ดนตรีไทยในแต่ละยุคสมัย
จัดทำโดย
นางสาวคณิสรา อินทร์งาม
รหัศนักศึกษา 6440115201
หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
คำนำ
หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนรู้สำหรับ
นักเรียนตลอดจนผู้ที่สนใจเรื่องดนตรีในเเต่ละยุคสมัย
ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ จะเป็นประ
โยชน์เเละให้ความรู้แก่ผู้เรียนเเละผู้สนใจทุกท่าน
นางสาวคณิสรา อินทร์งาม
ผู้จัดทำ
สารบัญ หน้า
1-3
เรื่อง 4-6
7-8
ดนตรีในสมัยกรุงสุโขทัย 9-11
12-13
ดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุคฟื้นฟู
ดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุครุ่งเรือง
ดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุคคลี่คลาย
1
ดนตรีใน
สมัยกรุงสุโขทัย
ประวัติดนตรี
ปปศเรจารทะะสาพววกันัตตเพิหปิาจ่คศ้อลลากัวัาขขทกุาคสนอมธฐริตงรลอเาอาัปรินงง์ม็นทกขนทคเาอาดมำางวงีดงแยาอง้ปขศหาาเ์อขนณเรง้ขงะาส้ดาาซวมึัภจม่ตนางัิากาเรตต่ปพวเิร็ปรศมขนีส็ไัานออผทงูสมย้คศูคย่ติใมาดดเ้สนรเวริป์่เไมนยอลดรตดา้ะะี้ซอปึตวดน่ัธิงฒริษขหึบะ้ซนึฐจล่นา์งัโลำยดไธดอาดรวฐยาย่้ราารณัมพสสนบืุาอรโทอวจิ่ะขไัทาารกททใงาธัริดนยยชพเนอเวขเึลล้ปงานต้็ศทวณน์รพีจาทแาึอีงง่รจตปาวัทะ่ักณฒกรรำ่็รวาใยาสกงันุหจงโ้ัฎธกรทขัมบรีทรรมกัรหเาียมออาบนยารถึมูถ่ึพค่งึงางทเ8ตบีหจเ่ิอมคหาชล้ิยั้กววูนลก่่ัาาภอกฐิจมตนาาฐัะเยนวเาชรืัดอ่นบใทอียยตใเกา่้อนางากา
งรสาพเบุชรมู่ทัช
นยธา
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ศิลาจารึกวัดพระยืน
เครื่องดนตรี ความสุขถ้าแบ่งปันกัน
เครื่องดนตรีที่ปรากฏหลักฐานว่ามีการใช้กันในสมัยสุโขทกัย็จมะี เ4พิ่ปมรขะึเ้นภทเปเ็เบน่งสเปอ็นงเท่า
เครื่องดีด ได้แก่ พิณน้ำเต้า,พิณเพีค๊ยวะามทุกข์ถ้าแบ่งปันกัน
เครื่องสี ได้แก่ ซอพุงตอ (ซอสามสาย)
เครื่องตี ได้แก่มโหระทึก ,ฆ้อง,ทะเทียด(กลองมลายู)ดงเดือด(กกล็อจงทะัลด ด),มลรงทคงคร(ึ์่ตงะนโึพงน)
ฉิ่ง ,แฉ่ง(ฉาบ),กรับ, บัณเฑาะว,์
เครื่องเป่า ได้แก่ ปี่ไฉน,ปี่เสนง,กังสดาล, แตร, สังข,์
2
ดนตรีใน
สมัยกรุงสุโขทัย
วงดนตรี นักวิชาการทางดนตรีได้อธิบายถึงการประสมวงดนตรีไทยในสมัยกรุงสุโขทัยออกเป็น 4 ชนิด ดังนี้
วงขับไม้ วงขับไม้เป็นวงดนตรีที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเกิด
วงบรรเลงพิณ การบรรเลงพิณนับได้ว่าเป็นวงดนตรีเก่าแก่
ขึ้นตั้งแต่สมัยใด วงขับไม้มีข้อสันนิษฐานว่าได้รับ
วงหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 สุจิตด์
อิทธิพลจาก อาหรับ-เปอร์เซีย ที่เข้ามาปกครองอินเดีย
วงษ์เทศ อธิบายว่า พบหลักฐานทางดนตรีเป็นภาพปูน
ในยุคราชวงศ์โมกุลซึ่งอิทธิพลดังกล่าวแพร่เข้าสู่ไทยใน
ปั้นสลักไว้บริเวณฐานเจดีย์ เมืองโบราณบ้านคูบัว จังหวัด
ช่วงสมัยอยุธยาทำ ให้วงขับไม้เริ่มใช้ในราชสำนักตั้งแต่
ราชบุรี ได้ปรากฏเป็นรูปนักดนตรีผู้หญิง 5 คน เครื่อง
กรุงศรีอยุธยาตอนต้น ซึ่งประกอบไปด้วย
ดนตรีที่ใช้บรรเลงนั้นเป็นเครื่องดนตรีตระกูลพิณใช้
คนขับ ซอสามสาย และบัณฑาะว์ จำนวน 2 ใบ
สำหรับดีดด้น นำเพลง เครื่องดนตรีในวงบรรเลงพิณ ดังนี้
พิณเพี๊ยะ หรือ พิณน้ำเต้า 1 คัน
พิณห้าสาย 1 คัน
กรับ 1 คู่
ฉิ่ง 1 คู่
ขับลำนำ (ขับร้อง) 1 คู่
วงปี่พาทย์ วงปี่พาทย์เป็นวงดนตรีที่ชนิดหนึ่งที่ใช้เครื่องตี
วงประโคม คือ วงดนตรีที่ใช้บรรเลงในงานพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งในสมัย
และเครื่องเป่าเป็นหลักใช้บรรเลงประกอบพิธีกรรม และ
ประกอบการแสดงเป็นหลัก จำแนกออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
คสุวโขาทัยมไสดุ้ขปถร้าวกางแฎแตวบงรป่สังรงะขป์โัคนม 2กัวนงได้แก่
วงปี่พาทย์ใช้สำหรับบรรเลงประกอบละครชาตรี และวงปี
เป็นวงที่ปรกะ็กจอะบใเพนิง่ามนขพึ้รนะรเาปช็พินธี สปรอะกงอบเทไ่ปาด้วย สังข์ หรือแตร
พาทย์เครื่องห้าใช้สำหรับบรรเลงประกอบโขนละคร ดังนี้ วงปี่
พาทย์เครื่องเบา เป็นวงที่ใช้บรรเลงประกอบละครของ ชาวพื้น
สังข์ ก็คือหอยทะเล ชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องประโคมในพิธีกรรม
เมือง เช่น ละครโนราห์ประกอบไปด้วย เครื่องดนตรีดังนี้ ปี่
เปลือกหอยคเมืว่อนาำมมาทขุัดกแขล้์วถจ้ะาใหแ้สบีข่างวปเัป็นนสกีเัเนห่งความบริสุทธิ์ เเต่
นอก ทับ 2 ใบ กลองชาตรีเเละฆ้องคู่
วงปี่พาทย์อย่างหนัก หรือวงปีพาทย์เครื่องห้า มีลักษณะคล้าย
เนื่องจากสังข์หายากขึ้น จึงได้นำเเตรงอนมาทดแทน บางครั้งอาจนำ
กับวงปีพาทย์อย่างเบาแต่เพิ่มเครื่องทำลำนำ อีก 1 ชิ้น ช้
กบ็ัจณเะฑลาะดว์เลข้างมาคร่วรมึ่ปงรนะึโคงมด้วย
สำหรับบรรเลงประกอบโขน ละคร และบางครั้งใช้บรรเลง ต่อ
มาจึงใช้บรรเลงโดยทั่วไป ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรี ดังนี้
วงปีไฉนกลองชนะ
เป็นวงที่ใช้ในงานพระราชะิธี ประกอบด้วยปี่ไฉน ผู้ที่บรรเลงเรียกว่า
ปี่ 1 เลา ฆ้องวง 1 วง โทน (ตะโพน) 1 ใบ กลอง 1 ใบ จ่าปี่ ส่วนกลองชนะใช้ในพระราชพิธีเป็นหลัก ในอดีตเป็นกลองใช้ตี
จังหวะขณะฝุกอาวุธ ต่อมาใช้ในการขบวนพยุหยาตรา แห่พระบรม
ศพเเละพระศพเจ้านายต่างๆ ใช้ตั้งเเต่ 1 คู่ไปจนถึง 200 คู่ ณ
ปัจจุบันนี้ก็ยังคงใช้ในงานพระราชทานศพข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
3
ดนตรีใน
สมัยกรุงสุโขทัย
บทเพลง
กรุงสุโขทัยประกอบไปด้วยเพลงต่างๆ ดังนี้
1. เพลงเทพทอง การละเล่นเพลงพื้นเมืองเป็นที่นิยมเล่นในลักษณะร้องโต้ตอบแก้กันระหว่างชายหญิงเช่นเดียวกับเพลง
ปรบไก่ และเพลงฉ่อย ซึ่งการร้องโต้ตอบนี้นิยมใช้กลอนหัวเดียว และลูกคู่ต้องร้องรับว่า "ข้าไฮ้" เพลงลักษณะ โด้ตอบ
แก้กันนี้มันจะเป็นเพลงสองแง่สองง่าม หรือหยาบโลน ซึ่งการร้องเพลงในลักษณะนี้เรียกว่าเล่นเทพทอง ต่อมามีผู้คิด
ประดิษฐ์ให้มีการเล่นแบบจับเรื่อง เช่นเดียวกับเพลงทรงเครื่องและแอ่วซอ แต่เนื่องจากไม่เป็นที่นิยมจึง ไม่ได้รับการนิยม
และสูญหายไป ส่วนทำนองร้องนั้นมีผู้นำไปใช้ในการแสดงโขน ละคร โดยครั้งแรกรับด้วยลูกคู่ และร้องฮ้าไฮ้เช่นเดิม
ภายหลังได้ประดิษฐ์ทำนองขึ้นเพื่อสอดและรับแทนลูกคู่จนถึงปัจจุบัน
2. เพลงพระทอง และเพลงนางนาค เพลงพระทองและนางนาคน่าจะเป็นเพลงในสุโขทัย ซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม
มาจากเขมร แล้วไทย เราจึงนำมาดัดแปลงเพิ่มเติมทำนองขึ้นบ้าง เช่นเพลงนางนาคของเขมรนั้นมีเพียงท่อนเดียวแล้ว
ไทยได้นำมาปรับ สำเนียง และเพิ่มเป็นสองท่อนแต่ก็ยังเรียกชื่อตามเดิม
3. เพลงขับไม้ เพลงขับไม้เป็นเพลงประเภทขับกล่อมต่อมาแต่งขึ้นเป็น 2 ท่อน และมีท่อนสร้อยแทรกระหว่างท่อน 1 และ
ท่อน 2 มีทำนองเพลงเหมือนเพลงปราสาทไหว ซึ่งเป็นเพลงของล้านนา ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนกับ อาณาจักร
สุโขทัยด้วย ทั้งนี้เพลงขับไม้ถือได้ว่าเป็นเพลงแม่บทที่เกิดจากกาพย์ขับไม้
ตัวอย่างโน๊ตเพลงขับไม้ ความสุขถ้าแบ่งปันกัน
กิจกรรมท้ายยุคกรุงสุโขทัย
ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ความทุกข์ถ้าแบ่งปันกัน
ก็จะลดลงครึ่งนึง
ดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา 4
ประวัติดนตรี
ในยุคนี้มีการรับคติความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงเปรียบเสมือนสมมุติเทพหรือเทพเจ้า ซึ่งคติความ
เชื่อดังกล่าวส่งผลกับราษฎรที่ให้ความเชื่อถือและยอมรับในองค์พระมหากษัตริย์อีกทั้งยังส่งผลถึงการ
จัดแบ่งระบบศักดินาซึ่งแบ่งแยกระหว่างราชสำนักและราษฎรดังนั้นจึงทำให้ศิลปะวัฒนธรรมต่างๆไม่
ว่าจะเป็นดนตรีและนาฏศิลป์ก็ได้ถูกแยกออกจากกันซึ่งปรากฏในหลักฐานต่างๆดังนี้
1.หลักฐานจากกฎมณเฑียรบาล
2.คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม
3.จดหมายเหตุลาลูแบร์
4.บันทึกของนิโกลาส์ แชร์แวส์
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ส่วน
หนึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับจากของเดิมในสมัย
สุโขทัยและนำเข้ามาปรับปรุงให้เหมาะสม
ขึ้น และเครื่องดนตรีที่พบเพิ่มเติมมีดีงนี้
เครื่องดีด กระจับปี่ จะเข้
เครื่องสี ซอสามสาย ซอด้วง ซออู้
เครื่องตี ระนาด ฆ้องวงใหญ่ โทน รำมะนา
เครื่องเป่า ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้
ดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา 5
วงดนตรี
วงขับไม้ เข้ามามีบทบาทในราชสำนักช่วงก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาเพื่อใช้ประกอบในงานพระราชพิธี
ต่างๆ ประกอบไปด้วยพราหมณ์ผู้อ่านโองการ ผู้บรรเลงซอสามสายและผู้ไกวบัณเฑาะว์ซึ่งการใช้
บัณเฑาะว์ร่วมในงานพระราชพิธีนี้มี 2 ลักษณะคือ "การไกว" เเละ "การแกว่ง" คือผู้บรรเลงจะถือ
บัณเฑาะว์ไว้เพียงมือเดียวดังนั้นเครื่องดนตรีที่ผสมอยู่ในวงขับไม้ประกอบไปด้วยผู้ขับลำนำซอสาม
สายและบัณเฑาะว์ 2 ใบ
วงมโหรี เป็นวงดนตรีที่มีพัฒนาการมาจากวงขับไม้ ต่อมาได้มีการเพิ่มเติมเครื่องดนตรีขึ้นได้แก่
กระจับปี่และทับ มีพัฒนาการตามลำดับดังนี้
1.วงมโหรีเครื่องสี่ ประกอบด้วย คนขับลำนำ สีซอสามสาย ดีดกระจับปี่ ตีทับ
2.วงมโหรีเครื่องห้า เช่นกันกับเครื่องสี่ เพิ่มคนเป่าปี่หรือขลุ่ย
3.วงมโหรีเครื่องหก เช่นกันกับเครื่องห้า เพิ่มรำมะนา
4.วงมโหรีเครื่องเก้า เช่นกันกับเครื่องหก เพิ่ม ฉิ่ง ฆ้องวง ระนาด
วงปี่พาทย์เครื่องห้า การประสมวงปี่พาทย์เครื่องห้าในสมัยกรุงศรีอยุธยาแบ่งออกเป็น 2 แบบคือวง
ปี่พาทย์เครื่องเบาและวงปี่พาทย์เครื่องหนัก ซึ่งวงดนตรีทั้งสองชนิดนี้มีเครื่องดนตรีเเละการบรรเลงที่
เเตกต่างกัน รวมถึงมีการปรับขนาดเครื่องดนตรีให้เล็กลงอีกด้วย
วงปี่พาทย์เครื่องเบา ประกอบด้วย
ปี่นอก 1 เลา โทนไม้ 2 ลูก กลองชาตรี 1 ใบ ฉิ่ง 1 คู่ ฆ้องคู่ 1 ชุด
วงปี่พาทย์เครื่องหนัก ประกอบด้วย
ปี่ใน 1 เลา ระนาด 1 ราง ฆ้องวง 1 วง ตะโพน 1 ใบ กลอง 1 ลูก
ดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา 6
บทเพลง
สมัยกรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองมากกว่าในสมัยสุโขทัย จึงปรากฏบทเพลงที่ใช้บรรเลงและขับร้องเป็น
จำนวนมากรวมไปถึงเพลงไทยสำเนียงต่างๆด้วย ดังนั้นเพลงไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยามีดังต่อไปนี้
1.เพลงมโหรี แบ่งออกเป็น 5 ส่วนได้แก่ การอธิบายเรื่องมโหรี ตำราเพลงมโหรี เพลงยาวตำรามโหรี
เพลงยาวไหว้ครูมโหรี มโหรีจากวรรณคดีและบทเกร็ดมโหรี ลักษณะของเพลงมโหรีประกอบไปด้วย
เพลงตับเรื่อง เพลงเกร็ดนอก เพลงมอญนอกเรื่องเเละเพลงจีน
2.เพลงดอกสร้อยสักวา เป็นลักษณะของคำประพันธ์ประเภทบทร้อยกลอนเพื่อประกอบการเล่นรื่นเริง
ในวันนักขัตฤกษ์ต่างๆ
3.เพลงโหมโรง สามารถเเบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
โหมโรงพิธีกรรมได้แก่ โหมโรงเช้า โหมโรงเย็น โหมโรงเทศน์
โหมโรงการแสดง ได้แก่ โหมโรงโขน โหมโรงหนังใหญ่ เป็นต้น
4.เพลงหน้าพาทย์ มีไว้สำหรับบรรเลงประกอบการแสดงโขนละคร บรรเลงประกอบกิริยาเคลื่อนไหว
ต่างๆ เเละใช้บรรเลงประกอบพิธีกรรมอื่นๆเช่น พิธีไหว้ครูดนตรีนาฏศิลป์เเละพิธีเทศน์มหาชาติ
ตัวอย่างโน๊ตเพลงเหาะ อยู่ในชุดโหมโรงเช้า
กิจกรรมท้ายยุคกรุงศรีอยุธยา
7
ดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคฟื้นฟู
ประวัติ
ดนตรีในยุคฟื้นฟูนี้อยู่ระหว่างสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหารสชถึงสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงของการฟื้นฟูบ้านเมืองรวมถึงสภาพความเป็นอยู่ของ
ประชาชนให้มีความรุ่งเรืองเช่นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ทรงปรับปรุงและฟื้นฟูบ้านเมือง
เศรษฐกิจ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมขึ้นใหม่ซึ่งการฟื้นฟูในด้านต่างๆนี้ทำให้
ศิลปะวรรณกรรมนาฏศิลป์และดนตรีได้รับการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นตามไปด้วยเช่นนำเครื่องดนตรี
ที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยามาฟื้นฟูอีกทั้งยังได้นำเครื่องดนตรีเดิมมาปรับปรุง
และคิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีชนิดใหม่ๆขึ้นอีก
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีที่ปรากฏในยุคฟื้นฟูนี้ส่วนหนึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ได้ฟื้นฟูจากสมัยกรุงศรีอยุธยา
และกรุงธนบุรีแต่มีการนำเครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิมมาปรับปรุงแล้วยังได้ปรากฏเครื่องดนตรีชนิด
ใหม่ขึ้นดังนี้
กลองทัด โดยในสมัยสุโขทัยเรียกว่าลองใหญ่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราชได้นำกลองทัดเข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งใบโดยให้ใบหนึ่งมีเสียงสูงและใบหนึ่งมี
เสียงต่ำจึงรวมเป็นสองใบ
กลองสองหน้า ปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 2 คล้ายกับลูกของเปิงมางคอกแต่มีความยาวกว่า
เล็กน้อย
ระนาดทุ้ม เป็นการเลียนแบบมาจากระนาดเอกแต่มีความแตกต่างกัน คือเสียงระนาดทุ้มจะ
มีเสียงต่ำกว่าระนาดเอกและนิยมใช้ไม้ไผ่
ฆ้องวงเล็ก เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 มีลักษณะคล้ายฆ้องวงแบบเดิมทุกอย่างแต่มีขนาด
เล็กกว่าเล็กน้อยดังนั้นจึงเรียกฆ้องวงเดิมว่าฆ้องวงใหญ่และของที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่คือฆ้องวง
เล็ก
8
ดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคฟื้นฟู
วงดนตรี
วงปี่พาทย์ เป็นการนำวงปี่พาทย์เครื่องห้าชนิดเดิมมาปรับปรุงเเละพัฒนาขึ้นใหม่ วงปี่พาทย์ในยุคนี้
ประกอบไปด้วย
1.ปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องห้า นำกลองทัดเข้าไปเพิ่ม 1 ใบ
2.วงปี่พาทย์เสภา ได้นำกลองสองหน้ามาเเทนตะโพน
3.วงปี่พาทย์ไม้เเข็งเครื่องคู่ คิดค้นระนาดทุ้มมาเล่นคู่กับระนาดเอกเเละฆ้องวงเล็กมาเล่นคู่ฆ้องวงใหญ่
วงมโหรี ยุคนี้เป็นการนำวงมโหรีเครื่องหกที่มีอยู่มาพัฒนาขึ้นใหม่เเละยังย่อขนาดเครื่องดนตรีให้
เหมาะสมกับผู้หญิงบรรเลง วงมโหรีที่ปรากฎอยู่ในยุคฟื้นฟูมีดังนี้
1.วงมโหรีเครื่องแปด โดย ร.1 นำวงมโหรีเครื่องหกมาเพิ่มระนาดไม้เเละระนาดเเก้ว
2.มโหรีเครื่องเก้า โดย ร.2 นำฆ้องวงมาเเทนระนาดแก้วเเละเพิ่มจะเข้ 1 ตัว
3.วงมโหรี ร.3 นำระนาดเอกเเละระนาดทุ้มเข้าไปในวงมโหรี นำระนาดทุ้มเเละฆ้องวงเล็กไปใช้ในวงปี่
พาทย์เครื่องคู่ ใช้ฉิ่งเเทนกรับพวง
เพลงไทยที่ปรากฎอยู่ในยุคฟื้นฟูนี้ส่วนใหญ่เป็นการสืบทอดมาจากกรุงศรีอยุธยา ปรากฎเพลงที่
พัฒนาขึ้นใหม่ๆดังนี้
บทเพลงในวงปี่พาทย์เสภา ใช้บรรเลงเเทรกเฉพาะหน้าพาทย์ เช่น เพลงเชิด เพลงเสมอ เพลงโอด ต่อ
มาใช้บรรเลงเพลงละคร เช่น เพลงโอ้ปี่ ช้าปี่ โอ้โลม ต่่ิมาเปลี่ยนจากเพลงลครมาเป็นเพลงมโหรี คือ
ร้ิงเเละบรรเลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นเสภาจึงมีการเลียนแบบโดยนำเพลงสองชั้นต่างๆมาร้องเเล้วให้ปี่พาทย์
รับ จากนั้นจึงได้ขับเสภาต่อไป
เพลงสามชั้น ในช่วงปลาย ร.3 เริ่มมีการนำเพลงสองชั้นมาขยายเเละแต่งเพลงขึ้นใหม่เป็นเพลงสาม
ชั้น โดยมีพระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) เป็นผู้ริเริ่มเเต่งขึ้นเป็นท่านเเรก
กิจกรรมท้ายยุคฟื้นฟู
9
ดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง
ประวัติดนตรี
ในสมัย ร.4 ถึง ร.6 ได้มีพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงเปิด
โอกาสให้ชาติตะวันตกเข้ามาเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศไทยจึงส่งผลให้
ประเทศไทยขณะนั้นเป็นระยะของการปรับปรุงและแลกเปลี่ยนในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็น
สภาพสังคมเศรษฐกิจขนบธรรมเนียมประเพณีรวมไปถึงดนตรีนาฏศิลป์ด้วยทั้งนี้ได้
ปรากฏหลักฐานทางดนตรี ให้มีการอนุญาตให้เล่นละครผู้หญิง ยกเลิกทรงผม
มหาดไทย มีวงโยธวาทิต เพลงพระราชนิพนธ์เเละมีดนตรีตะวันตกมากขึ้น
เครื่องดนตรี
ดนตรีในยุคนี้มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากส่งผลให้ศิลปะวัฒนธรรมของชาติ
ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ทั้งนี้เครื่องดนตรีไทยยังเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อน
ให้เห็นถึงความก้าวหน้า เครื่องดนตรีไทยที่ปรากฏขึ้นในยุคนี้เป็นเครื่องดนตรีที่ถูก
ปรับปรุงและพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในวงดนตรีชนิดใหม่ๆ ดังนี้
เครื่องตี
ระนาดเอกดหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก
ขิม กลองตะโพน
ฆ้องหุ่ย ฆ้องมอญ
ตะโพนมอญ เปิงมาง อังกะลุง
เครื่องเป่า
ปี่มอญ
ขลุ่ยอู้
10
ดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง
วงดนตรี
ในยุครุ่งเรือง ปรากฏวงดนตรี ดังนี้
วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ คือการนำเครื่องดนตรีที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ได้แก่ระนาดเอกเหล็กและ
ระนาดทุ้มเหล็กเข้ามาประสมในวงปี่พาทย์เครื่องคู่
วงปี่พาทย์นางหงส์ เป็นวงปี่พาทย์ที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับวงปี่พาทย์ไม้แข็งแต่มีการนำเอาปี่
ชวามาแทนปี่นอกและปี่ใน ใช้กลองมลายูแทนกลองทัดและตะโพนและใช้ในเฉพาะพิธีศพ
เท่านั้น
วงปี่พาทย์ไม้นวม การนำไม้ตีระนาดในวงปี่พาทย์ไม้แข็งมาปรับปรุงให้ป็นไม้ที่ตีแล้วจะให้เสียง
ที่นุ่มนวล โดยการพันผ้าแล้วทักด้วยได้สลับจนนุ่ม
วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เป็นการนำเอาวงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องใหญ่มาปรับเปลี่ยนเป็นใช้ไม้นวม
รวมถึงได้นำเครื่องดนตรีที่มีเสียงเล็กแหลมและเครื่องดนตรีที่มีเสียงดังมากออกทั้งหมด ใช้ขลุ่ย
แทนปี่ใช้ตะโพนแทนกลองทัด สร้างฆ้องหุ่ยขึ้น 7 เสียง เพิ่มขลุ่ยอู้และซออู้เข้าไปประสมในวง
ดนตรีชนิดนี้ด้วย
วงปี่พาทย์มอญ เป็นที่นิยมในเฉพาะงานศพ
วงมโหรี เป็นการนำเครื่องปี่พาทย์เช่นระนาดและฆ้องวงใหญ่เข้ามาผสมกับเครื่องสายได้แก่ซอ
ด้วงซออู้จะเข้และปากกระจับปี่ออก และเปลี่ยนขลุ่ยรองออเป็นขลุ่ยเพียงออแทน ซึ่
จะมีเสียงสูงกว่า 1 เสียง
วงเครื่องสาย จัดหมวดหมู่วงเครื่องสายออกเป็น 3 ประเภทได้แก่วงเครื่องสายไทย วงเครื่องสาย
ปี่ชวาและวงเครื่องสายผสมโดยมีรายละเอียดดังนี้
วงเครื่องสายไทย เป็นวงที่เหมาะสำหรับการบรรเลงในอาคารและใช้บรรเลงขับกล่อมในงาน
มงคลต่างๆ ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขนาดคือวงเครื่องสายวงเล็กและวงเครื่องสายคู่
วงเครื่องสายปี่ชวา เป็นการนำปี่ชวาบรรเลงแทนขลุ่ยเพียงออและคงเหลือไว้เพียงแต่ขลุ่ยหลิบ
ซึ่งมีเสียงสูง ส่วนเครื่องหนังเปลี่ยนจากโทนรำมะนาเป็นกลองแขก มี 2 ขนาดคือวงเครื่องสายปี่
ชวาวงเล็กกับวงเครื่องสายปี่ชวาวงใหญ่
วงเครื่องสายประสมขิม เป็นแนวคิดการนำเอาเครื่องดนตรีตะวันตกมาบรรเลงร่วมกับวงดนตรี
ไทยเช่นการนำเอาเปียโนและไวโอลินมาประสมเรียกว่าวงเครื่องสายประสมเปียโนหรือการนำ
เอาแกนมาประสมกับวงเครื่องสายจนเกิดวงเครื่องสายประสมออร์แกน หรือการนำขิมมาประสม
กับวงเครื่องสายจนเกิดวงเครื่องสายประสมขิม
11
ดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุครุ่งเรือง
บทเพลง
โหมโรงเสภา ใช้บรรเลงประกอบการขับเสภา มีรูปแบบการใช้ในการปอระกอบการขับเสภา เป็นขั้น
ตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ปีพาทย์บรรเลงเพลงโหมโรงเมื่อบรรเลงจบคนขับเสภาขับไหว้ครู และดำเนินเรื่อง
ขั้นตอนที่ 2 ร้องส่งเพลงพม่าห้าท่อน 3 ชั้น เมื่อบรรเลงจบคนขับเสภาดำเนินเรื่องต่อไปเล็กน้อย
ขั้นตอนที่ 3 ร้องส่งเพลงจระเข้หางยาว 3 ชั้น เมื่อบรรเลงจบคนขับเสภาคั่น
ขั้นตอนที่ 4 ร้องส่งเพลงสี่บท 3 ชั้น เมื่อบรรเลงจบคนขับเสภาคั่น
ขั้นตอนที่ 5 ร้องส่งเพลงบุหลัน 3 ชั้น เมื่อบรรเลงจบคนขับเสภาคั่น
เพลงเถา เพลงเถาคือเพลงทยอยในซึ่งเป็นการนำเพลงทยอย 2 ชั้นของโบราณที่เป็นเพลงหนึ่งใน
เพลงประเภทเพลงเรื่อง มาแต่งขึ้น สามชั้น สองชั้นและชั้นเดียวจนครบเป็นเถา
เพลงตับ เป็นเพลงที่นำบรรเลงติดต่อกันมีบทร้องเป็นเรื่องเดียวกันและดำเนินไปโดยตามลำดับฟัง
ติดต่อกันเป็นเรื่องราวเป็นคนละอัตราจังหวะหรือคนละประเภทก็ได้ไม่สำคัญ เช่น ตับนางลอย ตับ
นาคบาศ ตับเพลง
เพลงเดี่ยว เกิดจากการประชันวงปี่พาทย์ตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 พลงเดี่ยวที่ใช้ในวงประชัน
เช่น พญาโศก ลาวแพน นกขมิ้น เป็นเพลงที่ใช้อวดฝีมือในการบรรเลงความแม่นยำและรวด
ปฏิภาณ
เพลงลา เป็นเพลงที่มีผู้ประดิษฐ์สำหรับร้องเป็นเพลงส่งท้ายเมื่อเวลาจะเลิกบรรเลงโดยการเอาลำลา
ของการเล่นสักวามารวมใช้แต่งขึ้นใหม่
เพลงกรอ สันนิษฐานว่าคือเพลงเขมรไทรโยคซึ่งเป็นเพลงพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เป็นเพลงแรกที่มีการใช้บรรเลงในลักษณะนี้อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของการบรรเลงเพลงทางกรอ
กิจกรรมท้ายยุครุ่งเรือง
12
ดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคคลี่คลาย
ประวัติดนตรี
ดนตรีไทยในยุคคลี่คฃายเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนผ่านระหว่างระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยจึงทำให้สังคมไทยเกิดการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นสภาพความเป็นอยู่การดำรงชีวิต
เศรษฐกิจและวัฒนธรรมจึงทำให้ศิลปะวิทยาการหลายแขนงเกิดผลกระทบ
ตามไปด้วยจึงทำให้มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไปดังนั้นดนตรี
ไทยในยุคที่ใครจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับใน รัชกาลที่ 7 จนถึง
ปัจจุบัน
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีในยุคนี้ยังคงสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่ในช่วงยุครุ่งเรือง และไม่ปรากฏว่ามีผู้
คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีใหม่ๆ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เกิดความสวยงาม
หรือมีเสียงที่ไพเราะขึ้นหรือปรับเป็นวัสดุคงทนต่อการใช้งาน
ขิม มีการปรับเปลี่ยนรูปร่างให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูตัวกระเป๋าทำจากพลาสติกเนื้อ
แข็ง เปลี่ยนไปใช้สายสแตนเลสซึ่งสายนี้ไม่เป็นสนิมขาดยากกว่าสายทองเหลือง
ระนาดเอก เปลี่ยนไปใช้ไม้ชิงชันเพราะมีน้ำเสียงหนักเเน่นกว่า
ฆ้อง เปลี่ยนไปช้การหล่อลูกฆ้องแทนการลงหิน
จะเข้ เเละซอด้วง เปลี่ยนมาใช้สายเอ็นหรือสายเทนนิสเเทนสายไหม
ขลุ่ยเพียงออ เปลี่ยนเลาขลุ่ยจากไม้ไผ่เป็นท่อพีวีซี ซึ่งประหยัดเเละทนทานกว่า
ดนตรีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคคลี่คลาย 13
วงดนตรี
มีวงดนตรีเกิดขึ้นหลากหลายเพราะเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนผ่านระหว่างระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย วงดนตรีแบ่งออกได้หลาย
ลักษณะดังนี้
วงดนตรีไทยเดิม วงมโหรีหลวง
วงเครื่องสายประสมปี่พาทย์ แบ่งออกได้ 3 ประเภทคือวงเครื่องสายประสมปี่
พาทย์เครื่องเดี่ยว วงเครื่องสายประสมปี่พาทย์เครื่องคู่ วงเครื่องสายประสมปี่พาทย์
เครื่องใหญ่
วงดนตรีสำหรับใช้บนนเลงเพลงรำวง วงดนตรีเเจ๊ส แบ่งเป็น 2 รูปเเบบคือ ดิ๊กซี่
เเลนด์เเละบิ๊กเเบนด์
วงดนตรีร่วมสมัย
บทเพลง
มีเพลงเพิ่มเติมมากมายหลายรูปแบบ ประกอบด้วย 2 ลักษณะดังนี้
เพลงไทยเดิม
ได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงบทเพลงการบรรเลงท่อนนำโดยให้มีทำนองสั้นๆบรรเลง
ก่อนขึ้นเรียกว่า ท่อนนำหรือลูกนำ ซึ่งจะต้องมีระดับเสียงเดียวกัน เช่น เพลงเเสนคำนึง เงี้ยว
รำลึก รวมไปถึงการเดี่ยวท้ายเพลงโหมโรง โดยประดิาฐ์ทำนองมาต่อท้ายเพลงเเรกให้
เป็นการเดียวเพื่อให้ได้เดียวรอบวง
เพลงไทยสากล
เป็นเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีตะวันตกรวมไปถึงทำนองจังหวะลีลาและเครื่องดนตรี
โดยการนำเพลงไทยเดิมมาดัดแปลงให้มีท่วงทำนองแบบตะวันตกและนำดนตรีไทยกับ
ดนตรีสากลมาบรรเลงร่วมกัน เช่น เพลงปทุมไฉไลเพลงเม่งู เพลงเสี่ยงเทียน
กิจกรรมท้ายยุคคลี่คลาย