นาฏศิลป์เอเชีย ตะวันออก โ ด ย ด . ช . สิ ริ ป ก ร ณ์ พู น น า ผ ล เ ล ข ที่ 7 ม 2 / 1 1
รายงายฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ศ22101 การค้นคว้าและ เขียนรายวานโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมาของ นาฏศิลป์ในเอเชียตะวันออก คำ นำ 1. การจัดทำ รายงานได้ทำ การค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจาก หนังสือต่างๆ ผู้เขียนรายงานหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ ผู้สนใจบ้างตามสมควร
สารบัญ 2. 3. - 5. นาฏศิลป์ อินเดีย INDIA 1. คำ นำ 2. สารบัญ 9. - 10. นาฏศิลป์จีน China 11.- 13. นาฏศิลป์อินโดนีเซีย. Indonesia14 นาฏศิลป์เขมร Khmer 15. นาฏศิลป์พม่า Myanmar 6.- 8. นาฏศิลป์ญี่ปุ่น Japan
“ภารตนาฏยา”(Bharata natya) หรือ “ภารตนาฏยัม” คือ การแสดงการร่ายรำ ที่ถือว่าเก่าแก่มากที่สุดของอินเดีย และถือว่าเป็นแม่แบบทางด้านการสะครด้วยเพราะการแสดงนาฏศิลป์ ประเภทนี้ไนี้ ด้รับแบบแผนการแสดงมาจากตำ รานาฏยศาสตร์ของพระ ภรตมุนีผู้ได้รับการถ่ายทอดการฟ้อนรำ จากพระอิศวรและนำ มารจนา เป็นตำ ราชื่อ “นาฏยศาสตร์”และการแสดงในตอนนั้น นั้ เรียกว่า “การฟ้อนรำ แบบนาฏราช” การแสดงภารตนาฏยานั้น นั้ เดิมใช้ผู้หญิงแสดงล้วน เพราะผู้หญิงเหล่านี้มี นี้ มี หน้าที่ร่ายรำ ถวายพระพรพระผู้เป็นเจ้าที่เทวาลัย ผู้หญิงเหล่านี้เ นี้ รียกว่า “เทวทาสี” การแสดงภารตนาฏยามีลีลาการแสดง ที่รวดเร็ว มีการใช้ภาษานาฏศิลป์ที่สลับซับซ้อน บทเพลงก็นำ มาจากเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาฮินดู ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงมีกลอง ฉิ่ง และไวโอลิน วิธีการแสดง ภารตนาฏยานั้น นั้ ก่อนเริ่มการแสดงต้องมีการแสดงการไหว้ครูที่เรียกว่า “อลาริปุ” (ALARIPPU) แปลว่า การโปรยดอกไม้ เช่นเดียวกับการรำ อวยพรของไทยที่มีการโปรยดอกไม้ จากนั้น นั้ จึงเริ่มแสดงเรื่องราวอันเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าเป็นการรำ เบิกโรง หมายถึง ดอกไม้ที่บูชาเทพเจ้า การรำ เบิกโรงนี้เ นี้ ป็นการไหว้ครูบูชาองค์พระอิศวร ภารตนาฏยา (Bharatanatya) 3. นาฏศิลป์อินเดีย
“กถักกะลิ” (KATHAKALI) คือ การแสดงที่เล่นเป็นเรื่องราวเหมือนกับการแสดงละคร เรื่องที่นำ มาแสดงก็มักเป็นเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับ พระผู้เป็นเจ้าหรือมิฉะนั้น นั้ ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ บรรพบุรุษ เช่น รามายณะ มหาภารตะ เป็นต้น การแสดงกถักกะลินี้เ นี้ ดิมใช้ผู้ชายแสดง แม้ผู้ที่แสดงเป็นตัวนางก็ใช้ผู้ชายแสดง การแสดงมีพิธีรีตองมาก ผู้แสดงจะแต่งหน้าซึ่งดูเหมือนกับการสวมหน้ากาก วิธีการแสดงมีผู้ขับร้องและเจรจาให้ เครื่องดนตรีในการแสดงประเภทนี้ ได้แก่ กลองมะดะ ลัม กลองเจินละ ฉาบเหล็ก และโหม่ง กถัก ถั กะลิ (KATHAKALI) 4. นาฏศิลป์อินเดีย
“มณีปุรี” (MANIPURI) คือ การแสดงนาฏศิลป์ของชาวมณีปุระ การแสดงประเภทนี้มี นี้ มี ลีลาการแสดงที่ค่อนข้างช้ากว่าการแสดง นาฏศิลป์ประเภทอื่นที่กล่าวมาแล้ว เนื่องจากมณีปุระเป็นการ แสดงนาฏศิลป์พื้น พื้ เมือง ลักษณะการแสดงมณีปุระมักแสดงเป็น หมู่มากกว่าแสดงเดี่ยว ผู้แสดงใช้ทั้ง ทั้ ผู้ชายและผู้หญิง แต่งกายคล้ายชาวยุโรป คือ นุ่งกระโปรงสุ่มที่มีลวดลายมากและมีการนำ กระจกสีต่างๆ มาประดับกระโปรงเพื่อความสวยงาม มณีปุณี รี ปุ (รีMANIPURI) 5. นาฏศิลป์อินเดีย
ละครโนะ 1) การแสดง ตัวละครใช้ ลีลา ท่าทางในการแสดงทุกอิริยาบทมีความหมายทั้งหมด เช่น พัดที่ตัวละครถือกระดิกนิด เดียวจะแสดงให้เห็นอารมณ์ของตัวละคร การแสดงเชื่อง ช้า ยืดยาด ท่ารำ าช้าๆ การจัดแสดงละครโนะมี 5 ประเภท คือ ประเภทตลก มี พระอาทิตย์เป็น ป็ ตัวเอก ประเภทที่มีตัวปิศปิาจ มีแม่ทัพที่ ตายไปแล้วเป็น ป็ ตัวเอก ประเภท หญิงสูงศักดิ์ มีสตรีที่อยู่ในราชสำ านัก ตระกูลสูงเป็น ป็ ตัวเอก ประเภทปาฏิหาริย์ และ ประเภท สอนศีลธรรม สถานที่แสดงจะแสดงใต้ร่มไม้ ต่อมาเมื่อมีการสร้างเวที ฝาด้าน หลังเวทีที่หันหน้าเข้าหาคนดูจะเขียนรูปต้นสน ด้านซ้ายจะมีสะพานเดินขึ้นเวที มีกิ่งสน สามกิ่งยื่นออกมาแตะสะพานเพื่อคงเอกลักษณ์ที่เคยแสดงใต้ต้นไม้ ละครโนะได้รับ อิทธิพลมาจากละครใบ้ ผู้แสดงจะต้องสวมหน้ากาก อารมณ์ของผู้แสดงต้องสัมพันธ์กับหน้ากาก 2) ดนตรีประกอบการแสดง ได้แก่ กลอง ขลุ่ย มีผู้ขับร้องหมู่ มีบทพากย์เป็น ป็ ภาษา ร้อยกรอง 3) เครื่องแต่งกาย จะแต่งหรูหรา สีสวยสด สัมพันธ์กับหน้ากาก ตัวละครที่สำ าคัญๆ ทุกตัวต้องสวมหน้ากาก ซึ่งสร้าง ด้วยความประณีต หน้ากากบางหน้าเก็บรักษาไว้ ตั้งแต่สมัยโบราณ 6. นาฏศิลป์ญี่ปุ่น
เป็น ป็ ละครอีกแบบ หนึ่งของญี่ปุ่นปุ่ ที่ได้ รับความนิยม มากกว่าละครโน้ะ มีลักษณะ เป็น ป็ การเชื่อมประสานความบันเทิงจากมหรสพของยุคเก่าเข้ากับยุคปัจปัจุบัน คำ าว่า “คาบูกิ” หมายถึง การผสมผสาน ระหว่างโอเปร่า บัลเล่ต์ และละคร ซึ่งมีทั้งการ ร้อง การรำ และการแสดงละคร 1. ลักษณะการแสดง ละครคาบูกิตัวละครมีทั้งพูดเอง หรือมีผู้พากย์แบบโขน ท่าทางที่ แสดงมี แบบแผนเคร่งครัด แม้แต่การแต่งหน้า จะกำ าหนดไว้เป็น ป็ แบบแผนว่าละครตัว ไหนจะต้องแต่ง หน้าอย่างไร มีการเขียนหน้าคล้ายงิ้วของจีน ตัวร้ายจะแต่งหน้าแดง ตัวพระเอกจะแต่งหน้า ข่าว เส้นทุกเส้นที่เขียนบอกอายุ ตำ าแหน่ง อารมณ์ของตัว ละคร การต่อสู้ ในการแสดงจะ แสดงแต่เฉพาะวิธีฟันฟั โดยที่อาวุธจะไม่โดนกัน ผู้แสดง จะทราบว่าฟันฟัแบบไหน แรงเท่าใด และฟันฟัท่าไหนตัวละครถึงจะตาย การกินนำ้ าชาใน เรื่องก็ทำ าท่าดื่มโดยไม่มีถ้วยชา ผู้แสดง เป็น ป็ ชายทั้งหมด 2. ดนตรีประกอบการแสดง ได้แก่ ขลุ่ย ซามิเซน กลองเล็ก ฆ้อง ไม้เคาะ หรือเรียกว่า " กรับ " ผู้เคาะไม้จะกำ ากับการเปิดปิ ปิดปิม่าน เริ่มตีด้วยจังหวะช้าแล้วรัวถี่ขึ้น เมื่อตัว ละครออกมาจะ เคาะ 1 ที 3. เครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกายวิจิตรงดงามและสีสดสวยงาม ในฉากต่อสู้จะมีดาบ และจะมี การแต่งหน้าตามตัวละครนั้นๆ ละครคาบูกิ 7. นาฏศิลป์ญี่ปุ่น
การแสดงละครหุ่นแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นปุ่ เป็น ป็ ศิลปะชั้นสูงที่ประเทศญี่ปุ่นปุ่ ภาคภูมิใจ บุนรากุ เดิมเป็น ป็ ชื่อของโรง ละครที่จัดแสดงละครหุ่น แต่ได้กลายเป็น ป็ ชื่อของการ แสดงศิลปะแขนงนี้และใช้อยู่จนทุกวันนี้ บุนรากุกลายเป็น ป็ ที่รู้จัก ประมาณปลายยุคสมัย เมจิ (1868-1962) ก่อนหน้านั้น ศิลปะแขนงนี้เรียกว่า อะยาทซึริ โจรุริ ชิไบ หรือ นิง เกียว โจรุริ หรือการแสดงนิทานหุ่น (ในสมัยโบราณนิยมละครที่ใช้วิธีการเล่าเรื่องเชิง พรรณนาโวหารด้วยบทกวี ไม่ใช้บทพูดเหมือนปัจปัจุบัน) ปัจปัจุบัน โจรุริ เป็น ป็ ชื่อของดนตรีชามิเซ็น (เครื่องดนตรีของญี่ปุ่นปุ่ ที่มีสามสายใช้ดีดมีลักษณะ เหมือนกีตาร์หรือเบนโจ) ซึ่งชื่อนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทของละครหุ่นที่ใช้แสดงด้วยการร่ายประกอบ ดนตรี (เหมือน การแสดงหุ่นหลวงหรือโขนบ้านเรา) โลกแห่งบุนรากุที่ได้บัญญัติขึ้นมาใหม่นี้ที่ ไม่เพียงแต่คุณภาพของการใช้ เทคนิค ศิลปะชั้นสูง แต่ด้วยการใช้ดนตรีโจรุริชั้นสูง และเอกลักษณ์ของการเชิดหุ่นที่เป็น ป็ ธรรมชาติ โดยหุ่นแต่ละตัวจะใช้นัก เชิดหุ่น 3 คน ทำ าให้หุ่นมีชีวิตชีวาขึ้นมา หัวของหุ่นจะแกละสลักจากไม้และทำ าให้กลวงเพื่อที่จะเอา Hade-Grip มาติด และหุ่น จะมีผ้าคลมไหล่ทั้งสองด้านทั้งด้านหน้าและด้านหลังเขาจะนำ าไม่ไผ่มาทำ าเป็น ป็ ห่วงและ นำ ามา ติดกับผ้าเพื่อสร้างเป็น ป็ ไหล่ของหุ่นให้ดูสมจริง แขนและขาจะแยกต่างหากและ นำ าสายที่ติดไหล่โยง มาติดกับแขน และขา หุ่นผู้หญิงจะไม่มีขาเพราะเขาจะนำ าผ้าคลุม มาปิดปิจนไม่เห็นขาของหุ่นจะมี เพียงเท้าที่ใช้เดินเขาจะนำ ากระบองไม้ยาวมาติดที่มือซ้าย ของหุ่นเพื่อจะเอาไว้เชิดแขนซ้ายและมือ หุ่น ละครหุ่นบุระกุ 8. นาฏศิลป์ญี่ปุ่น
งิ้งิ้งิ้งิ้ว เป็ป็ป็ป็ นการแสดงที่ที่ ที่ที่ ผสมผสานการขัขั ขัขั บร้ร้อ ร้ร้ งและการ เจรจา ประกอบลีลี ลีลี ลาท่ท่ ท่ท่ าทางให้ห้ ห้ห้ ออกมาเป็ป็ป็ป็ นเรื่รื่ รื่รื่ อ รื่รื่ งราว โดยนำนำนำนำ นำนำ เหตุตุ ตุตุ การณ์ณ์ ณ์ณ์ ในพงศาวดาร ความเชื่ชื่ ชื่ชื่ ชื่ชื่ อ ประเพณีณี ณีณี และศาสนามาแสดง เป็ป็ป็ป็ นเรื่รื่ รื่รื่ อ รื่รื่ งราว งิ้งิ้งิ้งิ้วที่ที่ ที่ที่โดดเด่ ด่นชนินินินิดแรงคืคื คืคื อละครใต้ต้ ต้ต้ (หนานซีซี ซีซี ) สมัมั มัมั ยราชวงศ์ศ์ ศ์ศ์ ซ่ซ่ ซ่ซ่ งใต้ต้ ต้ต้ จนกระทั่ทั่ ทั่ทั่ทั่ทั่ งสมัมั มัมั ยราชวงศ์ศ์ ศ์ศ์ ชิชิชิชิง จึจึ จึจึ งเกิกิกิกิดงิ้งิ้งิ้งิ้วปัปัปัปั กกิ่กิ่กิ่กิ่งถืถื ถืถื อเป็ป็ป็ป็ นศิศิศิศิลปะที่ที่ ที่ที่โดดเด่ด่ ด่ด่ นมาก ลัลั ลัลั กษณะเด่ ด่นของงิ้งิ้งิ้งิ้ว นอกจากการร่ร่า ร่ร่ ยรำรำรำรำ รำรำ แล้ล้ ล้ล้ วยัยั ยัยั งมีมี มีมี การแต่ต่ ต่ต่ งหน้น้ น้น้ า ทำทำ ทำทำ ทำทำให้ห้ ห้ห้ มีมี มีมี เอกลัลั ลัลั กษณ์ณ์ ณ์ณ์ เฉพาะตัตั ตัตั ว และสีสี สีสี สัสั สัสั นของการแต่ต่ ต่ต่ ง หน้น้ น้น้ าจะบอกถึถึ ถึถึ ง บุบุ บุบุ คลิลิลิลิกและอุอุ อุอุ ปนินินินิสัสั สัสั ยของตัตั ตัตั วละครแต่ต่ ต่ต่ ละตัตั ตัตั วด้ด้ ด้ด้ วย งิ้ว 9. นาฏศิลป์จีน
ศิศิศิศิลปะการร่ร่า ร่ร่ ยรำรำรำรำ รำรำ ที่ที่ ที่ที่ มีมี มีมี ชื่ชื่ ชื่ชื่ ชื่ชื่ อเสีสี สีสี ยงของชาวยูยู ยูยู นนาน ที่ที่ ที่ที่ใช้ช้ ช้ช้ ร่ร่า ร่ร่ งกายเลีลี ลีลี ยนแบบท่ท่ ท่ท่ าทางการเคลื่ลื่ ลื่ลื่ ลื่ลื่ อนไหว การรำรำรำรำ รำรำ แพน ของนกยูยู ยูยู งสะท้ท้ ท้ท้ อนวัวั วัวั ฒนธรรมของชาวยูยู ยูยู นนาน ได้ด้ ด้ด้ อย่ย่ ย่ย่ าง ชัชั ชัชั ดเจนและงดงามเนื่นื่ นื่นื่ นื่นื่ องจากในมณฑลยูยู ยูยู นานมีมี มีมี นกยูยู ยูยู ง เป็ป็ป็ป็ นจำจำจำจำ จำจำ นวนมาก มีมี มีมี ทั้ทั้ ทั้ทั้ทั้ทั้ งนกยูยู ยูยู งป่ป่ป่ป่ าและนกยูยู ยูยู งเลี้ลี้ ลี้ลี้ ยง ชาว บ้บ้ บ้บ้ านนันั นันั บถืถื ถืถื อนกยูยู ยูยู งว่ว่ ว่ว่ าเป็ป็ป็ป็ นนางพญาแห่ห่ ห่ห่ งนกและเป็ป็ป็ป็ นสัสั สัสั ตว์ว์ ว์ว์ ศัศั ศัศั กดิ์ ดิ์ ดิ์ดิ์ สิสิสิสิทธิ์ธิ์ธิ์ธิ์ประจำจำจำจำ จำจำ ชนเผ่ผ่ ผ่ผ่ า จนกลายมาเป็ป็ป็ป็ นสัสั สัสั ญลัลั ลัลั กษณ์ณ์ ณ์ณ์ อย่ย่ ย่ย่ างหนึ่นึ่ นึ่นึ่ นึ่นึ่ งจนได้ด้ ด้ด้ รัรับ รัรั การขนานนามว่ว่ ว่ว่ า “ดิดิดิดินแดนแห่ห่ ห่ห่ ง นกยูยู ยูยู ง” การเต้ต้ ต้ต้ นรำรำรำรำ รำรำ หรืรือ รืรื ระบำบำบำบำ บำบำ นกยูยู ยูยู งเกิกิกิกิดขึ้ขึ้ ขึ้ขึ้ ขึ้ขึ้ นมานานและสืสื สืสื บทอด กักั กักั นมาจากรุ่รุ่ รุ่รุ่ น รุ่รุ่ สู่สู่สู่สู่รุ่รุ่ รุ่รุ่ น รุ่รุ่ จนมาถึถึ ถึถึ ง หยาง ลี่ลี่ ลี่ลี่ ผิผิผิผิง ศิศิศิศิลปิปิปิปิน นันั นันั ก แสดง และนันั นันั กออกแบบท่ท่ ท่ท่ าเต้ต้ ต้ต้ นของมณฑลยูยู ยูยู นนาน ได้ด้ ด้ด้ นำนำนำนำ นำนำ ระบำบำบำบำ บำบำ นกยูยู ยูยู งมาประดิดิดิดิษฐ์ฐ์ ฐ์ฐ์ สร้ร้า ร้ร้ งขึ้ขึ้ ขึ้ขึ้ ขึ้ขึ้ นใหม่ม่ ม่ม่ ทั้ทั้ ทั้ทั้ทั้ทั้ งรูรู รูรู ปแบบการ แสดง กระบวนท่ท่ ท่ท่ าเต้ต้ ต้ต้ น เครื่รื่ รื่รื่ อ รื่รื่ งแต่ต่ ต่ต่ งกาย และดนตรีรี รีรี ประกอบ หยาง ลี่ลี่ ลี่ลี่ ผิผิผิผิง เป็ป็ป็ป็ นศิศิศิศิลปิปิปิปินแห่ห่ ห่ห่ งชาติติติติจีจี จีจี นที่ที่ ที่ที่ มีมี มีมี ชื่ชื่ ชื่ชื่ ชื่ชื่ อ เสีสี สีสี ยงมายาวนาน และมีมี มีมี ลีลี ลีลี ลาการเต้ต้ ต้ต้ นระบำบำบำบำ บำบำ นกยูยู ยูยู งที่ที่ ที่ที่ ออกแบบผสมผสานความเป็ป็ป็ป็ นนกยูยู ยูยู งในแบบดั้ดั้ ดั้ดั้ดั้ดั้ งเดิดิดิดิมกักั กักั บ การเต้ต้ ต้ต้ นรำรำรำรำ รำรำ แบบจีจี จีจี นสมัมั มัมั ยใหม่ม่ ม่ม่ อย่ย่ ย่ย่ างงดงาม และเป็ป็ป็ป็ นที่ที่ ที่ที่ ยอมรัรับ รัรั จากผู้ผู้ผู้ผู้ชมทั่ทั่ ทั่ทั่ทั่ทั่ วโลก ดัดั ดัดั งนั้นั้ นั้นั้นั้นั้ นการศึศึ ศึศึ กษาครั้รั้ง รั้รั้รั้รั้ นี้นี้ นี้นี้ จึจึ จึจึ งมุ่มุ่ มุ่มุ่ มุ่มุ่ ง เน้น้ น้น้ นที่ที่ ที่ที่ จะศึศึ ศึศึ กษาการเต้ต้ ต้ต้ นระบำบำบำบำ บำบำ นกยูยู ยูยู งที่ที่ ที่ที่ มีมี มีมี ความงดงามจาก การผสมผสานของเดิดิดิดิมและการเต้ต้ ต้ต้ นสมัมั มัมั ยใหม่ม่ ม่ม่ จัจั จัจั ด แสดงเป็ป็ป็ป็ นระบำบำบำบำ บำบำ โชว์ว์ ว์ว์ เดี่ดี่ ดี่ดี่ ยว ที่ที่ ที่ที่ สร้ร้า ร้ร้ งชื่ชื่ ชื่ชื่ ชื่ชื่ อเสีสี สีสี ยงให้ห้ ห้ห้ กักั กักั บชาวยูยู ยูยู น นานและประเทศจีจี จีจี น ระบำบำบำบำ บำบำ นกยูยู ยูยู ง 10. นาฏศิลป์จีน
เป็น ป็ นาฏศิลป์ปป์ ระจำ ชาติที่เก่าแก่ที่สุด สุ แต่เดิมดิหุ่น หุ่ เชิดชิ ทำ ด้ว ด้ ยหนัง นั สัต สั ว์เรีย รี กว่า ว่ วายัง ยั กุลิ กุลิตเรื่อ รื่ งที่ใช้แ ช้ สดงในวายัง ยั คือรามายณะและมหาภารตะ โดยทำ เป็น ป็ บทละครเฉพาะของวายัง ยั มีก มี ารแทรกเรื่อ รื่ ง ปรัช รั ญาข้อ ข้ คิดขบขัน ขั ในชีวิ ชี ตวิ ประจำ วัน วั นำ มาเชื่อ ชื่ มโยงร่ว ร่ ม สมัย มั ใหม่ การแสดงเชิดหุ่นเงา หรือวายัง 11. นาฏศิลป์อินโดนีเซีย
นาฏศิลป์สุมาตรา ลักษณะการแสดงจะแสดงเป็นเรื่อ รื่ งราวของนิทานพื้นบ้าน และเรื่อ รื่ งราวในราชสำ นัก จะไม่แสดงเรื่อ รื่ งรามายณะและ มหาภารตะ การแต่งกาย ผ้านุ่งที่ใช้มักเป็นลายหยกทอง และ หยกเงิน ใส่เสื้อกำ มะหยี่แขนยาว ตัวยาว ผมเกล้ามวยผมต่ำ ใช่ปิ่นหรือเครื่องประดับศีรษะ สีทอง 12. นาฏศิลป์อินโดนีเซีย
นาฏศิลป์ชวา เป็นการแสดงที่มีพื้นฐานมาจากการรำ ในราชสำ นักมีลีลา ร่ายรำ ที่นุ่มนวล ประณีต จังหวะที่ใช้ในการร่ายรำ จะช้า มี ผ้าสไบเป็นส่วนประกอบสำ คัญในการร่ายรำ เวลาแสดงตาจะตกตลอดเวลา ไม่ใช้สายตาไปยังคนดู วง ดนตรีปรี ระกอบการแสดง เป็น วงดนตรีปรี ระจำ ราชสำ นักสมัยโบราณ ปัจจุบันใช้วงดนตรี สำ หรับฟ้อนรำ เรีย รี กว่า ภารมวลัน การแต่งกาย นุ่งผ้าถุงรัดรูป แบบยอดการัต โดยทิ้ง ชายยาวไว้ด้านข้าง หรือแบบสราการัตนุ่งผ้าถุงจีบหน้าบาง ด้านหน้าชายผ้าครอบข้อเท้า สวมเสื้อแขนสั้นหรือแขนกุด สวมกระบังหน้าทองประดับเลื่อม ประดับมวย ผมด้วยปิ่น 13. นาฏศิลป์อินโดนีเซีย
การแสดงของเขมรดั้งเดิมใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเป็นการแสดง ภายในราชสำ นักเท่านั้น การแสดงมาตรฐานของเขมรจะแสดง เรื่อ รื่ งเรีย รี มเลอ ซึ่งมีรากฐานมาจากรามายณะของอินเดีย ละครที่ได้รับความนิยมอีกชนิดหนึ่ง คือ ละครบาสสัก (Bassas) เป็นละครพูดมีเนื้อเรื่อ รื่ งเกี่ยวกับความรัก ซึ่งละครชนิดนี้ได้รับอิทธิพลจากเวีย วี ดนาม การแสดงของเขมรจะมีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล สง่า ย่อเข่า มากกว่า ว่ ไทยและไม่อ่อนช้อยเท่าของไทย มีทั้งการแสดงละครนอกเรื่อ รื่ ง พระอภัยมณีละครในเรื่อ รื่ งอิเหนา โขนเรื่อ รื่ งรามเกียรติ์ ลักษณะการแต่งกาย มีความใกล้เคียงกับไทยมาก น า ฏ ศิ ล ป์ เ ข ม ร 14.
การแสดงของชาวพม่า ม่ จะแสดงในงานพิธีพิก ธี ารต่างๆ เกี่ยวกับศาสนา และ ประเพณี นาฎศิลป์ที่ ป์ ที่ เก่าแก่พม่า ม่ ได้แ ด้ ก่ ระบวงสวรงเทพเจ้า จ้ และสิ่งสิ่ศักดิ์สิดิ์ทสิธิ์ ส่ว ส่ นการแสดงประเภทโขน ละคร ปรากฏใน สมัย มั พระเจ้า จ้ มัง มั ระ เมื่อ มื่ ไทยเสีย สี กรุง รุ ศรีอ รี ยุธยาให้กั ห้ กั บพม่า ม่ นาฏศิลป์ไป์ ทยได้ถู ด้ ก ถู กวาดต้อนไปด้ว ด้ ย พระเจ้า จ้ มัง มั ระโปรดให้ส ห้ อนโขนและละครไทยในพม่า ม่ เล่นเรื่อ รื่ ง รามเกียรติ์และอิเหนา พม่า ม่ เรีย รี กว่า ว่ อินทรวงศ์ เป็น ป็ ละครในราชสำ นัก นั นอกจาก นี้ยั นี้ ง ยั มีก มี ารเล่นละครนอกเรื่อ รื่ งสัง สั ข์ท ข์ องและสัง สั ข์ศิ ข์ ศิลป์ชั ป์ ย ชั พระเจ้า จ้ มัง มั ระโปรดมาก ทรงให้ร ห้ วมพวกละครและปี่พ ปี่ าทย์ไย์ ว้ใว้ นราชสำ นัก นั และพระราชทานบ้า บ้ นเรือ รื นให้ เรีย รี กว่า ว่ “ตำ บลโยธาราช” และพวกละครไทยที่แสดงเรีย รี กว่า ว่ “โยธยาสัต สั คยี”ยี ต่อเมื่อ มื่ ละครไทยในราชสำ นัก นั ได้เ ด้ สื่อ สื่ มความนิยนิมลง “ละครนิพันิต พั ขิ่นขิ่ ” กลับ เฟื่อ ฟื่ งฟูขึ้น ขึ้ เป็น ป็ ละครที่ผูก ผู เป็น ป็ เรื่อ รื่ ง มีท่ มี ท่ าทางและบทเจรจาประกอบ ภายหลังได้ เพิ่มพิ่บทตลกลงไปด้ว ด้ ย การแต่งกาย ชายใส่เ ส่ สื้อ สื้ แขนยาว นุ่งนุ่ โสร่ง ร่ หรือ รื กางเกงคลุม ลุ เข่า ข่ ประดับ ดั ด้ว ด้ ย เลื่อม ดิ้นดิ้คล้ายของไทย ส่ว ส่ นหญิงญิ ใส่เ ส่ สื้อ สื้ รัด รั อก สวมเสื้อ สื้ แขนยาวไม่มี ม่ ก มี ระดุม ดุ เปิดปิ ให้เ ห้ ห็น ห็ เสื้อ สื้ ตัวใน ชายเสื้อ สื้ โค้งงอน นุ่งนุ่ ผ้า ผ้ ถุง ถุ กรอมเท้าเกล้ามวยสูง สู ปล่อย ชายผมยาวมาด้า ด้ นขวา ถ้าเป็น ป็ ตัวเอกจะสวมเครื่อ รื่ งประดับ ดั ศีรษะ นาฏศิลป์ พม่า
เ ล ข ที่ 7 มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 2 /1 1 จั ด ทำ โ ด ย เ ด็ ก ช า ย สิ ริ ป ก ณ์ พูน น า ผ ล ในรายวิช วิ า ศ 22101