The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คำสอนของฮวงโป ท่านพุทธทาส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ืทีมงานกรุธรรม, 2026-01-24 16:28:54

คำสอนของฮวงโป ท่านพุทธทาส

คำสอนของฮวงโป ท่านพุทธทาส

Keywords: คำสอนของฮวงโป,ท่านพุทธทาส

คําสอน ของฮวงโปพุทธทาส แปลไทย The Zen Teaching of Huang Po มร.John Bolfeldแปลอังกฤษ


คําสอน ของฮวงโปพุทธทาส แปลไทย The Zen Teaching of Huang Po มร.John Bolfeldแปลอังกฤษคาํช้ีแจง คาํสอนของฮวงโปน้ีเรียกในภาษาจีนวา่\"ฮวงโป ฉวน สิ่น ฟา หยาว\" มร.John Bolfeldแปลออกเป็ นภาษาอังกฤษ เรียกวา่ The Zen Teaching of Huang Po พวกเราเห็นวา่ควรแปลออกมาสู่ภาษาไทยจึงทาํใหเ้กิดหนงัสือเล่มที่ท่านถืออยนู่้ี ผทู้ี่เคยอ่านหนงัสือเวย่หล่างมาก่อนแลว้พึงทราบวา่ฮวงโป เป็นหลานศิษยข์องเวย่หล่างกล่าวคือเมื่อเวย่หล่าง สังฆปรินายกองคท์ ี่6แห่งนิกายเซ็น ไดร้ับการถ่ายทอดธรรมโดยตรง ชนิดที่เรียกวา่จากจิตถึงจิต จากพระสังฆปรินายกองคท์ ี่5แลว้นิกายเซ็น ก็แตกออกเป็น 2 สาย สานเหนือนาํโดย ชินเชาคู่แข่งของเวย่หล่าง สอนวธิีปฏิบตัิการตรัสรู้อยา่งเชื่องชา้คือค่อยเป็นค่อยไป เจริญรุ่งเรืองอยพู่กัหน่ึงโดยราชูปถมัภข์องพระจกัรพรรดิต้งัอยไู่ม่นานก็เงียบหายไป ส่วนสายใต้คือสายของเวย่หล่าง สอนวธิีการปฏิบตัิที่เป็นการตรัสรู้ฉบัพลนั ไดเ้จริญรุ่งเรืองและขยายตวัออกมาจนแตกเป็นนิกายยอ่ยๆลงไปศิษยค์นที่สาํคญัองคห์น่ึงของเวย่หล่างมีนามวา่มา ตฺสุ(ตาวอาย)ถึงแก่มรณภาพเมื่อค.ศ.788 สาํหรับฮวงโปน้ีถือกนัวา่เป็นศิษยช์ ่วงที่เหน่ึงหรือช่วงที่สอง ต่อจากท่าน มา ตฺสุเป็นสองอยา่งยงิ่อยู่และกล่าวกนัวา่ถึงแก่มรณภาพในปีค.ศ.850 ท่านได้ถ่ายทอดคาํสอนนิกายน้ีใหแ้ก่อาย สื่น ซ่ึงเป็นผกู้่อต้งันิกาย หลินฉิหรือที่เรียกอยา่งญี่ปุ่น วา่รินซายอนัเป็นนิกายที่ยงัคงมีอยใู่นประเทศจีน และแพร่หลายที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดยเหตุน้ีฮวงโป จึงไดช้ื่อวา่เป็นผกู้่อกาํเนิดพุทธศาสนานิกายน้ีตามธรรมดาน้นับรรพชิตจีนมีชื่อหลายชื่ออยา่งท่านฮวงโปน้ีเมื่อมีชีวิตอยเู่รียนกนัโดยมากวา่อาจารยซ์ ิหยนึบา้งวา่ตวนชิบา้งแต่ชื่อที่เรียกกนัเมื่อท่านมรณภาพน้นัเรียกวา่ฮวงโป โดยถือเอาชื่อของภูเขาที่ท่านอาศยัอยเู่ป็นส่วนมากในชีวิตของท่าน เป็นตน้เหตุและดว้ยธรรมเนียมที่เป็นการแสดงความเคารพ คือไม่ออกชื่อตวัโดยตรง ในญี่ปุ่น ท่านมีชื่อวา่ โอบากุอนัเป็นเสียงที่ใชก้บัอกัษรจีน คาํน้นัเนื่องจากมิไดเ้ป็นสังฆปรินายกในที่น้ีจึงเรียกท่านวา่ครูบา พุทธศาสนาอยา่งเซ็นน้ีจดัเป็นพุทธศาสนาประเภทที่มีววิฒันาการใหม่ในถิ่นที่แพร่หลายไปถึงโดยปกติถูกจดัเป็นฝ่ายมหายาน แต่พวกเซ็นยงัจดัตวัเองไวน้อกวงของมหายาน เพราะสอนไม่เหมือนมหายานต่างๆที่มีอยกู่ ่อน หรือพอ้งสมยักบัตน ทาํใหเ้กิดคาํวา่\"เอกยาน\" หรือ\"พุทธยาน\"ข้ึนเป็นตน้แต่อยา่งไรก็ตามทางที่ดีที่สุดที่จะกล่าวไดก้็ตอ้งจดัวา่เป็นฝ่ายมหายานอยนู่นั่เอง เพราะมุ่งหมายจะพาคนท้งัหมดไปสู่การตรัสรู้ซ่ึงเป็นใจความสาํคญัของนิกายน้ีที่แตกต่างไปจากเถรวาท แต่อยา่ลืมวา่คาํบญัญตัิต่างๆของนิกายเซ็นน้ีใชก้นัไม่ไดก้บัมหายานนิกายอื่น มิหนาํซ้าํมีลกัษณะขดัแยง้ทา้ทายลอ้เลียน อยใู่นตวัอยา่งยงิ่จนในบางกรณีถือวา่เป็นคู่ขดัแยง้ต่อสู้กนัทีเดียวถา้ยงิ่เป็นคาํบญัญตัิอยา่งเถรวาทแลว้ยงิ่ ไมมีทาง ่ที่จะใชแ้ทนกนัหรือมีความหมายตรงกนัได้เวน้คาํธรรมดาๆ บางคาํเท่าน้นัเพราะฉะน้นัขอใหท้ ่านผอู้่านท้งัหลายจงสาํนึก


ขอ้เทจ็จริงอนัน้ีไวเ้สียแต่แรก มิฉะน้นันอกจากจะอ่านไม่ไดเ้รื่องแลว้ยงัจะหาวา่เป็นลทัธิที่ผดิหรือเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสียอีกเหตุการณ์ทาํนองน้ีไดเ้คยเป็นมาแลว้เมื่อคร้ังหนงัสือเวย่หล่างไดถู้กแปลและพิมพอ์อกมาใหม่ๆ จึงขอช้ีแจงคร้ังหน่ึงดงัต่อไปน้ี สาํหรับผอู้่านที่เป็นเถรวาท เมื่อไดฟ้ ังคาํวา่จิต, จิตหนึ่ง, ทาง, พุทธะ, หรือแมแ้ต่คาํวา่ธรรม ก็ตามอยา่งไดเ้ขา้ใจวา่มีความหมายเหมือนกบัที่เขา้ใจหรือรู้อยเู่ดิม โดยเฉพาะอยา่งยงิ่เมื่อไดย้นิคาํพดูของฮวงโปซ่ึงผดิไปจากเวย่หล่างอีกไม่นอ้ยเลย ตวัอยา่งเช่นคาํวา่จิต หรือจิตหน่ึง หมายถึงสิ่งๆหน่ึง ซ่ึงมีอยกู่ ่อนที่จะเกิดมีจิตตามความหมายที่เรารู้จกักนัหรือยงิ่ ไปกวา่น้นัก็คือก่อนเกิดมีสิ่งท้งัปวงนนั่เองก่อนเกิดมีสังสารวฏัและนิพพานตามความรู้สึกทวั่ ไป สิ่งที่เรียกวา่จิตหน่ึงก็มีอยู่แลว้คือมีต้งัแต่ไม่มีใครทราบ คาํวา่ทางก็คือสิ่งน้ีพุทธะก็คือสิ่งน้ีฉะน้นัจะตอ้งค่อยๆอ่านไป และค่อยๆจบัใจความใหไ้ด้วา่มนัหมายถึงอะไร ที่น้ีที่ยงุ่ยากไปกวา่น้นัอีกก็คือแมค้าํวา่น้ีก็มิไดม้ีความหมายเหมือนกบัคาํวา่มีตามธรรมดาสามญัคือมนัอยใู่นสถานะที่เรียกวา่มีก็ไม่ถูก, เรียกวา่ ไม่มีก็ไม่ถูก หรือถา้ถูกก็ถูท้งัที่จะเรียกวา่มีและไม่มีเพราะวา่มนัมีโดยไม่ตอ้งมีความมีซ่ึงคนธรรมดาหรือคนที่ยงัมองไม่เห็นสิ่งๆน้ีจะฟังไม่เขา้ใจได้เลย ที่ยงุ่ยากต่อไปอีกก็คือขอ้ความที่วา่สัตวท์ ้งัหลายก็เป็นสิ่งๆเดียวกนักบัสิ่งที่เป็น จิตหน่ึง หรือเป็นพุทธะอยเู่องแลว้แม้สิ่งท้งัปวงก็เป็นสิ่งเดียวกนัแต่สัตวท์ ้งัหลายถูกกิเลสห่อหุม้หรือปรุงแต่งความรู้สึกเสียเรื่อยจิตเดิมแท้หรือจิตหน่ึงจึงไม่ปรากฏแก่เขา ท้งัที่กิเลสก็เป็นสิ่งๆเดียวกบัสิ่งที่เรียกวา่จิตหน่ึง น้นัเหมือนกนัเมื่อสัตวท์ ้งัปวงก็เป็นพุทธะอยแู่ลว้ก็ไม่จาํเป็นที่จะตอ้งมีการปฏิบตัิอะไรอีก นอกจากการทาํใหเ้ห็นวา่ตนเป็นพุทธะอยแู่ลว้และหาความเป็นพุทธะน้นั ใหพ้บเหมือนคนหาของที่ติดอยทู่ ี่หนา้ผากของตนเองแลว้การเที่ยวหาที่อื่น หรือทาํการปฏิบตัิอยา่งอื่นๆ อีกมากมายน้นัเป็นความบา้หลงัเปล่าๆ น้ีคือใจความสาํคญัของคาํวา่การตรัสรู้ฉบัพลนัหรือการเดินทางลดั ถดัไปอีกที่จะตอ้งทราบไว้กนัความยงุ่ยากก็คือวา่ลทัธิน้ีเป็นลทัธิไม่มีรูปธรรม หรือไม่เกี่ยวกบัรูปธรรมเลย ทุกอยา่งถูกแปลเป็นธรรมธิษฐาน หรือฝ่ายนามธรรมไปหมด เช่นคาํวา่ โพธิสัตว์มิไดห้มายถึงคน แต่หมายถึงคุณธรรมอยา่งใดอยา่งหน่ึง เช่นคาํวา่ โพธิสัตวอ์วโลกิเตศวร หมายถึงความเมตตากรุณาโพธิสัตวม์ญัชุศรีหมายถึงกฎแห่งเหตุผลที่วา่สัตว์เป็นพุทธะอยแู่ลว้ดงัน้ีเป็นตน้ขอ้น้ีผอู้่านจะตอ้งสังเกต ใหเ้ห็นชดัเจนวา่เป็นความมุ่งหมายของคาํสอนแห่งนิกายน้ี อีกทางหน่ึง ซ่ึงทาํใหเ้กิดอาการน่าเวยีนหวัหรือถึงกนัสะดุง้สะเทือนแก่คนบางพวกก็คือขอ้ที่คาํกล่าวของนิกายน้ีใชต้รรก หรือใชก้ารกล่าวตามวธิีของตนเอง เช่นกล่าวยกยอ่งการที่ไม่มีความคิดปรุงแต่งโดยยกเอาพระพุทธเจา้มาเทียบกบัคนสามญัวา่ถา้คนสามญั ไม่มีความคิดปรุงแต่งก็มีคุณธรรมสูงกวา่พระพุทธเจา้ผหู้มดความคิดปรุงแต่งสิ้นเชิงแลว้ขอ้น้ีมีเลศนยัอยตู่รงที่วา่คนสามญัที่ไม่มีความคิดปรุงแต่งตอ้งถือวา่เก่งกวา่พระพุทธเจา้ที่มีความคิดปรุงแต่ง ดงัน้ีเป็นตน้


สาํหรับขอ้ที่ชวนใหเ้วยีนหวัน้นัเป็นวธิีพดูของท่านฮวงโปแบบหน่ึงโดยเฉพาะเนื่องจากประสงคจ์ะสกดัก้นัการยดึถือเสียโดยประการท้งัปวงโดยตะพึดตะพือไปทีเดียว ทาํใหม้ีการปฏิเสธท้งัข้ึนท้งัล่อง ตวัอยา่งเช่นกล่าววา่พุทธะและสตัวท์ ้งัปวง คือจิตหนึ่ง หรือออกมาจากจิตหนึ่ง, แลว้ก็ต่อทา้ยเลยต่อไปวา่จิตหน่ึงน้นัมิใช่ท้งัพุทธะและมิใช่ท้งัสัตวท์ ้งัหลาย ท้งัน้ีเพราะวา่ ในจิตหน่ึงน้นั ไม่มีคติทวนิิยม คนที่ไม่คุน้เคยกนัการพดูวธิีน้ีของท่านผนู้้ีพอไดฟ้ ังเขา้ก็งงจนเวยีนหวั ในกรณีเช่นน้ีท่านมุ่งหมายที่จะกล่าววา่สิ่งที่เรียกวา่จิตหน่ึงน้นัเป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกมองวา่เป็นสิ่งที่มีคุณสมบตัิสองอยา่งชนิดตรงกนัขา้ม ที่เรียกวา่คติทวนิิยมนนั่เอง พระพุทธเจา้เป็นสิ่งที่ตรงกนัขา้มจากสามญัสัตวท์าํนองดีกบัชวั่เป็นของตรงกนัขา้มต่อกนัเป็นตน้คติมีของหรือมีลกัษณะตรงกนัขา้มเป็นคู่ๆ เช่นน้ีมีในสิ่งที่เรียกวา่จิตหน่ึงไม่ได้ถา้มีไดก้็ไม่เรียกวา่จิตหน่ึง.แต่แลว้จิตหน่ึงนนั่เอง เป็นท้งัพระพุทธเจา้และเป็นท้งัสามญัสัตวท์ ้งัปวง เมื่อเป็นดงัน้นัก็ยอ่มหมายความวา่พระพุทธเจา้และสามญัสัตวเ์ป็นสิ่งๆเดียวกนัมิไดต้่างกนัแมแ้ต่นอ้ยอยา่วา่ที่จะต่างกนัถึงตรงกนัขา้มเลย นี่แหละคือความแปลกประหลาดผดิเขาท้งัหมด ของนิกายน้ีผอู้่านจะตอ้งสังเกตจบัฉวยใหไ้ด้และขอ้สาํคญัก็คือ ตอ้งรู้สึกตวัอยตู่ลอดเวลาที่อ่านวา่เรากาํลงัอ่านถอ้ยคาํที่มีหลกัเกณฑใ์นการกล่าวผดิจากของเราเอง หรือที่เราเคยอ่านๆ กนัมาแลว้แต่ก่อน อยา่งสิ้นเชิง ตวัอยา่งอีกอนัหน่ึง มีอยวู่า่ถา้จิตของผปู้ฏิบตัิตกไปในฝ่ายรูปธรรมหรือยดึรูปธรรมเป็นหลกัแลว้ทางของพุทธะก็เป็นอนัตรายเท่ากบัทางของมารโดยเท่ากนัเพราะฉะน้นัพุทธะกบัมารยอ่มเป็นของเท่ากนัหรือสิ่งเดียวกนั ในเมื่อเป็ นเพียงความคิดอยา่งคติทวนิิยม ที่เกิดข้ึนเพราะการหลงติดในฝ่ายรูปธรรม ขอ้น้ีอธิบายคลา้ยขอ้บน เป็นแต่แสดงใหเ้ห็นชดัลงไปวา่คติทวนิิยมมีแต่ในฝ่ายที่มองกนัอยา่งรูปธรรมหรือฝ่ายรูปธรรม ถา้เขา้ถึงตวัความจริงแทแ้ลว้พุทธะก็ไม่มีมารก็ไม่มีมีแต่จิตหน่ึง หรือความวา่ง ท้งัจากพุทธะและจากมาร ฉะน้นัถา้จิตหน่ึงคือพุทธะแลว้มารก็คือจิตหน่ึง ดว้ยเหมือนกนั ไม่มีอะไรต่างกนัเป็นคู่ๆไปไดเ้ลย มีแต่จิตหน่ึงธรรมหน่ึงธาตุหน่ึง พุทธะหน่ึง หรืออะไรๆก็หน่ึงคืออยา่งเดียวเท่าน้นั ไปท้งัน้นัถา้ไม่มีความคิดปรุงแต่งที่หลงผดิเนื่องจากหลงต่อคติทวนิิยมแลว้จะไม่เห็นวา่มีอะไรที่เป็นคู่เลยและเห็นจิตหน่ึงน้นัไดท้นัทีน้ีคือหลกัสาํคญัของนิกายน้ี สิ่งที่เรียกวา่จิตหน่ึง หรือจิตเดิมแท้ก็ตาม หาใช่จิตไม่เป็นเพียงธรรมชาติเดิมแทข้องสิ่งท้งัปวงก่อนแต่จะมีสิ่งท้งัปวงแลว้ก็ยงัคงมีอยตู่ลอดเวลาพร้อมกบัสิ่งท้งัปวง ซ่ึงเป็นเพียงมายาของจิตหน่ึง เท่าน้นัและจิตหน่ึงน้นัมีความหมายเท่ากบัความวา่งจากสิ่งท้งัปวงอีกต่อหน่ึงเช่นเดียวกบัคลื่น เป็นสิ่งที่ปรากฏออกมาใหเ้ห็นในเมื่อน้าํถูกลมพดัแต่น้าํกบัคลื่นหาใช่สิ่งๆเดียวกนัไม่คลื่นเป็นเพียงมายาที่เกิดจากน้าํตวัน้าํแท้ตอ้วา่งจากคลื่น ฉนั ใดก็ฉนัน้นัน้ีเปรียบน้าํกบัจิตหน่ึง คติทวนิิยมในที่น้ีมีความหมายอยา่งเดียวกนักบัความหมายที่ใชก้นัทวั่ๆไปในลทัธิอื่น หรือปรัชญาสาขาอื่น ขอ้น้ีหมายถึงการไม่รู้ความจริงของสิ่งท้งัปวงแลว้หลงไปวา่มีของเป็นคู่ๆ เช่น ดี-ชวั่สุข-ทุกข์ บุญ-บาป ดํา-ขาว ชาย-หญิง มี-จน ฯลฯ ดงัน้ีเป็นตน้ถา้มองใหล้ึกซ้ึงถึงความจริงแลว้มนัเป็นเพียงสังขารธรรมหรือมายา เหมือนกนัหรือเท่ากนัจึงไม่มีอะไรที่จะตรงกนัขา้มเป็นคู่ไปได้เมื่อไม่รู้สึกเป็นคู่ก็ไม่รู้สึกรักทางหน่ึงแลว้เกลียดในทางตรงกนัขา้ม ความคิดปรุงแต่งก็ไม่มีเมื่อความคิดปรุงแต่งไม่มีจิตก็เขา้ถึงความวา่ง หรือเขา้ถึงความเป็นจิตเดิมแท้หรือจิตหน่ึงนนั่เองคาํนอนนิกายน้ีจึงย้าํมากที่สุดเรื่องไม่ให้เกิดความคิดปรุงแต่งไปตามคติทวนิิยม


จิตปรุงแต่งน้นั ไม่ใช่จิตแท้มนัเป็นมายาเท่ากบัสิ่งท้งัปวง, ความคิดปรุงแต่งก็เป็นอยา่งเดียวกนั.ถา้จิตปรุงแต่ง หรือความคิดปรุงแต่งกาํลงัมีอยหู่รือทาํหนา้ที่อยู่จิตแทห้รือจิตหน่ึงน้นัจะไม่ปรากฏเลยเมื่อใดไม่มีความคิดปรุงแต่งจิตหน่ึงก็ปรากฏทนัทีเรียกอีกอยา่งหน่ึงก็เรียกวา่จิตเขา้ถึงความวา่ง ตวัเองหายกลายเป็น ความวา่ง หรือจิตหน่ึงไป.ความคิดปรุงแต่งน้นัเจือดว้ยอุปทาน หรือความยดึถือในของคู่ๆหรือคติทวนิิยมนนั่เองถา้ไม่หลงในของคู่อุปาทานก็ไม่เกิด คือกิเลสตนัหาไม่เกิดนนั่เอง สภาพจิตเดิมแทจ้ะปรากฏออกมาเป็นความวา่งจากกิเลสตณัหา หรืออุปาทานโดยประการท้งัปวง ผอู้่านที่อ่านถูกวธิียอ่มทราบไดว้า่ตวัเองอ่านถูกวธิีดว้ยการรู้สึกวา่ตนไดพ้บทางลดัที่รุนแรงทางหน่ึง พบสิ่งที่ติดอยู่หนา้ผากอยกู่ ่อนแลว้ภายหลงัที่เที่ยววงิ่หาเสียหลายรอบโลกก็ไม่เคยพบอยนู่นั่เองและยงัรู้สึกเลยไปถึงวา่การปฏิบตัิเพื่อลุถึงสิ่งสูงสุดน้นัคือไม่ตอ้งปฏิบตัิอะไรเลยแมแ้ต่นิดเดียวเพราะมนัมีอยทู่ ี่หนา้ผากแลว้หรือถึงอยกู่บัเน้ือกบัตวัแลว้ตลอดเวลานนั่เองพุทธทาสโมกขพลาราม ไชยา


สารบัญคําสอน ของฮวงโปภาคหนึ่งบันทึกชึนเชา๒. ไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร๓. ความว่าง๔. เนื ้อแท้แห่งสิ่งสูงสุด๕. ชื่ออันไร้ตําหนิ๖. ปลดเปลื ้อง๗. หลักธรรม๘. ความฝันอันไร้ตัวตน๙. ขอบวงของพุทธะ๑๐. การแสวงหา๑๑. ตัวตน๑๒. การแบ่งแยก๑๓. วิธีชั ้นสุดยอด๑๔. ธรรมกาย๑๕. พุทธภาวะ๑๖. สัจจะธรรม๑๗. ว่างเปล่า๑๘. การรู้แจ้งเห็นแจ้ง๑๙. แดนแห่งสิ่งลํ ้าค่า๑. จิตหนงึ่


๒๐. จิต นั่นแหละคือ ธรรม๒๑. การหลบหลีก๒๒. การเพิกถอน๒๓. การถ่ายทอด๒๔. กาย ๓ กาย๒๕. เอกสภาวะ๒๖. สัจจยาน๒๗. ความรู้สึก๒๘. คําตอบ๒๙. “ทาง”๓๐. เด็กสวาปาม๓๑. มายา๓๒. “ฉันจะปล่อยเสียทั ้งสองมือ”๓๓. เงาสะท้อน๓๔. กาฝาก๓๕. ความพากเพียร๓๖. หลักที่ว่า ไม่มีธรรมภาคสองบันทึกวาน-ลิง๑. การปลุก จิต๒. พุทธะ๓. ความคิด๔. ยานเดียว๕. สภาพที่เป็ นจริง


๖. ลักษณะ๗. เดินผิดทาง๘. พุทธยาน๙. ความพลาดอันน่าทุเรศ๑๐. จิต ถึง จิต๑๑. โพธิ๑๒. จิตนั ้นแหละคือพุทธะ๑๓. ความเป็ นอันหนึ่งอันเดียว๑๔. บทบัญญัติของพระพุทธเจ้าทั ้งปวง๑๕. ความคิดต่างๆ กับ สิ่งต่างๆ๑๖. ความตระหนัก๑๗. พุทธกิจ๑๘. โพธิมิใช่เป็ นภาวะ๑๙. โพธิมิได้เป็ นสิ่งซึ่งต้องลุถึง๒๐. ธาตุแท้๒๑. การสั่งสอน๒๒.ความขยันอย่างกระตือรือร้น๒๓.การสร้างความมีอยู่๒๔.การข้ามขึ ้นพ้นจากโลกทั ้งสาม๒๕.ธรรมะ แห่ง จิตหนึ่ง๒๖. ทางแห่งพระพุทธเจ้าทั ้งหลาย๒๗.เพื่อนรัก๒๘.การแก้เผ็ด๒๙.การแสดง ความเคารพ๓๐.ผู้แก่อาวุโส๓๑. ความนิ่งเงียบ๓๒.จะใช้อะไรตัดผักเหล่านั ้นเล่า ?


๓๓.ภิกษุผู้เป็ นนักล่าเลียงผา๓๔.เธออยู่ที่ไหน ?


1 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช าภาคหนึ่งวา่ดว้ยบนัทึกชึนเชาของครูบาฮวงโป (ตวนชิ)แห่งนิกายเซ็นรวมบนัทึกคาํสอนและคาํสนทนาระหวา่งเป่ยสุ่ยกบัท่านครูบาฮวงโป ในขณะที่ท่านครูบา พกัอยใู่นเมืองชินเชาบันทึกชึนเชา1ท่านครูบาไดก้ล่าวกบัขา้พเจา้วา่ 1 พระพุทธเจา้ท้งัปวงและสัตวโ์ลกท้งัสิ้น ไม่ไดเ้ป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียงจิตหน่ึง (One mind) นอกจากจิตหนึ่ง น้ีแลว้มิไดม้ีอะไรต้งัอยเู่ลย. 2จิตหน่ึง ซ่ึงเป็นสิ่งที่ปราศจากการต้งัตน้น้ีเป็นสิ่งที่ไม่ไดเ้กิดข้ึน*และไม่อาจจะถูกทาํลายไดเ้ลย มนัไม่ใช่เป็นของมีสีเขียวหรือสีเหลืองและไม่มีท้งัรูป ไม่มีท้งัการปรากฏ มนัไม่ถูกนบัรวมอยใู่นบรรดาสิ่งท้งัที่มีการต้งัอยู่และไม่มีการต้งัอยู่มนัไม่อาจจะถูกลงความเห็นวา่เป็นของใหม่หรือของเก่า มนัไม่ใช่ของยาวของส้ัน ของใหญ่ของเล็ก ท้งัน้ีเพราะมนัอยู่เหนือขอบเขต เหนือการวดัเหนือการต้งัชื่อเหนือการทิ้งร่องรอยไว้และเหนือการเปรียบเทียบท้งัหมดท้งัสิ้น*คาํวา่ ไม่ไดเ้กิด ในที่น้ีมิไดห้มายถึงความเป็นอมตะแต่หมายถึงสิ่งตรงขา้มจากการเกิดเท่าน้นัหรือจะขยายความออกไปวา่มนัเป็นสิ่งที่ไม่ยอมรับอาํนาจของความเปลี่ยนแปลงก็ได้ ผู้แปลเป็ นไทย 3จิตหน่ึง น้ีเป็นสิ่งที่เธอเห็นตาํตาเธออยแู่ทๆ้แต่จงลองไปใชเ้หตุผล(วา่มนัเป็นอะไรเป็นตน้ )กบัมนัเขา้ดูซิเธอจกัหล่นลงไปสู่ความผดิพลาดทนัทีสิ่งน้ีเป็นเหมือนกบัความวา่งอนั ปราศจากขอบเขตทุกๆดา้น ซ่ึงไม่อาจหยงั่หรือวดัได้ 4 จิตหน่ึง น้ีเท่าน้นัเป็น พุทธะไม่มีความแตกต่างระหวา่ง พุทธะกบัสัตวโ์ลกท้งัหลายเพียงแต่วา่สัตวโ์ลกท้งัหลายไปยดืมนั่ต่อรูปธรรมต่างๆเสียและเพราะเหตุน้นัจึงไดแ้สวงหา พุทธภาวะจากภายนอกการแสวงหาของสัตวเ์หล่าน้นันนั่เองทาํใหเ้ขาพลาดจาก พุทธภาวะการทาํเช่นน้นัเท่ากบัการใชส้ิ่งซ่ึงเป็น พุทธะใหเ้ที่ยวแสวงหา พุทธะและการใช้จิตให้เที่ยวจับ ฉวย จิต*แมเ้ขาเหล่าน้นัจะไดพ้ยายามสุดความสามารถของเขาอยตู่้งักปั ป์หน่ึงเตม็ๆ เขาก็จะไม่สามารถลุถึงมนัไดเ้ลยเขาไม่รู้วา่ถา้เขาเองเพียงแต่หยดุความคิดปรุงแต่ง **และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหาเสียเท่าน้นัพุทธะก็จะปรากฏตรงหนา้เขา เพราะวา่จิต น้ีก็คือ พุทธะ นนั่เองและพุทธะก็คือสิ่งมีชีวติท้งัหลายท้งัปวง นนั่เอง สิ่งๆน้ีเมื่อปรากฏอยทู่ ี่สามญัสัตว์จะเป็นสิ่งเล็กนอ้ยก็หาไม่และเมื่อปรากฏอยทู่ ี่พระพุทธเจา้ท้งัหลายจะเป็นใหญ่หลวงก็หาไม่* กล่าวให้ฟังง่ายที่สุด ก็เหมือนคนสวมหมวกอยแู่ลว้เที่ยวหาหมวกเพราะไม่รู้จกัหมวก


2 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า** ความคิดปรุงแต่งคือความไม่รู้จกัสิ่งท้งัปวงตามที่เป็นจริงแลว้ก็เกิดคามคิดข้ึนในรูปต่างๆเรื่อยไป ดว้ยอาํนาจของความไม่รู้ผสมกบัอาํนาจของสิ่งแวดลอ้มปรุงแต่งอยู่2 5 สาํหรับการบาํเพญ็ ปารมิตาท้งัหก*ก็ดีการบาํเพญ็ขอ้วตัรปฏิบตัิที่คลา้ยๆกนัอีกเป็นจาํนวนมากก็ดีหรือการไดบุ้ญมากมายนบัไม่ถว้นเหมือนจาํนวนเม็ดทรายในแม่น้าํคงคาก็ดีเหล่าน้ีน้นัจงคิดดูเถิด ถา้เมื่อเธอเป็นผบู้ริบูรณ์ดว้ยสัจจะพ้ืนฐานในทุกๆกรณีอยแู่ลว้ (คือเป็นจิตหน่ึง หรือเป็นอนัหน่ึงอนัเดียวกนักบัพุทธะท้งัหลายอยแู่ลว้เธอก็ไม่ควรพยายามจะเพิ่มเติมอะไรใหแ้ก่สิ่งซ่ึงสมบูรณ์อยแู่ลว้น้นัดว้ยการบาํเพญ็วตัรปฏิบตัิต่างๆ ซ่ึงไร้ความหมายเหล่าน้นั ไม่ใช่หรือเมื่อไรโอกาสอาํนวยใหท้าํก็ทาํมนัไปแหละเมื่อโอกาสผา่นไปแลว้อยเู่ฉยๆก็แลว้กนั* ปารมิตาท้งัหกคือ ทาน ศีลขนัติวิริยะ สมาธิและปัญญา -ผู้แปลไทย 6ถา้เธอยงัไม่เห็นตระหนกัอยา่งเด็ดขาดลงไปวา่จิต น้นัคือพุทธะก็ดีและถา้เธอยงัยดัมนั่ถือมนั่ต่อรูปธรรมต่างๆอยกู่ ็ดีต่อวตัรปฏิบตัิต่างๆอยกู่ ็ดีและต่อพิธีการบาํเพญ็บุญกุศลต่างๆอยกู่ ็ดีแนวความคิดของเธอก็ยงัผดิพลาดอยู่และไม่เขา้ร่องเขา้รอยกนักบัทาง* ทางโน้นเสียเลย* ทาง ทางโนน้คาํน้ีเป็นสาํนวนที่ตอ้งการความหมายเป็นพิเศษ คือหมายถึงวิธีปฏิบตัิที่ทาํให้จิตหน่ึง หรือพทุธะแท้ปรากฏตงัไดเ้ท่าน้นั -ผู้แปลไทย7 จิตหน่ึงนนั่แหละคือ พุทธะไม่มีพุทธะอื่นใดที่ไหนอีกไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก มนัแจ่มแจง้และไร้ตาํหนิเช่นเดียวกบัความวา่งคือมนัไม่มีรูปร่างหรือปรากฏการณ์ใดๆเลยการใชจ้ิตของเธอใหป้รุงแต่งความคิดฝันไปต่างๆน้นัเท่ากบัเธอละทิ้งเน้ือหาอนัเป็นสาระเสียแลว้ไปผกูพนัตวัเองกบัรูปธรรม ซ่ึงเป็นเหมือนกบัเปลือก8 พุทธะ ซ่ึงมีอยตู่ลอดกาลน้นั ไม่ใช่พุทธะทางรูปธรรมหรือพุทธะของความยดึมนั่ถือมนั่การปฏิบตัิปารมิตาท้งัหกและการบาํเพญ็ขอ้วตัรปฏิบตัิต่างๆ ที่คลา้ยคลึงกนัอีกเป็นจาํนวนนบัไม่ถว้น ดว้ยเจตนาที่จะไดเ้ป็นพุทธะสกัองคห์น่ึงน้นัเป็นการปฏิบตัิชนิดคืบหนา้ไปทีละช้นัๆ แต่พุทธะ ซ่ึงมีอยตู่ลอดกาลดงัที่กล่าวแลว้น้นัหาใช่พุทธะที่ลุถึงได้ดว้ยการปฏิบตัิเป็นข้นัๆ เช่นน้นัไม่9 เรื่องมนัเพียงแต่ตื่น และลือตาต่อจิตหน่ึง น้นัเท่าน้นัและไม่มีอะไรที่จะตอ้งบรรลุถึงอะไร นี่แหละคือพุทธะ ที่แท้จริง พุทธะและสัตวโ์ลกท้งัหลายคือจิตหน่ึง น้ีเท่าน้นั ไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากน้ีอีกเลย310 จิตเป็นเหมือนความวา่ง ซ่ึงภายในน้นัยอ่มไม่มีความสับสนและความไม่ดีต่างๆ ดงัจะเห็นไดใ้นเมื่อดวงอาทิตยไ์ปในที่วา่งน้นัยอ่มส่องแสงไปไดท้ ้งัสี่มุมโลกเพราะวา่เมื่อพระอาทิตยข์้ึน และใหค้วามสวา่งทวั่ท้งัพ้ืนโลกความวา่งที่แทจ้ริง


3 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช าน้นัก็ไม่ไดส้วา่งข้ึน และเมื่อพระอาทิตยต์กความวา่งก็ไม่ไดม้ืดลง ปรากฏการณ์ของความสวา่งความมืด ยอ่มสับเปลี่ยนซ่ึงกนัและกนัแต่ธรรมชาติของความวา่งยงัคงไม่เปลี่ยนแปลงอยนู่นเองั่11 จิต ของ พุทธะและของสัตวท์ ้งัหลายก็เป็นเช่นน้นัถา้เธอมองดูพุทธะวา่เป็นเป็นผแู้สดงออกซ่ึงความปรากฏของสิ่งที่บริสุทธ์ิผอ่งใสและรู้แจง้ก็ดีหรือมองดูโลกท้งัหลายวา่เป็นผแู้สดงออกซ่ึงความปรากฏของสิ่งที่โง่เง่า มืดมน และมีอาการสลบไสลก็ดีความรู้สึกนึกคิดเหล่าน้นัอนัเป็นผลเกิดมาจากความยดึมนั่ต่อรูปธรรมน้นัจะกนัเธอไวเ้สียจากความรู้อนัสูงสุด ถึงแมว้า่เธอจะไดป้ฏิบตัิมาตลอดกี่กปั ป์นบัไม่ถว้น ประดุจเมด็ทรายในแม่น้าํคงคาแลว้ก็ตาม12 มีแต่จิตหน่ึง น้ีเท่าน้นัและไม่มีสิ่งอื่นใด แมแ้ต่อนุภาคเดียวที่จะอิงอาศยัได้เพราะวา่จิต นนั่เองคือ พุทธะถา้พวกเธอซ่ึงเป็นนกัศึกษาเรื่องทาง ทาง ทางโนน้ยงัไม่ลืมตาต่อสิ่งซ่ึงเป็นสาระกล่าวคือจิต น้ีพวกเธอจะตอ้งปิดบงัจิต น้นัเสียดว้ยความคิดปรุงแต่งของเธอเอง พวกเธอจะเที่ยวแสวงหาพุทธะ นอกตวัเธอเองและพวกเธอจะยงัคงยดึมนั่ต่อรูปธรรมท้งัหลาย ต่อการปฏิบตัิเมาบุญต่างๆ และสิ่งอื่นๆ ทาํนองน้นัท้งัหมดน้ีเป็นอนัตรายและไม่ใช่หนทางอนันาํไปสู่ความรู้อนัสูงสุดที่กล่าวน้นัแต่อยา่งใดเลย13 การถวายทานใดๆ ต่อพระพุทธเจา้ท้งัปวงในสากลโลกไม่เท่ากบัการถวายทานต่อผทู้ี่ดาํเนินตาม ทาง ทางโน้น แม้เพียงคนเดียว ซ่ึงเป็นผกู้าํจดัความคิดปรุงต่างเสียไดแ้ลว้เพราะเหตุใดเล่า? เพราะบุคคลประเภทน้นัยอ่มไม่ก่อนความคิดในรูปใดๆ ท้งัสิ้น14 เน้ือแทแ้ห่ง สิ่งสูงสุด สิ่งน้นั โดยภายในแลว้ยอ่มเหมือนกบัไมห้รือหิน คือภายในน้นั ปราศจากความเคลื่อนไหวและโดยภายนอกแลว้ยอ่มเหมือนความวา่งกล่าวคือปราศจากขอบเขตหรือสิ่งกีดขวางใดๆ สิ่ง น้ีมิใช่เป็นฝ่ายนามธรรม (หรือฝ่ายกรรตุการก) หรือฝ่ายรูปธรรม (หรือฝ่ายกรรมการก) มนัไม่มีที่ต้งัเฉพาะไม่มีรูปร่างและไม่อาจจะหายไปได้15 ผทู้ี่รีบไปใหถ้ึงก็ไม่กลา้เขา้ไป เพราะกลวัวา่จะพุง่ลงไปสู่ที่วา่งโดยไม่มีสิ่งใดจะใหเ้กาะ หรือให้อาศยัไม่ใหต้กเมื่อเป็นอยา่งน้นัเขาจึงดูอยแู่ต่ที่ขอบ และถอยออกมาขอ้น้ีเล็งถึงพวกแสวงหาความหลุดพน้โดยการเรียนรู้เพราะฉะน้นัพวกที่แสวงหาความหลุดพ้นโดยการเรียนรู้ จึงมีมากเหมือนขนสัตว์ และพวกที่ไดป้ระสบความรู้แห่งทาง ทางโนน้ดว้ยใจตนเอง มีน้อยเหมือนเขาสัตว์516 พระโพธิสัตวม์ญัชุศรีเป็นตวัแทนกฎแห่งธรรมที่เป็นมูลฐานของสัตว์และพระโพธิสัตวส์มนัตภทัรเป็นตวัแทนกฎแห่งกรรม สิ่งแรก หมายถึงกฎแห่งความวา่งอนัแทจ้ริงและไม่ถูกจาํกดัขอบเขต และสิ่งหลงัหมายถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่รู้จบที่ไม่รู้จกัหมดกาํลงัซ่ึงอยภู่ายนอกวงเขตของรูปธรรม


4 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า17 พระโพธิสัตวอ์วโลกิเตศวรเป็นตวัแทนของความเมตตากรุณาอนัไม่มีสิ้นสุด พระโพธิสัตว์มหาสถามะเป็นตวัแทนของปัญญาอนัยงิ่ใหญ่และวมิลเกียรติ* เป็ นตัวแทนชื่ออันไร้ตําหนิคาํวา่ ไร้ตาํหนิเล็งถึงธรรมชาติอนัแทจ้ริงของสิ่งท้งัปวงในเมื่อคาํวา่ชื่อเล็งถึงรูปร่าง ดงัน้นัจึงเกิดมีคาํรวมวา่\"ชื่ออนัไร้ตาํหนิ\" ดงัน้ี* วิมลเกียรตินิทเทสสูตรเป็นพระสูตรที่สาํคญัของมหายาน เสถียรโพธินนัทะแปลไทยแลว้18 คุณสมบตัิท้งัหลายน้ีซ่ึงถูกทาํเป็นบุคคลาธิษฐาน วา่เป็นโพธิสัตวผ์ยู้งิ่ใหญ่ชื่อน้นัชื่อน้ีข้ึนมาเหล่าน้ีลว้นแต่เป็นสิ่งซ่ึงมีประจาํอยใู่นคนเราและก็ไม่แยกออกไปต่างหากจากจิตหน่ึง ที่กล่าวแลว้จงลืมตาดูมนัเถิด มนัอยทู่ ี่ตรงน้นัเอง พวกเธอซ่ึงเป็นนกัศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้เมื่อไม่ลืมตาต่อสิ้งๆน้ีซ่ึงมีอยใู่นใจของเธอเองแลว้และยดึมนั่ถือมนั่ต่อปรากฏการณ์ต่างๆ หรือแสวงหาสิ่งบางสิ่งฝ่ายรูปธรรมจากภายนอกใจของเธอเองอยดู่งัน้ีแลว้ยอ่มเท่ากบัหนัหลงัใหต้ ่อทาง ทางโนน้ดว้ยกนัทุกคน19 เมด็ทรายแห่งแม่น้าํคงคาน้นัน่ะหรือ? พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงทรายเหล่าน้ีวา่\"ถา้พระพุทธเจา้ท้งัหลายและพระโพธิสัตวท์ ้งัปวงทุกๆพระองค์รวมท้งัพระอินทร์และเทพท้งัหมด พากนัเดินไปบนทรายน้นัทรายเหล่าน้นัก็ไม่มีความยนิดีปรีดาอะไรและถา้โคแกะ สัตวเ์ล้ือยคลาน และมดแมลงต่างๆ ท้งัหลายจะพากนัเหยยีบย่าํเล้ือยคลานไปบนมนัทรายน้นัก็ไม่รู้สึกโกรธ สาํหรับเพชรนิลจินดาและเครื่องหอมทรายน้นัก็ไม่มีความปรารถนาและสาํหรับความปฏิกลูของคูถและมูตรอนัมีกลิ่นเหม็น ทรายน้นัก็ไม่มีความรังเกียจ620 จิต น้ีมิใช่จิตซ่ึงเป็นความคิดปรุงแต่ง มนัเป็นสิ่งซ่ึงอยตู่ ่างหากปราศจากการเกี่ยวขอ้งกบัรูปธรรมโดยสิ้นเชิง ฉะน้นัพระพุทธเจา้ท้งัหลายและสัตวโ์ลกท้งัปวงจึงไม่แตกต่างกนัเลยถา้พวกเธอเพียงแต่สามารถปลดเปล้ืองตนเองออกมาเสียจากความคิดปรุงแต่งเท่าน้นัพวกเธอจะประสบความสาํเร็จทุกอยา่ง21 แต่ถา้พวกเธอ ซ่ึงเป็นนกัศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้ ไม่ปลดเปล้ืองตวัเองจากความคิดปรุงแต่งเสียใหไ้ดฉ้บัพลนัแลว้แมจ้ะเพียรพยายามอยกู่ ปั ป์แลว้กปั ป์เหล่า เธอก็จะไม่ประสบความสาํเร็จน้นัเลยถา้พวกเธอถูกผกูพนัอยกู่บัการปฏิบตัิเพื่อหวงับุญต่างๆ ตามแบบของยานท้งัสาม*อยดู่งัน้ีเธอจะไม่สามารถลุถึงความรู้แจง้เลย* ยานท้งั3 น้ีหมายถึงลทัธินิกายอื่น ซ่ึงมิใช่เซ็น ซ่ึงพวกนิกายเซ็นเห็นเป็นงุ่มง่าม22 อยา่งไรก็ดีการรู้แจง้แทงตลอดต่อจิตหน่ึง น้ีอาจจะมีไดท้ ้งัจากการปฏิบตัิซ่ึงกินเวลานอ้ยหรือกินเวลานาน มีอยู่หลายคนที่เมื่อไดฟ้ ังคาํสอนน้ีแลว้ สามารถปลดเปล้ืองความคิดปรุงแต่งออกจากตนไดโ้ดยแวบเดียวแต่ก็ยงัมีพวกอื่น ซ่ึงประสบความสาํเร็จอยา่งน้ีโดยการปฏิบตัิตามหลกัแห่งศรัทธา 10 ภูมิกรรมบถ10และบุญกิริยาวตัถุ10และยงัมีพวกอื่นอีก ซ่ึงประสบความสาํเร็จหลงัจากการปฏิบตัิตามหลกัแห่งภูมิ10 ในความกา้วหนา้ของพระโพธิสัตว*์แต่ไม่วา่เขาจะอยู่เหนือความคิดปรุงแต่งเหล่าน้นัไดด้ว้ยทางที่ยาวหรือส้ันก็ตาม ผลที่ลุถึงก็มีแต่สิ่งเดียวคือภาวะแห่ง สภาวะอยา่งหน่ึง


5 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช าเท่าน้นัที่แทไ้ม่มีการบาํเพญ็บุญและการทาํใหเ้ห็นแจง้อะไร ที่ตอ้งทาํคาํพดูที่วา่ ไม่มีอะไรที่ตอ้งลุถึงน้นัมนัมิใช่คาํพดูพล่อยๆ แต่เป็นความจริง* เป็นระเบียบการปฏิบตัิอยา่งมากมายวิจิตรพิสดาร ซ่ึงไม่มีในคมัภีร์ฝ่ายเถรวาท และยงิ่ ไปกวา่เถรวาท -ผู้แปลไทย23 ยงิ่กวา่น้นัไปอีกไม่วา่เธอจะประสบความสาํเร็จตามความมุ่งหมายของเธอไดด้ว้ยเวลาชวั่ความรู้สึกแวบ็เดียว หรือตลอดเวลาอนัยาวนานแห่งการบาํเพญ็ตามหลกัแห่งภูมิท้งัสิบของความกา้วหนา้ของพระโพธิสัตวก์ ็ตาม ผลที่ไดร้ับก็จะเป็นอยา่งเดียวกนัเพราะภาวะแห่ง สภาวะอนัน้ีเป็นสิ่งซ่ึงไม่มีอนัดบัลดหลนั่เพราะฉะน้นัวธิีอยา่งหลงัจึงเป็นวธิีที่ทาํให้เสียเวลาเป็นกปั ป์ๆดว้ยตอ้งทนทุกข์และพากเพียรเปล่าๆโดยไมจําเป็ น* ่* พวกน้ีถือวา่เมื่อไม่ทาํอะไรๆเพราะอยากได้หรืออยากลุถึงอะไรเลย นนั่แหละ สภาวะเดิมที่ปราศจากทุกข์จะปรากฏตวัออกมาเอง -ผู้แปลไทย724 การสร้างสมความดีและความชวั่ท้งัสองอยา่งน้ีเนื่องมาจากความยดึมนั่ถือมนั่ต่อรูปธรรม ผทู้ี่ยดึมนั่ในรูปธรรม ซึ่งทาํความชวั่จะตอ้งทนรับการเกิดแลว้เกิดอีกดว้ยประการต่างๆอยา่งไม่จาํเป็น ส่วนผทู้ี่ยึดมนั่ในรูปธรรม ซ่ึงทาํความดีก็ทาํตวัเองใหต้กลงไปเป็นทาสของความพยายาม มนัจะเกิดความรู้สึกวา่ตนเป็นผขู้าดแคลนอยเู่สมอเท่าเทียมกนัอยา่งไม่มีที่มุ่งหมายในท้งัสองกรณีน้นัมนัจะเป็นการดีเสียกวา่ถา้หากวา่เขาจะทาํใหเ้กิดความเห็นแจง้ในตนเองอยา่งฉบัพลนัและในการที่จะยดึหลกัธรรม อนัเป็นหลกัมูลฐานของสัตวท์ ้งัหลาย ดงัที่กล่าวแลว้25 หลกัธรรมที่กล่าวน้ีก็คือจิต ซ่ึงถา้นอกไปจากน้นัแลว้ก็ไม่มีหลกัธรรมใดๆเลยและจิต นี่แหละคือหลักธรรมซึ่งนอกไปจากน้นัแลว้มนัก็ไม่มีจิต จิต น้นั โดยตวัมนัเองก็ไม่ใช่จิต แต่ถึงกระน้นัมนัก็ยงัมิใช่จิต การที่กล่าววา่จิต น้นัมิใช่จิตดงัน้ีนนั่แหละยอ่มหมายความถึงสิ่งบางสิ่ง ซ่ึงมีอยจู่ริงขอใหม้ีความเขา้ใจอยา่งนิ่งเงียบเถิด ไม่มีอะไรมากไปกวา่น้นั26 จงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียใหห้มดสิ้น เมื่อน้นัเราอาจจะกล่าวไดว้า่คลองแห่งคาํพดูไดถู้กตดัขาดไปแลว้และพฤติการของจิตก็ถูกเพิกถอนข้ึนโดยสิ้นเชิงแลว้27 \"จิต น้นัคือ พุทธโยนิ*อนับริสุทธ์ิที่มีประจาํอยแู่ลว้ในคนทุกคน สัตวซ์ ่ึงมีความรู้สึกนึกคิดกระดุกกระดิกได้ท้งัหมดก็ดีและพระพุทธเจา้พร้อมท้งัพระโพธิสัตวท์ ้งัหลายท้งัปวงก็ดีลว้นแต่เป็นของสิ่งหน่ึงแห่งธรรมชาติอนัหน่ึงน้ีเท่าน้นัและไม่แตกต่างกนัเลยความแตกต่างท้งัหลายเกิดข้ึนจากความคิดผิดๆ เท่าน้นัและยอ่มนาํไปสู่การสร้างกรรมท้งัหลายท้งัปวงทุกชนิด ไม่มีหยดุ* หมายถึงกาํเนิดและตน้ตอแห่งความเป็นพทุธะผแู้ปลไทย8


6 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า28 ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ ด้งัเดิมของเราน้นั โดยความจริงอนัสูงสุดแลว้เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายแห่งความเป็นตวัตนแมแ้ต่สักปรมาณูเดียว สิ่ง น้ีเป็น ความวา่ง เป็นสิ่งที่มีอยใู่นที่ทุกแห่ง สงบเงียบและไม่มีอะไรเจือปน มนัเป็นศานติสุขที่รุ่งเรืองและเร้นลบัและก็หมดกนัเพียงเท่าน้นัเองจงเขา้ไปสู่สิ่งน้ีใหล้ึกซ้ึงโดยการลืมตาต่อมนัดว้ยตวัเธอเองเถิด29 สิ่งซ่ึงอยตู่รงหนา้เธอนนั่แหละคือ สิ่ง สิ่งน้นั ในอตัราที่เตม็ที่ท้งัหมดท้งัสิ้นของมนัและสมบูรณ์ถึงที่สุดแลว้ ไม่มีอะไรนอกไปจากน้ีอีกแลว้ถึงแมเ้ธอไดก้า้วไปจนถึงความเป็นพุทธะโดยผา่นทางภูมิท้งัสิบ แห่งความกา้วหนา้ของพระโพธิสัตว์ทีละข้นัๆ ไปตามลาํดบัจนกระทงั่วาระสุดทา้ยและเธอไดลุ้ถึงความรู้แจง้เตม็ที่โดยแวบ็เดียวก็ตาม เธอก็จะเพียงแต่ได้เห็นแจ้ง ซ่ึงธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะอนัน้นัซ่ึงที่แทก้็ไดม้ีอยใู่นตวัเอเองแลว้ตลอดเวลาการปฏิบตัิกา้วหนา้ตามลาํดบัดงักล่าวแลว้ท้งัหมดของเธอน้นัก็หาไดเ้ป็นการเพิ่มอะไรใหแ้ก่สิ่ง สิ่งน้ีไม่เลยแมแ้ต่หน่อยเดียว30 ในที่สุด เธอก็จะมองเห็นวา่การบาํเพญ็บุญและผลที่เธอจะไดร้ับมาตลอดเวลาเป็นกปั ป์ๆน้นั ไม่มีอะไรมากไปกวา่การกระทาํในความฝันอนัไร้ตวัจริง นนั่แหละคือขอ้ที่วา่ทาํไมพระตถาคตจึงตรัสวา่\"โดยแทจ้ริงแลว้เราตถาคตไม่ไดลุ้ถึงอะไรจากการตรัสรู้ที่สมบูรณ์และไม่มีอะไรยงิ่กวา่ถา้มีอะไรที่ไดลุ้ถึงแลว้* พระพุทธเจา้ทีปังกรก็จะไม่ทรงทาํการพยากรณ์เกี่ยวกบัเรา\" ดงัน้ี* คาํกล่าวทาํนองน้ีเป็นสาํนวนของท่านฮวงโปเอง ที่ถือว่าการตรัสรู้ไมม่มีผตู้รัสรู้สิ่งที่ถูกตรัสรู้สิ่งที่ไม่ถูกตรัสรู้และผทู้ี่ไม่ตรัสรู้ใดๆเลยเพราะความเป็นของวา่งดว้ยกนัท้งัหมด และท่านถือวา่แมพ้ระพทุธะทีปังกรก็ทรงมีหลกัอยา่งน้ีซ่ึงมีอา้งหลายแห่งโดยตรงบา้งโดยออ้มบา้ง ผู้แปลไทย31 พระพุทธองคไ์ดต้รัสไวว้า่\"ธรรมสภาวะ น้ีเป็นสิ่งซ่ึงไม่มีทางที่จะถูกแยกเป็นฝักฝ่ายโดยเด็ดขาด เช่นไม่เป็นของสูงหรือของต่าํและมนัมีชื่อวา่ โพธิ\" สิ่งน้ีคือจิตลว้นๆที่กล่าวแลว้นนั่แหละ มนัเป็นสิ่งที่กาํเนิดของทุกๆสิ่งและไม่วา่จะปรากฏออกมาเป็นแม่น้าํและภูเขาในโลก ซ่ึงมีรูปร่าง หรือเป็นสิ่งอื่นที่ไม่มีรูปร่าง หรือเป็นสิ่งที่ซึมแทรกอยทู่วั่สากลโลกก็ตาม มนัก็ยงัเป็นสิ่งไม่มีทางที่จะถูกแยกเป็นฝักฝ่ายโดยเด็ดขาดอยนู่นั่เองไม่มีทางที่จะเกิดสมญานามต่างๆ เช่น สมญาวา่\"ตวัเอง\" หรือ\"ผอู้ื่น\"ข้ึนมาไดเ้ลย932 จิต ลว้นๆ น้ีซ่ึงเป็นที่กาํเนิดของสิ่งทุกสิ่งยอ่มส่องแสงอยตู่ลอดกาลและส่องความสวา่งจา้แห่งความสมบูรณ์ของมนัเองลงบนสิ่งท้งัปวง แต่ชาวโลกไม่ประสีประสาลืมตาต่อมนั ไปมวัเขา้ใจเอาแต่สิ่งซ่ึงทาํหนา้ที่ดูทาํหนา้ที่รู้สึกและทาํหนา้ที่คิดนึกวา่นนั่แหละคือจิต เขาเหล่าน้นัถูกการดูการฟังการรู้สึก และการคิดนึกของเขาเอง ทาํเขาใหต้าบอด เขาจึงไม่รู้สึกต่อแสงอนัสวา่งจา้ของสิ่งซ่ึงเป็นตน้กาํเนิดทางฝ่ายจิต33 ถ้าเขาเหล่าน้นัจะเพียงแต่ไดข้จดัความคิดปรุงแต่ง เสียชวั่แวบ็เดียวเท่าน้นัสิ่งซ่ึงเป็นตน้กาํเนิดของสิ่งท้งัปวงดงัที่กล่าวน้นัจะแสดงตวัมนัเองออกมาทนัทีเหมือนดวงอาทิตยท์ ี่โผล่ข้ึนมาท่ามกลางที่วา่งและส่องสวา่งทวั่จกัรวาลโดยปราศจากสิ่งขดบงัและขอบเขต


7 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า34 เพราะฉะน้นัถา้พวกเธอซ่ึงเป็นนกัศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้มู่งทาํความกา้วหนา้โดยการดูการฟังการรู้สึกและการคิดนึกอยู่เมื่อถูกหลอกโดยสัญญาต่างๆของเธอเองเสียแลว้ทางที่เธอจะเดินตรงยงัจิต โนน้ก็จะถูกตดัขาดออกและเธอก็จะหาทางเขา้ไม่พบ34 พวกเธอเพียงแต่มองใหเ้ห็นชดัวา่แม้จิต จริงแทน้้นัจะเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวรวมอยกู่บัสัญญาเหล่าน้ีก็ตาม มนัก็ไม่ได้ต้งัอยใู่นฐานะเป็นส่วนประกอบของสัญญาเหล่าน้ีแต่ก็ไม่ไดแ้ยกออกไปต่างหากจากสัญญาเหล่าน้ี35 เธอไม่ควรต้งัตน้การใชเ้หตุผลไปจากสัญญาเหล่าน้ีหรือยอมใหม้นัก่อความคิดปรุงแต่งข้ึนมาแมก้ระน้นัเธอก็ไม่ควรแสวงหาจิตหน่ึง น้นั ในที่ต่างหากไปจากสัญญาเหล่าน้นัหรือละทิ้งสัญญาเหล่าน้นัเสียในการคิดคน้ธรรม น้นัของเธอ พวกเธออยา่เก็บมนัไว้และอยา่ทิ้งมนัเสีย หรือพวกเธออยา่งอยใู่นมนัและอยา่แยกไปจากมนัเบ้ืองบนก็ตาม เบ้ืองล่างก็ตาม และรอบๆตวัเธอก็ตาม สิ่งทุกสิ่งยอ่มมีอยเู่องตามปกติเพราะวา่ ไม่มีที่ไหนที่อยภู่ายนอกขอบวงของ พุทธะหรือจิต น้นั1037 เมื่อชาวโลกไดฟ้ ังคาํกล่าววา่พระพุทธเจา้ท้งัหลายยอ่มทรงถ่ายทอดธรรม คือจิต เขาก็พากนัเหมาเอาวา่ มีอะไรบางสิ่ง ซ่ึงจะตอ้งลุถึงหรือเห็นแจง้ต่างหากไปจากจิต และเพราะเหตุน้นัเขาจึงใช้จิต เพื่อการแสวงหาธรรม โดยไม่รู้เลยวา่จิต และธรรม ซ่ึงเป็นสิ่งที่เขาพากนัแสวงหาน้นัเป็นสิ่งๆเดียวกนั38 จิต ไม่ใช่สิ่งซ่ึงอาจนาํไปใชแ้สวงหาสิ่งอื่น นอกจากจิต เพราะถา้ทาํดงัน้นัแมเ้วลาล่วงไปแลว้เป็นลา้นๆกปั ป์วนัแห่งความสาํเร็จก็ยงัไม่โผล่มาใหเ้ห็นอยนู่นั่เองการทาํตามวธิีน้นัไม่สามารถจะนาํมาเปรียบกนัไดก้บัวธิีแห่งการขจดัความคิดปรุงแต่งโดยฉบัพลบัซ่ึงนนั่แหละคือตวัธรรม อนัเป็นหลกัมูลฐาน39 เหมือนอยา่งวา่นกัรบคนหน่ึง เขาลืมไปวา่ ไดป้ระดบัไข่มุกของตนไว้ที่หน้าผากตัวเอง เรียบร้อยแล้ว กลับเที่ยวแสวงหามนัไปในที่ทุกแห่งเขาอาจจะเที่ยวหาไปไดท้วั่ท้งัโลกแต่ก็มิอาจจะพบมนัได้แต่ถา้เผอิญมีใครสักคนหน่ึง ซ่ึงรู้วา่นกัรบคนน้นัทาํผดิอยอู่ยา่งไรแลว้ไปช้ีไข่มุกที่หนา้ผากของเขา ใหเ้ขาเห็น นกัรบคนน้นัก็จะเกิดความรู้แจง้ข้ึนในทนัทีทนั ใดน้นัวา่ ไข่มุกไดม้ีอยทู่ ี่นนั่แลว้ตลอดเวลา40 ขอ้น้ีฉนั ใด เรื่องของพวกเธอก็เป็นฉนัน้นัคือถา้พวกเธอซ่ึงเป็นนกัศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้กาํลงัสาํคญัผิดเกี่ยวกบัจิต จริงแทข้องเธอคือจบัฉวยความจริงไม่ไดว้า่จิต นนั่แหละคือพุทธะ ดงัน้ีแลว้พวกเธอก็จะตอ้งเที่ยวแสวงหาพุทธะน้นัไปในที่ทุกหนทุกแห่งเฝ้าสาละวนอยแู่ต่กบัการบาํเพญ็วตัรปฏิบตัิและการเก็บเกี่ยวผลของการปฏิบตัิมีประการต่างๆ มวัหวงัอยแู่ต่การที่จะลุถึงซ่ึงความรู้แจง้โดยการปฏิบตัิที่ค่อยๆ คืบ ค่อยๆคลาน ไปดว้ยอาการเช่นน้ีเท่าน้นัแต่แมว้า่จะได้แสวงหา ดว้ยความขยนัขนัแขง็อยตู่ลอดเวลาเป็นกปั ป์ๆพวกเธอก็ไม่สามารถลุถึง ทาง ทางโนน้ ไดเ้ลย


8 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า41 วธิีการอยา่งน้ีไม่อาจนาํมาเปรียบเทียบกนัไดก้บัวธิีการชนิดฉบัพลนักล่าวคือการขจดัความคิดปรุงแต่ง โดยอาศยัความรู้อนัเด็ดขาดวา่ ไม่มีอะไรเลย ที่จะต้งัอยอู่ยา่งไม่ตอ้งแปรผนั ไม่มีอะไรเลย ที่จะอิงอาศยัได้ไม่มีอะไรเลย ที่จะมอบความไวว้างใจได้ไม่มีอะไรเลย ที่ควรจะเขา้ไปอยอู่าศยั ไม่มีอะไรเลย ที่ต้งัอยใู่นฐานะเป็นผกู้ระทาํหรือผถูู้กกระทาํ42 มนัตอ้งทาํโดยการป้องกนั ไม่ใหค้วามคิดปรุงแต่งเกิดข้ึนมาใหไ้ดเ้ท่าน้นัที่พวกเธอจะสามารถรู้แจง้เห็นจริงต่อโพธิและเมื่อเธอทาํไดด้งัน้นัเธอก็จะเห็นแจง้ต่อ พุทธะ ซ่ึงมีอยใู่น จิต ของเธอเองตลอดเวลาไดจ้ริง43 ความดิ้นรนตลอดเวลาเป็นกปั ป์ๆ เหล่าน้นัจะพิสูจน์ตวัมนัเองให้เห็นวา่เป็นความพากเพียรที่เสียแรงเปล่าอยา่งมหึมา เปรียบเหมือนกบัเมื่อนกัรบผนู้้นั ไดพ้บไข่มุกของเขาแลว้เขาก็เพียงแต่คน้พบสิ่งซ่ึงแขวนอยทู่ ี่หนา้ผากของเขาเองมาตลอดเวลาแลว้เท่าน้นัและเหมือนกาบการพบไข่มุกของเขานนั่เอง ที่แทก้็ไม่มีอะไรที่ตอ้งทาํเกี่ยวกบัความเพียรของเขา ที่ไปเที่ยวคน้หามนัทุกหนทุกแห่ง เพราะฉะน้นัพระพุทธเจา้จึงตรัสวา่\"โดยแทจ้ริงแลว้เราตถาคตไม่ไดลุ้ถึงผลอะไรจากการตรัสรู้ที่สมบูรณ์และที่ไม่มีอะไรอื่นยงิ่กวา่\"44 โดยทรงเกรงวา่ ประชาชนจะไม่เชื่อคาํตรัสขอ้น้ีพระองคจ์ึงทรงดึงความสนใจมายงัสิ่งซ่ึงมนุษยเ์ห็นได้โดยการเห็น5วธิี*และสิ่งซ่ึงมนุษยพ์ดูกนัอยแู่ลว้ดว้ยการพดู5วธิีดุจกนัดงัน้นัคาํกล่าวน้ีจึงมิใช่คาํพดูพล่อยๆ แต่ประการใดเลยแต่ได้แสดงถึงสัจจะอันสูงสุดทีเดียว* คือเห็นดว้ยตาเน้ือ ตาทิพย์ตาปัญญา ตาธรรม และตาพทุธะ1145 นกัศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้ควรจะแน่แก่ใจวา่ธาตุท้งัสี่ที่ประกอบกนัข้ึนเป็นร่างกายน้นั ไม่ไดท้าํใหเ้กิดมี\"ตวัตน\"ข้ึนมาไดแ้ละ\"ตวัตน\"ก็มิใช่เป็นความมีอยจู่ริงและเพราะวา่มนัวา่งจากขอ้เทจ็จริงอนัน้ีเองทาํใหล้งสันนิษฐานไดว้า่ร่างกายน้นั ไม่ใช่ท้งั\"ตวัตน\" ไม่ใช่ท้งัความมีอยจู่ริง46 ยงิ่กวา่น้นัอีก ส่วนประกอบ 5 ส่วน ซ่ึงประกอบกนัข้ึนเป็นจิต (ตามที่รู้กนัอยทู่วั่ ไป)ก็ไม่ก่อใหเ้กิด \"ตวัตน\" หรือความมีอยจู่ริงข้ึนมาได้เพราะฉะน้นัจึงสันนิษฐานลงไปไดว้า่จิต (ซ่ึงเรียกกนัวา่ตวัตน)น้นั ไม่ไดเ้ป็นท้งั\"ตวัตน\" หรือท้งัความมีอยจู่ริง47 อวยัวะแห่งอายตนะท้งัหก* (รวมสมองอยดู่ว้ย) พร้อมท้งัสัญญา 6อยา่ง**และอารมณ์6 ชนิด***ของบสัญญาน้นัซ่ึงไดก้่อใหเ้กิดโลกทางอายตนะข้ึนมาน้ีก็เป็นสิ่งที่ตอ้งไดร้ับการทาํความเขา้ใจในทาํนองเดียวกนักบัที่กล่าวน้นั* คือตา หูจมูกลิ้น กายและใจ(ซ่ึงใชค้าํวา่สมองในที่น้ี)** คือความรู้สึกในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสมัผสัทางผิวหนงัและในความรู้สึกทางใจ*** คือในรูป เสียงกลิ่น รส สมัผสัทางผิวหนงัและความรู้ทางใจเองผแู้ปลไทย


9 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า1248 สิ่งท้งั18 สิ่ง ซ่ึงเนื่องดว้ยอายตนะดงัที่กล่าวแลว้น้นัจะโดยแยกกนัหรือรวมกนัก็ตาม ยอ่มเป็นของวา่ง มนัมีอยแู่ต่จิต ตน้กาํเนิดซ่ึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกจาํกดัในทุกทิศทุกทางและประกอบดว้ยความไม่มีอะไรเจือปนอยา่งเด็ดขาด49 ตามที่กล่าวมาแลว้น้ียอ่มมีการกินอยา่งมีกิเลสตณัหาและการกินอยา่งมีสติปัญญา เมื่อร่างกายซ่ึงประกอบอยดู่ว้ยธาตุท้งัสี่กระวนกระวายอยเู่พราะการบีบค้นัของความหิวและเธอตอ้งให้อาหารแก่มนัถา้ปราศจากการละโมบ ก็เรียกวา่เป็นการกินอยา่งมีสติปัญญา50 ในทาํนองที่ตรงกนัขา้ม ถา้เธอมีความยนิดีอยา่งตะกละในอาหารที่มีความสะอาดและรสอร่อยก็ชื่อวา่เธอยอมใหม้ีการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายอนัเป็นความรู้สึก ที่เกิดจากความเขา้ใจผดิข้ึนมาแลว้การที่เพียงแต่มุ่งจะปรนเปรออวยัวะทางรสโดยปราศจากการรู้แจง้วา่เมื่อไรหรือเพียงไหน เป็นการบริโภคที่เพียงพอแลว้นนั่แหละคือการบริโภคอยา่งมีกิเลสตณัหา1351 พวกสาวก (ยาน) ลุถึงการตรัสรู้ โดยการฟังธรรม ดังน้นัเขาจึงถูกเรียกวา่สาวก พวกสาวกเหล่าน้นั ไม่มีความเขา้ใจอยา่งทวั่ถึงต่อจิตของตนเองแต่ก็ไดย้อมใหค้วามคิดต่างๆ เกิดข้ึนจากการฟังธรรมน้นั52 ไม่วา่เขาเหล่าน้นัจะไดย้นิถึงความมีอยขู่องโพธิและ นิพพาน โดยทางกาํลงัจิตที่เหนือธรรมชาติมนุษยก์ ็ตาม เขาจะลุถึงความเป็นพุทธะได้ก็ตอ้งหลงัจากเวลาอนัยดึยาว ท้งั3กปั ป์ล่วงไปแลว้เท่าน้นัวธิีท้งั3 น้ีเป็นวธิีของพวกสาวก(ยาน)ดงัน้นัเขาจึงถูกขนานนามวา่สาวกพุทธะ53 แต่การทาํตวัเองใหล้ืมตาโดยฉบัพลนัต่อความจริงที่วา่จิต ของเธอนนั่แหละคือ พุทธะและวา่ ไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุหรือไม่มีไรสักสิ่งเดียวที่จะตอ้งปฏิบตัิน้ีคือวธิีช้นัยอดสุด นี่คือวธิีที่จะทาํใหเ้ป็น พุทธะไดอ้ยา่งแทจ้ริง54 สิ่งที่ควรกลวัมีอยแู่ต่วา่พวกเธอซ่ึงเป็นนกัศึกษาเรื่องทาง ทางโนน้เมื่อความคิดเกิดข้ึนแมแ้ต่เพียงอยา่งเดียวก็จะกลายเป็นวา่เธอไดส้ร้างสิ่งกีดขวางข้ึน ระหวา่งเธอเองกบัทาง ทางโนน้เสียแลว้55 จากขณะจิตหน่ึงถึงขณะจิตหน่ึงก็ไม่มี(การก่อ)รูป (ของความคิดปรุงแต่ง)จากขณะจิตหน่ึงถึงขณะจิตหน่ึงก็ไม่มีการกระทาํ (กรรม) นนั่แหละคือวธิีที่จะเป็น พุทธะละ56 ถ้าพวกเธอซึ่งเป็นนกัศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้ ปรารถนาที่จะเป็นพุทธะ พวกเธอไม่ตอ้งศึกษาคาํสอนใดๆ หมด จงเรียนแต่เพียงวา่ทาํอยา่งไรจึงจะเวน้ขาดจากการแสวงหา หรือการผกูพนัตวัเอง ต่อสิ่งทุกสิ่งเท่าน้นัเมื่อไม่มีอะไรถูก


10 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช าแสวงหาขอ้น้ีหมายความวา่จิต ไม่เกิดเมื่อไม่มีการยดึมนั่อยู่ขอ้น้ีหมายความวา่จิต ไม่ถูกทาํลาย สิ่งซ่ึงไม่เกิดและไม่ถูกทาํลายนนั่แลหะคือ พุทธะ57 วธิีการต้งัแปดหมื่นสี่พนัวธิีสาํหรับต่อสู้กบัสิ่งซ่ึงเป็นมายาหลอกลวงจาํนวนแปดหมื่นสี่พนัอยา่งน้นัเป็นเพียงคาํพดูอยา่งบุคคลาธิษฐานเพื่อชกัชวนคนใหม้าสู่ ประตูน้ีเท่าน้นั58 ตามที่จริงแลว้ ไม่มีสักอยา่งเดียว ที่มีอยจู่ริงการสลดัสิงทุกๆสิ่งออกไปเสีย นนั่แหละคือ ตวัธรรม ผซู้่ึงเขา้ใจความจริงขอ้น้ีนนั่แหละคือ พุทธะแต่การสลดัสิ่งที่เป็นมายา ทุกสิ่งออกไปเสียน้นัตอ้งไม่เหลือธรรมะอะไรๆไวใ้หย้ดึถือกนัอีกจริงๆ1459 ถา้พวกเธอผซู้่ึงเป็นนกัศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้ ประสงคจ์ะไดค้วามรู้เรื่องของสิ่งอนัเร้นลบั ใหญ่หลวงน้ีพวกเธอก็เป็นเพียงแต่เวน้ขาดจากการยึดมนั่ถือมนั่ต่อสิ่งทุกสิ่งเสียเวน้แต่จิต น้นัอยา่งเดียว60 การกล่าววา่ธรรมกาย ที่แทจ้ริงของพุทธะยอ่มเหมือนกบัความวา่งน้นัเป็นวธิีกล่าวอีกอยา่งหน่ึงของการที่จะกล่าววา่ธรรมกายคือความวา่ง หรือวา่ความวา่งคือธรรมกายก็ตาม61 คนท้งัหลายมกัจะอวดอา้งวา่ธรรมกาย มีอยใู่นความวา่งและวา่ความวา่บรรจุไวซ้่ึงธรรมกาย น้ีเป็นเพราะเขาไม่รู้แจง้เห็นจริงวา่สิ่งท้งัสองน้นัเป็นเพียงของสิ่งเดียวและเป็นอนัเดียวกนัแต่ถา้พวกเธอใหค้าํจาํกดัความลงไปวา่ความวา่งน้นัเป็นสิ่งใดสิ่งหน่ึงที่ต้งัอยู่ถา้เป็นดงัน้นัความวา่ง น้นัก็ไม่ใช่ธรรมกายและถา้พวกเธอใหค้าํจาํกดัความลงไปวา่ธรรมกาย น้นัเป็นสิ่งใดสิ่งหน่ึงที่ต้งัอยู่ถา้เป็นดงัน้นัธรรมกายน้นัก็ไม่ใช่ความวา่ง62 พวกเธอจงเพียงแต่ละเวน้เสียจากความคิด ที่เป็นไปในทางความมีตวัมีตน อนัเกี่ยวกบัความวา่ง น้นัเสียเท่าน้นัเพราะเมื่อเป็นดงัน้นันนั่แหละคือธรรมกายแลว้ถา้พวกเธอเพียงแต่ละเวน้เสียจากความคิดที่เป็นไปในทางความมีตวมีตน ัใดๆ อนัเกิดเกี่ยวกบัธรรมกาย น้นัเสียเท่าน้นัก็พอแลว้ทาํไมเล่า เพราะถา้เป็นดงัน้นันนั่แหละคือความวา่ง63 สิ่งท้งัสองน้ีไม่แตกต่างจากกนัและกนัเลย หรือนยัหน่ึงก็คือไม่มีความแตกต่างใดๆ ในระหวา่งสามญัสัตวท์ ้งัปวงกบัพระพุทธเจา้ท้งัหลายหรือระหวา่งสังสารวฏักบันิพพาน หรือระหวา่งโมหะกบัโพธิเมื่อใดรูปบญัญตัิ* เหล่าน้ีถูกเพิกถอนไปแลว้ท้งัหมดท้งัสิ้น นนั่แหละคือ พุทธะ* รูปบญัญตํ ิหมายถึงการบญัญตัิชื่อและบญัญตัิอยา่งคติทวินิยม เช่นวา่ดี-ชวั่บุญ-บาป พุทธะ-สามัญสัตว์ ฯลฯ ผู้แปลไทย64 คนธรรมดาสามญัมองดูแต่สิ่งแวดลอ้มรอบตวัเขา พร้อมกนัน้นัพวกผปู้ฏิบตัิฝ่าย ทาง ทางโนน้ก็มองดูไปยงัจิต แต่ธรรม ที่แทจ้ริงน้นัคือไม่ใส่ใจมนัเลยท้งัสองอยา่ง


11 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า65 อยา่งแรกง่ายพอใช้แต่อยา่งหลงัน้นัยากมากคนท้งัหลายไม่กลา้ที่จะทาํความรู้สึกวา่ตนไม่มีจิตของตน โดยกลวัวา่จะตกลงไปในความวา่ง ซ่ึงปราศจากที่เกาะที่ยดึ ในการตกน้นัเพราะเขาเหล่าน้นั ไม่รู้วา่ความวา่ง น้นั ไม่ไดเ้ป็นความวา่งอยา่งที่พวกเขารู้จกักนัอยตู่ามธรรมดาแต่เป็น \"เมือง\"*แห่งธรรม อนัแทจ้ริง* คาํวา่เมือง ในที่น้ีมีความหมายเช่นคาํวา่เมือง ในเมื่อมีการพดูว่า เมืองนรกเมืองสวรรค์เมืองนิพพาน ผแู้ปลไทย66 ธรรมชาติที่เป็นความรู้แจง้ทางฝ่ายจิตน้ีเป็นสิ่งที่ไม่มีการเริ่มตน้เป็นของเก่าเท่าความวา่งไม่อยใู่ตอ้าํนาจของการเกิดหรือการทาํลายไม่ต้งัอยู่หรือไม่ไดต้้งัอยู่ไม่ใช่ของมีมลทินหรือของบริสุทธ์ิไม่อึกทึกครึกโครมหรือเงียบสงบ ไม่แก่ไม่หนุ่ม ไม่กินเน้ือที่ไม่มีภายใน ไม่มีภายนอกไม่มีขนาด ไม่มีรูปร่างไม่มีท้งัสีหรือเสียง67 สิ่งน้ีเป็นสิ่งซ่ึงไม่สามารถมองเห็นได้หรือเป็นสิ่งที่ถูกแสวงหาไม่อาจจะเขา้ใจไดด้ว้ยปัญญา หรือความรู้อธิบายไม่ไดด้ว้ยคาํพดูสัมผสัไดไ้ดอ้ยา่งวตัถุหรือไม่อาจลุถึงไดด้ว้ยการประกอบบุญกุศลใดๆ68 พระพุทธเจา้และพระโพธิสัตวท์ุกพระองค์รวมท้งัสิ่งซ่ึงมีชีวติที่เคลื่อนไหวไดท้ ้งัหมด ยอ่มมีส่วนใน ธรรมชาติของนิพพาน อนั ใหญ่หลวงน้ีท้งัน้นัธรรมชาติที่กล่าวน้ีคือจิต จิต ก็คือ พทุธะและ พุทธะกค็ือธรรม69 ความคิดใดๆที่ออกไปนอกลู่นอกทางของความที่กล่าวน้ียอ่มเป็นความคิดที่ผดิโดยสิ้นเชิง พวกเธอไม่อาจจะใช้จิตให้แสวงหา จิต ใช้ พุทธะ ให้แสวงหา พุทธะ หรือใช้ ธรรม ให้แสวงหา ธรรม70 เพราะฉะน้นัพวกเธอซ่ึงเป็นนกัศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้ควรจะละเวน้ขาดจากความคิดปรุงแต่งเสียทนัทีขอให้เขา้ใจอยา่งเงียบเฉียบอยา่งเดียวก็เป็นพอ71 พฤติกรรมทางจิตไม่วา่ชนิดไหนหมด ยอ่มนาํเราไปสู่ความผดิพลาดท้งัน้นัมีสิ่งที่ตอ้งทาํอยกู่ ็แต่เพียงการถ่ายทอดจิต ดว้ยจิต เท่าน้นัน้ีคือทศันะอยา่งเดียวที่ต้องถือไว้72 จงระวงัอยา่ ให้เพง่เล็งไปทางภายนอกไปยงัสิ่งแวดลอ้มต่างๆ ทางวตัถุการเขา้ใจผดิวา่สิ่งแวดลอ้มต่างๆทางวตัถุมีอยเู่พื่อจิต น้นัก็เท่ากบัไปเขาใจโจรวา่ลูกของเธอ** มีเรื่องเล่าว่าคนๆหน่ึง เขา้ใจผิดในโจรคนหน่ึงวา่เป็นลูกชายของตน ที่หายสาบสูญไปนานแลว้จึงตอ้นรับเขาอยา่งอบอุ่น เป็นเหตุให้โจรขโมยเอาทรัพยท์ ี่มีอยู่ไปเกือบหมด พวกที่มอบความไวว้างใจให้กบัสิ่งต่างๆทางวตัถุเป็นพวกที่ตกอยใู่นอนัตราย ที่จะตอ้งสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดกวา่สิ่งท้งัหลาย นนั่คือกุญแจ ที่จะใชไ้ขปริศนาชีวิตเพื่อเปิ ดประตูนิพพาน1573 มนัตอ้งเป็นไปในทางที่จะขจดัเสียซ่ึงความโลภ ความโกรธและความไม่รู้เท่าน้นัดว้ยความสาํรวม ความสงบ และปัญญาต้งัอยู่ถา้ไม่มีความหลงผดิแลว้การตรัสรู้จะมีข้ึนไดอ้ยา่งไร ดว้ยเหตุน้นัท่านโพธิธรรมจึงไดก้ล่าววา่\"พระพุทธเจา้


12 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช าไดป้ระกาศธรรมท้งัปวงโดยมุ่งหวงัที่จะขจดัเสียซ่ึงลู่ทางทุกๆชนิดแห่งความคิดปรุงแต่งถา้ฉนั ปราศจากความคิดปรุงแต่งโดยสิ้นเชิงแลว้ธรรมท้งัปวงจะมีประโยชน์อะไรแก่ฉนั* ดงัน้ี* หมายความวา่ถา้คนเราไม่มีความคิดปรุงแต่งก็จะไม่มีปัญหาที่จะตอ้งใชธ้รรมะเพื่อสิ่งใดๆเลยเพราะไม่มีความทุกขอ์ยแู่ลว้ผแู้ปลไทย74 พวกเธอจงอยา่ผกูพนัตวัเองกบัสิ่งใด นอกจากกบัธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ ซ่ึงเป็นตน้กาํเนิดของสิ่งท้งัปวงสมมติวา่พวกเธอเอาเพชรพลอยจาํนวนนบัไม่ถว้น ไปประดบัเขา้ที่ความวา่งจงคิดดูเถิดวา่มนัจะติดอยทู่ ี่นนั่ ไดอ้ยา่งไร75 ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ น้นัเป็นเหมือนกบัความวา่งแมเ้ธอจะประดบัมนัดว้ยบุญกุศลและปัญญาอนัมากมายจนประมาณมิไดก้็จงคิดดูเถิดวา่สิ่งเหล่าน้นัจะติดอยทู่ ี่ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะน้นัไดอ้ยา่งไร* บุญและปัญญาชนิดน้นัก็รังแต่จะปิดคลุมธรรมชาติด้งัเดิมของ พุทธภาวะเสียและทาํใหม้นักลายเป็นสิ่งที่เห็นไม่ไดไ้ปเสียเท่าน้นั* เพชรพลอยในที่น้ีหมายถึงบุญกุศลทกุชนิด ซ่ึงพวกนิกายอื่นถือวา่จาํเป็น แต่พวกนิกายเซ็น ถือวา่สิ่งเหล่าน้นัเกิดจากคตินิยม และเป็นอุปสรรคต่อการเห็นแจง้จิตหน่ึงน้นัผแู้ปลไทย76 ลทัธิที่มีชื่อวา่\"ลทัธิแสดงมูลฐานของจิต\" (อนั ปฏิบตัิกนัอยใู่นนิกายอื่นบางนิกาย) น้นัวางหลกัคาํสอนไวว้า่สิ่งทุกสิ่งก่อต้งัข้ึนในจิต และวา่สิ่งเหล่าน้นัแสดงตวัเองออกมาใหเ้ห็นได้ก็ต่อเมื่อไดส้ ัมผสักนักบัอารมณ์ภายนอกและไม่แสดงอะไรเลยเมื่ออารมณ์ภายนอกไม่มีแต่นี่มนัผิดอยตู่รงที่ไปคิดวา่สิ่งแวดลอ้มเหล่าน้นัเป็นอีกส่วนหน่ึงต่างหาก นอกไปจากธรรมชาติอนับริสุทธ์ิและเปลี่ยนแปลงไม่ไดข้องสิ่งท้งัปวง77 ลทัธิที่มีชื่อวา่\"ลทัธิแวน่ส่องสมาธิและปัญญา\" (หมายถึงมหายานซ่ึงมิใช่เซ็นอีกนิกายหน่ึง) น้นัตอ้งการประโยชน์ของการเห็น การฟังการสัมผสัและความรู้ที่เกิดจากการกระทาํเหล่าน้นัซ่ึงลว้นแต่นาํไปสู่ภาวะแห่งความสงบ ซ่ึงสลบักนัอยกู่บัความวนุ่วายอยา่งไม่มีที่สิ้นสุดแต่สิ่งเหล่าน้ีเกี่ยวกบัอยกู่บัความคิดต่างๆ ซ่ึงมีรากฐานอยทู่ ี่อารมณ์ต่างๆ ที่แวดลอ้มมนัมนัเป็นการกระทาํอยา่งขอไปทีและเป็นเพียงส่วนหน่ึงของรากเหงา้แห่งกกุศลช้นัต่าํๆ รากเหงา้ของกุศลช้นัน้ีสามารถเพียงแต่ทาํใหค้นเขาไดย้นิไดฟ้ ังเท่าน้นั78 ถา้เธอตอ้งการเขา้ถึงตวัความตรัสรู้ดว้ยตวัเธอเองจริงๆ เธอตอ้งไม่ปล่อยตวัไปตามความคิดเช่นน้นัสิ่งเหล่าน้นัท้งัหมด เป็นธรรมประเภทเครื่องแวดลอ้ม ซ่ึงเนื่องกนัอยกู่บัสิ่งต่างๆ อนัเป็นอยแู่ละไม่ไดเ้ป็นอยู่ซ่ึงมีรากฐานอยบู่นความมีอยู่และความไม่มีอยู่ถา้เธอจะเพียงแต่ทาํจิตใหว้า่งจากความคิด เรื่องความมีอยู่และความไม่มีอยเู่กี่ยวกบัสิ่งทุกๆสิ่งจริงๆไดเ้ท่าน้นัเธอก็จะลุถึงธรรมตวัจริงได้1679 เมื่อวนัหน่ึงค่าํเดือนเกา้ท่านครูบาไดก้ล่าวแก่ขา้พเจา้


13 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า นบัต้งัแต่วนัที่ท่านโพธิธรรมผปู้รมาจารย์ไดม้าถึงประเทศจีนเป็นตน้มา ท่านไดพ้ดูถึงจิตหน่ึง น้ีเท่าน้นัและได้ถ่ายทอด ธรรมหน่ึง น้ีแต่อยา่งเดียวเท่าน้นัท่านไดใ้ช้พุทธะ(คือจิตหน่ึง ที่กล่าวแลว้นนั่เอง) น้ีถ่ายทอด พุทธะ น้ีไม่เคยกล่าวถึงพุทธะอื่นใดเลยท่านไดใ้ช้ธรรมะ น้ีถ่ายทอด ธรรมะ น้ีเท่าน้นั ไม่เคยกล่าวถึงธรรมะอื่นใดเลย80 ธรรมะ ที่กล่าวน้นัเป็นธรรม ที่ไม่อาจจะบรรยายไดด้ว้ยคาํพดูและ พุทธะ น้นัก็เป็น พุทธะ ที่ไม่เห็นไดด้ว้ยตา หรือคลาํไดด้ว้ยมือเพราะวา่ โดยที่จริงน้นัสิ่งท้งัสองน้นัก็คือจิตลว้น ซ่ึงเป็นตน้กาํเนิดของสิ่งท้งัปวง นนั่เอง นี่แหละคือ สัจจะซ่ึงมีอยเู่พียงอยา่งเดียวขอ้อื่นนอกไปจากน้ีเป็นสัจจะเทียม81 ปรัชญา คือ ความรู้แจ้ง ความรู้แจ้ง คือ จิต-ตน้กาํเนิด ด้งัเดิมซึ่งปราศจากรูป82 คนธรรมดาทวั่ ไป ไม่แสวงหา ทาง ทางโนน้เขาเหล่าน้นัไดแ้ต่ปล่อยตนไปตามอาํนาจของอายตนะท้งัหก ซ่ึงยอ่มนาํเขาวกกลบัไปสู่การกาํเนิดในคติท้งัหก*ไปตามเดิม นกัศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้ก็ยงัพลดัตกลงไปสู่พวกมารร้ายได้โดยการยอมใหต้นเองเกิดมีความคิดอยา่งสังสารวฏั**ข้ึนมาแมเ้พียงคร้ังเดียวถา้เขายอมให้ความคิดชนิดที่นาํไปสู่ความสาํคญัมนั่หมายมีประการต่างๆ เกิดข้ึนแก่เขาเองเพียงคร้ังเดียวเขาก็ตกไปสู่ความเป็นมิจฉาทิฏฐิ* คติท้งัหก หมายถึงกาํเนิดสตัวช์นิดต่างๆ ตงัแต่ต่าํที่สุด เช่นนรก สูงข้ึนไปจนถึงช้นัสูงสุด เช่นพรหม** คือความคิดที่ประกอบดว้ยกิเลสตณัหาอนัเป็นเหตุให้ทาํกรรมอยา่งใดอยา่งหน่ึงลงไปจนตอ้งรับผลของกรรมน้นัแลว้มีกิเลสตณัหาต่อไป โดยสิ้นสุด83 การถือวา่มีอะไรบางอยา่งเกิดข้ึน และการพยายามขจดัความเป็นอยา่งน้นัเสียน้นัก็จะทาํใหต้กลงไปอยใู่นระหวา่งบรรดาพวกสาวก(ยาน)*การถือวา่สิ่งต่างๆไม่ไดเ้กิดข้ึน แต่ก็อยใู่นวสิัยที่จะแตกทาํลายไปน้นัก็จะทาํใหต้กลงไปอยู่ระหวา่งบรรดาพวกปัจเจกะ(ยาน)*** ตามปกติฮวงโป ใชค้าํวา่สาวกน้ีอยา่งมีความหมายว่า หีนยาน พวกหีนยานเป็นพวกทวินิยมในขอ้ที่วา่เขาตอ้งการจะเขา้มสังสารวฏัเพื่อไปสู่นิพพาน ในขณะที่ฝ่ายเซ็นถือว่าสงัสารวฏักบันิพพาน เป็นของสิ่งเดียวกนั** ตามปกติฮวงโป ใชค้าํๆน้ีอยา่งมีความหมายวา่พวกมธัยมิกะ หรือพวกยานกลางผแู้ปลไทย84 ไม่มีอะไรเกิดข้ึน ไม่มีอะไรทาํลายไป จงเหวยี่งคติทวนิิยมไปเสียใหพ้น้รวมท้งัความชอบและความไม่ชอบของเธอดว้ย สิ่งที่มีอยจู่ริงๆเพียงสิ่งเดียวเท่าน้นัคือจิตหน่ึง น้ีเท่าน้นัเมื่อเธอเขา้ถึงสิ่งๆน้ีดว้ยใจแลว้เธอก็จะไดสู้่ราชรถแห่งพระพุทธเจา้ท้งัหลาย(พุทธยาน)1785 คนธรรมดาทวั่ ไปทุกคน พากนั ปล่อยตวัไปตามความคิดปรุงแต่งซ่ึงอาศยัปรากฏการณ์ท้งัหลายที่แวดลอ้มอยู่เพราะฉะน้นัเขาจึงเกิดความรู้สึกที่เป็นความรักและความชงัถา้จะขจดัปรากฏการณ์ซ่ึงเป็นเครื่องแวดลอ้มเหล่าน้นัเสียเธอก็เพียงแต่หยดุความคิดปรุงแต่งของเธอเสียเมื่อความคิดปรุงแต่งหยดุไป ปรากฏการณ์ต่างๆที่เป็นเครื่องแวดลอ้ม ก็กลายเป็นของวา่งเปล่า เมื่อปรากฏการณ์ต่างๆ กลายเป็นของวา่งเปล่าความคิดก็สิ้นสุดลง


14 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า86 แต่ถา้เธอพยายามขจดัสิ่งแวดลอ้มเหล่าน้นั โดยไม่ทาํใหค้วามคิดปรุงแต่งหยดุไปเสียก่อน เธอจะไม่ประสบความสาํเร็จกลบัมีแต่จะเพิ่มกาํลงัใหแ้ก่สิ่งแวดลอ้มเหล่าน้นั ใหร้บกวนเธอหนกัข้ึน87 เพราะฉะน้นัสิ่งท้งัปวงก็ไม่ไดเ้ป็นอะไร นอกจากจิต คือจิต ซ่ึงสัมผสัไม่ไดท้างอายตนะเมื่อเป็นดงัน้ีแลว้อะไรเล่าที่เธอหวงัวา่อาจจะบรรลุได้88 พวกที่เป็นนกัศึกษาดา้นปรัชญา (ของเซ็น)ยอ่มถือวา่ ไม่มีอะไรเลย ที่จะตอ้งสัมผสัไดด้ว้ยอายตนะเมื่อเป็นดงัน้นัเขาจึงหยดุคิดถึงยานท้งัสาม** นิกายอื่นอีก3 นิกาย ซ่ึงไม่ใช่เซ็น เพราะมีคาํสอนในระบบค่อยเป็นค่อยไปจนกวา่จะตรัสรู้89 มีความจริงอยกู่ ็แต่เพียงความจริงอยา่งเดียวน้นัซ่ึงเป็นความจริงที่ไม่ตอ้งรู้หรือตอ้งลุถึงการพดูวา่\"ขา้พเจาสามารถ ้รู้ถึงสิ่งบางสิ่ง\" หรือ\"ขา้พเจา้สามารถลุถึงสิ่งบางสิ่ง\" น้นัคือการจดัตวัเองเขา้ไวใ้นระหวา่งบรรดาคนผเู้ป็นนกัอวดโอ้เหมือนพวกคนที่สะบดัฝ่นุที่เครื่องนุ่งห่มของเขาแลว้ลุกไปจากที่ประชุม ดงัที่มีกล่าวอยใู่นสัทธรรมปุณฑรีกสูตรนนั่แหละคือคนพวกน้ีทีเดียว** คนพวกที่คิดวา่เขาเขา้ใจธรรม และมีความอิ่มใจตวัเองอยา่งสุดซ้ึงผแู้ปลไทย90 เพราะเหตุดงัน้นัพระพุทธเจา้จึงตรัสวา่\"โดยแทจ้ริงแลว้เราตถาคตไม่ไดบ้รรลุถึงผลอะไรจากการตรัสรู้ของเรา\"ดงัน้ีมีอยกู่ ็แต่ความเขา้ใจซึมซาบอยา่งเงียบกริบและเร้นลบัที่สุดเท่าน้นั ไม่มีอะไรอีกแลว้1891 ถา้คนธรรมดาสามญัคนหน่ึง เมื่อเขาร่อแร่จวนจะตาย หากวา่เขาสามารถเพียงแต่เห็นวา่มูลธาตุท้งัหา้ซ่ึงประกอบกนัข้ึนเป็นวิญญาณน้นัเป็นของวา่งเปล่าและเห็นวา่มูลธาตุทางรูปกายน้นั ไม่ใช่สิ่งซ่ึงประกอบข้ึนเป็นตวั\"ขา้พเจา้\"และเห็นวา่จิต จริงแทน้ ้นั ไม่มีรูปร่างและไม่ใช่สิ่งที่มีการมาหรือการไป และเห็นวา่ธรรมชาติเดิมแทข้องเขาน้นัเป็นสิ่งๆหน่ึง ซ่ึงมิได้มีการต้งัตน้ข้ึนที่การเกิด หรือมิไดม้ีการสิ้นสุดลงที่การตายของเขาแต่เป็นของสิ่งเดียวรวด และปราศจากการเคลื่อนไหวใดๆในส่วนลึกจริงๆของมนัท้งัหมด และวา่จิต ของเขากบัสิ่งต่างๆซ่ึงแวดลอ้มเขาอยนู่้นัเป็นสิ่งๆเดียวกนัถา้เขาสามารถทาํไดต้ามน้ีจริงๆเขาจะลุถึงการรู้แจง้ไดโ้ดยแวบ็เดียวในขณะน้นั92 เขาจะเป็นผทู้ี่ไม่ตอ้งขอ้งเกี่ยวกบัโลกท้งั3อีกต่อไป เขาจะเป็นผอู้ยเู่หนือโลกได้เขาจะไม่มีการโนม้เอียงไปสู่การเกิดใหม่อีกแมแ้ต่นิดเดียว93 แมห้ากวา่เขาจะไดม้องเห็นภาพอนัรุ่งโรจน์ของพระพุทธเจา้ทุกพระองคก์าํลงัเสด็จมาตอ้นรับเขา ห้อมลอ้มไปดว้ยสิ่งอนัวจิิตรตระการตาทุกชนิด เขาก็ไม่เกิดความรู้สึกอยากเขา้ไปใกลส้ิ่งเหล่าน้นัหรือถา้เขาจะไดม้องเห็นสิ่งอนัน่าหวาดเสียวทุกๆชนิดมาแวดลอ้มอยรู่อบตวัเขา เขาก็จะไม่รู้สึกกลวัเลย


15 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า94 เขาจะเป็นแต่ตวัของเขาเองเท่าน้นัที่ปราศจากความคิดปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง และเป็นสิ่งๆเดียวกนักบัสิ่งสูงสุด สิ่งน้นัเขาจะไดลุ้ถึงภาวะแห่งความที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งไดอ้ีกต่อไป ฉะน้นันี่แหละคือหลกัธรรมะที่เป็นหลกัมูลฐานในที่น้ี** ขอ้ความแห่งบรรพที่18 บางทีจะเป็นคาํอธิบายช้นัเลิศของนิกายเซ็นชิ้นหน่ึง เพราะวา่ ไดป้ระมวลเอาสติปัญญาอนักวา้งขวางและแหลมคมท้งัหมดท้งัสิ้น เขา้มาไวใ้นถอ้ยคาํเพียงไม่กี่คาํ1995 ในวันแปดคํ่าเดือนที่สิบ ท่านครูบาไดก้ล่าวแก่ขา้พเจา้วา่ลทัธิที่มีชื่อวา่นครแห่งมายา น้นัไดก้ล่าวถึงยานสองอยา่งภูมิสิบแห่งการกา้วหนา้ของโพธิสัตว์และการตรัสรู้เตม็ที่สองแบบ เรื่องท้งัหมดน้ีเป็นคาํสอนที่มีอิทธิพลในการเร้าความสนใจของประชาชน แต่แลว้มนัก็ยงัคงเป็นเพียงสิ่งของในนครแห่งมายา* สมชื่อของมนัอยนู่นั่เอง96 ถิ่นที่เรียกวา่แดนแห่งสิ่งล้าํค่าน้นั (ถา้มีจริง)ก็คือจิต จริงแทซ้่ึงเป็น เน้ือแทด้้งัเดิมของพระพุทธเจา้และเป็นขุมทรัพย์แห่งสภาวะอนัแทจ้ริงของพวกเราเอง เพชรพลอยเหล่าน้ีวดัหรือตวงไม่ได้สะสมใหม้ากข้ึนกไ็ม่ได้97 เมื่อพระพุทธะหรือสามยัสัตวท์ ้งัหลายเองก็ยงัไม่มีและสิ่งซ่ึงจะเป็นตวัตนผทู้าํหรือตวัตนผถูู้กกระทาํก็ยงัไม่มีเสียเองแลว้นครแห่งสิ่งล้าํค่าจะมีไดท้ ี่ไหนอยา่งไรเล่า?98 ถา้พวกเธอถามวา่\"เอาละครับ นครแห่งมายา มีอยมู่ากพอแลว้ ส่วนแดนแห่งสิ่งล้าํค่าน้นัเล่า มนัอยทู่ ี่ไหนกนั\" ฉันของตอบวา่มนัเป็นถิ่นซ่ึงไม่มีทิศทางที่ไม่อาจช้ีใหแ้ก่เธอได้เพราะวา่ถา้มนัเป็นสิ่งที่อาจจะช้ีได้มนัก็ตอ้งเป็นถิ่นที่มีอยใู่นอวกาศมิใช่หรือเมื่อเป็นดงัน้นัมนัก็ไม่อาจจะเป็นแดนแห่งสิ่งล้าํค่าที่จริงแทอ้ะไรๆไปไดเ้ลยอยางมากที่สุดที่เราจะพูดได้ ่ก็คือวา่มนัอยแู่ค่จมูกนี่เอง มนัเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะระบุตรงๆลไปไดจ้ริงแต่เมื่อใจของพวกเธอมีความเขา้ใจซึมซาบ ถึงเน้ือแทข้องมนัอยอู่ยา่งหุบปากเงียบ พดูอะไรไม่ออกแลว้มนัก็อยทู่ ี่ตรงน้นัแหละ* คาํๆน้ีนาํมาจากสทัธรรมปุณฑรีกสูตรและในสูตรน้นัเล็งถึงนิพพานชนิดชวั่คราวและไม่สมบูรณ์ตามความเห็นของเซ็นน้นัเห็นวา่คาํสอนของนิกายเป็นอนัมากอาศยัความเชื่อในชอ้ที่วา่การตรัสรู้ตอ้งเป็นไปอยา่งชา้ๆ ตามลาํดบัเพราะฉะน้นัจึงนาํสาวกเหล่าน้นั ไปสู่นครแห่งมายา เพราะคาํสอนเหล่าน้นันาํไปสู่ลทัธิทวินิยม ไม่อยา่งใดก็อยา่งหน่ึงอยา่งที่เห็นอยโู่ดยชดัแจง้ผแู้ปลไทย2099 พวกลทัธิอิจฉนัติกา เป็นพวกที่มีหลกัลทัธิอนัไม่สมบูรณ์สัตวท์ ้งัหลายท้งัปวงซ่ึงมีอยใู่นคติภพท้งัหกน้ีซ่ึงมีท้งัพวกมหายานและหีนยานรวมอยดู่ว้ยน้นัถา้เขาไม่มีความเชื่อต่อ พุทธภาวะอนัเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรยงิ่กวา่ซ่ึงมีอยใู่นตวัเขาเองแลว้ก็เป็นการสมควรแลว้ที่จะถูขนานนามวา่เป็นพวกอิจฉนัติกา ที่มีรากเหงา้แห่งกุศลอนัขาดดว้นเสียแลว้


16 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า100 พวกพระโพธิสัตวต์ ่างๆ ซ่ึงมีความเชื่อใน พุทธธรรม อยา่งลึกซ้ึงและไม่ยอมรับการแบ่งแยกเป็นมหายาน และหีนยานแล้วก็ตาม แต่ถา้ยงัไม่เห็นแจง้ต่อ สภาวะหน่ึง เดียวของพุทธะท้งัหลายและสตัวโ์ลกท้งัปวงแลว้ก็ควรถูกขนานนามวา่เป็นพวกอิจฉนัติกาประเภทที่รากเหงา้แห่งกุศลยงัดีอยู่101 พวกที่การรู้แจง้ของเขาส่วนใหญ่มีมูลมาจากการไดย้นิไดฟ้ ังธรรมที่มีผแู้สดงน้นัถูกขนานนามวา่ พวกสาวก พวกที่รู้แจง้เห็นจริงดว้ยกาซาบซ้ึงต่อกฎแห่งกรรม ถูกขนานนามวา่พวกปัจเจกพุทธ พวกที่เป็นพุทธะโดยไดม้าจากการรู้แจง้เห็นแจง้อนัแทจ้ริง ซ่ึงแสวงหาเอาไดจ้ากใจของเขาเองน้นัถูกขนานนามวา่พวกสุตพุทธะ102 นกัศึกษาเรื่อง ทาง ทางน้ีแทบท้งัหมด รู้แจง้โดยทางธรรมะซ่ึงสอนกนัเป็นคาํพูด ไม่ใช่โดยทางธรรมะที่เห็นไดด้ว้ยใจแม่วา่เขาจะไดท้าํความพากเพียรมาแลว้เป็นกปั ป์ๆ ไม่ขาดสายเขาก็จะไม่เป็นผทู้ี่กลมกลืนกนัไดก้บัเน้ือแทด้้งัเดิมของพุทธะ พวกที่ไม่รู้แจง้เป็นแจง้ภายใน จิต ของเขาเองไดแ้ต่ฟังธรรมซ่ึงสอนกนัดว้ยคาํพดูน้นัสร้างแสงสวา่งใหจ้ิตเอาเองและไปเห็นความสาํคญัอยทู่ ี่คาํสอน ดงัน้นัเขาจึงมวัแต่กา้วไปทีละข้นัๆโดยไม่ประสีประสาต่อจิตเดิมแท้ของตนเองเลย103 เมื่อเป็นดงัน้นัถา้เธอเพียงแต่มีความเขา้ใจซึมซาบต่อจิต อยา่งหุบปากเงียบ ไม่ตอ้งพดูอะไรเท่าน้นัเธอก็ไม่จําเป็ นตอ้งเที่ยวแสวงหาธรรมใดๆเลยเพราะเมื่อทาํไดต้้งัน้นัจิต นนั่แหละคือธรรมน้นั**ขอ้ความท้งัหมดแห่งบรรพน้ีมุ่งหมายที่จะช้ีให้กระจ่างวา่ถึงแมว้า่พทุธศาสนาแบบนิกายค่อยเป็นค่อยไปทีละข้นัจะยงัทาํให้เกิดผลไดจ้ริงก็ตาม มนัก็กินเวลานานหรืออยา่งนอ้ยที่สุดก็ยงัไม่สมบูรณ์ในเมื่อนาํไปเปรียบกนักบัผลที่ไดร้ับจากการปฏิบตัิเซ็น ผแู้ปลไทย21104 คนเป็นอนัมากมกัถูกปิดก้นัเสียจากการรู้แจง้ต่อจิต โดยปรากฏการณ์ต่างๆ ซ่ึงแวดลอ้มอยรู่อบๆตวัเขาและถูกปิดก้นัเสียจากการรู้แจง้ต่อหลกัธรรมที่สาํคญัที่สุด โดยเหตุการณ์ต่างๆเฉพาะตน ดงัน้นัเขาจึงพยายามหาทางหลีกเลี่ยงจากปรากฏการณ์ต่างๆ ซ่ึงเป็นสิ่งแวดลอ้มเหล่าน้นัเสีย ดว้ยหวงัวา่จะทาํจิตของเขาใหส้งบ หรือพยายามที่จะระงบัเหตุการณ์ต่างๆเสีย ดว้ยหวงัจะยดึหน่วงเอาธรรมะน้นั ใหไ้ด้เขาไม่เห็นอยา่งแจ่มแจง้วา่การทาํอยา่งน้ีเป็นการกลบเกลื่อนปรากฏการณ์ต่างๆ ดว้ยจิต กลบเกลื่อนเหตุการณ์ต่างๆดว้ยหลกัธรรม105 จงเพียงแต่ทาํจิตของเธอใหว้า่งเท่าน้นั ปรากฏการณ์ที่เป็นสิ่งแวดลอ้มต่างๆ ก็จะเป็นของวา่งไปในตวัมนัเองจงให้หลกัการต่างๆหยดุแกวง่แลว้เหตุการณ์ต่างๆก็หยดุวุน่วายก็หยดุวนุ่วายไดด้ว้ยตวัมนัเองจงอยา่ ใช้จิต ไปในทางอตริแผลงๆเช่นน้นัเลย106 คนส่วนมากข้ีขลาดต่อการทาํจิตของตนใหว้า่ง โดยเกรงไปวา่เขาจะพลดัตกลงไปในความวา่ง เขาเหล่าน้นัไม่ทราบวา่จิต ของเขาเองเป็น ความวา่งคนโง่มวัแต่หลบหลีกปรากฏการณ์ต่างๆ ไม่หลบหลีกจากความคิดปรุงแต่ง ส่วนคนฉลาด


17 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช ายอ่มหลบหลีกจากความคิดปรุงแต่งและไม่ตอ้งหลบหลีกปรากฏการณ์** คาํสอนอนัลึกซ้ึงน้ีส่วนหน่ึงไดเ้ล็งถึงพวกพทุธบริษทัซ่ึงปฏิบตัิสมาธิภาวนาโดยหวงัจะถอนออกซ่ึงโลกฝ่ายวตัถุเพียงชวั่คราว107 จิตของพระโพธิสัตวน์ ้นัเหมือนกบัความวา่ง เพราะท่านไดเ้พิกถอนสิ่งต่างๆออกเสียแลว้และไม่ปรารถนาแมแ้ต่จะสร้างสมบุญกุศล** ในที่น้ีพึงเขา้ใจเสียดว้ยวา่ความหมายของคาํว่าโพธิสตัว์อยา่งเถรวาท กบัอยา่งมหายานน้นัต่างกนั โดยเฉพาะอยา่งยงิ่ก็ต่างกนัอยอู่ยา่งน้ี-ผู้แปลไทย108 การเพิกถอนน้นัมีวธิีอยู่3 ชนิดดว้ยกนั เมื่อทุกๆสิ่งท้งัภายในและภายนอก ท้งัรูปธรรมและนามธรรมถูกเพิกถอนแลว้เมื่อความยดึมนั่ต่างๆไม่มีเหลืออยู่เช่นเดียวกนักบั ใน ความวา่ง เมื่อการกระทาํท้งัหมด เป็นไปแต่ตามควรแก่สถานที่และสิ่งแวดลอ้มลว้นๆ (ไม่มีกิเลสเจือปน)และเมื่อความรู้สึกวา่มีตวัตนในฐานะเป็นผกู้ระทาํและความรู้สึกวา่มีตวัตนในฐานะเป็นผถูู้กกระทาํน้นัถูกเลิกลา้งไปหมดแลว้น้นัคือวธิีแห่งการเพิกถอนชนิดสูงสุด109 เมื่อในขณะหน่ึง หนทาง ทางน้ีมีการดาํเนินโดยการประกอบกุศลกรรมมีประการต่างๆ และอีกในขณะหน่ึงการเพิกถอนกุศลเหล่าน้นัก็มีอยู่และไม่ดาํรงความหวงัที่จะรับผลแห่งบุญกุศลน้นัไว้น้นัคือวธิีแห่งการเพิกถอนชนิดกลางๆ110 เมื่อการประกอบบุญกุศลทุกชนิด ได้ทําไปเพื่อหวังที่จะได้รับผลตอบแทน ของบุคคลผู้ซึ่งแม้จะมีความรู้เรื่อง ความวา่งโดยไดย้นิไดฟ้ ังธรรมะขอ้น้ีแลว้ทาํตนเป็น (ประหน่ึงวา่ )ผไู้ม่ยดึถือ-นนั่คือวธิีแห่งการเพิกถอนชนิดต่าํที่สุด111 วธิีชนิดแรกเหมือนกบัไตลุ้กโพลง ที่ถือส่องยนื่ไปขา้งหนา้อนัไม่สามารถจะทาํใหห้ลงทางไปได้วธิีชนิดที่สองเหมือนกบัไตลุ้กโพลงที่ถือยนื่ไปขา้งๆซ่ึงบางทีก็เห็นทาง บางทีก็มืด ส่วนวธิีที่สามน้นัเหมือนกบัไตลุกโพลง ที่ถือไขว้ไป ้ขา้งหลงัจนกระทงั่หลุมมีอยขู่า้งหนา้ก็มองไม่เห็น** วิธีการเพิกถอนท้งัสามน้ีคงจะเล็งถึงเซ็น มหายาน และหีนยาน ตามลาํดบัผแู้ปลไทย23112 ตามที่กล่าวมาแลว้ขา้งตน้เห็นไดว้า่จิตของพระโพธิสัตวน์ ้นัเหมือนกบัความวา่งและสิ่งทุกสิ่งถูกเพิกถอนหมดสิ้นโดยจิตน้นัเมื่อความคิดต่างๆ ที่เกี่ยวกบัอดีตไม่ถูกยดึถือไว้นนั่คือการเพิกถอนส่วนอดีต เมื่อความคิดต่างๆที่เกี่ยวกบัปัจจุบนัไม่ถูกยดึถือไว้นนั่คือการเพิกถอนส่วนปัจจุบนัเมื่อความคิดต่างๆที่เกี่ยวกบัอนาคตไม่ถูกยดึถือไว้นนั่คือการเพิกถอนส่วนอนาคต น้ีเรียกวา่การเพิกถอนที่สุดท้งั3กาล113 จาํเดิมแต่พระตถาคตไดท้รงมอบ ธรรมะแก่พระมหากศยปะมาจนกระทงั่ทุกวนัน้ีจิต ไดถู้กถ่ายทอดดว้ยจิต ตลอดมาและจิต เหล่าน้ีลว้นแต่เป็น จิตๆเดียวกนั


18 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า114 การถ่ายทอด ความวา่ง ใหก้นัและกนัน้นั ไม่สามารถไดโ้ดยทางคาํพดูการถ่ายทอดตามความหมายทางฝ่ายวตัถุน้นัไม่สามารถใชก้นัไดก้บัธรรมะเมื่อเป็นดงัน้นัจิต เป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอดดว้ยจิต และจิต เหล่าน้ีไม่แตกต่างกนัเลย115 การถ่ายทอด และการรับการถ่ายทอด ท้งัสองอยา่งน้ีเป็นความเขา้ใจอนัเร้นลบัที่เขา้ใจไดย้ากที่สุด จนถึงกบัมีไม่กี่คนจริงๆ ที่สามารถรับเอาได้116 ถึงอยา่งไรก็ตาม ตามความเป็นจริงน้นัจิต น้นัก็ยงัมิใช่จิต และการถ่ายทอดน้นัก็มิใช่การถ่ายทอด ที่เป็นจริงเป็นจงัอะไรเลย24117 พุทธะองคห์น่ึง มีกาย3กายโดยคาํวา่ธรรมกายยอ่มหมายถึงธรรมะ(ธรรมดา)แห่งความวา่งอนัมีอยใู่นที่ทุกแห่งของธรรมชาติอนัแทจ้ริงที่เป็นอยเู่องของสิ่งทุกสิ่งโดยคาํวา่สัมโภคกายยอ่มหมายถึงธรรมะ(สภาวะธรรมดา)แห่งความบริสุทธ์ิสากลอนัสาํคญัยงิ่ของสิ่งท้งัปวงโดยคาํวา่นิรมานกายยอ่มหมายถึงธรรม ต่างๆแห่งวตัรปฏิบตัิ6 ประการ ซึ่งนาํไปสู่พิพพาน และอุบายวธิีอื่นๆทาํนองน้นัท้งัหมดดว้ยกนั118 ธรรม (ธรรมดา)ของธรรมกาย น้นั ไม่อาจแสวงหาไดโ้ดยทางการพดูจา หรือโดยทางการฟัง หรือโดยทางตวัหนงัสือไม่มีอะไรที่อาจจะพดูหรือทาํให้เป็นลายลกัษณ์อกัษรเป็นรูปเป็นร่างข้ึนมาใหเ้ห็นได้มีอยกู่ ็แต่ความวา่งแห่งสภาวะธรรมดาที่แทจ้ริงของสิ่งทุกสิ่งซ่ึงเป็นอยเู่องอนัมีอยใู่นที่ทุกหนทุกแห่งและไม่มีอะไรมากไปกวา่น้นัอีกเพราะฉะน้นัการบอกให้รู้วา่ ไม่มีธรรมะ ที่ตอ้งอธิบายดว้ยคาํพดูนนั่แหละเรียกวา่การเผยแพร่ธรรมละ119 สัมโภคกายและ นิรมานกาย ท้งัสองอยา่งน้ียอ่มตอบสนองดว้ยปรากฏการณ์ต่างๆ ซ่ึงเหมาะสมแก่สิ่งแวดลอ้มเฉพาะอยา่งยงิ่ธรรมะต่างๆที่มีผนู้าํมากล่าวเพื่อสนองแก่เหตุการณ์ต่างๆ โดยความรู้สึกทางอายตนะและในทุกๆชนิดแห่งรูปและแบบน้นั ไม่มีอนัไหนเลยที่เป็นธรรมะจริง ดงัน้นัจึงมีคาํกล่าววา่ สัมโภคกาย ก็ตาม นิรมานกายก็ตาม หาใช่พุทธะทีแทจ้ริงไม่ท้งัไม่ใช่ผปู้ระกาศธรระดว้ย** ตามปรกติฮวงโปมทกัใชค้าํสนัสกฤต ตามความหมายของตนเองจึงมีการอธิบายไปอยา่งน้นัตามที่รู้กนัอยทู่วั่ ไปน้นัธรรมกาย หมายถึงลกัษณะอนสูงสุดของัพระพทุธเจา้องคห์น่ึงๆ กล่าวคือเช่นลกัษณะที่เรียกกนัวา่สจัจธรรมอนัเด็ดขาด เป็นตน้ สมัโภคกาย น้นัเป็น พระกายของพระพทุธเจา้ที่รุ่งเรืองเพราะความอยเู่หนือโลกและนิรมานกายอาจจะหมายถึงการแปลงรูป ชนิดใดก็ได้ที่พระพทุธเจา้จะเสด็จมาปรากฏในโลกน้ีส่วนในนิกายเซ็นน้นัสิ่งแรก หมายถึงธรรมที่สูงสุดที่อยใู่นรูปที่ใครๆ จะคิดเอาไม่ได้และเป็นรูปที่สมบูรณ์ที่สุด สิ่งที่สอง หมายถึงสัจจธรรมสูงสุดที่อยใู่นรูปความคิด ที่มนุษยส์ามญัซ่ึงมีความรู้แจง้แลว้อาจจะหยงั่ทราบได้ไดแ้ก่ความบริสุทธ์ิและสภาวะแห่งความเป็นอนัเดียวกนัของสิ่งท้งัปวง ซ่ึงเป็นสิ่งวิเศษที่สุด สิ่งที่สามน้นัหมายถึงวิธีปฏิบตัิต่างๆ ที่เราหวงัจะใชเ้พื่อลุถึงความเขา้ใจ ซึมซาบ ต่อสจัจะอนัสูงสุดน้นั -ผู้แปลไทย25


19 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า120 คาํวา่เอกสภาวะเล็งถึงสิ่งที่มีความรุ่งเรืองทางฝ่ายจิต ซ่ึงมีเน้ือหาเป็นอนัเดียวกนัหมดสิ่งหน่ึง ที่แบ่งแยกออกเป็นมูลธาตุที่เจือกนัอยา่งสนิทสนมเป็นเน้ือเดียวกนัมีจาํนวน 6ธาตุสิ่งที่มีความรุ่งเรืองทางฝ่ายจิต ซ่ึงมีเน้ือหาเป็นอนัเดียวกนัดงักล่าวน้นัก็คือจิตหน่ึง นนั่เองพร้อมกนัน้นัมูลธาตุท้งัหกที่มีการเจือกนัอยา่งสนิทน้นัก็คืออวยัวะแห่งอายตนะท้งัหกอีกนนั่เอง121 อวยัวะแห่งอายตนะท้งัหกเหล่าน้ีต่างก็เขา้คลุกคลีกนักบัสิ่งที่จะทาํใหม้นัเศร้าหมองกล่าวคือ ตากบัรูป หูกบัเสียงจมูกกบักลิ่น ลิ้นกบัรส กายกบัโผฏฐพัพะและใจกบัธรรมารมณ์ในขณะแห่งการสัมผสัระหวา่งอวยัวะเหล่าน้ีกบัวตัถุที่มนัสัมผสัยอ่มเกิดความรู้สึกทางอารมณ์ข้ึนอีก6 ชนิด (คือเวทนา) ดงัน้นัจึงทาํใหเ้กิดมีสิ่งซ่ึงเนื่องกนัอยกู่บัอายตนะข้นัเป็น18อยา่งดว้ยกนั122 ถา้พวกเธอเขา้ใจไดว้า่สิ่งซ่ึงเนื่องกนัอยกู่บัอายตนะท้งั18อยา่งเหล่าน้ีไม่มีความมีอยทู่ ี่เป็นตวัเป็นตนอะไรเลยเธอก็อาจจะคุมมูลธาตุที่มีการเจือกนัอยา่งสนิทท้งั6ธาตุน้นัเขา้เป็นสิ่งซ่ึงมีความสวา่งไสวทางฝ่ายจิตเพียงสิ่งเดียวได้สิ่งซ่ึงมีความสวา่งไสวทางฝ่ายจิตเพียงสิ่งเดียวน้นัซ่ึงไดแ้ก่จิตหน่ึง นนั่เอง123 นกัศึกษาทุกคนแห่ง ทาง ทางน้ียอ่มรู้ขอ้น้ีดีแต่เขาไม่สามารถจะเวน้เสียจากการสร้างรูปความคิดต่างๆ อนัเกี่ยวกบั\"สิ่งซ่ึงมีความรุ่งเรืองทางฝ่ายจิตสิ่งเดียว\"และมูลเหตุต่างๆที่เจือกนัสนิท 6อยา่งน้นัเมื่อเป็นอยา่งน้นัเขาก็กลายเป็นผถูู้กจองจาํอยกู่บัความยดึถือในความมีอยตู่ ่างๆ และพลาดจากการไดร้ับความเขา้ใจ ชนิดที่หุบปากเงียบไม่ตอ้งพดูในเรื่องจิตเดิมแท้** ข้อน้ีเล็งถึงคนพวกที่สามารถเขา้ใจธรรมะไดอ้ยา่งเฉลียวฉลาด แต่ยงัไม่สามารถทาํไดส้าํเร็จในการสลดัภาวะแห่งความคิดปรุงแต่งเสียได้ผแู้ปลไทย26124 เมื่อพระตถาคตไดท้รงแสดงพระองคใ์หป้รากฏในโลกน้ีพระองคท์รงปรารถนาที่จะประกาศแต่สัจจยาน เพียงอยา่งเดียวแต่ประชาชนจะไม่เชื่อพระองค์และจะพากนัจมลงในทะเลแห่งสังสารวฏัเพราะพากนัหวัเราะเยาะพระองค์ดว้ยความไม่เชื่อ125 อีกประการหน่ึงถา้หากวา่พระองคจ์ะไม่ตรัสอะไรเสียเลยขอ้น้นัจะเป็นการเห็นแก่ตวัและพระองคก์ ็จะไม่สามารถกระจายความรู้เรื่องทางอนัเร้นลบัน้นั ใหเ้ป็นคุณประโยชน์แก่สัตวท์ ้งัปวงได้ดงัน้นัพระองคจ์ึงทรงใชว้ธิีที่เหมาะสม คือประกาศวา่มียานอยู่3ยาน126 อยา่งไรก็ตาม เมื่อยานท้งัสามน้ีเป็นสิ่งที่ใหญ่เล็กกวา่กนัและกนัอยู่มนัจึงเกิดมีคาํสอนต้ืนและคาํสอนลึกข้ึนมาอยา่งที่ไม่อาจจะหลีกเลื่ยงได้แต่ก็ไม่มีอนัไหนที่เป็นธรรมะเดิมแท้ดงัน้นัจึงมีคาํกล่าวไวว้า่มีแต่ทางแห่งยาน ยานเดียวถา้มนัเกิดมีมากกวา่น้นัมนัก็ไม่อาจเป็นของจริงไปได้


20 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า127 นอกไปกวา่น้นัอีก มนัไม่มีวถิีทางใดเลย ที่จะบรรยายถึงธรรม แห่งจิตหน่ึง น้ีให้แก่กนัและกนัไดโ้ดยเด็ดขาด เมื่อเป็นดงัน้นัพระตถาคตจึงไดร้ับสั่งใหพ้ระมหากาศยะปะมาเฝ้าและนงั่กบัพระองคบ์นอาสนะแห่งการประกาศสัจจธรรมทรงมอบ ธรรม แห่งจิตหน่ึง น้ีซ่ึงเป็นธรรมที่ไม่เกี่ยวกบัคาํพดูแต่ประการใดเลยใหแ้ก่ท่านเป็นพิเศษ ธรรมที่ไม่อาจจะแตกแขนงขอ้น้ีเป็น ธรรม ที่ตอ้งปฏิบตัิเป็นพิเศษต่างหากจากธรรมเหล่าอื่น และผทู้ี่จะรู้แจง้เห็นจริงซ่ึงธรรม น้ีโดยมิตอ้งมีการเอ่ยปากพดูกนันนั่แหละจะไดลุ้ถึงภาวะแห่งความเป็นพุทธะน้นั27128 ถาม ทาง น้นัเป็นอยา่งไรและตอ้งเดินมนัอยา่งไร ตอบ เธอจะสมมติให้ทาง น้นัเป็นของคนชนิดไหนกนันะจนถึงกบั เธออยากจะเดิน129 ถาม อาจารยม์ีคาํแนะนาํอะไรบา้ง ที่จะให้แก่ศิษยใ์นที่ทวั่ ไป เพื่อปฏิบตัิยานะและศึกษาธรรม ตอบ ถอ้ยคาํต่างๆที่ใชเ้ป็นเครื่องดึงดูดความสนใจของพวกปัญญาทึบน้นั ใชอ้าศยัอะไรไม่ไดห้รอก130 ถาม ถา้คาํสอนเหล่าโนน้มุ่งหมายสาํหรับพวกปัญญาทึบแลว้กระผมก็ยงัตอ้งการจะฟังวา่ธรรมอะไร ที่ใชส้อนพวกที่ปัญญากว้างขวางจริงๆ ตอบ ถา้เขาเหล่าน้นัเป็นคนมีปัญญากวา้งขวางจริงๆแลว้เขาจะหาพบคนที่เขาควรเดินตาม ไดท้ ี่ไหนเล่าถา้เขาแสวงหาจากภายในตวัเขา เขาจะพบวา่ ไม่มีอะไรที่เป็นตวัเป็นตนอยแู่ลว้คิดดูเถิดวา่เขาจะพบธรรมะที่ควรแก่ความสนใจของเขา ในที่อื่นๆ ภายนอกน้นันอ้ยมากลงไปอีกเพียงไร? อยา่มองมุ่งไปยงัสิ่งซ่ึงพวกนกัเผยแพร่ท้งัหลายเรียกกนัวา่ธรรมะเลยเพราะธรรมะชนิดน้นัจะเป็นธรรมะอะไรที่ไหนได้131 ถาม ถา้เป็นเช่นน้นัแลว้เราไม่ควรแสวงหาสิ่งใดๆ กนับา้งเลยเชียวหรือ? ตอบ ดว้ยการทาํอยา่งน้นัแหละ พวกเธอจะประหยดัความเหน็ดเหนื่อยทางจิต ใหเ้ธอเองไดม้ากที่สุด132 ถาม แต่สิ่งทุกๆสิ่งจะตอ้งถูกขจดัออกไปดว้ยการปฏิบตัิวธิีน้ีแลว้จะวา่ ไม่มีอะไรเลยไดอ้ยา่งไรกนั ? ตอบ ใครเป็นคนเรียกสิ่งทุกๆสิ่งน้นัวา่ ไม่มีอะไร? ใครเป็ นคนเรียก?มนัมีแต่พวกเธอที่ตอ้งการจะแสวงหาอะไรสักอยา่งหน่ึงเท่าน้นัเอง133 ถาม ถา้ไม่มีความจาํเป็นตอ้งแสวงหา ทาํไมท่านอาจารยจ์ะตอ้งกล่าววา่ ไม่ใช่ทุกๆสิ่งจะตอ้งถูกขจดัออกไป ดงัน้ีดว้ยเล่า? (มนัยอ่มหมายความวา่มีสิ่งบางสิ่งเหลืออยใู่หแ้ สวงหามิใช่หรือ?) ตอบ การไม่แสวงหาคือกาอยสู่งบ ใครไดบ้อกเธอวา่ ใหข้จดัมนัเสีย ตะพืดเล่า? ดูความวา่งที่ตรงหนา้เธอนี่ซิเธอจะสร้างมนัข้ึน หรือขจดัมนัออกไปไดอ้ยา่งไรกนัหนอ?


21 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า134 ถาม ถ้ากระผมสามารถเขาถึงธรรมะ น้นั ไดเ้ล่า มนัจะเป็นเหมือนความวา่งน้ีไหม? ตอบ อาตมาไดอ้ธิบายใหแ้ก่พวกเธอแลว้ท้งัเชา้ท้งัเยน็วา่ความวา่งน้นัเป็นท้งัหน่ึงและเป็นท้งัหลายซบัหลายซอ้น อาตมากล่าวความขอ้น้ีในฐานะที่มนัเหมาะสมสาํหรับระยะเริ่มแรกแต่พวกเธอก็กาํลงัสร้างรูปความคิดต่างๆ ข้ึนจากมันเรื่อยเปื่ อยไป135 ถาม ท่านอาจารยห์มายความวา่พวกเราไม่ควรมีการสร้างรูปความคิดต่างๆเหมือนกบัที่มนุษยธ์รรมดา เขาทาํกนัอยเู่ป็นปกติดงัน้นัหรือ? ตอบ อาตมาไม่ไดห้ ้ามพวกเขาดอกแต่รูปความคิดต่างๆ น้นัมนัข้ึนอยกู่บัอายตนะเมื่อใดความรู้สึกทางอายตนะเกิดข้ึน ปัญญาก็ถูกปิดบงัเสียทนัที136 ถาม ถา้อยา่งน้นัเราควรหลีกเลี่ยงจากความรู้สึกทุกชนิด แม่ที่เกี่ยวกบัธรรมะ น้นัดงัน้นัหรือ? ตอบ ถา้ในที่ที่ไม่มีความรู้สึกเกิดข้ึนเล่า ใครคนไหน กลา้กล่าววา่เธอพูดถูก?137 ถาม ทาํไมท่านอาจารยจ์ึงกล่าวราวกบัวา่กระผมเป็นฝ่ายผดิไปเสียท้งัหมดในทุกคาํถาม ที่กระผมไดถ้ามท่านอาจารย์? ตอบ เธอเป็นบุคคลที่ไม่เขา้ใจอะไรๆ ที่เขาพูดใหฟ้ ังไอท้ ้งัหมดที่เรียกวา่ผดิ-ผดิน้นัมนัอะไรกนันะ* *ฮวงโป มิได้มุ่งหมายเฉพาะแต่จะให้ลูกศิษยถ์อนคติทวินิยมเสียเพียงอยา่งเดียว(ผิด หรือถูก น้นัเป็นคติทวินิยม คือเป็นมายา) ซ้าํยงัตอ้งการให้ลูกศิษย์รู้จักการพดูที่ไม่ผิดทางตรรกอีกดว้ยผแู้ปลเป็นไทย138 ถาม จนกระทงั่เดี๋ยวน้ีท่านอาจารยไ์ดพ้ ิสูจน์ให้เห็นวา่ผิดไปเสียทุกสิ่งเท่าที่กระผมไดก้ล่าวไปแลว้ท่านอาจารย์ไม่ไดท้าํอะไรเลยในการที่จะช้ีใหพ้วกเราเห็น ธรรมะ ที่แทจ้ริง ตอบ ใน ธรรม ที่แทจ้ริงน้นั ไม่มีความสับสนเลยแต่พวกเธอเองไดส้ร้างความสับสนข้ึน ดว้ยคาํถามต่างๆทาํนองน้นัธรรมะ ที่แทจ้ริงอยา่งไหนกนันะ ที่เธอจะเที่ยวแสวงหาเอาได้?139 ถาม ถา้ความสับสนเกิดข้ึนจากคาํถามต่างๆของผมแลว้คาํตอบของท่านอาจารยเ์ล่า มีอยอู่ยา่งไร? ตอบ จงสังเกตใหเ้ห็นสิ่งต่างๆตามที่มนัเป็นอยจู่ริงและอยา่ ไปสนใจกบัคนอื่น มีคนบางพวกเหมือนกบัสุนขับา้แทๆ้มวัเห่าทุกสิ่งที่เคลื่อนไหวเห่าจนกระทงั่ใบหญา้ใบไมท้ี่กระดุกกระดิกเมื่อถูกลดพดั* *คนชนิดน้นัเขา้ใจผิด หลงเอาพฤติต่างๆภายนอกกาย มาเป็นพฤติต่างๆภายในจิตตนเองผแู้ปลเป็นไทย29140 เมื่อกล่าวธรรมะอยา่งเซ็น ของพวกเราขอใหจ้าํไวว้า่จาํเดิมต้งัแต่ไดถ้่ายทอดกนัมาเป็นคร้ังแรกน้นั ไม่เคยสอนกนัเลยวา่คนเราจะตอ้งแสวงหาดว้ยการศึกษา หรือตอ้งสร้างความคิดข้ึนในรูปต่างๆ คาํที่พดูวา่\"การศึกษาเรื่อง หนทาง ทาง


22 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช าโนน้ \" น้นัเป็นแต่เพียงโวหารกล่าวทางบุคคลาธิฐานเท่าน้นันนั่มนัเป็นเพียงวธิีการสาํหรับเร้าความสนใจของบุคคลข้นัเริ่มแรกของการดาํเนินตามทางธรรมดาของเขาเท่าน้นั141 ตามความจริงแลว้ทาง ทางน้นัไม่รวมอยใู่นสิ่งที่ตอ้งศึกษาเลยการศึกษายอ่มนาํไปสู่การหน่วงเอาความคิดในรูปต่างๆไวโ้ดยท่าเดียวเมื่อเป็นดงัน้นัทาง ทางโนน้ก็มีแต่จะถูกเขา้ใจผดิโดยสิ้นเชิง142 ยงิ่ ไปกวา่น้นัอีก ทาง ท่านโนน้ ไม่ใช่สิ่งหน่ึงสิ่งใด ที่ต้งัอยเู่ป็นพิเศษมนัถูกขนานนามวา่มหายาน-จิต คือจิต ซ่ึงไม่อาจหาพบไดข้า้งในหรือขา้งนอก หรือตรงกลางโดยแทจ้ริงแลว้มนัไม่ไดม้ีตาํแหน่งแหล่งที่อยู่ณ ที่ใดเลย143 ขอ้ปฏิบตัิข้นัแรกที่สุด คือการเวน้เสียจากความคิดในรูปต่างๆ ซ่ึงต้งัรากฐานอยบู่นความรู้ที่เคยเล่าเรียนมาขอ้น้ีหมายความวา่แมพ้วกเธอจะไดด้าํเนินการปฏิบตัิไปโดยวิธีที่เกี่ยวขอ้งกบัความรู้ชนิดน้นัตามที่เธอเคยเชี่ยวชาญมาจนหมดความรู้ถึงข้นัน้นัแลว้เธอก็จะยงัไม่สามารถพบตาํแหน่งแหล่งที่ของจิต น้นัอยนู่นั่เอง144 ทาง ทางน้ีเป็น สัจจธรรม ฝ่ายนามธรรม และเป็นสิ่งที่ไม่มีชื่อไม่มีสมญามาแต่เดิม145 มนัเป็นเพราะสัตวโ์ลกไดพ้ากนัแสวงหาสัจจะน้ีอยา่งโง่เขลาและควา้ไปควา้มา ในข้นัทดลองอยรู่่ําไปเท่าน้นัเองพระพุทธเจา้ท้งัหลายจึงไดม้าปรากฏในโลกน้ีและสอนสัตวเ์หล่าน้นั ใหเ้พกิถอนวธิีการปฏิบตัิเพื่อการเขา้ถึงสัจจะวธิีน้นัเสียใหห้มดสิ้น โดยทรงเกรงไปวา่จะไม่มีผใู้ดเขา้ใจในวธิีการของพระองค์พระองคจ์ึงไดท้รงเลือกเอาคาํวา่\"ทาง\" มาใช้146 พวกเธอตอ้งไม่ปล่อยใหค้าํวา่\"ทาง\"คาํน้ีจูงเธอไปสู่การก่อรูปแห่งความคิดข้ึนในจิต วา่เป็นทางสําหรับเท้าเดิน(ถนน) ดว้ยเหตุน้ีแหละจึงมีคาํกล่าวไวว้า่\"เมื่อปลาตวัน้นัถูกจบัไดแ้ลว้เราก็ไม่สนใจกบัลอบ อีก ต่อไป\" ดงัน้ี147 เมื่อใดกายและจิต มีการโพล่งออกไปเองถึงธรรมชาติเดิมของมนัได*้ทาง ทางน้นัก็เป็นอนัวา่เดินเสร็จแลว้และจิตก็เป็นอนัวา่ ไดถู้กเขา้ใจอยา่งซึมซาบแลว้* เหมือนแสงสวา่งที่มีของบงัอยู่พอเอาของบงัออกแสงก็โพล่งถึงสิ่งที่มนัส่องไดท้นัที-ผู้แปลเป็ นไทย148 สมณะไดน้ามวา่สมณะก็เพราะรู้แจง้แทงตลอดแหล่งกาํเนิดเดิมของสิ่งท้งัปวงผลคือความเป็นสมณะเช่นน้นัลุถึงไดด้ว้ยการทาํความสิ้นสุดให้แก่ความกระหายใคร่จะลุถึงทุกอยา่งเสีย มนัไม่ไดม้าจากการศึกษาจากตาํราเลย30149 บดัน้ีถา้เธอมวัแต่สาละวนในการใชจ้ิตของเธอเองแสวงหาจิต มวัอยแู่ต่จะฟังคาํสอนจากผอู้ื่น และหวงัอยแู่ต่จะลุถึงจุดหมายปลายทางดว้ยการศึกษาลว้นๆแลว้เมื่อไรเล่า เธอจะประสบความสําเร็จสักที?


23 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า150 คนโบราณบางคนมีจิตใจแหลมคม เขารีบสลดัความรู้ท้งัหมดเสียได้ในทนัทีที่ไดร้ับฟังธรรมซ่ึงประกาศออกมาดงัน้นัเขาจึงไดน้ามวา่\"ปราชญผ์ซู้่ึงสลดัการศึกษาเสียได้แลว้มาอาศยัอยกู่บัการโพล่งรวดเดียวถึงตวัธรรมะไดใ้นตวัมนัเอง\"151 คนในทุกวันน้ีไดแ้ต่แสวงหาเพื่อจะยดัไส้ตวัเอง ดว้ยความรู้ความสามารถในการใชเ้หตุผลทางอนุมาน แสวงหาความรู้ทางพระคมัภีร์อยทูุ่กหนทุกแห่งและเรียกการทาํอยา่งน้นัวา่การปฏิบตัิธรรม เขาเหล่าน้นัไม่รู้วา่ความรู้และสติปัญญาชนิดน้นัยงิ่มีมากก็ยงิ่มีผลในทางตรงกนัขา้มคือเป็นการสุมกองสิ่งกีดขวาง ใหสู้งยงิ่ข้ึนไปอีกนนั่เองลาํพงัการรวบเอาเอาความรู้ต่างๆ เขา้ไวอ้ยา่งท่วมหวัน้นัมนัเหมือนกบัเด็กที่ทาํตนให้เกิดอาหารไม่ยอ่ยเพราะสวาปามเตา้หู้เขา้ไปมากเกินไป พวกที่ศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้ตามแบบของพวก ตรียาน น้นัเหมือนกบัเด็กคนน้ีทุกอยา่ง ท้งัหมดเท่าที่เธอจะเรียกคนพวกน้ีให้ดีที่สุดได้ก็คือเรียกเขาวา่พวกคนที่เดือดร้อนเพราะทอ้งเสีย152 เมื่อสิ่งที่เรียกวา่ความรู้และสติปัญญาอนัเฉลียวฉลาดชนิดน้นัเกิดยอ่ยไม่ไดข้้ึนมา มนัก็กลายเป็นพิษข้ึน เพราะมนัเป็นไดแ้ต่เพียงของในเครือเดียวกนักบัสังสารวฏัเท่าน้นั ในฝ่ายธรรมอนัสูงสุด น้นัไม่มีของชนิดน้ีเลย ดงัน้นัจึงมีคาํกล่าวไวว้า่\"ในคลงัแสงสรรพาวธุแห่งราชาธิปัตยข์องขา้หามีดาบแห่งความเป็นเช่นน้นั ไม่\" ดงัน้ี153 ความคิดในรูปต่างๆ ซ่ึงเธอไดก้่อมนัข้ึนในอดีต (เหลืออยใู่นแห่งตถาคตครรภ*์* ที่กาํเนิดแห่งพระตถาคตเจา้ท้งัหลาย154 คาํวา่\"ตถาคตครรภ\"์หมายถึงสิ่งที่ไม่มีเน้ือที่พอใหส้ิ่งใดซ่ึงมีขนาดแมเ้ท่เส้นขนเล็กที่สุด ต้งัอยไู่ด้นนั่แหละคือขอ้ที่วา่เหตุใดพระธรรมราชา(พระพุทธเจา้)ผทู้ี่ไดท้าํลายความยดึถือวา่มีตวัมีตนลงเสียได้ไดท้รงแสดงพระองคให้ปรากฏ ์ออกมาในโลกน้ีและนนั่แหละคือขอ้ที่ทาํไมพระองคจ์ึงตรัสวา่\"เมื่อเราอยใู่นที่เฉพาะพระพกัตร์พระพุทธทีปังกรเรารู้สึกวา่ ไม่มีอะไรแมแ้ต่อนุภาคเดียวสาํหรับเรา เพื่อจะบรรลุถึง\"* ดงัน้ี* คาํกล่าวขอ้น้ีเขา้ใจวา่ฮวงโป กล่าวไปตามหลกัของตนเองและคงจะเป็นคาํกล่าวทีแมแ้ต่มหายานพวกอื่นก็กลืนไม่ลงโดยไม่ตอ้งพดูถึงเถรวาทเลยขอ้น้ีหมายความวา่การตรัสรู้ตามแบบน้ีไม่ตอ้งมีการลุถึงอะไร มีแต่ทาํให้รู้จกัสภาวะเดิมแทข้องตนเท่าน้นัอีกนนั่เองผแู้ปลไทย155 คาํตรัสน้ีเป็นคาํตรัสที่มุ่งหมายโดยตรง เพื่อทาํให้ความรู้และสติปัญญาชนิดน้นัของพวกเธอใหเ้ป็นของวา่งไปเสีย156 มีแต่พวกที่เวน้ขาดจากร่องรอยของการปฏิบตัิอยา่งควา้ไปควา้มาเพราะติดแน่นอยใู่นความรู้ของตน (ดงัที่กล่าวแลว้ขา้งตน้ ) ทุกอยา่งทุกชนิดเสียได้และเวน้ขาดจากการหวงัพ่ึงสิ่งใดๆ ท้งัหมดแลว้เท่าน้นัที่จะสามารถเป็ นผู้สงบถึงที่สุดได้157 คาํสอนตามพระคมัภีร์ของยานท้งัสามน้นัก็เป็นแต่เพียงยาบาํบดัความเจบ็ ไข้ในข้นั ปฐมพยาบาลเท่าน้นัคาํสอนเหล่าน้นัถูกสอนไปเพื่อสนองความตอ้งการในทาํนองน้นัดงัน้นัมนัจึงเป็นของมีคุณค่าเพียงชวั่คราวและขดักนัไปขดักนัมาอยใู่นตวัมนัเองถา้เพียงแต่ความจริงขอ้น้ีเป็นที่กระจ่างกนัแลว้ก็จะไม่มีอะไรเหลืออยใู่หเ้ป็นที่สงสัยเกี่ยวกบัเรื่องน้ีอีกต่อไป


24 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า158 ยงิ่ ไปกวา่น้นัท้งัหมดก็คือ มนัเป็นสิ่งสาํคญัที่สุด ที่จะไม่ไปเลือกเอาคาํสอนที่เหมาะเฉพาะบางโอกาส บางเรื่องแลว้เอามาถือวา่มนัเป็นความคิดที่เปลี่ยนแปลงไม่ไดอ้ีกต่อไป เพราะมนัจบัใจเขา โดยการที่มนั ปรากฏอยเู่ป็นส่วนหน่ึงในพระคมัภีร์ทาํไมจึงเป็นดงัน้นัเล่า? เพราะวา่ตามความจริงน้นั ไม่มีธรรม (สิ่ง)ใดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ซ่ึงความขอ้น้ีพระตถาคตก็ไดป้ระกาศไวแ้ลว้คนในนิกายเราจะไม่แยง้เลย ในข้อที่วา่สิ่งทาํนองน้ีคงจะมีได้159 เรารู้จกัทาํใหก้ารเคลื่อนไหวต่างๆทางจิต หยดุเสียท้งัหมดเท่าน้นัและเพราะเหตุน้นัยอ่มไดร้ับความความสงบอนัแทจ้ริง โดยแน่นอนเราไม่ควรต้งัตน้ดว้ยการคิดสิ่งต่างๆออกมามากมายแลว้จบลงแค่ความฉงนสนเท่ห์นานาชนิด31160 ถาม จากขอ้ความท้งัหมด เท่าที่อาจารยไ์ดก้ล่าวไปแลว้ ไดค้วามวา่จิต คือ พุทธะแต่มนัไม่กระจ่างในขอ้ที่วา่หมายถึงจิตชนิดไหนในประโยคที่วา่\"จิต\" ซ่ึงเป็น \"พุทธะ\"น้นั ? ตอบ เธอมีจิตอยแู่ลว้กี่มากนอ้ยเล่า?161 ถาม ก็แต่วา่พุทธะน้นัเป็นจิตธรรมดา หรือจิตที่ตรัสรู้แลว้เล่า? ตอบ ก็ในโลกน้ีที่ตรงไหนเล่า ที่เธอเก็บจิตธรรมดาและจิตที่ตรัสรู้แลว้ของเธอไว?้162 ถาม ในคาํสอนของ ยานท้งัสาม มีกล่าวไวว้า่มีจิตอยทู่้งัสองอยา่ง ทาํไมท่านอาจารยจ์ึงปฏิเสธมนัเสียเล่า? ตอบ ในคาํสอนแห่ง ยานท้งัสาม น้นัมีการอธิบายอยา่งกระจ่างอยแู่ลว้วา่ท้งัจิตธรรมดาและจิตที่ตรัสรู้แลว้น้นัก็ลว้นแต่เป็นมายา เธอไม่เขา้ใจเองความยดึมนั่ต่อความคิดวา่สิ่งท้งัปวงมีอยู่ท้งัหมดน้ีเป็นความสาํคญัผดิ ไปเอาของลวงเหล่าน้นัมาเป็นสัจจะความคิดต่างๆชนิดน้นัจะไม่เป็นมายาไดอ้ยา่งไรกนั ? เมื่อเป็นมายา มนัก็บงัจิตน้นัเสียจากเธอ163 ถา้เธอเพียงแต่ขจดัความคิดวา่มีจิตธรรมดา มีจิตตรัสรู้แลว้น้นัออกไปเสียจากเธอเท่าน้นัเธอจะพบวา่ ไม่มีพุทธะอะไรที่ไหนอีก นอกจากพุทธะในจิตของตนเอง164 เมื่อท่านอาจารยโ์พธิธรรม จากตะวนัตกมาถึง ท่านไดช้้ีออกไปวา่สิ่งซ่ึงคนทุกคนมีส่วนประกอบร่วมอยดู่ว้ยนนั่แหละคือ พุทธะคนจาํพวกเธอ พากนัเตลิดไปดว้ยความเขา้ใจผดิคือไปจบัฉวยเอาความคิดเช่นวา่ \"อยา่งธรรมดา\" หรืออยา่งตรัสรู้แลว้\"ข้ึนมา พร้อมกนัน้นัก็บงัคบัความคิดต่างๆของเธอไดเ้ตลิดออกไปขา้งนอก สู่ที่ซ่ึงมนัพากนัควบหอ้ไปเหมือนกะมา้ท้งัหมดน้ีมนัเกิดข้ึนครอบคลุมปิดบงัจิต ของพวกเธอ ดงัน้นัฉนัขอบอกเธอวา่จิต คือ พุทธะ165 ในทนัทีที่ความคิด หรือความรู้สึกทางอายตนะเกิดข้ึน พวกเธอก็พลดัตกลงสู้คติทวนิิยม กาลเวลาท้งัหมด ซ่ึงปราศจากการต้งัตน้และขณะซ่ึงเป็นปัจจุบนัขณะหน่ึงน้นัเป็นของอนัเดียวกนั ไม่มีน้ีไม่มีโนน้การเขา้ใจซึมซาบในสัจจะขอ้น้ีเรียกวา่การรู้แจง้เห็นจริงที่สมบูรณ์และไม่มีอะไรเหนือกวา่


25 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า166 ถาม ถอ้ยคาํที่ท่านอาจารยก์ล่าวมาน้ีมีรากฐานอยบู่นหลกัธรรมอะไร? ตอบ เอ้า หาหลกัหาเหลิกกนัทาํไมอีกเล่า? พอสักวา่เธอมีหลกัเท่าน้นัเธอก็พลดัผลุงลงไปสู่ความคิดแบบคติทวินิยมทันที167 ถาม เมื่อตะก้ีน้ีเอง ท่านอาจารยไ์ดก้ล่าวถึงอดีตซ่ึงไม่มีใครรู้วา่ต้งัตน้เมื่อไรกบั ปัจจุบนัน้นัเป็นของอนัเดียวกนัดว้ยการกล่าวอยา่งน้นัท่านอาจารย์หมายถึงอะไร? ตอบ มนัเป็นเพราะการแสวงหาดว้ยความอยากของเธอแทๆ้น้ีที่เธอไปทาํมนั ใหม้ีความแตกต่างกนัข้ึน ระหวา่งของสองอยา่งถา้เธอจะหยดุการแสวงหาดว้ยความอยากเสียได้แลว้มนัจะมีความแตกต่างใดๆในระหวา่งของสองอยา่งน้ีได้อยา่งไร?168 ถามถ้ามนัไม่แตกต่างกนัแลว้ทาํไมท่านอาจารยจ์ึงใชค้าํเรียกมนัต่างกนัเล่า? ตอบ ถา้เธอไม่ไปเอ่ยถึง \"อยา่งธรรมดา\"กบั\"อยา่งตรัสรู้แลว้\"ข้ึนมาแลว้ ใครเล่าจะอยากลาํบากไปพดูกนัถึงเรื่องชนิดน้ีในเมื่อสิ่งซ่ึงจดัเป็นอยา่งๆ พวกๆ เหล่าน้นัก็มิไดม้ีอยจู่ริงแลว้จิต ก็มิไดเ้ป็น \"จิต\"จริงและเมื่อท้งัจิต และท้งัสิ่งซ่ึงถูกจดัเป็นอยา่งๆ พวกๆ เหล่าน้นัโดยแทจ้ริงเป็นมายาแลว้เธอจะหวงัหาสิ่งใดๆไดท้ ี่ไหนกนัเล่า?32169 ถาม มายาไดบ้งัจิต ของเราเอง เสียจากเราแต่จนกระทงั่เดี๋ยวน้ีท่านอาจารยก์ ็ยงัไม่ไดส้อนพวกเราวา่ทาํอยา่งไรจึงจะกาํจดัมายาน้นัเสียได?้ ตอบ การเกิดข้ึนของมายาก็ดีการถอนมายาออกเสียไดก้็ดีลว้นแต่เป็นมายาดว้ยกนัมายามิใช่สิ่งซ่ึงมีรกรากอยใู่นความจริง มนัต้งัอยไู่ดก้็เพราะความคิดแบบทวนิิยมของพวกเธอถา้พวกเธอเพียงแต่หยุดปล่อยตนไปตามความคิดที่ทําให้เกิดของเป็นคู่ตรงกนัขา้มเช่น \"อยา่งธรรมดา\"กบั\"อยา่งตรัสรู้แลว้\" เสียเท่าน้นัมายาก็จะสิ้นสุดลงไปไดเ้องทนัทีและแลว้ถา้เธอยงัขืนอยากจะทาํลายมนั ในที่ทุกๆแห่งที่มนัอาจจะมีอยู่เธอจะพบวา่ ไม่มีสิ่งใดเหลืออยเู่ลยแมแ้ต่เส้นขนเดียวใหเ้ธอเกาะ นี่แหละคือความหมายของคาํที่วา่\"ฉนัจะปล่อยเสียท้งัสองมือ\" เพราะเมื่อเป็นดงัน้นัแลว้ฉนัจะพบ พุทธะใน จิต ของฉนั โดยแน่แท\"้นนั่เอง170 ถาม ถา้ไม่มีอะไรใหเ้กาะยดึเสียเลยแลว้ธรรมะจะถูกถ่ายทอดไดอ้ยา่งไรกนั ? ตอบ มนัเป็นการถ่ายทอด จิต ดว้ยจิต171 ถาม ถา้จิต เป็นสิ่งที่ถูกใชส้าํหรับการถ่ายทอด ทาํไมท่านอาจารยจ์ึงกล่าววา่จิต ก็ไม่ไดต้้งัอยเู่หมือนกนัดงัน้ีแล? ตอบ การไม่ไดร้ับ ธรรมะอะไรเลย นนั่แหละเรียกวา่การถ่ายทอดจิต การเขา้ใจซึมซาบ จิต ชนิดน้ีหมายความวา่ไม่มีจิต และไม่มีธรรมะ


26 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า172 ถาม ถา้ไม่มีจิต และไม่มีธรรมะแลว้การถ่ายทอด หมายถึงอะไรกนัเล่า? ตอบ พวกเธอไดย้นิคนเขาพดูกนัถึงการถ่ายทอด จิต แลว้พวกเธอก็พดูกนัถึงอะไรบางอยา่ง ทีพวกเธอเองหวงัวา่จะไดร้ับ ดนัน้นัท่านอาจารยโ์พธิธรรม จึงไดก้ล่าววา่ ธรรมชาติแท้ของจิต จิต น้นัถา้เขา้ใจซึมซาบแลว้ คาํพดูของมนุษย์ไม่สามารถหวา่นลอ้หรือเปิดเผยมนัได้ ความตรัสรู้คือความไม่มีอะไรใหใ้ครตอ้งลุถึง และผซู้่ึงไดต้รัสรู้แลว้ก็ไม่พดูวา่เขารู้อะไรถา้เผอิญอาตมาทาํความกระจ่างในขอ้น้ีใหแ้ก่พวกเธออาตมาสงสัยวา่พวกเธอจะทนมนัไหวหรือ?33173 ถาม ความวา่ง ซ่ึงเห็นแผอ่ยตู่รงหนา้เรา ในสายตาของเราน้นัเป็นสิ่งที่เห็นไดว้า่มีอยจู่ริง เมื่อเป็นดงัน้นัมิเป็นวา่ท่านอาจารยก์าํลงัช้ีปังสิ่งบางสิ่ง ซ่ึงเห็นๆอยู่และกาํลงัเห็น จิต อยู่อยใู่นมนัไปหรือ? ตอบ จิตชนิดไหนกนันะ ที่ฉนัอาจจะบอกใหดู้ได้ในสิ่งต่างๆ ที่เป็นวสิัยแห่งการดูดว้ยตา? สมมติวา่เธอดูเห็นได้มนัจะเป็นแต่เพียงจิตส่วนที่เป็นแสงสะทอ้นกลบัอยตู่ามสิ่งต่างๆที่เห็นไดด้ว้ยตาเท่าน้นัเอง เธอจะเป็นเหมือนคนที่กาํลงัมองดูหนา้ตวัเองในกระจกเงาแมเ้ธออาจจะเห็นมนัไดก้ระจ่างเหมือนของจริงไปทุกอยา่ง เธอก็ยงัคงเป็นเพียงผมู้องอยทู่ ี่เงาสะทอ้นลว้นๆเท่าน้นัเอง นี่มนัมีผลคุม้ค่าอะไรที่ไหนกนัที่ทาํใหพ้วกเธอตอ้งวงิ่มาหาอาตมา?174 ถาม ถา้ไม่ใหเ้ราเห็นดว้ยอาํนาจของแสงสะทอ้นแลว้เมื่อไรเล่าเราจะเห็นกนัไดส้ ักที? ตอบ ตลอดเวลาที่พวกเธอยงัฝากตวัเองไวก้บั\"ดว้ยอาํนาจของ\"อยู่ดงัน้ีพวกเธอก็จะตกอยภู่ายใตอ้าํนาจของสิ่งที่เป็นมายาบางสิ่งอยรู่่ําไปเมื่อไรพวกเธอจะเขา้ใจไดส้าํเร็จกนัสักทีนะ? แทนที่จะปฏิบัติตามผู้ทีบอกให้เธออ้ามือกว้างหมดท้งัสองมือเหมือนคนที่ไม่มีอะไรจะปล่อยอีกแลว้เธอก็มวัไปเสียแรงงานในการเที่ยวโออ้วด วา่มีอะไรสารพดัอยา่ง175 ถาม แมผ้ทู้ี่เขา้ใจเรื่องแสงสะทอ้นดีแสงสะทอ้นก็ยงัไม่มีอยอู่ ีกหรือ? ตอบ ถา้ของเป็นดุน้ๆ ก็ยงัไม่มีตวัตนที่ต้งัอยเู่สียแลว้มนัจะยงิ่ ไม่มีมากลงไปอีกสักเท่าไรในการที่เราจะเอาอะไรกบัสิ่งที่เป็นเพียงแสงสะทอ้น อยา่เที่ยวไดพ้ดูพร่ําเหมือนคนเดินฝันลืมตา (คนเดินละเมอ)ไปใหม้ากเลย176 เมื่อกา้วเขา้ในศาลาธรรมประจาํเมือง ท่านอาจารยไ์ดป้ระกาศออกมาวา่\"การมีความรู้ต่างๆมากมายหลายประเภทน้นั ไม่อาจจะเปรียบกนัได้กบัการที่สามารถเพิกถอนเสียไดซ้่ึงการแสวงหาทุกสิ่งซ่ึงการทาํไดอ้ยา่งน้นัเป็นสิ่งเลิศสุดเหนือสิ่งท้งัปวงจิต มิไดเ้ป็นสิ่งที่มีมากมายหลายชนิด ไม่มีหลกัธรรมแทจ้ริงอะไร ที่อาจจะพูดกนัได้โดยทางคาํพดู\" เมื่อไม่มีอะไรตอ้งพดูกนัอีก็ตองเลิกประชุม ้


27 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า34177 ถาม สัจจะอยา่งโลก หมายความวา่อะไร? ตอบ เธอจะไปทาํอะไรกบัไมก้าฝากชนิดน้นันะ? ความจริงคือความบริสุทธ์ิถึงที่สุด ทาํไมจะตอ้งไปถกกนัถึงคาํที่ไม่บริสุทธ์ิเหล่าน้นัเล่า? ความที่ปราศจากความคิดนึกต่างๆ อยา่งเด็ดขาด เรียกวา่ ปรีชาของความมีจิตปรกติ178 ทุกวนัไม่วา่เดินอยู่ยนือยู่นงั่อยู่หรือนอนอยกู่ ็ตาม หรือในการพดูจาท้งัหมดก็ตาม จึงยงัคงเป็นผมู้ีจิตที่ปราศจากการยดึถือ ทุกๆอยา่งในสิ่แวดลอ้มท้งัปวงไม่วา่จะพดูหรือแมเ้พียงแต่กระพริบตาขอใหท้าํมนัไปดว้ยความที่จิตปรกติถึงทสุดี่179 เดี๋ยวน้ีเรากาํลงัอยใู่นตอนปลายของระยะหา้ร้อยปีที่3 นบัแต่พุทธปรินิพพานมา นกัศึกษาเซ็นแทบท้งัหมด ไดเ้อียงไปในทางยึดถือเสียงและรูปทุกชนิด180 ทาํไมพวกเธอจึงไม่ลอกแบบเรา ดว้ยการปลดเปล้ืองความคิดทุกอยา่งออไปไปเสียเรากะวา่มนัมิไดม้ีอยเู่ลย หรือราวกะวา่มนัเป็นไมผ้ๆุชิ้นหน่ึง หินกอ้นหน่ึง หรือข้ีเถา้ที่ชืดแลว้เท่าน้นัเล่า? หรือลอกแบบเรา ดว้ยการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆอยา่งแผว่เบาที่สุด เท่าที่ควรจะทาํไดใ้นแต่ละโอกาสเล่า? ถา้เธอไม่อยากทาํอยา่งน้นัและเผอิญตายลงเดี๋ยวน้ีเธอจะถูกทรมานโดยยมพบาล** คือเจา้แห่งนรกโดย บุคคลาธิษฐาน (โดยธรรมธิษฐาน หมายถึงความทุกขต์ ่างๆที่จะเกิดข้ึนเนื่องจากการตาย)ผูแ้ปลไทย181 พวกเธอตอ้งหลีกเลี่ยงจากคาํสอนเรื่องความมีอยู่และเรื่องความไม่มีอยเู่สียใหห้มด เพราะจิต น้นัเหมือนกบัดวงอาทิตยใ์นขอ้ที่มนัอยใู่นความวา่งตลอดนิรันดร ส่องแสงไดโ้ดยธรรมชาติของมนัเองและส่องแสงโดยไม่ต้งัใจจะส่องแสงนี่ไม่ใช่สิ่งซ่ึงพวกเธออาจจะทาํใหส้าํเร็จไดโ้ดยปราศจากความพากเพียรแต่เมื่อเธอลุถึงข้นัที่ไม่มีความยดึถือต่อสิ่งใดๆหมดแลว้เธอก็จะเป็นผทู้ี่ทาํอยู่เหมือนที่พระพุทธเจา้ท้งัหลายท่านทาํ182 การทาํอยา่งน้ีจะเป็นการกระทาํที่เขา้ร่องเขา้รอยกนัไดจ้ริงๆกบัคาํที่กล่าวา่\"จงทาํจิตใหเ้ป็นจิตชนิดที่ไม่อิงอาศยัอยู่บนอะไรเลย\"*เพราะวา่นี่แหละคือธรรมกายแท้ของเธอ ซ่ึงเรียกไดว้า่การตรัสรู้ที่สมบูรณ์ถึงที่สุด* ธรรมภาษิต ที่สําคัญที่สุด จากวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร พระสูตรน้ีเสถียร โพธินนัทะแปลสู่ภาษาไทยผแู้ปลไทย183 ถา้เธอไม่สามารถเขา้ใจซึมซาบในขอ้น้ีแมเ้ธอจะมีความรู้อยา่งลึกซ้ึงจากการศึกษาของเธอ หรือแมเ้ธอจะมีความเพียรอยา่งสาหสัและบาํเพญ็ทุกรกิริยาอยา่งตึงเครียดที่สุด เธอก็จะยงัคงลม้เหลวต่อการรู้แจง้ถึงจิตของเธอเองอยนู่นั่เองความพยายามท้งัหมดของเธอจะเดินทางผดิและเธอก็จะเขา้ไปสมทบในครอบครัวของมารโดยแน่นอน อานิสงส์อะไรกนัที่เธอจะไดร้ับจากวตัรปฏิบตัิชนิดน้ี?184 มนัเหมือนกบัที่คร้ังหน่ึง ท่านอาจารย์ชิกุงไดพ้ดูไวว้า่\"พุทธะ น้นัคือสิ่งซ่ึงจิตของเธอเองสร้างข้ึนแทๆ้เมื่อเป็นดงัน้นัจะแสวงหา พุทธะ น้นัจากพระคมัภีร์ต่างๆไดอ้ยา่งไรกนั ?\" ดงัน้ี


28 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า185 แมพ้วกเธอจะไดศ้ึกษาถึงเรื่อง ทาํอยา่งไรถึงจะบรรลุถึงความเป็นพระโพธิสัตวส์ามประเภท ความเป็นพระอรหนัตส์ี่ประเภทและภูมิท้งัสิบแห่งความกา้วหนา้ต่อการตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์จนกระทงั่ใจของเธอเตม็ไปดว้ยความรู้เหล่าน้ีแลว้ก็ตาม เธอก็จะยงัคงทาํตวัให้เควง้ควา้งอยตู่รงกลางระหวา่ง \"อยา่งธรรมดา\"และ\"อยา่งตรัสรู้แลว้\"อยนู่นั่เอง186 การที่ไม่ดูใหรู้้วา่วธิีการแห่งการปฏิบตัิเพื่อลุถึง ทาง ทางโนน้ทุกวธิีลว้นแต่กิเวลานิดเดียวท้งัน้นันนั่เป็นสังสาริกธรรม (คือสิ่งที่ทาํใหเ้วยีนวา่ยไปในวฏัสงสารไม่รู้สร่าง)187 เรงยงิของมนัเมื่อใชไ้ปแลว้คร้ังเดียว(ก็หมด)ลูกศรก็ตกดิน พวกเธอสร้างข้ึนแต่ชีวิต ชนิดที่ไม่ทาํใหค้วามหวงัของเธอเตม็ได้ ช่างอยตู่่าํกวา่ ประตูโคตรภูเสียนี่กระไร ซ่ึงจากน้นักระโดดแผล็บเดียวก็ถึง พุทธเกษตร** โคตรภูหมายถึงสุดยอดของความเป็นมนุษยธ์รรมดา หลงัจากน้นัก็เป็นพระอริยเจา้พทุธเกษตร หมายถึงเขตของความเป็นพระพทุธเจา้ผแู้ปลไทย188 มนัเป็นเพราะวา่เธอไม่อยใู่นพวกที่กระโดดแผล็บเดียวถึง เธอจึงยงัคงดนัทุรังไปในทางที่จะเรียนใหท้วั่จบถึงวธิีการต่างๆ ที่พวกคนโบราณต้งัไว้เพื่อการมีความรู้ที่ยงัอยใู่นระดบัของความคิดปรุงแต่ง189 ท่านอาจารย์ชิกุงยงัไดก้ล่าวไวด้ว้ยวา่\"ถา้เธอไม่พบอาจารยช์้นัยอด เธอก็กลืนยา มหายานเขา้ไป เป็นหมนัเปล่า\"ดงัน้ี35190 ถา้พวกเธอจะใชเ้วลาของเธอท้งัหมด ไม่วา่เดินอยู่ยืนอยู่นงั่อยู่หรือนอนอยกู่ ็ตามใหเ้ป็นการฝึกฝนเพื่อจะหยุดเสียซ่ึงการกระทาํต่างๆ ของจิตของเธอเอง ในการที่จะก่อรูปความคิดต่างๆข้ึน เมื่อเป็นดงัน้นัเธอก็จะเป็นผเู้ที่ยงแทต้่อการลุถึงจุดหมายปลายทางช้นัสุดทา้ยเนื่องจากธรรมที่เป็นกาํลงัของเธอยงัมีไม่พอเธอจึงไม่สามารถที่จะขา้มสังสารวฏัได้ดว้ยการกระโดดทีเดียวถึงแต่เมื่อหา้หรือสิบปีผา่นไป เธอก็จะมีการต้งัตน้ที่ดีข้ึนไดอ้ยา่งแน่นอน แลว้ก็จะสามารถกา้วหนา้ต่อไปได้เองเป็ นธรรมดา191 แต่มนัเป็นเพราะเธอไม่เป็นบุคคลประเภทน้นัเธอจึงรู้สึกวา่จาํเป็นตอ้งใชจ้ิตของเธอเอง ใน \"การศึกษาธยานะ\"และ\"ศึกษาเรื่อง ทาง ทางโนน้ \"การทาํอยา่งน้นัมนัมีอะไรเกี่ยวกบัพุทธศาสนาดว้ยเล่า?192 ดงัน้นัจึงมีคาํกล่าววา่ท้งัหมดเท่าที่พระตถาคตไดส้อนน้นัมีอยเู่พียงเพื่อจะกลบั ใจมหาชน มนัเหมือนกบัแสร้งลวงไปวา่ ใบไมเ้หลืองๆเป็นทองคาํแท้เพื่อให้น้าํตาของเด็กหยดุไหลเท่าน้นัฉะน้นัมนัตอ้งไม่ถูกยดึถือวา่เป็นความจริงที่


29 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช าเด็ดขาด แต่ประการใด ถา้เธอถือเอาเป็นความจริง เธอก็ไม่ใช่สมาชิกแห่งนิกายเราแลว้มนัจะมีผลอะไรกบัธรรมชาติเดิมแท้ของเธอเล่า?193 ดงัน้นัขอ้ความในสูตรจึงกล่าววา่\"สิ่งซ่ึงเรียกวา่ ปัญญาอนัสมบูรณ์ถึงที่สุดน้นัหมายความวา่ ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ที่ตอ้งลุถึง\"ถา้เธอสามารถเขา้ใจความขอ้น้ีได้เธอก็จะเห็นอยา่งแจ่มแจง้วา่ท้งัพุทธวถิีและมารวถิีก็ลว้นแต่พลาดจากเป้ าหมายน้ีอยา่งอยา่งสิ้นเชิงโดยเท่ากนั194 จกัรวาลเดิมที่รุ่งเรืองและบริสุทธ์ิน้นั ไม่ใช่ของเหลี่ยมหรือของกลม ไม่ใช่ของใหญ่หรือของเล็ก มนั ปราศจากความแตกต่างวา่ยาวหรือส้ันใดๆ ท้งัหมด มนัอยเู่หนือการเกี่ยวขอ้ง เหนือการกระทาํเหนือวชิชาและเหนือการตรัสรู้195 พวกเธอตอ้งการเห็นใหช้ดัลงไปวา่ โดยแทจ้ริงแลว้ ไม่มีอะไรเลยไม่มีท้งัมนุษยส์ามญั ไม่มีท้งัพุทธะท้งัหลาย มหาโลกธาตุมีจาํนวนนบัไม่ถว้นดุจเมด็ทรายในโลกก็เป็นเพียงฟองน้าํเมด็เล็กๆ ญาณท้งัหลายและอริยะภาวะท้งัปวง เป็นเพียงเส้นแฉกๆของแสงฟ้าแลบ ในบรรดาสิ่งเหล่าน้นัท้งัหมด ไม่มีอะไรซ่ึงเป็นตวัแทข้องจิต196 ธรรมกาย ต้งัแต่โบราณกาลมาจนกระทงั่ถึงทุกวนัน้ีรวมท้งัพระพุทธเจา้ท้งัปวงและพระสังฆปริณายกท้งัหลายเป็น หน่ึงแลว้มนัจะขาดอะไรไปสักเส้นขนเดียวไดอ้ยา่งไรกนัเล่า?197 ถา้แมเ้ธอเขา้ใจความขอ้น้ีเธอก็ตอ้งทาํความพากเพียรเขม้แขง็ถึงที่สุด ตลอดท้งัชีวติน้ีพวกเธอไม่อาจจะมีอะไรเป็นที่แน่นอนอยทูุ่กเวลาวา่จะไดม้ีชีวติอยยู่นืยาวจนกระทงั่ ไดห้ายใจอีกคร้ังหน่ึงหรือไม่36198 ถาม ท่านพระสังฆปรินายกองคท์ ี่หกเป็นคนไม่รู้หนงัสือ ทาํไมท่านจึงไดร้ับมอบผา้กาสาวพสัตรเครื่องหมายตาํแหน่ง ซ่ึงยกท่านสู่ตาํแหน่งน้นั ? ท่านเชนสุ่ยเพื่อนนกัศึกษาคู่แข่งขนัคนหน่ึงอยใู่นฐานะสูงกวา่ศิษยอ์ื่นๆต้งัหา้ร้อยคนเพราะเป็นอาจารยช์ ่วยสอนและสามารถสามารถอธิบายความหมายอนัลึกซ้ึงของพระสูตรต่างๆไดถ้ึง 32คมัภีร์ทาํไมท่านจึงไม่ไดร้ับผา้กาสาวพสัตรน้นั ? ตอบ เพราะท่านเชนสุ่ยยงัคงปล่อยตนไปในความคิดปรุงแต่งคือในธรรมที่นาํไปสู่การกระทาํ ประโยคที่วา่เมื่อเธอปฏิบตัิเธอจึงจะบรรลุ\" น้นัท่านองคน์ ้นัก็ยงัยดึถือวา่เป็นของจริงอยู่ดงัน้นัพระสังฆปรินายกองคท์ ี่หา้ท่านจึงทาํการมอบหมายธรรมแห่ท่านฮุยเหน่ง(เวย่หล่าง)ชวั่ขณะน้นัเอง ท่านฮุยเหน่งก็ไดบ้รรลุถึงความเขา้ใจซึมซาบชนิดที่ไม่ตอ้งมีคาํพดูและไดร้ับธรรมหฤทยัอนัลึกซ้ึงที่สุด ของพระตถาคตไปอยา่งเงียบกริบ นนั่แหละคือขอ้ที่วา่ทาํไม ธรรม น้นัจึงถูกถ่ายทอดไปยงัท่าน


30 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ชึ น เ ช า199 พวกเธอไม่เห็นวา่หลกัคาํสอน อนัเป็นรากฐานของธรรมน้นัคือหลกัที่วา่ ไม่มีธรรม ถึงกระน้นัหลกัที่วา่ ไม่มีธรรมนนั่แหละเป็นธรรมอยใู่นตวัมนัเองและบดัน้ีหลกัที่วา่ธรรมไม่มีน้นัก็ไดถู้กถ่ายทอดไปแลว้หลกัที่วา่มีธรรม จะเป็นธรรมไดอ้ยา่งไรกนั ?200 ใครก็ตามเขา้ใจซึมซาบความหมายของขอ้ความน้ียอ่มควรที่จะไดน้ามวา่ภิกษุคือผซู้่ึงเชี่ยวชาญต่อ\"ธรรมปฏิบตัิ\"201 ถา้เธอไม่เชื่อความขอ้น้ีเธอลองอธิบายความหมายของเรื่องต่อไปน้ีดูท่านเวย่มิงไดป้ีนข้ึนไปยงัยอดสูงสุดแห่งภูเขาต่ายนื่เพื่อพบพระสังฆปรินายกองคท์ ี่หก ท่านสังฆปรินายกไดถ้ามวา่มาทาํไม มาเพื่อจีวรหรือมาเพื่อ ธรรม? ท่านเวย่มิงได้ตอบวา่ ไม่มาเพื่อจีวรแต่มาเพื่อธรรม เมื่อเป็นดงัน้นัพระสังฆปรินายกไดก้ล่าววา่\"ขอใหท้ ่านทาํจิตของท่านใหเ้ป็นสมาธิสักขณะหน่ึงและเวน้การคิดในความหมายของคาํวา่ดีและชวั่เสียใหห้มด\" ท่ายเวย่มิงไดท้าํตามคาํสั่งและพระสังฆปรินายกไดก้ล่าวต่อไปวา่\"เมื่อท่านไม่คิดถึงความดีและไม่คิดถึงความชวั่อยู่ตรงขณะน้ีแหละเธอจะยอ้นกลบัไปสู่ภาวะที่เธอได้เป็นอยู่ในขณะก่อนแต่ที่มารดาบิดาของเธอเองเกิดมา\" พอพดูจบท่านเวย่มิงก็ไดลุ้ถึงความเขา้ใจซึมซาบชนิดที่ไม่ตอ้งมีเสียงพดูไดโ้ดยแวบ็เดียว ต่อจากน้นัท่านไดห้มอบลงบนพ้ืนดินและไดก้ล่าววา่\"ขา้พเจา้เหมือนกบัคนที่ดื่มน้าํอยู่ยอ่มรู้ได้ดว้ยตนเองวา่มนัเยน็อยา่งไรขา้พเจา้ไดอ้ยกู่บัท่านสังฆปรินายกองคท์ ี่หา้และศิษยข์องท่านมาเป็นเวลา 30 ปีแต่เพิ่งวนัน้ีเองที่ขา้พเจา้สามารถขจดัความผิดพลาดต่างๆในวธิีคิดอยา่งเก่าของขา้พเจา้เสียได\"้พระสังฆปรินายกองคท์ ี่หกไดต้รัสวา่\"ถูกแลว้\"อยา่งนอ้ยที่สุด บดัน้ีท่านยอ่มเขา้ใจวา่ทาํไมเมื่อพระสังฆปรินายกองคท์ ี่หน่ึงจากอินเดียมาถึง ท่านจึงไดช้้ีตรงไป แต่ที่จิต ของคน ซ่ึงโดยจิต น้นัเอง เขาเหล่าน้นัสามารถรู้แจง้เห็นจริงถึงธรรมชาติ เดิมแท้ของเขา และกลายเป็ น พุทธะ ได้ และขอ้ที่วา่\"ทาํไมพระสังฆปรินายกองคน์ ้นัจึงไม่เคยพดูถึงสิ่งอื่นนอกไปจากน้ีเลย202 เรายงัไม่เห็นกนัอีกหรือวา่ทาํไมเมื่อพระอานนทไ์ดถ้ามพระมหากาศยปะวา่พระพุทธองคซ์ ่ึงโลกบูชาไดท้รงมอบหมายอะไรให้อีก พร้อมกบัจีวรทอง พระมหากาศยปะจึงร้องข้ึนวา่\"อานนท\"์เมื่อพระอานนทข์านตอบ ดว้ยความเคารพวา่\"อะไรครับ\" ดงัน้ีท่านมหากาศยปะไดก้ล่าวต่อไปวา่\"ทิ้งเสาธงลงเสียที่ประตูวดัเถิด\" ดงัน้ีนี่แหละคือนิมิตซ่ึงพระสังฆปรินายก(สายอินเดีย)องคท์ ี่1* ท่านไดใ้ห้แก่พระอานนท์* พระมหากาศยปะ ทางนิกายเซน ถือวา่เป็นพระสงัฆปรินายกองคท์ ี่1203 ตลอดเวลา 30 ปีที่พระอานนทค์นฉลาด ปฏิบตัิรับใชต้ามพระพุทธประสงคส์ ่วนพระองคม์าแต่เนื่องจากท่านเป็นคนรักการไดค้วามรู้มากเกินไป พระพุทธองคจ์ึงไดท้รงตกัเตือนท่านโดยตรัสวา่\"แมเ้ธอเที่ยวหาความรู้อยตู่้งั1000วนัมนัก็ยงัทาํประโยชน์ใหแ้ก่เธอไดน้อ้ยกวา่การฝึกฝนเรื่อง ทาง ทางน้ีโดยเฉพาะแมเ้พียงวนัเดียวถา้เธอไดฝ้ึกฝนมนัเธอจะไม่สามารถยอ่ยได้แมแ้ต่น้าํหยดเดียว\"จบบันทึกชึนเชา( http://www.mahayana.in.th )


31 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ งภาคสองบันทึกวาน-ลิง๑ถาม ในบรรดาคนที่ชุมนุมกันอยู่ประมาณ ๔-๕ ร้อยคนบนภูเขานี ้ มีสักกี่คน ที่ได้เข้าใจในคําสอนของท่านอาจารย์ อย่างเต็มที่ ?ตอบ จํานวนที่ว่านั ้นไม่อาจจะทราบได้ ทําไม ? เพราะว่า ทาง ของอาตมา เป็ นไปในทางการปลุก จิต ให้ตื่นออกมา มันจะถูกถ่ายออกมาเป็ นคําพูดได้อย่างไรกัน ? คําพูดจะมีผลได้บ้าก็ต่อเมื่อพูดใส่หูเด็ก ๆ ที่ยังไม่เคยได้รับคําสั่งสอนอะไรมาก่อนเท่านั ้น๒ถาม พุทธะ (ซึ่งหมายถึงสิ่งสูงสุด) นั ้นคืออะไร ?ตอบ จิต คือ พุทธะ ในเมื่อการดสิ ้นสุดลงแห่งความคิดปรุงแต่ง เป็ น ทาง พอสักว่า เธอหยุดการปลุกเร้าความคิดปรุงและการคิดค้นในเรื่องอันว่าด้วยความมีอยู่และความไม่มีอยู่ ความยาวและความสั ้น คนอื่นหรือตัวเอง ผู้ทําหรือผู้ถูกทํา และเรื่องอื่นทํานองนี ้เสียให้จบสิ ้นเท่านั ้น เธอจะพบว่า จิต ของเธอเป็ น พุทธะ โดยแท้จริง ว่า พุทธะ คือ จิต โดยแท้จริง และว่าจิตเป็ นสิ่งที่คล้ายกับความว่าง เพราะฉะนั ้น จึงมีคําจารึกไว้ว่า “ธรรมกาย อันแท้จริงนั ้น คล้ายกับความว่าง”จงอย่างแสวงหาสิ่งอื่นใด นอกไปจากสิ่งนี ้ มิฉะนั ้นแล้วการแสวงหาของพวกเธอจะจบลงด้วยความเศร้า แม้พวกเธอจะบําเพ็ญบารมีทั ้งหกตลอดกัปเป็ นอันมากเท่าจํานวนเม็ดทรายในแม่นํ ้าคงคา รวมทั ้งวัตรปฏิบัติอย่างอื่นที่จะทําให้ได้ตรัสรู้อีกทั ้งหมดทั ้งสิ ้นก็ตาม เธอก็ยังอยู่ไกลจากจุดหมายปลายทางอยู่นั่นเองทําไมเล่า ? เพราะว่าการทําเช่นนั ้นเป็ นการสร้างกรรมไม่มีหยุด และเมื่อกุศลกรรมที่ได้สร้างขึ ้นนั ้น หมดอํานาจลงพวกเธอก็จะกลับไปกําเนิดในภูมิอันตํ่าอีก ด้วยเหตุนี ้เองจึงมีคําจารึกไว้อีกว่า “สัมโภคกาย นั ้น ไม่ใช่พุทธะที่แท้จริง หรอผู้ประกาศธรรมะก็ไม่ใช่”เพียงแต่เธอรู้จักธรรมชาติแท้แห่งจิตของเธอเองเท่านั ้น ซึ่งในธรรมชาตินั ้นไม่มีตนเองไม่มีผู้อื่น แล้วเธอก็จะเป็ นพุทธะองค์หนึ่งจริง ๆ


32 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ ง๓ถาม เมื่อยอมรับว่า คนรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ซึ่งหยุดความคิดปรุงแต่งของตนเสียได้ คือ พุทธะ ดังนี ้แล้ว ก็คนที่ยังโง่อยู่เล่า เมื่อหยุดคิดอย่างปรุงแต่งเสียหมดแล้ว จะมิกลายเป็ นคนหลงลืมไม่มีสมปฤดีไปหรือ ?ตอบ ไม่มีคนรู้แจ้งเห็นจริง ไม่มีคนมี่ยังโง่อยู่ และไม่มีแม้ความหลงลืมไม่มีสมปฤดี ถึงกระนั ้นก็เถอะ แม้ว่าโดยหลักทั่วไป สิ่งทุกสิ่งจะปราศจากความมีอยู่อย่างเป็ นวัตถุตัวตนก็ตาม พวกเธอก็ต้องไม่คิดไปในทํานองที่ว่า ไม่มีสิ่งใดที่มีอยู่ และแม้ว่าสิ่งทั ้งหลายมิใช่เป็ นสิ่งที่ไม่มีอยู่ พวกเธอก็ต้องไม่ไปคิดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีอยู่ความคิดว่า “มีอยู่” ก็ตาม ความคิดว่า “ไม่มีอยู่” ก็ตาม ทั ้งสองอย่างล้วนแต่เป็ นความคิดที่เคยตัว ไม่ดีอะไรไปกว่าสิ่งซึ่งเป็ นมายาทั ้งหลาย ดังนั ้นจึงมีคําจารึกไว้ว่า “สิ่งใดก็ตามที่เข้าใจเอาเองตามความรู้สึกทางอายตนะ ย่อมเป็ นเหมือนกับมายา ข้อนี ้หมายถึงทุกสิ่งนับตั ้งแต่สิ่งที่เป็ นเพียงความคิดไปจนถึงสิ่งที่มีชีวิตเป็ นอยู่จริง ๆ”ท่านอาจารย์ผู้ก่อกําเนิดนิกายเซ็นของเรา ไม่ได้สอนอะไรให้แก่สาวกของท่านเลย นอกจากการทําให้ว่างไปโดยสิ ้นเชิง ซึ่งนําไปสู่การเพิกถอนเสียซึ่งความรู้สึกต่าง ๆ ทางอายตนะ ในการทําให้ว่างไปโดยสิ ้นเชิงนี่เอง ทาง ของพวกพุทธะทั ้งหลายได้เป็ นไปอย่างรุ่งเรือง และในขณะเดียวกันนั ้นเอง จากการเที่ยวแยกออกไปว่านั่นเป็ นนั่น นี่เป็ นนี่ อย่างตรงกันข้ามเป็ นคู่ ๆ นั่นแหละ ฝูงปี ศาจร้ายก็รุ่งเรืองโชติช่วงขึ ้นมา๔ถาม ถ้า จิต กับ พุทธะ เป็ นของสิ่งเดียวกันโดยเนื ้อแท้แล้ว เราจะต้องปฏิบัติต่อไปในปารมิตาทั ้งหก และการปฏิบัติอื่น ๆ ดังที่กล่าวไว้ในแบบฉบับเพื่อการตรัสรู้นั ้น ๆ หรือไม่เล่า ?ตอบ การตรัสรู้ ย่อมโพล่งออกมาจากจิตโดยตรง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการบําเพ็ญปารมิตาทั ้งหกและข้อปฏิบัติอื่นใด ๆ ของพวกเธอเลย การปฏิบัติบําเพ็ญทํานองนี ้ ทั ้งหมดทั ้งสิ ้นเป็ นเพียงอุบายสําหรับกุมเอาประโยชน์ทางวัตถุ อันเนื่องอยู่กับปัญหาชีวิตประจําวันเท่านั ้นเองถึงแม้ การตรัสรู้ก็ตาม สิ่งสูงสุดก็ตาม ภาวะแห่งสัจจะก็ตาม การบรรลุฉับพลันก็ตาม ธรรมกาย และอื่น ๆ ทั ้งหมดลงไปจนถึงภูมแห่งการก้าวหน้าทั ้งสิบก็ตาม อริยผลทั ้งสี่ อริยภาวะ และมรรคญาณ ก็ตาม ทุกอย่างล้วนแต่เป็ นเพียงคิดเอาด้วยความคิด เพื่อช่วยประคับประคองเราไประหว่างสังสารวัฏเท่านั ้น ทั ้งหมดนั ้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องทําเกี่ยวกับจิตที่เป็ นพุทธะแต่ประการใดเลย


33 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ งเนื่องจาก จิต คือ พุทธะ วิธีที่ฉลาดเพื่อลุถึงสิ่ง ๆ นี ้ก็คือการเพาะให้ พุทธะ-จิต นั ้น ผลิออกมาให้เห็นเท่านั ้นเอง เพียงแต่เธอทํามันให้ว่างจากความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่นําไปสู่การเกิดและการดับอยู่ตลอดกาล และนําไปสู่ความทุกข์เดือดร้อนใจของสัตว์โลกและโลกอื่น ๆ เพ่อให้สิ ้นเชิงเท่านั ้น พวกเธอก็จะไม่มีความจําเป็ นที่จะต้องมีวิธีปฏิบัติเพื่อการตรัสรู้และอะไรทํานองนั ้น นานาชนิดเลยฉะนั ้นจึงมีคําจารึกไว้ว่า ...ค าสอนของพุทธะทั้งหมด มีวัตถุประสงค์ข้อนี้เพียงข้อเดียวคือ พาพวกเราข้ามขึ้นใหพ้น้เสียจากภูมิแห่งความคิดบัดนี้ ถ้าข้าพเจ้าหยุดความคิดของข้าพเจ้าได้ส าเร็จแล้วประโยชน์อะไรด้วยธรรมทั้งหลายที่พุทธะได้สอนไว้ ?นับตั ้งแต่พระพุทธะโคตมะ ลงมาจนตลอดสายของพระสังฆปริณายกทั ้งหลาย กระทั่งถึงท่านโพธิธรรมเป็ นที่สุด ไม่มีใครเคยสอนว่ามีอะไร นอกจาก จิตหนึ่ง นี ้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสิ่งที่รู้กันอยู่ว่า ได้แก่ยานแห่งความรอดเพียงยานเดียว ดังนั ้น แม้พวกเธอจะเที่ยวแสวงหากันให้ตลอดสากลจักวาล เธอก็จะไม่พบยานอื่นใดเลย ไม่มีที่ไหนดอก ที่โอวาทข้อนี ้จะแตกหน่อแยกกิ่งออกไปได้มากหลาย คุณภาพเพียงอย่างเดียวของมัน คือ จริงตลอดกาล ดังนั ้น จึงเป็ นคําสอนที่รับเอาได้ยากเมื่อท่านโพธะรรมได้มาสู่ประเทศจีน จนลุถึงอาณาจักรเหลียงและอาณาจักรเว่ย ก็มีแต่ท่านสาธุคุณ โก องค์เดียวเท่านั ้น ที่ได้รับการเห็นแจ้งอย่างไม่ต้องเอ่ยปากพูดสักคําเดียวต่อจิต ของท่านเอง ในทันทีที่มีการอธิบายแก่ท่าน ท่านเข้าใจได้ว่า จิต คือ พุทธะ และว่า ใจและกายของแต่ละคนนั ้นไม่เป็ นอะไรเลย คําสอนนี ้เรียกว่ามหายาน เนื ้อแท้ของมหายานนั ้น คือ ความว่างสิ ้นเชิงจากของที่ตรงกันข้ามเป็ นคู่ ๆ ท่านโพธิธรรมได้มีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้ นในการ เป็ นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเนื ้อหาอันแท้จริงของสากลจักรวาลในชีวิตทันตาเห็นนี ้!จิต กับ “เนื ้อหา”อันนี ้ไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว คือว่า “เนื ้อหา นั่นแหละ คือ จิต สิ่งทั ้งสองนี ้ไม่สามารถแยกกันได้เลย เพราะเหตุที่ท่านอาจารย์ได้เปิ ดเผยความข้อนี ้เอง ท่านจึงได้รับสมญาตําแหน่งสังฆปริณายกแห่งนิกายของเรา และเพราะเหตุนั ้น จึงมีคําจารึกไว้ว่า “ขณะที่มีการเห็นแจ้งต่อความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของ จิต และ เนื ้อหา อันนั ้น ซึ่งก่อให้เกิดมีหลักสัจจธรรมขึ ้นมานั่นแหละ เป็ นขณะที่อาจกล่าวได้อย่างแท้จริงว่า ขณะแห่งการเลิกล้างการพรํ่าพูดการบรรยายกันเสียที๕


34 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ งถาม พระพุทธเจ้าทรงช่วยสัตว์โลกทั ้งหลายให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏได้อย่างแท้จริงหรือ ?ตอบ ตามสภาพที่เป็ นจริงนั ้น หามีสัตว์โลกทั ้งหลาย ที่ต้องกรับการปลดปล่อยโดยพระตถาคตไม่เลย ถ้าเมื่อตนเองก็มิได้มีสภาพที่เป็ นตัวตนอันแท้จริงอย่างใดแล้ว คิดดูเถิด สิ่งอื่นนอกไปจากตน จะเป็ นสิ่งที่มีสภาพแห่งความเป็ นตัวตน น้อยลงไปอีกสักเท่าไรเล่า ดังนั ้น จึงไม่มีทั ้งพุทธะ ไม่มีทั ้งสัตว์โลกทั ้งหลาย ที่ตั ้งอยู่โดยสภาพที่เป็ นตัวตนอันแท้จริงเลย๖ถาม ถึงอย่างไรก็ยังมีคําจากรึกไว้ว่า “ใครก็ตาม ที่ประกอบอยู่ด้วยพุทธะลักษณะ ๓๒ ประการ ย่อมเป็ นผู้สามารถปลดปล่อยสัตว์โลกทั ้งหลาย จากสังสารทุกข์” ท่านอาจารย์จะปฏิเสธความข้อนี ้ได้อย่างไร ?ตอบ สิ่งใด ๆ ที่ประกอบอยู่ด้วยลักษณะใด ๆ ล้วนแต่เป็ นมายาทั ้งสิ ้น ต่อเมื่อรู้ชัดแจ้งว่า ลักษณะทุกลักษณะหาใช่ลักษณะไม่ นั่นแหละ พวกเธอจึงจะรู้จักพระตถาคตเจ้าพระพุทธเจ้าก็ดี สัตว์โลกทั ้งหลายก็ดี ทั ้งสองอย่างนี ้เป็ นเพียงความคิดปรุงขนมาอย่างผิด ๆ ในจิตของเธอเองนานาชนิดเท่านั ้น เป็ นเพราะพวกเธอไม่ได้รู้จัก จิตจริงแท้ พวกเธอจึงได้ลวงตัวเองด้วยความคิดปรุงแต่งในทางความมีตัวมีตนทํานองนั ้นถ้าเธอยังจะถือว่ามีพุทธะอยู่ เธอก็จะถูกปิ ดกั ้นเสียด้วยพุทธะนั ้น นั่นเอง และเมื่อเธอยังจะถือว่า มีสัตว์โลกทั ้งหลายอยู่ เธอก็จะถูกปิ ดกั ้นเสียด้วยสัตว์โลกทั ้งหลายเหล่านั ้น นั่นเอง ความคิดปรุงแต่งที่เป็ นคติทวินิยม เช่นเห็นว่ามี“สัตว์ที่ยังโง่หลง” หรือ“สัตว์ที่ตรัสรู้แล้ว” มี“บริสทุธิ์” หรือ“ไมบ่ริสทุธิ์” ดังนั ้นเป็ นต้นก็ตาม นั่นแหละคือสิ่งกีดกั ้นปิ ดบังไม่ให้เห็นแจ้งมันเป็ นเพราะจิตของพวกเธอ ถูกปิ ดกั ้นเสียด้วยสิ่งเหล่านั ้น นั่นเอง ธรรมจักรจึงยังจําเป็ นที่จะต้องหมุนไป ๆ มันเหมือนกับลิงที่ขว้างอะไรลงไปแล้วหยิบมันขึ ้นมาอีก ขว้างอะไรลงไปแล้วหยิบมันขึ ้นมาอีก ดังนี ้เรื่อยไปไม่มีหยุด นี ้ฉันใด พวกเธอและการศึกษาของพวกเธอก็เป็ นฉันนั ้นทั ้งหมดเท่าที่เธอควรปรารถนานั ้น มันมีแต่หยุด “การศึกษา” ของเธอเสีย เลิกล้างความคดิว่า โง่หรือฉลาด บริสทุธิ์หรือไม่บริสทุธิ์ใหญ่หรือเล็ก เป็นต้น เสียให้สิน้เชิง ตดัความยึดมนั่ถือมนั่และหยดุการกระทํากรรมเสียอย่างเด็ดขาดเท่านั ้น สิ่งเหล่านี ้ทั ้งหมด เป็ นเพียงสิ่งที่เพิ่มความลําบากให้มากขึ ้น เพื่ออํานายความสะดวกนิดหน่อยเท่านั ้น หรือเป็ นเพียงเครื่องประดับประดา (ที่ไม่จําเป็ น) ภายใน จิตหนึ่ง นั ้นเท่านั ้น


35 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ งอาตมาได้ยินว่าพวกเธอเคยได้ศึกษาสูตรต่าง ๆ แห่งตรียานทั ้งสิบสองหมวด สิ่งเหล่านี ้ทั ้งหมด เป็ นเพียงข้อคิดที่เขาระบายกันออกไปพล่อย ๆ ตามที่เคยประสบ เพราะเคยปากเท่านั ้น พวกเธอจะต้องสลัดออกไปเสียให้หมดจริง ๆดังนั ้น พวกเธอจงสลัดเสียให้ได้ทุกสิ่งที่เคยเรียนเข้าไว้ ซึ่งมันไม่มีอะไรมากไปกว่าผ้าปูนอนที่เขาปูให้เธอเมื่อคราวเจ็บไข้เท่านั ้นมันเป็ นได้เฉพาะต่อเมื่อพวกเธอ ได้สลัดความรู้สึกสําคัญมั่นหมายต่าง ๆ เสียทั ้งหมด จนไม่มีอะไรเหลืออยู่ในสภาพที่เป็ นตัวตนให้ยึดถืออีกต่อไป และเฉพาะต่อเมื่อปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่แวดล้อมเธอ ไม่สามารถสกัดกั ้นปิ ดบังเธอได้อีกเลย และเฉพาะต่อเมื่อ พวกเธอได้พรากตัวเองออกมาเสียจากความคิดอย่างคติทวินิยมได้ตลอดแนว ไม่มีเหลือให้รู้สึกว่า มีคนที่ “ยังโง่”และคนที่ “ตรัสรู้แล้ว”อีกต่อไปจริง ๆ เท่านั ้น ที่พวกเธอจะนําตนขึ ้นสู่สมญาว่า พุทธะผู้อยู่เหนือโลกได้ในที่สุดด้วยเหตุดังกล่าวมานี ้ จึงมีคําจารึกไว้ว่า “การเชื่ออย่างหมอบราบคาบแก้วของพวกเธอนั ้นเป็ นสิ่งที่ไร้ผล อย่าปลงความเชื่อลงไปในพิธีรีตองต่าง ๆ ทํานองนั ้น รีบหนีไปเสียโดยเร็ว จากความเห็นผิดเชื่อผิดทํานองนั ้นเนื่องจาก จิต เป็ นสิ่งที่ไม่อาจถูกแบ่งแยกให้เป็ นนั่นเป็ นนี่ได้เลย เพราะฉะนั ้น ปรากฏการณ์ทั ้งหลายที่ปรากฏแก่เธอก็ต้องไม่ถูกแยกเป็ นชนิดนั ้นชนิดนี ้ ตามคติทวินิยม โดยเท่าเทียมกันเนื่องจาก จิต เป็ นสิ่งที่อยู่เหนือการกระทํากรรมทั ้งปวง ดังนั ้น ปรากฏการณ์ทั ้งหลายก็ต้องเป็ นเช่นนั ้นด้วยปรากฏการณ์ทุกอย่างตามที่ปรากแก่เราอยู่นี ้เป็ นสิ่งสร้างสรรค์ขึ ้นของความคิด เพราะฉะนั ้น อาตมาจึงต้องการเพียงให้ทําจิตของเธอให้ว่าง เพื่อจะได้พบความจริงว่าทุกสิ่งทั ้งหมดนั ้นเป็ นของว่างจริง ๆ วัตถุหรืออารมณ์ต่าง ๆ ที่รู้สึกกันอยู่ทางอายตนะทั ้งหลายก็ล้วนแต่เป็ นอย่างเดียวกันกับปรากฏการณ์ทั ้งหลายที่กล่าวแล้ว ไม่ว่ามันจะอยู่ในจําพวกไหน สักกี่หมื่นกี่แสนจําพวกก็ตามความว่างอันใหญ่หลวงที่ครอบงําสิ่งทั ้งปวงอยู่ทุกทิศทุกทางนั ้น เป็ นเนื ้อแท้อันเดียวกันกับ จิต นั ้น และเนื่องจาก จิต นั ้นเป็ นสิ่งที่ไม่อาจถูกแบ่งแยกออกเป็ นส่วน ๆ ได้ ตามธรรมชาติในตัวมันเอง ดังนั ้นสิ่งต่าง ๆ ทุกสิ่งจึงต้องเป็ นเช่นนั ้นด้วย


36 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ งความมีความเป็ นนานาชนิด ที่ปรากฏแก่พวกเธอว่ามันต่าง ๆ กันนั ้น มันเป็ นเพราะความสําคัญมั่นหมายของเธอเองต่างหากที่ต่างกันอยู่ในตัวมัน แล้วไปทําให้รู้สึกต่อของข้างนอกว่าต่างกันนานาชนิด ทํานองเดียวกันแท้กับสีสันต่าง ๆ ของอาหารทิพย์ของพวกเทวดา ที่เขากล่าวกันว่ามีต่าง ๆ กัน ตามควรแก่บุญกุศลของพวกเทวดาองค์หนึ่ง ๆ ซึ่งเสวยมันอนุตตรสัมมาสัมโพธิ นั ้น เป็ นชื่อของการเห็นแจ้งว่า บรรดาพระพุทธเจ้าทั ้งหลาย ในสากลจักรวาลนั ้น ตามความจริงแล้ว ท่านมิได้มีลักษณะแห่งความเป็ นพระพุทธเจ้าอะไร ๆ โดยเฉพาะที่เราอาจจะแบ่งแยกออกมาให้เห็นได้แม้แต่น้อยเลย มีอยู่ก็แต่ จิตหนึ่ง เท่านั ้นตามที่จริงแล้ว ไม่มีความทวีตัวเป็ นความอเนกอนันต์แห่งรูปทั ้งหลาย ไม่มีความรุ่งเรืองอย่างสวรรค์ ไม่มีชัยชนะอย่างรุ่งโรจน์ หรือไม่มีการยอมจํานนต่อผู้ชนะ เนื่องจากไม่มีใครมีชัยชนะอย่างรุ่งโรจน์ ดังนั ้นจึงไม่อาจมีการได้สมัญญาตามแบบฉบับว่าใครได้เป็ นพุทธะสักองค์หนึ่ง และเนื่องจากไม่มีการพ่ายแพ้ จึงไม่อาจมีการได้สมัญญาตามแบบฉบับนั ้น ๆ ว่าใครเป็ นสามัญสัตว์ ไปได้เลย๗ถาม แม้ว่า จิต นั ้นเป็ นสิ่งที่ไม่มีรูปลักษณะ แต่ท่านอาจารย์อาจปฏิเสธได้อย่างไรว่าไม่มีพุทธลักษณะ ๓๒ ประการ หรือไม่มีอุดมภาพ ๘๐ ประการ ซึ่งสัตว์อาศัยข้ามฟากแห่งสังสารวัฏได้ ?ตอบ ลักษณะ ๓๒ ประการ ก็เป็ นเพียงสักว่าลักษณะของรูป สิ่งใดก็ตามที่มีรูป สิ่งนั ้นเป็ นมายา อุดมภาพ ๘๐ ประการนั ้นก็ยังตกอยู่ในวงของสสาร (วัตถุ) อยู่นั่นเองผู้ใดก็ตาม สําคัญว่าตัวตนมีอยู่ในสสาร ก็เป็ นผู้ที่กําลังเดินผิดทาง ดังนี ้เขาจึงไม่สามารถเข้าใจเรื่องของพระตถาคตเจ้าได้อย่างถูกต้องเลย๘ถาม เนื ้อหาอันแท้จริงของพระพุทธเจ้า ต่างจากเนื ้อหาอันแท้จริงของสามัญสัตว์ทั ้งปวงโดยสิ ้นเชิง หรือว่าเป็ นอันเดียวกัน ?ตอบ เนื ้อหาอันแท้จริง ย่อมไม่มีทางที่จะไปเป็ นความเป็ นอันเดียวกันหรือเป็ นของต่างกันกับสิ่งใด ๆ เลย


37 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ งถ้าพวกเธอ ไปรับเอาคําสอนตามแบบฉบับของพวกตรียานมาศึกษาให้เห็นความแตกต่างระหว่างพุทธภาวะ กับสภาวะของสามัญสัตว์ทั ้งหลายอยู่ พวกเธอก็จะต้องสร้างกรรมแห่งตรียานขึ ้นสําหรับตัวเอง ครั ้นแล้วความเป็ นสิ่งเดียวกัน หรือความแตกต่างกันนานาชนิดก็จะเกิดมีขึ ้นมา ในฐานะที่เป็ นผลของการทําเช่นนั ้นแต่ถ้าพวกเธอถือตามคําสอนแห่งพุทธยาน ซึ่งถ่ายทอดให้โดยท่านโพธิธรรม เธอจะไม่มีการพูดถึงสิ่งเหล่านี ้เลย เธอจะเพ่งตรงไปยัง จิตหนึ่ง ซึ่งเป็ นสิ่งที่ปราศจากความเป็ นอันเดียวกันหรอความแตกต่างกัน ปราศจากความเป็ นเหตุและความเป็ นผล (เป็ นต้น)ด้วยเหตุดังนั ้น จึงมีคําจารึกไว้ว่า “มีหนทางแต่ทางเดียวของพวกเอกยานเท่านั ้น ไม่มีทางที่สอง ทางที่สาม เว้นเสียแต่ทางหลาย ๆ แบบ ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้แต่เพียงในฐานะเป็ นอุบายล้วน ๆ เพื่อปลดเปลื ้องสัตว์ที่ยังจมอยู่ในความหลงผิดเต็มที่เท่านั ้น”๙ถาม ทําไมพระโพธิสตัว์แหง่อนนัตภาวะจงึไมส่ามารถมองเห็นเครื่องหมายศกัดสิ์ิทธิ์ที่มงกฎุแหง่เศียรของพระพทุธเจ้าเล่า ?ตอบ สําหรับท่านไม่มีอะไรเลยที่จะเห็นได้จริง ๆ ทําไม ? เพราะพระโพธิสัตว์แห่งอนันตภาวะนั ้นคือพระตถาคต ทั ้งยังแถมอีกว่า ความประสงค์ที่จะดู ย่อมไม่เกิดขึ ้นเลยคําอุปมานั ้น มุ่งหมายที่จะป้ องกันพวกเธอเสียจากการคิดว่า พุทธะและสามัญสัตว์ ทั ้งหลายนั ้น มีตัวมีตนอยู่มากมายแล้ว เธอก็ตกลงไปสู่ความหลงผิด แห่งความมีอยู่อย่างแตกต่างกันเป็ นพิเศษนั่นเองข้อนี ้เป็ นคําเตือนที่ต่อต้านความคิดที่ว่า ตัวตนมีอยู่หรือไม่มีอยู่ และเพราะคิดเช่นนั ้นจึงตกลงไปสู่ความผิดพลาดแห่งความคิดว่ามีอยู่อย่างแตกต่างกันเป็ นพิเศษ และทั ้งเพื่อต่อต้านความคิดที่ว่ามีบุคคลที่ยังโง่หลงอยู่ และบุคคลที่ตรัสรู้แล้ว ซึ่งเพราะคิดเช่นนั ้น จึงได้ตกลงไปสู่ความหลงผิดชนิดเดียวกับที่กล่าวแล้วมีได้แต่คนที่สามารถเปลื ้องตนออกมาเสียจากความคิดทํานองนั ้นโดยสิ ้นเชิงเท่านั ้น ที่จะสามารถมีกาย แห่งอนันตภาวะได้ ความคิดปรุงแต่งทั ้งหลายทั ้งปวง เรียกได้ว่า ความเห็นผิด


38 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ งผู้ถือลัทธิผิด ๆเช่นนั ้น ย่อมยินดีในการทวีความคิดปรุงแต่ง แต่พระโพธิสัตว์ยังคงนิ่งเงียบ อยู่ในท่ามกลางฝูงคนจําพวกนี ้ทั ้งหมดคําว่า “ตถาคต” หมายถึงตถาตา (คือความเป็ นตามที่เป็ นจริง ๆ ) ของสิ่งทั ้งหลายทั ้งปวงที่ปรากฏให้เราเห็น เพราะฉะนั ้น จึงมีคํากล่าวไว้ว่า “พระเมตไตรย ก็เป็นเช่นนี ้ มุนีและปราชญ์ทั ้งหลายก็เป็ นเช่นนี ้”ตถาตา มิได้มีอยู่ในสิ่งที่อาจเกิดขึ ้น หรออาจสลายลง ตถาตา มิได้มีอยู่ในสิ่งซึ่งมองเห็นได้ หรือฟังได้ยินได้ มงกุฏแห่งพระเศียรของพระตถาคตนั ้น เป็ นเพียงความคิดที่ผู้กล่าวได้เล็งถึงภาวะแห่งความสมบูรณ์ชนิดที่พวกเธอจะรู้สึกต่อมันได้โดยทางอายตนะ ฉะนั ้นพวกเธออย่าได้ตกลงไปสู่ความคิดปรุงแต่ง เรื่องความสมบูรณ์ ตามความคิดว่ามีตัวตนเลยยิ่งกว่านั ้นมันยังมีอีกว่า พุทธกายหรือสิ่งสูงสุดนั ้นย่อมอยู่เหนือการกระทําทั ้งปวง ซึ่งเป็ นไปในทางการก่อรูปต่าง ๆ เพราะฉะนั ้น พวกเธอต้องระวังการหลงทําความแบ่งแยกสิ่งต่าง ๆ เป็ นนั่นเป็ นนี่คู่กันอย่างนั ้นอย่างนี ้ ในบรรดาสิ่งทั ้งหลายนับด้วยหมื่นแสน ซึ่งมีรูปต่าง ๆ กันสังขารธรรมทั ้งปวง เกิดขึ ้นตั ้งอยู่ชั่วขณะแล้วดับไปดังนี ้ เทียบได้กับความไม่มีอะไรล้วน ๆ ส่วนมหาศุนยตา หรือ ความว่างอันใหญ่หลวง นั ้น เป็ นภาวะแห่งความสมบูรณ์ซึ่งในนั ้นไม่มีทั ้งความพร่องและความล้น เป็ นความสงบเงียบอย่างมีระเบียบ ซึ่งในนั ้นการกระทําทั ้งปวงย่อมหยุดนิ่งพวกเธออย่าขืนไปคิดว่า อาจจะมีส่วนอื่น ๆ ซึ่งอยู่นอกออกไปจาก มหาศุนยตา นี ้ การดันทุรังไปเช่นนั ้น จะนําพวกเธอไปสู่การคิดแบ่งแยกสิ่งต่าง ๆ เป็ นพวก ๆ โดยไม่มีทางทีจะหลีกเลี่ยงได้เลย ฉะนั ้น จึงมีคําจารึกไว้ว่า “ภาวะแห่งความสมบูรณ์นั ้น คอมหาสมุทรแห่งญาณ ส่วนสังสารวัฏนั ้น คือความสับสนที่หมุนเชี่ยวอยู่”เมื่อเราพูดกันว่า ความรู้ที่ “ฉัน” ได้รับ การศึกษาที่ “ฉัน” ได้กระทํา ความเข้าใจอันลึกซึ ้ง “ของฉัน” ความหลุดพ้นจากการเวียนเกิด “ของฉัน” วิถีชีวิตในทางธรรม “ของฉัน” ดังนี ้นั ้น ความสําเร็จของเราย่อมทําให้ความคิดเหล่านี ้ รู้สึกเป็ นสุขแก่เราเป็ นที่สุด แต่ความพลาดของเราทําให้มันดูน่าทุเรศไป ทั ้งหมดนั ้น จะเป็ นประโยชน์อะไรที่ไหนกัน ?ฉันของตักเตือนพวกเธอ ให้คงสภาพสงบเงียบ อยู่อย่างมีระเบียบและอยู่เหนือกรรมทั ้งปวง อย่าลวงตนเองด้วยความคิดปรุงแต่งของตนเอง และอย่าเที่ยวมองหาสัจจธรรมในที่ใด ๆ เลย เพราะว่าทั ้งหมดที่เราประสงค์นั ้น คือการเว้นขาดจากการยอมให้ความคิดปรุงแต่งเกิดขึ ้น


39 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ งมันเป็ นสิ่งที่ชัดแจ้งอยู่แล้วว่า ความคิดต่าง ๆ ภายในใจและความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดจากอารมณ์ภายนอกนั ้น เป็ นสิ่งที่ทําให้เดินผิดทางได้โดยเท่ากัน และว่าทางแห่งพุทธะทังหลายก็เป็ นอันตรายแก่เธอเช่นเดียวกับทางแห่งมารทั ้งหลาย ดังนั ้นเมื่อพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ได้หลงพลัดเข้าไปสู่คติทวินิยมชั่วคราว ท่านพบตัวเองว่าถูกบีบ ให้เตี ้ยแคระโดยภูเขาเหล็กสองลูกซึ่งปิ ดกั ้นโดยไม่มีทางออกแต่พระมัญชุศรีมีความเข้าใจที่แท้จริง ในเมื่อพระสมันตภัทรมีแต่ความรู้ชั่วแล่น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความเข้าใจอันแท้จริงกับความรู้ชั่วแล่น ได้เข้าผสมกันอย่างเหมาะส่วนเป็ นอันเดียวกันแล้ว ก็ปรากฏว่าทั ้งสองอย่างนั ้นมิได้มีอยู่อีกต่อไป มีอยู่ก็แต่ จิตหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทั ้งพุทธะและทั ้งสัตว์ทั ้งหลาย ทั ้งนี ้เพราะว่าใน จิตหนึ่ง นั ้นมิได้มีคติทวินิยมเช่นนั ้นในทันทีที่พวกเธอมีความคิดว่า พุทธะ ขึ ้นมา เธอก็ต้องถูกบังคับให้มีความคิดว่า สามัญสัตว์ทั ้งหลายตามขึ ้นมา หรือให้คิดเป็ นความคิดรวบยอด และความคิดไม่รวบยอด ความคิดกว้างขวาง และความคิดขี ้เหร่ขึ ้นมา ซึ่งมันจะจองจําเธอไว้ในระหว่างภูเขาเหล็กสองลูกนั ้นอีกโดยแน่นอนในกรณีที่มีอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม เกิดขึ ้นมาจากการคิดค้นอย่างคติทวินิยมนั ้น ท่านโพธิธรรมแนะให้แก้ไขด้วยการที่ท่านเพียงแต่ชี ้ตรงไปยัง จิต และ เนื ้อหาอันแท้จริง ดั ้งเดิมของเราในฐานะซึ่งตามความจริงแท้แล้ว เป็ นพุทธะอยู่แล้วทั ้งหมด ท่านมิได้มอบวิธีการผิด ๆ ในการทําตนเองให้สมบูรณ์มาให้เลย ท่านมิได้เป็ นพวกนิกายแบบที่มีการบรรลุอย่างค่อยเป็ นค่อยไปหลักคําสอนของท่าน ไม่ยอมรับว่ามีสิ่งที่มีคุณลักษณะอันทําให้ได้ชื่อว่า สว่างและมืด เมื่อสิ่งนั ้น ไม่ใช่ความสว่าง ก็จงดูให้เห็นว่าไม่มีความสว่างอะไรที่ไหน เมื่อสิ่งนั ้นไม่ใช่ความมืด ก็จงดูให้เห็นว่านั่นมันไม่มีความมืดอะไรที่ไหน ! ดังนั ้นจึงมีผลตามมาว่า ไม่มีความมืดหรือปลายสุดของความมืดใครก็ตาม ที่เข้ามาสู่ประตูแห่งนิกายของเรา เขาต้องจัดการกับทุก ๆ สิ่ง ด้วยอํานาจของสติปัญญาล้วน ๆ เท่านั ้น ความรู้สึกด้วยใจจริงชนิดนี ้เท่านั ้น ที่เรียกว่า ธรรมะ เมื่อธรรมะถูกรู้อย่างประจักษ์แล้ว เราย่อมพูดถึงพุทธะได้ ครั ้งรู้ประจักษ์ต่อไปว่า โดยความจริงแล้ว ไม่มีทั ้งธรรมะ ไม่มีทั ้งพุทธะ นั่นเรียกว่าเข้าถึงสังฆะ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า“บรรพชิตผู้อยู่เหนือกรรมทั ้งปวง” นั่นเองแล้วผลที่เกิดขึ ้นทั ้งหมดอาจเรียกได้ว่า ตรีรัตนะ หรือเพชรพลอยสามชนิดในเนื ้อหาอันเดียวกัน


40 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ งบรรดาพวกที่แสวงหาสัจจธรรม เขาต้องไม่แสวงหาจากพุทธะ จากธรรมะ หรือจากสังฆะ เขาจะต้องไม่แสวงหาจากที่ใดเลย เมื่อพุทธะไม่ถูกแสวงหา ก็ไม่มีพุทธะที่จะต้องพบ ! เมื่อธรรมะไม่ถูกแสวงหา ก็ไม่มีธรรมะที่จะต้องพบ ! เมื่อสังฆะไม่ถูกแสวงหา ก็เป็ นอันว่าไม่มีสังฆะเลย !๑๐ถาม ท่านอาจารย์เอง ก็เป็ นพระสงฆ์องค์หนึ่งอยู่ในสังฆะ ในบัดนี ้ และเป็ นที่เห็นชัดกันอยู่แล้วว่า ท่านอาจารย์กําลังง่วนอยู่กับการประกาศธรรมะ แล้วท่านอาจารย์ประกาศออกมาว่าไม่มีทั ้งสังฆะ ไม่มีทั ้งธรรมะ ได้อย่างไรกัน ?ตอบ ถ้าพวกเธอสําคัญไปว่ามีธรรมะที่ต้องประกาศ เธอก็จะขอร้องอาตมาให้แสดงมัน แต่ถ้าเธอเรียกร้องหา “อาตมา”ชนิดที่เล็งถึงความมีอยู่อย่างพิเศษอีกชนิดหนึ่งแล้ว !ธรรมะนั ้นหาใช่ธรรมะที่เธอกําลังขอร้องไม่ มันคือ จิตหนึ่ง โน้น !เพราะเหตุนั ้นเอง ท่านโพธิธรรม จึงกล่าวไว้ว่า ...แม้เราได้ถ่ายทอดให้แล้ว ซึ่งธรรมะแห่ง จิตธรรมะก็จะเป็นธรรมะไปได้อย่างไรกัน ?เพราะว่า ไม่ใช่ทั้งธรรมะ ไม่ใช่ทั้ง จิตทีส่ามารถมีอยู่อย่างมีความเป็นตวัเป็นตนเข้าใจข้อนี้เท่านั้น เธอจึงจะเข้าใจธรรมะ ซึ่งถ่ายทอดด้วย จิต ถึง จิตความที่รู้อยู่ว่า ในสัจจธรรมนั ้น ไม่มีอะไรเลยแม้สักอย่างเดียวที่ดํารงอยู่ ซึ่งอาจยึดถือเอาได้ เข้าถึงได้ บรรลุได้ ตรัสรู้ได้ หรือเสวยผลได้! นั่นแหละคือการนั่งอยู่ในโพธิมณฑลโพธิมณฑล คือภาวะซึ่งอยู่ในนั ้น ไม่มีความคิดเกิดขึ ้นเป็ นรูปต่าง ๆ ในนั ้นแหละที่พวกเธอจะได้ลืมตาต่อความว่างอันแท้จริงของสิ่งทั ้งปวงที่ปรากฏแก่มนุษย์ และเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า เป็ นความว่างอย่างยิ่งยวด แห่งตถาคตครรภ์ไม่มีอะไรเลยสกัสิ่งเดียวทีม่ีอยู่ดังนั้น ฝุ่นสกปรกจะจับได้ที่ตรงไหน ?ถ้าท่านเข้าใจถึงหัวใจของความจริงเรื่องนี้


41 | คํา ส อ น ข อ ง ฮ ว ง โ ป : บั น ทึ ก ก ว า น - ลิ งท าไมจะต้องพร ่าถึงความสุขชั้นเลิศด้วยเล่า ?๑๑ถาม “ถ้าไม่มีอะไรเลยสักสิ่งเดียว ที่มีอยู่” ดังนี ้แล้ว เราจะเอ่ยถึงปรากฏการณ์ทั ้งหลาย ในฐานะที่มิได้เป็ นสิ่งที่มีอยู่ ได้อย่างไรหรือ ?ตอบ คําว่า “มิได้มีอยู่” ก็เป็ นคําพูดที่ผิดเช่นเดียวกับคําตรงข้ามที่ว่า “มีอยู่” โพธินั ้น หมายถึงความไม่มีแห่ง “ความคิด” ว่ามีอยู่หรือมิได้มีอยู่๑๒ถาม พุทธะ คืออะไร ?ตอบ จิต ของเธอ คือพุทธะ พุทธะคือ จิต จิต กับพุทธะ เป็ นสิ่งที่ไม่แยกจากกันได้ เพราะฉะนั ้น จึงมีคําจารึกไว้ว่า “สิ่งซึ่งได้แก่ จิต นั่นแหละ คือ พุทธะ” ถ้ามันเป็ นสิ่งอื่นนอกไปจาก จิต มันก็เป็ นสิ่งอื่นนอกไปจาก พุทธะ โดยแน่นอน๑๓ถาม ถ้าจิตของเราเองก็เป็ นพุทธะ ท่านโพธิธรรมเมื่อมาจากอินเดียท่านถ่ายทอดธรรมะของท่านไว้อย่างไร ?ตอบ เมื่อท่านโพธิธรรมมาจากอินเดีย ท่านถ่ายทอดแต่ จิต-พุทธะ เท่านั ้น ท่านเพียงแต่ชี ้ความจริงในข้อที่ว่า จิตของพวกเราทุกคนเป็ นอันเดียวกับพุทธะมาแล้ว แต่แรกเริ่มเดิมทีเดียว และไม่มีทางที่จะแยกกันได้แต่อย่างใดเลย นั่นแหละคือข้อที่ว่าทําไมเราจึงเรียกท่านว่า สังฆปริณายกของเราใครก็ตาม เข้าใจความจริงข้อนี ้ได้ทันที เขาก็อยู่เหนอการนําของพระอรหันต์ทั ้งหลาย และอยู่เหนือคําสอนอันถนัดปากและถนัดมอของพวกยานทั ้งสาม ไม่ว่าจะเป็ นยานใด ได้ทั ้งหมดในทันทีอีกเหมือนกันพวกเธอเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน กับพุทธะ มาตลอดเวลา ดังนั ้นอย่าเที่ยวลวงใคร ๆ ว่าเธอลุถึงความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวนี ้ได้ด้วยการปฏิบัตินานาชนิด๑๔


Click to View FlipBook Version