1. เป็นแหล่งว่าจ้างแรงงาน 2. ท าให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเต็มที่และช่วยในการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 3. ช่วยในการผลิตสินค้าที่จ าเป็นต่อการด ารงชีวิตหรือปัจจัย 4 และสิ่งอ านวย ความสะดวกต่าง ๆ 4. ช่วยลดปัญหาดุลการค้าและดุลการช าระเงิน 5. ช่วยในการผลิตอาวุธ ซึ่งมีความส าคัญต่อความมั่นคงของประเทศ
อุตสาหกรรมจ าแนกได้หลายขนาดและหลายประเภท ได้แก่ 5.2.1 การแยกประเภทอุตสาหกรรมตามกรรมวิธี แยกเป็น 4 ประเภท คือ 1. อุตสาหกรรมสกัดจากธรรมชาติ หมายถึง การสกัด หรือแยก หรือ น าทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น การท าเหมืองแร่ การประมง 2. อุตสาหกรรมการผลิต หมายถึง การน าวัตถุดิบจากอุตสาหกรรม การสกัดจากธรรมชาติ มาผลิตเป็นสินค้าส าเร็จรูปหรือผลิตภัณฑ์อื่น เช่น การผลิต กระดาษ 3. อุตสาหกรรมการขนส่ง หมายถึง การประกอบการเพื่อน าสินค้า ส าเร็จรูปไปยังผู้บริโภคเช่น การขนส่งทางเรือ ทางรถไฟ ทางรถบรรทุก และทางอากาศ 4. อุตสาหกรรมการบริการ หมายถึง การประกอบกิจการด้านการใช้ บริการต่าง ๆ
5.2.2 การแยกประเภทอุตสาหกรรมตามขนาดของกิจการ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หมายถึง อุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงาน เครื่องจักร อุปกรณ์และเงินทุนสูงมาก เช่น อุตสาหกรรมถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้า 2. อุตสาหกรรมขนาดย่อม หมายถึง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ตลอดจนเงินทุนน้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนมากเป็น อุตสาหกรรมที่ผลิตเครื่องอุปโภคทั่ว ๆ ไป เช่น อุตสาหกรรมฟอกหนัง 3. อุตสาหกรรมในครัวเรือน หมายถึง อุตสาหกรรมที่ท าภายใน ครอบครัว ในบ้านที่อยู่อาศัยเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ ท าผลิตภัณฑ์ที่ ใช้ความช า นาญทางฝีมือ เช่น การแกะสลัก
5.2.3 การแยกประเภทอุตสาหกรรมตามลักษณะการใช้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. อุตสาหกรรมสินค้าทุน หมายถึง อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าซึ่งน าไป ใช้เป็นวัตถุดิบของโรงงานอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น การท าเครื่องจักร การถลุงโลหะ 2. อุตสาหกรรมสินค้าบริโภค หมายถึง อุตสาหกรรมที่ท าการผลิตให้ ได้ผลิตผลส าหรับ ประชาชนน าไปใช้ประโยชน์ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน เช่น อุตสาหกรรมผลิตอาหารส าเร็จรูป 5.2.4 การแยกประเภทอุตสาหกรรมตามสภาพและสมบัติผลิตภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1. ประเภทถาวร หมายถึง อุตสาหกรรมที่ท าการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มี ความคงทนถาวร หรือมีอายุการใช้งานนาน เช่น การท าเครื่องจักร 2. ประเภทก ึ่งถาวร หมายถึง อุตสาหกรรมที่ท าการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มี อายุการใช้งานในระยะเวลาอันสั้น เช่น เสื้อผ้า 3. ประเภทไม่ถาวรหร ื อประเภทส ิ้นเปล ื อง หมายถึง การผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เมื่อใช้งานเพียงครั้งเดียวหรือไม่อาจน ากลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก
5.3.1 โรงงานผลิตสารเคมี โรงงานผลิตสารเคมีเป็นโรงงานที่ผลิตสารเคมีชนิดต่าง ๆ ขึ้น เพื่อ น าไปใช้ในกิจการต่าง ๆเช่น ผลิตกรดก ามะถัน โซดาไฟ กรดเกลือ โซเดียมซัลเฟต 5.3.2 โรงงานผลิตยาฆ่าแมลง โรงงานผลิตยาฆ่าแมลงส่วนมากเป็นโรงงานที่น าสารเคมีเข้ามาผสม หรือน ายาฆ่าแมลงเข้ามาบรรจุภาชนะภายในประเทศ 5.3.3 โรงงานผล ิ ตเยอ ื่กระดาษ โรงงานผลิตเยื่อกระดาษส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่ท ากระดาษใช้เยื่อ กระดาษเก่า โดยมีการใช้สารเคมีควบโซดาไฟในกระบวนการผลิต 5.3.4 โรงงานฟอกย้อมสี โรงงานฟอกย้อมสีเป็นโรงงานที่ใช้สารเคมีในการฟอกย้อมสีผ้าที่จะใช้ เป็นสิ่งทอ โรงงานจะตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ
5.3.5 โรงงานฟอกหนัง โรงงานฟอกหนังเป็นโรงงานที่ใช้โครเมียมเป็นสารพิษในกระบวนการฟอก หนังสัตว์ โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ 5.3.6 โรงงานผลิตยารักษาโรค โรงงานผลิตยารักษาโรคเป็นโรงงานที่ส่งยาส าเร็จรูปเข้ามาบรรจุภาชนะ และจ าหน่ายภายในประเทศ ซึ่งมีสารเคมีที่เป็นตัวยาหลายประเภท 5.3.7 โรงงานท าสี โรงงานท าสีโรงงานประเภทนี้มีกระจายอยู่ทั่วไป เป็นโรงงานท าสีน ้ามัน สี พลาสติก น ้ามันทาไม้เชลแล็ก และแล็กเกอร์สารพิษจากโรงงานพลาสติก ได้แก่ สารที่ เป็นกรดหรือด่าง และโลหะหนัก เป็นโรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์พวกพลาสติกชนิดต่าง ๆ 5.3.9 โรงงานชุบโลหะ โรงงานชุบโลหะจะมีสารพิษอยู่หลายชนิด เช่น โครเมียม นิกเกิล ไซยไนต์ สังกะสี ดีบุก ฯลฯ เป็นโรงงานที่มีอยู่มากในกรุงเทพฯ
5.3.10 โรงงานแบตเตอร ี่ โรงงานแบตเตอรี่ส่วนใหญ่เป็นโรงงานท าถ่านไฟฉาย ซ่อม และประกอบ แบตเตอรี่ สารพิษจากโรงงานเป็นพวกแมงกานีส ตะกั่ว และสังกะสี ส่วนใหญ่โรงงาน ประกอบนี้จะตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ
5.4.1 ความหมายของสารเคมี สารเคมี (Chemicals) หมายถึง สารอนินทรีย์หรือสารอินทรีย์ที่สามารถ ระบุโมเลกุลของสารได้อาจปรากฏอยู่ในธรรมชาติหรือถูกสังเคราะห์ขึ้นจากปฏิกิริยา ต่าง ๆ ก็ได้ โดยทั่วไปแล้วสารเคมีมีสถานะ3 สถานะเช่นเดียวกันกับสสาร ได้แก่ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ สามารถเปลี่ยนสถานะได้ เมื่อสภาวะหรือเงื่อนไขเปลี่ยนไป เช่น เปลี่ยนอุณหภูมิ ความดัน โดยใช้ปฏิกิริยาทางเคมี เป็นต้น ก็สามารถเปลี่ยนจาก สารเคมีหนึ่งไปเป็นสารเคมีตัวใหม่ได้
5.4.2 ประเภทของสารเคมี สหประชาชาติ (United..Nations)..แบ่งประเภทของวัตถุที่เป็นอันตราย และเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายหรือที่เรียกว่า UN–Class ออกเป็น 9 ประเภท ดังนี้ ประเภทที่ 1วัตถุระเบิด ประเภทที่ 2 ก๊าซ ประเภทที่ 3ของเหลวไวไฟ ประเภทที่ 4ของแข็งไวไฟ ประเภทที่ 5 วัตถุออกซิไดส์และออร์แกนิกเปอร์ออกไซด์ ประเภทที่ 6วัตถุมีพิษและวัตถุติดเชื้อ ประเภทที่ 7วัตถุกัมมันตรังสี ประเภทที่ 8วัตถุกัดกร่อน ประเภทที่ 9วัตถุอื่น ๆ ที่เป็นอันตราย
ตารางท ี่5.1 ประเภทของวัตถุเคมีที่เป็นอันตรายแบ่งตาม UN–Class
5.4.3 สารเคมีในอุตสาหกรรม สารเคมีได้เข้ามามีบทบาทและมีความส าคัญในวงการอุตสาหกรรมและ ในชีวิตประจ าวันของบุคคลโดยทั่วไป ปัจจุบันประเทศไทยมีการน าสารเคมีมาใช้ ประโยชน์ในโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆอย่างแพร่หลาย มีการน าสารเคมีมาใช้ เป็นวัตถุดิบหลากหลายแตกต่างกันไป เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก๊าซ น ้ามัน ผลิตสี อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ หลอมโลหะ สารปราบศัตรูพืช ยา เฟอร์นิเจอร์ เครื่องส าอางอาหาร เป็นต้น สารเคมีเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมของประเทศ และท าให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน การใช้สารเคมีที่ไม่เหมาะสมจะท าให้ผู้ประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมมีโอกาส ได้รับและสัมผัสกับสารเคมีกลุ่มต่าง ๆ
5.4.4 คุณสมบัติของสารเคมี คุณสมบัติของสารเคมีแบ่งได้ตามผลกระทบเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. ความเสี่ยงจากไฟไหม้หรือระเบิด 2. เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 3. เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 4. ท าลายวัสดุสิ่งของ
ตารางท ี่5.2 ตัวอย่างคุณสมบัติของสารเคมี
5.4.5 ความเป็ นอันตรายของสารเคมี 1. อันตรายจากความเป็นพิษของสารเคมี สารเคมีที่ใช้กันอยู่มีสมบัติและ ผลกระทบต่อร่างกายแตกต่างกันมากมาย ดังนั้นก่อนที่จะใช้สารเคมีใด ๆ จึงจ าเป็น อย่างยิ่งที่ต้องทราบว่าจะมีอันตรายอะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้นได้จากสารเคมีที่ต้องใช้และ อันตรายนั้น ๆ (1) การจ าแนกประเภทของสารพิษ ความเป็นพิษของสารเคมีที่ใช้กัน อยู่เสมอในอุตสาหกรรมหรือในห้องปฏิบัติการแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้ (ก) สารระคายเค ื อง เป็ นสารท่ีไม่ออกฤทธิ์กดักรอ่นผิวหนงั แต่เป็น เหตุท าให้เกิดการอักเสบ เช่น การพุพอง หรือเป็นผื่นแดง (ข) สารกัดกร่อน จะท าลายเซลเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในบริเวณที่ถูก สัมผัสท าให้เกิดการย่อยสลายของเนื้อเยื่อและเกิดความเจ็บปวดรุนแรง (ค) สารก่อภูมิแพ้ อาการภูมิแพ้ เป็นกลไกธรรมชาติที่ร่างกายใช้ ต่อต้านสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายด้วยระบบภูมิคุ้มกันภายในของร่างกาย การเกิดภูมิแพ้ มักมีสาเหตุจากการกระตุ้นของสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งหรือสารเคมีที่มีลักษณะ โมเลกุลคล้ายคลึงกับสารเคมีชนิดนั้นที่ร่างกายไม่ยอมรับ
(ง) สารขัดขวางการหายใจ สารเคมีประเภทนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะไปขวางการเดินทางของออกซิเจนสู่ส่วนส าคัญต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หัวใจ สมอง และต่อมไร้ท่อต่าง ๆ (จ) สารก่อมะเร็ง คือ สารเคมีที่ท าให้ระบบร่างกายไม่สามารถ ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ได้ เซลล์มะเร็ง คือ เซลล์ที่เจริญเติบโตอย่างผิดปรกติ ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกในการเกิดมะเร็งอย่างแน่ชัด (ฉ) สารท าลายระบบสืบพันธุ์หรือสารสืบทอดทางพันธุกรรม สารเคมีเหล่านี้มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ เช่น ท าให้เกิดการผิดปรกติต่อการตั้งครรภ์ หรือ การเจริญพันธุ์โดยทั่ว ๆ ไป (ช) สารท าลายระบบประสาท จะท าให้เกิดผลต่อโครงสร้างและ หน้าที่ของระบบประสาทส่วนกลางหรือประสาทส่วนนอก แบบชั่วคราวหรือเป็นการ ถาวร การตรวจความเป็นพิษต่อระบบประสาทในปัจจุบันยังต้องอาศัยวิธีการและ เครื่องมือตรวจวัดที่ค่อนข้างซับซ้อน
(2) การเข้าสู่ร่างกายของสารเคมี การท างานกับสารเคมีมีโอกาสที่สารเคมี สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ตลอดเวลา ช่องทางที่สารเคมีจะเข้าสู่ร่างกายที่ส าคัญมี 4 ช่องทาง คือ การหายใจ การสัมผัสกับผิวหนังหรือดวงตา การกินหรือเข้าสู่ระบบ ทางเดินอาหาร และการฉีดหรือผ่านบาดแผลตามร่างกายที่เกิดจากอุบัติเหตุขณะ ท างานกับสารเคมี (ก) การหายใจ (Inhalation) สารพิษที่จะเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านระบบ ทางเดินหายใจได้แก่ สารประเภท ก๊าซ ไอของของเหลวที่ระเหยออกมา ละอองของ สารเคมี หรือ ผง ฝุ่ น และเส้นใย (ข) การสัมผัสกับผิวหนังหรือดวงตา (Contact with Skin or Eyes) การสัมผัสกับผิวหนังเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการได้รับอันตรายจากสารเคมีที่พบได้อยู่ เสมอในอัตราที่ค่อนข้างสูงในระหว่างการปฏิบัติงาน (ค) การกินหรือการเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร (Digestion) มีสารเคมี หลายชนิดที่เป็นอันตรายอย่างมากหากเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินอาหารอัน ประกอบด้วย ปาก หลอดอาหารกระเพาะอาหาร ล าไส้เล็ก และล าไส้ใหญ่
2. ความเป็ นอันตรายจากสารไวไฟ สารไวไฟต่อการเกิดปฏิกิริยาและ สารระเบิดนอกจากอันตรายจากพิษของสารเคมีแล้ว สารเคมีหลายประเภทสามารถท า ให้เกิดอันตรายในรูปแบบอื่น ๆ ได้แก่อันตรายจากความไวไฟ อันตรายจากความไวต่อ การเกิดปฏิกิริยาเคมี และอันตรายจากการระเบิดซึ่งมีลักษณะที่ส าคัญพื้นฐานของ สารเคมีอันตรายเหล่านี้แยกตามประเภท ดังนี้ (1) อันตรายจากสารไวไฟ สารเคมีที่ติดไฟได้อาจอยู่ในรูปของ ของแข็ง ของเหลว ไอหรือก๊าซก็ได้ โดยทั่วไปมีสมบัติที่ติดไฟได้อย่างรวดเร็วและเกิดการเผาไหม้ ได้ในอากาศ อันตรายที่เกิดบ่อยครั้งมากที่สุดมักเกิดจากการติดไฟเนื่องจากไอของ ของเหลวที่ระเหยได้ดี (ก) จุดวาบไฟ หมายถึง อุณหภูมิต ่าสุดที่จะท าให้ของเหลวหรือ สารเคมีเกิดการระเหยเป็นไอที่มีความเข้มข้นในอากาศเพียงพอที่จะเกิดการลุกติดไฟได้ เมื่อมีเปลวไฟจ่ออยู่ที่ผิวหน้าของของเหลว (ข) อุณหภูมิที่จุดติดไฟได้เอง อุณหภูมิที่จุดติดไฟได้เอง หมายถึง อุณหภูมิต ่าสุดที่ท าให้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นของแข็ง ของเหลว ไอ หรือ ก๊าซ
(2) ประเภทของสารไวไฟ การก าหนดประเภทของสารไวไฟอาจท าได้ 2 แบบ ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการท างานกับสารเคมี คือ เพื่อให้สะดวกต่อการควบคุม การขนส่งหรือจัดเก็บสารไวไฟและเพื่อให้สะดวกในการควบคุมการดับเพลิง (ก) ประเภทของสารไวไฟแบ่งตามสมบัติการติดไฟหรือไหม้ไฟ เพื่อให้สะดวกต่อการควบคุมการขนส่งและจัดเก็บ ดังตารางที่ 5.6 ตารางท ี่5.6 ประเภทของสารไวไฟแบ่งตามสมบัติการติดไฟหรือไหม้ไฟ
3. อันตรายจากการเกิดปฏิกิริยา อันตรายที่เกิดเนื่องจากการเกิดปฏิกิริยา ของสารเคมีอาจแบ่งออกได้ตามลักษณะการเกิดอันตรายได้ คือ (1) สารที่ท าปฏิกิริยารุนแรงกับน ้า สารเคมีบางชนิดเกิดปฏิกิริยารุนแรง มากเมื่อถูกน ้า ได้แก่โลหะ โซเดียม ลิเทียม และโพแทสเซียม สารประกอบออร์แกโนเมแทล ลิก หรือสารประกอบไฮไดรด์บางชนิดเมื่อถูกน ้าจะเกิดความร้อนสูงและเกิดก๊าซไฮโดรเจน (2) ฝุ่ นร้อนหรือสารไพโรฟอริก (Pyrophorics) หมายถึง สารเคมีบาง ประเภทที่อยู่ในสภาพที่เป็ นผงหรือเม็ดละเอียดจะสามารถระเบิดหรือติดไฟได้ใน บรรยากาศของออกซิเจน หรือไอน ้า หรือความชื้นเช่น ผงโลหะ (3) สารเคมีที่เข้ากันไม่ได้ การผสมหรือสัมผัสกันโดยบังเอิญของสารเคมี 2ชนิด ที่เข้ากันไม่ได้ อาจท าให้เกิดความร้อนหรือการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง (4) อันตรายจากสารระเบิด อันตรายที่เกิดจากการระเบิดมักเกิดได้กับ สารเคมีหลายชนิดที่มีสมบัติระเบิดได้ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ
5.4.6 สารเคมท ี น ี่า มาใช ้ในกจ ิ การอ ุ ตสาหกรรม สารเคมีที่น า มาใช้ในกิจการอุตสาหกรรมมีมากมายหลายชนิดและบาง ชนิดก่อให้เกิดอันตรายและเป็นพิษ จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ประมาณว่ามีการใช้สารเคมีมากกว่า 100,000 ชนิด ใน อุตสาหกรรมและในจ านวนนี้มีสารเคมีมากกว่า 16,500 ชนิด ที่เป็นพิษและสามารถ ก่อให้เกิดอาการทางผิวหนัง รวมทั้งระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบประสาท ระบบ โลหิตและระบบภูมิแพ้ การน าเข้าสารพิษที่น ามาใช้ในกิจการอุตสาหกรรมมีปริมาณ เพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีแนวโน้มการน าเข้าสารพิษเหล่านี้สูงขึ้นทุกปี
5.4.7 ตัวอย่างสารเคมท ี น ี่า มาใช ้ในกจ ิ การอ ุ ตสาหกรรม สารที่น ามาใช้ในกิจการอุตสาหกรรมนั้นมีมากมายหลายชนิดและหลาย ประเภท ล้วนแต่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้ทั้งสิ้น ในที่นี้จึงขอยกตัวอย่างของสาร เพียงบางชนิดที่น ามาใช้ในกิจการอุตสาหกรรมสังเขป ดังนี้ 1. ไซลีน (Xylene) ลักษณะทางกายภาพ เป็นของเหลว ใส ไม่มีสี มีกลิ่นหอมอโรมาติก คล้ายกลิ่นเบนซินระเหยเป็นไอได้ อ ุ ตสาหกรรมท ี่ใช ้ไซลีนเป็นสารที่เกิดจากกระบวนการกลั่นน ้ามัน และแก๊สธรรมชาติจึงเป็นสารในกระบวนการทางปิโตรเคมี กลไกการก่อโรค ไซลน ี ออกฤทธิ์กดสมองออกฤทธิ์กระตนุ้ กลา ้มเนื้อ หัวใจท าให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ระคายเคืองต่อเยื่อบุ เช่น ตา ช่องปาก และทางเดิน อาหาร
2. อะซิโตน (Acetone) ลักษณะทางกายภาพ เป็นของเหลว ใส ไม่มีสี ระเหยเป็นไอได้ดี มีกลิ่น มินต์จุดเดือด 56.5องศาเซลเซียส จุดหลอมเหลว –95องศาเซลเซียส ติดไฟได้ อ ุ ตสาหกรรมท ี่ใช ้ใช้ในอุตสาหกรรมการท า เครื่องส าอาง อุตสาหกรรมที่ ใช้ตัวท าละลายใช้ในการชะล้าง เป็นสารไล่น ้า ใช้ในงานเสริมสวย กลไกการก่อโรค อะซิโตนสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ ทางการ หายใจ ทางการกินและทางผิวหนัง (พบได้น้อย) เม่ื อเขา ้ส่รู่างกายจะม ี ฤทธิ์กดระบบ ประสาทส่วนกลาง ท าให้มีอาการมึนงง
3. อะล ู มเ ิ น ี ยม (Aluminium) ลักษณะทางกายภาพ โลหะสีเงินอมขาวหรือสีเทา น ้าหนักเบา มีเนื้อ ค่อนข้างอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับโลหะชนิดอื่น ๆ ตีแผ่หรือดัดเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ง่าย.....อ ุ ตสาหกรรมท ี่ใช ้อุตสาหกรรมการผลิตและหลอมอะลูมิเนียมเป็นส่วน มาก อะลูมิเนียมเป็ นโลหะที่สามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและเป็ น ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ กลไกการก่อโรค อะลูมิเนียมดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยทั้งทางการกินและ การสูดหายใจส่วนทางผิวหนังนั้นดูดซึมไม่ได้เลย ทางการกินนั้นประมาณการณ์ว่า อะลูมิเนียมเพียง 1% ในอาหารเท่านั้นที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เมื่อเข้าไปแล้วจะจับกับ โปรตีน Transferrin ในกระแสเลือด และไปสะสมที่สมอง ปอดตับ และกระดูกได้ กลไก การเกิดพิษที่ปอดจะท าให้เกิดพังผืด อ ุ ตสาหกรรมท ี่ใช ้อุตสาหกรรมการผลิตและหลอมอะลูมิเนียมเป็ น ส่วนมาก อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่สามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและเป็น ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
4. แอมโมเนีย (Ammonia) ลักษณะทางกายภาพ ในบรรยากาศปกติมีสถานะเป็นแก๊ส ไม่มีสี มีกลิ่น ฉุนคล้ายกลิ่นปัสสาวะหากเก็บในถังอัดความดันจะมีสถานะเป็นของเหลว อ ุ ตสาหกรรมท ี่ใช ้แอมโมเนียเป็นแก๊สที่มีการใช้ในอุตสาหกรรมหลาย ประเภท ที่พบได้บ่อยคือ ใช้เป็นสารท าความเย็นในอุตสาหกรรมห้องเย็น และโรงงาน ท าน ้าแข็งนอกจากนี้ ยังใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตปุ๋ ย สารท าความสะอาด กลไกการก่อโรค แอมโมเนียละลายน ้าได้ดีมากและเร็วมาก ท าให้ออกฤทธิ์ ได้อย่างรวดเร็วทันทีหลังการสูดดมเข้าไป เมื่อสัมผัสกับน ้าที่หล่อเลี้ยงเยื่อบุส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เยื่อบุตาเยื่อบุจมูกเยื่อบุทางเดินหายใจ
5. เอทิลีนไกลคอล (Ethylene glycol) ลักษณะทางกายภาพ ของเหลว ใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น รสหวาน มีลักษณะข้น เหนียวคล้ายน ้าเชื่อม อ ุ ตสาหกรรมทใี่ช ้สารหล่อเย็น หม้อน ้ารถยนต์ น ้ายาชักเงา น ้ายาซักฟอก ท าปีกเครื่องบิน กลไกการก่อโรค เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่มีความเป็นพิษ สูงขึ้น ได้แก่ Glyoxylate Glycolaldehyde, Glycolic Acid ท าให้เกิดภาวะกรดในเลือด
นอกจากการเจ็บป่ วยด้วยโรคและการบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพแล้ว การด าเนิน งานในภาคอุตสาหกรรมยังมีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ในลักษณะของการเกิดอุบัติภัยต่าง ๆโดยเฉพาะอุบัติภัยจากสารเคมี ทั้งจากการรั่วไหล การระเบิด และการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วท าให้มี การน าสารอันตรายต่าง ๆ เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้น ทั้งชนิดและปริมาณ รวมถึงระบบการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดของเสียอันตราย ซึ่งไม่มีการ จัดการที่มีประสิทธิภาพท าให้เกิดการแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม และมีปัญหาของการ ลักลอบทิ้งของเสียอันตราย
(ก) เพลิงไหม้โรงงานผลิตสารเคมี
(ข) คลังเก็บสารเคมีในเขตอุตสาหกรรมของท่าเรือในจีนระเบิด