจริงของมนั
เพราะมันมันเปน สจั จธรรม จะมองไปขางหลัง ขา งหนา ขา งขวา ขางซาย มันกเ็ ปนสัจจธรรมทั้งนน้ั ดังนัน้ ผูบรรลุธรรม
จะไปนง่ั ที่ไหนหรอื ไปอยทู ใี่ ด ก็จะมองเหน็ ธรรมอยูตลอดเวลา
ปฏบิ ตั กิ ันเถิด
วธิ ีปฏบิ ัติ
จงหายใจเขา หายใจออก อยอู ยางนแ้ี หละ อยาใสใ จกบั อะไรทั้งนนั้ ใครจะยนื เอากนขึ้นฟา กช็ าง อยา ไปเอาใจใส อยูแ ตก ับลมหายใจเขา ออก
ใหค วามรูสึกกําหนดอยกู ับลมหายใจ ทําอยอู ยา งนแี้ หละ
ไมไ ปเอาอะไรอนื่ ไมต อ งคิดวา จะเอานัน่ เอาน่ี ไมเอาอะไรท้งั นัน้ ..ใหรูจักแตลมเขา...ลมออก...ลมเขา ...ลมออก...พุท เขา โธ
ออกอยูก บั ลมหายใจอยางนี้แหละ เอาอันนเ้ี ปนอารมณ ใหทําอยอู ยางนี้จนกระท่งั ลมเขากร็ จู ัก ลมออกกร็ ูจกั ลมเขา กร็ จู กั ลมออกก็รูจ ัก
ใหรูจักอยอู ยา งนัน้ จนจิตสงบ หมดความราํ คาญ ไมฟงุ ซานไปไหนท้งั น้นั ใหม ีแตลมออกลมเขา ลมออกลมเขาอยอู ยางนัน้
ใหม ันเปนอยูอ ยางน้ี ยงั ไมต องมีจุดหมายอะไรหรอก น่แี หละเบอ้ื งแรกของการปฏิบตั ิ
เม่อื ใจสงบ กายกส็ บาย
ถามันสบาย ถา มันสงบ มนั กจ็ ะรจู ักของมนั เอง ทาํ ไปเร่ือยๆลมก็จะนอยลง ออ นลง กายกอ็ อน จิตก็ออน มันเปน ไปตามเร่ืองของมนั เอง
นัง่ ก็สบาย ไมง วง ไมโงก ไมหาวนอน จะเปน อยางใด ดูมันคลองของมันเองไปทุกอยา ง นงิ่ สงบ จนพอออกจากสมาธิแลว จงึ มานกึ วา
มนั เปนอยา งใดหนอ แลวกน็ ึกถึงความสงบอันน้ัน ไมล มื สักที
สิง่ ที่ตดิ ตามเราเรียกวา สติ ความระลึกได สัมปชญั ญะ ความรตู วั เราจะพูดอะไร จะทาํ อะไร จะไปนั่น จะมาน่ี
จะไปบณิ ฑบาตกด็ จี ะฉันจังหันกด็ ี จะลางบาตรก็ดี ก็ใหร ูจกั เร่อื งของมัน ใหมีสตอิ ยเู สมอ ติดตามมันไป ใหท าํ อยอู ยางน้ี
การเดินจงกรม
เม่อื จะเดนิ จงกรม ก็ใหมที างเดนิ สกั ทางหนึ่ง จากตนไมตนนไ้ี ปสูตนไมตนนั้นกไ็ ด ใหระยะทางมนั ยาวสกั ๗-๘ วา
เดินจงกรมมันก็เหมอื นกับทาํ สมาธิ ใหก าํ หนดความรูสกึ ขึ้นในใจวา "บัดนี้ เราจะทาํ ความเพยี ร จะทําจิตใหสงบ มีสติสัมปชญั ญะใหก ลา"
การกาํ หนดก็แลวแตล ะคน ตามใจ บางคนออกเดินกอ นกแ็ ผเ มตตาสตั วท ้งั หลายทัง้ ปวง สารพดั อยาง แลวกก็ าวเทาขวาออกกอ นใหพ อดๆี
ใหน ึก "พทุ โธ...พุทโธ..." ตามการกาวเดนิ นน้ั ใหม คี วามรใู นอารมณน ้นั ไปเรอ่ื ย ถา ใจเกิดฟงุ ซา น หยุด ใหม ันสงบ
กา วเดินใหมใ หมีความรตู ัวอยเู ร่ือยๆ ตนทางออกกร็ ูจ ัก รจู กั หมด ตน ทางกลางทาง ปลายทาง ทําความรูน้ีใหต ดิ ตอกนั อยเู ร่ือยๆ
เดินจงกรมทาํ ใหเ กิดปญ ญา
น่เี ปน วิธีทํา กําหนดเดนิ จงกรม เดนิ จงกรมกค็ ือ เดินกลบั ไปกลับมา เดินจงกรมไมใ ชข องงา ยนะ บางคนเหน็ เดินกลับไปกลบั มาเหมือนคนบา
แตห ารไู มวา การเดินจงกรมนีท่ าํ ใหเ กิดปญญานักละเดินกลบั ไปกลบั มา ถา เหนอื่ ยกห็ ยุด กําหนดจติ ใหน ่งิ กาํ หนดลมหายใจใหสบาย
เม่อื สบายพอสมควรแลว กท็ ําความรูส กึ กาํ หนดการเดินอีก แลวอิริยาบถมนั กเ็ ปลี่ยนไปเอง การยืน การเดนิ การนงั่ การนอนมนั เปล่ยี น
คนเราจะน่ังรวดเดยี วไมได ยนื อยางเดียวไมไ ดน อนอยางเดยี วก็ไมไ ด มันจะตอ งอยตู ามอริ ยิ าบถเหลาน้ี ทําอริ ยิ าบถทง้ั สี่ใหม ปี ระโยชน
ใหมีความรูสกึ ตวั อยูอยา งน้ี น่ีคอื การทํา ทาํ ไป ทําไป มนั ไมใ ชข องงายๆหรอก
ถา จะพูดใหด ูงา ย ก็น่ี เอาแกว ใบน้ตี ้งั ไวน ่ีสองนาที ไดสองนาทกี ็ยายไปต้ังไวน ้ันสองนาที แลวก็เอามาตัง้ ไวนี่ ใหทําอยูอยางนี้ ทาํ ไปทาํ ไป
ทําจนใหม นั ทุกข ใหมนั สงสยั ใหมันเกิดปญ ญาขนึ้ นี่ คดิ อยางใดหนอ แกวยกไปยกมา เหมอื นคนบา มนั ก็จะคดิ ของมนั ไปตามเร่ือง
ใครจะวาอะไรก็ชา ง ยกอยอู ยางน้ัน สองนาทีนะอยา เผลอ ไมใ ชห า นาที พอสองนาทกี ็เอามาตัง้ ไวนี่ กาํ หนดอยูอ ยา งนี้
น่ีเปนเรื่องของการกระทํา
วิธดี ลู มหายใจ
จะดูลมหายใจเขา ออกก็เหมอื นกัน ใหนัง่ ขาขวาทับขาซาย ใหต ัวตรง สูดลมเขาไปใหเตม็ ที่ ใหหายลงไปใหหมดในทอ ง
สดู เขา ใหเต็มแลวปลอยออกใหห มดปอด อยาไปบังคบั มนั ลมจะยาวแคไหนจะส้นั แคไ หน จะคอ ยแคไ หน กช็ า งมนั ใหมันพอดๆี กบั เรา
นงั่ ดูลมเขาลมออกใหส บายอยูอ ยางนน้ั อยา ใหมนั หลง ถา หลงกใ็ หหยุด ดวู ามันไปไหน มนั จงึ ไมตามลม ใหหามันกลบั มา
ใหม ันมาแลน ตามลมอยูอ ยา งนน้ั แหละ แลว ก็จะพบของดสี กั วันหนึง่ หรอก ใหทําอยูอยา งน้ันทําเหมอื นกบั วา จะไมไดอะไร ไมเ กิดอะไร
ไมรูวาใครมาทาํ แตก ็ทําอยเู ชน นน้ั เหมอื นขาวอยใู นฉาง แลว เอาไปหวานลงดิน ทาํ เหมอื นจะทง้ิ หวา นลงในดนิ ทว่ั ไป โดยไมสนใจ
มันกลบั เกดิ หนอ เกดิ กลา เอาไปดํากลบั ไดก ินขาวเมาขน้ึ มาอกี นน่ั แหละเรอ่ื งของมัน
อนั นกี้ เ็ หมอื นกัน นั่งเฉยๆ บางครั้งก็จะนึกวา "จะนัง่ เฝา ดมู ันทาํ ไมนะ ลมนนี่ ะ ถงึ ไมเ ฝามัน มนั ก็ออกก็เขา ของมนั อยูแ ลว"
มนั กห็ าเรือ่ งคดิ ไปเรอื่ ยแหละ มนั เปน ความเห็นของคน เรยี กวาอาการของจติ ก็ชา งมัน พยายามทาํ ไปๆใหม ันสงบ
เม่อื สงบ ลมหายใจกจ็ ะพอดีของมัน
เม่ือมันสงบแลว ลมจะนอ ยลง รา งกายก็จะออนลง จติ กอ็ อนลง มนั จะอยพู อดีของมนั จนกระท่ังวานง่ั อยูเ ฉยๆเหมือนไมมีลมหายใจเขา ออก
แตมันกย็ งั อยไู ด ถึงตอนนี้ อยา ต่นื อยาว่งิ หนี เพราะคดิ วา เราหยุดหายใจแลว นัน่ แหละมันสงบแลว
ไมต อ งทําอะไรนัง่ เฉยๆดมู ันไปอยา งนน้ั แหละ
บางทีจะคดิ วา เอ เราน่หี ายใจหรือเปลาหนอ อยางนกี้ เ็ หมอื นกนั มันคดิ ไปอยางน้นั แตอ ยางไรกช็ า งมัน ปลอ ยไปตามเร่ืองของมัน
ไมวาจะเกดิ ความรสู ึกอะไรข้ึน ใหร มู ัน ดมู ัน แตอ ยา ไปหลงใหลกับมนั ทําไป ทําไป ทาํ ใหบอยๆไว ฉนั จงั หนั เสร็จ เอาจีวรไปตาก
แลวเดนิ จงกรมทนั ที นึก "พทุ โธ...พทุ โธ..." ไว นึกไปเร่ือย ตลอดเวลา เดิน เดนิ ไป นึกไป ใหทางมันสึก ลกึ ลงไปสักครึ่งแขง
หรือถงึ หัวเขา ก็ใหเดินอยอู ยางนน้ั แหละ
ใหด ู ใหร ู แตอ ยาหลง
ไมใ ชเ ดินยอกแยกๆ คดิ โนน คิดนเ่ี ท่ยี วเดยี วกเ็ ลิก ขึน้ กุฏิมองดพู ้ืนกระดาน เออ มนั นา นอน กล็ งนอนกรนครอกๆ อยา งน้ีกไ็ มเห็นอะไรเทา นั้น
ทําไปจนขเ้ี กยี จทํา ข้เี กียจมนั จะไปสิน้ สุดท่ีไหน หามนั ใหเห็นทีส่ ุดของขีเ้ กยี จมันจะอยูตรงไหน มนั จะเหน่อื ยตรงไหน
มนั จะเปน อยา งไรก็ใหถึงทส่ี ดุ ของมนั จงึ จะได ไมใ ชจะมาพูดบอกตวั เองวา สงบสงบ สงบ แลว พอนง่ั ปบุ กจ็ ะใหมนั สงบเลย
คร้นั มนั ไมสงบอยางคิดกเ็ ลกิ ขีเ้ กียจ ถาอยา งนน้ั กไ็ มมีวนั ไดส งบ
ความสงบ พดู ไมย าก แตท ํายาก
แตพดู มันงาย หากทาํ แลวมนั ก็ยาก เหมือนกับพดู วา "ฮึ ทํานาไมเห็นยากเลย ไปทํานาดกี วา" คร้ันพอไปทํานาเขา วัวกไ็ มรจู กั ควายกไ็ มรูจัก
คราดไถก็ไมร ูจักทัง้ นัน้ เร่ืองการทําไรทํานานี่ ถาแคพ ดู กไ็ มยาก แตพ อลงมือทาํ จรงิ ๆสิจึงรูวามนั ยากอยา งนี้เอง
หาความสงบอยางน้ี ใครๆกอ็ ยากสงบดว ยกนั ทั้งน้ัน ความสงบมันก็อยูตรงนน้ั แหละ แตวาเราไมท ันจะรจู ักมนั
จะตามจะพูดกันสักเทาไหรก็ไมรจู ักข้ึนมาไดหรอก
ฉะนั้น ใหทาํ ใหต ามรูจกั ใหท ันวา กาํ หนดลมเขา ออก กําหนดวาพุทโธ...พุทโธ... เอาเทาน้ีแหละ ไมใ หค ิดไปไหนทงั้ นนั้
ในเวลานี้ใหมคี วามรอู ยอู ยางน้ี ทําอยอู ยางน้ี ใหเรียนอยูเทา นี้แหละ ใหท าํ ไปๆอยา งนี้แหละ จะนึกวาทําอยูนกี่ ไ็ มเห็นมันเปนอะไรเลย
ไมเปนไรไมเปน กใ็ หท ําไป ไมเห็นกใ็ หท ําไป ใหท าํ ไปอยูนนั่ แหละ แลว เราจะรูจักมนั
เอาละนะ ทีน้ลี องทําดู ถาเรานั่งอยางนี้ แลวมันรเู รื่อง ใจมนั จะพอดๆี พอจติ สงบแลว มันก็รเู รื่องของมันเองหรอก ตอ ใหนัง่ ตลอดคนื จนสวา ง
กจ็ ะไมร ูสึกวา นั่ง เพราะมนั เพลิน พอเปนอยา งนีท้ ําไดด แี ลว อาจจะอยากเทศนใหหมพู วกฟง จนคับวดั คับวาไปก็ได มนั เปนอยางน้ันกม็ ี
เมือ่ จติ สงบ อยาปลอ ยไปตามอารมณ
เหมือนอยางตอนทพ่ี อ สางเปน ผา ขาว คืนหน่งึ เดนิ จงกรมแลว นง่ั สมาธิ มนั เกิดแตกฉานข้นึ มา อยากเทศน เทศนไมจบ เราไดย ินเสยี ง
นัง่ ฟงเสยี งเทศน "โฮว โฮว โฮว " อยทู ี่กอไผโนน ก็นึกวา "นน่ั ผูใดหนอเทศนกันกับใคร หรือวาใครมานั่งบนอะไรอย"ู
ไมห ยดุ สกั ทกี เ็ ลยถอื ไฟฉายลงไปดู ใชแลว ผาขาวสางมตี ะเกยี งจดุ นั่งขดั สมาธอิ ยูใตก อไผ เทศนเสยี จนฟงไมท นั
ก็เรียก "สาง เจาเปน บาหรอื "
เขากต็ อบวา "ผมไมร วู า เปน อยางไร มันอยากเทศน น่งั กต็ อ งเทศน เดนิ กต็ อ งเทศน ไมรูว า มันจะไปจบทไ่ี หน"
เรากน็ กึ วา "เฮอ คนนมี่ นั เปนไปไดทงั้ น้นั เปนไปไดสารพัดอยา ง"
จงดูตัวเอง แตอ ยาปลอย
ฉะนนั้ ใหทาํ อยา หยุด อยา ปลอยไปตามอารมณ ใหฝ นทําไปถึงจะข้ีครานก็ใหท าํ จะขยันก็ใหท ํา จะนง่ั กท็ ํา จะเดนิ ก็ทาํ
เมอ่ื จะนอนก็ใหก ําหนดลมหายใจวา "ขา พเจา จะไมเอาความสขุ ในการนอน"สอนจติ ไวอยา งนี้ พอรสู กึ ตวั ต่นื ก็ใหล ุกข้ึนมาทาํ ความเพียรตอ ไป
เวลาจะกิน กใ็ หบอกวา "ขา พเจา จะบริโภคอาหารนี้ ไมไดบ รโิ ภคดวยตณั หา แตเ พ่อื เปน ยาปนมตั ร เพือ่ ความอยรู อดในมื้อหน่ึงวันหน่ึง
เพือ่ ใหป ระกอบความเพียรไดเทา นั้น"
เวลาจะนอนก็สอนมนั เวลาฉันจงั หนั กส็ อนมนั ใหเปนอยางนไี้ ปเรื่อย จะยนื ก็ใหรูสกึ จะนอนกใ็ หร ูสึก จะทําอะไรสารพดั อยาง
กใ็ หทาํ อยางนั้น เวลาจะนอนใหนอนตะแคงขางขวา กําหนดอยทู ล่ี มหายใจพุทโธ...พทุ โธ... จนกวาจะหลบั
ครน้ั ตน่ื กเ็ หมือนกบั มีพุทโธอยูไมไ ดข าดตอนเลย จึงจะเปนความสงบเกิดขนึ้ มา มันเปนสตอิ ยตู ลอดเวลา อยา ไปมองดูผอู นื่
อยา ไปเอาเรื่องของผูอืน่ ใหเ อาแตเรือ่ งของตวั เองเทานนั้
การนั่งสมาธติ อ งใชความอดทนเปนที่ตงั้
การน่งั สมาธนิ น้ั นง่ั ใหตวั ตรง อยา เงยหนามากไป อยา กมหนา เกินไป เอาขนาดพอดี เหมอื นพระพุทธรูปนัน่ แหละ มันจงึ สวางไสวดี
ครน้ั จะเปลี่ยนอิริยาบถ ก็ใหอดทนจนสุดขีดเสียกอ น ปวดก็ใหป วดไป อยาเพ่ิงรีบเปล่ยี น อยา คดิ วา "บะ ไมไ หวแลว พกั กอ นเถอะนา "
อดทนมนั จนปวดถงึ ขนาดกอน พอมนั ถึงขนาดแลวก็ใหทนตอ ไปอกี
ทนไป ทนไป จนมันไมม แี กใจจะวา 'พุทโธ' เมอื่ ไมวา 'พทุ โธ'ก็เอาตรงท่มี นั เจ็บนนั่ แหละมาแทน "อยุ ! เจ็บ เจบ็ แทๆ หนอ"
เอาเจบ็ น่นั มาเปน อารมณแ ทนพทุ โธก็ได กาํ หนดใหต ิดตอกันไปเรอื่ ย น่ังไปเร่ือย ดซู ิวาเมอื่ ปวดจนถงึ ท่สี ุดแลว มนั จะเกิดอะไรขนึ้
เจบ็ เองกห็ ายเอง
พระพุทธเจา ทา นวา มนั เจบ็ เอง มันก็หายเอง ใหมนั ตายไปก็อยา เลกิ บางคร้งั มนั เหงอ่ื แตกเมด็ โปงๆเทา เม็ดขา วโพด ไหลยอ ยมาตามอก
ครน้ั ทําจนมันไดขา มเวทนาอันหนง่ึ แลว มันกร็ ูเรื่องเทาน้นั แหละ ใหค อยทําไปเร่ือยๆ อยาเรง รัดตวั เองเกินไป ใหคอยทําไปๆ
ฉันจังหนั อยกู ็ใหร จู ัก เม่อื เคย้ี วกลนื ลงไปนะ มันลงไปถึงไหนอาหารท่แี สลงโรคมันผิดหรอื ถูกกับธาตุขันธ กร็ ูจักหมด ฉันจงั หันก็ลองกะดู
ฉนั ไป ฉันไป กะดวู า อีกสกั หา คําจะอมิ่ กใ็ หหยุดเสยี แลว ดื่มนํา้ เขา ไป ก็จะอิม่ พอดี
ลองทําดซู วิ า จะทําไดห รือไม แตคนเรามันไมเปน อยา งน้ัน พอจะอ่ิมก็วา เติมอกี สกั หาคาํ เถอะ มันวา ไปอยา งนั้น มันไมร ูจกั สอนตวั เองอยา งนี้
พระพุทธเจาทา นใหฉ ันไป กําหนดดูไป ถา พออกี สักหาคาํ จะอ่มิ ก็หยุด ดื่มนา้ํ เขาไป มนั ก็จะพอดี จะไปเดนิ ไปนงั่ มันกไ็ มห นกั ตัว
ภาวนาก็ดขี ึน้ แตค นเรามันไมอ ยากทําอยางนั้น พออม่ิ เตม็ ทแ่ี ลวยงั เติมเขาไปอีกหาคํา มันเปน ไปอยางน้นั
เรอ่ื งของกเิ ลสตณั หากบั เรือ่ งทพ่ี ระพทุ ธเจา ทานสอน มนั ไปคนละทาง ถา คนท่ไี มต องการฝก จรงิ ๆแลว กจ็ ะทาํ ไมไ ด ขอใหเ ฝาดูตนเองไปเถิด
ทีนเ้ี ร่อื งนอน กใ็ หระวงั มันขึ้นอยูกบั การที่เราจะตอ งรูจกั อุบายของมัน บางครั้งอาจจะนอนไมเปน เวลา นอนหวั คา่ํ บา ง นอนสายบาง
แตล องเอาอยา งน้ี จะนอนดกึ นอนหวั คํ่ากช็ างมนั แตใ หนอนเพียงคร้ังเดยี วเทาน้นั
พอรสู ึกตัวต่นื ใหลุกขน้ึ ทันที อยามัวเสียดายการนอน เอาเทา นน้ั เอาครั้งเดยี ว จะนอนมากนอนนอย กเ็ อาครั้งเดยี ว ใหต งั้ ใจไวว า
พอรสู ึกตัว...ตื่น ถงึ นอนไมอ ิม่ กล็ ุกข้ึนไปลางหนา แลว กเ็ ดนิ จงกรม หรอื น่งั สมาธิไปเลย ใหรูจ กั ฝกตัวเองอยา งนี้ เรอ่ื งอยางนี้ไมใ ชจ ะรู
เพราะคนอ่นื บอก จะรูไดเ พราะการฝก การปฏิบัติ การกระทํา จึงใหท าํ ไปเลย
จติ ฝกยาก แตอยาทอ ถอย
เรือ่ งทําจิตนเี้ ปนเรอ่ื งแรก ทา นเรยี กวา ทํากรรมฐาน เวลานงั่ ใหจิตมอี ารมณเดียวเทานนั้ ใหอ ยูกบั ลมเขา ลมออก แลวจติ กจ็ ะคอยสงบไปเร่อื ย
ถา จิตวนุ วาย กจ็ ะมหี ลายอารมณ เชน พอน่งั ปุบ โนนคิดไปบา นโนน บางก็อยากกนิ กว ยเต๋ยี ว บวชใหมๆมันกห็ ิวนะ อยากกินขาว กินนาํ้
คดิ ไปท่วั หวิ โนน อยากนี่ สารพดั อยา งนนั่ แหละ มนั เปนบา จะเปน ก็ใหม นั เปนไป เอาชนะมนั ไดเ มอ่ื ไหรก็หายเมอ่ื นนั้
ใหท าํ ไปเถิด เคยเดนิ จงกรมบางไหม เปน อยางไรขณะท่ีเดินจติ กระเจิดกระเจงิ ไปหรอื กห็ ยดุ มันซิ ใหม นั กลับมา ถามันไปบอยๆก็อยา หายใจ
กล้ันใจเขา พอใจจะขาด มนั กต็ องกลบั มาเอง ไมวามันจะเกง ปานใด น่ังใหมนั คดิ ทั่วทิศทัว่ แดนดเู ถอะ กล้ันใจเอาไว อยา หยดุ ลองดู
พอใจจะขาด มันกก็ ลับมา จงทําใจใหมกี าํ ลงั การฝก จติ ไมเหมอื นฝก สัตว จติ น่ีเปนของฝก ยากแทๆ แตอ ยาไปทอ ถอยงายๆ ถามันคิดไปท่ัวทศิ
กก็ ลั้นใจมันไว พอใจมนั จะขาด มนั ก็คิดอะไรไมออก มนั ก็วิ่งกลบั มาเอง ใหทําไปเถอะ
ในพรรษานี้ทําใหม ันรเู ร่ือง กลางวนั กช็ า ง กลางคนื กต็ าม ใหทาํ ไป แมจ ะมีเวลาสักสบิ นาทกี ท็ ํา กาํ หนดทําไปเร่ือยๆ
ใหใจมันจดจอ ใหม ีความรูสกึ อยเู สมอ อยากจะพดู อะไรก็อยาพูด หรอื กาํ ลงั พูดก็ใหหยดุ ใหท ําอันนีใ้ หตดิ ตอ กนั ไว
ยดึ สายนํา้ เปนหลกั ปฏบิ ตั ิธรรม
เหมอื นอยางกบั น้ําในขวดนีแ่ หละ เมอ่ื เรารนิ มันทีละนอ ย มนั กจ็ ะหยดนิด...นดิ ...นดิ พอเราเรง รนิ ใหเ รว็ ขนึ้
มันก็จะไหลติดตอ เปน สายนา้ํ เดยี วกัน ไมขาดตอนเปน หยดเหมือนเวลาท่เี รารนิ ทีละนอยๆสตขิ องเราก็เหมอื นกนั ถา เราเรงมนั เขา คือ
ปฏิบตั ใิ หสม่ําเสมอแลวมันกจ็ ะตดิ ตอกนั เปนสายนํ้า ไมเปน นํ้าหยด หมายความวา ไมว าเราจะยนื จะเดนิ จะน่งั จะนอน
ความรอู ันนี้มนั ไมข าดจากกัน มนั จะไหลตดิ ตอกันเปนสายนํ้า การปฏบิ ัตจิ ิตน่เี ปน อยางนั้น เดยี๋ วมันคดิ นัน่ คิดน่ี ฟงุ ซา นไมต ิดตอ กนั
มนั จะคดิ ไปไหนกช็ า งมนั ใหเ ราพยายามทาํ ใหเ ร่ือยเขาไว แลวมันจะเหมอื นหยดแหงนา้ํ มันจะทาํ ความหา งใหถ ่ี
ครัน้ ถเี่ ขาๆมนั ก็ติดกนั เปน สายนาํ้ ทนี ้คี วามรูของเรากจ็ ะเปน ความรรู อบ จะยืนกต็ าม จะนง่ั กต็ าม จะนอนก็ตาม จะเดนิ ก็ตาม
ไมว าจะทาํ อะไรสารพดั อยา ง มันก็มีความรอู นั น้ีรกั ษาอยู
ไปทาํ เสยี แตเดี๋ยวนนี้ ะ ไปลองทําดู แตอยาไปเรง ใหมันเร็วนักละ
ถามัวแตน ง่ั คอยดวู า มันจะเปน อยา งไรละก็ มนั ไมไ ดเ ร่ืองหรอก
แตใหระวงั ดว ยนะวา ตง้ั ใจมากเกินไป ก็ไมเปน ไมตง้ั ใจเลย กไ็ มเ ปน
แตบ างคร้งั เราไมไ ดตัง้ ใจวา จะนัง่ สมาธหิ รอก เมอื่ เสรจ็ งานก็น่งั ทําจติ ใหวา งๆ
มันก็พอดขี ้ึนมาปบ ดเี ลย สงบ งา ย อยา งนกี้ ็มี ถาทําใหมันถกู เรือ่ ง
หมดแลว เอาละ เอวังเทา น้ีละ.