The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คำนำ งาน อจ.วรา 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เจะรอกีเยาะ โนะ, 2020-02-15 09:51:58

คำนำ งาน อจ.วรา 1

คำนำ งาน อจ.วรา 1

คำนำ

ศาสนาอสิ ลาม (องั กฤษ: Islam) เป็นศาสนาเอกเทวนิยมและศาสนาอบั ราฮมั บญั ญตั ิไวใ้ น
คมั ภรี ์อลั กรอาน คมั ภรี ์ศกั ด์ิสิทธ์ิของอสิ ลามซ่ึงสาวกถือวา่ เป็นพระวจนะคาต่อคาของพระเป็น
จา้ (อลั ลอฮฺ) และสาหรัสาวกส่วนใหญ่ เป็นคาสอนและตวั อยา่ งเชิงบรรทดั ฐาน
(เรียกว่า สุนตั และประกอบดว้ ยหะดีษ) ของมุฮมั มดั (ประมาณ 570–8 มิถุนายน 632) เป็น
ศาสดา (นบ)ี องคส์ ุดทา้ ยของพระเป็นเจา้ สาวกของศาสนาอสิ ลาม เรียกวา่ มุสลิม

มุสลิมเชื่อว่า พระเจา้ เป็นหน่ึงและหาที่เปรียบไม่ได้ และจุดประสงคข์ องการดารงอยู่ คือ เพื่อรัก
และรับใชพ้ ระเป็นเจา้ [1][2] มุสลิมยงั เช่ือวา่ ศาสนาอสิ ลามเป็นบรรพศรัทธาฉบบั สมบรู ณ์และเป็น
สากลที่สุดซ่ึงไดป้ ระจกั ษม์ าหลายคร้ังก่อนหนา้ น้นั ผา่ นศาสดาซ่ึงรวมอาดมั โนอาห์ อบั รา
ฮมั โมเสส และพระเยซู[3] พวกเขายดึ มนั่ ว่า สารและวิวรณ์ถกู แปลผดิ หรือเปล่ียนแปลงบางส่วน
ตามกาล[4] แต่มองวา่ อลั กรุ อานภาษาอาหรบั เป็ นท้งั ววิ รณ์สุดทา้ ยและไม่เปลี่ยนแปลงของพระ
เป็นเจา้ [5] มโนทศั นแ์ ละหลกั ศาสนามีเสาหลกั ท้งั หา้ ของอิสลาม ซ่ึงเป็นมโนทศั น์พ้นื ฐานและ
การปฏิบตั ิตนนมสั การที่ตอ้ งปฏิบตั ิตาม และกฎหมายอิสลามที่ตามมา ซ่ึงครอบคลุมแทบทุกมุม
ของชีวติ และสงั คม โดยกาหนดแนวทางในหวั เรื่องหลายหลาก ต้งั แต่การธนาคารไปจนถึง
สวสั ดิการ ชีวิตครอบครัวและสิ่งแวดล้

สารบญั หน้า
1-2
เร่ือง 2-3
1.หลกั คาสอนสาคญั ของศาสนาอิสลาม 4-5
2.ความสาคญั มารยาทในอิสลาม 5-7
3.ลกั ษณะของมุสลิมท่ดี ี 7-10
4. มารยาทผเู้ รียน 11-14
5.มารยาทต่อบิดามารดา 14-17
6.มารยาทการคบเพ่ือน
7.มารยาทการมีปฏิสัมพนั ธก์ บั ผอู้ ่นื

หลกั คาสอนสาคญั ของศาสนาอสิ ลาม

หลกั คาสอนสาคญั ของศาสนาอิสลาม จะเนน้ เรื่องความศรัทธาหรือความเช่ือโดยปราศจากการ
ระแวงสงสัย และการปฏิบตั ิตนอยา่ งเคร่งครัด
๑. หลกั ศรัทธา ๖ ประการ

๑. ศรัทธาต่อพระอลั เลาะฮ์ ผเู้ ป็นมุสลิมตอ้ งศรัทธาต่อพระอลั เลาะฮเ์ พียงพระองคเ์ ดียว
๒. ศรัทธาต่อเทพบริวารของพระอลั เลาะฮ์ ผเู้ ป็นมุสลิมตอ้ งศรัทธาวา่ เทวทูตมีจริง
๓. ศรัทธาต่อพระคมั ภีร์ท้งั หลาย ผเู้ ป็นมุสลิมตอ้ งศรัทธาต่อคมั ภรี ์ท่พี ระเจา้ ประทานมาให้
๔. ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต ผเู้ ป็ นมุสลิมตอ้ งศรัทธาต่อบรรดาศาสนทตู ซ่ึงถือเป็ นที่พระเจา้
เลือกสรรวา่ เป็นคนดีเหมาะแก่การเป็นผปู้ ระกาศศาสนา
๕. ศรัทธาในวนั พิพากษา ผเู้ ป็นมุสลิมตอ้ งเชื่อว่า เมื่อถึงวนั ท่ีโลกแตกดบั พระเจา้ จะเป็ นผู้
พิพากษามนุษยต์ ามกรรมดีและกรรมชวั่ ท่ีไดท้ าไว้
๖. ศรัทธาในกฎสภาวะของพระเจา้ ผเู้ ป็นมุสลิมตอ้ งเช่ือวา่ พระเจา้ เป็นผลู้ ิขิตชีวติ มนุษย์

๒. หลกั ปฏบิ ตั ิ ๕ ประการ
ชาวมุสลิมจะตอ้ งปฏิบตั ิพธิ ีกรรมทางศาสนาดว้ ยกาย วาจา และใจ หลกั ปฏิบตั ิ ๕ ประการ ใน
ศาสนาอสิ ลาม ไดแ้ ก่
๑. การปฏิญาณตน เป็นการประกาศตนยอมรับดว้ ยความศรัทธาและความบริสุทธ์ิใจวา่ พระอลั
เลาะฮเ์ ป็นพระเจา้ สูงสุดเพียงองคเ์ ดียวเท่าน้นั และยอมรับว่าท่านนบีมุฮมั มดั เป็นศาสนทูตของ
พระเจา้
๒. การละหมาด เป็นการนมสั การพระเจา้ ท้งั ทางร่างกายและจิตใจ โดยปฏิบตั ิวนั ละ ๕ เวลา คือ
ยา่ รุ่ง กลางวนั เยน็ พลบค่า และกลางคืน
๓. การถือศีลอด เป็นการงดการบริโภคอาหาร เครื่องดืม และการมีเพศสมั พนั ธ์ต้งั แต่พระอาทิตย์
ข้ึนจนถึงพระอาทติ ยต์ กดินเป็ นเวลา ๑ เดือน ตามกาหนด ซ่ึงจะมีในเดือน ๙ เรียกวา่ เดอื นรอ
มาฏอน การถือศีลอดน้ีเป็นการฝึ กฝนร่างกาย และจิตใจใหม้ ีความอดทน
๔. การบริจาคซะกาต เป็นการบริจาคทรัพยห์ รือใหท้ านแก่คนท่ีเหมาะสมตามท่ศี าสนากาหนด

เช่น เดก็ กาพร้า คนทข่ี ดั สน เพื่อเป็นการขดั เกลาจิตใจใหส้ ะอาดลดความเห็นแก่ตวั ลง และเป็น
การลดช่องว่างในสังคม
๕.การประกอบพธิ ีฮจั ญ์ เป็นการเดินทางไปประกอบพธิ กรรมทางศาสนาทีเ่ มืองเมกกะ ประเทศ
ซาอุดีอาระเบีย จุดมุ่งหมายเพอื่ ใหช้ าวมุสลิม

มารยาทของมุสลมิ

จริยธรรมและมารยาทเป็นส่ิงที่สาคญั ในอิสลามเป็นอยา่ งยง่ิ การมีมารยาทคือการทีม่ ุสลิมมี
อปุ นิสัยที่ดีงามติดตวั เป็นเครื่องประดบั ประจากายของเขา เป็นการสร้างความรู้สึกชื่นชอบแก่
ผอู้ ่ืน และไม่ทาใหผ้ อู้ ่ืนไดร้ ับความเดือดร้อน

ทา่ นรอซูล ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลมั ไดก้ ล่าวไวม้ ีความว่า ‚แท้จริงแล้ว ฉันถกู ส่งมาเพื่อ
สร้างความสมบรู ณ์ให้กับมารยาทท่ดี ี‛ (รายงานโดยอะหฺมัด)

ท่านไดก้ าชบั ใหม้ ุสลิมน้นั เป็นคนท่มี ีมารยาทต่อผอู้ นื่ เช่นการพดู ดว้ ยดี การใหส้ ลาม การยมิ้ แยม้
ใหก้ นั การเห็นอกเห็นใจ การเคารพความคดิ เห็น การใหเ้ กียรติ ไม่เหยยี ดหยาม ไม่ติฉินนินทา
ไม่ด่าไม่สาปแช่งต่อกนั เป็นตน้

ทา่ นไดก้ ล่าวไวม้ ีความวา่ ‚ท่านจงยาเกรงต่ออัลลอฮฺตลอดเวลาไม่ว่าจะอย่ทู ี่ไหน และจงทา
ความดลี บล้างความชั่ว และจงคลกุ คลกี บั ผ้อู ื่นด้วยมารยาทท่ดี ี‛ (รายงานโดย อัต-ติรมิซีย์)

ทา่ นยงั ไดก้ ล่าวอีกมีความวา่ ‚มุสลิมกับมสุ ลิมเป็นพน่ี ้องกนั จะต้องไม่รังแก(ก่อความอธรรม)
แก่เขา ไม่ยา่ ยเี ขา และไม่เหยยี ดหยามเขา‛ (รายงานโดย มุสลิม)

‚รอยยิม้ ท่ีปรากฏให้เห็นแก่พน่ี ้องของท่านนน้ั เป็นเศาะดะเกาะฮฺ‛ (รายงานโดย อิบนุ หิบบาน)

‚ห้าประการท่เี ป็นหน้าทขี่ องมุสลิมทีพ่ ึงปฏิบตั ิต่อมุสลิม คือการตอบรับสลาม การกล่าวรับผ้ทู ี่
จาม การตอบรับคาเชิญ การเยยี่ มผ้ปู ่ วย และการส่งศพไปสุสาน‛ (รายงานโดย มุสลิม)

‚ความดนี ้ันคือการมีมารยาทท่ีดี‛ (รายงานโดย มสุ ลิม)

‚ไม่ใช่พวกเรา ผ้ทู ี่ไม่เมตตาและเอน็ ดเู ดก็ ๆ และผ้ทู ีไ่ ม่ให้เกียรติผ้ใู หญ่‛

(รายงานโดย อตั -ติรมิซีย์)

การมีมารยาทท่ดี ีน้นั จะตอ้ งแสดงกบั ทกุ คนไม่เพยี งเฉพาะกบั มุสลมิ เพียงอยา่ งเดียวเท่าน้นั กบั
ผอู้ ื่นทีไ่ ม่ใช่มุสลิมก็ตอ้ งแสดงมารยาทท่ดี ีดว้ ยเช่นกนั เพราะมุสลิมเป็นผนู้ าแห่งความดีงาม จึง
สมควรตอ้ งเป็นตวั อยา่ งใหผ้ อู้ ื่นไดส้ มั ผสั ถึงมารยาทและจริยธรรมความดีงามของตน

คร้ังหน่ึงไดม้ ีชาวยวิ เขา้ มาหาทา่ นรอซูล ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลมั และกลา่ ววา่ “ขอความ
ตายประสบแก่ทา่ น” แทนท่พี วกเขาจะกล่าวสลาม ท่านอาอิชะฮฺภรรยาของท่านรอซูลไดย้ นิ
ดงั น้นั จึงตอบไปวา่ “ความตายจะประสบกบั พวกเจา้ นน่ั แหละ” เมื่อทา่ นรอซูล ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะ
ลยั ฮิ วะสลั ลมั ไดย้ นิ เช่นน้นั กไ็ ดห้ า้ มอาอิชะฮฺและไดก้ ล่าววา่ ‚แท้จริงแล้วอลั ลอฮฺเป็นผ้นู ่มุ นวล
และทรงรักความน่มุ นวลในทกุ ๆ ส่ิง‛ ทา่ น อาอชิ ะฮฺไดถ้ ามว่า “ทา่ นไม่ไดย้ นิ ที่พวกเขากล่าว
อยา่ งน้นั หรือ?” ทา่ นรอซูลไดต้ อบนางว่า ‚กฉ็ ันได้กล่าวแล้วว่า ‘พวกท่านกเ็ ช่นกัน’ เพยี งเท่า
น้ันเอง‛ (รายงานโดย อลั บคุ อรีย์ และมสุ ลิม)

มารยาททีด่ ีคือส่ิงที่ทาใหม้ ุสลิมมีเกียรติ และไดร้ ับผลตอบแทนใหญ่หลวงในวนั อาคิเราะฮฺ ท่าน

รอซูล ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลมั ไดก้ ล่าวไวม้ ีความว่า ‚แท้จริงผ้ศู รัทธานัน้ จะได้รับ
ผลตอบแทนถงึ ขั้นผ้ถู อื ศีลอดในเวลากลางวนั และละหมาดในยามคา่ คนื เพราะการมี
มารยาททีด่ ขี องเขา” (รายงานโดย อะหฺมัด)

ลกั ษณะของมุสลมิ ทดี่ ี

โออ้ ลั ลอฮฺ บรรดาการสรรเสริญเป็นของพระองคท์ ่ที รงทาใหเ้ ราเป็นมุสลิม ขอบคุณ
พระองคท์ ่โี ปรดปรานประทานคมั ภรี ์กรุ อานแก่เรา ขอบคุณพระองคท์ ี่ทรงนาเราออกจากความ
มืดแห่งความโง่เขลามาสู่แสงสวา่ งแห่งอสิ ลาม แสงสว่างแห่งความศรัทธา
มสุ ลิมท่ดี ี ควรจะมลี ักษณะดังต่อไปนี้
1) พงึ พอใจและขอบคุณอลั ลอฮฺ
2) ถ่อมตนและไม่ปล่อยใหค้ วามโอหงั เขา้ มาอยเู่ หนือการงานของตน
3) ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่อจิ ฉา และไม่โลภ
4) ใหอ้ ภยั และมีหวั ใจออ่ นโยน
5) มุ่งมนั่ แน่วแน่ในการเผยแผค่ าสอนของอิสลาม
6) อดทนตลอดเวลาท้งั ในยามทกุ ขแ์ ละในยามมงั่ คงั่
7) มีใจปรารถนาดีและช่วยเหลือคนอ่นื
เม่ือเรามองย้อนกลบั ไปดวู ่าเหล่าบรรดาซอฮาบะฮฺ สาวกของรอซูล ใช้ชีวิตอย่างไร...เราจะ
พบว่า…พวกเขา
♥ ใชช้ ีวติ ที่เรียบง่ายและบริสุทธ์ิ
♥ มีความรู้เพียงพอ
♥ มีรากฐานแห่งความศรัทธาในพระเจา้ องคเ์ ดียวอยา่ งมนั่ คง และพยายามสร้างความเขม้ แขง็
ใหแ้ ก่ความศรัทธาของพวกเขาอยตู่ ลอดเวลา
♥ ละหมาดดว้ ยความสารวม และบริสุทธ์ิใจในการละหมาด

♥ ปฏิบตั ิตามแบบอยา่ ง (ซุนนะฮฺ) ของท่านนบมี ุฮมั หมดั อยา่ งเคร่งครัด

♥ เขา้ ใจคุณค่าของชีวิตและรู้แน่ชดั ว่าโลกน้ีเป็นเพยี งทางผา่ นชวั่ คราว และจุดหมายปลายทาง
ของพวกเขาคือโลกหนา้ ส่ิงแรกที่ใหค้ วามสาคญั กค็ ือโลกหนา้ ดงั น้นั พวกเขาจึงแข่งขนั กนั เพอื่
ไปถึงความสาเร็จข้นั สูงสุด และเพ่อื ไดเ้ ขา้ สวรรค์

มารยาทผู้เรียน

เป็นที่ทราบกนั ดีแลว้ า่ อิสลามเป็นศาสนาทีส่ ่งเสริมการศึกษาอยา่ งเตม็ ที่ แมแ้ ต่อลั กุรอานบท
แรกท่ีถูกประทานลงมา ยงั มีขอ้ ความบง่ บอกถึงการศึกษาท้งั สิ้น เช่น มีคาวา่ จงอ่าน มีคา
วา่ สอน และมีคาวา่ ปากกา ซ่ึงส่ิงเหล่าน้ีลว้ นเป็นองค์ประกอบของการศึกษาท้งั สิ้น อีกท้งั อลั กุ
รอานในบททสี่ องต่อมา กย็ งั เร่ิมตน้ สาบานดว้ ยคาว่า ปากกา คือ อลั กรุ อานบท อลั กอลมั

มารยาทผเู้ รียนต่อความรู้

1. ตอ้ งแสวงหาสถานศึกษาเรียนรู้ และใฝ่ หาความรู้ที่ตอ้ งการจากสถานศึกษาน้นั
2. มีความจริงจงั ในการเรียนรู้ ทมุ่ เทเวลาใหก้ บั การศึกษาอยา่ งเตม็ กาลงั และตอ้ งตดั ขาดจากการ
ใดที่จะทาลายความกา้ วหนา้ ของการศึกษา โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ตอ้ งละเวน้ ทาบาปโดยเดด็ ขาด

ทา่ นอหิ ม่ามซาฟิ อี รอฮิมะฮุล้ ลอฮฺ ไดร้ ้องทกุ ขก์ บั ครูของทา่ นชื่อวะเกี๊ยะอฺว่า ระยะหลงั ความจา
ไม่ค่อยดี ทา่ นครูไดแ้ นะนาวา่ ตอ้ งงดการทาบาป เพราะความรู้น้นั คือรัศมี และรัศมีน้นั จะไม่อยู่
กบั คนทาบาป
3. มีความบริสุทธ์ิใจในการศึกษาหาความรู้ และตอ้ งไม่มีเจตนาหาความรู้เพ่อื หาผล
ปัจจยั
4. ก่อนศึกษาความรู้ ตอ้ งชาระจิตใจใหส้ ะอาดจากความโสมมทางใจ เพราะความรู้น้นั เม่ือตกอยู่
กบั คนท่มี ีจิตทรามมนั จะเป็นผลเสียแก่ผนู้ ้นั และอาจเป็นภยั ต่อคนอื่นอีกดว้ ย
5. ตอ้ งห่างไกลการอวดดีและไม่โตแ้ ยง้ เมื่อความจริงปรากฏ เพราะการอวดดีน้นั หาความดีไม่ได้
มนั มีแต่จะทาใหเ้ สียเวลา ทาใหใ้ จกระดา้ ง

6. ตอ้ งประพฤติดีมีศีลธรรม มีความสุขมุ คมั ภรี ภาพ และทาตนใหม้ ีคุณค่าในฐานะมีความรู้ โดย
ไม่มีพฤติกรรมหรือแสดงออกใด ๆ ท่จี ะเป็นการหลู่เกียรติขององคค์ วามรู้ เช่น การพูดจา การ
เดิน และการมีปฏิสัมพนั ธก์ บั คนอื่น
7. แสวงหาวชิ าความรู้ทจี่ ะก่อประโยชน์ต่อศาสนาของมุสลิมท้งั ทางโลกและทางธรรม และไม่
ศึกษาหาความรู้ท่ีจะเป็นภยั ต่อศาสนาของมุสลิม

8. เลือกสรรหาวิชาความรู้จากครูบาอาจารยม์ ีความเช่ียวชาญเฉพาะดา้ นทต่ี อ้ งการ และเป็นผมู้ ี
คุณธรรมและจริยธรรม เพราะความรูค้ ือศาสนา จงพิจารณาหาศาสนาจากผรู้ ู้ที่แทจ้ ริงเท่าน้นั
9. ตอ้ งมีความอดทนต่อการศึกษา การท่องจาและการทบทวนบทเรียน อยา่ ปล่อยใหเ้ วลาหมด
ไปโดยไม่ไดม้ ีความรู้เพิ่มเติม ท่านอุมรั กล่าววา่ “จงมีความรู้ทีแ่ ทจ้ ริง ก่อนท่จี ะเป็นผูน้ า”
10. ตอ้ งถามทกุ อยา่ งทีไ่ ม่รู้ และไม่ตอ้ งอายที่จะสอบถามเพ่ือความเขา้ ใจ มีนกั วชิ าการคนหน่ึง
กล่าววา่ “จะไม่มีวนั ไดค้ วามรู้ สาหรับผทู้ ่อี ายและอวดดี

มารยาทผเู้ รียนต่อครูผสู้ อน

1. ตอ้ งมีสัมมาคารวะต่อครูผสู้ อน ครูคนน้นั จะมีอายนุ อ้ ยกวา่ ก็ตาม เพราะไม่เป็นการเสียหายแต่
อยา่ งใดทจี่ ะเรียนกบั ครูผสู้ อนทม่ี ีอายนุ อ้ ยกวา่
2. ตอ้ งใหเ้ กียรติยกยอ่ งครูผสู้ อนและมองครูดว้ ยสายตาช่ืนชมและน่าเกรงขาม
3. เม่ือครูเดินเขา้ มา ควรยนื เพ่ือแสดงความเคารพ และสลามพร้อมจูบมือครูเพ่อื ใหเ้ กียรติและเอา
ความสิริมงคล (บารอกะฮฺ)
4. ตอ้ งรักษากิริยามารยาทความเป็นลูกศิษยท์ ีด่ ีในขณะครูกาลงั สอน ดว้ ยการน่ิงฟังอยา่ งสงบ
และสอบถามเมื่อจาเป็ น
5. ตอ้ งไม่ออกไปจากสถานทส่ี อนหรือหอ้ งเรียน จนกว่าจะไดร้ ับอนุญาตจากครู เม่ือครูอนุญาต
จงขออภยั จากอลั ลอฮฺ เพราะท่ดี ีแลว้ ตอ้ งไม่ออกจากหอ้ งเรียนจนกวา่ จะสิ้นสุดชวั่ โมงเรียน
เทา่ น้นั

6. ตอ้ งมีวินยั และเช่ือฟังปฏิบตั ิตามคาสั่งของครูทุกอยา่ ง หากคาสัง่ น้นั ไม่ผดิ ต่อหลกั ศาสนา
เพราะหลกั การมีอยวู่ า่ “ตอ้ งไม่เชื่อฟังคนอื่นในเร่ืองที่บาปต่ออลั ลอฮฺ”
7. ตอ้ งปฏิบตั ิหนา้ ทข่ี องศิษยต์ ่อครูผสู้ อนโดยเตม็ ใจ บรรดานกั วชิ าการ (อลุ ะมาอฺ) ไดแ้ นะนา
หนา้ ที่ของศิษยท์ ่ีพึงมีต่อครูบางส่วน ดงั น้ี
* เร่ิมให้สลามและแสดงความเคารพ
* ให้เกยี รติ ยกย่องและนอบน้อมถ่อมตนต่อผ้เู ป็นครู
* พดู ให้น้อยเมื่ออย่ตู ่อหน้าครู
* ไม่พดู ในส่ิงทคี่ รูไม่ได้ถาม
* ไม่ถามจนกว่าครูจะอนุญาต
* ไม่โต้แย้งคาพูดของครู
* ไม่ขึน้ เสียงดังกลบเสียงของครู
* ไม่หันซ้ายหันขวาเม่ืออย่ตู ่อหน้าครู แต่ต้องน่ังอย่างเรียบร้องและฟังอย่างสงบ
* ต้องไม่นาคากล่าวของคนอื่นที่เป็นการแย้งกบั คาพดู ของครูมากล่าวต่อหน้าครู
* ต้องไม่คิดในแง่ร้าย ในพฤติกรรมภายนอกทีด่ ไู ม่ดีของครู
* ก่อนเข้าพบครูหรือลาจากครู ต้องได้รับอนุญาตจากครูก่อน
* ต้องขอพรต่ออัลลอฮฺให้แก่ครูตลอดชีวิต เหมือนกับขอพรให้พ่อแม่

มารยาทต่อบิดามารดา

อลั ลอฮฺ ทรงสร้างสรรพสิ่งท้งั ปวงรวมท้งั มนุษยด์ ว้ ยและพระองคท์ รงใหบ้ ดิ ามารดาเป็นเหตุให้
กาเนิดบตุ ร บิดามารดาจึงนบั วา่ สาคญั ยงิ่ สาหรับมนุษย์ เพราะมนุษยต์ อ้ งมีพ่อมีแม่โดยธรรมชาติ
หากจะกล่าวอยา่ งตรงไปตรงมาวา่ “ถา้ ไม่มีพอ่ ไม่มีแม่ ก็ไม่มีเรา”
เม่ือบดิ ามารดาเป็นบุคคลสาคญั สาหรับผเู้ ป็นลูก จึงจาเป็นอยา่ งยงิ่ ทีศ่ าสนาจะกาหนดใหล้ ูก
ปฏิบตั ิต่อพอ่ แม่ดว้ ยดี โดยการปฏิบตั ิดีต่อพ่อแม่น้นั อลั ลอฮฺ ทรงนามาเป็นบญั ญตั ิควบคู่กบั การ
ภกั ดีต่อพระองค์ ซ่ึงปรากฏในอลั กรุ อานบท อนั นิซาอฺ โองการที่ 36 ความว่า

“และพวกเจ้าจงภกั ดตี ่ออลั ลอฮฺ ท้งั พวกเจ้าต้องอย่าทาภาคใี ด ๆ ต่อพระองค์ และกบั บดิ ามารดา
น้นั ต้องปฏบิ ัติดดี ้วย”

แมแ้ ต่การขอบคุณต่อบดิ ามารดา อลั ลอฮฺก็ยงั ทรงใหน้ ามาบรรจุควบคู่กบั การขอบคณุ พระองค์
ดงั ทรงบญั ญตั ิในอลั กรุ อาน บทลุกมาน โองการที่ 14
“เจ้าจงขอบคณุ ต่อเรา (อลั ลอฮฺ) และต่อบดิ ามารดาของเจ้าด้วย”

ในทางตรงกนั ขา้ มกบั การทาดีต่อบดิ ามารดา คือ การทรยศต่อบดิ ามารดา ซ่ึงศาสนาถือว่าเป็น
โทษหนกั หรือบาปใหญ่ จนท่านนบี ไดต้ ราโทษการทรยศต่อบิดามารดา เทียบช้นั การทาภาคี
ต่ออลั ลอฮฺทีเดียว โดยท่านกล่าวความว่า
“โทษหนักหรือบาปใหญ่น้นั คือ การทาภาคตี ่ออลั ลอฮฺ การทรยศต่อบิดามารดา และการสาบาน
เทจ็ ”
(บนั ทกึ หะดีษโดยบุคอรีและมุสลิม)
โดยขอ้ เทจ็ จริงตามหลกั ฐานทางประวตั ิของบุคคลสาคญั ทางศาสนาทเี่ ป็นคนดีมีศีลธรรม (ศอ
ลิฮีน) น้นั พบว่าพวกเขาเหล่าน้นั ลว้ นเป็นคนท่ีกตญั ญูต่อบิดามารดาท้งั สิ้น และตามประวตั ิของ
ทรชนน้นั พบว่าพวกเขาลว้ นอกตญั ญูต่อบิดามารดา ไม่เชื่อฟังคาสง่ั สอน กา้ วร้าวต่อพอ่ แม่ และ
ทาร้ายจิตใจและร่างกายต่อพอ่ แม่ท้งั สิ้น
ดังนน้ั การทาดีต่อบิดามารดาจะต้องทาและไม่ทาอย่างไร ศาสนาอิสลามได้กาหนดเป็นมารยาท
เพื่อการปฏิบตั ิเป็นบางส่วนดงั ต่อไปนี้

1. ตอ้ งสานึกในเบ้อื งแรกว่า อลั ลอฮฺทรงบญั ชาใหท้ าดีต่อบิดามารดา ใหด้ ูแลเอาใจใส่ท่านท้งั
สองอยา่ งดี พระองคท์ รงใหเ้ กียรติต่อการทาดีต่อทา่ นท้งั สองดว้ ยการใหค้ วามสาคญั ในการ
ทาดีต่อบิดามารดาเป็นลาดบั รองลงมาจากการภกั ดีต่อพระองค์ อกี ท้งั พระศาสดามุฮมั มดั ยงั
กาชบั ใหบ้ รรดาลูก ๆ เชื่อฟังปฏิบตั ิตามคาสง่ั ของท่านท้งั สองอยา่ งเคร่งครัด และการทรยศ
ต่อทา่ นท้งั สองนบั เป็นบาปใหญ่ในศาสนาอิสลาม
2. เม่ือจะเขา้ พบหรือลาจากบดิ ามารดา ควรใหส้ ลามและจูบมือท่านท้งั สอง

3. ใหเ้ กียรติ ยกยอ่ งท่านท้งั สองในฐานะเป็ นผใู้ หก้ าเนิด และยนื ใหเ้ กียรติเม่ือทา่ นท้งั สอง
เขา้ มาหา
4. ในการสนทนาปราศรัยกบั ทา่ นท้งั สอง ตอ้ งพดู จาโดยสุภาพและตอ้ งไม่ข้ึนเสียงดงั กว่า
ทา่ นท้งั สอง
5. ตอ้ งตอบรับการเรียกหาของทา่ นท้งั สองโดยทนั ที ตอ้ งรีบดาเนินการธุระทท่ี ่านท้งั สองใช้
และปฏิบตั ิตามคาสง่ั หรือคาสงั่ เสียทีช่ อบดว้ ยศาสนาใหล้ ุล่วงโดยเร็ว และตอ้ งไม่ปฏิเสธ
คาสัง่ ขอท่านท้งั สอง เพราะน้นั เป็ นการทรยศต่อทา่ นท้งั สองอยา่ งหน่ึง
6. สร้างความสุข ความดีใจใหท้ า่ นท้งั สอง ดว้ ยการทาดี ใหข้ องขวญั ในส่ิงทท่ี า่ นท้งั สอบ
ชอบและพอใจ
7. ตอ้ งรักษาทรัพยส์ มบตั ิของทา่ นท้งั สองไว้ โดยไม่หยบิ ฉวยหรือเอาไปนอกจากจะไดร้ ับ
อนุญาตจากท่านเทา่ น้นั
8. ตอ้ งรักษาเกียรติและศกั ด์ิศรี ชื่อเสียงของท่านท้งั สอง โดยไม่ทาการใด ๆ อนั จะส่งผลให้
ท่านท้งั สองเสียชื่อเสียงหรืออบั อายขายหนา้
9. จดั หาสถานทสี่ งบใหท้ า่ นท้งั สองพกั ผอ่ นอยา่ งสงบ และตอ้ งไม่รบกวนหรือส่งเสียงดงั
เม่ือทา่ นท้งั สองนอนพกั ผอ่ น อีกท้งั ตอ้ งไม่เขา้ ยงั หอ้ งนอนของบิดามารดาก่อนไดร้ ับ
อนุญาต
10. ตอ้ งไม่โตเ้ ถียง ไม่พดู ตดั บท ไม่พดู ขดั คอ ไม่ตาหนิ ไม่ลอ้ เลียน และไม่หวั เราะ ดูแคลน
ทา่ นท้งั สอง
11. ตอ้ งไม่เร่ิมรับประทานอาหารก่อนทา่ นท้งั สอง และไม่เลือกอาหารดีๆ ไวแ้ ก่ตนเองโดย
ไม่เผอื่ แผท่ า่ นท้งั สอง
12. ตอ้ งไม่เดินนาหนา้ บดิ าหรือมารดา หรือ เขา้ -ออก และนง่ั ก่อนทา่ นท้งั สอง
13. ตอ้ งไม่นอนหรือนง่ั เหยยี ดเทา้ สู่บิดามารดา และตอ้ งไม่นงั่ ในท่ีทสี่ ูงกวา่ ท่านท้งั สอง
14. ควรปรึกษาหารือ รับขอ้ เสนอแนะ และเอาประโยชน์จากความคิดเห็นของบดิ ามารดา
และนอ้ มรับคาสั่งสอนหรือคาตกั เตือนของทา่ นท้งั สองโดยสุจริตใจ

15. ตอ้ งหมน่ั ขอพรต่ออลั ลอฮฺใหบ้ ิดามารดา เป็นการสนองคุณท่ีท่านท้งั สองใหเ้ ราเกิดมา
ดูแลเล้ียงดูจนเติบใหญ่ดว้ ยความลาบากและเหนด็ เหนื่อย
16. ตอ้ งหมน่ั เยยี่ มเยยี นบิดามารดา แมท้ ่านท้งั สองเสียชีวิตไปแลว้ กต็ อ้ งไปเยย่ี มที่สุสานถือ
เป็นการราลึกถึงบุญคุณของทา่ นท้งั สองไม่เส่ือมคลาย
17. ปฏิบตั ิตามคาสั่งเสียของท่านท้งั สอง เช่ือมความสัมพนั ธ์กบั ญาติของบิดามารดา และ
หาทางช่วยเหลือ รับใชเ้ พ่อื หรือคนท่ีท่านท้งั สองรักเทา่ กาลงั ความสามารถ
18. ตอ้ งห่างไกลการใด ๆ ท่ีจะเป็นบอ่ เกิดแห่งการทรยศต่อบิดามารดา เช่น
* แสดงความโกรธหรือเกร้ียวกราดกบั ท่านท้งั สอง

* มองทา่ นท้งั สองดว้ ยความสมเพศและเบ่ือหน่าย

* เบนหนา้ หนีทา่ นท้งั สอง

* พูดหรือกระทาสิ่งทีไ่ ม่สุภาพต่อทา่ นท้งั สอง

* ตะคอกหรือข้ึนเสียงต่อทา่ นท้งั สอง

* พดู จาทานองทาใหท้ ้งั สองเสียใจหรือเป็ นการดูหม่ิน

* แสดงตนหรือทา่ ทางเทยี บเท่าหรือย่งิ ใหญ่เหนือท่านท้งั สอง

* มีความอายที่จะเปิ ดเผยว่ามีบิดามารดายากจนหรือเป็นคนบา้ นนอก เมื่อตนเองร่ารวยหรือ
มีการศึกษาดี หรือมีตาแหน่งหนา้ ที่สูงทางสังคม

* ตระหนี่ถ่ีเหนียวต่อท่านท้งั สอง โดยลืมอดีตทท่ี า่ นท้งั สองเคยอุปถมั ภ์ อุม้ ชูมา

* ยกยอ่ งและทาดีต่อคนอนื่ ได้ แต่ไม่ยอมยกยอ่ งและทาดีต่อบดิ ามารดาของตนเอง

* ทาตนเป็นตน้ เหตุใหค้ นอื่นด่าทอหรือบริภาษบดิ ามารดา

มารยาทการคบเพื่อน

ศาสนาอสิ ลามใหค้ วามสาคญั กบั การคบเพื่อนเป็ นอยา่ งมาก เพราะเพอื่ นยอ่ มมีอิทธิพลต่อ
เพื่อนมากทสี่ ุด ท้งั ในทางดีและทางไม่ดี ดงั น้นั อสิ ลามจึงสนบั สนุนใหค้ บกบั คนซื่อสตั ย์
และมีสัจจะ อลั กุรอาน บญั ญตั ิไวค้ วามว่า
“โอ้ผ้ศู รัทธาท้งั หลาย พวกเจ้าจงยาเกรงอลั ลอฮฺ และจงคบอย่กู บั ผ้สู ัจจะจริงเถดิ ”(10/119)
จงคบหาเป็นเพ่ือนกบั ผภู้ กั ดีมีคุณธรรม อลั ลอฮฺตรัสในบทอลั กะฮฺฟิ ความว่า
“เจ้าจงอดทนต่อตวั เจ้า โดยอยู่ร่วมกบั บรรดาผ้ทู เ่ี ชิญชวนสู่พระผู้อภบิ าลของพวกเขาโดย
เจตนาอนั บริสุทธ์ติ ่อพระองค์ ท้งั ยามเช้าและยามเยน็ ” (18/28)
อิสลามหา้ มมิใหค้ บหาคนชวั่ เป็นเพ่อื น อลั ลอฮฺตรัสในบท อลั ฟุรกอน โองการท่ี 27 –
28 ความวา่
“และในวนั ทคี่ นเลวได้กดั มือของเขา เขากล่าวว่า โอ้ ถ้าฉันยดึ เอาศาสนทูตเป็ นทางนากจ็ ะ
ดี
โอ้ความวบิ ตั แิ ก่ฉันแล้ว ถ้าฉันไม่คบคนเลวคนน้นั กจ็ ะดี”
การคบเพือ่ นจาเป็นตอ้ งดูใหร้ อบคอบ เพราะคนทเ่ี ป็นเพ่ือนน้นั จะถ่ายทอดทุกส่ิงของเขา
สู่เราโดยไมร่ ู้ตวั หากคบคนดีเป็นเพื่อน เราจะไดร้ ับการถ่ายทอดส่ิงทดี่ ี แต่ถา้ คบคนไม่ดีเป็น
เพ่อื น กจ็ ะไดร้ ับการถ่ายทอดสิ่งไม่ดีไปดว้ ย ดงั น้นั การเลือกคบคนดีจึงเป็นหนา้ ท่ขี องคนที่
ชอบเป็ นคนดี

ท่านนบี กล่าวว่า “ท่านต้องเลอื กคบแต่เพื่อนทด่ี มี ศี รัทธาเท่าน้นั อาหารของท่านต้องให้
คนดไี ด้รับประทานเท่าน้นั ” (บนั ทึกโดยอบูดาวดู และติรมิซี)
ทา่ นนบี เคยเปรียบเทยี บการคบคนดีและไม่ดีไวว้ ่า
, ‚อุปมาเพื่อนที่ดแี ละเพ่ือนทไ่ี ม่ดี เปรียบได้ดง่ั คนถือชะมดเชียง และคนทถี่ ือเตาไฟ โดยคน
ถือชะมดเชียงนัน้ จะทาให้ท่านปลอดภยั ซื้อชะมดเชียงจากเขากไ็ ด้ และกลิ่นมนั กห็ อม ส่วน
ผ้ถู ือเตาไฟ มีแต่จะทาให้เสื้อผ้าท่านถกู ไฟไหม้ และกล่ินเหมน็ น่ารังเกียจ‛
( บนั ทกึ โดยบคุ อรีและมุสลิม
ดงั น้นั การคบเพ่อื นต้องระวงั อสิ ลามจงึ กาหนดมารยาทการคบเพ่อื นไว้เป็ นแนวทางเพอ่ื
ความไม่ประมาท ดงั นี้
1. ตอ้ งเลือกคบคนดี ควรมีคุณสมบตั ิ 3 ประการ คือ ปัญญา ศาสนา และมารยาทดี
2. ควรหลีกเลี่ยงการคบเพ่อื นโง่เขลาเบาปัญญาและเป็นคนเลว
3. ควรคบเพอื่ นดว้ ยความจริงใจและบริสุทธ์ิใจเพ่ืออลั ลอฮฺตะอาลา มิใช่คบเพ่ือนเพือ่ หวงั
ประโยชน์ทางโลกหรือประโยชน์ระยะใกล้ การคบเพื่อนเพื่ออลั ลอฮฺ หมายถึง คบเพ่ือน
เพราะความรู้เขาดี มีมารยาทดี เป็นคนดีมีศีลธรรม
4. บอกเพอื่ นใหไ้ ดท้ ราบวา่ ทต่ี นรักเพื่อนน้นั มิใช่เพือ่ อ่นื ใด นอกจากเพื่ออลั ลอฮฺเทา่ น้นั
ท้งั น้ีเพราะตอ้ งการใหค้ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเพ่ือนเป็นความสัมพนั ธอ์ นั ยงิ่ ใหญ่ ลึกซ้ึงและ
เหนียวแน่นซ่ึงมีสายเชือกของอลั ลอฮฺ ผกู มดั ไว้
5. การจะคบใครเป็นเพอ่ื นตอ้ งรู้ประวตั ิและภูมิหลงั ของเขาก่อนวา่ เป็นใคร ทางานอะไร
และอยทู่ ไ่ี หน เป็ นตน้
6. ตอ้ งคิดวา่ เพ่ือนกเ็ หมือนกบั ตวั เอง ท่ีชอบจะไดร้ ับซ่ึงความดี ดงั น้นั จึงตอ้ งรักทจี่ ะให้
เพื่อนไดร้ ับสิ่งดี ๆ เหมือนกบั ตนชอบที่จะไดร้ ับสิ่งดีงาม
7. ควรกระชบั ความสัมพนั ธก์ บั เพ่อื นอยา่ งต่อเน่ือง ดว้ ยการพบสนทนาปรึกษาหารือกนั
เสียสละใหก้ นั และกนั และมกี ารเยย่ี มเยยี น ฟ้ื นฟูความสมั พนั ธก์ นั อยเู่ สมอ

8. หากเพ่ือนไดร้ ับความเดือดร้อนและมีภยั ตอ้ งรีบใหก้ ารช่วยเหลือ เพ่ือคล่ีคลายความ
เดือดร้อนเทา่ ทคี่ วามสามารถอยา่ งเตม็ กาลงั
9. ตอ้ งมีความพอดีในความรักเพอ่ื น คือ ไม่สรรเสริญเยนิ ยอกนั จนเกินเหตุ ตอ้ งมีความ
เป็นกลางในการทางาน และตอ้ งมีความเป็นธรรมในการตดั สิน กล่าวคือ ไม่เขา้ ขา้ งเพ่ือนใน
ส่ิงท่ไี ม่ถูกตอ้ ง ตอ้ งยดึ ความถูกตอ้ งเป็นสาคญั
10. ควรมีการแสดงความมีไมตรีจิตต่อกนั ดว้ ยการแลกเปล่ียนใหข้ องขวญั กนั และกนั ใน
วาระและโอกาสอนั สาคญั เพ่ือใหค้ วามสมั พนั ธ์ฉนั ทเ์ พ่อื นแน่นแฟ้นย่ิงข้ึนและยาวนาน
11. ควรเริ่มใหส้ ลามและสมั ผสั มือก่อน ในทุกคร้ังทีพ่ บกนั ดว้ ยใบหนา้ ท่ียมิ้ แยม้ แจ่มใสและ
พูดจาสนทนาดว้ ยคาพูดทด่ี ี
12. ตอ้ งหลีกเลี่ยงกระทาส่ิงใด ๆ ทอ่ี าจทาใหค้ วามสัมพนั ธค์ วามเป็นเพ่อื นขาดสะบ้นั ลง
เช่น การลอ้ เลียน การนินทาใหร้ ้าย การอจิ ฉาริษยา การมองเพ่ือนในแง่ร้าย เป็นตน้
13. ตอ้ งไม่เปิ ดเผยความลบั ของเพอื่ นใหผ้ อู้ ื่นทราบ เพราะเมื่อเพอื่ นรู้วา่ ตนเองขายความลบั
ของเพื่อนก็ตอ้ งมีปัญหาแน่
14. ตอ้ งรักษาสิทธิของเพือ่ นใหเ้ ตม็ ความสามารถ ซ่ึงมีหลายประการ ดงั มีนกั วิชาการ
อสิ ลามไดเ้ สนอแนะไวบ้ างส่วน ดงั น้ี
♦ ไม่เขา้ ใจเพื่อนผดิ หรือมองเพื่อนในแง่ร้าย
♦ ไม่ละเมิดหรือทุจริตต่อเพ่อื น
♦ ไม่นินทาใหร้ ้ายเพอื่ น
♦ ควรปฏิเสธหรือออกรับช้ีแจง หากมีคนนินทาเพ่อื น
♦ ขอพร (ดุอาอฺ) ใหเ้ พ่อื น ไดร้ ับซ่ึงความดงี าม
♦ ขอร้องใหเ้ พือ่ นช่วยขอพรให้
♦ อดทนต่อบางอยา่ งทีเ่ พอ่ื นทาใหเ้ กิดความไม่พอใจ
♦ ใหเ้ กียรติต่อเพือ่ นของเพ่ือน และไม่คบหากบั ศตั รูของเพอื่ น
♦ ถามหาข่าวของเพอื่ น เมื่อเพอื่ นหายไป

♦ ไปเยยี่ มเยยี น เม่ือเพอื่ นหายไป
♦ ไปหาเพ่อื น เม่ือเพอื่ นตอ้ งการพบ
♦ จดั การธุระใหเ้ พ่อื น เม่ือเพ่อื นไหวว้ าน
♦ ขจดั ความทุกขใ์ หเ้ พือ่ น เมื่อเพอื่ นเดือดร้อน
♦ ทาสิ่งทเ่ี พื่อนพอใจและมีความสุข
♦ ปกปิ ดเอาเราะห์ (ส่วนสงวน) ใหเ้ พอื่ น
♦ ใหส้ ลามและยมิ้ แยม้ ต่อเพอ่ื น
♦ ใหเ้ กียรติและใหค้ วามสะดวกแก่เพ่อื นในท่ปี ระชุม
♦ ตกั เตือนเพอ่ื นในท่ีลบั ตาคน
♦ ใหค้ วามช่วยเหลือเพื่อน ดา้ นทรัพยห์ รือหนา้ ที่การงาน
♦ รักษาความลบั ของเพ่อื น
♦ ไม่บอกเพอ่ื น เม่ือมีคนพูดถึงเพื่อนในทางไม่ดี และบอกเพอ่ื น หากมีคนช่ืนชม
♦ ขอบคุณเพือ่ น เม่ือเพือ่ นสร้างความดีงาม
♦ ตอ้ งมีความจริงใจต่อเพือ่ น ท้งั ต่อหนา้ และลบั หลงั
♦ ควรระลกึ ถึงเพื่อน เมื่อเพ่ือนเสียชีวติ ไป
♦ ควรทาดีแก่ครอบครัวและญาติ ๆ ของเพือ่ น

มารยาทการมปี ฏสิ ัมพนั ธ์กบั ผู้อ่ืน

โดยปกติวิสัยของมนุษยแ์ ลว้ ชอบทจ่ี ะคบคา้ สมาคมกบั คนอนื่ ๆ มีการร่วมมือช่วยเหลือกนั
และกนั หรือเรียกส้ัน ๆ ทางหลกั การว่า “มนุษยเ์ ป็นสตั วส์ ังคม” ซ่ึงอสิ ลามกส็ ่งเสริม
สนบั สนุนใหม้ ีการผกู สัมพนั ธก์ บั คนอนื่ ดว้ ย
การสังคมกบั คนอ่ืนศาสนาอิสลามไดก้ าหนดเป็นรูปแบบทลี่ ะเอียดออ่ นมาก ซ่ึงไดก้ าหนด
ประเภทความผกู พนั เป็นหลายระดบั โดยเริ่มประสานความสมั พนั ธ์กบั คนท่ใี กลช้ ิดทส่ี ุด
ก่อน อนั ไดแ้ ก่ พ่อและแม่ โดยใหม้ ีการทาความดีกบั ท่านท้งั สอง เช่ือฟังคาส่ังสอน ให้

เกียรติ รักษาเกียรติ ของทา่ นท้งั สองดว้ ยดี ต่อมาก็ใหส้ มั พนั ธ์กบั คู่สามีภรรยา โดยท้งั สอง
ตอ้ งมีความรัก ใหเ้ กียรติกนั และกนั รวมทงั ตอ้ งรักษาสิทธิของท้งั สองอยา่ งดีงามและ
ครบถว้ น จากน้นั กใ็ หส้ มั พนั ธ์กบั บุตรหลาน ดว้ ยการใหค้ วามรัก ความเมตตา ใหก้ ารเล้ียงดู
และปกป้องภยั อนั ตรายต่าง ๆ ให้ ต่อมาก็ใหส้ มั พนั ธ์กบั พน่ี อ้ ง โดยใหผ้ เู้ ป็นนอ้ งใหเ้ กียรติ
ยกยอ่ งต่อ ผเู้ ป็นพี่ และใหผ้ เู้ ป็นพ่เี มตตาเอน็ ดูผเู้ ป็นนอ้ ง และยงั ใหม้ ีความสมั พนั ธก์ บั ญาติ
ใกลช้ ิดและท่หี ่างออกไปอกี ตามระดบั ความสมั พนั ธท์ เ่ี หมาะสม ดว้ ยการทาดีต่อเขา
เหล่าน้นั
ห่างออกไปในสังคม ก็ตอ้ งมีความสมั พนั ธเ์ ก่ียวขอ้ งกนั ไม่ทางใดกท็ างหน่ึง ซ่ึงเกี่ยวพนั กนั
น้นั กต็ อ้ งมีสิทธิและหนา้ ท่ีต่อกนั ทกุ ความสมั พนั ธ์ และทุกความสมั พนั ธ์ตอ้ งมีการรกั ษา
สิทธิของแต่ละฝ่ายอยา่ งเสมอกนั อนั จะนาไปสู่ความสงบสุขของสังคมในท่ีสุด
หนา้ ท่หี ลกั ในสังคมหลากหลายมีอยู่ 3 ประการ ตามโองการในพระมหาคมั ภรี ์อลั กรุ อาน
บทอะลาอมิ รอน โองการท่ี 110 ความวา่
“อนั พวกเจา้ น้นั เป็ นประชาชาติท่ปี ระเสริฐสาหรับมนุษยชาติ
เพราะพวกเจา้ ใชใ้ หก้ ระทาดี พวกเจา้ หา้ มมใิ หก้ ระทาการมิชอบ และพวกเจา้ มีความศรทั ธา
ในอลั ลอฮฺ”
การมีปฏิสัมพนั ธ์กบั คนอืน่ มีหลายระดบั ในที่น้ีจะกล่าวเพยี งบางระดบั เช่น สมั พนั ธ์กบั
เครือญาติ สมั พนั ธก์ บั เพื่อนบา้ น สัมพนั ธก์ บั ผปู้ ่ วย และกบั ผเู้ สียชีวิต โดยนาเสนอมารยาท
การมีปฏิสมั พนั ธต์ ามลาดบั ต่อไปน้ี
มารยาทสมั พนั ธ์เครือญาติ
1. เยยี่ มเยยี นเครือญาติโดยสม่าเสมอ มีการถามข่าวคราวอยเู่ นือง ๆ และทาใหพ้ วกเขาดีใจ
และมีความสุข เพ่ือหวงั ในความพอพระทยั จากอลั ลอฮฺตะอาลา
2. ตอ้ งพยายามทาดีกบั เครือญาติ สัมพนั ธ์กบั พวกเขา ดว้ ยการมีไมตรีจิตกบั พวกเขาแมใ้ ช้
คาพดู ที่สุภาพกย็ งั ดี และตอ้ งไม่กระทาการใด ทีก่ ่อใหเ้ กิดการตดั ญาติ

3.สร้างความสมั พนั ธ์เครือญาติ ดว้ ยการแนะนา ตกั เตือนใหพ้ วกเขาอยใู่ นแนวทางของอลั ลอฮฺ
และใหป้ ฏิบตั ิกิจจาเป็น (ฟะรออด๊ิ ) และละเวน้ การบาป ดว้ ยความบริสุทธ์ิใจ
4. สร้างความสมั พนั ธเ์ ครือญาติดว้ ยการบริจาคส่ิงจาเป็นดารงชีพให้ หากพวกเขาอยใู่ นฐานะ
ยากจน เพราะการบริจาคใหแ้ ก่เครือญาติน้นั จะไดก้ ุศลสองต่อ คือ กศุ ลสมั พนั ธ์เครือญาติ และ
กุศลการบริจาคทาน
5. ตอ้ งไม่ตอบโตค้ วามชวั่ ดว้ ยความชวั่ ไม่ตดั สมั พนั ธเ์ พราะถูกตดั สมั พนั ธ์ และไม่รอใหญ้ าติ
มาเยยี่ มก่อนแลว้ ค่อยไปเยยี่ มญาติ

6. หลีกเลี่ยงการอยตู่ ามลาพงั กบั หญิงหรือชายต่างเพศ ในระหว่างท่ีไดไ้ ปเยยี่ มญาติ เช่น ลูกสาว
ของป้า ของนา้ เป็นตน้ รวมท้งั ตอ้ งลดสายตาและรักษาวาจาอยา่ มองและพดู ส่ิงอนั จะส่งผล
กระทบกบั ความเป็นญาติกนั
มารยาทต่อเพอื่ นบา้ น
1. เม่ือพบเพ่อื นบา้ นควรเร่ิมดว้ ยการใหส้ ลาม แลว้ ถามทกุ ขส์ ุขและแสดงออกถึงความมีไมตรี
จิตต่อกนั
2. เมื่อเพอ่ื นบา้ นป่ วยหรือไดร้ ับอุบตั ิเหตุ ตอ้ งรีบช่วยเหลือหรือนาส่งโรงพยาบาลทนั ทีถา้ จาเป็น
3. เม่ือเพ่ือนบา้ นประสบเคราะห์กรรมหรือภยั พบิ ตั ิ ตอ้ งแสดงความเสียใจ ปลอบใจ และหาทาง
บรรเทาทุกขใ์ หพ้ น้ จากภาวะเดือดร้อน และหากเพื่อนบา้ นตอ้ งการใชส้ ถานที่ในเขตบา้ นเราใน
การทาบุญหรือรับแขกในวาระสาคญั ๆ กค็ วรใหใ้ ชด้ ว้ ยความยนิ ดี
4. ควรแสดงอารมณ์ร่วมกบั เพอ่ื นบา้ น ท้งั อารมณ์สุขและอารมณ์ทกุ ข์ โดยไม่แสดงอาการดีใจ
เม่ือเพ่อื นบา้ นมีทุกข์ และไม่แสดงอาการไม่สบายใจเมื่อเพอื่ นบา้ นมีความสุข โดยเฉพาะต่อหนา้
เพ่อื บา้ น
5. ควรมีการใหอ้ ภยั ต่อเพ่อื นบา้ นที่อาจกระทาการอนั เป็นการล่วงล้าก้าเกิน โดยไม่เจตนา และ
ถา้ จะมีการตาหนิกใ็ หก้ ระทาดว้ ยความสุภาพละมุนละม่อม
6. ควรมีความเมตตา สงสาร และตกั เตือนลกู หลานของเพ่ือนบา้ น ดว้ ยวิธีการทเ่ี หมาะสมและ
ดว้ ยความรกั เหมือนลูกหลานตนเอง

7. ตอ้ งไม่แอบมองครอบครัวของเพ่ือนบา้ น หรือคน้ หาความลบั ของพวกเขา แต่ตอ้ งใหเ้ กียรติ
และรักษาศกั ด์ิศรีของเพื่อนบา้ นดุจศกั ด์ิศรีของตนเอง
8. ตอ้ งไม่ส่งเสียงดงั ดว้ ยการพูดคุย การเปิ ดวิทยหุ รือโทรทศั น์และเคร่ืองเสียง เป็นการสร้าง
ความราคาญใหเ้ พ่อื นบา้ น โดยเฉพาะในยามวิกาล
9. ตอ้ งไม่ทาความเดือดร้อนใหเ้ พ่ือนบา้ น ดว้ ยการกีดขวางทางเขา้ บา้ น หรือก่อสร้างล้าเขา้ เขต
บา้ น และทงิ้ ขยะมูลฝอยทีห่ นา้ บา้ นหรือในเขตบา้ นของเพอื่ นบา้ น
10. ตกั เตือน ใหค้ าแนะนา และใหค้ าปรึกษาในเร่ืองต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องศาสนา แก่เพื่อนบา้ น
ดว้ ยความจริงใจและบริสุทธ์ิใจ
11. มีความอดทนและอดกล้นั ต่อสิ่งน่าราคาญทีเ่ กิดจากการกระทาของเพอื่ นบา้ น
12. แสดงไมตรีจิตอนั ดีงามต่อเพ่ือนบา้ น ดว้ ยการช่วยเหลือท้งั กาลงั กายและกาลงั ทรพั ย์ และ
ควรมีน้าใจดว้ ยการใหอ้ าหาร หรือของขวญั โดยเฉพาะในโอกาสสาคญั ๆ
13. มอบสิทธิในความเป็นเพ่อื นบา้ นต่อเพื่อนบา้ นท่สี มควรไดร้ ับสิทธิน้นั ซ่ึงเพอ่ื นบา้ นน้นั
แบง่ เป็น 3 ระดบั ทค่ี วรไดร้ ับสิทธิทแ่ี ตกต่างกนั ดงั น้ี
ระดบั ที่ 1 ไดร้ ับสิทธิสามสิทธิ ไดแ้ ก่ เพอื่ นบา้ นที่เป็นญาติ เป็นมุสลิม และเป็นเพอ่ื นบา้ น

ระดบั ท่ี 2 เป็นเพอื่ นบา้ นและเป็นมุสลิม และ

ระดบั ท่ี 3 เป็นเพอ่ื นบา้ นต่างศาสนิก
ท้งั สามระดบั น้นั ลว้ นเป็นเพื่อนบา้ นท่ตี อ้ งเอาใจใส่ดูแล ใหก้ ารช่วยเหลือ และทาความดีดว้ ย
ท้งั สิ้น แต่หนา้ ที่ทีจ่ ะปฏิบตั ิต่อพวกเขาน้นั กข็ ้ึนอยกู่ บั ความสัมพนั ธใ์ นระดบั ใด กใ็ หป้ ฏิบตั ิตาม
ความสมั พนั ธ์ระดบั ใด ก็ใหป้ ฏิบตั ิไปตามความสัมพนั ธใ์ นระดบั น้นั ๆ

อ้างอิง

เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ . สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ป.4(2551) . พิมพค์ ร้ังท่ี 3 . กรุงเทพ ฯ : อกั ษรเจริญ
ทศั น์ จาก https://dawa-news.net
















Click to View FlipBook Version