347
บบทททที่ ่ี81
กบาทรนลำดป: รกิมาารณบำขบอัดงแเสลียะ
ใชใป้ นรกะรโะยบชวนน์จกาากรขผอลงิตเสีย
บทนำ
ปจั จบุ ันหลายประเทศในโลกไมเ่ วน้ แม้แตป่ ระเทศไทยกำลงั เผชิญกับปัญหาการเปลีย่ นแปลงของ
สภาพภมู ิอากาศที่เกิดขึน้ อย่างรนุ แรงและต่อเนื่องข้ึนเรื่อย ๆ โดยประชาคมโลกตา่ งพยายามรว่ มมือกัน
หาทางในการลดภาวการณ์เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้โลกร้อนข้ึนอย่าง
รวดเร็ว จนสง่ ผลให้เกิดสภาพภมู ิอากาศแปรปรวนไปทว่ั โลก
“ของเสีย” เป็นคำที่ไม่คอ่ ยจะสวยงามและให้ความหมายในทางที่ไม่ดีนัก ของเสียหรือ Waste จึง
เปน็ สิ่งไม่พึงต้องการในหลาย ๆ กิจกรรม ซึง่ ในอุตสาหกรรมประกอบการทั้งหลายนั้นกระบวนการผลิต
ของผลิตภัณฑ์ใด ๆ สิง่ ที่ได้ออกมานอกจากตัวผลิตภัณฑ์ทีต่ ้องการจริง ๆ และผลิตภัณฑ์ข้างเคยี งแล้ว
ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องการรวมอยู่ด้วยเสมอ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องการนั้นส่วนมากก็จะถูกเรียกว่า
“ของเสีย” ซึ่งของเสียดังกล่าวมีทั้งที่อยู่ในรูปของเหลว ของแข็ง หรือก๊าซ หรือทั้งสามอย่างรวมกัน
นอกเหนือจากการสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดข้ึนได้เนื่องจากการกำจัดที่ไม่เหมาะไม่ควร
ไม่ถูกวิธี หรือน้อยเกินไป ของเสียไม่เพียงแต่แสดงถึงการสูญเสียของวัตถุดิบและพลังงานใน
กร ะบวน ก ารผลิต เท่าน้ัน แต่ยังต้องก าร ก ารล งทุน ใน เรื่องของก ารควบคุม มลพิ ษที่จะก ระทบต่อ
สิง่ แวดล้อมด้วย อุตสาหกรรมสว่ นใหญป่ ฏิบตั ิต่อของเสียในรูปของกระบวนการที่ปลายทาง โดยมีเพียง
ส่วนน้อยเท่าน้ันที่จะนำของเสียท้ังหลายกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือที่
เรียกว่า “End of pipe” โดยมากไม่ได้เป็นการกำจัดของเสียที่เกิดข้ึนจริง ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนรูปจาก
ตัวกลางทางสิ่งแวดล้อมอยา่ งหนึ่งไปสอู่ ีกรูปหนึง่ เช่น อากาศ น้ำ หรือดิน และบ่อยคร้ังที่เป็นในรูปของ
การเจือจาง เพอ่ื ให้ลดผลกระทบตอ่ สิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม
8.1 ของเสยี (Waste) กับการลดปริมาณของเสยี ในกระบวนการผลติ
ความหมายของคำว่า “ของเสีย” หรือ “Waste” จาก The UK environmental protection act
1990 (EPA 1990) ระบุความหมายได้ 2 กรณี คอื
8.1.1 เปน็ สิ่งหรือสารใด ๆ ที่เปน็ วสั ดุ Scrap หรือสิ่งทีป่ ล่อยออกมา หรือสารที่ไมต่ ้องการอื่น ๆ ที่
ได้มาจากกระบวนการผลิต
8.2.2 เป็นสิ่งหรือสารใด ๆ หรือชิ้นส่วนใด ๆ ที่ต้องการจะกำจัดเนื่องด้วยการแตกหัก ฉีกขาด
ปนเปื้อน หรือถูกทำให้เสียหาย
348
การลดปริมาณของเสียในอตุ สาหกรรม ใช้หลกั Reduce, Reuse และRecycle โดยลดการเกิดของ
เสียต้ังแตแ่ หลง่ กำเนิด ควบคุมกระบวนการผลิตให้ได้ประสิทธิภาพสงู สุด ตวั อย่างเชน่ ธุรกิจเคมีภัณฑ์
ได้กำหนดวิธีการและมาตรการต่าง ๆ เพ่ือลดการเกิดของเสียอันตรายต้ังแต่แหล่งกำเนิด โดยการ
กำหนดกฎเกณฑ์การเลือกวัตถุดิบที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพสูงข้นึ (Reduce) เพ่ือลด
การเกิดของเสียจากการกล่ันแยกในกระบวนการผลิต โดยธุรกิจเคมีภัณฑ์นั้นทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มี
คณุ ภาพและมีของเสียน้อยท่สี ุด มีการปรบั ปรุงประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียให้สามารถรองรับและ
บำบัดของเสียบางส่วนแทนการส่งไปกำจัดภายนอกระบบทำให้ธุรกิจสามารถลดปริมาณของเสีย
อันตรายตอ่ ตันของการผลิตลงได้ถึง 23.8 เปอรเ์ ซ็นต์ แต่เมือ่ มีของเสียเกิดขนึ้ โดยไมส่ ามารถหลีกเลี่ยง
ได้ให้พจิ ารณาการนำกลบั ไปใช้ซ้ำในการะบวนการผลิต (Reuse) หรือนำกลบั ไปใช้ผา่ นกระบวนการเพอ่ื
นำมาใช้ในการผลิตอีกครั้ง (Recycle) อีกหนึ่งตวั อย่าง คือ ธุรกิจซีเมนต์ได้เป็นผู้บุกเบิกการใช้ของเสีย
จากอตุ สาหกรรมประเภทเหลวในหม้อเผาปูนซีเมนตร์ ายแรกของประเทศไทย โดยได้ตั้งบริษทั เอสซีไอ
อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด ประกอบกิจการโรงงานเตรียมเชื้อเพลิงผสมจากของเสียให้บริการตรวจ
วเิ คราะห์ของเสียอุตสาหกรรมและรับจดั การของเสียเพ่อื นำไปใช้เปน็ เชือ้ เพลิงพลังงานทดแทน
การลดปริมาณการผลิตโดยของเสียทีเ่ ปน็ อนั ตรายนบั เปน็ การจดั การทีต่ น้ เหตซุ ึง่ ทำให้เกดิ ปัญหา
และการทำให้มีปริมาณของเสียทีเ่ ป็นอันตรายเกิดข้นึ นอ้ ยลงในกระบวนการผลิต อาจทำได้หลายวธิ ี คอื
เปลีย่ นแปลงวตั ถุดิบทใ่ี ช้ในการผลิตให้มีสารอันตรายน้อยทส่ี ุด เปลี่ยนแปลงวัสดุและขนาดของภาชนะ
หีบห่อ เปลี่ยนแปลงขบวนการผลิตให้มีของเสียจากการผลิตน้อยที่สุด ใช้สารที่ไม่เป็นอันตรายหรือมี
อันตรายน้อยกว่าแต่ให้ผลไม่แตกต่างกันแทนการใช้สารที่เป็นอันตรายในการผลิต และแยกของเสีย
กลบั ไปใช้ประโยชน์ใหม่
เพ่อื ส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมลดของเสียจากกระบวนการผลิต และเพ่ิมขดี ความสามารถใน
การนำกากอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ตามหลัก 3Rs คอื Reduce (ลดการใช้หรือใช้น้อยเท่าที่จำเป็น)
Reuse (การใช้ซ้ำ) และ Recycle (แปรรูปมาใช้ใหม่) เพ่ือให้มีการหมุนเวียนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน
อยา่ งเกิดประสิทธิภาพสูงสดุ โดยเริ่มต้ังแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การวางแผนการผลิต ขน้ั ตอนหรือ
วธิ ีการผลิต และการจัดการของเสียที่เกิดข้ึนท้ังภายในโรงงานภายในกลุ่มอุตสาหกรรมและระหว่าง
กลุ่มอุตสาหกรรม อันจะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวไปสู่การเป็นสังคมของการใช้วัสดุหมุนเวียน
(Material-cycling society) อยา่ งแท้จริง
8.2 ประเภทของของเสยี จากกระบวนการผลติ หลัก
ประเภทของของเสียจากกระบวนการผลิตหลกั แบ่งได้ 3 ประเภท
8.2.1 ของเสยี จากกระบวนการผลติ หลกั เป็นของเสียที่เกิดจากขน้ั ตอนตา่ ง ๆ ในกระบวนการ
แปรรปู วัตถดุ ิบใหเ้ ปน็ ผลิตภัณฑ์ของโรงงาน ชนิดของเสียจากกระบวนการผลิตหลกั จึงแตกตา่ งกนั ในแต่
ละประเภทอตุ สาหกรรม โดยส่วนใหญจ่ ะเปน็ เศษวัตถดุ ิบและเศษเหลือของผลิตภัณฑ์ที่ไมไ่ ด้ขนาดหรือ
คุณภาพไมผ่ า่ นมาตรฐานตอ่ การนำไปผลิต
349
8.2.2 ของเสียจากกระบวนการสนับสนุนการผลิต ได้แก่ ระบบผลิตน้ำประปา ระบบผลิต
ไอน้ำ การซ่อมบำรุง ระบบบำบัดน้ำเสีย และห้องปฏิบตั ิการวเิ คราะห์ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่ของเสียที่
เกิดขึน้ เช่น กระดาษกรองปนเปื้อนสารเคมีจากห้องปฏิบัติการวเิ คราะห์ สารเคมีทใี่ ช้แล้ว เถ้าลอยจาก
การเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อไอน้ำ เรซิน และถ่านกัมมันตจ์ ากการผลิตน้ำประปา ผ้าปนเป้ือนน้ำมัน
และน้ำมนั หลอ่ ลื่นใช้แล้วจากแผนกซ่อมบำรุง และกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น
8.2.3 ของเสียจากสำนักงานบ้านพักอาศัยและโรงอาหารในบริเวณโรงงาน โดยของเสีย
จากสำนักงานมีทั้งของเสียจากการปฏิบัติงานและจากการบริโภคของพนักงานโดยท่ัวไป ได้แก่
กระดาษใช้แล้ว หมกึ พมิ พเ์ สื่อมสภาพ แบตเตอรีจ่ ากอุปกรณ์สำนักงาน กระป๋องน้ำอัดลม ขวดน้ำ และ
ถุงพลาสติก เป็นต้น ของเสียจากโรงอาหารส่วนใหญ่เป็นเศษอาหารที่เหลือจากการบริโภค และ
เศษภาชนะที่ใช้บรรจุอาหาร ซึ่งของเสียจากบ้านพักอาศัยในโรงงานจะมีลักษณะเช่นเดียวกับของเสีย
จากสำนักงานและโรงอาหาร
ประเภทของของเสียจำแนกตามความเป็นอันตรายซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
ของเสียอนั ตราย และของเสียทีไ่ ม่เป็นอันตราย โดยของเสียอนั ตราย หมายถึง ของเสียทีม่ ีองคป์ ระกอบ
หรือปนเป้ือนสารอันตราย หรือมีคุณสมบัติที่เป็นอันตราย ได้แก่ สารไวไฟ สารกัดกร่อน สารที่
เกิดปฏกิ ิริยาได้ง่าย สารพษิ สารอนินทรีย์อนั ตราย และสารอินทรีย์อันตราย
สำหรับประเภทของเสียท่ีโรงงานผู้ก่อกำเนิดจะต้องแจ้งและขออนุญาตต่อหนว่ ยงานที่เกี่ยวขอ้ ง
กอ่ นดำเนินการจัดการของเสียเหล่าน้ัน ได้แก่ แหลง่ กำเนิดของเสียจากกระบวนการผลิตหลกั โดยของ
เสียที่จะต้องแจ้งและได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ คือ ของเสียทุกชนิดท้ังที่เป็นอันตรายและไม่เป็น
อันตราย ยกเว้นน้ำเสียที่ส่งไปบำบัดนอกโรงงานทางท่อส่ง แหล่งกำเนิดของเสียจากกระบวนการ
สนับสนุนการผลิตโดยของเสียที่จะต้องแจ้งและได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการจะเป็นทุกชนิดท้ังที่เป็น
อนั ตรายและไม่เป็นอนั ตราย และแหล่งกำเนิดของเสียจากสำนกั งาน บ้านพักอาศัย และโรงอาหารใน
บริเวณโรงงาน ซึ่งของเสียที่ต้องแจ้งและได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ คือ เฉพาะของเสียที่เป็น
อนั ตราย
8.3 การลดของเสยี (Waste minimization)
การลดของเสียที่เกีย่ วข้องกับเทคนิค กระบวนการ หรือกิจกรรมใด ๆ ทีจ่ ะหลีกเลี่ยง กำจัด หรือ
ลดจำนวนของเสียที่แหล่งกำเนิด โดยปกติจะรวมอยู่ในหน่วยการผลิตหรือเป็นการนำกลับมาใช้ใหม่
หรือการใช้หมนุ เวยี นที่เรียกว่า การรีไซเคลิ (Recycle) การลดของเสียมีชื่อเรียกต่าง ๆ กนั ไป เช่น
8.3.1 Waste minimization คือ หลักการลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุดโดยวิธีการแยกสาร
มลพษิ ทีเ่ กิดจากกระบวนการผลิตทุกขน้ั ตอน ซึ่งประกอบด้วยการเปลีย่ นแปลงกระบวนการผลิตหรือ
การเปลี่ยนวตั ถุดิบทีท่ ำให้เกดิ ผลพลอยได้ทไ่ี ม่เป็นอนั ตราย รวมทั้งการลดปริมาณและความเขม้ ขน้ ของ
องคป์ ระกอบในของเสีย
350
8.3.2 Waste reduction การลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการกำจัดผลิตภัณฑ์ และยังคงใช้
นโยบายการลด การใช้ซ้ำ การรีไซเคลิ และกำจัดบรรจภุ ณั ฑ์ให้มากที่สดุ เทา่ ทีจ่ ะเป็นไปได้
8.3.3 Cleaner technology หรือเทคโนโลยีสะอาด หมายถึง การพัฒนา ปรับปรุง หรือ
เปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพ่ือให้การใช้วัตถุดิบ พลังงาน และ
ทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดผลกระทบความเสี่ยงต่อมนุษย์ และ
สิง่ แวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยการลดมลพิษที่แหล่งกำเนิดและมีของเสียเกิดข้นึ น้อยที่สุด
หรือไม่มีเลย ด้วยการเปลี่ยนวัตถุดิบ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์
สิง่ แวดล้อมและลดต้นทุนการผลิตควบคูก่ นั ไป โดยเทคโนโลยสี ะอาด จะเน้นการป้องกันและลดมลพิษ
ต้ังแต่ต้น ส่วนถ้ามีมลพษิ หรือของเสียกด็ วู ่าสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำได้หรือไม่ ท้ายท่สี ดุ จึงนำไป
บำบัดทิง้ ทำลายอยา่ งถูกต้องตอ่ ไป
8.3.4 Pollution prevention หรือ Reduction คอื การป้องกันมลพษิ ซึง่ ในปัจจุบันปญั หาด้าน
สิ่งแวดล้อมได้ทวีความรุนแรงมากข้ึน จึงได้มีการนำเทคโนโลยีที่สะอาด (Clean technology) หรือ
Pollution prevention และการลดของเสียให้น้อยที่สุด (Waste minimization) มาใช้ ซึ่งทั้งหมดเป็นการ
ป้องกันของเสียท่ีแหล่งกำเนิดแทนการควบคุมบำบัด และการจัดการของเสียแบบเดิม โดยที่ข้อดีของ
Pollution prevention จะใช้ค่าใช้จ่ายต่ำ ลดของเสียจากการผลิต และประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำบัด
ของเสีย ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตเพราะใช้วัตถุดิบน้อยลงแต่ประสิทธิภาพการผลิตสูงข้ึน เพ่ิมผล
การผลิต และเพม่ิ คณุ ภาพของผลิตภณั ฑ์ อีกท้ังประหยัดพลงั งานในการผลิต
8.3.5 Environmental technologies ซึ่งเทคโนโลยีสภาวะแวดล้อมเป็นการประยุกต์ของ
องค์ความรู้อย่างเดียวหรือหลายอย่างของวิทยาศาสตร์ของสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์สภาวะแวดล้อม
ของธรรมชาติและแหล่งทรัพยากรต่าง ๆ รวมทั้งเพ่อื ควบคุมผลกระทบในทางลบต่อการดำรงชีวิตของ
มนษุ ย์
8.3.6 Low and Non-waste technologies เทคโนโลยกี ารกำจัดของเสียที่ใช้หลักการลดของ
เสียให้เหลือน้อยท่สี ดุ
การจัดการของเสียอาจจะเป็นได้ดังภาพที่ 8.1 แสดงลำดบั ชั้นของการปฏิบัติการจดั การของเสีย
(Hierarchy of waste management ppractices) ซึ่งเปน็ ลำดับช้ันของทางเลือกในการจดั การของเสียตาม
The European community council resolution on waste policy โดยภาพที่ 8.1 นี้เป็นการจัดลำดับการ
จดั การของเสียจากดที ี่สุดไปยงั แยท่ ่สี ดุ คอื การบำบดั และกำจัดทิ้ง (Treat and disposal) การแปรรปู มา
ใช้ใหม่ (Recycle) การนำมาใช้ใหม่ (Reuse) การลด (Reduce) และการกำจัด (Eliminate) ซึ่งชี้ให้เหน็ ว่า
การป้องกัน (Prevention) นั่นก็คอื การบำบัดและกำจัดทงิ้ ซึง่ เป็นการสกัดกั้นของเสียไมใ่ ห้เกิดข้นึ ตั้งแต่
ต้นในช้ันแรกเปน็ ทางเลือกที่ดีทส่ี ดุ เป้าหมายท่ีจะไม่เกิดของเสียข้ึนเลยหรือการเกิดของเสียเป็นศนู ย์ใน
กระบวนการใด ๆ น้ันคงจะเป็นเรื่องยาก
351
ภาพที่ 8.1 : ลำดับชั้นของการปฏิบตั ิการจดั การของเสียซึง่ ขนั้ แรกเป็นการจัดลำดบั การจัดการของเสีย
จากดีทส่ี ดุ ไปยังแย่ทส่ี ุด
8.4 การลดปรมิ าณของเสียที่เปน็ อันตราย
ของเสียอันตราย หรือ ขยะอันตราย (Hazardous waste) หมายถึง เศษสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วหรือ
เสือ่ มสภาพ รวมถึงภาชนะบรรจภุ ัณฑต์ ่าง ๆ ที่ปนเป้ือนสารอนั ตราย ผู้ท่ีมีสว่ นเกี่ยวข้องในการจัดการ
ของเสียอันตราย มี 3 กลมุ่ ใหญ่ คือ ผู้ก่อกำเนิด (Waste generator) ผู้ขนส่ง (Waste transporter) ผู้รับ
บำบัดกำจัด (Waste processor) (ภาพที่ 8.2) ซึ่งแต่ละกลุ่มมีหน้าที่ความรับผิดชอบเพ่ือให้การ
ด ำ เนิ น ก า ร จั ด ก า ร ข อ ง เสี ย อั น ต ร า ย เป็ น ไป อ ย่ า ง ถู ก ต้ อ ง ไ ม่ ก่ อ ใ ห้ เกิ ด ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ สุ ข อ น า มั ย
ความปลอดภัยของประชาชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพที่ 8.2 : การจัดการของเสียโดยแต่ละกลุ่มมีหน้าที่ความรับผิดชอบเพ่อื ให้การดำเนินการจัดการ
ของเสียอนั ตรายเปน็ ไปอย่างถกู ต้อง และเปน็ มิตรต่อสิ่งแวดล้อม
352
8.4.1 แนวทางในการลดปริมาณของเสยี ที่เปน็ อันตราย
การลดปริมาณการผลิตของเสียทีเ่ ป็นอันตราย นับเป็นการจัดการที่ต้นเหตุ ซึ่งทำให้เกิดปญั หา
การทำให้มีปริมาณของเสียที่เป็นอันตรายเกิดข้ึนน้อยลง อาจทำได้หลายวิธี คือ การเปลี่ยนแปลง
วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตให้มีสารอันตรายน้อยที่สุด การเปลี่ยนแปลงวัสดุและขนาดของภาชนะหีบ
ห่อ การเปลี่ยนแปลงขบวนการผลิตให้มีของเสียจากการผลิตน้อยที่สุด การใช้สารที่ไม่เป็นอันตราย
หรือมีอันตรายน้อยกว่า แต่ให้ผลไมแ่ ตกต่างกนั แทนการใช้สารที่เป็นอนั ตรายในการผลิต และการแยก
ของเสียกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่
8.4.1.1 การเปล่ยี นแปลงวัตถดุ ิบที่ใชใ้ นการผลติ เพื่อใหม้ ีสารอันตรายน้อยที่สดุ
ในกระบวนการผลิตใด ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบชนิดเดียวหรือชนิดใดชนิดหนึ่งในการ
ผลิตเทา่ น้ัน ดงั น้ัน การเลือกใช้วัตถุดิบที่เหมาะสมและมีคุณภาพสามารถช่วยลดปริมาณของเสียที่ได้
จากกระบวนการผลิตได้นบั เป็นการจัดการที่ต้นเหตุ อีกทั้งยงั สามารถลดต้นทนุ การผลิตได้อีกทางหนึ่ง
ด้วย
ชมพนู ุท และปิยวรรณ (2557) กล่าววา่ ในอตุ สาหกรรมรถยนต์ได้มีการนำวัสดุสงั เคราะห์
อย่างเส้นใยแก้ว มาใช้เป็นวัสดุในกระบวนการผลิตอะไหล่รถยนต์ ใยแก้วเป็นใยสังเคราะห์ที่มีความ
เหนียว และความคงรูปสูง นอกจากนั้นยังไม่ไหม้ไฟง่ายเพราะมีจุดหลอมละลายที่อุณหภูมิ
1,500 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่เหมาะจะนำมาเป็นวัสดุในการผลิตอะไหล่รถยนต์ เช่น
ยางรถยนต์ แต่ปัจจุบันมีการระบุวา่ ใยแก้วเป็นใยสังเคราะห์อันตรายต่อสุขภาพและถูกจัดวา่ เป็นสาร
หรือวัสดุ (IARC Class 2B) ทีเ่ ปน็ สารกอ่ มะเร็ง (MAK commission) ในกระบวนการข้นึ รปู ยางจำเปน็ ต้อง
ใช้ความร้อน ซึ่งก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbonmonoxide ; CO) หากหายใจเอาก๊าซ
ดังกลา่ วเข้าไป กา๊ ซ CO จะจบั ตัวกับฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในเมด็ เลือดแดงได้มากกวา่ ออกซิเจนถึง
200-250 เท่า เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (Carboxyhemoglobin ; CoHb) ซึ่งลดความสามารถของ
เลือดในการเป็นตวั นำออกซิเจนจากปอดไปยังเนือ้ เย่อื ตา่ ง ๆ ของร่างกาย หรือทำให้ออกซิเจนในเลือด
น้อยลงส่งผลให้ผู้ที่หายใจเข้าไปมีอาการหายใจขัดและอึดอัดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก เมื่อ
สะสมไปเรื่อย ๆ มีโอกาสสงู ทีจ่ ะเป็นโรคมะเร็งปอด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงตอ่ คนงานในกระบวนการ
ผลิตอะไหล่ยางรถยนต์มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งปอด และการกำจัดไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดก๊าซ
คาร์บอนมอนอกไซด์ ด้วยเหตุนี้บริษัทอุตสาหกรรมรถยนต์หลายแห่งจึงได้มีมาตรการนำเส้นใย
ธรรมชาติมาทดแทนเส้นใยแก้ว เนื่องจากเส้นใยธรรมชาติน้ันมีคุณ สมบัติเช่นเดียวกันกับเส้นใย
สังเคราะห์ อีกทั้งมีต้นทนุ การผลิต และราคาตำ่ กว่า รวมท้ังไม่มีการปลอ่ ยก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์เมื่อ
นำไปขึน้ รปู ด้วยความร้อน โดยเส้นใยธรรมชาติท่ีใช้งานได้ดีในอุตสาหกรรมรถยนต์ คอื เส้นใยพชื แบบ
ใยยาว เชน่ ลินิน (Flax) ปอกระเจา (Jute) ปอแก้ว (Kenaf) และกัญชง (Hemp) ทีม่ ีความแขง็ แรงสูง เมื่อ
นำมาผสมกับพลาสติกชีวภาพ ยังกลายเป็นวัสดุกรีนคอมโพสิต (Green composite) ที่สามารถย่อย
สลายได้ด้วยจุลินทรีย์หรือเอนไซม์ ซึง่ ชว่ ยลดปัญหาการกำจดั ยาก
353
8.4.1.2 การเปล่ยี นแปลงวัสดุและขนาดของภาชนะหีบห่อ
วัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิตรวมทั้งภาชนะหีบห่อผลิตภัณฑ์เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้ผลิต
สามารถจัดการและวางแผน หรือดำเนินงานปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับกระบวนการผลิตของตนได้
เพ่ือเป็นการจัดการปัญหาของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตเละผลกระทบในการทำลายของเสียที่
เกิดขึน้ อีกทั้งเป็นการลดปญั หามลพษิ ต่อสิ่งแวดล้อม และอาจทำให้กระบวนการผลิตได้กำไรสูงข้นึ อีก
ทางหนึ่งด้วย ซึ่งในที่นีจ้ ะขอกลา่ วถึงในสองประเดน็ คอื ประเดน็ ทีห่ นึง่ การเปลี่ยนแปลงวัสดทุ ี่ใช้ในการ
ผลิต และประเดน็ ที่สอง คอื การเปลี่ยนแปลงวสั ดุที่ใช้ผลิตภาชนะหีบห่อ
การเปล่ียนแปลงวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิต จากปัญหาและผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมของ “คอนกรีต” ที่มีส่วนประกอบสำคัญ คือ ผงปูนซีเมนต์ ซึ่งมีกระบวนการผลิตที่มี
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างย่ิง การผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจาก
การผลิตผงปนู ซีเมนต์น้ันประกอบด้วยแคลเซียม (Calcium ; Ca) ออกซิเจน (Oxygen ; O2) และซิลิกอน
(Silicon ; Si) โดยมีกระบวนการผลิตมาจากการเผาหินปูนที่อุณหภูมิกว่า 1,400 องศาเซลเซียส
ในเตาเผาเพ่ือให้ได้แร่ธาตุแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate ; CaCO3) และดินเหนียว (Clays)
ซึง่ กระบวนการให้ความร้อนนี่เองทีผ่ ลิตกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศจำนวน
มากกว่าครึ่งตันต่อการผลิตผงปูนซีเมนต์ทุก ๆ 1 ตัน หรือกล่าวได้ว่า 5-8 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ในโลกน้ันมาจากกระบวนการผลิตผงปูนซีเมนต์
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เริ่มตื่นตัวในประเด็นปัญ หานี้ทั้งใน
ภาคอุตสาหกรรมและการศึกษาโดยเริม่ ต้นทีร่ ฐั บาลมาเลเซียซึง่ พยายามสนับสนุนการใช้วสั ดทุ ีเ่ ป็นมติ ร
กับสิ่งแวดล้อมในโครงสร้างของอาคารสีเขียว และสนับสนุนงานวิจัยจากคณะวิศวกรรมโยธา
มหาวิทยาลัย University Technology MARA ในการพัฒนาคอนกรีตที่เป็นมิตรกบั สิ่งแวดล้อม (ภาพที่
8.3) หรือทีเ่ รียกวา่ Green-mix concrete ซึ่งออกแบบและผลิตโดยวิธีแบบเดิมแต่เปลีย่ นมาใช้วัตถดุ ิบ
บางส่วนจากขยะและวัสดุรีไซเคิล (Recycle) เพ่ือให้ได้คุณสมบัติ ราคา และความเป็นมิตรต่อ
สิ่งแวดล้อมตามที่ต้องการ โดยกรีนคอนกรีตประเภทนที้ ำจากวตั ถดุ ิบใหม่ ๆ ประกอบด้วยเถ้าลอยซึ่ง
เคยเป็นของเหลือทิ้งจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เม็ดคอนกรีตรีไซเคิลและเส้นใยจากกระป๋องอลูมิเนียม ใน
ระหว่างการวิจัยพบว่า เถ้าลอยมีศักยภาพที่จะแทนซีเมนต์ได้ กระป๋องอลูมิเนียมถูกเลือกใช้เพราะ
สามารถนำมาสับเปน็ เส้นใยได้ง่ายและใช้เสริมแรงในคอนกรีต การผลิตคอนกรีตชนิดนแี้ ม้จะต้องการ
ผู้เชีย่ วชาญทางเทคนิคที่มีความรู้เรื่องการออกแบบการผสมคอนกรีต เข้าใจวตั ถุดิบที่นำมาใช้ และมี
ความรู้ใหม่ ๆ ของกรีนคอนกรีตแต่ก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังมีราคาถูก จากการลดปริมาณ
วัตถุดิบท่ีต้องซื้อและการออกแบบการผสมให้มีประสิทธิภาพรวมทั้งผลลัพธข์ องกรีนคอนกรีตที่ได้ยังมี
ความแขง็ แรงมากข้นึ ถึง 30 เปอรเ์ ซ็นต์ เมือ่ เทียบกบั คอนกรีตทวั่ ไป
354
ภาพที่ 8.3 : ลักษณะของคอนกรีตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมใช้วัตถุดิบบางส่วนจากขยะและวัสดุ
รีไซเคลิ (Recycle) โดยนำของเสียมาแปรรูปและใช้ประโยชนใ์ หม่ เชน่ เถ้าลอย
ทีม่ า : Green-mix concrete, (2560 : ออนไลน์)
กรีนคอนกรีตมีประโยชน์ คือ ออกแบบเพ่ือความแข็งแรงและสมรรถนะที่ได้มาตรฐานใน
ระหวา่ งการใช้งานของอาคารหรือโครงสร้าง กรีนคอนกรีตมีสัดส่วนของซีเมนต์และคาร์บอนฟตุ พรินต์
(Carbon Footprint) ตอ่ หน่วยของคอนกรีตที่ผลิตต่ำกวา่ คอนกรีตทั่วไป มีศักยภาพในการนำไปผลิตเพ่ือ
ขาย โดยนำเสนอเป็นทางเลือกที่เปน็ มติ รกบั สิ่งแวดลอ้ มให้กบั นักพฒั นาโครงการและผู้รบั เหมาก่อสรา้ ง
ได้ ขณะเดียวกัน ในประเทศไทยได้มีบริษัท Siamese Ecolite ที่คิดค้นและพัฒนาเรื่องกรีนคอนกรีต
เช่นกัน จนได้ออกมาเป็นผนังคอนกรีตมวลเบา (TEXCA® Wall) (ภาพท่ี 8.4) โดยมีเม็ดดินเผาขยายตัว
น้ำหนักเบาเปน็ สว่ นผสมสำหรบั หล่อคอนกรีตทีท่ ำจากวสั ดุเหลือใช้ สามารถรับแรงได้สูงแต่มีน้ำหนัก
เบา โครงสร้างขยายตัวคล้ายโฟมนี้เกิดจากการผสมผสานคุณสมบตั ิของเซรามิกที่มีความแข็งและรับ
แรงได้ดีกับการเติมปริมาตรอากาศลงในวัสดุ นอกจากนี้ โครงสร้างเซลล์ยังทำหน้าที่เป็นฉนวน
ความร้อนและอะคูสติก (Acoustic) ที่ดี รวมทั้งคงคุณสมบัติกันไฟลามเช่นเดียวกับเซรามิก (Ceramic)
ส่วนผสมนี้มีผลอย่างย่ิงต่อคุณสมบัติทางกายภาพของคอนกรีต โดยวัสดุนี้จะทำให้คอนกรีตมีความ
แข็งแรงต่องานโครงสร้างแต่ยงั คงน้ำหนักเบาอยู่ เนอื้ ดินจะถูกเติมอากาศให้มีสัดสว่ นของโพรงอากาศ
ภายในเหมือนแผ่นโฟมหรือเม็ดโฟมกันกระแทก และสามารถนำไปใช้ขอมาตรฐานสิ่งแวดล้อม LEED®
(Leadership in energy and environmental design) ในเกณฑ์ของการใช้วัสดุและวตั ถุดิบ พลังงานและ
บรรยากาศและอื่น ๆ เหมาะใช้ทำส่วนผสมคอนกรีตและสารเติมเต็มในวัสดุซีเมนต์ องค์ประกอบ
อาคาร และรองพ้นื หลงั คาเขยี ว
355
ภาพที่ 8.4 : ลักษณะของคอนกรีตมวลเบา (TEXCA® Wall) โดยมีเม็ดดินเผาขยายตัวน้ำหนักเบาเป็น
ส่วนผสม
ทีม่ า : คอนกรีตมวลเบา (TEXCA® Wall), (2560 : ออนไลน์)
จากที่ได้กล่าวมาได้มีการนำเอาวัสดุที่เหลือใช้มาเปลี่ยนแปลงกระบวนการในการผลิต
คอนกรีตมวลเบาเพอ่ื เป็นการลดปญั หามลพิษทางสิ่งแวดล้อม อีกท้ังยงั สง่ เสริมให้มีการนำวัสดทุ ีเ่ หลือ
ใช้ให้เกิดประโยชน์สามารถนำไปใช้งานเป็นโครงสร้างอาคารพาณิชย์และที่พักอาศัยหลายแห่ง
เนือ่ งจากน้ำหนกั โดยรวมของอาคารลดลง สามารถประหยดั คา่ ใช้จ่ายงานโครงสร้างและฐานรากอีกทั้ง
ยังช่วยประหยัดค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้าต่าง ๆ ได้อีก ดังน้ัน คอนกรีตมวลเบาจึงเป็นวัสดุทางเลือกใหม่
สำหรบั การก่อสร้างที่ช่วยลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมโดยเปลีย่ นมาใช้วัตถุดิบบางส่วนจากขยะและวัสดุ
รีไซเคลิ ในกระบวนการผลติ เพ่อื ลดปริมาณวัตถดุ ิบและการออกแบบการผสมให้มีประสิทธภิ าพ รวมท้ัง
ผลลัพธ์ของกรีนคอนกรีตที่ได้ยังมีความแข็งแรงมากข้ึน เมื่อเทียบกับคอนกรีตท่ัวไปในปัจจุบัน จึง
จดั เปน็ การเปลีย่ นแปลงวสั ดใุ นการผลิตทเี่ ป็นมิตรต่อสงิ่ แวดล้อมไดก้ ารเลอื กใช้วตั ถุดิบท่มี ีคุณภาพหรือ
มีความบริสุทธิ์สงู รวมท้ังลดหรือยกเลิกการใช้วตั ถดุ ิบท่ีเป็นอนั ตรายเพือ่ หลีกเลี่ยงการเติมสิ่งปนเปื้อน
เขา้ ไปในกระบวนการผลิต และพยายามใช้วัตถุทีส่ ามารถนำกลับมาใช้ใหมใ่ ห้มีสารอันตรายน้อยที่สุด
8.4.1.3 การเปลย่ี นแปลงวัสดุของภาชนะหีบหอ่ ในปัจจบุ นั ประชากรโลกได้เพิ่มมากข้นึ
ปริมาณการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก และโฟมเพ่ิมข้นึ อย่างชัดเจน ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก
และโฟมมีการผลิตข้ึนเป็นจำนวนมากเพ่ือให้เพียงพอต่อความต้องการที่หลากหลาย เนื่องจาก
ผลิตภณั ฑ์จากพลาสติก และโฟมนั้นมีน้ำหนกั เบามีสมบตั ิทางกลที่ดีทนตอ่ ความชนื้ และง่ายต่อการข้ึน
รปู เมื่อเทียบกบั วัสดอุ ืน่ ๆ โดยบรรจภุ ณั ฑ์ที่ได้จากพลาสติกและโฟมสว่ นใหญ่จะถูกใช้งานคร้ังเดียวแล้ว
ทิง้ จนปริมาณขยะเหล่าน้ันส่งผลกระทบตอ่ มนุษย์และสิง่ แวดล้อมเปน็ อยา่ งมากเพยี งแคใ่ นประเทศไทย
356
ปริมาณขยะประเภทพลาสติกและโฟมสูงกว่าปีละ 3 ล้านตัน ซึ่งพลาสติกและโฟมที่ได้จาก
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายนานหลายช่ัวอายุคน ขยะพลาสติกหลาย
ประเภทไม่นิยมนำกลบั มารีไซเคลิ หรือใช้ใหม่เนื่องจากไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จึงจำเป็นต้องกำจดั ขยะ
เหล่านี้ด้วยการเผาทำลายหรือฝังกลบ และหากนำขยะพลาสติกและโฟมไปเผาทำลายก็จะก่อให้เกิด
ปรากฏการณ์เรือนกระจกนำไปสู่ปัญหาภาวะโลกร้อนหากนำไปฝังกลบจะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ ใน
หลายประเทศเริ่มตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวจึงรณรงค์ให้มีการนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่แต่
ปริมาณขยะที่เกิดขึน้ ยังคงสงู อยู่
การลดปริมาณของเสียโดยเปลีย่ นแปลงวสั ดแุ ละขนาดของภาชนะหีบห่อด้วยกระบวนการ
ทางเทคโนโลยชี ีวภาพเป็นการลดของเสียท่เี กิดข้นึ จากกระบวนการผลิตโดยให้เทคโนโลยชี ีวภาพเข้ามา
ช่วยในการเปลี่ยนแปลงวัสดุในการผลิตภาชนะหีบห่อหรือขนาดของภาชนะ มีการศึกษาท้ังงานวิจัย
และบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการผลิตภาชนะหีบหอ่ ตวั อย่างเช่น การพัฒนากระดาษลามิ
เนตด้วยฟิล์มไคโตซาน (Chitosan film) (ภาพที่ 8.5) ต่อการข้ึนรูปกล่องบรรจุอาหารสำเร็จรูป ฟิล์ม
ไบโอโพลิเมอร์ (Biopolymer film) ทีผ่ ลิตจากไคโตซานที่มีคุณสมบัติทางกายภาพดี โดยให้คา่ ความหนา
อยู่ในช่วงเฉลี่ยเท่ากับ 0.024-0.056 มิลลิเมตร มีคา่ ต้านทานแรงดึงเท่ากับ 70.09 MPa ให้ค่าแรงยืด
ตัวสูงสุดเท่ากับ 4.39 เปอร์เซ็นต์ และมีประสิทธิภาพในการต้านทานน้ำมันได้มากกว่า 30 วัน เมื่อ
เปรียบเทียบกับกล่องบรรจอุ าหารจากฟิล์มสังเคราะห์พอลิเอทธิลีน จากประเมินทางประสาทสัมผัส
พบว่า ให้คะแนนการยอมรับโดยรวมสูงสดุ (ธญญั าภรณ์ และวรรณิศา, 2553)
ภาพที่ 8.5 : ลักษณะภาชนะบรรจทุ ี่ผลิตจากฟลิ ม์ไคโตซาน
ที่มา : ฟลิ ์มไคโตซาน, (2561 : ออนไลน์)
357
การพัฒนาภาชนะย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากลำต้นมันสำปะหลัง การศึกษาครั้งนี้เพ่ือ
ผลิตภาชนะบรรจุทีย่ ่อยสลายได้ทางชีวภาพจากลำต้นมนั สำปะหลงั (ภาพที่ 8.6) ด้วยกระบวนการอัด
ข้นึ รูปร้อนโดยปราศจากการใช้สารเติมแต่งทางเคมีในสภาวะทีเ่ หมาะสม นอกจากนี้ ยังศึกษาอิทธิพล
ของปริมาณเส้นใยและขนาดเส้นใยต้นมันสำปะหลังต่อสมบัติทางกายภาพ สมบตั ิทางความร้อน และ
สมบัติทางกลของชนิ้ ทดสอบ ซึ่งประกอบไปด้วยการทดสอบความหนา การทดสอบความหนาแนน่ การ
ทดสอบการดูดซึมน้ำ และการทดสอบทางความร้อนในการผลิต ถึงแม้ว่าภาชนะย่อยสลายได้จาก
ลำต้นมนั สำปะหลงั และหัวมันสำปะหลังสดยังมขี อ้ จำกัดอย่บู างด้าน เช่น การต้านทานน้ำ แตก่ ็มีสมบตั ิ
ทางกลที่ดี ดังน้ัน ผลสำเร็จที่ได้จากการศึกษานี้มีโอกาสที่จะนำไปใช้แทนโฟมโพลิสไตรีนได้ใน
อุตสาหกรรมการผลิตภาชนะบรรจุภณั ฑ์ (นที, 2557)
ภาพที่ 8.6 : ลกั ษณะภาชนะบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากลำต้นมนั สำปะหลัง
ทีม่ า : บรรจุภณั ฑย์ ่อยสลายได้ทางชีวภาพจากลำต้นมันสำปะหลงั , (2561 : ออนไลน)์
บริษัทเอสไอจี คอมบิบล็อค ประเทศไทย ได้ผลิตบรรจุภัณฑ์คอมบิบล็อค อีโคพลัส
(Combibloc EcoPlus) (ภาพที่ 8.7) คือ กล่องกระดาษปลอดเชื้อสำหรับบรรจุอาหารเหลวใน
อุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์ กล่องกระดาษที่ผลิตนั้นมีส่วนผสมพิเศษซึ่งช่วยลดก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ลงถึงร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับกล่องกระดาษขนาดหนึ่งลิตรของคอมบิบล็อก
สลิมไลนใ์ นรูปแบบเดียวกันในคอมบิบล็อค อีโคพลสั นั้นเนื้อไม้ท่ีได้จากวัตถดุ ิบทีส่ ามารถนำกลับมาใช้
ใหม่ได้อีกน้ันมกี วา่ 80 เปอรเ์ ซ็นต์ เป็นต้น
358
ภาพที่ 8.7 : ลกั ษณะบรรจภุ ณั ฑก์ ลอ่ งกระดาษคอมบิบลอ็ ค อโี คพลัส
ที่มา : Combibloc EcoPlus, (2561 : ออนไลน)์
8.4.1.4 การเปล่ยี นแปลงขบวนการผลติ ใหม้ ีของเสยี จากการผลติ นอ้ ยทีส่ ดุ
การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต (Process change) หรือขบวนการการผลิต เพ่ือให้การ
ใช้วัตถุดิบ พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดผลกระทบ ความ
เสีย่ งต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมน้อยทีส่ ุดเท่าที่จะเปน็ ไปได้ โดยการลดมลพิษที่แหล่งกำเนิด และมีของ
เสียเกิดขึน้ น้อยทส่ี ดุ หรือไม่มีเลย แบ่งได้ 3 กลุม่ อนั ประกอบด้วย
การเปล่ียนแปลงวัตถุดิบ (Input material change) โดยเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ
ลดหรือเลิกการใช้วัตถุดิบที่เป็นอันตราย เพ่ือหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของสารอันตรายเข้าไปใน
กระบวนการผลิต และพยายามใช้วตั ถดุ ิบทส่ี ามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
การเปล่ยี นแปลงเทคโนโลยี (Technology improvement) เป็นการเพ่มิ ศักยภาพการ
ผลิตหรือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ได้แก่ การปรับปรุงแผนผังโรงงาน การเพ่ิมระบบอัตโนมัติ
การปรับปรุงเครือ่ งจักรและอุปกรณ์การผลิต รวมถึงการนำเทคโนโลยใี หม่ ๆ มาใช้ เพ่อื กอ่ ให้เกิดของ
เสียน้อยท่สี ุด
การปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน (Operation management) เป็นการบริหาร
ระบบการวางแผนและควบคมุ การผลิต เพอ่ื เพม่ิ ศกั ยภาพของกระบวนการผลิต ให้สามารถลดต้นทุนใน
การผลิตและลดการก่อมลพิษทางสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้มีขน้ั ตอนการผลิต กระบวนการทำงาน
กระบวนการบำรุงรกั ษา รวมไปถึงการจดั การระบบ และการบริหารงานในโรงงานอย่างชดั เจน
359
8.4.1.5 การใชส้ ารที่ไม่เป็นอันตรายหรือมีอนั ตรายน้อยกวา่ แต่ให้ผลไม่แตกต่างกัน
แทนการใช้สารที่เป็นอนั ตรายในการผลติ
การใช้สารทีไ่ ม่เป็นอันตรายหรือมีอนั ตรายน้อยกวา่ แต่ให้ผลไม่แตกตา่ งกนั แทนการใช้สาร
ที่เปน็ อนั ตรายในการผลิต กรณีศึกษาจากอุตสาหกรรมการผลิตสิง่ ทอ (ภาพท่ี 8.8) เป็นอุตสาหกรรมที่
มีการใช้สารเคมีและพลงั งานมาก และใช้หลากหลายชนิดในอุตสาหกรรมหนึ่ง ผลกระทบจากสารเคมี
จึงมีตอ่ ผู้ปฏิบตั ิงานที่ใช้สารเคมีโดยตรงและผู้บริโภคสินคา้ สิ่งทอ และผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อมในเรื่อง
ของการใช้พลังงานและการปลดปลอ่ ยสารเคมีจากกระบวนการผลิตออกสูส่ ิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันท่ัวโลกตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและสิ่งที่เป็นพิษจากการใช้สีสังเคราะห์กัน
มากข้นึ สีทไ่ี ด้จากธรรมชาติเปน็ ความรู้ด้ังเดิมของท้องถิ่นเปน็ ภูมิปัญญาที่เกิดจากการสร้างสรรค์ทาง
ศิลปะทีส่ ืบทอดกันมาจากอดีต สีท่ใี ช้ในการมดั ยอ้ มเป็นสีทไ่ี ด้จากธรรมชาติเปน็ ความรู้ดั้งเดิมทีส่ ืบทอด
กันมาจากบรรพบรุ ุษ แหล่งวัตถุดิบสีธรรมชาติยังสามารถหาได้จากสว่ นใบ ลำต้น เปลือก ผล หวั และ
รากของพชื ทีใ่ ห้สีสันสวยงามตามทีผ่ ู้อุปโภคต้องการและหาได้ไมย่ ากจากธรรมชาติ
ภาพที่ 8.8 : อุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอทม่ี ีการใช้สีเคมีในการยอ้ มผ้า
ทีม่ า : สารเคมีในการยอ้ มผ้า, (2560 : ออนไลน)์
การใช้สารที่ไม่เป็นอันตรายหรือมีอันตรายน้อยกว่าแต่ให้ผลไม่แตกตา่ งกนั แทนการใช้สาร
ที่เป็นอันตรายในการผลิตเป็น ตวั อย่างเช่น การเลือกสียอ้ มที่มีความเปน็ พษิ น้อยโดยหลีกเลี่ยงสีย้อมที่
ก่อให้เกิดอันตรายหรือมีความเป็นพิษสูง เช่น สีย้อมอะโซ (Azo dyes) ที่สามารถแตกตัวให้อะมีน
(Amine) ประเภทที่ก่อให้เกิดมะเร็ง เปลี่ยนมาใช้สียอ้ มทีเ่ ปน็ มิตรตอ่ สิ่งแวดล้อม โดยการเลือกใช้สียอ้ ม
360
ผ้าจากธรรมชาติ การย้อมสีธรรมชาติเป็นการช่วยลดการใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ในระบบ
ทางเดินหายใจ โรคมะเร็งและโรคผิวหนังที่เกิดจากการสะสมของสารเคมี สีธรรมชาติมีคณุ สมบตั ิเด่น
เฉพาะตัว คือ ให้สีท่ีสวย เย็นตา ไมฉ่ ูดฉาด การนำสีธรรมชาติมาย้อมผ้ายังช่วยลดปัญหาการทำลาย
สิ่งแวดล้อม ไมส่ ่งผลกระทบตอ่ ปญั หาสขุ ภาพของผู้ย้อมด้วย เชน่ การยอ้ มผ้าไหมด้วยสีจากกากกาแฟ
โดยใช้สารสกดั จากเปลือกทับทิมเป็นสารช่วยติด ซึ่งกากกาแฟที่เหลือจากการชงกาแฟสดก็เปน็ วัสดุ
ชนิดหนึ่งที่เหลือใช้ (ภาพท่ี 8.9) และสามารถให้สีได้ จากการศึกษาพบวา่ ผ้าที่ผ่านการยอ้ มทุกชนิ้ ให้เฉด
สีเหมือนกัน (สีเหลืองน้ำตาล) และผ้าที่ผ่านการย้อมด้วยสารช่วยติดมีความคงทนของสีต่อการซัก
ดีกวา่ ผ้าที่ไม่ใช้สารชว่ ยติด ส่วนผลในด้านความคงทนตอ่ แสง ซึ่งการยอ้ มผ้าไหมด้วยวธิ ีนี้นอกจากเป็น
การย้อมที่ช่วยลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมได้แล้วยังอาจช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย (ศิวพร
และปิยะพร, 2558)
ภาพที่ 8.9 : กากกาแฟทเ่ี หลือจากการชงกาแฟสดสามารถนำมาใช้เป็นสีย้อมผ้าได้
ที่มา : กากกาแฟ, (2560 : ออนไลน)์
การเลือกสารเคมีที่ใช้อย่างเหมาะสม ซึ่งการเลือกใช้สารเคมีที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัย
อยา่ งหนึ่งในการลดของเสียทีม่ ีผลกระทบตอ่ สิง่ แวดล้อม เนื่องจากสารเคมีแต่ละชนิดจะมีความเปน็ พิษ
ที่แตกต่างกนั และการใช้ปริมาณสารเคมีในปริมาณที่เหมาะสมเป็นการลดปริมาณสารเคมีสว่ นเกิน ซึ่ง
ปริมาณสารเคมีสว่ นเกินนั้นจะกลายเปน็ มลพษิ ทางน้ำตอ่ ไป
บริษัท โรงงานพิมพ์ย้อมผ้าไทย จำกัด (มหาชน) เป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ดำเนินการ
ฟอก ย้อม พิมพ์ และตกแต่งผ้าผืนสำเร็จ หลังจากรับผ้าดิบจากลูกค้าแล้วบริษัทจะส่งผ้าเข้า
กระบวนการผลิตจนได้ผ้าสำเร็จที่มีคณุ ภาพสูง จากปัญหาความยงุ่ ยากและมีปริมาณของเสียที่เปน็ สาร
อันตรายในขั้นตอนการผลิต จึงทำให้บริษัทได้มีการศึกษาหาวธิ ีการลดปริมาณการใช้สารเคมีในการ
361
ผลิต จากการศึกษากระบวนการการฟอกย้อม พบว่า หากสามารถลดปริมาณ สารเคมีได้
20-50 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถลดปริมาณ ของเสียในน้ำทิ้งในรูปของบีโอดีได้ถึงประมาณ
30-50 เปอร์เซ็นต์ และค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมีจะลดลงด้วย สารเคมีที่ทำให้ค่าบีโอดีต่ำในน้ำทิ้ง
ปริมาณมาก ได้แก่ สารลอกแป้ง และน้ำสบู่ (ภาพท่ี 8.10) หรือสารซักฟอก
ภาพที่ 8.10 : น้ำสบู่
ทีม่ า : น้ำสบู่, (2560 : ออนไลน์)
จะเห็นได้ว่าในการผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอน้ันจำเป็นต้องใช้สารเคมีด้วยกันหลายประเภท
อยา่ งไรก็ตาม ในปจั จบุ ันมีการพฒั นาการผลิตสารเคมีท่เี ปน็ มิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือเป็นพษิ ต่ำ เพ่อื ใช้
ทดแทนสารเคมีกลุ่มที่เป็นอันตราย สารเคมีทดแทนเหล่านี้ถือเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ผลิตที่
ต้องการปรับกระบวนการผลิตสิ่งทอให้สอดรับกับกฎระเบียบด้านความปลอดภัยต่อมนุษย์และ
สิง่ แวดล้อมในปจั จุบนั
ในกรณีศึกษาน้ำยาเช็ดกระจกจัดอยู่ในผลิตภัณฑ์ซักล้างจึงมีสารลดแรงตึงผิวเป็น
องค์ประกอบหลักผสมกับสารเคมีที่ใช้เป็นตัวทำละลาย สารลดแรงตึงผิวที่ใช้ในน้ำยาเช็ดกระจกคือ
Sodium lauryl ether sulfate (SLES) หรือ Sodium laureth sulfate ใช้ในปริมาณ 0.1-0.6 เปอร์เซ็นต์
โดยน้ำหนัก SLES มีคา่ LD50 1,600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีพิษปานกลาง เป็นสารทำให้เกิดฟอง มักใช้ใน
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและแชมพู อาจทำให้เกิดการระคายเคืองตาและผิวหนัง หากเกิดอาการ
หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ควรหยุดใช้ทันที ในกระบวนการผลิต SLES อาจปนเป้ือนด้วย 1,4-dioxane ซึ่ง
อาจเปน็ สารก่อมะเรง็ ในตา่ งประเทศมกี ารห้ามใช้ในผลิตภณั ฑเ์ กีย่ วกบั อาหารและยา แต่อย่างไรกต็ าม
ไมม่ ีหลกั ฐานที่บง่ ชีว้ ่าสารชนิดนเี้ ป็นสารกอ่ มะเร็ง น้ำยาเชด็ กระจกบางชนิดที่ไม่ใช้ Sodium lauryl ether
sulfate เป็นสารลดแรงตึงผิวจะใช้ Cocamidopropyl betaine แทน ซึ่งเป็นสารลดแรงตึงผิวที่จับกับ
362
Anion และ Cation ในเวลาเดียวกันสาร Cocamidopropyl betaine เป็นสารลดแรงตึงผิวแบบอ่อนทีไ่ ม่ทำ
ให้เกิดการระคายเคืองตอ่ ผิวหนงั และเนือ้ เยอ่ื ในจมูก นอกจากนมี้ ันยังมสี มบัติฆ่าเชือ้ โรคด้วย และเขา้ ได้
กับสารลดแรงตึงผิวชนิดอื่น ๆ Cocamidopropyl betaine ในน้ำยาเช็ดกระจกมีความเข้มข้นต่ำกว่า
1 เปอรเ์ ซ็นต์ จะไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง อย่างไรก็ตามสำหรับทีค่ วามเขม้ ขน้ สงู ข้นึ ไปอาจทำให้เกิด
การระคายเคืองได้ บริษัทที่ใช้สารลดแรงตึงผิว Cocamidopropyl betaine แทน Sodium lauryl ether
sulfate เช่น บริษทั เจนคลีน (ประเทศไทย) จำกัด กลมุ่ สินค้าของบริษัท ได้แก่
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เอ็นไวรอน (ENVIRON) เป็นน้ำยาทำความสะอาดปลอด
สารพษิ สามารถยอ่ ยสลายได้เองในธรรมชาติ
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เจนคลีน อควาคลีน (AQUA KLEAN) เป็นน้ำยาทำความ
สะอาดและป้องกันสนิม สูตรผสมน้ำก่อนใช้งาน
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เจนคลีน ไฮโดรคลีน (HYDRO KLEAN) เป็นน้ำยาทำความ
สะอาดกลุ่มสารระเหยและโซลเวน้ ท์
- เครื่องล้างและอุปกรณ์ทำความสะอาด เจนคลีน แมชชีน (MACHINE) เป็นเครื่องล้าง
ชิ้นงานระบบอัลตร้าโซนิคและระบบสเปรย์ รวมไปถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดสำหรับอุตสาหกรรม
สิ่งทอ
- ผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่น ๆ (MISC) ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานซ่อมบำรุง และอปุ กรณ์ช่วยป้องกัน
ภยั ภายในโรงงานอตุ สาหกรรม
Sodium lauryl ether sulfate (ภาพที่ 8.11) สารชนิดนี้เป็นสารชำระล้างใช้เพ่ือให้เกิด
ฟอง ซึ่งไม่ได้ใช้ในแชมพูคอนดิชันเนอร์และผลิตภัณฑ์ที่ให้ฟองในการอาบน้ำเท่านั้น Sodium lauryl
sulfate ยังใช้ในการล้างพ้ืนอซู่ ่อมรถยนต์และทำความสะอาดเครื่องยนต์ด้วย สารนี้ใช้สำหรับทดสอบ
การระคายเคืองของผิว เพราะวา่ สารจะเขา้ ทำลายการป้องกันผิวตามธรรมชาติให้หมดไป เป็นสาเหตุ
ของการเกิดผื่นและการติดเชื้อ ซึ่งสารสามารถสะสมอยู่ในเนื้อเย่ือได้เป็นเวลานาน จะดูดซึมผ่าน
ผิวหนังได้ง่าย เข้าสู่สมองและอวัยวะภายใน Sodium lauryl ether sulfate สามารถรวมตัวกับ
สารไนเตรต ทำให้เกิดเป็นไนโตรซามีน (Nitrosamine) ซึ่งเป็นสารกอ่ มะเร็ง
ภาพที่ 8.11 : สูตรโครงสร้างทางเคมีของ Sodium lauryl ether sulfate
ที่มา : Sodium lauryl ether sulfate, (2560 : ออนไลน)์
363
Cocamidopropyl betain ; CAPB (ภาพท่ี 8.12) หรือ Dehyton KT เปน็ สารประกอบจาก
น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) สามารถใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม เมือ่ ผสมกบั สารลดแรงตึงผิวประจุลบ
จะทำให้เกิดการเสริมกันและทำให้ประสิทธิภาพในการชำระล้างดีข้ึน นอกจากน้ัน Cocamidopropyl
betain CAPB ยังเป็นตัวสร้างโฟมได้ทั้งในน้ำที่กระด้างและไม่กระด้างยังเป็นสารชำระล้างที่มีความ
ระคายเคืองตำ่ เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ทีต่ ้องการความอ่อนนุ่ม อ่อนโยน เช่น ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเด็ก
สารลดแรงตึงผิว Cocamidopropyl betaine (Coco betaine) ใช้ผสมในแชมพูหรือสบู่ เพ่อื ทำให้ทีซ่ กั ฟอก
ทำความสะอาดผม หรือผิวมีความอ่อนโยนไม่กอ่ ให้เกิดการระคายเคืองเหมือนสารตระกลู Sulfate เช่น
SLS และSLES โดยสามารถสร้างฟองได้ดี
ภาพที่ 8.12 : สตู รโครงสร้างทางเคมีของ Cocamidopropyl betaine CAPB
ทีม่ า : Cocamidopropyl betaine CAPB, (2560 : ออนไลน)์
8.4.1.5 การแยกของเสยี กลบั ไปใชป้ ระโยชนใ์ หม่
การแยกของเสียกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่โดยกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่แบ่งออกได้
2 แนวทาง คือ แนวทางที่หนึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์หมุนเวียน โดยการนำวัตถุดิบที่ไม่คุณภาพกลับมาใช้
ประโยชน์ หรือการใช้ประโยชน์จากสารหรือวัสดุที่ปนอยู่กับของเสีย โดยการนำมาใช้ในกระบวนการ
ผลิตเดิม หรือ กระบวนการผลิตในข้ันตอนอื่น และแนวทางทีส่ องการใช้เทคโนโลยหี มุนเวียน เป็นการ
นำเอาของเสียผ่านกระบวนการตา่ ง ๆ เพอ่ื นำทรัพยากรกลับมาใช้อีก
กรณศึกษาอุตสาหกรรมสิ่งทอเปน็ อุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในกระบวนการ
ผลิตเกือบทุกขั้นตอน มีของเสียที่เกิดข้ึนในกระบวนการผลิตสิ่งทอจาก 4 แห ล่งใหญ่ ๆ คือ
กระบวนการผลิตเส้นด้ายทอผ้าและถักผ้า กระบวนการฟอกยอ้ มเส้นด้าย กระบวนการฟอกยอ้ มผ้าทอ
และกระบวนการฟอกยอ้ มผ้าถัก
กระบวนการผลิตเส้นด้ายทอผ้าและการถักผ้า กระบวนการผลิตนี้มีทั้งแบบแห้งและ
แบบเปียก มีของเสียที่เกิดขนึ้ ในกระบวนการปั่นด้าย คอื เปลือก เมล็ด และเศษเส้นใย รวมถึงวัสดทุ ี่ใช้
หอ่ หุ้มวตั ถุดิบ เช่น พลาสติก เชือก กระดาษ และกระสอบ ในกระบวนการทอผ้า จะมีขั้นตอนการลง
แป้งเส้นด้ายยนื เพอ่ื เพม่ิ ประสิทธภิ าพในการทอ ซึ่งจะมีของเสียในกระบวนการคอื น้ำทงิ้ เกดิ ข้นึ คุณภาพ
ของน้ำทิ้งจะข้ึนอยู่กับชนิดและปริมาณของแป้งที่ใช้ ความถี่และการเปลี่ยนตัวกรองแป้ง และการทำ
ความสะอาดภาชนะบรรจุ ในส่วนของกระบวนการถักผ้า ของเสียทีอ่ าจะเกิดข้นึ คอื น้ำมันหล่อลื่นเข็ม
ถกั เครื่องจกั รถักผ้า
364
กระบวนการฟอกย้อมเส้นด้าย เส้นด้ายดิบจะต้องไปผ่านกระบวนการเตรียมเส้นด้าย
เพ่ือย้อมสี วัตถุดิบเส้นด้ายที่เป็นใยธรรมชาติหรือใยผสม เช่น ฝ้าย 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ ฝ้ายผสม
โพลิเอสเตอร์ จะมีกระบวนการเตรียมเส้นด้ายแตกต่างจาก วัตถุดิบเส้นด้ายใยสังเคราะห์
100 เปอร์เซ็นต์เพราะใยสงั เคราะห์น้ันสะอาดผ่านกระบวนการมาแล้ว สว่ นใยธรรมชาติจะต้องมาผ่าน
กระบวนการทำความสะอาดอีกทีจึงจะย้อมสีได้ กระบวนการทำความสะอาดเริ่มจากการฟอกขาว
เมอร์เซอไรส์แล้วจึงย้อมสี ทำให้มีของเสียที่อาจเกิดข้ึนในกระบวนการ ได้แก่ สารเคมีที่ใช้ใน
การฟอกขาว เมอรเ์ ซอร์ไรส์ และสีย้อม ตลอดจนถึงของเสียจากกการซกั ล้างและตากแห้ง
กระบวนการฟอกยอ้ มผ้าทอ เป็นกระบวนการที่มีการใช้ทรัพยากรในการผลิตสูง แตล่ ะ
ขนั้ ตอนจะมีการใช้น้ำ พลงั งาน สารเคมี และสีย้อม ทีแ่ ตกต่างกนั ท้ังชนิดและปริมาณ ทำให้เกิดของเสีย
ทีม่ ีคุณสมบัติและปริมาณแตกต่างกันออกไป เช่น ผ้าดิบที่จะทำการฟอกย้อม ต้องผ่านการลอกแป้ง
ทำความสะอาด เมอร์เซอร์ไรสก์ ารฟอกยอ้ ม แล้วจึงนำมายอ้ มสีหรือพมิ พ์สี ก่อนทำการตกแตง่ สำเร็จ
แต่ละขนั้ ตอนจึงใช้ปริมาณสารเคมีและสีย้อมที่แตกต่างกันไปข้นึ อยกู่ ับชนิดของเส้นใยด้วย
กระบวนการฟอกย้อมผ้าถัก ในส่วนของผ้าถักมีกระบวนการคล้ายผ้าทอ เริ่มจาก
ข้ันตอนการ ซักล้าง ฟอก ย้อม พิมพ์ และตกแต่งสำเร็จ ผ้าถักไม่มีข้ันตอนการลอกแป้ง แต่ต้องใช้
น้ำมันหล่อลื่นเข็มถัก ซึ่งน้ำมันเหล่านี้จะมีหลงเหลือปนเปื้อนติดบนผ้าถัก ทำให้ต้องมีการทำความ
สะอาดกอ่ นเตรียมไปใช้ในขั้นตอนตอ่ ๆ ไป ทำให้เกิดของเสียจากการทำความสะอาดเชน่ กัน
เกือบทุกขั้นตอนของการผลิตสิ่งทอมีของเสียและของเหลือใช้เกิดข้ึน แบ่งได้เป็น
4 ประเภท คอื อากาศเสีย น้ำเสีย ของเสียทีเ่ ป็นของแข็ง และของเสียที่เป็นพษิ มีรายละเอียด ดังนี้
อากาศเสีย (Air pollution) มลพษิ ทางอากาศได้แก่ ฝุ่น ควัน สารพษิ หรือไอระเหยของ
สารเคมี แหลง่ ทีท่ ำให้เกิดมลพษิ ทางอากาศในอุตสาหกรรมสิง่ ทอ ได้แก่
หมอ้ ไอน้ำ มลพิษทีเ่ กิดจากการเผาไหมเ้ ชอื้ เพลิงเพอ่ื ให้พลงั งาน จะเกิดควนั ไอน้ำ
และกา๊ ซตา่ ง ๆ เช่น ซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ และออกไซด์ของไนโตรเจน
ต้อู บ โรงงานฟอกย้อมจะใช้ตู้อบอุณหภูมิเพื่อทำการอบแห้งผนึกสีและเคมี และใช้
เซทผ้าด้วยความร้อน ผ้าที่ผ่านกระบวนการยอ้ ม พิมพส์ ี และตกแต่งสำเร็จจะถกู นำไปอบที่อุณหภมู ิสูง
ๆ ซึง่ อาจทำให้สารเคมีระเหยหรือเกิดการสลายตวั สอู่ ากาศได้
นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศยังอาจเกิดการรั่วไหลของสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์
และการสลายตัวของสารตกแต่งในระหวา่ งการเกบ็ รกั ษา
น้ำเสีย (Water pollution) ปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตสิ่งทอ เฉลี่ยในการผลิตน้ำหนัก
1 ปอนด์ จำเป็นต้องใช้ปริมาณน้ำในกระบวนการผลิต 20 แกลลอน หรือ ผ้า 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 167 ลิตร
นอกจากน้ำที่ใช้ในการบวนการผลิตแล้วยังมีสารเคมีท่ีเป็นของเหลวต่าง ๆ ที่จะตกค้างกลายเป็นของ
เสียผสมในน้ำกลายเปน็ มลพษิ ได้ ซึ่งทำให้ต้องมีการบำบัดน้ำเสียกอ่ นปลอ่ ยลงสูแ่ หลง่ น้ำ
365
ของเสียที่เป็นของแข็ง (Solid wastes) ปริมาณของเสียที่เป็นของแข็งที่เกิดข้ึนใน
กระบวนการผลิตมีปริมาณมากคิดเป็นอันดับรองจากน้ำเสีย ทั้งนี้ ข้ึนอยู่กับ ขนาดและประเภทของ
โรงงาน ลักษณะของของเสีย ประสิทธิภาพของเครื่องจักร และระดบั การดูแลเอาใจใสต่ ่อของเสียของ
โรงงานน้ัน ๆ ของเสียเหล่านี้ เชน่ เศษผ้า เศษด้าย พลาสติก กระดาษ กระสอบ ลัง ข้เี ถ้า กระป๋อง
ของเสียที่เป็นพิษ (Hazardous wastes) ของเสียกลุ่มนี้ทำลายหรือกำจัดยาก ต้องมี
กระบวนการดูแลเฉพาะ โรงงานสิ่งทออาจจะมีของเสียที่เป็นพิษเกิดข้นึ ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วน
ใหญ่จะเกิดจากสารเคมี ที่ ลกุ ไฟได้งา่ ย มีฤทธิ์กดั กร่อนโลหะ เกิดปฏิกริ ิยาได้งา่ ย จะต้องมีกระบวนการ
จัดเกบ็ วธิ ีการใช้งาน คัดแยก และการตรวจสอบเพ่อื ไม่ให้เกิดกระบวนการปนเปอ้ื นทีจ่ ะนำไปสกู่ ารเกิด
ของเสียท่ีเป็นพิษ สารเคมีเหล่านี้ เช่น สารตั้งต้นในการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ สารเรง่ ปฏิกิริยา ตัวทำ
ละลายอินทรีย์ โลหะหนัก น้ำยาซกั แห้ง และสารช่วยยอ้ มบางประเภท นอกจากนสี้ ารเคมีที่ใช้ทำความ
สะอาดเครื่องจักรก็อาจเกิดเป็นของเสียได้เชน่ กนั
การลดมลพษิ จากอุตสาหกรรมสิ่งทอทีม่ ีใช้กนั มาแพรห่ ลาย การใช้น้ำสียอ้ มจากอา่ งยอ้ ม
ซ้ำอีก การนำโซดาไฟจากกระบวนการชบุ มันกลบั มาใช้ใหม่ การนำสารลงแป้งเส้นด้ายฝ้ายกลับมาใช้
ใหมเ่ ทคนิคในการ Reduce, Reuse และ Recycle
1. การลดปริมาณน้ำทิ้ง ซึ่งจะช่วยลดขนาดของระบบบำบัดต่าง ๆ ได้ มีการแยก
ประเภทน้ำป้องกันการปนเปื้อนและลดต้นทุนการบำบัด เช่น การแยกน้ำสกปรกน้อย ( เชน่ น้ำล้างผ้า)
ออกจาก น้ำหล่อเย็นและน้ำทีม่ ีความสกปรกสูง (เชน่ น้ำสี)
2. การเลือกสีย้อมและสารเคมีให้เหมาะสม เช่น น้ำทิ้งที่มีค่ากรด/ด่าง BOD/COD สูง
ควรเปลี่ยนชนิดของน้ำสบู่ น้ำสบู่ที่มีโครงสร้างประจุลบเป็น Linear alkyl benzene sulfonate จัดเป็น
กลุ่มทีม่ ีคา่ BOD ต่ำและย่อยสลายทางชีววทิ ยาได้ง่าย
3. การปรับปรุงกระบวนการหรือเครื่องจักร ลดขั้นตอนการผลิต เลือกกระบวน
การซกั ล้างที่เหมาะสม
4. การยอ้ มแบบ Pad batch ซึ่งใช้พลังงานตำ่ มีกระบวนการผนึกสีสูง เหลือสีในน้ำทิ้ง
น้อยลง ทำที่ในอุณหภมู ิห้อง ยอ้ มได้ในปริมาณน้อย ๆ และใช้น้ำน้อย
5. ระบบการใช้ตวั ทำละลายแทนน้ำ
6. การพิมพ์ด้วยระบบ Transfer printing เพ่ือลดการใช้แป้งพิมพ์ สารข้น น้ำ และเคมี
อื่น ๆ
7. Foam technology ใช้ได้ในการย้อมพรมและการพิมพ์ แต่มีข้อจำกัดเรื่องการเลือก
สารเคมีท่ที ำให้เกิดฟองต้องมีความคงตัวสงู และการทำความสะอาดเครื่องจกั รยงุ่ ยาก
8. การย้อมโดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการย้อมโดยไม่ใช้น้ำ (Waterless dyeing)
แต่ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน Supercritical state แทน
366
8.4.2 การจดั การของเสยี ทีอ่ นั ตราย
การจัดการของเสียที่อันตราย ได้แก่ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์
เศษวตั ถุโลหะหนัก โดยขยะอิเล็กทรอนิกสม์ ีผลเสียเกี่ยวข้องกับเรื่องของสารพิษบางอย่าง โดยเฉพาะ
หากจัดการไม่ดีพิษเหล่านี้มักจะเป็นโลหะหนัก ชนิดที่มีมาก ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม
นอกจากนี้ยังมีสารหนู กำมะถัน และสารเคมีอีกเป็นจำนวนมาก ขยะอิเล็กทรอนิกส์น้ันเป็นแหล่ง
วัตถุดิบช้ันรองที่มีค่าหากมีการดูแลจัดการอย่างเหมาะสม หากไม่ดูแลจัดการอย่างเหมาะสมแล้วก็
นบั เป็นแหล่งพษิ ที่ร้ายแรงได้ การเปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยที ี่รวดเรว็ ในปจั จุบัน ทำให้มีต้นทุนเบ้ืองต้น
ที่ต่ำ และยังมีการหมดอายุตามที่กำหนดทำให้เกิดปัญหารวดเร็วมากข้ึนทั่วโลก ปัจจุบันมีวิธีการ
แก้ปัญหาเชิงเทคนิคหลายประการ แต่จะต้องมีการวางกรอบในเชิงกฎหมาย มีระบบจัดเก็บ
ระบบขนส่ง และบริการอื่น ๆ ที่ต้องใช้ก่อนจะนำไปสู่การดำเนินการทางเทคนิค กระบวนการจัดการ
ขยะอิเลก็ ทรอนิกส์ทีถ่ กู ตอ้ ง คอื การป้องกันต้ังแต่ต้นทางแหลง่ กำเนิดและปริมาณของของเสียอนั ตราย
ได้แก่ สถานที่ต่าง ๆ เช่น เขตชุมชนบ้านเรือนซึ่งส่วนมากจะมีขยะประเภทเศษอาหาร สารอนินทรีย์
ส่วนขยะอันตราย เช่น ถ่านไฟฉายที่หมดอายุการใช้งานแล้ว กระป๋องยาฆ่าแมลง ยารักษาโรคที่
หมดอายุแล้ว และหลอดไฟหมดอายุ โดยเฉพาะหลอดเรืองแสงซึ่งมีการฉาบสารวาวแสงซึ่งหากหลอด
ชำรุดจะทำให้สารนอี้ อกมาเป็นอันตรายได้ แบตเตอรีท่ ห่ี มดอายุ เครือ่ งใช้ไฟฟา้ ที่ชำรดุ น้ำมนั เครื่องเกา่
น้ำยาล้างอัดรูป ในสถานพยาบาลจะมีพวกเข็ม กระบอกฉีดยา สำลี พลาสเตอร์ที่ใช้แล้ว
สายยางน้ำเกลือและให้อาหาร สายสวนปสั สาวะอจุ จาระ โดยอัตราของเสียอนั ตรายจากโรงพยาบาลมี
อตั ราเฉลี่ย 0.65 กิโลกรมั ต่อเตียงตอ่ วัน
สถานที่ตอ่ ไป คือ โรงงานอุตสาหกรรมซึ่งประกอบไปด้วยขยะอันตรายประเภทบรรจุภัณฑ์ของ
สารปราบศัตรพู ืชและสารเคมีต่าง ๆ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตะกอนก้นถังกลั่นน้ำยาเคมีต่าง ๆ ส่วน
โรงงานที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑท์ างเกษตรกรรม จะมีพวกบรรจุภัณฑ์ยาปราบศัตรูพชื ตา่ ง ๆ แต่นับได้ว่า
โรงงานอตุ สาหกรรม เป็นแหล่งกำเนิดขยะอันตรายมากที่สดุ ของเสียต่าง ๆ เหลา่ นี้มีผลที่ตามมาหาก
ขาดการดูแลอยา่ งถูกต้อง หรือการกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะอนามัยก็จะก่อให้เกิดผลเสียต่าง ๆ เช่น
การลุกติดไฟ หรือการระเบิด เกิดไอสารพษิ ที่เป็นอนั ตรายตอ่ สิ่งมีชีวิต และเมือ่ ปนเป้ือนลงไปในแหล่ง
น้ำย่ิงก่ออันตรายอย่างมหันต์ต่อมนุษย์ที่ต้องใช้น้ำนั้นอุปโภคและบริโภค ส่วนวิธีการที่จะกำจัดขยะ
อนั ตรายน้ัน มีหลากหลายวิธีด้วยกัน แต่ขน้ั ตอนที่สำคัญที่สุด คอื การทงิ้ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ โดย
นำขยะอันตรายใส่ถุงขยะให้มิดชิด และนำไปทิ้งในถังขยะพิเศษซึ่งทางการจัดไว้ ให้สำหรับทิ้งขยะ
ประเภทขยะอันตรายเท่านั้น ซึ่งการกำจดั ในขน้ั ต่อไป จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในหน่วยท่มี ีหน้าทีก่ ำจัด
ขยะอันตรายโดยเฉพาะ
367
8.4.3 การจดั การขยะโดยใช้หลักการ 3Rs
การจดั การของเสียอันตรายโดยเริม่ จากการใช้หลกั การ 3Rs ได้แก่ Reduce, Reuse และ Recycle
(ภาพที่ 8.13) มาใช้โดยให้ความสำคญั ต่อการป้องกันและลดปริมาณกาก ณ จุดกำเนิด ซึ่งผู้ก่อกำเนิด
สามารถดำเนินการได้โดยอาศยั การวเิ คราะหจ์ ดุ กำเนิด ปริมาณ และความเปน็ อันตรายของกากเพอ่ื หา
มาตรการรวมถึงการลดความเปน็ อนั ตรายด้วย
ภาพที่ 8.13 : แนวทางการจัดการของเสียอันตรายด้วยหลักการ 3Rs
นอกจากการลดหรือการใช้ประโยชนจ์ ากของเสียอันตรายแล้ว การกำจัดของเสียอนั ตรายก็เป็น
สิง่ ที่ต้องดำเนินการดว้ ย คอื การเผาไหม้ท่อี ณุ หภมู ิสูง (Incineration) เป็นการทำลายเชือ้ โรคและสารพษิ
ในของเสียอันตรายโดยใช้เตาเผาที่อุณหภมู ิสงู ประมาณ 1,000-1,200 องศาเซลเซียส โดยมีการติดต้ัง
ระบบควบคุมคุณภาพอากาศให้ได้ตามมาตรฐาน วิธีนี้สามารถลดปริมาณของเสียที่จะต้องนำไป
ฝังกลบได้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และการฝังกลบแบบปลอดภัย (Secured
landfill) เปน็ กระบวนการกำจัดขนั้ สุดท้าย โดยนำของเสียอันตรายทผ่ี ่านการปรับเสถียรแล้ว รวมถึงเถ้า
ที่เหลือจากการเผาไหม้ของเสียอันตราย ไปฝังในหลุมฝังกลบที่มีการออกแบบเป็นพิเศษ เช่น มีวัสดุ
กันซึม 2 ชั้น (Double liners) และมีการติดต้ังบ่อสังเกตการณ์เพ่ือติดตามตรวจสอบการร่ัวไหลของ
สารพษิ เปน็ ต้น
8.5 การใช้หลกั 3Rs ในการลดปริมาณของเสยี ในกระบวนการผลติ
หากกล่าวถึงการจดั การของเสีย ทกุ ทา่ นคงจะคนุ้ กับ “3Rs” คำฮิตติดปากทีถ่ กู กล่าวถึงมากที่สุด
ประกอบด้วย Reduce ซึง่ คอื การลดหรือใช้น้อยเทา่ ที่จำเป็น Reuse ซึ่งคือ การใช้ซ้ำ และ Recycle ซึ่ง
คอื การแปรรูปมาใช้ใหม่ การจดั การขยะอิเลก็ ทรอนิกสท์ ีเ่ กิดขนึ้ สามารถทำได้ด้วยหลกั 3Rs คอื
368
8.5.1 การลด (Reduce) คือ ลดการบริโภคต้ังแต่แรก โดยไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย หากจำเปน็ ต้อง
ซือ้ ให้ซือ้ ผลิตภัณฑ์ทีป่ ลอดภยั ไม่มีสารอนั ตราย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรวมถึงที่มีอายกุ ารใช้งาน
ได้นาน หรือเปน็ การวางแผนการใช้วัตถดุ ิบให้คมุ้ ค่ามากที่สุดเพ่อื ลดปริมาณของเสียทีจ่ ะเกิดขนึ้
8.5.2 การใช้ซ้ำ (Reuse) คือ การใช้ซ้ำ โดยการนำผลิตภัณ ฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และ
อิเลก็ ทรอนิกส์ หรือแม้แต่น้ำที่ใช้แล้วกลบั มาใช้ใหม่
8.5.3 การรีไซเคิล (Recycle) คือ การรีไซเคิลซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เศษขยะอินทรีย์
และอิเล็กทรอนิกส์เพ่ือประหยัดทรัพยากรรวมท้ังคัดแยก ไม่ทิ้งซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และ
อิเล็กทรอนิกส์กบั ขยะมลู ฝอยทว่ั ไป และลงในแหล่งน้ำ โดยไมน่ ำไปฝงั ดินหรือเผา
สารอันตรายของซากผลิตภัณฑ์เครือ่ งใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีสารโลหะหนกั ที่เป็นอันตราย
ต่อคุณภาพชีวิต และสิง่ แวดล้อมอาจรั่วไหลลงสู่แหลง่ ดิน และน้ำ ปนเปื้อนในอากาศ พษิ จะสามารถ
สะสมได้ในสิง่ แวดลอ้ ม และสง่ ผลตอ่ สขุ ภาพอนามัยของประชาชน ในการนกี้ รมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์
กระทรวงสาธารณสุข ได้จำแนกสารอันตราย และผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์
เครื่องใช้ไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ ดงั นี้
ตะกั่ว (Lead ; Pb) เปน็ ส่วนประกอบในการบัดกรแี ผ่นวงจรพมิ พ์ หลอดภาพรงั สีแคโทด เป็นต้น
โดยผลกระทบที่เกิดข้ึนจะไปทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ระบบโลหิต การทำงานของไต
การสืบพันธุ์ และมีผลต่อการพัฒนาสมองของเด็ก และทำลายระบบประสาท ระบบเลือดและระบบ
สืบพันธ์ุในผู้ใหญ่ นอกจากนี้พิษจะสามารถสะสมได้ในสิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดผลเฉียบพลัน หรือแบบ
เรือ้ รังได้ในพืช และสัตว์
แคดเมียม (Cadmium ; Cd) พบในแผน่ วงจรพมิ พ์ ตวั ต้านทาน และหลอดภาพรังสีแคโทด เป็น
ต้น ซึ่งสารนี้จะสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะที่ไต ทำลายระบบประสาท สง่ ผลต่อพัฒนาการ และการมี
บตุ ร หรืออาจมผี ลกระทบต่อพันธกุ รรม
ปรอท (Mercury ; Hg) พบในตัวตัดความร้อน สวิตซ์ และจอแบน โดยจะสง่ ผลในการทำลาย
อวัยวะต่าง ๆ รวมท้ังสมอง ไต และเด็กในครรภ์มารดาได้ และถ้าลงสู่แหล่งน้ำจะเปลี่ยนรูปและ
ตกตะกอน ซึง่ สะสมในสิ่งมชี ีวิตได้งา่ ย และจะสะสมตอ่ ไปตามหว่ งโซ่อาหารต่อไป
โครเนียมเฮกซาวาแลนท์ (Hexavalent chromium ; Cr(VI)) ใช้ในการป้องกันการกัดกร่อน
ของแผ่นโลหะเคลือบสังกะสี ซึง่ สามารถผา่ นเขา้ ส่ผู นังเซลลไ์ ด้งา่ ย จะสง่ ผลในการทำลายดีเอ็นเอ และ
เป็นสารก่อมะเร็งสำหรบั มนุษย์
เบริลเลยี ม (Beryllium ; Be) ใช้ในแผนวงจรหลัก เป็นการกอ่ มะเรง็ โดยเฉพาะมะเร็งปอด โดย
ผู้ท่ไี ด้รับสารนอี้ ยา่ งต่อเนื่องจากการสูดดมจะมีผลกับปอด หากสัมผัสก็จะทำให้เกิดแผลทีผ่ ิวหนงั อย่าง
รนุ แรง
369
สารหนู (Arsenic ; As) ใช้ในแผงวงจร ซึ่งทำลายระบบประสาท ผิวหนัง และระบบการย่อย
อาหาร หากได้รบั ปริมาณมากอาจทำให้ถึงตายได้
แบเรียม (Barium ; Ba) ใช้ในแผ่นหน้าของหลอดรังสีแคโทด ซึง่ เปน็ สารที่มีผลต่อสมอง ทำให้
สมองบวม กล้ามเนอื้ ออ่ นล้า ทำลายหัวใจ ตบั และม้าม
ตัวทนไฟทำจากโบรมีน (Bromine ; Br) ใช้ในกล่องพลาสติกของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
แผงวงจร และตวั เชื่อมต่อ ซึ่งเปน็ สารที่มีพิษและสามารถสะสมได้ในสิง่ มชี ีวติ ถ้ามีทองแดงรว่ มด้วยจะ
เพ่ิมความเสี่ยงในการเกิดไดออกซิน (Dioxin) และฟิวแรน (Furans) ระหว่างการเผา ซึ่งก่อให้เกิด
ไดออกซิน สารก่อให้เกิดมะเร็งทำลายการทำงานของตับ มีผลกระทบต่อระบบประสาท และ
ภูมิต้านทาน ทำให้การทำงานของต่อมไทรอยดผ์ ิดพลาด รวมถึงระบบตอ่ มไร้ท่อสามารถสะสมในน้ำนม
ของมนษุ ย์และกระแสเลือดและสามารถถ่ายทอดในห่วงโซ่อาหาร
แนวปฏิบตั ิทีด่ ีสำหรับการจดั การของเสียภายในโรงงานตามหลัก 3Rs ทีพ่ ัฒนาข้นึ มีวัตถุประสงค์
เพ่อื ผู้ประกอบกิจการโรงงานได้ใช้เปน็ แนวทางในการจัดการของเสียที่เกิดขึ้น โดยมีจุดมุง่ หมายสำคัญ
คอื ลดปริมาณของเสียที่โรงงานจะตอ้ งสง่ ไปกำจัดใหเ้ หลือนอ้ ยท่สี ดุ โดยลดของเสียที่แหล่งกำเนิด และ
การนำกลับไปใช้ซ้ำหรือใช้ใหม่ตามศักยภาพการใช้ประโยชน์ของเสียแต่ละชนิด ขณะเดียวกันการ
จดั การของเสียในแตล่ ะขนั้ ตอนเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายทง้ั หมด การ
จัดการของเสียให้ได้ผลต้องใช้หลายวิธีการในการดำเนินการร่วมกัน ต้ังแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
รวมท้ังคำนึงถึงเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง หรือเป็น “การจัดการของเสียแบบผสมผสาน” ดงั ภาพที่
8.14
ภาพที่ 8.14 : แนวคิดการจดั การของเสียแบบผสมผสานสรุปจากกรมโรงงานอตุ สาหกรรม
การจัดการของเสียแบบผสมผสานนี้จะต้องประกอบด้วยแนวคดิ การจัดการที่เริ่มต้ังแต่การลด
การเกิดของเสียที่แหล่งหรือกระบวนการที่กอ่ ให้เกิดของเสีย (Source reduction) การใช้ซ้ำของเสียหรือ
วสั ดุที่ยังใช้งานได้ (Reuse) การหมุนเวยี นกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ในรูปแบบต่าง ๆ ก่อนที่จะนำสว่ นที่
370
ไมส่ ามารถนำไปใช้ประโยชน์ใด ๆ ได้อีกไปบำบัด (Treatment) และการกำจัดของเสีย (Disposal) อยา่ ง
ปลอดภยั แนวปฏิบตั ิทีด่ ีสำหรับการจัดการของเสียภายในโรงงานตามหลกั 3Rs จึงเป็นวธิ ีปฏิบตั ิสำหรับ
การจัดการกับของเสียในแต่ละขนั้ ตอนการจดั การของเสียแบบผสมผสาน โดยประกอบด้วย 4 สว่ น คอื
แนวปฏิบตั ิที่ดีสาหรบั การลดของเสียท่ีแหล่งกำเนิด แนวปฏิบัติที่ดีสาหรับการคัดแยกและจัดเก็บของ
เสียที่เกิดข้ึน แนวปฏิบัติที่ดีสาหรับการนำของเสียกลับไปใช้ซ้ำหรือใช้ใหม่ และแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับ
การบำบดั /กำจดั ของเสีย
8.6 วิธกี ารบำบดั ทางชีวภาพ
จากข้อมลู สารอันตรายของขยะอิเลก็ ทรอนิกส์ดังกลา่ วขา้ งต้น ทำให้มีการศึกษาวิจัยเพ่ือหาสาร
ทดแทนสารอนั ตรายเหลา่ นี้ และหาวิธใี ช้สารอันตรายในผลิตภณั ฑเ์ ครอื่ งใช้ไฟฟา้ และอิเลก็ ทรอนิกสใ์ น
ปริมาณที่ลดลง ประกอบกับสหภาพยุโรปได้มีการกำหนดระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารที่เป็น
อันตรายบางประเภทในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ (Restriction of hazardous substances ;
RoHS) โดยห้ามใช้สารโลหะหนัก 6 ประเภท ที่เป็นอันตรายในผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และ
อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ตะก่ัว ปรอท แคดเมียม โครเมียมเฮกซาวาเลนท์ (Hexavalent chromium)
โพลีโบรมิเนตเต็ดไบฟีนิล (Polychlorinated biphenyls ; PCBs) และโพลีโบรมิเนตเต็ดไดฟีนิลอีเทอร์
(Polybrominated diphenyl ethers ; PBDE) เป็นผลให้ผู้ผลิตที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายในสหภาพ
ยโุ รปรายใหญ่มีการเปลี่ยนเทคโนโลยกี ารผลติ และหาสารอืน่ ทดแทนสารอันตรายตามระเบียบดงั กลา่ ว
ศูนยค์ วามเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอนั ตราย (2553 : ออนไลน์)
ทำการศึกษาการจดั การซากเครือ่ งใช้ไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกสใ์ นประเทศไทย พบวา่ ยงั ไมก่ ้าวหน้ามาก
นัก คือ อยู่ในระดับของการสกัดแยกโลหะมีค่าออกจากซากอิเลก็ ทรอนิกส์ และมีระบบควบคุม การ
เกิดมลพษิ โดยผู้ประกอบการชาวไทย ด้วยวธิ ีการและขนั้ ตอนการสกดั แยก รวมถึงเทคโนโลยกี ารบำบัด
สารอันตรายของซากอิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างกัน มีการลงทุนที่ไม่มากนัก และส่วนใหญ่ยังไม่มี
กระบวนการจัดการอย่างเต็มรูปแบบ จึงอาจเกิดการปนเปื้อนของสารอันตรายหรือแพร่กระจายสู่
สิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้การจัดการซากอิเล็กทรอนิกส์ต้องใช้เงินลงทุนสงู ประกอบกับผู้ประกอบการที่มี
ศกั ยภาพในการรีไซเคลิ น้ันเปน็ ชาวต่างชาติ และยงั ไม่มีการเขา้ มาดำเนินการด้านการรีไซเคลิ ในประเทศ
ไทยอย่างเต็มรปู แบบซึง่ อาจเปน็ เพราะขอ้ กำหนดและกฎหมายบางฉบับของไทย รวมถึงการยอมรับการ
จดั การซากจากภาคประชาชน ทำให้ไม่คมุ้ ค่าการลงทุน
8.7 การลดปริมาณของเสยี ในอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีในการจัดการของเสียอันตรายวิธีอื่น เช่น การลดปริมาณที่แหล่งกำเนิด การนำ
กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ และ การจำกัดการเกิดของเสีย (Waste minimization) สามารถกำจัดของเสีย
ได้เพียงบางส่วน ไมส่ ามารถกำจัดของเสียได้ทง้ั หมด การบำบดั ของเสียอนั ตรายหลายวธิ ี เช่น การเผา
371
ในเตาเผา และการบำบัดทางชีวภาพจะเกิดของเหลือ (Residue) ที่ต้องมีการกำจัดขั้นสุดท้ายโดยการ
ฝงั กลบ ซึง่ รวมถึงการอดั ของเสียลงบอ่ ลึก (Deep well injection) ด้วย สว่ นการบำบัดบนดินเป็นเทคนิค
การบำบัดของเสียอนั ตรายทางชีวภาพ โดยนำของเสียไปวางบนดิน ให้มีความเขม้ ขน้ ตำ่ พอทีจ่ ุลินทรีย์
จะทำการย่อยสลายได้ ดังน้ันการฝังกลบของเสีย (Land filling) เป็นระบบที่ถกู ออกแบบและก่อสร้าง
เพ่ือกักขงั (Containment) ของเสียในลักษณะที่มีการรั่วไหลของมวลสารที่เป็นพิษออกไปปนเปื้อนต่อ
สิ่งแวดล้อมน้อยทีส่ ดุ และถ้ามีการรั่วไหลก็ให้อย่ใู นระดับที่ยอมให้ได้ การฝังกลบมีความจำเป็นในการ
จัดการของเสียอันตราย
ในอตุ สาหกรรมตา่ ง ๆ สามารถลดปริมาณของเสียในระบบการผลิตได้โดยการใช้หลัก 3Rs ซึ่ง
สามารถยกตัวอย่างเป็นกรณีศึกษาได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมสุรา กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและ
เครื่องดื่ม กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์
อุตสาหกรรมสิง่ ทอ และอตุ สาหกรรมกระดาษ ดังนี้ คอื
8.7.1 กลุ่มอุตสาหกรรมสุรา โดยกระบวนการ 3Rs ของกลุ่มอุตสาหกรรมสุรา (ภาพท่ี 8.15)
คอื
Reduce ลดการสญู เสียน้ำสบั ปะรดที่จะนำไปหมักสุราโดยทำถาดรองและนำกลับมาใช้ ลดขยะ
จากถุงโซดาไฟทจ่ี ะใช้ล้างขวดเกา่ โดยเลือกใช้โซดาไฟแบบน้ำ (สารละลาย) ที่บรรจุถงั แทนโซดาไฟแบบ
เกล็ด ลดการใช้สารเคมี และวัสดุสิ้นเปลืองในห้องปฏิบัติการโดยเลือกใช้หรือปรับวิธีการวิเคราะห์
(Analytical method) ที่ใช้สารเคมีน้อยลง และปรับวิธีปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการให้ใช้วัสดุสิ้นเปลือง
น้อยลง และลดการสูญเสียสารเคมี เช่น การตัดแบง่ กระดาษลิตมัสเทา่ ที่พอใช้ เป็นต้น
Reuse ใช้ขวดเก่าในการบรรจุสรุ า เวยี นใช้ซ้ำน้ำโซดาไฟในการล้างขวดและเลือกใช้กาวตดิ ฉลาก
ชนิดที่ล้างออกได้งา่ ยเพื่อควบคมุ ปริมาณการใช้โซดาไฟไมเ่ กิน 2 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งนำตะกอนกระดาษ
เขา้ เครือ่ งรีดน้ำเพ่อื นำน้ำโซดาไฟกลับมาใช้ใหม่ และลดปริมาณกากตะกอนกระดาษทีต่ ้องนำไปกำจัด
เวยี นใช้น้ำหล่อเย็นถังหมักและนำน้ำอ่อนที่เหลือใช้มาใช้ในหอหล่อเย็น (Cooling tower) เพ่ือลดการใช้
น้ำดิบ นำไส้ลัง และสายรดั พลาสติกเกา่ มาใช้ซ้ำ และนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมาใช้ในพ้ืนที่สีเขยี ว
และใช้ซ้อมดับเพลิง
Recycle นำน้ำกากสา่ เขา้ ระบบก๊าซชีวภาพ (Biogas) และนำกา๊ ซมีเทนทีไ่ ด้มาใช้เป็นเชอื้ เพลิงใน
หมอ้ ไอน้ำทดแทนน้ำมนั เตา นำกากตะกอนจากระบบก๊าซชีวภาพ (Biogas) เศษฉลากกระดาษจากการ
ล้างขวด เศษใบไม้จากพ้ืนที่สีเขยี ว เศษอาหาร เถ้าจากหม้อไอน้ำ และตะกอนจากการเคย่ี วคาราเมล
มาทำปุ๋ย และให้เกษตรกรไปใช้เป็นสารปรบั ปรุงดิน นำกากสับปะรด และกากจากการล้างสับปะรดไป
ใช้เป็นอาหารสัตว์ และนำน้ำสับปะรดที่เหลือซึ่งไม่สามารถนำไปหมักสุราได้มาใช้ปรับ pH ในระบบ
บำบัดน้ำเสีย นำถังไม้โอ๊คเก่า และเศษไม้พาเลทมาใช้ประโยชน์อื่น ๆ เช่น ทำเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้
กระถางต้นไม้ และอปุ กรณต์ กแตง่ อืน่ ๆ
372
ภาพที่ 8.15 : กระบวนการ 3Rs กล่มุ อตุ สาหกรรมสรุ า
8.7.2 กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยกระบวนการ 3Rs ของกลุ่มอตุ สาหกรรม
อาหารและเครื่องดืม่ คอื
Reduce ลดขยะจากถุงน้ำตาลและลดข้ันตอนการเตรียมน้ำเชือ่ มโดยเลือกใช้น้ำตาลเหลวแทน
น้ำตาลเกล็ด ลดสีท่ีใช้ในการพิมพบ์ าร์โคดให้เหลือสีเดียว (เฉพาะสีบาร์โคด) ลดการใช้ไส้กล่องสำหรับ
ผลิตภัณฑ์บางรนุ่ โดยการออกแบบขวดให้มีจุดสัมผสั ที่ขวดและไมต่ ้องใช้ไส้กล่องเมื่อบรรจลุ งกล่องทำ
ให้ลดขนาดกลอ่ ง ลดพ้ืนที่การจดั เก็บลดน้ำหนกั ในการขนสง่ นอกจากนยี้ ังทำให้การปฏิบัติงานคล่องตัว
มากข้ึนอีกด้วย ลดการใช้พลาสติกหุ้ม (Plastic wrap) โดยเลือกใช้พลาสติกที่มีความหนาลดลง (แต่
ยังคงใช้ได้ตามมาตรฐานเดิม) และใช้เครื่องพนั ฟิลม์ ซึ่งประหยดั การใช้ฟิลม์ มากกวา่ เมือ่ เทียบกบั การใช้
แรงงานคน และลดการใช้ฟิล์มพลาสติกในการปิดภาชนะอาหารระหว่างขั้นตอนการผลิตโดยใช้
ฝาพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้แทน
Reuse นำแกลลอนบรรจวุ ตั ถดุ ิบมาล้างและนำกลบั มาใช้ซ้ำนำสายรดั พลาสติกและพลาสติกหุ้ม
วตั ถุดิบ (Plastic wrap) มาใช้ซ้ำเป็นถงุ ขยะหรือคลุมขยะเพ่ือป้องกันฝน นำถาดรองขวดส่งกลบั ผู้ผลิต
และนำกลับมาใช้ซ้ำ นำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วและน้ำทิ้งจากกระบวนการ และนำน้ำล้างย้อน
(Backwash) (ทีต่ กตะกอนแล้ว) กลบั มาใช้ล้างพ้นื และใช้ในโถชกั โครกในห้องสขุ า
Recycle ทำเชอื้ เพลิงอดั แท่งจากเศษวัตถุดิบทีม่ ีค่าความร้อนสงู นำก๊าซมีเทนจากระบบ Biogas
ไปใช้เป็นเชือ้ เพลิงร่วมกับก๊าซธรรมชาติในหม้อไอน้ำ นำวัสดเุ หลือใช้จากกระบวนการผลิตเช่นกากถ่ัว
ไปใช้เป็นอาหารสัตว์ และนำเศษวตั ถดุ ิบและผลิตภัณฑ์ที่เสือ่ มสภาพมาทำปุ๋ยหมกั และน้ำหมักชีวภาพ
373
8.7.3 กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยกระบวนการ 3Rs ของกลุ่มอุตสาหกรรม
อิเล็กทรอนิกส์ คอื
Reduce ออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยแนวคิด “Green product” ผลิตภัณฑ์มีขนาดเล็กลงและใช้
ทรพั ยากรน้อยลงรวมทั้งควบคมุ ประสิทธิภาพการผลิต (% yield) ให้ได้สงู สุดและเกิดของเสียน้อยท่สี ุด
เช่นใช้ Lead frame ให้คุ้มค่าที่สุดลดการใช้กาวเงิน (Silver paste) เป็นต้น นำเทคโนโลยที ี่เหมาะสมมา
ใช้ในกระบวนการผลิตเช่นใช้เทคโนโลยี Mold array processing หรือ MAP mold ซึง่ ช่วยลดการเกิดของ
เสียในกระบวนการผลิตชนิ้ สว่ นพวกเซมิคอนดกั เตอร์ และลดการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตเช่นลด
การใช้อะซีโตนในการล้างชนิ้ อปุ กรณ์
Reuse เวยี นใช้ซ้ำ Tray และ Reel ทีใ่ ช้ใสช่ ิ้นงานระหว่างขน้ั ตอนการผลิต เลือกใช้กลอ่ งกระดาษ
แทนกล่องไม้ในการบรรจุผลิตภัณฑ์ทำให้สามารถเวียนใช้ซ้ำกล่องอีกหลายครั้งเป็นการลดการใช้
บรรจุภณั ฑ์ลดน้ำหนักในการขนส่ง ลดพ้นื ที่ในการจัดเก็บกลอ่ งบรรจภุ ัณฑ์ ประยุกต์ใช้เป็นชิ้นสว่ นกัน
กระแทกในตู้คอนเทนเนอร์แทนโฟมได้ นอกจากนี้ยังประกอบง่ายกว่ากล่องไม้ทำให้การปฏิบัติงาน
คล่องตัวมากข้ึนอีกด้วย และเวียนใช้ตัวทำละลายและน้ำ DI (Deionized water) ในกระบวนการผลิต
เชน่ อะซีโตนที่ใช้ล้างชนิ้ อปุ กรณ์ และน้ำ DI จากกระบวนการชุบชิ้นงาน (Plating) และกระบวนการตัด
ชิน้ งาน (Dicing) นำสารดูดความชืน้ (Silica gel) เกา่ มาใช้ดูดความชืน้ ในตู้ไฟ
8.7.4 กลุม่ อตุ สาหกรรมปิโตรเคมี โดยกระบวนการ 3Rs ของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คอื
Reduce ปรับกระบวนการผลิต (Tune up) ให้เหมาะสมเพ่อื ทำให้เกิดของเสียในปริมาณที่ลดลง
เชน่ Yellow oil และ Spent caustic และแยก Oily waste และโพลิเมอรท์ ี่เกิดขนึ้ เองระหวา่ งกระบวนการ
ผลิตออกจากกันเพ่อื ลดปริมาณของเสียทีต่ ้องกำจดั
Reuse แยก Spent caustic จากกระบวนการผลิตและนำกลับไปใช้ในกระบวนการผลิต และนำ
น้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้ว (บางส่วน) กลับมาผ่านระบบ Reverse osmosis (RO) และนำกลับมาใช้ใน
หอหล่อเยน็ (Cooling tower)
Recycle นำเศษอาหารจากโรงอาหารและสำนักงานมาทำน้ำหมักชีวภาพใช้ในโรงงาน
8.7.5 อตุ สาหกรรมปูนซีเมนต์ โดยกระบวนการ 3Rs ของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ คอื
Reduce ลดการใช้ถา่ นหินสำหรับเตาปนู ซีเมนต์โดยการใช้เชอื้ เพลิงทดแทน ลดของเสียประเภท
สารหลอ่ ลืน่ จากงานซ่อมโดยตรวจสอบจดุ รั่วไหลต่างๆเพ่ือลดการสูญเสียสารหลอ่ ลืน่ และลดการเกิด
ของเสียและตรวจสอบสภาพน้ำมันหล่อลื่นก่อนที่จะเปลี่ยนถ่าย และลดการก่อเกิดของเสียภายใน
โรงงานที่จะนำไปกำจัดภายนอกโดยนำมากำจดั ภายในเตาเผาปนู ซีเมนต์
Reuse นำน้ำมนั หลอ่ ลืน่ เก่ากลบั มาใช้ใหมใ่ นส่วนอน่ื เชน่ นำมาใช้หล่อลื่นขอ้ โซ่ นำตวั ทำละลายใช้
แล้วมาตกตะกอนสิง่ ปนเปื้อนและนำสว่ นใสด้านบนกลบั มาใช้ใหมน่ ำถังบรรจนุ ้ำมันกลับมาใช้ซ้ำ
374
Recycle ใช้เศษอฐิ เก่าจากการรือ้ เปลีย่ นเตาเผานำเขา้ เตาเผาเพ่อื เป็นวตั ถุดบิ ทดแทนในการผลิต
ปนู ซีเมนต์ นำของเสียประเภทหินปูนเกรดต่ำ (Low grade lime stone) เศษอิฐทนไฟและฝนุ่ ผงปนู ไปใช้
เป็นวัตถุดิบทดแทน และนำของเสียประเภทน้ำมนั ใช้แล้วเศษผ้าปนเป้ือนน้ำมันถุง Bag filter ไปใช้เป็น
เชือ้ เพลิงทดแทน (Alternative Fuel)
8.7.6 อุตสาหกรรมสง่ิ ทอ โดยกระบวนการ 3Rs ของอุตสาหกรรมสิ่งทอ คอื
Reduce เลือกใช้สีย้อมเป็นสีย้อมชนิดทีเ่ ป็นมิตรตอ่ สิ่งแวดล้อมลดการใช้น้ำในกระบวนการยอ้ ม
โดยปรับเปลีย่ นเทคโนโลยกี ารผลิตเป็นแบบที่ใช้น้ำในปริมาณน้อย และลดการใช้พลาสติกในการคลุม
ม้วนผ้าชนิดใช้คร้ังเดียวมาเป็นพลาสติกชนิด PP (Polypropylene) ทีส่ ามารถนำกลบั มาใช้ซ้ำได้
Reuse ส่งแกนกระดาษที่ใช้ในการพันผ้าคืนผู้ผลิตเพ่ือนำกลับมาใช้ซ้ำ นำผ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
(Off spec) มาใช้ประโยชน์อื่น เช่น เย็บเป็นผ้าคลุมรถ และนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมาหมุนเวยี น
ใช้ซ้ำ
Recycle นำเถ้าจากการเผาไหมเ้ ชือ้ เพลิงชีวมวล (เช่น กะลามะพร้าว กะลาปาลม์ ใยปาล์ม และ
ไม้สับขีเ้ ลื่อย) ของหมอ้ ไอน้ำมาใช้ในการดดู ซับสีท่ปี นเปื้อนในน้ำเสีย และนำเศษผลไม้จากโรงอาหารมา
ทำน้ำหมกั ชีวภาพ
8.7.7 อตุ สาหกรรมกระดาษ โดยกระบวนการ 3Rs ของอตุ สาหกรรมกระดาษ คอื
Reduce ลดการใช้ทรายเพ่ือเป็นSand bed ในหม้อไอน้ำโดยนำ Fly ash ใช้ทดแทนปรับปรุง
เตาเผาเพอ่ื เพม่ิ คณุ สมบตั ิเถ้าให้สามารถนำไปเปน็ สว่ นผสมในการทำบล็อกประสานได้
Reuse นำน้ำจากกระบวนการตีเย่ือกระดาษมาใช้ซ้ำเพ่ือลดการใช้น้ำบาดาลโดยผ่าน
กระบวนการกรองกอ่ น นำน้ำทงิ้ จากกระบวนการผลิตทีบ่ ำบดั แล้วไปใช้รดน้ำต้นไมใ้ นโรงงานและสง่ ให้
เกษตรกรในพ้ืนที่ใกล้เคียงใช้ในการเพาะปลูกนำ Waste reject จากการตีเยื่อกระดาษและกากตะกอน
จากระบบบำบัดน้ำเสีย (ชนิดแห้ง) ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในหม้อไอน้ำ นำกากตะกอนจาก
ระบบบำบัดน้ำเสีย (ชนิดเปียก) ไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และนำเถ้า (ทั้ง Bottom ash และ Fly ash) ทีไ่ ด้
จากกากเผาไหม้ไปใช้เปน็ ส่วนผสมในการทำบลอ็ กประสาน
8.8 กรณีศกึ ษาของภาคอุตสาหกรรมตา่ ง ๆ ในการลดของเสยี จากกระบวนการผลติ
ในทุกภาคอุตสาหกรรมน้ันย่อมมีของเสียเกิดข้ึนในระหว่างกระบวนการผลิตไม่มากก็น้อย
อตุ สาหกรรมใดสามารถควบคุมปริมาณของเสียทเ่ี กิดขึ้นในกระบวนการผลิตของตนให้เหลือน้อยทีส่ ุด
นับวา่ ประสบความสำเรจ็ ในการลงทุนเนือ่ งจากประหยดั ต้นทนุ ในการกำจดั ของเสีย และลดการบริหาร
จดั การในระบบการผลิตให้มีคณุ ภาพดีข้ึนได้ ทำให้อตุ สาหกรรมน้ันมกี ำไรจากการผลิตผลิตเพิม่ มากข้ึน
ในทีน่ ีข้ อยกกรณีศึกษาของบรษิ ทั ต่าง ๆ ในภาคอตุ สาหกรรมในการบรหิ ารจัดการกระบวนการผลิตของ
ตนในการลดของเสียที่เกิดข้ึนในระหว่างกระบวนการผลิต หรือการนำของเสียที่เกิดข้ึนนำกลับมาใช้
ประโยชน์ใหม่ซึ่งขอยกตัวอย่างการลดปริมาณของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมไทยออยล์ การลด
375
ปริมาณของเสียจากโรงงานพิมพ์ย้อมผ้าไทย จำกัด (มหาชน) และการลดปริมาณของเสียจากบริษัท
ฟริโต-เลย์
8.8.1 การลดปริมาณของเสยี จากโรงงานอุตสาหกรรมไทยออยล์
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (SET : TOP) ประกอบธุรกิจโรงกล่ันน้ำมันปิโตรเลียมเพ่ือ
จำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยโรงกล่ันน้ำมันอยู่ที่อำเภอศรีราชา
จงั หวัดชลบุรี ปจั จุบันบริษัท มีกำลังการกลนั่ น้ำมันปิโตรเลียม ประมาณ 220,000 บาร์เรลต่อวัน คิด
เปน็ ประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์ของกำลงั การกลัน่ น้ำมันปิโตรเลียมทั้งหมดในประเทศ
นอกจากนี้ ยังประกอบธุรกิจอื่นผ่านการถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้า
ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพ้ืนฐาน ธุรกิจการผลิตพาราไซลีน ธุรกิจขนส่งน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
เครือข่ายไทยออยลต์ ระหนกั ดีถึงบทบาทของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่มีสว่ นสำคัญตอ่ การลด
การเกิดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต จึงได้จัดเตรียมแผนงาน และมาตรการป้องกัน ควบคุม
และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ต้นเหตุ โดยการคิดริเริ่ม และ
พัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามแนวทางกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean development mechanism ;
CDM) แ ล ะค าร์ บ อ น เค ร ดิ ต (Carbon credit) ด้ ว ย ค วาม มุ่ งม่ั น ใน ห ลั ก ก าร บ ริห าร จั ด ก าร
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างย่ังยืนเป็นระบบเพ่ือให้เกิดประโยชนส์ ูงสุดและครบวงจร โดยเริม่ ต้นจากทุก
หน่วยผลิตภายในพ้ืนที่โรงกล่ันและโรงปิโตรเคมี มุ่งมั่นดำเนินการผลิตต้ังแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
เพ่ือให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมส่งผลดีต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่น
ระดับประเทศ และสังคมโลก โรงงานอุตสาหกรรมไทยออยล์ได้ริเริ่มและพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ
เพอ่ื ให้กระบวนการผลิตเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นมิตรต่อสิง่ แวดล้อมมากที่สุดด้วยความเชื่อม่ัน
ว่า "การดแู ลทีด่ ีที่สดุ คอื การป้องกนั " (ภาพท่ี 8.16)
ภาพที่ 8.16 : การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งย่งั ยืนของโรงงานอตุ สาหกรรมไทยออยล์
376
เครือไทยออยล์จึงมุ่งเน้นการป้องกันการเกิดมลภาวะจากกระบวนการกลั่นน้ำมัน ต้ังแต่ต้น
ทางการผลิต โดยเลือกใช้ทรพั ยากรธรรมชาติชนิดที่มีปริมาณมลพษิ ต่ำ อาทิ เลือกใช้น้ำมนั ดิบประเภท
ที่ เรีย ก ว่า Sweet crude แ ล ะก าก น้ ำมั น ดิ บ ที่ มี ป ริม าณ ซั ล เฟ อ ร์ต่ ำเพ่ื อ ช่ว ย ล ด ป ริม าณ
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งในน้ำมันดิบและกากน้ำมันดิบส่วนใหญ่มักมีปรอทและ
เกลือเจือปนอยู่ จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีป้องกันตั้งแต่ต้นทางบริษัทฯ จึงได้ดำเนินการติดต้ังหน่วย
กำจัดปรอท (Mercury absorption unit) เพ่อื ดกั จับและดูดซับปรอทในนำ้ มันดิบ และกากน้ำมนั ก่อนที่จะ
นำวัตถดุ ิบเข้าสู่กระบวนการกล่นั รวมท้ังมีการติดต้ังหน่วยขจดั เกลือออกจากวัตถดุ ิบด้วยน้ำ โดยใช้น้ำ
ทีม่ ีในระบบจากหนว่ ยผลิตต่าง ๆ ของบริษัทฯ นำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งด้วยการเพ่มิ แรงดันน้ำ ใช้น้ำเปน็
ตวั ทำหน้าทีช่ ะล้างเกลือออกจากน้ำมนั ดิบ และกากน้ำมนั ดิบกอ่ นนำไปกลั่น เพอ่ื ช่วยให้ระบบการกล่ัน
สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น สารเร่ง
ปฏิกิริยาที่ใช้ในกระบวนการผลิต บริษัทฯ ได้ดำเนินการบริหารจัดการตามแนวนโยบายการป้องกัน
ปญั หาภาวะมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เน้นการเลือกใช้สารชนิดที่ไม่ทำลายช้ันบรรยากาศ
และลดการใช้ทรพั ยากรให้เหลือน้อยท่สี ุดหรือเลือกใช้เทา่ ที่จำเปน็ เท่าน้ัน (ภาพท่ี 8.17)
ภาพที่ 8.17 : การป้องกันการเกิดมลภาวะจากกระบวนการกล่ันน้ำมันตั้งแต่ต้นทางการผลิตของ
โรงงานอตุ สาหกรรมไทยออยล์
8.8.1.1 ด้านการป้องกันและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ การดำเนินธุรกิจของเครือไทย
ออยล์ในปี 2553 และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามุ่งเน้นการออกแบบ และจัดต้ังหน่วยผลิตใน
กระบวนการกลั่นน้ำมันและหน่วยเสริมการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูง
377
(ภาพท่ี 8.18) เพอ่ื ป้องกนั และเฝ้าระวังคุณภาพอากาศให้อยใู่ นระดบั ทีป่ ลอดภยั เกินกว่าคา่ มาตรฐานที่
กฎหมายกำหนด โดยให้ความสำคัญกับการลดการใช้เชือ้ เพลิงและลดการสญู เสีย (Fuel and loss) ใน
กระบวนการผลิตอย่างมีนัยสำคญั ได้แก่
1. ดำเนินการกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต้ังแต่ต้นทางการผลิตด้วยการ
เลือกใช้เชื้อเพลิงมลพิษต่ำ ได้แก่ การใช้น้ำมันเตาที่มีกำมะถันเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งเร่งปรับ
สดั สว่ นการใช้กา๊ ซเชื้อเพลิงที่มีกำมะถนั ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ให้มากข้นึ บริษทั ฯ ยงั ได้ปรับปรุงหวั เผาให้มี
ประสิทธิภาพดีย่งิ ข้ึน สามารถรองรับการเลือกใช้เชื้อเพลิงท้ังในรปู ของน้ำมันเตา และก๊าซเชือ้ เพลิงได้
วธิ ีการดังกลา่ วเป็นการช่วยควบคมุ ปริมาณการเกิดกา๊ ซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตได้ใน
ระดบั หนึง่
2. ดำเนินการกำจดั ก๊าซซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ในกระบวนการผลติ โดยออกแบบ
และจดั ต้ังหน่วย Sulphur recovery unit หรือทีร่ ู้จกั กันโดยย่อว่าหน่วย SRU ทั้งหมด 4 หน่วย ทำหน้าที่
กำจัดกา๊ ซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือกา๊ ซไขเ่ น่า ซึ่งเกิดข้ึนได้จากการเผาไหม้
และแปรสภาพก๊าซเสียเหลา่ นั้นให้กลายเปน็ กำมะถัน พัฒนาเปน็ ผลิตภัณฑท์ ี่สามารถนำไปจำหนา่ ยได้
ในรปู กำมะถนั เหลว ช่วยควบคมุ ปริมาณการเกิดกา๊ ซซัลเฟอร์ไดออกไซดใ์ นชั้นบรรยากาศได้สงู มากถึง
98 เปอร์เซน็ ต์ อีกทั้งยังเพม่ิ โอกาสทางธุรกิจได้อีกทางหนึง่
3. ดำเนินการติดต้ังหน่วย Shell clause off-gas treating unit หรือที่รู้จักกัน
โดยย่อว่าหน่วย SCOT ทำหน้าที่เป็นหน่วยเผาซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับก๊าซที่หลงเหลืออีกประมาณ
2 เปอร์เซ็นต์แต่หากหน่วยนี้ยังเผาก๊าซที่หลงเหลือได้ไม่หมด ก๊าซเสียที่เหลือนั้นจะถูกนำเข้าสู่หน่วย
Sulphur recovery unit หรือหน่วย SRU อีกรอบหนึ่ง เพอ่ื เรง่ กำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ให้หมดสิ้น
โดยมี Hydrogen sulfide analyzer และระบบ CEMs ทำหน้าที่ติดตามและตรวจวัดคุณภาพอากาศอยา่ ง
ต่อเนือ่ ง
4. ด ำเนิ น ก ารติ ด ต้ังระบ บ ADIP treating unit ซึ่งทำห น้าที่กำจัดก๊ าซ
ไฮโดรเจนซลั ไฟด์ทีป่ ะปนอยใู่ นก๊าซเชอื้ เพลิง โดยใช้สารละลาย ADIP (di-isopropanolamine) พ่นลงมา
ในหอกล่ันสวนทางกับก๊าซที่ส่งข้ึนมาจากทางด้านล่าง สา รละลาย ADIP จะช่วยดูดซับก๊าซ
ไฮโดรเจนซัลไฟด์ไว้ ทำให้ได้ก๊าซเชื้อเพลิงที่สะอาดกลับมาใช้ และยังเปลี่ยนก๊าซเสียเป็นผลิตภัณฑ์
พลอยได้ โดยไม่กอ่ ให้เกิดมลพษิ ต่อสิ่งแวดล้อม
5. ดำเนินการสร้างหน่วยเปล่ียนไอระเหยน้ำมันให้กลายเป็นนำ้ มัน (Vapour
recovery unit ; VRU) เพ่ือทำหน้าที่ควบคมุ ไอระเหยน้ำมันมิให้ระเหยออกสู่บรรยากาศในขณะจ่าย
ผลิตภัณฑ์ และเปลี่ยนให้เป็นน้ำมันนำกลับมาใช้ใหม่เป็นการช่วยควบคุมภาวะมลพษิ ทางอากาศ และ
ลดการสญู เสียน้ำมนั
6. ดำเนินการจัดการสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs ในกระบวนการกล่ัน
น้ำมัน โดยการติดตาม และตรวจวดั ขอ้ ต่อต่าง ๆ ของเครื่องจักรและอุปกรณก์ ว่าหนึ่งแสนจุดในแต่ละ
378
หนว่ ยผลิตรอบโรงกลัน่ ฯ เพอ่ื ควบคุม และป้องกันการรว่ั ซึมออกสบู่ รรยากาศ รวมท้ังยงั มีแผนงานการ
บำรุงรักษา การตรวจสภาพ และการแก้ไขเครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ หากพบจุดที่
คาดการณ์ว่านา่ จะมีการรั่วซึม จำเป็นต้องดำเนินการเปลี่ยนขอ้ ต่อหรืออุปกรณ์น้ันทันที นอกจากนี้ ยัง
มีการใช้ระบบหอเผาชว่ ยจัดการสารอินทรียร์ ะเหยงา่ ยได้อีกทางหนึง่
7. ดำเนิน การติด ตามและเฝ้ าระวังการทำงาน ของระบ บ Low NOx
combustion เพ่ือควบคุมการเกิดออกไซด์ของไนโตรเจนตั้งแต่ต้นทางที่เกิดการเผาไหม้ และระบบ
Low NOx burner ซึง่ มที ้ังวิธกี ารพ่นน้ำเพอ่ื ลดความร้อน (Wet low NOx burner) และการทำให้เชอื้ เพลิง
เป็นละอองฝอยเล็ก ๆ ผสมกับอากาศก่อนทีจ่ ะเข้าสูก่ ารเผาไหม้ เพ่ือลดการสูญเสียเชอื้ เพลิง (Dry low
NOx burner) ชว่ ยให้อณุ หภูมิในห้องเผาไหม้ลดลง รวมทั้งยังได้มีการพัฒนาตอ่ ยอดนวัตกรรมลา่ สุดของ
เครือไทยออยล์ คือ ระบบพ่นละอองน้ำ (Fogging) ซึ่งทำได้โดยดูดอากาศจากข้างนอกเข้าไปใน
ห้องเผาไหม้ แล้วใช้การพ่นน้ำตามเข้าไป ลักษณะการทำงานคล้ายพัดลมระบายอากาศที่เติมน้ำได้
ทำให้อุณหภมู ิในห้องเผาไหม้ลดลง ปัจจบุ นั ใช้ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟา้ ด้านการแปรสภาพของ
เสียให้เกิดประโยชน์ และการจัดการวสั ดเุ หลือใช้
ภาพที่ 8.18 : การป้องกันและเฝ้าะวังคุณภาพอากาศจากกระบวนการกลั่นน้ำมันตั้งแต่ต้นทางการ
ผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมไทยออยล์
8.8.1.2 ด้านการแปรสภาพของเสียให้เกิดประโยชน์และการจัดการวัสดุเหลือใช้
ด้วยแนวคิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด
เครือไทยออยลจ์ ึงมีแนวทางการบริหารจดั การ และควบคมุ ให้เกิดกากของเสียจากกระบวนการผลิตให้
น้อยท่สี ุด ดงั นี้
379
จัดทำบัญ ชีกากของเสีย เพ่ือเป็นการเฝ้าระวังต้ังแต่ต้นทางเป็นหนึ่งใน
กระบวนการทำงานของทุกหน่วยผลิต คือ การจัดทำบัญชีกากของเสีย (Inventory solid waste) โดย
แยกประเภทกากของเสียตามมาตรฐานของเครือไทยออยลอ์ อกเป็น 9 ประเภท เชน่ โลหะทีไ่ ม่ปนเป้ือน
น้ำมัน ขยะปนเป้ือนน้ำมัน สารเร่งปฏิกิริยาที่ต้องมีการจัดการเปน็ พเิ ศษ ฯลฯ และจัดส่งบัญชีกากของ
เสียจากหนว่ ยผลิตน้ัน ๆ ไปยงั หนว่ ย Hygiene เพอ่ื คดั เลือกกระบวนการบำบัดและกำจดั อย่างเหมาะสม
และถูกวธิ ี รวมถึงการพจิ ารณาแนวทางที่สามารถนำกากของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกคร้ัง ช่วยลด
ผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อมได้ต้ังแตต่ ้นทาง
ผสานแนวคิด 7R สู่วิถีปฏิบัติ ในปี 2553 ที่ผ่านมา เครือไทยออยล์ยังคงให้
ความสำคัญกบั การบริหารจดั การกากของเสียที่เกิดขนึ้ จากกระบวนการผลิต โดยเน้นการควบคุม และ
ปฏิบัติตามหลกั 7R คอื
R1 : Reduce ลดปริมาณการเกิดขยะ สิ่งปฏิกูล หรือกากของเสียตั้งแต่จุดกำเนิด
โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเหลือทิ้งน้อยที่สุด โดยควบคุมดูแลกระบวนการผลิต ตลอดจนการ
บำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพดี พร้อมใช้งานอยู่เสมอ รวมท้ัง เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยถนอม
และยดื อายกุ ารใช้งานของสาร เร่งปฏิกิริยา (Catalyst) และสารดดู ซบั (Absorbent)
R2 : Refuse หลีกเลี่ยงการเกิดขยะ สิ่งปฏิกูล หรือกากของเสียซึ่งเป็นพิษต่อ
สิง่ แวดล้อมต้ังแต่ต้นทางการผลิต เชน่ การเลือกใช้น้ำมันดิบที่มีคณุ ภาพเหมาะสม เพ่อื ยืดอายุการใช้
งานของสารเรง่ ปฏิกิริยา
R3 : Reuse นำขยะ สิ่งปฏิกูล หรือกากของเสีย รวมทั้งวสั ดุที่ไม่ใช้แล้ว กลับมาใช้
ซ้ำให้มากที่สดุ เชน่ นำน้ำมนั ทีเ่ ก็บได้จากระบบบำบัดน้ำทงิ้ กลบั มากลั่นซ้ำ (Reprocess)
R4 : Recycle ส่งเสริมให้มีการคัดแยก และนำขยะ สิ่งปฏิกูล หรือกากของเสียผ่าน
กระบวนการแปรรูปเพ่ือนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น การแยกโลหะมีค่า (Metal recovery) ได้แก่
ทองคำ ทองคำขาว และนกิ เกิล ออกจากสารเรง่ ปฏิกิริยาทีใ่ ช้งานแล้ว เปน็ ต้น
R5 : Refill เลือกใช้สินคา้ ทีน่ ำบรรจุภณั ฑ์กลับไปเติมได้ เพอ่ื ลดปริมาณขยะ
R6 : Return เลือกใช้สินคา้ ที่สามารถส่งคนื บรรจุภัณฑห์ รือสินคา้ ที่หมดสภาพการ
ใช้งานกลบั คนื สู่ผู้ผลิต เพ่อื นำไปบรรจใุ หม่ หรือฟ้นื ฟูสภาพ (Regeneration) อีกคร้ัง
R7 : Repair มีการซ่อมแซมเครื่องมือ และวัสดุอุปกรณ์ ให้สามารถนำกลับมาใช้
งานได้มากทีส่ ุด เพ่อื ลดปริมาณขยะที่ต้องทงิ้ หรือทำลาย
ขยะปนเปื้อนน้ำมันและสารเร่งปฏิกิริยา กลุ่มที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษจากการ
ดำเนินการในปี 2553 เครือไทยออยล์ ยงั คงดำเนินการบริหารจัดการกากของเสียที่เหลือจากการผลิต
โดยยดึ หลักการเลือกใช้วิธกี ารกำจัดที่เกิดประโยชน์มากทีส่ ุด แตส่ ง่ ผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อมน้อยท่ีสุด
ดังเช่นการปฏิบัติที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ดำเนินการแยก "ขยะปนเปื้อนน้ำมัน" และจะถูกนำส่งไปยัง
380
โรงปูนซีเมนต์เพ่ือใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน ส่วน "สารเร่งปฏิกิริยา" ที่ใช้ในกระบวนการผลิตของ
ไทยออยล์ จะเน้นการเลือกใช้สารเร่งปฏิกิริยาที่มีอายุการใช้งานนาน 3–5 ปี และจะนำสารบางชนิดที่
สามารถฟ้ืนฟูสภาพกลับมาใช้ใหมเ่ พือ่ ชว่ ยลดปรมิ าณของเสียที่เกดิ ข้นึ ในแตล่ ะปี โดยสว่ นใหญ่มีทง้ั หมด
3 แบบ คือ สารเร่งปฏิกิริยาที่มีโลหะที่มีคุณค่า สารเร่งปฏิกิริยาที่มีโลหะที่ไม่มีคุณค่า และสาร
เรง่ ปฏิกิริยาทีไ่ ม่มีโลหะซึง่ จะใช้วิธกี ารจัดการแตกตา่ งกัน คอื
สารเร่งปฏิกิริยาทีม่ ีโลหะทีม่ ีคุณคา่ จะนำไปผ่านกระบวนการเคมี เพ่ือดึงโลหะที่
มีคณุ ค่าออกจากสารเรง่ ปฏิกิริยาที่ใช้งานแล้ว (Reclaim)
สารเร่งปฏิกิริยาที่มีโลหะที่ไม่มีคุณค่า จะไม่ทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ แต่จะใช้
วธิ ีการสง่ ไปยังผู้ผลิตเพ่อื ฟ้นื ฟสู ภาพ
สารเร่งปฏิกิริยาที่ไม่มีโลหะ ใช้วิธีกำจัดเหมือนขยะปนเป้ือนน้ำมัน จะถูกส่งไป
โรงปนู ซีเมนต์ เพอ่ื ใช้เป็นเชอื้ เพลิงทดแทนองกลมุ่ บริษทั ฯ
8.8.2 การลดปรมิ าณของเสยี จากโรงงานพมิ พ์ย้อมผ้าไทย จำกัด (มหาชน)
บริษัท โรงงานพิมพ์ย้อมผ้าไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ที่ 386 หมู่ 2 ถ.สุขุมวิท ต. บางปูใหม่
อ.เมืองสมุทรปราการ จ. สมุทรปราการ 10280 (ภาพที่ 8.19) เป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ดำเนินการ
ฟอก ยอ้ ม พิมพ์ และตกแต่งผ้าผืนสำเรจ็ หลังจากรับผ้าดิบจากลูกค้า บริษทั จะส่งผ้าเขา้ กระบวนการ
ผลิตจนได้ผ้าสำเร็จที่มีคุณภาพสูง เป็นไปตามความต้องการของลูกค้า และมาตรฐานที่กำหนด
ตลอดจนการบรรจุหีบห่อจัดสง่ จนถึงมอื ลูกคา้ ท้ังใน และต่างประเทศ
ภาพที่ 8.19 : บริษัท โรงงานพมิ พ์ย้อมผ้าไทย จำกัด (มหาชน)
ทีม่ า : บริษัทฟอกยอ้ ม พมิ พ์ผ้า, (2557 : ออนไลน์)
381
โรงงานพมิ พย์ ้อมผ้าไทย จำกัด (มหาชน) การผลิตเส้นใยอาจใช้ฝ้าย ไหม ป่าน ปอ และขนสัตว์
มาผลิตเป็นเส้นใยโดยผ่านอุตาหกรรมป่ันด้าย ซึ่งอาจมีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมของเส้นใย
ธรรมชาติและอุตสาหกรรมเส้นใยสังเคราะห์ ผา่ นอุตสาหกรรมการทอผ้าเละอุตสาหกรรมถักผ้าก่อน
เข้าสู่กระบวนการพิมพ์ผ้า และการฟอกย้อมสิ่งทอ จนได้ผืนผ้าแล้วทำการผลิตเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป
พร้อมจำหน่ายทั้งในเละต่างประเทศให้แก่ผู้บริโภค (ภาพที่ 8.20) จะเห็นได้ว่ามีขั้นตอนและ
กระบวนการของโรงงานพมิ พ์ย้อมผ้าไทย จำกัด (มหาชน) ไม่วา่ จะเป็นการใช้สีย้อม การใช้สีสังเคราะห์
เพอ่ื พมิ พล์ าย และน้ำเสียทีเ่ กิดขึน้ จากกระบวนการผลิต เป็นต้น
ภาพที่ 8.20 : กระบวนการผลติ ของโรงงานพมิ พย์ ้อมผา้ ไทย จำกดั (มหาชน)
จากโครงสร้างอุตสาหกรรมสิ่งทอที่มีลักษณะครบวงจร ครอบคลุมต้ังแต่อุตสาหกรรมเส้นใย
อตุ สาหกรรมป่ันด้าย อุตสาหกรรมทอผ้าและถักผ้า อตุ สาหกรรมฟอกย้อม พิมพ์และแต่งสำเร็จ และ
อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ดังน้ัน อุตสาหกรรมฟอกย้อมสิ่งทอจัดเป็นอุตสาหกรรมข้ันกลางใน
อตุ สาหกรรมสิ่งทอดงั กลา่ ว ซึง่ เป็นขน้ั ตอนที่เปลีย่ นวสั ดสุ ิ่งทอทีอ่ ยใู่ นรูปเส้นด้ายหรือผ้าดิบให้เป็นวสั ดุ
สำเรจ็ รปู ทีส่ ามารถนำไปผลิตหรือจำหน่ายให้แกผ่ ู้บริโภคต่อไป
382
การฟอกยอ้ มเป็นกระบวนการเปลี่ยนเส้นด้ายหรือผ้าผืน โดยผ่านกระบวนการทางเคมี ด้วยการ
ใช้สารเคมีและสีย้อมที่อาศัยน้ำเป็นตัวกลาง มีขั้นตอนหลัก คือ การนำด้ายหรือผ้าผืนมาฟอกให้ขาว
และสะอาดกอ่ นยอ้ มสี และแต่งสำเรจ็ ให้ผ้ามีคุณสมบตั ิตามต้องการ เช่น อ่อนนุม่ มนั เงา กันน้ำ และ
ยับยาก เปน็ ต้น โรงงานฟอกยอ้ มสิ่งทอแบ่งเป็น 3 ประเภท ตามวัตถุดิบ ดังนี้ การฟอกยอ้ มเส้นใยหรือ
เส้นด้าย การฟอกยอ้ มผ้าทอ และการฟอกยอ้ มผ้าถัก จากภาพที่ 8.21 เป็นการแสดงข้ันตอนการยอ้ ม
ผ้าฝ้ายเพ่ือทำการยอ้ มประกอบด้วยขน้ั ตอนใหญ่ ๆ คือ กระบวนการเตรียมผ้าก่อนยอ้ ม กระบวนการ
ให้สี กระบวนการอบแห้ง กระบวนการตรวจสอบ และกระบวนการบรรจุ
ภาพที่ 8.21 : กระบวนการยอ้ มผ้าฝ้ายของโรงงานพมิ พย์ ้อมผ้าไทย จำกดั (มหาชน)
ในหลาย ๆ ขนั้ ตอนของกระบวนการย้อมผ้านั้นจำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมากเป็นปัจจยั หลักใน
กระบวนการผลิต จากปัญหาความยุ่งยาก และการสิ้นเปลืองคา่ ใช้จ่ายในการบำบดั น้ำเสียของบริษัท
383
ทำให้บริษทั สนใจทีจ่ ะลดปริมาณน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดมากยง่ิ ข้นึ โดยได้มีการศึกษาหาวธิ ีการ หรือ
เทคนิคในการลดปริมาณการใช้น้ำ สารเคมีในการผลิต และพลังงานโดยใช้เทคนิคการลดมลพิษจาก
แหล่งกำเนิด ซึ่งผลที่ได้รบั นอกจากจะเป็นการลดปริมาณน้ำเสียที่ต้องทำการบำบัดแล้ว ยังเป็นการ
ประหยัดน้ำ สารเคมี และพลงั งานอีกด้วย สำหรบั แนวทางทีใ่ ช้ในการลดปริมาณ และความสกปรกของ
น้ำเสียของทางบริษัทมี 4 กระบวนในการแก้ปัญหา ดงั ตอ่ ไปนี้
8.8.2.1 เปล่ยี นแปลงวัตถดุ ิบทีใ่ ช้ในการผลติ ใหม้ ีสารอันตรายน้อยที่สดุ
การเลือกสีย้อมและสารเคมีที่ใช้อย่างเหมาะสม โดยการเลือกใช้สารเคมีที่เหมาะสม
จะเป็นปัจจยั สำคัญอย่างหนึ่งในการลดของเสียที่มีผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อม เนื่องจากสารเคมีแต่ละ
ชนิดจะมีความเป็นพิษที่แตกต่างกัน และการใช้ปริมาณสารเคมี หรือสียอ้ มในปริมาณที่เหมาะสมเป็น
การลดปริมาณสารเคมีสว่ นเกิน ซึ่งปริมาณสารเคมีส่วนเกินน้ันจะกลายเป็นมลพิษทางน้ำต่อไป จาก
กระบวนการฟอกย้อม พบว่า หากสามารถลดปริมาณสารเคมีได้ 20-50 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถลด
ปริมาณของเสียในน้ำทิ้งในรูปของบีโอดีได้ถึงประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์ ผลดีอีกประการที่เห็นได้
ชดั เจน คอื คา่ ใช้จา่ ยในการใช้สารเคมีจะลดลงด้วย
การเลอื กสยี ้อมที่มีความเปน็ พิษน้อย
หลีกเลี่ยงสีย้อมที่มีโอกาสก่อให้เกิดอันตราย หรือมีความเป็นพิษสูง เช่น สีย้อมอะโซ ที่
สามารถแตกตัวให้อะมีนประเภทที่ก่อให้เกิดมะเรง็
8.8.2.2 ใช้สารที่ไม่เป็นอันตรายหรือมีอันตรายน้อยกว่า แต่ให้ผลไม่แตกต่างกัน
แทนการใชส้ ารที่เปน็ อันตรายในการผลติ
เลอื กใช้สารเคมีที่ทำใหเ้ กดิ คา่ บีโอดีตำ่ แทนสารเคมีทีใ่ ช้อยเู่ ดิม สารเคมีท่ที ำให้เกิดค่า
บีโอดีในน้ำทิ้งปริมาณมาก ได้แก่ สารลอกแป้ง และน้ำสบูห่ รือสารซักฟอก ค่าบีโอดีของสารลอกแป้ง
ชนิดต่าง ๆ น้ัน จากการวิเคราะห์พบว่าสารลอกแป้งที่เป็นสารสังเคราะห์มีค่าปริมาณบีโอดีต่ำกว่า
สารลอกแป้งที่เป็นสารธรรมชาติโดยลดบีโอดีได้ถึง 20-30 เทา่
นอกจากแป้งเป็นสารที่มีค่าบีโอดีสูงแล้วสารซักฟอกหรือน้ำสบู่ก็เป็นสารเคมีอีกประเภท
หนึ่งที่มีปริมาณการใช้มากและมีค่าบีโอดีค่อนข้างสูง น้ำสบู่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในกระบวน
การฟอกย้อม คือ กลุ่มที่มีประจุลบ และไม่มีประจุ น้ำสบู่ที่มีประจุลบ และมีโครงสร้างเป็น Linear,
Alkkyl, Benzene และSulfonate จัดเป็นกลุ่มที่มีค่าบีโอดีต่ำและย่อยสลายทางชีววิทยาได้ง่ายเลือก
สีย้อมที่มีการผนึกสีกับเส้นใยสูง องค์ประกอบของการประหยัดน้ำใช้ในการเลือกสีย้อม คือ การใช้
สีย้อมชนิดทีม่ ีความสามารถในการผนึกกบั เส้นใยสูง
เลือกสยี ้อมที่มีความต้องการเกลือหรือสารเคมีอื่น ๆ ต่ำ สีย้อมชนิดนี้ทำให้สามารถ
ลดปริมาณเกลือหรือสารเคมีที่จำเปน็ ลง และทำให้มีสีย้อมปะปนมากับน้ำเสียน้อยลง สีย้อมประเภทนี้
เหมาะสำหรับการใช้งานในระบบต่อเนื่อง
384
เลือกใชก้ รดน้ำส้มแทนฟอสเฟต ในการควบคุมพีเอช และปรบั ปรุงคุณภาพน้ำจะช่วย
ลดปริมาณฟอสเฟตในน้ำเสียได้ เป็นต้น
8.8.2.3 การเปล่ียนแปลงกระบวนการผลิตให้มีของเสียจากการผลิตน้อยที่สุดการ
ปรบั เปลย่ี นกระบวนการฟอกยอ้ ม
มาตรการระยะแรกที่จะลดปริมาณการใช้น้ำ และมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมน้ัน ผู้บริหารต้อง
เพม่ิ ความเขา้ ใจถึงสถานะปัจจุบนั โดยทำการบันทึก และวเิ คราะห์ปริมาณน้ำใช้แตล่ ะกระบวนการ และ
กำหนดเป้าหมายการลดปริมาณการใช้น้ำ ในการพิจารณาต้ังเป้าหมายดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับ
ปัจจยั ทต่ี ้องคำนึงถึง ได้แก่
กรณีที่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยใช้กระบวนการที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยเน้น
การจดั การ เป็นการลดปริมาณน้ำเสียโดยใช้เทคนิคด้านการจัดการ และปรับปรุงกระบวนการโดยใช้
เครื่องจกั รเดิมที่มีอยู่ ซึ่งมวี ธิ ีการ ดงั นี้
- การลดขั้นตอนการผลิต เช่น ทำการลอกแป้ง ขจัดสิ่งสกปรก และฟอกขาวใน
ขน้ั ตอนเดียวสำหรับเส้นใยเซลลูโลส และใยผสม ทำให้ประหยดั การใช้น้ำมากข้นึ
- ปรับปรุงกระบวนการล้างให้มีประสิทธิภาพ น้ำเสียส่วนใหญ่ของอุสาหกรรม
ฟอกยอ้ ม มาจากการล้างสารเคมีสว่ นเกินที่ใช้ในกระบวนการฟอกยอ้ มออกจากผ้า ดังน้ัน ถ้าเขา้ ใจใน
คุณสมบตั ิของสารเคมีต่าง ๆ อย่างดีแล้วจะเป็นการง่ายท่จี ะกำจัดสารเหล่านอี้ อกจากผ้า โดยใช้น้ำล้าง
น้อยลง เชน่ โซดาไฟ เปน็ สารทีใ่ ช้เปน็ จำนวนมากในอุตสาหกรรมยอ้ มสิ่งทอ ซึ่งถูกดูดซึมโดยเส้นใยฝ้าย
และไมส่ ามารถขจัดออกได้โดยง่าย แม้จะใช้น้ำปริมาณมาก ดังน้ัน การทำให้ผ้าสั่นสะเทือนเชิงกลใน
น้ำร้อน และสะเทินด้วยสารละลายกรด จะช่วยให้โซดาไฟหลุดออกมาได้ง่ายข้นึ สำหรับการทำความ
สะอาดการขจัดกรดหรือด่างส่วนเกินออกน้ัน วิธีการที่ทำให้เป็นกลางจะเป็นวิธีที่เหมาะสมเมื่อมี
ปริมาณสารน้อย ๆ แตค่ วรระวงั ค่า Total dissolved solids จะมีคา่ สงู เมือ่ ความเข้มขน้ ของสารน้ันสูง
- ลดการใช้น้ำกรณีที่มีการซักล้าง และทำความสะอาดแบบแบตซ์ ซึ่งต้องใช้
ปริมาณน้ำมากกวา่ การซกั ล้างทำความสะอาดแบบต่อเนือ่ ง ถ้าสามารถลดปริมาณสิ่งเจือปนที่ถูกพา
มาจากกระบวนการก่อนการซกั ล้างคร้ังนั้น ก็จะชว่ ยให้ปริมาณน้ำใช้ลดลงมาก เช่น การซกั ล้างผ้าฝ้าย
ผ้าเรยอง หรือผ้าที่มีความนุ่มพอง เช่น ผ้าถัก ผ้าขนหนู จะมีปริมาณสิ่งเจือปนจำนวนมาก ในการ
ซักล้างทำความสะอาด ให้เพ่ิมเวลาในการสะเด็ดน้ำยาวนานกว่าการสะเด็ดน้ำทิ้งในผลิตภัณฑ์ท่ัวไป
โดยเฉพาะหลังการซกั น้ำครั้งแรก
- ตรวจสอบทำความสะอาด บำรุงรักษาอุปกรณ์ และเครื่องจักร อย่างสม่ำเสมอ
การตรวจสอบเครื่องจักร และอุปกรณ์ให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยลด
ปริมาณน้ำเสียให้น้อยลงแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในด้านพลงั งาน และการร่ัวไหลของน้ำแล้ว ยังยดื อายุ
การใช้งานของเครือ่ งจักร ทำให้ผลิตภัณฑม์ ีคุณภาพดี และช่วยลดอบุ ัติเหตุภายในโรงงานอีกด้วย
385
ก รณี ที่ ส า ม า รถ ล ด ป ริ ม า ณ น้ ำ เสี ย โด ย ก า รใช้ อุ ป ก รณ์ ช่ ว ย ป ร ะ ก อ บ กั บ
เคร่ืองมือ ที่มีอยู่ เป็นการลดปริมาณน้ำเสียข้ันต่อจากการใช้การจัดการในโรงงาน ในขน้ั นี้จำเป็นต้อง
ลงทุนจดั ซือ้ อปุ กรณบ์ างสว่ นเพ่ือชว่ ยในการลดน้ำใช้ซึง่ มวี ิธี ดงั นี้
- ติดตั้งอปุ กรณท์ ี่ให้การทำงานของเครื่องซักล้าง และทำความสะอาดเชือ่ มต่อกับ
สวติ ช์เปิด-ปิด น้ำ และไอน้ำ กล่าวคอื สวิตชจ์ า่ ยน้ำ และไอน้ำเปิดระหวา่ งทีเ่ ครื่องจักรทำงาน และปิด
เมือ่ เครื่องจักรหยดุ ทำงาน
- ติดต้ังอปุ กรณค์ วบคมุ ระบบอตั โนมัติ เพ่อื ควบคมุ ปริมาณน้ำที่จา่ ยให้กบั เครื่องซัก
ล้างโดยปรับเปลี่ยนได้ตามปริมาณของสิ่งเจือปน
- ปรับใช้ระบบน้ำไหลวนกลับ (Counter flow) เทคนิคนใี้ ช้สำหรบั กระบวนการล้าง
หลายขั้นตอน โดยอาศัยหลักการว่าการล้างทำความสะอาดเส้นใยหรือสิ่งทอในแต่ละข้ันตอนไม่
จำเป็นต้องใช้น้ำทีม่ ีความสะอาดบริสุทธิเ์ ท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การล้างในขนั้ ตอนแรก ซึ่งเส้น
ใยมีความสกปรกมากทีส่ ุด การล้างแบบนจี้ ะใช้น้ำสะอาดเฉพาะในการล้างข้ันตอนสดุ ท้ายเท่าน้ัน น้ำที่
ผ่านจากขนั้ ตอนนี้จะถกู นำไปใช้ล้างเส้นใยในขั้นตอนต่อไปทีม่ ีความสกปรกมากกว่า จนกระท่งั ถึงการ
ล้างในขั้นตอนแรกที่มีความสกปรกสูงสุด การล้างแบบต่อเนื่องโดยให้น้ำไหลสวนทิศทางการเคลือ่ นที่
ของเส้นใย หรือสิ่งทอที่จะล้างเป็นรูปแบบทีน่ ิยมใช้มากที่สุด พบว่าการล้างแบบนี้จะสามารถประหยัด
น้ำในกระบวนการล้างได้ถึง 50-80 เปอร์เซ็นต์ ข้ึนอยู่กับปริมาณสิ่งทอที่จะล้าง และจำนวนขน้ั ตอน
ในการล้าง
- ติดต้ังอปุ กรณ์ควบคุมอตั โนมัติในกรณีที่ต้องควบคมุ อุณหภูมิ และพเี อช เพ่ือชว่ ย
ประหยดั ไอน้ำ และสารเคมีทใ่ี ช้ ฯลฯ
กรณีลดปริมาณน้ำเสียโดยการเปล่ียนแปลงเครื่องจักรที่มีอยู่ให้เป็นชนิด
ประหยัดนำ้
- ใช้เครื่องยอ้ มแบบแบตซ์ที่มีอตั ราส่วนการใช้น้ำหนักเส้นใยตอ่ น้ำหนักน้ำสียอ้ มต่ำ
เครื่องยอ้ มรุ่นใหม่ ๆ แบบหัวฉีด (Jet) หรือแบบสำเร็จรปู สามารถลดอัตราส่วนดงั กล่าวอยูใ่ นระดับ 1:3
ถึง 1:5 เมื่อเทียบกับแบบธรรมดาทวั่ ๆ ไปที่มีค่าสูงถึง 1:12 กระบวนการนี้ประหยัดทั้งน้ำใช้ ประหยัด
พลังงาน และประหยดั สารเคมีเปน็ พิเศษ
- ใช้เครื่องยอ้ มแบบต่อเนื่องสำหรบั ผ้าถัก โดยปกติการยอ้ มสีแบบตอ่ เนื่องจะเปน็ ที่
นิยมใช้กบั สิง่ ทอท่มี ีความสามารถในการรบั แรงดงึ ได้สูง แตส่ ิง่ ทอประเภทถกั จะไม่สามารถใช้การยอ้ มสี
แบบต่อเนื่องได้ต้องใช้แบบแบตซ์แทน เพราะจะเสียรปู ทรงเมื่อได้รับแรงดึง อย่างไรกด็ ีในปจั จุบันได้มี
การผลิตเครือ่ งจักรทสี่ ามารถยอ้ มสไี ด้อย่างตอ่ เนื่อง โดยมีการดึงสิง่ ทอน้อยทส่ี ดุ หรือไมม่ ีเลย ซึง่ จะทำ
ให้สิ่งทอประเภทถักไม่เสียรูปทรง การย้อมสีสิ่งทอแบบถักอย่างต่อเนื่องนี้มีข้อดีเหนือการย้อม
แบบแบตช์ คอื ใช้น้ำในกระบวนการยอ้ มน้อย และปริมาณน้ำเสียทีเ่ กิดขนึ้ ลดลง
386
- ใช้คอมพวิ เตอร์ควบคุมการผสมสี และการเติมสารเคมีให้ได้ในสัดสว่ นที่ต้องการ
เกิดผลดีมากกว่าการใช้คน สามารถป้องกันการหกเลอะของสี และสารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถึงแม้ว่าก ารใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมก ารทำงานจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเบ้ื องต้นในก ารติด ตั้งระบบ
แต่ผลประโยชน์ที่ได้อันเนื่องมาจากการประหยัดสียอ้ ม และสารเคมี และการลดความเสียหายที่เกิด
ข้นึ กบั ผลิตภณั ฑส์ ามารถชดเชยกับการลงทุนเบ้ืองต้นได้ในเวลาอันสั้น
- เครื่องชุบมัน (Mercerized) โดยใช้สารละลายแอมโมเนีย การใช้สารละลาย
แอมโมเนียแทนการใช้โซดาไฟ จะมีข้อดี คอื สามารถกำจัดวธิ ีการล้าง ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมากออกไป
และยังช่วยลดปริมาณน้ำเสียอีกด้วย ในขณะเดียวกันสารละลายแอมโมเนียยังสามารถนำกลับมาใช้
ใหม่ได้ วิธีนี้สามารถลดการใช้ไอน้ำ และเพ่ิมความแข็งแรงของเส้นด้าย ผ้าทอ ผ้าถัก ซึ่งมักจะเกิด
ปัญหาการเสียรปู ทรงในระหวา่ งกระบวนการผลิต
8.8.2.4 แยกของเสยี กลบั ไปใช้ประโยชนใ์ หม่
การนำกลบั มาใชใ้ หม่
วิธีการลดปริมาณของสีสามารถทำได้อีกวิธีหนึ่ง คือ การนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ
ใช้ซ้ำอีกเทา่ ที่จะทำได้ สารเคมีท่ีใช้ในกระบวนการเตรียมควรต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม คอื เลือกชนิดที่
สามารถใช้ซ้ำได้อีก โดยไมท่ ำให้เกิดปัญหาขนึ้ เชน่ เกิดเป็นจดุ บนผ้า (Spotting) เปน็ ต้น ข้ันตอนสำคัญ
ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ววา่ เปน็ ขั้นตอนที่สามารถจะนำสารเคมี และสียอ้ มกลบั มาใช้ใหม่ หรือใช้ซ้ำได้อีก
อยา่ งได้ผล ได้แก่ การใช้น้ำสียอ้ มจากอ่างย้อมซ้ำอีก การนำโซดาไฟจากกระบวนการชบุ มนั กลับมาใช้
ใหม่ และการนำสารลอกแป้งเส้นด้ายฝ้ายกลบั มาใช้ใหม่
8.8.3 การลดปริมาณของเสยี จากบริษทั ฟริโต-เลย์
บริษัท ฟริโต-เลย์ ผู้ผลิตขนมขบเค้ียวจากสหรัฐอเมริกา เป็นขนมกรุบกรอบเพ่ือสิ่งแวดล้อม
ของขนม "ซัน ชิป" (Sun chips) ทีถ่ ูกอบให้กรอบด้วยไอน้ำร้อนจากพลังแสงอาทิตยจ์ นกระท่งั กลายเป็น
จุดขายที่โดดเด่นแตกต่างไปจากคู่แข่งเมื่อครั้งก่อนหน้านี้เป็นลักษณะพิเศษที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำตัว
สินค้าแบบไมม่ ีวันเปน็ อื่นไปได้ ฟริโต-เลย์ยกเลิกการใช้ถุงบรรจขุ นมซันชิปส์แบบเก่าภายหลังการวจิ ัย
และพัฒนาถุงแบบใหม่ที่ใช้เวลาพัฒนากันถึง 4 ปี เป็นการนำวัสดุจากพืชมาใช้ผลิตถุงบรรจุสินค้า
นบั เป็นกระแสความนิยมที่หลายบริษัทนำมาใช้เพ่ือยืนยันเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของบริษัทในการแสดง
ความรบั ผิดชอบตอ่ สังคมด้วยการร่วมอนุรักษส์ ิง่ แวดล้อม
ซึง่ ในทนี่ หี้ มายถึงการลดจำนวนขยะพลาสติกทีไ่ ม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ เพราะบรรจุ
ภณั ฑ์ หรือถุงแบบใหม่ทีฟ่ ริโต-เลย์ นำมาใช้บรรจุขนมมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เพราะวัสดุที่ใช้
ผลิตนั้นทำมาจากสารสกดั จากพชื ทีส่ ามารถยอ่ ยสลายได้เองตามธรรมชาติไมใ่ ช่พลาสติกที่นิยมกนั ) ถุง
แบบเก่าผลิตจากโพลีเมอร์ซึ่งเป็นพลาสติกที่ไมส่ ามารถย่อยสลายได้มีสารอันตรายหลงเหลือขณะการ
ผลิต ทำให้เสียงบประมาณในการกำจัดสารดังกล่าว และพลาสติกดงั กล่าวอาจต้องใช้ระยะเวลาในการ
ย่อยสลายตามธรรมชาติถึง 100 ปี ทางบริษัทจึงมีนโยบายให้เปลี่ยนวัสดุในการผลิตถุงบรรจุขนม
387
ซนั ชิปส์จากแต่ก่อนผลิตจากโพลีเมอร์ซึง่ เป็นอนั ตรายต่อสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนมาผลิตจากโพลีแลกติก
แอซิดที่เป็นสารจากพืชสามารถย่อยสลายหมดภายในเวลาประมาณ 14 สัปดาห์ และทำให้ไม่มีสาร
อันตรายหลงเหลือหลงั การผลิต
กระบวนการผลิตโพลีแลกติกแอซิด (Polylactic acid ; PLA) เป็นพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic)
สามารถย่อยสลายได้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำได้ด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติภายหลังจาก
การใช้งานผลิตมาจากวัตถุดิบที่สามารถผลิตทดแทนข้ึนใหม่ ได้ในธรรมชาติ (Renewable resource)
เช่น ผลิตมาจากพชื เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย เป็นต้น โดยการบดหรือโม่พชื นั้นให้ละเอียด
เป็นแป้งแล้วใช้เอนไซม์ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลกลูโคสผ่านกระบวนการหมัก (Fermentation) โดยใช้
แบคทีเรีย Lactobacillus brevis ได้ผลผลิตเป็นกรดแลกติก (Lactic acid) ผ่านกระบวนการทางเคมีได้
Lactide มีโครงสร้างทางเคมีเป็นวงแหวนแล้วจึงนำไปผ่านกระบวน การโพลีเมอร์ไรเซชั่น
(Polymerization) กลน่ั ในระบบสุญญากาศเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างได้เป็นโพลีเมอร์ (Datta, 1995; Kascak
and Kominek, 1996; Hanwen et al., 2008; Kalia et al., 2011; Moon et al., 2011; Dang et al.,
2012; Elkhaoulani et al., 2013; Lee et al., 2013; Raquez et al., 2013; Essabir et al., 2015;
Nekhlaoui et al., 2015; Tee et al., 2015: Essabir et al., 2016; Marra et al., 2016; Mohamad
Haafiz et al., 2016; Saba et al., 2017; Sana et al., 2017) (ภาพท่ี 8.22)
ภาพที่ 8.22 : กระบวนการผลิตโพลีแลกติกแอซิดเพ่ือผลิตถุงบรรจุขนมซันชิปส์ของบริษัทฟริโต-เลย์
แบบใหม่ที่ยอ่ ยสลายได้ง่ายด้วยกระบวนการทางชีวภาพ
388
สาโรจน์ (2547) กล่าวว่ากรรมวธิ ีการผลิตกรดโพลีแลกติกแบง่ ย่อยออกเป็น 3 ขนั้ ตอนด้วยกนั
ดังภาพท่ี 8.23 ซึ่งขนั้ ตอนของการสงั เคราะห์กรดโพลีแลกติกได้แสดงไวใ้ นวัฏจักรของกรดโพลีแลกติก
(ภาพที่ 8.24) การควบคุมกรรมวิธีการผลิตกรดโพลีแลกติกแบบนี้ทำให้ได้เส้นใยกรดโพลีแลกติกที่มี
คุณภาพสูง และโพลเี มอรท์ ี่ได้มีคณุ สมบตั ิท่ดี ีกว่ากรรมวธิ ีการผลิตของ Carother ในปี ค.ศ. 1932
ภาพที่ 8.23 : ขน้ั ตอนของกรรมวธิ กี ารผลิตกรดโพลแี ลกตกิ แอซิด
ภาพที่ 8.24 : วฏั จกั รของกรดโพลแี ลกตกิ
389
ในกระบวนการผลิตของบริษัท คารก์ ิลล์ ดาว (Cargill dow) ใช้ข้าวโพดเป็นสารต้ังต้นในการผลิต
กรดแลกติก เนื่องจากข้าวโพดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและมีปริมาณกำลังการผลิตที่สูงมากของ
สหรัฐอเมริกาในปัจจุบันมีการพัฒนาโพลีแลกติกแอซิดที่เป็นสารจากพืชเกรดต่าง ๆ ที่มีสมบัติ
เหมาะสมสำหรับการผลิตด้วย Thermo forming, Injection molding และBlow molding ผลิตภัณฑท์ ีม่ ีใน
ท้องตลาด ได้แก่ บรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้งประเภทต่าง ๆ อาทิ แก้ว ถุง กล่องใส่อาหาร และขวด
ตลอดจนเส้นใยสำหรับผลิตเสื้อผ้า ไหมเย็บแผล และอวัยวะเทียม เป็นต้น บริษัท คาร์กิลล์ ประมาณ
การว่าจะมีความต้องการโพลีแลกติกแอซิดที่เป็นสารจากพืช (PLA) ถึง 500,000 ตันต่อปีในปี ค.ศ.
2010
วาสนา และคณะ (2561) กล่าวว่าประเทศในกลุ่มยุโรปและอเมริกาให้ความสำคัญท้ังด้าน
นโยบายการวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เพ่ือทดแทนการใช้พลาสติกจากปิโตรเคมีซึ่ง
นบั วันจะลดลงและก่อปัญหามลภาวะ สำหรับประเทศไทยคณะรัฐมนตรีได้เหน็ ชอบแผนที่นำทางการ
พัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพแห่งชาติระยะที่ 1 (2553-2555) และระยะที่ 2 (2555-2559)
เสนอโดยสำนักงานนวตั กรรมแห่งชาติกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยเี พ่ือกำหนดทิศทางในการ
พัฒนาและส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในอนาคต จากความ
ได้เปรียบในด้านวัตถดุ ิบชีวมวลและผลผลิตทางการเกษตรทีม่ ีความอดุ มสมบูรณ์ให้สามารถสร้างมูลคา่
และเพ่มิ ขดี ความสามารถของประเทศในการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ทีเ่ ป็นมติ รตอ่ สิ่งแวดล้อม
โพลีแลกติกแอซิด (Polylactic acid ; PLA) เป็นพลาสติกชีวภาพที่ผลิตใช้มากที่สุดในปัจจุบัน
(Saini et al., 2016) ผลิตได้จากการโพลีเมอไรเซช่ัน (Polymerization) ของกรดแลกติก (Lactic acid)
กรดแลกติกที่ผลิตโดยวิธีทางเคมีจะอยู่ในรูปไอโซเมอร์ผสม (Racemic) ส่วนวิธีทางชีวภาพสามารถ
เลือกผลิตกรดแอลหรือดีแลกติกที่มีความบริสุทธิ์เชิงแสง (Optical purity) สูงได้เมื่อใช้จุลินทรีย์ที่
เหมาะสม (Martinez et al., 2013) ความบริสุทธิ์เชิงแสงของกรดแลกติกที่ใช้เป็นมอนอเมอร์ (Lactic
acid monomer) มีผลต่อการเรียงตัวเชิงโครงสร้างผลึก (Stereo-complex) และอุณหภูมิในการหลอม
ผลึก (Melting temperature) ส่งผลโดยตรงตอ่ การข้ึนรปู และคณุ สมบตั ิของพลาสติก (Södergård and
Stolt, 2002) โพลีแลกติกแอซิดเป็นพลาสติกชีวภาพที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทางการแพทย์
บรรจุภัณฑ์การเกษตร การขนส่ง การกอ่ สร้าง อิเล็กทรอนิกส์ และอตุ สาหกรรมตา่ ง ๆ
ด้วยกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติและความตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาภาวะ
โลกร้อนทีท่ ่ัวโลกกำลังเผชิญร่วมกันสง่ ผลให้พลาสติกชีวภาพกลายเปน็ วสั ดแุ หง่ อนาคตมแี นวโน้มความ
ต้องการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การผลักดันให้เกิดเทคโนโลยีพัฒนาองค์ความรู้การผลิตโพลีแลกติก
เป็นโอกาสของประเทศไทย ให้ก้าวจากประเทศผู้สง่ ออกวตั ถดุ ิบตั้งต้นราคาถูกสู่การเป็นศนู ย์กลางการ
ผลิตพลาสติกชีวภาพในภูมิภาคตอบสนองความต้องการท้ังในประเทศและต่างประเทศ
ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ตระหนักถึงปญั หามลภาวะจากขยะพลาสติกที่นับวนั จะทวคี วามรุนแรง
ได้ช่วยผลักดันให้มีการใช้พลาสติกชีวภาพเพ่ิมมากข้ึน และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่าง
390
กว้างขวาง ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตกรดแลกติก และโพลีแลกติกแอซิดมีแนวโน้มขยายตัวอย่าง
ต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยอุตสาหกรรมการผลิตโพลีแลกติกแอซิดยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ด้วยความ
พร้อมทางด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยีการข้ึนรูปรวมท้ังการที่ภาครัฐบาลได้กำหนดกลยุทธ์ต่าง ๆ เพ่ือ
การสร้างความพร้อมในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพทั้งทางด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี
อุตสาหกรรม และนวัตกรรมในการผลิตเพ่ือเพ่ิมศักยภาพของประเทศไทยในอุตสาหกรรมพลาสติก
ชีวภาพต้ังแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ราคาของโพลีแลกติกแอซิดซึ่งเป็นพลาสติกชีวภาพที่เป็น
มิตรกับสิ่งแวดล้อมยังสูงเมื่อเทียบกบั พลาสติกจากปิโตรเคมี
จะเห็นได้ว่างานวิจยั การหมักกรดแลกติกเพ่ืออุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพต้องใช้เชือ้ จุลินทรีย์
ผลิตกรดแอลหรือดีแลกติก ความเข้มข้นและความบริสุทธิ์เชิงแสงสูง สายพันธุ์ของ Bacillus และ
Sporolactobacillus มีศักยภาพสูงในการผลิตกรดแอลแลกติกและดีแลกติก ตามลำดับ กลุ่มนักวิจัยได้
คดั แยกและพบจุลินทรีย์ผลิตกรดแลกติกอย่างต่อเนื่องได้แก่ Terrilactibacillus laevilacticus (Prasirtsak
et al., 2016) แบคทีเรียสกุลใหม่แยกจากดิน แบคทีเรียสปีชีส์ใหม่ในสกุล Sporolactobacillus เช่น S.
shoreae, S. spathodeae (Thamacharoensuk et al., 2017) และS. shoreicorticis (Tolieng et al., 2017a)
และ B. coagulans จากเปลือกไม้ (Tolieng et al., 2017b) สายพันธุ์ที่ได้สามารถผลิตกรดแอลหรือ
ดีแลกติก ความเข้มข้นและความบริสุทธิ์เชิงแสงสูงและอยู่ระหว่างการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมเพ่ือ
พฒั นากระบวนการผลิตกรดแลกติก และนำมาพัฒนากระบวนการผลิต และความต้องการสารอาหาร
รวมท้ังการใช้เทคนิคในการทำกรดให้บรสิ ุทธิ์ การวจิ ัย พฒั นาการผลิตกรดแลกตกิ เพ่อื เป็นสารต้ังตน้ ใน
อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพนอกจากการคดั แยกสายพันธ์ุเดิมหรือสายพันธุ์ ใหม่ศกั ยภาพสูง ทนต่อ
สภาวะต่าง ๆ ได้ดี การใช้สารอาหารราคาถูกทดแทนการใช้สารสกัดจากยสี ตซ์ ึ่งเปน็ แหล่งกรดอะมิโน
เปบไทด์ และวิตามินที่จำเป็น (Abdel Rahman et al., 2011a; Wang et al., 2011) และวัสดุชีวมวล
ลิกโนเซลลูโลสิกโดยเฉพาะอย่างย่ิงวัตถุดิบที่ไม่ใช่อาหาร (Okano et al., 2010; Bai et al., 2016)
รวมทั้งพฒั นาสายพันธุจ์ ุลินทรีย์ให้สามารถผลิตกรดทีอ่ ุณหภูมิสูงสำหรบั ใช้ในหมกั แบบไม่ต้องผา่ นการ
ฆ่าเชื้อ และทนต่อสารยับย้ัง (Inhibitor) ที่เกิดข้ึนจากการเตรียมน้ำตาลจากลิกโนเซลลูโลสิก (Sun et
al., 2015) เพ่ือลดต้นทุนด้านวัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตเป็นแนวทางการวิจัยที่ควรมี
การศึกษาต่อไป องค์ความรู้ จากงานวิจยั และพัฒนาเหล่านี ้เป็นการเพ่ิมโอกาสการก้าวเขา้ ส่ปู ระเทศ
ผู้ผลิตกรดแลกติก และโพลีแลกติกด้วยเทคโนโลยใี นประเทศต่อไปในอนาคต
บทสรุป
ในปัจจบุ ัน ปญั หาด้านสิ่งแวดล้อมได้ทวีความรุนแรงมากข้นึ จึงมีการนำเทคโนโลยตี ่าง ๆ มาใช้
ในการปรบั ปรุงปรับปรุง ผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการ และเทคโนโลยีที่สำคญั อีกเทคโนโลยหี นึ่ง
กค็ อื เทคโนโลยสี ะอาด (Clean technology) หรือมีชือ่ อื่น ๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกนั หรือเหมือนกัน
อีกคือ การป้องกันมลพิษ (Pollution prevention) การผลิตที่สะอาด (Cleaner production) และการลด
391
ของเสียให้น้อยท่สี ุด (Waste minimization) มาใช้ ซึง่ ท้ังหมดเป็นการป้องกันของเสียทแ่ี หล่งกำเนิด แทน
การควบคุมบำบัดและจัดของเสียแบบเดิม ที่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการใช้เทคโนโลยี
สะอาด
เพ่อื ส่งเสริมให้ภาคอตุ สาหกรรมลดของเสียจากกระบวนการผลิต และเพ่ิมขดี ความสามารถใน
การนำกากอตุ สาหกรรมไปใช้ประโยชน์ ตามหลัก 3Rs คือ Reduce (ลดการใช้หรือใช้น้อยเท่าทีจ่ ำเปน็ )
Reuse (การใช้ซ้ำ) และ Recycle (แปรรูปมาใช้ใหม่) เพ่ือให้มีการหมุนเวียนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน
อยา่ งเกิดประสิทธิภาพสงู สุด โดยเริม่ ต้ังแตก่ ารออกแบบผลิตภัณฑ์การวางแผนการผลิต ขน้ั ตอนหรือ
วธิ ีการผลิต และการจดั การของเสียทีเ่ กิดข้ึน ทั้งภายในโรงงาน ภายในกลุ่มอตุ สาหกรรม และระหว่าง
กลุ่มอุตสาหกรรม อันจะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวไปสู่การเป็นสังคมของการใช้วัสดุหมุนเวียน
(Material-cycling society) อย่างแท้จริง
ทีก่ ลา่ วมาท้ังหมดน้ันเปน็ เพียงการแนะนำการลดของเสีย (Waste minimization) เบ้ืองต้นเท่านั้น
โดยการลดของเสียเป็นอีกทางหนึ่งในการป้องกันมลพิษ (Pollution prevention) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญข้อ
หนึง่ ของระบบการจดั การสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 ซึ่งเป็นที่ยอมรับ ในวงการคา้ ของโลก
ปัจจบุ นั ด้วยการลดของเสียนนั้ เปน็ องคป์ ระกอบสำคัญอยา่ งหนึ่งของการพัฒนาที่ย่งั ยนื ซึง่ คำนึงถึงการ
ปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการลดค่าใช้จ่ายในการผลิต โดยการลดของเสียที่แหล่งกำเนิด
หรือการใช้หมุนเวยี นหรือนำกลับมาใช้ใหม่จะพบว่าหากมีการจัดการในลกั ษณะการลดของเสียทด่ี ีและ
เหมาะสมกับองค์กรใด ๆ แล้ว จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จำนวนหนึง่ ทีเดียวในหลาย ๆ โครงการ
ทีป่ ระสบผลสำเร็จในการลดของเสีย อาจจะไม่ใช่เป็นเพียงการปฏิบัติวธิ ีใดวธิ ีหนึ่งเพียงวิธีเดียวเท่านั้น
แต่อาศัยการปฏิบัติรวมกันของหลาย ๆ วิธีที่กล่าวมาแล้วนำมาผสมผสานหาจุดที่เหมาะที่สุดที่จะ
นำมาใช้ได้กับองค์กรหรือหนว่ ยงานนั้น ๆ
392
คำถามท้ายบท
1. การลดปริมาณของเสียในอุตสาหกรรม หมายถึงอะไร ?
2. ประเภทของของเสียจากกระบวนการผลิตหลักแบ่งได้ กี่ประเภท ? จงอธิบาย ?
3. การลดปริมาณของเสียทีเ่ ปน็ อันตราย หมายถึงอะไร ?
4. ของเสียจากกระบวนการผลิตหลัก คอื อะไร ?
5. ของเสียจากกระบวนการสนบั สนุนการผลิต คอื อะไร ?
6. ของเสียจากสำนกั งานบ้านพักอาศยั และโรงอาหารในบริเวณโรงงาน คอื อะไร ?
7. การใช้หลกั 3Rs ในการลดปริมาณของเสียในกระบวนการผลิต มีอะไรบ้าง ? จงอธิบาย ?
8. การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) หมายถึงอะไร ? จงอธิบายตัวอย่างภาคอุตสาหกรรมที่
สามารถใช้หลักการนีไ้ ด้ ?
9. ก ารน ำก ลั บ มาใช้ป ระโยชน์ อี ก (Recycle) ห มายถึ ง อ ะไร ? จงอธิ บ าย ตั วอย่ าง
ภาคอุตสาหกรรมที่สามารถใช้หลักการนไี้ ด้ ?
10. การนำกลบั คนื มาใหม่ (Recovery) หมายถึงอะไร ? จงอธิบายตัวอย่างภาคอุตสาหกรรมที่
สามารถใช้หลักการนีไ้ ด้ ?
393
เอกสารอ้างอิง
กากกาแฟ. (2560). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : https://news.thaiware.com/8801.html. วันที่สืบค้น 23
ตลุ าคม 2560.
การกำจัดของเสียและการนำของเสียมาใช้ประโยชน์ ไทยออยล์. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก :
http://www.thaioilgroup.com /th/csr/activities1.php. วันทีส่ ืบคน้ 1 พฤศจิกายน 2557.
การใช้สารที่เป็นอันตรายน้อยแทนในน้ำยาเช็ดกระจก. (2560). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก :
http://www.thai- goodview.com/node/117660. วนั ที่สืบคน้ 18 ตุลาคม 2560.
การใช้ไกลคอลมาแทนไอโซโพรพานอล. (2560). [ออนไลน์]. เขา้ ถึงจาก : http://worldchemical.co.th/
วันทีส่ ืบคน้ 18 ตลุ าคม 2560
กรีนคอนกรีตทางเลือกใหม่ของวสั ดุกอ่ สร้าง. (ออนไลน์). เขา้ ถึงจาก : http://www.tcdc.or.th/creative
thailand/article/Matter/25274. วนั ทีส่ ืบคน้ 4 ตลุ าคม 2560.
ขยะอันตราย. (2557). [ออนไลน์]. เขา้ ถึงจาก : http://www.nectec.or.th/schoolnet/library/webcontest
2003/100team/dlbs091/hazardous.html. วนั ทีส่ ืบคน้ 13 พฤศจิกายน 2557.
คอนกรีตทีเ่ ปน็ มิตรกับสิ่งแวดล้อม. (ออนไลน์). เข้าถึงจาก : http://www.popularmechanics.com. วนั ที่
สืบคน้ 7 ตุลาคม 2560.
ความเป็ น มาบ ริษั ท genklean innovative cleaning solution. (2560). [อ อน ไล น์]. เข้าถึ งจาก :
http://www. genklean.com/en. วนั ทีส่ ืบคน้ 24 ตลุ าคม 2560
คอนกรีตมวลเบา. (ออนไลน์). เขา้ ถึงจาก : http://www.tcdc.or.th/articles/materials-application. วันที่
สืบคน้ 7 ตุลาคม 2560.
จักริน ย้ิมย่อ. (2558). สมทุ รปราการ. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงจาก : http://www.repository.rmutt.ac.th/ bits
tream/handle/123456789/967/131897.pdf?sequence=1. วันที่สืบคน้ 20 มิถุนายน 2558.
ชมพนู ุท วรี กิตติ และ ปิยวรรณ กลิ่นศรีสขุ . (2557). เส้นใยธรรมชาติ จากงานคราฟท์สู่อุตสาหกรรม
รถยนต.์ [ออนไลน์]. เขา้ ถึงจาก : http://www.tcdc.or.th/creativethailand/article/Matter/2008
วันทีส่ ืบคน้ 29 กนั ยายน 2560.
ไทยออยล์. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : http://www.thaioilgroup.com/th/csr/activities1.php.
วนั ทีส่ ืบคน้ 1 พฤศจิกายน 2557.
ธญญั าภรณ์ ศิริเลิศ และวรรณิศา กิจไธสง. (2553). การพฒั นากระดาษลามิเนตด้วยฟิลม์ไคโตแซนตอ่
การข้ึนรูปกล่องบรรจุอาหาร. วารสารเทคโนโลยกี ารอาหาร มหาวทิ ยาลัยสยาม. 6(1) : 55-
63.
นที ฐานมั่น. (2557). การพัฒนาภาชนะย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากลำต้นมันสำปะหลัง. สาขาวิชา
วศิ วกรรมเครือ่ งกล คณะวศิ วกรรมมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี ุรนารี.
394
น้ำยาล้างปล อดสารพิษ. (2560๗ . [ออน ไล น์ ]. เข้าถึงจาก : http://www.genklean.com/wp-
content/uploads/2015/06/Genklean-with-Motto.jpg. วันทีส่ ืบคน้ 18 ตุลาคม 2560.
น้ำสบู่. (2560). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : http://www.lookmhee.com/news/104225. วันที่สืบค้น 23
ตลุ าคม 2560.
บ ริษั ท ก าร พิ ม พ์ ย้ อ ม ผ้ าไท ย . (2557). [อ อ น ไล น์ ]. เข้าถึ งจ าก : http://www.ttpp.co.th/Ass
essment.html. วนั ทีส่ ืบคน้ 13 พฤศจิกายน 2557.
บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากลำต้นมันสำปะหลัง. (2561). {ออนไลน์}. เข้าถึงจาก :
http://kasetinfo. arda.or.th/arda/cassava/?p=324. วนั ทีส่ ืบคน้ 20 กุมภาพันธ์ 2561.
พิชญ าภา ห นูแส ง. (2558). ประจวบ คีรีขันธ์ . [ออน ไลน์ ]. เข้าถึ งจาก : http://pichayapabe
wwy.blogspot.com/. วันที่สืบคน้ 15 มิถุนายน 2558.
ฟลิ ์มไคโตซาน. (2560). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : https://www.google.co.th/search?tbm=isch&q=ฟลิ ์ม
ไคโตซาน&spell. วนั ที่สืบคน้ 1 มีนาคม 2561.
เผายางรถยนต์สร้างก๊าซพิษ-เลือดรับออกซิเจนน้อยลง. (2560). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก :
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000068779. วันที่
สืบคน้ 7 ตุลาคม 2560.
มลู นิธกิ ระจกเงา. (2555). [ออนไลน์]. เขา้ ถึงจาก : http://www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/
toxics/electronics/where-does-e-waste-end-up. วันทีส่ ืบคน้ 1 พฤศจิกายน 2555.
วาสนา โตเลีย้ ง ณัฏฐา ทองจลุ และสมบรู ณ์ ธนาศุภวัฒน์. (2561). การผลิตกรดแลกติกของแบคทเี รีย
เพอ่ื ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ. วารสารวทิ ยาศาสตร์บรู พา. 23(1) : 15-30.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (ไทยออยล์). (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/
ไทยออยล์. วันที่สืบคน้ 1 พฤศจิกายน 2557.
วิชินพงศ์ โตมี. (2557). [ออนไลน์]. ขยะอันตราย. เข้าถึงจาก : http://www.nectec.or.th/schoolnet/
library/webcontest2003/10team/dlbs091/hazardous.html. วนั ที่สืบคน้ 1 พฤศจิกายน 2557.
ศิวพร แก่นจนั ทร์ และปิยะพร คามภีรภาพพันธ.์ (2559). การยอ้ มผ้าไหมด้วยสีจากกากกาแฟโดยใช้
สารสกัดจากเปลือกทับทิมเป็นสารชว่ ยติด. สาขาสิง่ ทอและเครื่องนุ่งห่ม คณะอุตสาหกรรม
สิง่ ทอ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลกรุงเทพ.
สารัช ยมยลง. (2558). กรุงเทพมหานคร. [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : http://www.ftqm.or.th/files/
Proceedings08/chap08.pdf. วนั ทีส่ ืบคน้ 20 มิถุนายน 2558.
สาโรจน์ ศิริศนั สนียกลุ . (2546). การผลิตพลาสติกเขยี วจากกรดแลกติก. สง่ เสริมเทคโนโลย.ี 29(167) :
115-120.
สาโรจน์ ศิริศันสนียกุล. (2546). GreenPLA พลาสติกยุคใหม่ไร้มลพิษ. สง่ เสริมเทคโนโลยี. 30(168) :
150-126.
395
สิทธิชยั ฝรง่ั ทอง. (2558). กรงุ เทพมหานคร. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงจาก : http://www.busandtruckmedia.
com/page.php?a=10&n=126&cno=4865. วันที่สืบคน้ 19 มิถนุ ายน 2558.
สีเคมีในการย้อมผ้า. (2560). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : http://worldchemical.co.th/th/page-E0%AD.
วันที่สืบคน้ 23 ตลุ าคม 2560.
เส้นใยแก้ว. (2560). [ออนไลน์]. เขา้ ถึงจาก : https://www.ruedee.com/th/fabric/glass/. วันที่สืบค้น 7
ตุลาคม 2560.
เส้นใยทดแทนไม่ใช่สิ่งที่ปราศจากอันตราย. (2560). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : http://www.Chrysotile.
co.th/เส้นใยทดแทนไม่ใช่สิง่ ท-3 /. วนั ที่สืบคน้ 7 ตลุ าคม 2560.
อุตสาหกรรมการผลิตสิง่ ทอ. (2560). [ออนไลน์]. เขา้ ถึงจาก : http://worldchemical.co.th/th/page-
สารเคมีในอุตสาหกรรมสิง่ ทอ.html. วันทีส่ ืบคน้ 14 ตุลาคม 2560.
Abdel-Rahman, M.A., Tashiro, Y., Zendo, T., Hanada, K., Shibata, K. and Sonomoto, K. (2011) .
Efficient homofermentative l-(+)-lactic acid production from xylose by a novel lactic acid
bacterium, Enterococcus mundtii QU 25. Applied and Environmental Microbiology, 77 :
1892–1895.
Akeberg, C. and Zacchi, G. (2000). Biores.Technol. 75. 119-126.
Bai, Z., Gao, Z., Sun, J., Wu, B. and He, B. (2016). d-Lactic acid production by Sporolactobacillus
inulinus YBS1-5 with simultaneous utilization of cottonseed meal and corncob residue.
Bioresource Technology. 207 : 346-352.
Buchta, K. (1983). Lactic acid. Biotechnology. 3 : 410-417.
Cocamidopropyl betaine (CAPB). (2560). [ออนไลน์]. เขา้ ถึงจาก : https://en.wikipedia.org/wiki/Coca-
midopropyl_betaine. วนั ที่สืบคน้ 24 ตลุ าคม 2560.
Cocamido Propyl Betain (CAPB) (Germany) (โคคามิโด โพรพิว บีเทน). (2560). [ออนไลน์]. เข้าถึง
จาก : https://www.chemipan.com/home/index.php/635html. วนั ทีส่ ืบคน้ 24 ตุลาคม 2560.
Combibloc EcoPlus. (2561). [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก: http://ex.sig.biz/thailand/th/combibloccombifit/.
วันทีส่ ืบคน้ 24 มกราคม 2561.
Crittenden, B. (2558). WASTE MINIMIZATION, A Practical Guide, Institution of Chemical Engineers,
UK. [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก : http://www2.ftpi.or.th/dwnld/prdsrv/14000/nana/waste.pdf.
วันทีส่ ืบคน้ 21 มิถนุ ายน 2558.
Dang, Z.M., Yuan, J.K., Zha, J.W., Zhou, T., Li, S.T. and Hu, G.H. (2012). Fundamentals :
processes and applications of high-permittivity polymer-matrix composites, Prog. Mater.
Sci. 57 : 660–723.