ก
ค ำน ำ
เรื่อง “สายอาชีพ VS สายสามัญ ต่างกันอย่างไร” ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
รำยวิชำจิตวิทยาในโรงเรียน (แนะแนว)
ผู้จัดท ำ: นางสาวกาญจญา อุตสาสาร 64941900301
นายกิตติ อุดอ้าย 64941900302
นายคัมภีร์ ผดุงพนม 64941900303
นางสาวจิณชญาภา เป่งสะท้าน 64941900304
ที่ปรึกษำ: อาจารย์ ดร.อัมเรศ เนตาสิทธิ์
สถำนศึกษำ: หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎล าปาง
ปีการศึกษา 2564
การศึกษาในรายวิชาจิตวิทยาในโรงเรียน ในหน่วยการเรียนแนะแนวในโรงเรียน
ทางคณะได้จัดท าเรื่อง “สายอาชีพ VS สายสามัญ ต่างกันอย่างไร” โดยได้แรงบันดาลใจมากนักเรียนใน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ในช่วงวัยนี้เป็นช่วงระหว่างวันรุ่นตอนต้นกับวัยรุ่นตอนกลางเป็นช่วงวัยที่
พัฒนาการด้านอารมณ์อ่อนไหวง่าย และจะเป็นช่วงจังหวะในชีวิตที่นักเรียนกลุ่มนี้จะเลือกเส้นทางเดินใน
ชีวิต เลือกความฝันและเรียนรู้ความต้องการของตนเอง เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้ค้นหาตัวเอง เลือกทางเดิน
โดยการใช้เหตุผลในการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตและเลี่ยงการเลือกเส้นทางเพราะตามเพอน
ื่
ทางคณะจัดท าจึงระดมความคิดสรุปเนื้อหาที่เข้าใจง่าย และเปรียบเทียบข้อดี
และข้อเสียทั้งสายอาชีพและสายสามัญ เปรียบเทียบทางเลือกในแต่ละสายและความสามารถในการศึกษา
ของแต่ละสาย ทางคณะจัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E - book)เล่มนี้จะเป็นประโยชน์
ต่อผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล ไม่มากก็น้อย หากเกิดความผิดพลาด บกพร่อง ประการใดทาง
คณะจัดท ายินดีรับฟังข้อเสนอแนะและพร้อมปรับปรุง และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
คณะจัดท า
ข
สำรบัญ
หน้ำ
ค าน า ก
สารบัญ ข
พัฒนาการในวัยรุ่น 1-3
เทรนด์การเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล 4-6
อาชีวะการศึกษา
เรียนสายอาชีพดีอย่างไร 7-8
ประเภทวิชาที่น่าสนใจของสายอาชีพ 9
ค่าใช้จ่ายในการเรียนสายอาชีวะศึกษาในระดับ ปวช. 10
การเรียนอาชีวะควบคู่กับการท างาน 10
สายสามัญศึกษา
ประเภทของสายสามัญศึกษา 11-15
ข้อดีและข้อเสียสายสามัญ 15
แหล่งอ้างอิง ค
1
1 พัฒนำกำรในวัยรุ่น
1. พัฒนำกำรในวัยรุ่น
1.1 พัฒนำกำรของวัยรุ่น จะแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ วัยแรกรุ่น (10-13ปี) วัยรุ่นตอนกลาง (14-16 ปี ) และ
วัยรุ่นตอนปลาย (17-19 ปี) ทั้งนี้เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงลักษณะที่เด่นเป็นพิเศษของวัยรุ่นแต่ละช่วง ซึ่งมีความแตกต่าง
กันอย่างชัดเจนในด้านความรู้สึกนึกคิด และความสัมพันธ์กับบิดามารดา
1.2 วัยรุ่นตอนกลำง(14-16 ปี ) เป็นช่วงที่วัยรุ่นจะยอมรับสภาพร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นหนุ่ม
เป็นสาวได้แล้ว มีความคิดที่ลึกซึ้ง (abstract) จึงหันมาใฝ่หาอุดมการณ์และหาเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อความเป็น
ตัวของตัวเอง และพยายามเอาชนะความรู้สึกแบบเด็กๆ ที่ผูกพันและอยากจะพึ่งพาพ่อแม่
2. กำรเปลี่ยนแปลงทำงจิตใจ
1.ควำมรักและควำม ห่วงใย
ความรู้สึกอยากที่จะถูกรัก และยังอยากได้รับ
ความเอาใจใส่ ห่วงใยจากบุคคลที่มีความส าคัญ
ต่อเด็ก แต่มักจะมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ใช่การ
แสดงออกของพอแม่ทท ากับเขาราวกับเด็ก
ี่
่
เล็กๆ ไม่ต้องการความเจ้ากี้เจ้าการ ไม่ต้องการ
ให้แสดงความห่วงใยอยู่ตลอดเวลา
2. เป็นอิสระอยำกท ำอะไรได้ด้วยตัวของตัวเอง อยากท าในสิ่งที่ตัวเองคิดแล้วว่าดี อยากมีส่วนในการ
ตัดสินใจ อยากที่จะท าตัวห่างจากพ่อแม่ ห่างจากค าสั่งการเจริญเติบโตในการท างานของสมอง ท าให้เด็กวัยนี้เริ่ม
มีความคิดอ่านเป็นของตนเอง เริ่มมีความคิดแบบนามธรรม (abstract thinking) การแยกจากพ่อแม่ในเกือบทุก
รูปแบบ บางครั้งอาจท าให้วัยรุ่นเกิดความรู้สึกสับสน สองจิตสองใจ และอาจมีความรู้สึก "สูญเสีย" ในความรัก
่
ความเอาใจใส่จากพ่อแม่ แต่ถ้าพวกเขายอมรับการดูแลหรือยอมท าตามค าสั่งของพอแม่ ก็จะไปขัดกับความ
ต้องการที่จะเป็นเด็กโต เป็นอิสระของตนเองที่ต้องการพึ่งพาตนเอง การให้การเลี้ยงดูจึงต้องอาศัยความเข้าใจ
และเคารพในสิทธิส่วนบุคคลด้วย
2
3. พฤติกรรมอยำกลองของ มักจะมีสูงสุดในช่วงวัยรุ่นตอนกลำง เป็น
เด็กก็ไม่ใช่ เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง แนวควำมคิดและกำรยับยั้งตัวเองมีไม่
มำกพอ
1. ควำมถูกต้อง ยุติธรรม โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นตอนกลาง มักจะถือว่าความยุติธรรมเป็นลักษณะหนึ่ง
ของความเป็นผู้ใหญ่ วัยรุ่นจึงให้ความส าคัญอย่างจริงจังกับความถูกต้อง ยุติธรรมตามทัศนะของตนเป็นอย่างยิ่ง
และอยากจะท าอะไรหลายๆ อย่าง เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ทั้งในแง่บุคคลและสังคมส่วนรวม จึงมักจะเห็นภาพ
วัยรุ่นถกเถียงกันเรื่องของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว
2. ควำมตื่นเต้น ท้ำทำย ควำมต้องกำรหำ
ประสบกำรณ์แปลกๆ ใหม่ๆ เกลียดควำมจ ำเจซ้ ำซำก
วัยรุ่นกลุ่มนี้จะสร้างความตื่นเต้นท้าทายกับการที่กระท าผิดต่อ
กฎเกณฑ์ต่างๆ ของทางบ้านและกฎของสังคมนั่นเป็นเพราะว่า
เป็นความตื่นเต้นและความรู้สึกว่าถูกท้าทาย แนวทางการ
เลี้ยงดูเด็กฝึกให้เด็กได้มีโอกาสท างานที่ท้าทายความสามารถที
ละน้อยอยู่ตลอดเวลา จะส่งผลท าให้เด็กได้พัฒนาความ
เชี่ยวชาญขึ้นมาได้ แก้ปัญหาได้
4. กำรสร้ำงบุคลิกภำพ
1. กำรค้นหำเอกลักษณ์ของตนเอง พัฒนาทางด้านความนึกคิด ค้นหาสิ่งต่างๆ ทั้งท่าทาง
ค าพูด การแสดงออก การแต่งกาย การเข้าสังคม วัยรุ่นที่สามารถผ่านพ้นภาวะวิกฤติในการค้นหาตัวเอง
ได้อย่างไม่ยุ่งยากนัก มักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือเป็นผู้ที่ใช้สติปัญญาเผชิญกับเหตุการณ์ในชีวิต
มากกว่าการใช้อารมณ์เป็นผู้ที่เลือกเผชิญหน้ากับปัญหามากกว่าเป็นผู้ที่จะยอมหลีกเลี่ยงปัญหาเป็นผู้ที่
รู้เท่าทันธรรมชาติของตนมาก่อนเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยวมีหนทางที่จะไปขอความ
ช่วยเหลือจากผู้อื่นได้
3
2. กำรเอำชนะตัวเอง การควบคุมพฤติกรรม
อารมณ์ให้ออกมาในรูปที่เหมาะสมในระยะแรกๆ
จะพบลักษณะสองจิตสองใจระหว่างความอยาก
เป็นเด็กต่อไปกับความอยากเป็นผู้ใหญ่ จากความ
รู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นมักจะมองว่าสภาวะผู้ใหญ่หมาย
ความว่า พึ่งตนเองได้ ตัดสินใจได้ถูกต้องการที่จะเอา
ชนะใจตนเองนั้น เป็นสิ่งที่เด็กควรจะได้รับการเรียนรู้
ได้รับโอกาสในการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ ทีละเล็กทีละน้อย
ผ่านการที่พ่อแม่ก าหนดขอบเขตต่างๆ ในชีวิตแต่ในวัยเด็ก
ที่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะยับยั้งชั่งใจมาก่อน ไม่เคยเอาชนะตัวเอง
โดยการท าตัวให้เหมาะสมได้เลย หรือถูกเลี้ยงดูให้เอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อะไรก็ได้ อยากท าอะไรก็จะท า ครั้ง
เติบโตเข้าวัยรุ่นมีอิสระมากขึ้น ก็จะเห็นพฤติกรรมที่ไม่ยั้งคิดได้บ่อยๆ และบางครั้งกลับเป็นอันตรายทั้งต่อตนเอง
และผู้อื่นอีกด้วย
3. กำรแยกตัวเองเป็นอิสระ ค าว่าอิสระในสายตาของวัยรุ่น ก็คือ มีสิทธิและเสรีภาพเท่าที่บุคคล
หนึ่งพึงจะมี ซึ่งรวมทั้งการแสดงความคิดเห็น การตัดสินใจในเหตุการณ์ต่างๆ ขณะเดียวกัน พวกเขาก็จะ
สังเกตดูการยอมรับจากพ่อแม่คนข้างเคียงด้วย
3.1การได้แสดงออก
3.2 พึ่งตนเองได้
3.3 มีความรับผิดชอบ
3.4ที่ค่านิยมที่ถูกต้อง
3.5 มั่นใจและภูมิใจในตนเอง
4
2 เทรนด์กำรเรียนรู้
ของคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล
1. สถำนกำรณ์และแนวโน้มกำรเปลี่ยนแปลงกำรเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่
1.1 สภำพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ในยุคของข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยีเป็นส่วนผลักดันให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน อาชีพใหม่เกิดขึ้น อาชีพเก่าบางอาชีพจะลดความส าคัญ
ลงปริมาณความรู้มีอัตราการเติบโตสูง ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้เกิด
แนวโน้มที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจ าเป็นของกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ซึ่งรูปแบบการศึกษาแบบเก่าอาจไม่สามารถรองรับการสร้างอาชีพให้กับ
คนรุ่นใหม่ตลอดชีวิตได้อีกต่อไป ผู้ประกอบอาชีพต้องปรับตัวและพร้อม
เรียนรู้ใหม่อยู่เสมอ อุตสาหกรรมต้องพัฒนาทักษะของลูกจ้างให้
เหมาะสม รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับยุคข้อมูลข่าวสารคือ รูปแบบ
ที่สามารถน าเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ซึ่งมวลชนหมู่มากสามารถเรียนรู้
ได้แต่ต้องเรียนรู้อย่างเหมาะสมกับความสนใจและความสามารถของแต่
ละบุคคลด้วย ท าให้เกิดรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ อาทิ หลักสูตรออนไลน์
แบบเปิดส าหรับมวลชน (MOOCs)หรือช่องทางการเรียนรู้อื่นๆ ไม่ว่าจะ
เป็นภาพ เสียง วีดิทัศน์ สื่อสังคม เกม จึงนับเป็นโอกาสดีของคนรุ่นใหม่
ในการเลือกรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเองได้
5
2. พฤติกรรมและควำมต้องกำรกำรเรียนรู้ ของคนรุ่นใหม่
2.1 พฤติกรรมกลุ่มตัวอย่ำงคนรุ่นใหม (Gen Y, Gen Z) พบว่าความรู้ที่คนกลุ่มนี้ต้องการเพมเติมได้แก่
ิ่
่
ทักษะความรู้ในการท างาน ทักษะชีวิตและความรู้ในชีวิตประจ าวัน ตามล าดับ โดยวิธีหาความรู้เพิ่มเติมนิยมการ
ุ
เรียนรู้โดยใช้สื่อ (เช่น หนังสือ นิตยสาร โทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ) นอกจากนี้ทุกช่วงวัยเห็นว่าสาเหตุที่เป็นอปสรรคใน
การเรียนรู้ออนไลน์ ได้แก่ การไม่มีอินเตอร์เน็ต รองลงมาคือปัญหาด้านภาษาที่สื่อส่วนใหญ่มีเนื้อหาเป็น
ภาษาอังกฤษ จัดท าสื่อที่มีรูปภาพมาก ๆ เนื้อหาที่เป็นตัวอักษรน้อย และผู้สอนสื่อออนไลน์ควรมีความรู้ในเรื่องที่
สอน จะช่วยกระตุ้นให้สื่อออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตน่าสนใจและเข้าไปใช้มากขึ้น
ุ
2.2 กลุ่มผู้เชี่ยวชำญในตลำดแรงงำน เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ พบว่า ปัญหาอปสรรคในการ
เรียนรู้มีความสัมพันธ์กับเรื่องความแตกต่างทางทัศนคติ รสนิยมและวิจารณญาณของแต่ละบุคคล ซึ่งมีผลมาจาก
การพัฒนาทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ ส าหรับสื่อการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้เป็นการผสมผสานระหว่างสื่อที่
สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบในการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ง่าย เช่น วีดีโอ Social Media ร่วมกับสื่อแบบ
ดั้งเดิมอย่างหนังสือ การพัฒนาทักษะด้านการฟัง พูด อ่าน เขียน การถ่ายทอด เป็นสิ่งส าคัญ
6
3. แนวโน้มอนำคต
3.1 ควำมก้ำวหน้ำทำงเทคโนโลย ประกอบกับแรงผลักดันทางด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทาง
ี
สังคม ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่องทางการเรียนรู้ทุกรูปแบบ เทคโนโลยีที่เป็นตัวขับเคลื่อนที่ส าคัญไม่ว่าจะ
เป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ท าให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การก าเนิดของ AI ที่คิดอ่านแทนมนุษย์ได้ใน
บางเรื่อง
ปัญญาประดษฐ (AI)
์
ิ
จะทำให้เกดกำรพัฒนำ
ิ
เปลี่ยนแปลงในรูปแบบของช่อง
ทำงกำรเรียนรู้ เช่น ระบบคดอ่ำน
ิ
้
แทนมนษย์ไดบำงเรือง โปรแกรม
ุ
่
ุ
พดคยอัตโนมัต ิ
ู
เช่น ระบบพี่เลี้ยงอัตโนมัติที่ใช้ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์ข้อมูลในการให้ค าแนะน าผู้เรียนที่มีความสามารถ
แตกต่างกัน โปรแกรมพูดคุยอัตโนมัติ (chatbot) รวมถึงระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing economy) ท าให้เกิด
แนวโน้มทางด้าน Crowdsourcing ซึ่งแบ่งได้ในกลุ่มหลักๆ ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลและสติปัญญา การรวบรวม
แรงงาน การรวบรวมเงินทุน การรวบรวมผู้คนเพื่อความรู้สึกเป็นชุมชน การรวบรวมองค์ความรู้และแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ระหว่างผู้เรียนที่มีความรู้และประสบการณ์หลากหลาย
7
3 สำยอำชีพ
สำยสำมัญ
1. สำยอำชีพ
1.1 สำยอำชีพ หรือ อำชีวศึกษำคืออะไร การเรียนสายอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพ คือ การเรียนต่อใน
ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. เป็นการเรียนในหลักสูตรที่ไม่ได้เน้นการเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกับสาย
สามัญ มีระยะเวลาในการเรียน 3 ปี โดยหากเรียนจบแล้วจะมีทางเลือกในการเรียนต่อ 2 ทางเลือกใหญ่ๆ คือ
1. การเรียนต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ (ปวส.) ใช้เวลาเรียน 2 ปี หลังจากจบ
แล้วสามารถเรียนต่อปริญญาตรี อีก 2 ปี
2. การเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย (ระดับปริญญาตรี) ใช้เวลาเรียน 4 – 5 ปี แล้วแต่คณะวิชาที่
เลือก
จุดเด่นส าคัญที่ท าให้หลายๆ คนเลือกเรียนต่อสาย
อาชีพนั้น เพราะจะได้มีโอกาสเรียนในสายวิชาที่เน้น
การท างานจริงเป็นหลัก ได้พุ่งเป้าไปที่การเรียนใน
ด้านนั้นๆอย่างเต็มที่ ต่อให้เรียนจบระดับ ปวช.
ก็สามารถท างานได้ และท าให้นักเรียนได้เข้าใจถึง
การเรียนตามหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อการ
ประกอบอาชีพในอนาคต
2. เรียนสำยอำชีพดีอย่ำงไร
2.1 ได้ควำมรู้ ได้ประสบกำรณ์ มีรำยได้ระหว่ำงเรียนนอกจากการเรียนทฤษฎีแล้ว หลักสูตรสายอาชีพยัง
เน้นการลงมือภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ทุกหลักสูตรมีการฝึกงานเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์และทักษะวิชาชีพตั้งแต่
ยังเรียนอยู่ไม่น้อยกว่า 300 ชั่วโมง นักเรียนจะได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติงานจริง ฝึกใช้อุปกรณ์ เรียนรู้ กระบวนการใน
สายอาชีพนั้นๆ เป็นประสบการณ์ตรงจากหน้างาน
8
2.2 มีทักษะวิชาชีพติดตัว การได้มีโอกาสฝึกงานระหว่างเรียนสายอาชีพให้อะไรมากกว่าการเรียนรู้จาก
ต าราเพียงอย่างเดียว เพราะการฝึกฝนปฏิบัติงานเป็นประจ าย่อมท าให้เกิดทักษะและความเชี่ยวชาญติดตัวนักเรียน
ไปตลอด เมื่อศึกษาจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพสามารถใช้เป็นใบเบิกทางสมัครงานได้เลย
2.3 สามารถเลือกเรียนได้หลากหลาย หลักสูตรสายอาชีพมีให้เลือกเรียนหลากหลายสาขาวิชา ซึ่งแต่ละ
สาขามีความน่าสนใจ จบแล้วมีต าแหน่งงานรองรับ นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจและความถนัดของ
ตัวเอง
2.3 ได้รับควำมนิยมจำกตลำดแรงงำน ต าแหน่งงานในปัจจุบันก าลังขาดแคลนช่างฝีมือและบุคลากร
วิชาชีพทักษะเฉพาะอยู่เป็นจ านวนมาก หลายคนแม้จะเรียนจบปริญญาตรงกับสายงาน แต่ยังขาดประสบการณ์ใน
การท างานจริง การเรียนสายอาชีพจึงมีข้อได้เปรียบมากกว่า
2.4 โอกำสเรียนต่อระดับอุดมศึกษำ วุฒิการศึกษาในการเรียนสายอาชีพไม่ใช่แค่ ปวช. ปวส. เท่านั้น
เพราะหลายๆ สถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันหันมารับนักเรียนสายอาชีพให้เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยเปิด
หลักสูตรพิเศษที่น่าสนใจ เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนสายอาชีพได้เรียนต่อในระดับสูงขึ้น
9
3. ประเภทวิชำที่น่ำสนใจของสำยอำชีพ
การเรียนอาชีวศึกษาแบบระบบปกติหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับ ปวช.นั้น ได้มีการปรับปรุงเพื่อให้
สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานโดยได้แบ่งประเภทวิชาออกเป็น 11 ประเภท ได้แก ่
1.อุตสำหกรรม สำขำวิชำ : ช่างยนต์ ช่างกลโรงงาน ช่างเชื่อมโลหะ ช่างไฟฟ้าก าลัง ช่างอิเล็กทรอนิกส์
ช่างก่อสร้าง เครื่องเรือนและตกแต่งภายใน สถาปัตยกรรม ส ารวจ ช่างเขียนแบบเครื่องกล ช่างซ่อมบ ารุง ช่าง
พิมพ์ เทคนิคแว่นตาและเลนส์ ช่างโทรคมนาคม ช่างเครื่องมือวัดและควบคุม อุตสาหกรรมยาง เมคคาทรอนิกส์
ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีฟอกหนัง ช่างเครื่องท าความเย็นและปรับอากาศ เครื่องกลเกษตร
2.พำณิชยกรรม สำขำวิชำ : การบัญชี การตลาด การเลขานุการ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ธุรกิจสถานพยาบาล
การประชาสัมพันธ์ ธุรกิจค้าปลีก ภาษาต่างประเทศ โลจิสติกส์ การจัดการส านักงาน การจัดการด้านความ
ปลอดภัย ธุรกิจการกีฬา
3. ศิลปกรรม สำขำวิชำ : วิจิตรศิลป์ การออกแบบ ศิลปหัตถกรรม ศิลปกรรมเซรามิก ศิลปหัตถกรรม
รูปพรรณเครื่องถมและเครื่องประดับ ถ่ายภาพและมัลติมีเดีย เทคโนโลยีศิลปกรรม คอมพิวเตอร์กราฟิก
อุตสาหกรรมเครื่องหนัง เครื่องประดับอัญมณี ช่างทองหลวง การพิมพ์สกรีน ออกแบบนิเทศศิลป์
4. อุตสำหกรรมท่องเที่ยว สำขำวิชำ : การโรงแรม การท่องเที่ยว
5. อุตสำหกรรมสิ่งทอ สำขำวิชำ : เทคโนโลยีสิ่งทอ เคมีสิ่งทอ เทคโนโลยีเครื่องนุ่งห่ม
ี
6. เทคโนโลยสำรสนเทศและกำรสื่อสำร สำขำวิชำ : เทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์
โปรแกรมเมอร์
7. คหกรรม สำขำวิชำ : แฟชั่นและสิ่งทอ อาหารและโภชนาการ คหกรรมศาสตร์ ธุรกิจเสริมสวย
ธุรกิจคหกรรม
10
4. ค่ำใช้จ่ำยในกำรเรียนอำชีวศึกษำ ระดับ ปวช.
5. กำรเรียนอำชีวศึกษำควบคู่กับกำรท ำงำน
ระบบปกติเรียนวันจันทร์ – ศุกร์ นักเรียนสามารถท างาน Part Time ได้
– ระบบทวิภาคี เรียนครึ่งหลักสูตรและฝึกงานครึ่งหลักสูตร นักเรียนสามารถท างาน Part Time ได้
– การเรียนภาคสมทบหรือภาคค่ า เฉพาะผู้ที่ท างานแล้ว สามารถเรียนวันเสาร์ – อาทิตย์ หรือภาคค่ า (เปิด
สอนเฉพาะบางสาขาเท่านั้น)
11
6. สำยสำมัญ
1. หลักสูตรสำยสำมัญ จัดการเรียนการสอนใน 8
กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก และสาระเพิ่มเติม เพื่อเป็นการ
พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถให้ครบทุกด้าน
ตามล าดับขั้น ประกอบด้วย ภาษาไทย, คณิตศาสตร์,
วิทยาศาสตร์, ภาษาต่างประเทศ, สังคม ศาสนา วัฒนธรรม, สุขศึกษาและพละศึกษา, การงานอาชีพและเทคโนโลยี,
ศิลปะ สายสามัญ ส าหรับผู้ชื่นชอบความรู้ด้านทฤษฏี
2. แผนกำรเรียน แต่ละโรงเรียนมีแบ่งแผนการเรียน หลัก ๆ มีดังนี้
2.1 แผนกำรเรียนวิทย์ – คณิต เน้นการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ผู้เรียนต้อง
มุ่งเน้นใน กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ ภาษา ที่ต้องการเลือกแผนการเรียนนี้ควรมี พื้นฐานในด้าน
การคิดค านวณ
มีระเบียบวิธีในการคิดค านวณ
สามารถอธิบายเหตุผล
วิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ
เข้าใจภาษา
ตีความ
สื่อความหมายได้ดี
ตลอดจนมีความสามารถในการจินตนาการ การมองเห็นทิศทางการเคลื่อนที่
ของสิ่งที่เป็นนามธรรม
์
เรียนสำยวิทย-คณิต เข้ำศึกษำต่อคณะอะไรได้บ้ำง?
.1. กลุ่มวิทยำศำสตร์สุขภำพ
แพทยศาสตร์ – พยาบาลศาสตร์
เทคนิคการแพทย์ – สาธารณสุขศาสตร์
เภสัชศาสตร์ – ทันตแพทย์ศาสตร์
สัตวแพทยศาสตร์ – กายภาพบาบัด
12
์
เรียนสำยวิทย-คณิต เข้ำศึกษำต่อคณะอะไรได้บ้ำง
2. กลุ่มวิทยำศำสตร์กำยภำพ 6. กลุ่มครุศำสตร์/ศึกษำศำสตร์
วิทยาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครุศาสตร์
3. กลุ่มวิศวกรรมศำสตร์ ครุศาสตร์อุตสาหกรรม
วิศวกรรมศาสตร์ 7. กลุ่มศิลปกรรมศำสตร์
เทคโนโลยีสารสนเทศ คณะศิลปกรรมศาสตร์
4. กลุ่มสถำปัตยกรรมศำสตร์ วิจิตรศิลป์
5. กลุ่มเกษตรศำสตร์ มัณฑณศิลป์
เกษตรศาสตร์ จิตรกรรม
อุตสาหกรรมการเกษตร ประติมากรรมและภาพพิมพ ์
เทคโนโลยีการเกษตร
เทคโนโลยีอาหาร
2.2 แผนกำรเรียน ศิลป์-ค ำนวณ เน้นการเรียนวิชาทางด้านภาษาและคณิตศาตร์ ต้องเน้นในกลุ่มวิชา
คณิตศาสตร์และภาษา ดังนั้นที่จะเลือกเรียนแผนนี้ ควรจะต้องมีความสามารถพื้นฐาน
ด้านคณิตศาสตร์
ด้านภาษา
การคิดวิเคราะห์ด้านจินตนาการ
พื้นที่ ระยะทาง ขนาด ทรวดทรง
ด้านการจดจ ารายละเอียด เป็นหลัก
เรียนสำยศิลป์-คณิต เข้ำศึกษำต่อคณะอะไรได้บ้ำง
1. กลุ่มบริหำรธุรกิจ พำณิชยศำสตร์ สำยนี้ 3. กลุ่มศิลปกรรมศำสตร์
ก็ยังสำมำรถเข้ำเรียนต่อในสำยได้ในคณะ คณะศิลปกรรม
วิจิตรศิลป์
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
คณะบริหารธุรกิจ 4. กลุ่มสังคมศำสตร์และมนุษย์ศำสตร์
คณะเศรษฐศาสตร์
ศิลปะศาสตร์ – โบราณคดี
2. กลุ่มครุศำสตร์/ศึกษำศำสตร์ อักษรศาสตร์ – มนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์
คณะศึกษาศาสตร์
ครุศาสตร์
13
2.3 แผนกำรเรียน ศิลป์ – ภำษำ สายนี้จะมุ่งเน้นให้เรียนใน กลุ่มวิชาสังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และ
ภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่สอง ดังนั้นผู้ที่จะเลือกเรียนแผนการเรียนนี้ควรจะมีความสามารถพื้นฐานทางด้าน
การใช้และความเข้าใจภาษา
การจดจ ารายละเอียดต่างๆ
เหตุผลในการคิดวิเคราะห์
เรียนสำยศิลป์-ภำษำ เข้ำศึกษำต่อคณะอะไรได้บ้ำง
1. กลุ่มบริหำรธุรกิจ พำณิชยศำสตร์
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
คณะบริหารธุรกิจ 3. กลุ่มศิลปกรรมศำสตร์
คณะเศรษฐศาสตร์ คณะศิลปกรรม
วิจิตรศิลป์
2. กลุ่มครุศำสตร์/ศึกษำศำสตร์ 4. กลุ่มสังคมศำสตร์และมนุษยศำสตร์
คณะศึกษาศาสตร์ อักษรศาสตร์
ครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ครุอุตสากรรม ศิลปศาสตร์
โบราณคดี
รัฐศาสตร์
รัฐประศาสนสาสตร์
2.4 แผนกำรเรียน ศิลป์ – สังคมหรือ ไทย - สังคม มุ่งเน้นให้ผู้เรียนใน กลุ่ม
วิชาสังคมศึกษา ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ดังนั้นผู้ที่เรียนแผนการเรียนนี้จึง
จ าเป็นต้องมีความสามารถพื้นฐานใน
การใช้และความเข้าใจภาษา
การจดจ ารายละเอียดต่างๆ
เหตุผลในการคิดวิเคราะห์
14
2.5 แผนกำรเรียน ศิลป์ – ภำษำ สายนี้จะมุ่งเน้นให้เรียนใน กลุ่มวิชาสังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และ
ภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่สอง ดังนั้นผู้ที่จะเลือกเรียนแผนการเรียนนี้ควรจะมีความสามารถพื้นฐานทางด้าน
เรียนสำยศิลป์-สังคมเข้ำศึกษำต่อคณะอะไรได้บ้ำง
1. กลุ่มสังคมศำสตร์และมนุษยศำสตร์ 2. กลุ่มบริหำรธุรกิจ และ กำรจัดกำรท่องเที่ย
อักษรศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ
สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
นิติศาสตร์ 3. กลุ่มศิลปกรรมศำสตร์
รัฐศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์
รัฐประศาสนสาสตร์
วิจิตรศิลป์
ส าหรับคนที่คิดว่าตัวเองชอบความรู้ทางด้านทฤษฎีหรือมีความฝันอยากท างานเหล่านี้ การเรียนสาย
สามัญจะเป็นทางเลือกที่ดีในการสานฝัน อยากจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรี จะต้องเตรียมตัวเพื่อสอบเข้า
และใช้เวลาในการเรียนอย่างน้อย 4 ปี
3. วิธีกำรง่ำยๆ ที่จะช่วยให้ตัดสินใจเลือกเรียนต่อได้อย่ำง
เหมำะสม
1. ตระหนักรู้ในความจ าเป็นของการตัดสินใจ เราต้อง
เห็นความส าคัญของการตัดสินใจเลือกเรียนต่อในครั้งนี้ก่อนว่า
มีความส าคัญกับอนาคตของเรามากน้อยแค่ไหน
2. ตรวจสอบว่าเพราะอะไรเราจึงยังไม่สามารถ
ตัดสินใจเลือกได้ว่าจะเรียนต่ออะไรดี…เช่น ไม่ทราบความ
แตกต่างระหว่างการเรียน ม.ปลาย กับ ปวช. ไม่รู้ว่าตัวเราเอง
ต้องการอะไรกันแน่ ฯลฯ
3. สร้างทางเลือกเพื่อหาทางออกให้กับสาเหตุที่ท าให้เราตัดสินใจเลือกไม่ได้ เช่น ปรึกษา
คุณครูแนะแนว รุ่นพี่ ผู้ปกครอง เพื่อขอค าแนะน าหรือความคิดเห็นอื่นๆ ที่เราอาจมองข้ามไป
หรือค้นหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติม
15
4. ประเมินทางเลือกโดยพิจารณาว่าสายการเรียนที่เราคิดว่าจะ
เลือกเรียนต่อนั้นเหมาะสมกับเรามากน้อยแคไหน มีความเป็นไปได้หรือไม่
่
และเป็นเส้นทางพาเราไปสู่อาชีพที่เราต้องการได้อย่างไร
5. ตัดสินใจเลือกโดยเลือกสานการเรียนที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด
ไม่ต้องกังวลผลจากการเลือกว่าจะดีหรือไม่ จะเรียนยากหรือง่าย จะเรียน
ไหวหรือไม่ไหว
6. ลงมือปฏิบัติและเดินตามสิ่งที่เลือกอย่างมั่นใจและทุ่มเท
ต้องเตรียมใจยอมรับกับทุกๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้น ความยากของการเรียน
ุ
ความล าบากในการเดินทางหรือการที่ต้องต่อสู้กับอปสรรคต่างๆ
“ ถ้าเลือกเรียนในสิ่งที่รัก
เราจะมีความสุขกับการเรียน ”
ค
3 แหล่งอ้ำงอิง
• https://sites.google.com/site/tanagkonjanseenak/home/hnwy-kar-reiyn-ru-thi-1
-phathnakar-ni-way-run
• https://www.s-tech.ac.th/st_consult.php
• มูลนิธิยุวพัฒน์
• นัท นัททยา.จบ ม. 3 เรียนต่อสายไหนดี สายไหน...ไปอนาคตของหนู(ออนไลน์) 11
มิถุนายน 2562.
• จบ ม. 3 เรียนต่อสายไหนดี สายไหน...ไปอนาคตของหนู (trueplookpanya.com)
สายอาชีพดีไหม? เป็นที่ต้องการของตลาดหรือเปล่า (trueplookpanya.com)
• https://www.okmd.or.th/okmd-
opportunity/FutureLearningPlatform/899/Digilearn_infographic
ค
3