The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1D2.6-Teachers-guide-SSNS-programs-May-21-FINAL-

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumaim.26.12.37, 2021-05-24 06:55:24

1D2.6-Teachers-guide-SSNS-programs-May-21-FINAL-

1D2.6-Teachers-guide-SSNS-programs-May-21-FINAL-

โครงการ
การพัฒนาหลักสูตรเพอ่ื ความปลอดภยั ด้านอาหารทะเลและโภชนาการทย่ี ั่งยนื

SSNS

คมู่ อื ผสู้ อน

ผูเ้ ขยี น
Jørgen Lerfall1, Anita N. Jakobsen1, Amaya Albalat2, Ram C. Bhujel3

Nguyen T. Phuong4 และ Alim Isnansetyo5
1มหาวทิ ยาลยั วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีแหง่ นอรเ์ วย์ (NTNU), ประเทศนอร์เวย์

2มหาวิทยาลัยสเตอร์ลงิ (UoS), สหราชอาณาจักร
3สถาบันเทคโนโลยีแหง่ เอเชยี , ประเทศไทย
4มหาวทิ ยาลยั เกน่ิ เทอ, ประเทศเวยี ดนาม

5มหาวทิ ยาลยั กัดจาหม์ าดา, ประเทศอนิ โดนีเซีย

พ.ศ. 2564



แหล่งทนุ

หน่วยงานบรหิ ารการศกึ ษา, โสตทศั นูปกรณ์และวฒั นธรรม
ทุนอีราสมสุ Erasmus+: ทุนการเพม่ิ ขดี ความสามารถนานาชาตดิ า้ นการอดุ มศกึ ษา
KA2: ความร่วมมือเพื่อนวัตกรรมและการแลกเปล่ียนแนวปฏิบัติท่ีดี – การเพ่ิมขีดความสามารถในด้านการ
อุดมศึกษา
หมายเลขขอ้ ตกลง: 2018 – 0028 / 001 – 001
หมายเลขโครงการ: 585924-EPP-1-2017-1-TH-EPPKA2-CBHE-JP

ผ้ใู หก้ ารสนับสนนุ

ได้รบั ทุนร่วมจากโปรแกรมอีราสมุส Erasmus+ แหง่ สหภาพยโุ รป

ขอ้ มูลการเผยแพร:่

วนั ครบกาหนดส่งมอบ: 30 มิถนุ ายน พ.ศ. 2563

วันทยี่ ืน่ เอกสารจรงิ : 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563

วันทเี่ ร่มิ โครงการ: 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ระยะเวลา: 3 ปี

ผู้ทาสญั ญาหลังขององค์กรสาหรับการสง่ มอบน้ี: NTNU, UoS, CTU, UGM, AIT

☒ แผนก / คณะ ระดับการเผยแพร่ ☐ ประเทศ
☒ สถาบัน ☐ ท้องถิ่น ☐ ระหว่างประเทศ
☐ ภูมภิ าค

หมายเหตุ

คณะกรรมาธิการยุโรปสนับสนุนการผลิตส่งิ พิมพ์น้ีและไม่ได้ถือว่าเป็นการรับรองเนื้อหาท่ีสะท้อนเพียงมุมมอง
ของผเู้ ขียน และคณะกรรมาธิการไม่สามารถรบั ผดิ ชอบต่อการใช้งานใดๆ ซ่งึ อาจเกิดขึ้นจากการใชข้ ้อมูลที่มีอยู่
ในนัน้



สารบัญ

1. แนวทางทัว่ ไป 1

1.1. ผู้จดั การเรยี นการสอนท่ีดีคอื อะไร 1

1.2. คาจากดั ความของ "การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใชว้ ิจยั เปน็ ฐาน" และการจ้างงาน 3

1.2.1. การจัดการเรียนรโู้ ดยใชว้ ิจัยเปน็ ฐาน 3

1.2.2. ความสามารถในเขา้ ถึงการจ้างงาน 6

1.2.3. ระเบยี บวิธีการวางแผนการสอนและการประเมินในระดับอดุ มศกึ ษา 7

1.2.4. ระเบียบวธิ ีการสอน 9

1.2.5. การกระจายการจัดการเรียนการสอนระหวา่ งทฤษฎีและปฏบิ ตั ิ…………………………..………………………… 9

1.2.6. ข้อเสนอแนะและการประเมนิ การเรียนร้ขู องนกั ศึกษา 12

1.3. ผลการเรยี นรู้ท่ัวไปสาหรับโปรแกรม SSNS MSc 17

1.3.1. การจดั การท้องถ่ิน 17

1.4. กลุ่มวชิ าบงั คับ 18

1.5. กลุม่ วิชาเลือก 18

1.6. รายการการอ่านท่วั ไปทสี่ นบั สนนุ ผลการเรยี นรู้หลกั ของหลักสตู ร 18

1.6.1. หนังสือวิชาการ 18

1.6.2. วารสารทางวทิ ยาศาสตร์ 19

1.6.3. นิตยสาร 19

1.6.4. แหลง่ ข้อมลู ออนไลนแ์ ละหน่วยงานพฒั นา 19

1.6.5. สมาคมสังคมวชิ าชีพ 19

2. คู่มอื ผสู้ อน 20
2.1. การวางแผน 20
2.2. การสอน/การบรรลุผล 20
2.3. การประเมิน 21
2.4. การคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณและการตัดสินใจ 21
2.5. การแก้ปัญหาและการพฒั นาแผน 22
2.6. การแสดงข้ันตอนและการสาธติ เทคนิค 22
2.7. การจดั การและการพัฒนาตนเอง 23
2.8. การเข้าถึงและการจดั การขอ้ มูล 23
2.9. การแสดงให้เห็นถึงความรู้และความเข้าใจ 23
2.10. การออกแบบ การสร้างสรรค์ การปฏบิ ัติ 24
2.11. การส่อื สาร 24
2.12. การประเมนิ ผลการปฏิบัติ 24
2.13. ขอ้ เสนอแนะจากนักศกึ ษา 25
2.14. ข้อเสนอแนะจากเพื่อน 26

อา้ งอิง 28

ภาคผนวก 31



1. แนวทางทว่ั ไป

1.1.ผู้จัดการเรียนการสอนทีด่ คี อื อะไร

นักศึกษาจะต้องมีความสามารถในท่ีสร้างแรงจูงใจในการเรียนรดู้ ้วยตนเองและมีความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย
ในการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อให้พัฒนาทักษะการเรียนรู้และความคิดในศาสตร์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม
อาจารย์ยังคงมีบทบาทสาคัญที่ทาให้เกิดการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการสร้างเน้ือหาตามความต้องการของ
ผู้เรียนซ่ึงจะนาไปสู่การทางานที่มีประสิทธิภาพ (Fry, 1999) หน้าท่ีของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีหลายมิติซึ่ง
ลว้ นมีความสาคญั ทจ่ี ะทาให้เกิดการพัฒนาการเรยี นรูข้ องผ้เู รียน ซงึ่ ประกอบดว้ ย

 สรา้ งเนอ้ื หาท่ีหลากหลายซ่งึ ผู้เรยี นสามารถเข้าถงึ และเขา้ ใจเนื้อหาท่ตี ้องการ
 สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ผู้เรียนถูกกระตุ้นให้เกิดความคิดอย่างชาญฉลาดและมีวิจารณญาณ

รวมทัง้ สามารถถ่ายทอดแนวคดิ เพื่อทจ่ี ะเผชญิ และแก้ไขปญั หาแทนทจ่ี ะพยายามบิดเบอื นขอ้ มลู
 มีการตรวจสอบและสะท้อนกระบวนการจัดการเรียนการสอนและการเรียนรู้รวมถึงความเข้าใจของ

ผ้เู รียนอย่างตอ่ เนือ่ งเพอื่ หาแนวทางในการปรบั ปรงุ
 ช่วยผู้เรียนให้ประสบผลสาเร็จตามเป้าหมาย และสร้างแนวคิดเก่ียวกับการศึกษาในระดับขั้น

อุดมศึกษา ซ่ึงผู้เรียนมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้ ต่อสู้และต้ังใจที่จะต่อสู้กับความเสี่ยงที่อาจจะ
เกิดข้นึ ซ่ึงแม้วา่ ไม่ประสบผลสาเร็จ แต่อยา่ งนอ้ ยการเรยี นร้สู ิง่ ใหม่ๆ ก็เป็นเร่อื งน่าสนกุ

งานท่ีกล่าวมาขา้ งต้นไม่ง่ายเลยท่ีจะทาให้ประสบผลสาเร็จ อย่างไรก็ตาม มันเป็นส่ิงสาคัญท่ีต้องพึงระลึกเสมอ
ว่า ผู้สอนต้องทาหน้าที่เป็นครูท่ีดีและเพิ่มการเรียนรู้ให้นักศึกษา นอกจากนี้ บุคลิกลักษณะของผู้สอนมีส่วนท่ี
จะทาให้การเรยี นรู้รู้ประสบผลสัมฤทธ์ิ ลักษณะของการเป็นผู้สอนที่ดมี ดี งั นี้ (ดดั แปลงจาก Ramsden, 2003)

 มคี ณุ วุฒทิ างการศึกษาท้ังท่ีเปน็ ทางการและไม่เปน็ ทางการบรรลตุ ามกฎหรือระเบยี บวา่ ด้วยการศกึ ษา
 มีความร้คู วามสามารถในวชิ านั้นๆ รวมทัง้ สามารถศึกษาเพิม่ เตมิ เมอื่ จาเปน็
 มเี ทคนคิ ทักษะและประสบการณท์ ี่ยอมรบั
 สามารถอธิบายความสาคัญของผลลพั ธก์ ารเรยี นร้ทู ่ีมีความจาเป็นต่ออาชีพ ชุมชนและประเทศชาติ
 มีความปรารถนาท่ีจะแบง่ ปันความรักในวชิ านั้นๆ ต่อผู้เรยี น
 มีความสามารถสร้างสื่อการสอนทน่ี ่าสนใจเพอ่ื กระตุน้ การเรียนรู้ของผเู้ รยี น
 จดั หาเคร่ืองมือสถานทีท่ เ่ี หมาะสมต่อการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นหรืองา่ ยต่อการเขา้ ใจบทเรยี น
 มีความสามารถในการอธิบายให้ผูเ้ รยี นเข้าใจงา่ ย รวมท้งั อธิบายเรอ่ื งลกึ ซ้ึงใหผ้ ู้เรยี นเขา้ ใจ
 มุ่งมัน่ ที่จะอธิบายให้ผเู้ รยี นเขา้ ใจอยา่ งมีเหตุผล
 มคี วามเขา้ ใจ เห็นอกเห็นใจและเคารพสิทธิของผู้เรียน
 มงุ่ มัน่ สนับสนนุ การเรียนรู้ที่มคี วามจาเพาะต่อศกั ยภาพของผูเ้ รียนแตล่ ะคน
 มีความสามารถที่จะสอนและปรับตัวต่อความตอ้ งการใหม่ๆ ท้ังที่อาจจะไมไ่ ดเ้ ตรยี มการสอนมากอ่ น
 สามารถท่ีจะใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนตามความต้องการของผู้เรียนอย่างกระตืนรือล้น มีความ

รับผดิ ชอบและได้รบั การมสี ่วนรว่ มของนักศึกษา
 ใชว้ ธิ ีการประเมินผลทถี่ กู ต้องเพ่อื ประเมินผเู้ รียนอย่างเปน็ ธรรม
 มีความสามารถทจ่ี ะเน้นแนวคดิ เชงิ วจิ ารณแ์ ละเขา้ ใจในความไม่รขู้ องผเู้ รยี นแทนท่ีจะมองข้ามไป
 ใหแ้ นวคิดยอ้ นกลบั อย่างมคี ุณภาพทันทีในการทางานของนักศึกษา

1

 รบั ฟังความต้องการของผเู้ รียนและผลของการจดั การเรียนการสอน รวมท้ังแนวทางพัฒนาปรับปรุง
 มีทักษะที่ดใี นการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เรียน แล้วนามาปรบั ปรงุ เน้ือหาและวธิ ีการจัดการเรยี นการ

สอนตามความตอ้ งการของผเู้ รียน
 มคี วามสามารถในการชีแ้ นะและแนะนาตกั เตือนในความเส่ียงและอันตรายทีอ่ าจจะเกดิ ขึน้

มนั เป็นสิง่ สาคญั ท่จี ะต้องให้นักศึกษาประเมินการจัดการเรียนการสอนของผู้สอนเพื่อทจ่ี ะนาไปใชใ้ นการพัฒนา
ปรับปรุง Ramsden (2003) ชี้ว่า ผู้บรรยายท่ีดีต้องมีความเข้าใจเก่ียวกับทฤษฎีและมีความสามารถในการ
อธิบายได้อย่างละเอียด สามารถอธิบายเร่ืองยากๆ ให้เป็นเข้าใจได้อย่างง่ายๆ มีการให้คานิยามศัพท์เทคนิค
หรือศัพทท์ างวชิ าการอย่างละเอยี ด สามารถเลอื กวธิ กี ารจัดการเรยี นการสอนและเครอื่ งมือสารสนเทศท่ชี ่วยให้
เกิดการเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพ มีการอธิบายแนวคิด พร้อมยกตัวอย่าง ให้ความแตกต่างระหว่างแนวคิดแ ละ
ตวั อยา่ งที่ปฏิบัตไิ ด้จริง การทจ่ี ะเป็นอาจารย์ท่ดี จี ะตอ้ งมีการเตรียมตวั ที่ดี มีการวางแผนเน้อื หา มีทกั ษะในการ
ส่ือสารและอธิบาย เลือกวิธีการท่ีเหมาะในการจัดการเรียนการสอนในแต่ละเร่ือง มีการกาหนดวัตถุประสงค์
ของเนื้อหาท่ีชัดเจน มีการเน้นย้าจุดสาคัญ ส่ือสารได้อย่างชัดเจน ไม่พูดเร็วหรือช้าเกินไป มีเวลาเพียงพอ
สาหรบั ให้นกั ศกึ ษาได้จดบันทึกการบรรยาย

ผู้สอนต้องมีความรู้ในการวิจัยในชั้นเรียน (อ่านเพ่ิมเติมในหัวข้อ 1.2) ผู้สอนไม่จาเป็นต้องแกล้งทาว่า รู้เร่ือง
หมดทุกอย่าง การต้ังใจท่ีจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาเป็นสิ่งท่ีสาคัญ อาจารย์หลายท่านที่ได้เรียนรู้ไป
พร้อมๆ กับนักศึกษา

ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบไหน การมีส่วนของนักศึกษาในการบรรยาย การติวหรือทบทวน
บทเรียนและการมีร่วมในการฝึกปฏิบัติการเป็นสิ่งสาคัญ การบรรยายที่อนุญาตให้นักศึกษามีประสบการณ์ใน
การมีส่วนร่วมในการเรียนร้จู ะใหผ้ ลที่ดกี ว่าการให้ฟงั บรรยายและจดบันทึกเพียงอย่างเดียว (Freeman, et al.,
2014)

การให้เวลาผู้เรียนเพื่อท่ีจะมีส่วนร่วมในการเรียนรู้จะช่วยลดระยะเวลาและทาให้มีเวลาในการสอนในหัวข้อ
ถัดไปหรือหัวข้อใหม่ๆ อื่นๆ กลยุทธท่ีช่วยในการจัดการเวลาเพ่ือท่ีทาให้ผเู้ รียนได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้อง
ไว้ ประกอบดว้ ย

 จัดเตรียมเน้ือหา เอกสาร บทสรุปประกอบการสอน เพื่อลดเวลาในการจดบันทึก สนับสนุนให้
นักศึกษาสรุปหรือเน้นในประเด็นที่สาคัญ หรือมีการเพ่ิมเติมการวิพากษ์วิจารณ์ท่ีเกิดขึ้นระหว่างการ
ปฏสิ ัมพนั ธใ์ นการจัดการเรยี นการสอน

 อธิบายแนวคิดพ้ืนฐานและตัวอย่างในการบรรยายสั้นๆ แล้วเชิญชวนให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการ
ค้นควา้ เพม่ิ เติมในตาราหรอื เอกสารทางวิชาการตา่ งๆ เพ่อื รายละเอียดและตัวอย่างทีเ่ พ่ิมขึ้น

 ลดเนื้อหาการบรรยายแต่สนับสนุนให้ผู้เรียนค้นคว้าเพิ่มเติมหรือให้งานท่ีนักศึกษามีประสบการณ์ใน
การค้นควา้ และเรยี นรู้ในเน้อื หาน้นั ๆ

2

ผู้บรรยายที่ดีจะต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ เข้าใจและพัฒนาการคิดเชิงวิจารณญาณ (critical thinking) มี
ทักษะการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ผู้สอนต้องมีความเข้าใจในการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อพัฒนาวิธีการคิดวิเคราะห์
การพัฒนาความเข้าใจด้วยวิธีต่างๆ ผู้สอนที่ดีต้องสนับสนุนนักศึกษาให้มีการโต้ตอบระหว่างการสอนและการ
สืบค้นข้อมูลในช้ันเรียน ความกระตือรือร้นท่ีจะเรียนรู้ในเนื้อหา ความสามารถทางวิชาการและบทบาทการ
เรียนการสอนเป็นส่ิงสาคัญที่ทาให้เป็นผู้สอนที่ดี ผู้สอนต้องมีบุคลิกลักษณะเป็นคนง่ายๆ สบายๆ และเปิดให้
ผู้เรียนเข้าถึงได้ง่าย ผู้เรียนต้องมีทัศนคติที่ดีและมีอารมณ์ขันอย่างเหมาะสมที่จะทาให้การเรียนรู้เป็นไปอย่าง
สนุกสนาน

1.2.ความหมายของการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วิจยั เป็นฐาน (research-based teaching) และวิธกี ารจดั การ
เรียนการสอน

1.2.1. การจดั การเรยี นร้โู ดยใช้วจิ ยั เป็นฐาน
รูปแบบการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วจิ ัยเป็นฐาน (ภาพ 1) ได้พฒั นามาจากมหาวทิ ยาลัยฮุมบ็อลท์แหง่ เบอรล์ ินซ่ึงมี
การเรยี นการสอนควบคู่ไปกบั งานวจิ ยั แนวคดิ ในการบรู ณาการการเรียนการสอนและงานวจิ ัยได้รับการพัฒนา
มาจากมหาวทิ ยาลัยในเยอรมนั ต้ังแต่ต้นศตวรรษท่ี 19 (Huet, 2018) แนวคดิ นี้เกิดจากนักปรัชญาฮุมบ็อลท์ ผู้
ทีเ่ ช่อื วา่ การได้มาซ่งึ ความรู้ใหมค่ วรรว่ มมือกันระหวา่ งนักวชิ าการและนกั ศึกษาท่ีทางานรว่ มกันในลักษณะการ
วิจัยร่วมกัน วิธีการในการสร้างองค์ความรู้เกิดข้ึนในส่ิงแวดล้อมการเรียนรู้ท่ีมีการค้นคว้าวิจัยเรียนรู้อย่าง
ต่อเน่ือง แนวคิดของฮุมบ็อลท์เก่ียวกับการศึกษาโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ข้ึนอยู่กับความไม่สนใจที่จะค้นหาความ
จริงของนักศึกษา (Haverhals, 2007) ผ่านการสะสมความรู้ทางวิชาการ กระบวนการในการค้นพบก่อให้เกิด
สติปัญญา (Haverhals, 2007) หากไม่มีการฝึกปฏิบัติก็ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ (Newman, 2010) ใน
กระบวนการสืบค้นหาความรู้ ผู้เรียนแต่ละคนจะได้รับการศึกษาหรือสะสมความรู้ซ่ึงจะมีความย่ังยืนและ
ก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ (Haverhals, 2007) ดังนั้นเป็นการตอบสนองการศึกษาที่เน้นกระบวนการ
เรียนรู้แบบครบทุกมิติ ก่อให้เกิดคนท่ีสามารถคิดแบบ Critical Thinking (หรือมีวิจารณญาณ) เป็นคนที่
สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ เพ่ือสรุปผลลัพธ์จากสิ่งท่ีรู้ และเข้าใจวิธีใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่เพ่ือ
แก้ปัญหา หรือสามารถตอบคาถามตัวเองได้ว่าหากเราไม่รู้ มีข้อมูลไม่พอ เราจาเป็นท่ีจะต้องทาอะไรต่อ
เพอื่ ทีจ่ ะหาขอ้ มลู ใหเ้ พยี งพอ เป็นการสร้างประชากรที่มคี วามรบั ผดิ ชอบ

3

อย่างไรก็ตามในมหาวิทยาลัยในยุโรปและเอเชีย แนวคิดการพัฒนางานวิจัยและการเรียนการสอนไม่
จาเป็นต้องเหมือนแนวคิดเดียวกับมหาวิทยาลัยฮุมบ็อลท์ นักวิชาการท่ีมีความสนใจในงานวิจัยอาจจะไม่สนใจ
ท่ีจะใช้เวลาจานวนมากไปในการจัดทานวัตกรรมด้านการเรียนการสอน จากรายงานของสานักงาน
คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ แฟร์เวเธอร์ (2008) อ้างถึงโครงการสะเต็มศึกษา
( Science Technology Engineering and Mathematics Education: STEM Education) ซึ่ ง เ ป็ น แ น ว
ทางการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
กระบวนการทางวิศวกรรมและคณิตศาสตร์ ไปใช้ในการเช่ือมโยงและแก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนา
กระบวนการหรือผลผลิตใหม่ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 แต่ผู้เขียนช้ีว่า การรับรู้ด้าน
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ มีกระบวนการสอนที่ขัดแย้งกับกระบวนการทาวิจัยซ่ึงมี
ความน่าต่ืนเตน้ และให้ผลประโยชน์ทมี่ ีคณุ คา่ ต่อสถาบนั มากกวา่
Barnett (2003) แนะนาวา่ มคี วามกดดนั อย่างมากในการดึงงานวิจัยออกจากการเรียนการสอน 'ยคุ ศตวรรษที่
20 เป็นยคุ ท่ไี ด้เห็นการรวมตวั กันระหวา่ งการเรียนการสอนและงานวิจัย' นอกจากนี้ Barnett กลา่ วเพิ่มเติมว่า
งานวิจัยและการเรียนการสอนไม่ใช่เป็นหน้าท่ีที่ขัดแย้งกัน แต่ไม่ควรจะเห็นการแยกกันระหว่างมหาวิทยาลัย
การเรียนการสอนและมหาวิทยาลัยวิจัยในสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตามหลายสถาบันจาเป็นต้องเผชิญกับ
ความกดดันที่จะเชื่อมโยงระหว่างการเรียนการสอนและงานวิจัย เพื่อไม่ให้เปรียบเสมือนกับการแต่งงานที่
ผดิ พลาด (a 'false' marriage between research and teaching)
การสร้างองค์ความรู้เป็นกระบวนการเสาะแสวงหา เพ่ิมพูนและผลิตความรู้ที่ครอบคลุมพื้นฐานการสะสม
ความรู้ (Piaget, 1976) นักศึกษาระดับปริญญาตรีเริ่มที่จะนาเข้าความรู้ท่ีคิดว่าใหม่ต่อพวกเขา อย่างไรก็ตาม
การเปลี่ยนแปลงทางสมอง ความคิด การเรียนรู้จะเข้ามาเมื่อความรู้นั้น ๆ ได้มีการเรียนรู้ต่อเนื่องจากความรู้
เดิม แล้วสร้างขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์และประสบการณ์ทางสังคม และนาไปสู่ช่วงการรบกวน (Perturbation)
และ การปรับและจัดระบบ ซ่ึงจาเป็นสาหรับการเรียนรู้ท่ีจัดข้ึน ทัศนคติด้านการพัฒนาทางปัญญาที่เน้นให้
ผู้เรียนควรมีส่วนร่วมในการอภิปรายซ่ึงช่วงความขัดแย้งทางปัญญา-การรบกวนควรได้รับการแก้ไข และ การ
ให้เหตผุ ลทไ่ี ม่เพียงพอก็ควรได้รับการปรับปรงุ ซึ่งจะนาไปสชู่ ว่ งของการปรับและจดั ระบบ (Piaget, 1976)

4

การสอนจากผลการวจิ ยั โมเดลการศกึ ษาโดยใชว้ ิจยั เปน็ ฐาน การสอนท่ีใช้วจิ ัยเปน็ ฐาน
หลกั สตู รทม่ี ีโครงสร้างเกีย่ วกบั เนอื้ หาวชิ า แนวคิดทางการสอน
หลักสูตรท่มี โี ครงสรา้ งเกยี่ วกับกิจกรรม
การเรียนรูใ้ นส่งิ แวดลอ้ มการวิจยั แบบสบื เสาะหาความรู้
การสร้างความรแู้ ละการพฒั นา
ศักยภาพทส่ี ามารถถ่ายทอดได้

เชอ่ื มโยง
การผลิตความรู้
ความรูใ้ หม่สูก่ ารมีวนิ ัย

การผลติ ซา้ ความรู้
ช่วงการซึมซ ับ
ช่วงการปร ับ
และจ ัดระบบ
การแสดงออกของผเู้ รยี นตอ่ หลกั ฐานการวิจยั การแสวงหาความรู้ การมสี ว่ นร่วมของผูเ้ รยี นกบั หลกั ฐานการวจิ ยั :
’ความรใู้ หม่’ สู่นกั ศึกษา การเรียนรู้โดยการลงมอื ทา

ผูส้ อนในฐานะผอู้ านวยความสะควก, ผดู้ าเนินรายการ,
ทป่ี รกึ ษา, ตวิ เตอร์ และพ่เี ลย้ี ง

ภาพ 1. รปู แบบการจัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ิจยั เปน็ ฐาน (Huet, 2018)

กลุ่มทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivists) เช่น Vygotsky, Piaget, หรือ Glasersfeld เช่ือว่านักศึกษา
ต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกันในบริบททางสังคมและความรู้ที่พวกเขาสร้างข้ึนน้ันได้รับอิทธิพลอย่างลึกซ้ึงจาก
สภาพแวดล้อมโดยรอบ (Piaget, 1976) ตามแนวคิดทางทฤษฎีน้ี, การศึกษาโดยการใช้วิจัยเป็นฐานจะสร้าง
สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อวัฒนธรรมท่ีนักศึกษาจะเรียนรู้โดยการสืบหาและค้นหาคาตอบและแนวทางแก้ไข
สาหรับปัญหาการทางานร่วมกัน สภาพแวดล้อมนี้ไม่เพียงเปลี่ยนนักศึกษาแต่ยังรวมถึงแนวคิดของนักวิชาการ
ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการสอน ความเข้าใจความเกี่ยวข้องของสภาพแวดล้อมสามารถเน้นย้าด้วย
ความคิดของ Ceccato (Matthews, 2012) ผู้บุกเบิกการวิเคราะห์แนวความคิดชาวอิตาลีเมื่อตอนท่ีเขาเขียน
วา่

“สงิ่ สำคญั คือแสดงให้เด็กเห็น (และไม่มีอะไรเปลย่ี นแปลงหำกเรำแทนที่ ‘นักศึกษำ’) ทศิ ทำงทจี่ ะไป, ทีจ่ ะสอน
เขำให้คน้ หำเสน้ ทำงของตวั เขำเอง, ท่จี ะยอ้ นกลับและทำสง่ิ น้ีตอ่ ไป เพยี งด้วยวธิ นี เี้ ขำจะสำมำรถรบั เอำทัศนคติ
ทำงวิทยำศำสตร์ท่เี ขำสำมำรถเขำ้ ถงึ สิง่ ต่ำงๆ ในจิตใจไดด้ ว้ ย”

5

นักศึกษากาลังสร้างความรู้ในวิชาเฉพาะ และพวกเขากาลังเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ ดังนั้นนักศึกษาจึง
ได้รับการศึกษาเพ่ือให้เป็นนักคิดท่ีมีวิจารณญาณ, ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตที่ได้มาและผลิตซ้าความรู้ท่ีเป็นเรื่องใหม่
ต่อพวกเขาเองและมีส่วนในการสร้างสรรค์ความรู้อย่างต่อเนื่องที่อาจชว่ ยเสริมสร้างความรูข้ องการมีวินัย ตาม
ความคิดทางปรัชญาของ Newman และ Humboldt การสร้างความรู้ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการบรรลุ
วตั ถุประสงคภ์ ายนอกที่จัดการกับความต้องการของเศรษฐกิจได้ในทันที แต่ยังเป็นส่วนหน่งึ ของการพัฒนาของ
แต่ละบุคคลและการมีส่วนช่วยต่อการพัฒนาของพวกเขาในฐานะนักคิดเชิงวิพากษ์และตัวแทนของการ
เปลี่ยนแปลงในสังคม วัตถุประสงค์ของการศึกษาท่ีใช้วิจัยเป็นฐานซ่ึงมีความสาคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย
เหล่าน้ี ในแนวทางการศึกษาน้ี นักวิชาการสามารปรบั แนวทางการสอนทแี่ ตกตา่ งกันโดยแบง่ ออกเป็นการสอน
จากผลการวจิ ยั และการสอนจากการใช้วิจัยเป็นฐาน

1.2.2 ความสามารถในการเขา้ ถึงการจ้างงาน

ความสามารถในการเข้าถึงการจ้างงานได้รับอิทธพิ ลจากปัจจยั ต่าง ๆ และไม่ได้เป็นเพียงแต่การหางานทาหรอื
ทักษะท่ีสอนให้กับนักศึกษา คาจากัดความหลากหลายยังคงมีอยู่ในงานเขียนหนังสือ การสืบค้นท่ีดาเนินการ
เพ่ือกรมการจัดหางานของสหราชอาณาจักรนาไปสู่การพัฒนาคาจากัดความและกรอบการทางานเพ่ือ
ดาเนินการจ้างงาน “ความสามารถในการจ้างงานคือความสามารถในการเคลื่อนย้ายอย่างพอเพียงใน
ตลาดแรงงานเพ่ือให้ตระหนักถึงศักยภาพตลอดจนการจ้างงานแบบย่ังยืน สาหรับแต่ละบุคคล ความสามารถ
ในการจา้ งงานขน้ึ อยู่กบั ความรู้ ทักษะและทศั นคติท่ีพวกเขามี วิธีที่พวกเขาใช้ส่งิ ทม่ี ีคา่ เหล่าน้ันและนาเสนอต่อ
นายจ้างและบริบท (สถานการณ์ส่วนบุคคลและสภาพแวดล้อมในตลาดแรงงาน) ที่พวกเขาแสวงหางาน”
(Hillage and Pollard, 1998) Small, et al. (2018) ได้ให้คานิยาม ความสามารถในการเข้าถึงการจ้างงาน
“ความสามารถในการพึ่งพาตนเองในการนาทางในตลาดแรงงาน การใช้ความรู้ ทักษะและคุณลักษณะของแต่
ละบุคคลและการปรับให้เข้ากับบริบทการจ้างงาน การแสดงให้นายจ้างทราบโดยพิจารณาข้อจากัดภายนอก
และข้อจากัดอ่ืน ๆ” Pool และ Sewell (2007) พัฒนาโมเดล CareEDGE ของความสามารถในการจ้างงาน
ระดับบัณฑิตศกึ ษา โดยทแ่ี ตล่ ะองคป์ ระกอบต่างมคี วามสาคัญต่อความสาเร็จ (ภาพ 2)

การเรยี นรู้ ประสบการณ์ ความสามารถ
พฒั นาอาชพี (งาน & ชวี ติ ) ในการจา้ งงาน

การสะทอ้ นและการประเมนิ

ความฉลาด ความรเู้ รอ่ื ง ความนบั ถอื ตนเอง
ทางอารมณื ระดบั การศกึ ษา
ความมน่ั ใจในตนเอง
ความเขา้ ใจ
& ทกั ษะ ประสทิ ธภิ าพ
ของตนเอง
ทกั ษะทว่ั ไป

การเรียนรู้พฒั นาอาชพี
ประสบการณ์ (งาน & ชีวติ )
ความรูเ้ รอ่ื งระดบั การศกึ ษา, ความเขา้ ใจ & ทักษะ
ทกั ษะทวั่ ไป
ความฉลาดทางอารมณ์

CareerEDGE – กญุ แจสคู่ วามสามารถในการจ้างงาน

ภาพ 2 โมเดล CareerEDGE ของความสามารถในการจา้ งงานระดบั บณั ฑติ ศึกษา (Pool และ Sewell, 2007)

6

1.2.3. ระเบยี บวธิ กี ารวางแผน การสอนและการประเมนิ ในระดบั อดุ มศึกษา

มหาวทิ ยาลัยมีบทบาทสาคัญในการพัฒนาทั้งความรู้ทางทฤษฎแี ละความรปู้ ระยุกต์ จากมุมมองดา้ นการศึกษา
ตามที่ Harvey และ Green (1993) ได้เน้นคุณภาพเก่ียวกับการตอบสนองความต้องการ ความคาดหวัง และ
มาตรฐานในด้านหน่ึงและครอบคลุมถึงความเป็นเลิศ ความหลากหลาย ความเก่ียวเนื่องและประสิทธิภาพ
ดังนั้นเม่ือการพัฒนาหลักสูตรหรือหน่วยการเรยี นรู้ภายในหลักสูตรท่ีมี ส่ิงสาคัญคือต้องรวบรวมความเป็นเลิศ
และความหลากหลาย ความเก่ียวเน่ืองและประสิทธิภาพท่ีมีบทบาทสาคัญในการเรียนรู้ของนักศึกษา ปัจจัย
เหล่านจี้ ะเปน็ พืน้ ฐานสาหรับการมสี ่วนรว่ มของนักศึกษาซ่งึ รวมกันในกิจกรรมการเรียนรู้ทเ่ี หมาะสมท่ีได้ระบุว่า
เป็นปัจจัยสาคัญท่ีจะกาหนดการประสบผลสาเร็จของนักศึกษา ตามการแนะนาของกรอบงานมาตรฐานด้าน
อาชีพของสหราชอาณาจักร UK Professional Standards Framework สาหรับการเรียนรู้และการสอนใน
ระดบั อดุ มศึกษา ความร้หู ลักจาเป็นต้องสอดคลอ้ งกบั ประเภทของกิจกรรมที่พัฒนาขึน้

คานิยาม การออกแบบหลักสูตรอยู่ภายใต้แนวความคิด ความสอดคล้องกันขององค์ประกอบการเรียน
“Constructive Alignment” ท่ี Biggs และ Tang (2011) มักใช้บ่อยในการให้คานิยามว่ามันเป็นความ
เชื่อมโยงระหว่างผลการเรยี นรู้ กลยทุ ธ์การสอนและวธิ ีการประเมนิ ในหลักสูตรหรือโปรแกรมการศึกษา โดยสง่ิ
เหลา่ นจ้ี ะต้องมีอยูใ่ นกิจกรรมหลกั สูตรและการประเมินตอนทา้ ยสุดเพ่ือใหบ้ รรลผุ ลการเรียนรู้ท่ีกาหนดไว้ ดว้ ย
แนวทางน้ี จงึ จดั วางผลการเรยี นรู้ การประเมนิ และกิจกรรมการเรยี นรู้ใหอ้ ยรู่ ว่ มกนั (ภาพ 3)

วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้

เนอื้ หา
กระบวนการ

บรบิ ท

กิจกรรม ขอ้ เสนอแนะ
การสอน & & วธิ กี ารประเมิน
การเรียนรู้

ภาพ 3 การจัดโครงสร้าง Constructive Alignment ซ่ึงสร้างขึ้นโดย Biggs และ Tang (2011) เป็นการ
วางแผนหลักสตู รเพ่ือให้ผลการเรยี นรู้ กจิ กรรมการเรยี นร้แู ละวิธีการประเมนิ ทางานร่วมกันได้

7

เมื่อมีการออกแบบหลักสูตรใหม่จาเป็นต้องพิจารณาว่าความรู้ ความเข้าใจและทักษะใดท่ีต้องการให้นักศึกษา
เรียนรู้ คาถามตอ่ ไปน้ีสามารถใช้เปน็ แนวทางในกระบวนการนี้

1. ต้องการให้นักศึกษารู้อะไร (ความรู้หลัก-ทฤษฎี) และทาอะไรได้ (ทักษะ-งานภาคปฏิบัติ) ในตอนท้ายของ
หลกั สูตรน้ี
2. ต้งั เปา้ หมายของการเรียนรู้ไวท้ ร่ี ะดับใด
3. นักศกึ ษาจะต้องทาอะไรเพื่อแสดง (ระดบั ท่แี ตกต่างกัน) ว่าพวกเขาบรรลุวตั ถปุ ระสงค์เหลา่ น้ี

การใช้ Cowan และ Harding (1986) สาหรับการออกแบบหลักสูตร (ภาพ 4) จุดมุ่งหมายและผลการเรียนรู้
ท่ีต้ังใจไว้จะถูกทาให้ชัดเจนเมื่อตอนเริ่มต้นของกระบวนการออกแบบและจากน้ันสิ่งเหล่านี้จะถูกจัดเข้าสู่วิธีที่
ใชจ้ ้างงานและวธิ กี ารประเมิน

วเิ คราะห์ การ ัตด ิสนใจ การประเมิน
การประเมิน อะไร
ภาพรวม ผลทไี่ ด้ อย่างไร
ท้าไม
การสอน
อะไร การเรยี นรู้
อยา่ งไร อะไร
ทา้ ไม อย่างไร
ท้าไม

ภาพ 4 โมเดล Cowan และ Harding Model ในการจัดโครงสร้าง Contructive Alignment (Cowan และ
Harding, 1986)

แม้ว่าจะไม่มีวิธีที่ถูกต้องในการสร้างวิธีการสอนและการเรียนรู้ที่เหมาะสมสาหรับหลักสูตรใด
โดยเฉพาะ สิ่งสาคัญคือวิธีน้ีจัดตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและผลการเรียนรู้ท่ีต้ังไว้ ยิ่งกว่านั้นวิธีที่ใช้ควร
เหมาะสมกบั ทกั ษะของคุณและค่คู วรหรือเหมาะสมกบั ระดบั ของนักศกึ ษา

8

1.2.4 ระเบยี บวธิ กี ารสอน

การเรียนรูผ้ ่านการปฏิบัติ Active Learning เป็นวธิ ีการสอนท่ีให้นักศึกษามีสว่ นร่วมในการเรยี นรผู้ า่ นกิจกรรม
และการอภปิ รายในชน้ั เรยี นแทนการฟังจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเดยี วแบบไมม่ ีการโต้ตอบเหมือนการบรรยายแบบ
ด้ังเดิม (Freeman, et al., 2014; Prince, 2004) งานวิจัยด้านการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้
ผ่านการปฏิบัติ Active Learning ทาให้ทัศนคติและแรงจูงใจในการศึกษาของนักศึกษาดีข้ึนและเพิ่มการ
ปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาและการพัฒนาทักษะการคิดและการส่ือสาร (Freeman, et al., 2014;
Mathias, 2014; Prince, 2004) การเรียนรผู้ า่ นการปฏบิ ัติ Active Learning จะยา้ ยชน้ั เรยี นจากท่มี ีครูผู้สอน
เป็นศูนย์กลาง Teacher-Centered ไปสู่โมเดลท่มี ีนักเรยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง Student-Centered มากข้นึ วิธีการ
เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ Active Learning มักจะรวมการทางานเป็นกลุ่ม กรณีศึกษา การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา
เป็นฐาน ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) และการเรียนผ่านสื่อดิจิตอล เช่น เกม เครื่องมือจาลอง
และอื่น ๆ

1.2.5 การกระจายการจดั การเรยี นการสอนระหวา่ งทฤษฎแี ละปฏบิ ัติ

การบรรยายแบบดั้งเดิมมักเป็นสิ่งท่ีนักศึกษาคาดหวังจากมหาวิทยาลัย การบรรยายนาไปสู่ความรู้สึกในการ
เป็นเจ้าของความรู้และเป็นวิธีที่ดีในการมอบประสบการณ์ร่วมกันที่จะช่วยสร้างความรู้สึกในการรับรู้ ส่วน
มุมมองในแง่บวกอ่ืน ๆ ของรูปแบบการบรรยายแบบด้งั เดมิ รวมถงึ

1. การบรรยายสามารถให้ภาพรวมหรือโครงร่างท่ีมีประโยชน์ในพ้ืนท่ีการศึกษาและสามารถนามาใช้
เพ่ือแนะนาแนวคิดพ้ืนฐานหรือความคิดเห็นเชิงวิพากษ์ซ่ึงสามารถนาไปพัฒนาต่อในการสมั มนาหรือการเรยี น
พเิ ศษ

2. ผู้สอนท่ีเน้นวิจัย (Research-Active Lecturer) สามารถใช้การบรรยายเพ่ือนามุมมองของแต่ละ
บุคคลไปสหู่ ัวขอ้ ที่เพ่มิ เติมจากขอ้ มูลท่ีมอี ยู่ในหนงั สอื เรยี น

3. การทาความค้นุ เคยกบั ภาษาเทคนิคและหลักสตู รเฉพาะทาง

อยา่ งไรกต็ าม ขอ้ ดที ี่สุดของการบรรยายเป็นเพียงสว่ นหนงึ่ ของกลยทุ ธ์การสอนทั้งหมดในหน่วยการเรยี นรู้หรือ
หลักสูตรใด ๆ เนื่องจากในขณะท่ีมีการบรรยายจะเหมาะสมที่จะปรบั ปรุงความรูแ้ ละความเข้าใจของนักศึกษา
(ลาดับท่ีต่ากว่าของพฤติกรรมอัจฉริยะ) การบรรยายอาจจะไม่มีโอกาสให้แก่นักศึกษาที่จะใช้ความรู้ วิเคราะห์
สังเคราะห์และประเมินข้อมูล (กรุณาดู ภาพ 5 เกี่ยวกับระดับสติปัญญาและพฤติกรรมตามอนุกรมวิธานของ
Bloom)

9

การสรา้ งสรรค์ การรวบรวมข้อมูลด้วยวธิ ีใหม่ ๆ
การประเมนิ การตดั สินใจตามแนวทางที่กา้ หนดไว้

การสงั เคราะห์ การรวบรวมความคดิ เพ่ือสร้างองค์ความรู้ใหม่ทงั หมด

การวิเคราะห์ การแบ่งแนวความคิดออกเป็นส่วนๆ และเข้าใจว่าใน
การใช้ แตล่ ะส่วนมีความเกี่ยวข้องกับอีกส่วนอยา่ งไร

การนา้ ความรทู้ ่ีเพิ่มขึนไปใช้ในแนวทางใหม่ ๆ

ความเขา้ ใจ การทา้ ความเขา้ ใจกบั สงิ่ ท่ีคุณได้เรียนรู้

ความรู้ การจ้าหรือนึกถึงความรจู้ ากน่วยความจ้าในระยะยาว

ภาพ 5 อนุกรมวธิ านของ Bloom เก่ยี วกับระดับสติปัญญาและพฤติกรรม (Bloom, 1956)

การใช้วิธีการโต้ตอบในการบรรยายดูเหมือนว่าจะทาให้มีความเข้าใจท่ีลึกซึ้ง และจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า
ความชัดเจนของการนาเสนอ โครงสร้างเน้ือหาและการแสดงออกเป็นปัจจัยสาคัญในการบรรยายที่มี
ประสิทธิผล อย่างไรก็ตาม สิ่งสาคัญท่ีต้องระวัง ขณะท่ีการบรรยายอาจจะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสาหรับ
การให้ข้อมูล จากรายงานพบว่า นักศึกษาจาข้อมูลจากการบรรยายได้ถึง 40% โดยประมาณทันทีหลังจากจบ
ภาคการศึกษา Bloom (1956) พบว่า นักศึกษาพยายามท่ีจะแก้ปัญหาหรือสังเคราะห์หรือเช่ือมโยงข้อมูล
ระหว่างกันเพียง 1% ระหว่างการบรรยาย โดย 78% ของการบรรยาย นักศึกษามีความคิดแบบที่ไม่มีการ
โต้ตอบเกี่ยวกับวิชาน้ีหรือแม้แต่จะเสนอแนวความคิดนอกประเด็น เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ดูเหมือนจะยุ่งอยู่
กับการจดบนั ทึกระหว่างการบรรยาย ทาให้ไม่สามารถเกิดการเรียนรู้เชิงลึกที่กาลังเกิดข้ึนท่ีนนั่ ณ ตอนนนั้ ตวั
แปรที่สาคัญในการการบรรยายท่ีดีคือมีความชัดเจนและความน่าสนใจซึ่งสามารถสร้างข้ึนได้โดยการใช้
ตัวอย่างการเลา่ เร่ืองส่วนตวั และตวั อย่างท่ีโดนใจ แต่ในทางตรงกนั ขา้ มจดุ ออ่ นทว่ั ไปทีม่ ักพบในการบรรยายคอื

 การพดู เรว็ เกินไป
 การคาดวา่ ผูเ้ รียนมีความรมู้ ากเพยี งพอแล้ว
 การลืมท่ีจะสรุปความรหู้ ลงั จากบรรยาย
 เวลามีจากดั
 การไมร่ ะบวุ ัตถปุ ระสงคท์ ช่ี ดั เจน
 การไมเ่ ชือ่ มนั่ ในความรู้ของตัวเอง
 การไมเ่ ช่ือมโยงหัวข้อต่าง ๆ เขา้ ด้วยกัน ไม่วา่ จะเปน็ หวั ข้อจากการบรรยายคร้ังทผี่ ่านมา หรอื หัวข้อท่ี

เพิง่ บรรยายไปก่อนหน้านนั้
 การใชภ้ าษาทางเทคนิคมากเกินไป
 ความไม่พร้อมในการใชเ้ ครือ่ งมือในการเนน้ ใจความหรือเนื้อหาขณะบรรยาย
 ความไม่ค้นุ เคยกบั เน้อื หาสาระ

10

ระยะเวลาความสนใจของนักศึกษามีเพียง 10 – 15 นาที (Penner, 1984) ดงั นน้ั เมอื่ วางแผนการบรรยาย
ขอแนะนาให้เปล่ียนวิธีการจัดการเรียนการสอนทุก 15 นาที ซึ่งอาจจะทาได้โดย เช่น การจัดกิจกรรม การทา
แบบฝึกหัด การให้งานเดี่ยว งานกลุ่ม คั่นระหว่างบรรยาย ถึงแม้ว่าการบรรยายเป็นวิธีที่เหมาะสมวิธีหนึ่งใน
การส่งผ่านข้อมูล แต่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าที่จะส่งเสริมเร่อื งความคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง ส่ิงสาคัญ
ในการบรรยายต้องครอบคลุมเน้ือหาสาระโดยกาหนดเป้าหมายแบบกว้าง ๆ จากนั้นลงลึกไปในรายละเอียด
ของแต่ละผลการเรียนรู้ในแต่ละบทและในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ นอกจากน้ีการบรรยายจะต้องเป็นไป
ตามลาดับเพ่ือจะช่วยการเรียนรู้ดีขึ้น ตัวอย่างของรูปแบบการจัดการหลักสูตรที่ดีเยี่ยม ประกอบด้วยหัวข้อ
สาเหตุของปัญหา การลาดับความสาคัญ การใช้สัญลักษณ์หรือกราฟฟิกประกอบการบรรยาย การเรียงลาดับ
โครงสรา้ งเนือ้ หา และการเชิญชวนในการแสดงความคดิ เหน็ เพอ่ื การแก้ปญั หา

โครงสร้างหลักสูตรและการบรรยายท่ีชัดเจนจะช่วยนักศึกษาให้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ตัวอย่างของรูปแบบ
การจัดการเรียนการสอนที่นาเสนอโดย Frederick (1986) ประกอบด้วยการบรรยายโดยการอธิบาย (การ
บรรยายแบบดั้งเดิมท่ีมีแง่มุมเดียว) การบรรยายแบบมีการโต้ตอบ (โดยที่นักศึกษาจะถูกซักถามเพ่ือให้เกิด
แนวคิดในการตอบคาถามหรือหัวข้อ) วิธีการแก้ปัญหาหรือกรณีศึกษาโดยที่มีการสารวจสถานการณ์จริงเพื่อ
แสดงให้เห็นหลักการท่ัวไปและการบรรยายแบบส้ันท่ีให้มีช่วงเวลาในการอภิปราย อย่างไรก็ตาม เพ่ือให้
บรรลผุ ลนัน้ การฝึกปฏบิ ัติและเสรมิ ทกั ษะเลก็ นอ้ ยหลายๆ อย่างถอื เปน็ เรื่องสาคัญ

 พจิ ารณาความสามารถและความสนใจของนกั ศกึ ษาแตล่ ะคน
 เตรยี มรายละเอียดของรายวิชาให้นักศกึ ษา
 ใช้ตัวอย่างท่ชี ัดเจนเพือ่ นาเสนอประเด็นที่ต้องการอธิบาย
 เชื่อมโยงการบรรยายใหม่กับการบรรยายครั้งกอ่ น
 อย่าคาดเดาวา่ นักศึกษาจะมีความรูม้ ากเกนิ ไป
 เรม่ิ ตน้ ดว้ ยการกระตุน้ ให้ผเู้ รยี นมีความอยากรู้และปดิ ทา้ ยด้วยการสรปุ
 มีความกระตอื รอื ร้นในการจัดการเรียนการสอน
 สง่ เสรมิ หรือสรา้ งบรรยากาศให้เกดิ ชว่ งเวลาแหง่ การเรียนรู้
ควรมีกิจกรรมเสริมในการบรรยาย “แบบดั้งเดิม” เช่น การทาโครงงาน การทดลองในห้องปฏิบัติการ การลง
งานภาคสนาม การเป็นติวเตอร์ให้เพื่อน กรณีศึกษา การอภิปรายสัมมนา วิธีการสืบเสาะหาความรู้เป็นฐาน
(Inquiry-Based Approaches) หลักการพ้ืนฐานในการจัดการเรียนการสอนตอ้ งมีวิธีการท่ีใช้สนับสนุนผลการ
เรียนรู้ และสไตล์การเรียนรู้ของนักศึกษา ตัวอย่างเช่น การอภิปรายหลังจากการบรรยายจะมีประโยชน์มาก
เพือ่ ให้เกิดการสร้างกรอบแนวคดิ ใหม่

11

1.2.6 การให้คา้ แนะน้า ให้ข้อเสนอแนะและการประเมนิ การเรยี นรูข้ องนักศกึ ษา
คาวา่ การประเมนิ มรี ากศัพท์มาจาก “ad sedere” – แปลวา่ นั่งลงข้างๆ ทมี่ าของการประเมินมีความหมายว่า
การให้คาแนะนาและข้อเสนอแนะแก่ผู้เรียน ข้อเสนอแนะและการประเมินเป็นเสมือนกระจกสะท้อนให้
นักศกึ ษาและเป็นสิ่งสาคญั ท่ีส่งเสรมิ การเรยี นรู้ซึง่ จะช่วยใหพ้ วกเขาสามารถสร้างการเรยี นรู้ดว้ ยตนเองและยังมี
ความสาคัญตอ่ แรงจูงใจของพวกเขา (Hattie และ Timperley, 2007; QAA, 2018) การประเมนิ ยงั มสี ว่ นช่วย
ผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น ผู้สอน เจ้าหน้าท่ีบริหารและนายจ้างในอนาคต เพื่อที่จะประเมินมุมมองที่
แตกตา่ งของการศึกษา เชน่ การพฒั นานกั ศกึ ษา คณุ ค่าของหลกั สตู รและความนา่ เชื่อถือของสถาบนั
การประเมินมสี องประเภท

 การประเมินเพ่ือการพัฒนา (Formative assessment): การประเมินท่ีมีวัตถุประสงค์ด้านการพัฒนา
ท่ีออกแบบมาเพ่ือช่วยนักศึกษาให้ได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยว
การดาเนินการของพวกเขาและวธิ ีที่สามารถปรับปรงุ และ/หรือแก้ไขอยา่ งต่อเน่ืองตลอดการเรียนการ
สอน เป้าหมายคือการประเมินเพ่ือการเรียนรู้ เป็นการเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างไม่เป็น
ทางการดว้ ย ขณะทใี่ หผ้ ู้เรยี นทาภาระงานตามท่ีกาหนด

 การประเมินเพ่ือสรุปผลการเรียนรู้ (Summative assessment): การประเมินท่ีใช้เพื่อแสดงขอบเขต
ของความสาเร็จของนักศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์การประเมินเพื่อวัดผลการเรียนรู้ท่ีวางไว้ของหน่วย
การเรียนรู้หรือหลักสูตร โดยปกติแล้ว คะแนนท่ีได้มาจะนับรวมกับคะแนนสุดท้ายของหลักสูตรหรือ
หนว่ ยการเรยี นรู้ เป้าหมาย คือ การประเมนิ การเรยี นรู้ว่าอยู่ในระดับใด

Knight (2001) เปรียบเทียบความแตกต่างระหวา่ งการประเมนิ เพ่อื การพฒั นาและการประเมินเพื่อสรปุ ผลการ
เรียนรู้ (ดู ตาราง 1) ซึ่งอาจเป็นแบบฝึกหัดท่ีมีประโยชน์เพ่ือพิจารณาว่าแนวทางปฏิบัติการประเมินโดย
ส่วนมากจะอยู่ในสถานการณ์เชิงการพัฒนาหรือสถานการณ์เชิงสรปุ ผลการเรียนรู้ (หรือคุณอาจจะใช้แนวทาง
แบบผสมผสาน)

12

ตาราง 1 การประเมนิ เพือ่ การพัฒนาและการประเมินเพ่ือสรุปผลการเรยี นรู้ (Knight, 2001)

การประเมินเป็นเหมือนการ การประเมินเป็นเหมือนการ

ลกั ษณะของความแตกตา่ ง วดั ผล ตดั สนิ

(สรุปผลการเรยี นรู้) (เชงิ พัฒนา)

ภววิทยา (ทฤษฎีของส่ิงทด่ี ารงอยู่) สามัญสานึกพิจารณาว่ามีความ มีความสัมพันธ์เชงิ ปรศิ นาระหว่าง

และ ญาณวิทยา (ทฤษฎีท่ีว่าเรารู้ เป็นจริงท่ีรู้ได้ในทันทีผ่านการใช้ สิ่งที่อาจดารงอยู่และส่ิงท่ีเป็นท่ีรู้

ไดอ้ ยา่ งไร) วธิ ีการ “ทางวิทยาศาสตร์” กนั ดงั นนั้ จงึ ไม่มแี นวทางที่ถูกต้อง

ท่ีจะนาไปสู่ความจริง

สมมตฐิ านเก่ียวกบั ความสาเร็จ ความสาเร็จถูกมองว่าสามารถวัด มีข้อจากัดในการตัดสินผลการ

ได้ การวัดผลท่ีเป็นธรรมทานาย เรียนรู้ ทาให้ขาดการประเมินการ

ความสาเรจ็ ในช่วงเวลาและบริบท ปฏิบัติงานของผู้เรียนในบริบท

อื่น ๆ อ่ืนๆ ข้อมูลจำกกำรประเมินไม่ใช่

กำรทำนำยทด่ี ี

ผลติ ภัณฑ์ท่วั ไป ผลผลิต (Feedout) ในรูปแบบ ข้อเสนอแนะในรูปแบบของการ

ของการรับประกันความสาเร็จ ปรับปรุงผ่านการสนทนา

ใบรบั รองหรอื เกรด

ลาดับความสาคัญ 1. การวัดผลของความสาเร็จท่ี 1. การให้ข้อคิดเห็นเพ่ือสร้าง

นา่ เชอื ถอื โอกาสให้เกิดการเรียนรู้ท่ีดี

2. การสรา้ งแรงจูงใจให้ผู้เรียน ข้นึ

3. การให้ข้อมูลเพ่ือแนะนา 2. การสรา้ งแรงจูงใจให้ผู้เรยี น

การเรยี นรู้

การจัดการความยุ่งยากของ นั ก ล ด ท อ น ( Reductionist) ความซับซ้อนของประเมินจะต้อง

ความสาเร็จในการเรียนรู้ของ ส ม มุ ติ ใ ห้ มี ก า ร ป ร ะ เ มิ น สร้างขึ้นได้ใหม่ซ่ึงมีความหมาย

มนุษย์ ความสาเร็จที่ยุ่งยากออกเป็นส่วน มากกว่าการประเมินจากผลรวม

ๆ เพ่ือให้ผลการประเมนิ นา่ เช่ือถือ ความสาเร็จถูกตัดสินสภาพที่

ได้ จากนั้นใช้คะแนนรวมเป็น เป็นอย่ขู องผ้เู รยี น

เ ค ร่ื อ ง มื อ ใ น ก า ร วั ด ผ ล อ ย่ า ง

สมเหตุสมผล

ความสาเรจ็ ใดที่ได้รบั การประเมิน ความเข้าใจและการปฏิบัติที่ ความสาเร็จที่ซับซ้อน – ความ

ในแนวทางน้ี สามารถจับต้องได้อย่างเป็นธรรม สร้างสรรค์ที่แตกต่าง การตัดสิน

โดยวิธีการตัดสินด้วยการอนุมาน สินที่ไม่ได้ทาเป็นประจา ลักษณะ

ต่า – การเข้าหากัน การทาเป็น อุปนิสัย และทักษะความสามารถ

ประจา ความสาเร็จข้ันตา่ เชิงสมรรถนะ ที่ช่วยให้สามารถ

ทางานและสื่อสารกบั ผู้อื่นได้อย่าง

มีประสทิ ธิภาพ (soft skills)

13

บางคนมีความเข้าใจคาดเคลื่อนระหว่างการศึกษาและการสอบ รวมท้ังมีการสลับเปล่ียนกันระหว่างการ
ประเมินผลเพอื่ สรปุ ผลการเรยี นรู้และการประเมนิ ผลเชิงพฒั นา อย่างไรกต็ าม การสอบขอ้ เขยี นสามารถใช้การ
ประเมินทงั้ การประเมนิ ผลเพ่ือสรปุ ผลการเรียนรแู้ ละการประเมนิ ผลเชิงพฒั นา สาหรบั หลกั สูตรหรือการศึกษา
ในแต่ละรายวิชามักใช้ประเมินผลเพ่ือสรุปผลการเรียนรู้ การจะใช้วิธีการประเมินผลแบบไหนข้ึนอยู่กับ
วตั ถุประสงคข์ องการประเมินมากกว่าการเลือกใชว้ ิธีการเฉพาะใด ๆ
ในการวางระบบประเมินของมหาวิทยาลัยสว่ นมาก การประเมินจะแบ่งออกเป็นสองประเภทกว้าง ๆ คือ การ
สอบและการศึกษาในแต่ละรายวิชา ผู้สอนควรเลือกทางเลือกท่ีดีท่ีสุดในหลากหลายวิธีซ่ึงอยู่มากกว่าการ
ทดสอบแบบเดิมในอดีต ควรมีการตัง้ ค่าผลการประเมินเพื่อจะได้ทราบเก่ียวกับระดับความสามารถและความรู้
ท่นี ักศกึ ษาไดร้ บั และระดับของทักษะเฉพาะทีพ่ วกเขาได้รับระหว่างการปฏบิ ัต/ิ ภาคสนาม แนวทางทวั่ ไปในการ
ประเมนิ ผลสองประเภทนแ้ี สดงในตาราง 2

14

ตาราง 2. วธิ ีการท่ใี ช้ในการทดสอบและประเมนิ การเรียนการสอน

การทดสอบ การทดสอบในเนื้อหาทีไ่ ม่เคยเจอมาก่อน (ขอ้ สอบมาตรฐาน)

การสอบแบบเปิดหนังสือสอบ (นักศึกษาสามารถเปิดหนังสืออ้างอิงได้) ดูเอกสาร

(นักศึกษาจะได้รับเอกสารก่อนการสอบ)

การสอบเรียงความเดี่ยว (Single essay exam) โดยใช้เวลาสามชั่วโมงสาหรับศึกษา

หวั ขอ้ กาหนดให้

การให้ขอ้ สอบไปทานอกหอ้ งสอบ (นกั ศกึ ษามเี วลา 2/3 วัน เพื่อทาขอ้ สอบ)

การสอบปากเปล่า (viva voce)

การทดสอบประเมินทักษะทางคลินิก (OSCE, objective structured clinical

examination, clinical settings)

คาถามเรียงความ

คาถามคาตอบแบบสนั้

การทดสอบภาคปฏิบตั แิ ละแนวทางการการทดสอบปฏิบตั อิ ่ืนๆ

คาถามตามจุดประสงค์ เช่น คาถามแบบมีคาตอบให้เลือกตอบ การจับคู่ข้อความแบบ

จรงิ /เท็จ การจับคคู่ าถามคาตอบ และอน่ื ๆ

หลกั สตู ร รายงานโครงงาน

การศึกษาในแต่ รายงานการศึกษาดงู าน

ละรายวิชา รายงานบทปฏิบัตกิ าร

แฟม้ สะสมงาน

สมดุ จดบนั ทึก

กจิ กรรมโครงงานกลุ่ม

การนาเสนองาน (เดยี่ ว หรือ กลมุ่ )

การเขียนบทความ

รายงาน

การศึกษาบทความ

การวจิ ารณ์บทความ

การวพิ ากษว์ จิ ารณ์บทความส้ันๆ ระหวา่ งการเรยี นตลอดวิชา

การต้งั คาถาม (การใหน้ ักศึกษาสร้างคาถามเพื่อประเมินการเรียนร้ดู ้วยตนเอง)

คาถามตามวัตถปุ ระสงค์

คาถาม-คาตอบแบบสน้ั ๆ

การฝกึ ปฏิบัติ

วทิ ยานิพนธ์

คลิปวิดโี อ

การเขยี นบทความเพอื่ ลงวารสารหรอื จดหมายขา่ ว

การวางแผนสาหรับการจัดนทิ รรศการหรือการแสดงละคร

15

การศึกษาในยุคปัจจุบันต้องประกอบด้วยการทางานวิจัยและการปฏิบัติที่เหมาะสมสาหรับนักศึกษาท่ีเรียนรู้
ร่วมกัน – การทางานกลมุ่ นั้นเหมาะสมกับการเรียนรู้ของพวกเขา

คุณลักษณะสาคัญของการทางานกลุ่มคือการส่ือสาร – การแลกเปลี่ยนและการพัฒนาความรู้ ข้อมูล ความคิด
และการปฏิบัติ กิจกรรมน้ีอยู่ต่างกับการสั่งสอนหรอื การติว บทสนทนาท่ีเกิดข้ึนทาให้เกิดโอกาสสาหรับ “การ
เรียนรู้แบบร่วมมือ (co-operative learning) (McConnell, 1994) ซึ่งการเรียนรู้แบบร่วมมือถือเป็นการการ
ขับเคลื่อนกระบวนการทางสังคมและต้องให้ความสนใจกับกระบวนการน้ันเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายที่
ต้องการ การทางานเป็นกลุ่ม อาจมีกลุ่ม “ผลิตภัณฑ์” ของกลุ่มต่อไป ซ่ึงผู้เรียนกาลังทางานอยู่ และอาจมี
“ผลิตภณั ฑ์” สว่ นบุคคลท่ีประสบความสาเรจ็ โดยคนในกลุ่มช่วยเหลือกัน

โปรแกรมการเรยี นรู้ของการทางานกลุ่ม อาจจะกาหนดการมีส่วมร่วมท่ีเกิดข้ึนพร้อมกันในสถานที่เดียวกัน ใน
เวลาต่างกันอย่างต่อเนื่อง กับการประชุมตามกาหนดการ และ/หรือ การประชุมออนไลน์และรูปแบบ
อเิ ลก็ ทรอนกิ สข์ องการส่ือสารตามความเหมาะสม การประเมินของการเรยี นร้แู บบกลุ่มจะเกี่ยวข้องกบั ช้ันเรียน
ออนไลน์หรือการทางานในช้ันเรียน สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้จะต้องมีความพร้อม นอกจากน้ีต้องคานึงถึงการให้
คะแนนท่ีอาจจะเกิดข้ึนในลักษณะ การดึงน้าหนัก (Pulling Weight) การให้คะแนนเป็นกลุ่ม ความเป็นธรรม
ของการทางานในแต่ละบุคคลและความกลัวการคัดลอกผลงาน หรือการให้เครดิตของเจ้าของผลงานท่ีนามา
อา้ งองิ

การประเมินผลการเรียนรู้แบบร่วมมือ (co-operative learning tasks) หรือการทางานเป็นทีม ไม่ว่าจะเป็น
แบบออนไลน์หรือออฟไลน์มักจะทาโดยการนาเสนองานด้วยวาจาหรือการนาเสนอโปสเตอร์ ทุกคนในทีมจะ
ได้รับการประเมินในรูปแบบของผลงานซ่ึงพัฒนาขึ้นมาเป็นเหมือนส่วนหน่ึงของงานการเรียนรู้ หรืออาจจะมี
การประเมินเพอื่ นในการปฏบิ ัตงิ านรายบคุ คลในงานกลมุ่ นนั้ ๆ

หลกั การทั่วไปของการประเมินผลการปฏิบตั งิ านกลุ่มคือการจัดอันดบั การชว่ ยเหลือกันในกลุ่มทรี่ ะดบั สี่หรือห้า
จุด (McConnell, 1994) คุณค่าของความตั้งใจนี้ข้ึนอยู่กับความเข้าใจของนักศึกษาในเร่ืองคุณภาพและ
ข้อตกลงในส่ิงที่พวกเขาเกย่ี วขอ้ งเพอื่ สะท้อนการเรยี นรู้ (ในทนี่ ี้ “คา่ เฉล่ยี ” NB หมายถึง “เหมอื นกนั กับทุกคน
ในกลมุ่ ”)

1. เป็นผู้ดาเนนิ การหลกั (for a major contributor)
2. เปน็ ผู้ดาเนนิ การระดบั ปกติ (for an average contributor)
3. เปน็ ผู้ดาเนินการระดับต่ากว่าปกติ (for a below-average contributor)
4. ไม่ใหค้ วามช่วยเหลือในงานนี้ (for no contribution to this task)

วธิ กี ารประเมินมีจดุ มุ่งหมายเพื่อชว่ ยให้นักศึกษาบรรลผุ ลการเรียนรู้ ก่อนน้ีมหาวทิ ยาลัยมักใช้การประเมินเพ่ือ
สรุปผลการเรยี นรู้ในตอนท้ายของรายวิชาหรือหลักสตู ร แต่มีวิธีอื่นที่อาจจะเหมาะสมมากกว่าและช่วยกระตนุ้
การเรียนรู้ ตวั อยา่ งเช่น หากเราตอ้ งการทดสอบทักษะในห้องปฏบิ ตั ิการของนักศึกษา รปู แบบการประเมินการ
ปฏิบัติท่ีสังเกตเห็นได้อาจเหมาะสมมากกว่า หากเราต้องการทดสอบทักษะการส่ือสารทางวาจา การนาเสนอ
ในช้ันเรียนทางวาจาอาจเป็นทางเลือกท่ีดีที่สุด หากต้องการให้ผู้เรียนสะท้อนแนวคิดหรือการให้เหตุผลที่เป็น
ข้อโต้แย้ง การเขียนเรียงความหรือการทบทวนบทความน่าจะเหมาะสม เครื่องมือดิจิตอลเพื่อช่วยในการ
ประเมนิ และให้ขอ้ เสนอแนะได้อย่างรวดเรว็ ถกู นามาใชม้ ากขึน้ แตก่ ม็ ีท้ังข้อเสยี และขอ้ ดี

16

The QAA (2018) ไดช้ ้ีนาหลกั 10 ประการ สาหรบั การประเมนิ การเรียนรู้

1. วิธีการและเกณฑ์การประเมนิ ต้องสอดคล้องกับผลการเรยี นรู้และกจิ กรรมการสอน
2. การประเมินมีความนา่ เชอ่ื ถือ มีความสอดคลอ้ ง มคี วามเป็นธรรมและมีความถกู ตอ้ ง
3. การเข้าถงึ การออกแบบการประเมินอย่างครบถ้วนบริบรู ณ์
4. การประเมนิ มคี วามครอบคลมุ และเท่ยี งธรรม
5. การประเมนิ มีความชัดเจนและโปรง่ ใส
6. การประเมินและข้อเสนอแนะมีจุดมงุ่ หมายและสนบั สนุนกระบวนการเรยี นรู้
7. การประเมินทีท่ นั เวลา
8. การประเมินทม่ี ีประสทิ ธภิ าพและสามารถจัดการได้
9. นักศึกษาได้รบั การสนับสนนุ และมกี ารเตรียมความพรอ้ มเพื่อการประเมิน
10. การประเมินส่งเสรมิ ให้เกดิ ความสมบรู ณ์ทางวชิ าการ

1.3 ผลการเรยี นรู้ทั่วไปสา้ หรบั นักศึกษา โปรแกรม SSNS MSc

ผลการเรียนรู้ท่ัวไปของนกั ศึกษา โปรแกรม SSNS MSc สามารถ

 อธิบายสถานะและแนวโน้มในอดีตและปัจจุบันของผลิตภัณฑ์อาหารทะเล การค้า และการบริโภค
อาหารในระดบั ประเทศและระดบั โลก

 อธบิ ายความสาคัญและบทบาทของอาหารทะเลต่อความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการจากมุมมอง
ของครอบครัว ชมุ ชน ประเทศและโลก

 พัฒนามาตรการการอนรุ ักษแ์ ละการใช้แหลง่ ทรัพยากรทางน้าอย่างฉลาด
 ออกแบบและอธิบายระบบตา่ ง ๆ ของผลติ ภัณฑอ์ าหารทะเล
 พฒั นาและอธิบายวิธกี ารตา่ ง ๆ ของการแปรรูปอาหารทะเลและการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์
 ระบุปัญหาของหว่ งโซ่คุณค่าอาหารทะเล เชน่ ผลิตภณั ฑ์ การจัดจาหน่ายและพื้นทก่ี ารบริโภค
 สนบั สนนุ การแกป้ ญั หาอยา่ งยัง่ ยนื ตามบรบิ ทของท้องถน่ิ

1.3.1 การจดั การทัว่ ไป

ความหมายของจานวนการบรรยายตอ่ หน่วยกิต หน่วยกิตต่อวชิ า การกระจายระหว่างงานภาคทฤษฎีและงาน
ภาคปฏบิ ัติ เปน็ ตน้

 ขอ้ กาหนดระดบั ปรญิ ญาวทิ ยาศาสตร์มหาบัณฑิต MSc
 ท้ังหมด 48 หนว่ ยกิต (รายวิชาเรียน 24 หน่วยกติ และงานวิจยั วิทยานิพนธ์ 24 หนว่ ยกติ )
 แตล่ ะวิชาจะมี 1-3 หน่วยกติ ต่อวชิ า
 หนึ่งหนว่ ยกิตเทียบเทา่ กับภาคทฤษฎี 15 ชว่ั โมง (1 ชวั่ โมง/สปั ดาห์) หรอื ภาคปฏิบัติ 3 ชว่ั โมง
 6 – 12 วิชาเพยี งพอสาหรบั โปรแกรมปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบณั ฑิต MSc นั่นก็คอื 24 หน่วยกิต

17

1.4 กลมุ่ วชิ าบงั คบั

กลุ่มวิชานี้เป็นกลุ่มวิชาพ้ืนฐานท่ีนักศึกษาทุกคนต้องลงเรียนให้ครบเพ่ือสาเร็จการศึกษาระดับปริญญา และ
กลุม่ วิชาน้เี รยี กวา่ กลุม่ วชิ าบังคับ กล่มุ วิชาเหล่าน้ีให้ความรแู้ ละทกั ษะทจี่ าเปน็ เพอื่ ความเชี่ยวชาญชานาญพิเศษ
ตวั อย่างเช่น ในบรรดาวิชาท่ีพฒั นาขน้ึ โดยครผู ู้สอนสาหรับหลักสูตร SSNS จนถึงปัจจบุ นั กลุ่มวชิ าดังต่อไปน้ีได้
มีการตกลงเสนอให้เปน็ กลมุ่ วิชาบงั คับหรือกลมุ่ วิชาพ้ืนฐาน

 ความย่งั ยนื ของอาหารทะเลและโภชนาการมนุษย์
 ห่วงโซค่ ุณคา่ อาหารทะเล (ผลติ ภณั ฑ์ การคา้ และการบรโิ ภค)
 ความปลอดภัยและการรบั รองอาหารทะเล

ในแต่ละทีมโ ครงการของมหาวิทยาลัยจะเลือกวิช าเพ่ิมเติมอีกสองสามวิช าสาหรับกลุ่มนี้
โดยการให้คาปรกึ ษากบั ครผู ้สู อน นกั ศกึ ษาและผู้ทีเ่ กย่ี วขอ้ งอื่น ๆ ในภายหลงั

1.5 กลุ่มวชิ าเลือก

กลุ่มวิชานี้มีความหลากหลาย และนักศึกษาไม่จาเป็นต้องลงเรียนท้ังหมด แต่นักศึกษาสามารถเลือกวิชาท่ีตรง
กบั ความสนใจเฉพาะของตน วชิ าเหล่านจ้ี ะให้ความพิเศษเพิ่มเติม ตัวอยา่ งเช่น ในบรรดากลมุ่ วชิ านีท้ ่พี ัฒนาข้ึน
โดยครผู สู้ อนจนถงึ ปจั จบุ นั เพอ่ื หลักสตู ร SSNS คอื

 การจัดการประมง
 การผลิตอาหารทะเลทีส่ ะอาด
 วิศวกรรมการเพาะเลยี้ งสตั วน์ ้า
 การพฒั นาและนวัตกรรมผลติ ภัณฑอ์ าหารทะเล
 การผลติ ลูกพนั ธุ์สัตว์น้า
 โภชนาการการเพาะเล้ยื งสัตว์นา้ และเทคโนโลยอี าหาร
 สุขภาพสัตว์น้า
 ระเบยี บวธิ ีวิจัย สถิตแิ ละจริยธรรม
 อาหารทะเลและสิ่งแวดลอ้ ม

วิชาทง้ั หมดท่ีอาจารย์ผสู้ อนมสี ว่ นร่วมได้พัฒนาขึ้นจะไดร้ ับการพิจารณาจัดอยู่ในกลุ่มนี้ หากมีการเพม่ิ เติมหรือ
ปรับปรุงให้ทันสมัยจะต้องผ่านการให้คาปรึกษาและการอภิปรายเพ่ิมเติมระหว่างครูผู้สอน นักศึกษา และผู้ท่ี
เกียวข้องอืน่ ๆ ในภายหลังเพ่ือความสมบูรณ์ของหลกั สูตร

1.6 รายการเอกสารวชิ าการทส่ี นับสนุนผลการเรียนรหู้ ลักของหลักสูตร

1.6.1 หนังสือวิชาการ

 คณุ ภาพน้าในบ่อสาหรับการเพาะเล้ียงสัตวน์ ้า โดย C.E. Boyd, มหาวทิ ยาลยั ออเบิร์น และ วิศวกรรม
การเพาะเลีย้ งสัตว์น้นั ฉบบั ปรบั ปรงุ ครั้งท่ี 2 โดย Odd-Ivar Leekang และ Wiley-Blackwell

18

 คู่มือการตลาดอาหารทะเลและการเพาะเล้ียงสัตว์น้า โดย C. Engle, K. Kwamena Quangrainie
และ M. M. Dey, Wiley-Blackwell

 สถิติเพอื่ การเพาะเลี้ยงสัตว์นา้ โดย Ram C. Bhujel และ Wiley-Blackwell.
1.6.2 วารสารทางวิทยาศาสตร์

 วิทยาศาสตรอ์ าหารและโภชนาการ
 ปลาและการประมง
 การเพาะเลย้ี งสัตว์นา้
 งานวจิ ยั การเพาะเล้ียงสตั ว์นา้
 โภชนาการการเพาะเลย้ี งสตั วน์ า้
 บทวิจารณ์ดา้ นวทิ ยาศาสตรก์ ารประมงและการเพาะเล้ียงสตั วน์ า้
 บทวจิ ารณก์ ารเพาะเลย้ี งสตั ว์นา้
 วิศวกรรมการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า
 การเพาะเลี้ยงสัตว์นา้
 เศรษฐศาสตร์และการจดั การ
 วารสารสมาคมการเพาะเล้ียงสตั วน์ า้ โลก

1.6.3 นติ ยสาร

 นิตยสารการเพาะเลี้ยงสตั ว์นา้ ของสมาคมการเพาะเล้ยี งสตั ว์นา้ โลก
 ผสู้ นับสนุนการเพาะเล้ียงสตั ว์น้าระดับโลก
 วัฒนธรรมทางน้าเอเชยี แปซฟิ ิก
 AquaFeed

1.6.4 แหลง่ ข้อมูลออนไลน์และหน่วยงานพัฒนา

 องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ FAO – กรมประมง
(http://www.fao.org/fishery/en)

 Globefish
 Fishbase
 WorldFish (https://www.worldfishcenter.org/
 NACA (www.enaca.org)
 SEAFDEC
 อ่นื ๆ

1.6.5 สมาคมสังคมวชิ าชพี

 สมาคมการเพาะเลยี้ งสัตว์น้าโลก World Aquaculture Society (WAS) และสาขาภูมิภาค/ประเทศ
 สมาคมประมงแหง่ เอเชยี Asian Fisheries Society (AFS)
 สมาคมแห่งชาติ National Associations

19

2. คมู่ อื ผ้สู อน

2.1 การวางแผน

การจัดโครงสร้างหลักสูตร หมายถึง การวางแผนหลักสูตรเพ่ือให้ผลการเรียนรู้ การประเมินและกิจกรรมการ
เรียนรู้มีความสอดคล้องกัน เพือ่ ใหแ้ นใ่ จวา่ การจดั โครงสร้างของหลักสูตรเปน็ ไปอย่างถูกต้อง จึงมกี ารกาหนด
หลกั การสาคญั ดงั นี้

1. คุณต้องการใหน้ ักศกึ ษาเรียนรูอ้ ะไร
2. คุณจะใชว้ ิธีการสอนแบบใดทจี่ ะสามารถใหน้ ักศกึ ษาบรรลุผลการเรยี นรู้
3. การประเมินผลและเกณฑ์ใดบ้างท่ีจะแสดงวา่ นักศกึ ษาบรรลุผลการเรียนรู้

เพ่ือให้แน่ใจว่าการสอนมีคุณภาพสูงจึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องวางแผนหลักสูตรตามโครงสร้างพ้ืนฐาน ส่ิง
สนับสนนุ การเรียนรู้และปจั จยั เกอ้ื หนุนภายนอก

1. ทรัพยากรที่มีอยู่: เวลา ครูผู้สอน เงินทุน ส่ิงอานวยความสะดวกในห้องเรียน (สาหรับการสอน การสอบ
ห้องปฏบิ ตั ิการและอืน่ ๆ)

2. หอ้ งปฏบิ ตั ิการท่มี ีอยู่ ส่ิงอานวยความสะดวกภาคสนาม การทศั นศึกษา
3. วิทยากรรบั เชิญ
4. ขนาดของกลุ่ม
5. เคร่อื งมือดจิ ติ อลและสื่อการสอน
6. เอกสารข้อมลู ทม่ี ีอยู่
7. ความรูพ้ ื้นฐานของนักศึกษา: ความรแู้ ละทกั ษะ (ทว่ั ไปและการปฏิบตั ิ)

2.2 การสอน/การบรรลุผล

ไมม่ แี นวการปฏิบัติการสอนที่เป็นสากลท่ีดีท่สี ุด อยา่ งไรกต็ าม ความสมั พนั ธร์ ะหว่างผลการเรียนรู้ กลยทุ ธ์การ
สอน และวิธีการประเมินจะต้องสร้างขึ้นตามท่ีกล่าวไว้ในบทท่ี 1.3 การบรรยายแบบด้ังเดิมสามารถเพิ่มเติม
หรือแทนท่ีด้วยวิธีการเรียนรู้ท่ีนักศึกษามีส่วนร่วมมากข้ึน ในส่วนท่ีเป็นการพัฒนาหลักสูตร SSNS MSc มีการ
แจกแบบสอบถามให้แก่นักวิชาการและผู้ประสานงานของหลักสูตร MSc ในยุโรปและเอเชีย แบบสอบถามนี้
ประกอบด้วยคาถามท่ีเก่ียวข้องกับการสอนและวิธีการประเมิน โดยทั่วไปแล้ว การสารวจจะให้แนวทางที่
ชัดเจนท่ีจะกาหนด “แนวปฏิบัติท่ีดีท่ีสุด” ท่ีเก่ียวข้องกับวิธีการสอน “โครงการวิจัยวิทยานิพนธ์ร่วมกับ
ภาคอุตสาหกรรม”“กรณีศึกษา” และ “งานในห้องปฏิบัติการ” ท่ีมีความสาคัญมากท่ีสุดในมุมมองของ
ตลาดแรงงาน จากวิธีการเรียนรู้ ท้ัง “โครงการวิจัยวิทยานิพนธ์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม” และ “งานใน
ห้องปฏิบัติการ” ถูกจัดอยู่รายช่ือวิธีการสอนสามอันดับแรก นอกจากน้ี “การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem-based learning, PBL) เป็นวิธีการสอนอีกวิธีท่ีมีความเหมาะสม โครงการวิจัยวิทยานิพนธ์ร่วมกบั
ภาคอุตสาหกรรม การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และกรณีศึกษาจะช่วยให้นักศึกษาใช้ความรู้ วิเคราะห์
สังเคราะห์และประเมินข้อมูลได้ดีย่ิงข้ึน (โปรดดูภาพ 5 ระดับสติปัญญาและพฤติกรรมตามอนุกรมวิธานของ
Bloom)

20

เพื่อให้การเชื่อมโยงให้นักศึกษาเข้าถึงการจ้างงานอย่างชัดเจน ขอแนะนาให้ นาทักษะและความสามารถที่
นายจ้างต้องการมาเปน็ ส่วนหน่งึ ของการเรียนและผลการเรียนรู้ โดยทั่วไป จากประกาศรับสมัครงาน ทักษะท่ี
นายจ้างต้องการ ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) การสร้างสรรค์ (creativity) การแก้ปัญหา
(problem-solving) การตัดสินใจ (decision-making) ประสิทธิผลส่วนบุคคล (personal effectiveness)
ทักษะการส่ือสาร (communications skills) และความรอบรู้เชิงพาณิชย์ (commercial awareness)
กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีกระตุ้นทักษะเหล่าน้ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านการอภิปราย การสะท้อนความคิด การ
ประเมินผล โดยผ่านการอภิปรายกลุ่ม บทวิจารณ์งานเขียน หรือ การแก้ปัญหา การวางแผนโครงการ การ
ทดลองการออกแบบ การวิเคราะห์ข้อมูล การนาเสนอข้อมูล

คาแนะนาสาหรับการอ่านเพิ่มเติมที่เก่ียวกับวิธีการสอนท่ีเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม (Active Teaching
Methods) (Freeman, et al., 2014) ไ ด้ แ ก่ ง า น ก ลุ่ ม ( group work) (Chang แ ล ะ Brickman, 2018;
Hammar Chiriac, 2014) กรณีศึกษา (case studies) (Bonney, 2015) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
(PBL) (Allen Tanner, 2003; Hmelo-Silver, 2004) ห้องเรียนกลบั ด้าน (Flipped Classroom) (Giannakos,
et al., 2014) และการใช้เครื่องมือดิจิตอล เช่น การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (game-based learning) (Li
และ Tsai, 2013)

2.3 การประเมิน

ความยุ่งยากที่สาคัญที่สุดอย่างหน่ึงในการประเมินดูเหมือนจะอยู่ระหว่างการประเมินเพื่อจัดเตรียม
ขอ้ เสนอแนะและชว่ ยให้นักศกึ ษาเรียนรู้ (การประเมินเพ่ือพฒั นา) และการประเมินเพอ่ื แสดงระดบั ความสาเร็จ
(การประเมนิ เพอื่ สรุปผลการเรยี นรู้)

การเลือกวิธีการประเมินท่ีเหมาะสมจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาข้อดีและข้อเสียของการจัดการเรียนการ
สอนสาหรับนักศึกษาและผู้สอน รวมทั้งมีส่วนช่วยให้การประเมินมีความถูกต้องและความน่าเช่ือถือภายใน
บริบทท่ีคุณเลือก กระบวนการเหล่าน้ี สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก Nightingale, et al. (1996) Nightingale,
et al. (1996) ได้ระบุผลการเรียนรู้แปดประเภทกว้าง ๆ (ตามรายการด้านล่าง) และได้แนะนาวิธีการประเมิน
ทเ่ี หมาะสมของแต่ละประเภท

2.4 การคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและการตดั สินใจ (Thinking critically and making
judgments)

การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการตัดสินใจ ประกอบด้วยการพัฒนาการโต้แย้งอย่างมีเหตุผล การสะท้อน
ความคิด การประเมินคา่ การประเมนิ ผลและการตดั สินใจ ซง่ึ ทักษะเหล่านี้สามารถฝึกฝนไดจ้ ากกจิ กรรมตา่ ง ๆ
เชน่

 เรยี งความ
 รายงาน
 วารสาร
 จดหมายแนะนาถงึ ...(เกย่ี วกับนโยบาย, เรือ่ งสขุ ภาพและสาธารณสุข...)
 การเสนอกรณีเพ่ือกลุ่มผลประโยชน์

21

 การจัดเตรียมเอกสารสรุปของคณะกรรมการสาหรบั การประชมุ กลุ่ม
 บทวิจารณห์ นงั สือ (หรือบทความ) สาหรับวารสารในสายงานท่เี ก่ียวข้อง
 การเขียนบทความในหนงั สือพิมพส์ าหรบั หนงั สือพิมพต์ ่างประเทศ
 การแสดงความคดิ เห็นในมมุ มองเชงิ ทฤษฎขี องบทความ

2.5 การแกป้ ญั หาและการพัฒนาแผน (Solving problems and developing plans)
การแก้ปัญหาและการพัฒนาแผน เร่ิมจากการระบุปัญหา การตั้งปัญหา การระบุปัญหา การวิเคราะห์ปัญหา
การทบทวน การออกแบบการทดลอง การวางแผน การใช้ข้อมูล ทักษะเหล่าน้ีสามารถฝึกฝนได้จากกิจกรรม
ตา่ ง ๆ เชน่

 สถานการณป์ ญั หา
 งานกลุ่ม
 ปญั หาที่ใช้การทางานเปน็ ฐาน (Solving problems and developing plans )
 การจดั เตรียมรายงานแบบสอบถามของคณะกรรมการ
 การเสนอโครงร่างงานวจิ ัยเพ่ือขอรบั ทนุ ทสี่ ามารถแกไ้ ขปญั หาได้จรงิ (Draft a research bid to a

realistic brief)
 การวเิ คราะห์กรณี
 เอกสารการประชมุ (บนั ทึกสาหรับเอกสารการประชุมรวมประวตั ยิ ่อของผ้นู าเสนอผลงานหรือนักวิจัย)

2.6 การแสดงขันตอนและการสาธิตเทคนคิ (Performing procedures and demonstrating
techniques)
ข้ันตอนการปฏิบัติงานและการสาธิตเทคนิคต่าง ๆ ประกอบด้วยการคานวณ การอ่าน การใช้อุปกรณ์ การ
ปฏิบัติตามขั้นตอนในห้องปฏิบัติการ การปฏิบัติตามเกณฑ์วิธี การปฏิบัติตามคาแนะนา ทักษะเหล่าน้ีสามารถ
ฝกึ ฝนได้จากกิจกรรมตา่ ง ๆ เช่น
 การสาธิต
 การเล่นสวมบทบาทสมมตุ ิ
 การสรา้ งวดิ ีโอ (เขียนสคริปต์ และผลติ /สรา้ งวดิ โี อ)
 การผลิตโปสเตอร์
 รายงานห้องปฏบิ ัติการ
 การจัดเตรียมคมู่ อื ภาพประกอบในการใช้อุปกรณ์
 การสงั เกตการณ์การปฏิบตั ิงานในวิชาจริงหรอื สถานการณจ์ าลอง

22

2.7 การจดั การและการพฒั นาตนเอง (Managing and developing oneself)
การจัดการและการพัฒนาตนเอง เป็นการทางานร่วมกัน การทางานอย่างอิสระ การเรียนรู้อย่างอิสระ การ
กากับตนเอง การจัดการเวลา การจัดการงาน การจัดระเบียบ ทักษะเหล่านี้สามารถฝึกฝนได้จากกิจกรรมตา่ ง
ๆ เชน่

 การอ่านวารสาร
 แฟ้มภาพผลงาน (Portfolio)
 สัญญาการเรยี นรู้ (Learning Contracts)
 งานกล่มุ

2.8 การเขา้ ถึงและการจดั การข้อมูล (Accessing and managing information)
การเขา้ ถึงและการจัดการข้อมูลประกอบด้วยการทางานวิจัย การตรวจสอบ การตคี วาม การจดั ระเบียบข้อมูล
การทบทวน การถอดข้อมูล การเก็บข้อมูล การค้นหาและการจัดการแหล่งข้อมูล การสังเกตและการตีความ
ทักษะเหลา่ นี้สามารถฝกึ ฝนได้จากกิจกรรมตา่ ง ๆ เชน่

 บรรณานุกรมทมี่ คี าอธบิ ายประกอบ
 งานโครงการ
 วทิ ยานพิ นธ์
 งานทสี่ ามารถนาไปใช้จรงิ หรือแผน่ พับเชิงวิชาการ
 วธิ กี ารแก้ไขปัญหาตา่ ง ๆ

2.9 การสาธิตใหเ้ หน็ ถึงความรแู้ ละความเขา้ ใจ (Demonstrating knowledge and
understanding)
การสาธิตให้เห็นความรู้และความเข้าใจ ได้แก่ การจดจาได้ การอธิบาย การรายงาน การคานวณ การสานึก
การระบุ, การเชอ่ื มโยงและความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกัน ทกั ษะเหลา่ น้สี ามารถฝกึ ฝนไดจ้ ากกจิ กรรมต่างๆ เชน่
 การสอบขอ้ เขยี น
 การสอบปากเปลา่
 เรยี งความ
 รายงาน
 การแสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกับความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู หรือแบบบนั ทึก
 การประดิษฐ์รายการสารานุกรรม
 การเขยี นคาตอบสาหรับคาถามของลูกค้า
 คาถามคาตอบส้ัน ๆ: จริง/เท็จ/คาถามแบบเลือกตอบ (การประเมินแบบใช้กระดาษหรือใช้คอมพิวเตอร์
ช่วย)

23

2.10 การออกแบบ การสรา้ งสรรค์ การปฏบิ ัติ
การออกแบบ การสร้างสรรค์ การปฏิบัติ ประกอบด้วยการจินตนาการ การแสดงภาพ การออกแบบ การผลติ
การสรา้ งสรรค์ การคิดค้น การแสดง ทักษะเหล่านี้สามารถฝกึ ฝนไดจ้ ากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น

 แฟ้มภาพผลงาน (Portfolio)
 การแสดง
 การนาเสนอ
 โครงการสมมติ

2.11 การสื่อสาร
การสื่อสารประกอบด้วยการสื่อสารทางเดียวและสองทาง การส่ือสารภายในกลุ่ม การสื่อสารทางวาจา การ
เขียน และการสื่อสารที่ไม่ใช้ทางวาจา การโต้แย้ง การอธิบาย การสนับสนุน การสัมภาษณ์ การเจรจา การ
นาเสนองาน การเขยี นเฉพาะเร่ือง ทกั ษะเหลา่ น้ีสามารถฝึกฝนไดจ้ ากกิจกรรมตา่ ง ๆ เช่น

 การนาเสนอในรูปแบบการเขียน (เรยี งความ รายงาน เอกสารเชงิ สะทอ้ นความคิดและอน่ื ๆ)
 การนาเสนอทางวาจา
 งานกลุม่
 การอภปิ ราย/การโตว้ าท/ี การเล่นบทบาทสมมติ
 การมสี ว่ นร่วมใน “ศาลไตส่ วน – Court of Enquiry”
 การนาเสนอผ่านหน้ากล้อง
 การสงั เกตการปฏบิ ตั วิ ชิ าชีพจรงิ หรอื จาลอง

2.12 การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิ
การประเมินผลเป็นวงจรของการให้ข้อเสนอแนะที่มีคุณค่ามาก (Hounsell, et al., 2006) ซ่ึงสามารถแจ้งให้
ทีมงานหลักสูตรและอาจารย์ผู้สอนแต่ละท่านทราบเก่ียวกับการสอน การเรียนรู้และการประเมินว่าผลการ
ดาเนินงานเป็นตามความคาดหวังของเจ้าหน้าที่ และ/หรือความต้องการหรือไม่ (ภาพ 6) เน่ืองจากมีความ
แตกต่างของการรับรู้และประสบการณ์ของผู้เรียน จึงต้องมีการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลท่ี
แตกตา่ งกนั (Crook, et al., 2006; Stefani, et al., 1997; Williams, 2005)

24

การวางแผน

การปรับปรงุ ความตงั้ ใจ
ในการเรยี น

การประเมนิ ดว้ ย วงจรการเรยี นรู ้ ขอ้ มลู Input
ตวั เองและเพอ่ื น การสอน

และการประเมนิ

ขอ้ เสนอแนะ การตงั้ คาถาม เกณฑ์
เชงิ รปู แบบ ความสาเร็จ
กจิ กรรม
การเรยี นรู ้

ภาพ 6 การประเมนิ หรอื วงจรการปฏิบัติของประเมนิ (powerpoint ในหลักสูตรจากแหล่งขอ้ มูล Cambridge
Slide Share Resource)

แหล่งข้อมลู สาคญั 3 แหลง่ ของขอ้ เสนอแนะทใี่ ช้กนั อย่างกวา้ งขวางในการประเมินการสอน

1. ข้อเสนอแนะจากนักศกึ ษา
2. ข้อเสนอแนะจากเพอ่ื นรว่ มงานและเพื่อนร่วมวิชาชพี รวมทัง้ ผตู้ รวจสอบภายนอก
3. ขอ้ เสนอแนะที่สร้างขน้ึ เองจากทีมผ้สู อน

การสร้างข้อเสนอแนะท่ีเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ มักจะใช้แหล่งข้อมูลสองแหล่งจากแหล่งข้อมูลซ่ึงแตล่ ะ
แหล่งมีข้อดีและข้อจากัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ข้อเสนอแนะจากนักศึกษาที่เข้าถึงได้โดยตรง
จากมุมมองของผู้เรียน นักศึกษาถือเป็นผู้มีส่วนร่วมท่ีเหมาะสมท่ีสุดในการให้ความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ เช่น
ความชัดเจนในการนาเสนอ การยกตัวอย่างประกอบ การเข้าถึงส่ิงอานวยความสะดวก วิธีการประเมินและ
ข้อเสนอแนะท่ีเป็นประโยชน์ ในทางตรงกันข้าม ทีมอาจารย์ผู้สอนจะให้ข้อคิดเห็นที่ดีในเร่ืองความเหมาะสม
ของจุดมุ่งหมายของหลักสูตร เน้ือหาสาระและโครงสร้าง การออกแบบและจัดเตรียมทางเลือกสาหรับวิธีการ
สอนและวิธีการประเมินท่ีใช้ ส่วนข้อเสนอแนะที่สร้างข้ึนเองโดยผู้รับผิดชอบหลักสตู รเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าท่ี
ให้ประโยชน์กับส่ิงต่างๆ ท่ีใช้งานและเปลี่ยนแนวปฏิบัติได้ แต่ในทางกลับกันก็อาจไม่ได้ผลหรือใช้ไม่ได้
(Ramsden และ Dodds, 1989) เนอ่ื งจากขาดมุมมองจากบคุ คลภายนอก

2.13 ข้อเสนอแนะจากนักศึกษา

แม้ว่าจะมีวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะ แต่แนวทางที่ใช้กันทั่วไปในการประเมินหลักสูตรและการสอน
ยังคงเป็นแบบสอบถามนักศึกษาตอนท้ายหน่วยการเรียนรู้หรือเม่ือจบวิชาเรียน แบบสอบถามเหล่าน้ีสามารถ
ใช้ร่วมกับการอภิปรายแบบตัวต่อตัวผ่านคณะกรรมการ ตัวแทนนักศึกษาและเจ้าหน้าท่ีด้านการศึกษา
แหล่งที่มาของข้อเสนอแนะรวมทัง้ การแลกเปลยี่ นอย่างไม่เปน็ ทางการในภาคปฏิบัติ การสอนพเิ ศษ การเข้าชั้น

25

เรียน รูปแบบการกระจายเกรด (Distribution Patterns of Grades) และธรรมชาติของตัวแทนนักศึกษา
(Nature of Students’ Choices) ในการเลือกระหว่างหัวขอ้ ทม่ี อบหมายให้

Marsh and Roche (1993) และ Rowley (2003) มีความเห็นว่า จุดประสงค์ของการรวบรวมข้อเสนอแนะ
ของนักเรียนควรคานงึ ถึงส่งิ ตอ่ ไปน้ี

 ขอ้ เสนอแนะทวี่ นิ ิจฉัยให้แก่คณะอาจารย์นั้นจะมีประโยชน์สาหรบั การปรับปรุงการสอน
 การวดั ประสิทธิภาพการสอนเพ่อื ใชใ้ นการตดั สนิ ใจดา้ นบคุ ลากรและการบริหาร
 ข้อมูลสาหรับนักศกึ ษาท่ีใชใ้ นการเลอื กวิชาและครผู ูส้ อน
 ผลลัพธ์หรอื การอธิบายกระบวนการสาหรับงานวจิ ยั เกย่ี วกบั การสอน

วัตถุประสงค์เพิ่มเตมิ สี่ประการท่ดี ูเหมอื นจะมคี วามสาคัญเทา่ ๆ กัน แมจ้ ะไมเ่ กยี่ วขอ้ งกัน

 เพื่อเป็นหลักฐานท่ีตรวจสอบได้ว่าโอกาสของนักศึกษาที่จะแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับหลักสูตรของ
พวกเขาและขอ้ มลู ทีเ่ ก็บรวบรวมนัน้ ไดด้ าเนินการเพือ่ การปรับปรุงคุณภาพการศึกษา

 เพ่ือกระตุ้นให้นักศึกษาสะท้อนการเรียนรู้ของพวกเขาซึ่งจะช่วยเพิ่มการรับรู้ในกระบวนการเรียนรู้
และปัจจัยต่าง ๆ ท่ีนาไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกหรือเชิงลบในแนวทางที่จะพัฒนาความสามารถในการ
เรยี นรู้ของพวกเขา

 เพื่อให้นักศึกษาในฐานะท่ีเป็นลูกค้ามีโอกาสแสดงระดับความพึงพอใจของพวกเขาต่อประสบการณ์
การเรียนรู้

 เพ่ือเปรียบเทียบสถาบันต่าง ๆ และสร้างตัวช้ีวัดคุณภาพอ่ืน ๆ ที่อาจส่งผลต่อช่ือเสียงทางการตลาด
ของมหาวทิ ยาลยั

โดยปกติข้อมูลท่ีรวบรวมในแบบสอบถามของนักเรียนเป็นการประเมินสรุปผลการเรียนรู้ซ่ึงจึงถูกรวบรวมใน
ตอนทา้ ยของหน่วยการเรยี นรู้หรือหลกั สตู ร

การดาเนนิ การกับข้อเสนอแนะของนักเรียนหลังจากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลซ่ึงมคี วามจาเป็นที่จะต้อง
แบ่งปัน เพ่ือให้นักศึกษาได้รับประโยชน์อย่างมากและได้รู้ว่าผู้สอนจะใช้ข้อมูลอย่างไรและจะใช้คาตอบของ
พวกเขาเปน็ แนวทางในการปรับปรุงพัฒนาความร้แู ละทักษะของพวกเขาในฐานะผเู้ รียนได้อย่างไร

2.14 ข้อเสนอแนะจากเพ่ือนหรอื ผทู้ รงคุณวฒุ ิ

ข้อเสนอแนะจากเพื่อนหรือผู้ทรงคุณวุฒิสามารถนาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยหรือสร้าง
หลักสูตรใหม่ การทบทวนผลการดาเนินงานโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ครอบคลุมกิจกรรมการสอนที่
หลากหลายรวมถึงการประเมิน การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การออกแบบหลักสูตร ห้องปฏิบัติการและการ
สอนในภาคสนาม ดังน้ันการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิและเพ่ือน ๆ ในสายงานเดียวกันถือเป็นส่วนสาคัญของ
การประเมินการสอนท่ีดี ย่ิงไปกว่าน้ันการทบทวนโดยเพ่ือนยังกระตุ้นการส่ือสารและการทางานร่วมกัน ใน
อดตี คาว่า “การทบทวนโดยเพ่ือน” ถูกจากัดในสถานการณ์เมื่อเพ่ือนร่วมงานคนหนึ่งแวะเยย่ี มชมช้ันเรียนของ

26

เพ่อื นรว่ มงานอีกคนเพื่อประเมินทักษะการสอน อยา่ งไรก็ตาม การทบทวนโดยเพื่อนสามารถปรับให้เหมาะสม
เพอ่ื จัดการกับกิจกรรมทบทวนประเภทอืน่ ๆ เช่น การวิจารณห์ ลกั สตู รและส่ือการเรียนการสอน

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนห้าประการต่อไปน้ีท่ีใช้เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์จากการพัฒนาเกณฑ์
สาหรบั การพิจารณาระหว่างการทบทวนปรบั ปรุง/วพิ ากษห์ ลักสตู ร

1. แนวทางการสอนท่มี อี ทิ ธพิ ลซง่ึ สามารถกระตนุ้ และสร้างแรงบันดาลใจให้นกั ศึกษาเรียนรู้
2. การพฒั นาหลกั สูตรและทรพั ยากรทส่ี ะท้อนถึงความตอ้ งการในสายงาน
3. แนวทางในการประเมนิ และขอ้ เสนอแนะที่ส่งเสริมการเรยี นรู้อย่างอสิ ระ
4. การเคารพและสนนั สนนุ เพือ่ การพฒั นานักศกึ ษาแต่ละบคุ คล
5. กจิ กรรมทางวิชาการที่มอี ิทธิพลและเพม่ิ การเรียนรู้และการสอน

ข้อเสนอแนะจากเพื่อนร่วมสายงานและผู้ทรงคุณวุฒิออกแบบมาเพ่ือทบทวนเนื้อหาหลักสูตรและหลักสูตร
คาถามบางขอ้ ในท่ีนส่ี ามารถนาไปพิจารณาปรับใช้ได้ เช่น หลกั สตู รและรายวิชาโดยภาพรวมดีมากน้อยเพียงไร
หลักสูตรน้ีสะท้อนมาตรฐานที่กาหนดข้ึนโดยแผนกหรือไม่และท่ีสาคัญไปกว่าน้ัน การพัฒนาร่วมกับผู้มีส่วนได้
สว่ นเสีย ชุมชนและประเทศชาติอย่างไร จุดประสงค์หน่วยการเรยี นรู้เหมาะสมกับโปรแกรมการศึกษาโดยรวม
มากเพียงไร การมอบหมายงานเหมาะสมกับเป้าหมายของหน่วยการเรียนรู้และนักศึกษาท่ีได้หน่วยการเรยี นรู้
หรอื ไม่

นอกจากนี้ยังสามารถรวบรวมการทบทวนผ่านการการสังเกตในช้ันเรียน ซึ่งสามารถเป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่าท้ัง
เพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาและการประเมินผล ขอแนะนาว่าให้ทาการสังเกตก่อนโดยการปรึกษากับ
เจ้าหน้าที่ที่กาลังสังเกตเพื่อว่าผู้ตรวจสอบมีความเข้าใจชัดเจนเก่ียวกับประเภทของการสังเกตที่ควรเก็บ
รวบรวมไว้ และยังจาเป็นท่ีผู้สังเกตการณ์จะได้รับแจ้งเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตรและช่วงเวลาท่ีเรียน
ดังน้ันจึงขอแนะนาว่าให้มีการประชุมก่อนการทบทวนเพ่ือให้ผู้ทบทวนสามารถอธิบายบริบทการสอนและ
อธิบายจุดมุ่งหมายของภาคการศึกษา นอกจากน้ียังสามารถใช้เป็นโอกาสในการอภิปรายในเร่ืองของเกณฑ์ที่
จะเปน็ ประโยชน์และเกีย่ วข้องมากทส่ี ุดและจะถูกนาไปใชร้ ะหวา่ งการสงั เกตการณ์ในช้นั เรยี น

การรวบรวมข้อเสนอแนะทงั้ ทางวาจาและการเขียนหลงั จากการสงั เกตการณ์ในชนั้ เรยี น ข้อเสนอแนะทางวาจา
ทาให้การอภิปรายมีคุณค่าในขณะที่รายงานที่เป็นลายลักษณ์อักษรช่วยให้ม่ันใจว่าผู้ทบทวนมีบันทึกแล ะ
สามารถสะท้อนในภาคการศึกษาต่อไป

คาถามท่ัวไปที่เกิดจากการสังเกตในช้ันเรียนจะเกี่ยวข้องกับการออกแบบ การนาเสนอและความชัดเจนของ
เน้อื หาสาระ คาสง่ั งานของเนือ้ หาวิชา ระดบั การมีสว่ นรว่ มของเจ้าหน้าที่ผ้สู อนและนักศึกษา

แม้ว่าอาจจะดูเป็นเร่ืองที่น่ากลัวสาหรับเจ้าหน้าที่ผู้สอนที่จะให้เพื่อนร่วมช้ันเรียนทาการสังเกตการณ์ แต่
กระบวนการนี้เปน็ สว่ นหน่ึงของการพัฒนาหลักสูตรโดยเปน็ เหมือนเครื่องมือทจี่ ะช่วยในการปรับปรุงการสอน

27

เอกสารอา้ งอิง

Allen, D. and Tanner, K., 2003. Approaches to cell biology teaching: learning content in context-
-problem-based learning. Cell biology education. 2, 73-81.

Barnett, R., 2003. Beyond All Reason: Living with Ideology in the University. Society for Research
into Higher Education & Open University Press, London.

Biggs, J. and Tang, C., 2011. Teaching for Quality Learning at University. UK Open University
Press, Maidenhead.

Bloom, B., 1956. Taxonomy of Educational Objectives – Book 1 David McKay, New York.

Bonney, K.M., 2015. Case study teaching method improves student performance and
perceptions of learning gains. Journal of microbiology & biology education. 16, 21-28.

Chang, Y. and Brickman, P., 2018. When Group Work Doesn't Work: Insights from Students. CBE
life sciences education. 17, ar42-ar42.

Cowan, J. and Harding, A.G., 1986. A Logical Model for Curriculum Development. 17, 103-109.

Crook, C., et al., 2006. Assessment relationships in higher education: the tension of process and
practice. 32, 95-114.

Fairweather, J., 2008. Linking Evidence and Promising Practices in Science, Technology,
Engineering, and Mathematics (STEM). Board of Science Education, Washington DC.

Frederick, P.J., 1986. The Lively Lecture: 8 Variations. College Teaching. 34, 43-50.

Freeman, S., et al., 2014. Active learning increases student performance in science, engineering,
and mathematics. Proceedings of the National Academy of Sciences. 111, 8410-8415.

Fry, H.K., Steve; Marshall, Stephanie, 1999. A handbook for teaching and learning in higher
education. Routledge, tyler and Francis Group, New York and London.

Giannakos, M., et al., 2014. Reviewing the Flipped Classroom Research: Reflections for
Computer Science Education.

Hammar Chiriac, E., 2014. Group work as an incentive for learning – students' experiences of
group work. Frontiers in psychology. 5, 558-558.

Harvey, L. and Green, D., 1993. Defining Quality. Assessment & Evaluation in Higher Education. 18, 9-
34.

28

Hattie, J. and Timperley, H., 2007. The Power of Feedback. Review of Educational Research. 77, 81-
112.

Haverhals, B., 2007. The normative foundations of research-based education: Philosophical
notes on the transformation of the modern university idea. Studies in Philosophy and
Education. 26, 419-432.

Hillage, J. and Pollard, E., 1998. Employability: Developing a framework for policy analysis.
Department for Education and Employment.

Hmelo-Silver, C.E., 2004. Problem-Based Learning: What and How Do Students Learn?
Educational Psychology Review. 16, 235-266.

Hounsell, D., et al., 2006. The quality of guidance and feedback to students, 3rd Biennial
Northumbria/European Association for Research on Learning and Instruction, County Durham.

Huet, I., 2018. Research-based education as a model to change the teaching and learning
environment in STEM disciplines. European Journal of Engineering Education. 43, 725-740.

Knight, P., 2001. A briefing on key concepts: formative and summative, criterion and norm-
referenced assessment. Learning and Teaching Support Network, York.

Li, M.-C. and Tsai, C.-C., 2013. Game-Based Learning in Science Education: A Review of Relevant
Research. Journal of Science Education and Technology. 22, 877-898.

Marsh, H.W. and Roche, L., 1993. The Use of Students' Evaluations and an Individually
Structured Intervention to Enhance University Teaching Effectiveness. American Educational
Research Journal. 30, 217-251.

Mathias, A., 2014. ACTIVE LEARNING IN THE SCIENCE CLASSROOM. Honors Projects. 113.

Matthews, M., 2012. Constructivism in science education, 2ed. Springer Science & Business
Media.

McConnell, D., 1994. Implementing Computer Supported Co-operative Learning. Kogan,
London.

Newman, J.H., 2010. Discourses on the Scope and Nature of University Education: Addressed
to the Catholics of Dublin. Cambridge University press, Dublin.

Nightingale, D., et al., 1996. Assessing Learning in Universities. Assessing Learning in Universities,
University of New South Wales Sydney.

29

Penner, J.G., 1984. Why many college teachers connot lecture, Springfield.
Piaget, J., 1976. Piaget's Theory. in: Inhelder, B., Chipman, H.H., Zwingmann, C. (Eds.), Piaget
and His School: A Reader in Developmental Psychology. Springer Berlin Heidelberg, Berlin,
Heidelberg, pp. 11-23.
Pool, L.D. and Sewell, P., 2007. The key to employability: developing a practical model of
graduate employability. Education + Training. 49, 277-289.
Prince, M., 2004. Does Active Learning Work? A Review of the Research. Journal of Engineering
Education. 93, 223-231.
QAA, 2018. UK QUALITY CODE, ADVICE AND GUIDANCE: ASSESSMENT. UK Standing Committee
for Quality Assessment.
Ramsden, P., 2003. Learning in Higher Education. RoutledgeFalmer Tylor and Francis Group,
Abingdon, Oxon.
Ramsden, P. and Dodds, A., 1989. Improving Teaching and Courses: A guide to evaluation, 2nd
ed. University of Melbourne, Melbourne.
Rowley, J., 2003. Designing student feedback questionnaires. 11, 142-149.
Small, L., et al., 2018. Employability: a contemporary review for higher education stakeholders.
Journal of Vocational Education & Training. 70, 148-166.
Stefani, L.A.J., et al., 1997. A Comparison of Tutor and Student Conceptions of Undergraduate
Research Project Work. Assessment & Evaluation in Higher Education. 22, 271-288.
Williams, K., 2005. Lecturer and first year student (mis)understandings of assessment task verbs:
'Mind the gap'. Teaching in Higher Education. 10, 157-173.

30

Appendix
Example of a developed course with course outline and learning outcommes:

ASIAN INSTITUTE OF TECHNOLOGY
SCHOOL OF ENVIRONMENT, RESOURCES AND DEVELOPMENT

ED71.xx Selected topics: Sustainable Sea Food Business 2(2-0)

Semester: January

Course Objective: Seafood products are highly traded items in both the local and global
markets. Seafood production, processing and trading have been highly commercial and
globalized activities, which have resulted in a competition tougher than before. More recently,
regulatory requirements are becoming stricter and often more complex. This course provides
students with practical Seafood business management tools in the production, processing,
quality control, and marketing of Seafood products in both the local and global markets to
ensure the long-run sustainability of seafood production.

Learning Outcomes:

On completion of this course, students will be able to:

 identify suitable types of Seafood products for business
 explore the local and international markets for aquatic products
 apply seafood safety measures and certification processes
 carry out cost-benefit analysis of Seafood business
 develop a business plan for start-up seafood business

Pre-requisite: None

Course Outline:

I. Introduction

1. Scope of seafood business
2. Feeding the world in 2050 & trends in food supply chains
3. Entrepreneurship in seafood industry
4. Seafood products (live, fresh and processed fish)
5. International seafood trade

31

II. Context of Seafood Business

1. Financial resources and institutions
2. Inputs and technical support services
3. Research and development
4. National and international food safety standards and hygiene requirements

III. Clients, Consumers and Product Development

1. Markets: domestic and international
2. Consumer behavior and expectations
3. Food crisis, customers’ food scares
4. New product development and deployment

IV. Certification and Industry Standards

1. Principles of certification
2. Certification vs. branding
3. Overview of major families of standards
4. Organic Seafood standards
5. Fair trade standards and traceability
6. Industry standards (ASC, MSC, GLOBALGAP etc.)
7. ISO standards (ISO 9000, 14001, 22000)

V. Cost-Benefit Analysis

1. Cost, revenue, gross margin, and net profit
2. Partial budgeting of seafood businesses
3. Benefit-cost ratio
4. NPV, IRR, Payback period etc.
5. Decision making / choosing the right businesses

VI. Planning and Management of Seafood Business

1. Business plan development
2. Human resource management and team building
3. Management of cooperative/contract farming (clusters, farmers groups etc.)
4. Implementation phases
5. Regular monitoring and evaluation plan
6. Lessons learned and continuous improvement
7. Expansion and growth

32

Laboratory Session:

1. Sensory testing of seafood items
2. Microbial testing of seafood items

Field visits:

1. Fish farms – Sea bass, Tilapia, Shrimp etc.
2. Seafood processing factory
3. Fish markets – fish landing site, traditional village and supermarket

Case studies:

1. Tilapia hatchery business – Nam Sai Farms, Prachinburi
2. Shrimp farm – Sib Saen Farm, Chonburi
3. Sib Saen Farm – Chachoengsao, Province
4. Sea bass farming – Song Sawang Farm, Chacheongsao

Learning Resources:

Textbooks: No designated textbook, but lecture notes will be provided.

Reference Books:

1. Bhujel, R.C. 2014. A Manual for Tilapia Business Management. CABI Publishing. 216 p.
2. Engle, C. 2010. Seafoodculture Economics and Financing: Management and Analysis,

Wiley-Blackwell. 272 p.
3. Leung, PS. and Engle, C.R. 2006. Shrimp Culture: Economics, Market, and Trade.

Wiley-Blackwell. 335 p.
4. Washington, S., and Ababouch, L., 2011. Private standards and certification in fisheries

and aquaculture. Current practice and emerging issues. FAO. 181 p.

Journal and Magazines:

1. Aquaculture economics: An overview, Springer
2. Aquaculture Economics & Management, Taylor & Francis
3. Global Aquaculture Advocate magazine, Global Aquaculture Alliance, USA
4. Aqua Culture Asia Pacific magazine, Corporate Media Services, Singapore
5. Aquaculture Magazine by World Aquaculture Society, USA
6. Aquaculture Asia by NACA, Bangkok

33

Teaching and Learning Methods: Lectures, field visits, case studies and presentations
(description attached)

Time Distribution and Study Load:

Lecture hours = 15 h.
Field visits = 8 hrs x 3 days
Case study assignments = 8 h. (1 day)
Self-studies = 50 h.

Evaluation Scheme:

Case Study report and presentation 1 = 20%; Case Study report and presentation 2 (Trip) =
20%; Mid-semester examination = 20%; and Final examination = 40%.

Students who display a thorough knowledge on aquaculture business management during the
examinations and show excellent analytical skills in evaluating case study reports (written
report + presentations) are given an A grade, and those who display a good understanding and
analytical skills are given a B grade. Grade C will be awarded for those who show below
average knowledge and analytical skills on the subject matter, and the grade D will be given
to students who show poor understanding/ analytical skills on the subject matters.

Instructor: Dr Ram C. Bhujel

School Recommendation: ADRC Approval:
Academic Senate Approval:

34

Annexes:
(Select only which you are going to use)
1. Needs Assessment:
One-page form to be developed and given to students on the first introductory class

2. Lectures – lecture notes, 2 hours each, PDF file of the lectures and also reference
materials to be provided in advance via online / VLE system

3. Group discussions
 Topic / issues / problems
 Group plan
 Date and venue
 Presentation & Report

4. Videos
Title of the videos, where and how long

5. Laboratory work – a lab manual with clear learning objectives to be prepared and
provided to the students.
 Methodology
 List of equipment, materials and chemicals
 Reports to be submitted by students (format with deadline)

6. Field visit / study tours: Fish farm, Seafood market and processing
One-page description with the followings:
 Background
 Objectives
 Date and transportation details with do’s and don’ts
 Report with deadline
 Presentation (date and format)

35

7. Internship / field work
Full description of the program with the followings:
 Background and objectives
 Date and transportation/residences details with do’s and don’ts
 Report (weekly) with deadline and final
 Presentation (date and format)

8. Case studies
One-page description with the followings:
 Background description
 Objectives
 Report and presentation

9. Evaluation and Feedback –
An evaluation form to be developed to give to the students to get feedback. Scoring methods
for each chapter and teaching methods etc, and also open questions can be included what
they like the most, what they did not like and what are missing.

36

37


Click to View FlipBook Version