The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการปลูกข้าวโพดหวาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการปลูกข้าวโพดหวาน

คู่มือการปลูกข้าวโพดหวาน

Keywords: ข้าวโพดหวาน,แปซิฟิค,ไฮบริกซ์59,ไฮบริกซ์81,ไฮบริกซ์71,ไฮบริกซ์72,ข้าวโพดแปซิฟิค

จัดท ำโดย บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จ ำกัด


ค่มูื อการปลูกข ้ าวโพดหวาน ข้าวโพดหวาน พันธุ์ข้าวโพดหวานที่ใช้ปลูกควรเป็นข้าวโพดหวานลูกผสม ในตลาดมีหลายพันธุ์ ผลิตจากหลาย บริษัทให้เลือกแต่พันธุ์ที่แนะน าคือพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสม ไฮบริกซ์59 , ไฮบริกซ์81, ไฮบริกซ์71 และ ไฮบริกซ์72 ซึ่งทุกพันธุ์เป็นพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมที่ผลิตโดย บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จ ากัด สามารถให้ผลผลิตสูง มีขนาดฝักใหญ่เป็นที่ต้องการของตลาด คุณภาพฝักสดดีมาก รสชาติดี กลิ่นหอม นอกจากนี้ยังสามารถปลูกได้ในทุกสภาพแวดล้อมในประเทศไทย เพราะเป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงขึ้นโดยใช้เชื้อ พันธุกรรมที่มีในประเทศ ท าให้สามารถปรับตัวได้อย่างกว้างขวาง


การเตรียมดิน การเตรียมดินถือเป็นหัวใจของการปลูกข้าวโพดหวานให้ได้ผลผลิตสูง เพราะถ้าดินมีสภาพดี เหมาะ กับการงอกของเมล็ดพันธุ์ จะท าให้มีจ านวนต้นต่อไร่เหมาะสม ผลผลิตต่อไร่ก็จะสูงตามไปด้วย การเตรียม ดินที่ดีควรมีการไถดะด้วยผาน 3 และทิ้งตากดินไว้ 3-5 วัน จากนั้นจึงไถแปรด้วยผาน 7 เพื่อย่อยดินให้แตก ละเอียดไม่เป็นก้อนใหญ่ เหมาะกับการงอกของเมล็ด ควรมีการหว่านปุ๋ ยคอก เช่น ปุ๋ ยมูลไก่ เป็นต้น อัตรา ประมาณ 1 ตันต่อไร่ ก่อนการไถแปร เพื่อเป็นการปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น สามารถอุ้มน ้าได้นาน ขึ้น และยังเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับข้าวโพดหวานอีกทางหนึ่ง


การปลูก ควรปลูกเป็นแถวเป็นแนว ซึ่งสามารถปลูกได้ 2 วิธี คือ 1. การปลูกแบบแถวเดี่ยว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25 เซนติเมตร ปลูก หลุมละ 1 ต้น จ านวนต้นต่อไร่ประมาณ 8,500 ต้น จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.0-1.5 กก./ไร่ 2. การปลูกแบบแถวคู่ มีการยกร่องสูง ระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร ปลูกเป็นแถวสองข้างร่อง ระยะระหว่างต้น 30 เซนติเมตร จ านวน 1 ต้นต่อหลุม จะมีจ านวนต้นต่อไร่ประมาณ 8,800 ต้น และใช้เมล็ด พันธุ์ประมาณ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ การให้น ้าจะปล่อยน ้าตามร่องซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกดี


การใส่ป๋ยุ ปุ๋ ยเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับการปลูกข้าวโพดหวาน เพราะปัจจุบันพื้นที่การเกษตรของประเทศเป็นพื้นที่ ที่มีการปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลานานท าให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง จึงควรใส่ธาตุอาหารพืช (ปุ๋ ย) เพิ่มเติมลงในดิน การใส่ปุ๋ ยในข้าวโพดหวาน มีขั้นตอนดังนี้ 1. การใส่ปุ๋ ยรองพื้น สูตรปุ๋ ยที่แนะน า คือ 15-15-15 หรือ 16-8-8 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่พร้อม ปลูกหรือใส่ขณะเตรียมดิน 2. การใส่ปุ๋ ยแต่งหน้าครั้งที่ 1 สูตรปุ๋ ยที่แนะน า คือ 46-0-0 (ยูเรีย) อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ เมื่อข้าวโพดมีอายุ 20-25 วันหลังปลูก โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือให้น ้าตาม หรือพูนโคนกลบปุ๋ ยก็ จะเป็นการก าจัดวัชพืชไปในตัว ถ้าปลูกด้วยมอืควรหยอดป๋ยุที่ก้นหลุมแล้วกลบดินบาง ๆ ก่อนหยอดเมลด ็ ไม่ควรให้ป๋ยุสมัผสักบัเมลด ็โดยตรง เพราะอาจทา ให้เมลด ็ เน่าได้ 3. การใส่ปุ๋ ยแต่งหน้าครั้งที่ 2 ใส่เมื่อข้าวโพดมีอายุ 40-45 วันหลังปลูก ถ้าต้นข้าวโพดแสดงอาการ เหลืองหรือไม่สมบูรณ์ ให้ใส่ปุ๋ ย 46-0-0 (ยูเรีย) อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือ ให้น ้าตาม การก าจัดวัชพืช ถ้าแปลงปลูกข้าวโพดหวานมีวัชพืชขึ้นมากจะท าให้ข้าวโพดไม่สมบูรณ์ ผลผลิต จะลดลง จึงควรมี การก าจัดวัชพืชในแปลงปลูก วิธีการก าจัดวัชพืชสามารถท าได้ดังนี้ 1. การฉีดยาคุมวัชพืช ใช้อลาคลอร์ฉีดพ่นลงดินหลังจากปลูก ก่อนที่วัชพืชจะงอก ขณะฉีดพ่นดินควรมี ความชื้นเพียงพอเพื่อท าให้ยามีประสิทธิภาพดีขึ้น 2. วิธีการเขตกรรม เช่น ใช้รถไถเข้าท ารุ่นพูนโคน ใช้แรงงานคนถาก ดายหญ้า ก าจัดวัชพืช ถ้าหากจ าเป็นต้องใช้สารเคมีควรได้รับค าแนะน าจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่ โรงงานผู้ส่งเสริมการปลูก การให้น ้า ** ข้อควรระวัง การใช้สารเคมีป้องกันและก าจัดโรคและแมลง เกษตรกรควรขอ คา แนะน าจากโรงงานผ ้ สู่งเสริมหร ื อนักวิชาการโดยตรงเพ ื่อหลีกเลี่ยงสารเคมี ตกค้างที่อาจปนเปื้อนไปกบัผลิตภณัฑ ์


ระยะที่ข้าวโพดหวานขาดน ้าไม่ได้ คือ ระยะ 7 วันหลังปลูก เป็นระยะที่ข้าวโพดก าลังงอก ถ้า ข้าวโพดหวานขาดน ้าช่วงนี้จะท าให้การงอกไม่ดี จ านวนต้นต่อพื้นที่ก็จะน้อยลง ท าให้ผลผลิตลดลงไปด้วย ระยะที่ขาดน ้าไม่ได้อีกช่วงหนึ่ง คือ ระยะออกดอก การขาดน ้าในช่วงนี้จะมีผลท าให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่ดี ติดเมล็ดไม่เต็มถึงปลายหรือติดเมล็ดเป็นบางส่วน ซึ่งฝักที่ได้จะขายได้ราคาต ่า โดยปกติ ถ้าเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น ้าได้ควรให้น ้าทุก 3-5 วัน ขึ้นกับสภาพต้นข้าวโพดและสภาพอากาศ แต่ ช่วงที่ ควรให้น ้าถี่ขึ้นคือช่วงที่ข้าวโพดก าลังงอกและช่วงออกดอก การเก็บเกี่ยว โดยปกติข้าวโพดหวานจะเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 70-75 วันหลังปลูก แต่ระยะที่เหมาะสม ส าหรับการเก็บเกี่ยวที่สุด คือระยะ 18-20 วันหลังข้าวโพดออกไหม 50% (ข้าวโพด 100 ต้น มีไหม 50 ต้น) แต่ถ้าปลูกในช่วงอากาศหนาวเย็น อายุการเก็บเกี่ยวอาจจะยืดออกไปอีก หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบส่ง โรงงานหรือจ าหน่ายโดยเร็วเพื่อป้องกันการสูญเสียน ้า หากขาดน ้าจะมีผลต่อความเต่งของเมล็ดและน ้าหนัก ของฝัก


วิธีการป้องกนัและแก้ไขโรคและแมลงในข้าวโพดหวาน ปัญหาของการปลูกข้าวโพดหวานที่พบเห็นบ่อย ๆ มีดังนี้ 1. เมล็ดมีขนาดเล็ก บางครั้งจะพบว่าเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อจากร้านค้ามีขนาดเมล็ดเล็กกว่าปกติ อย่าเพิ่ง ตกใจ! ถึงแม้จะเป็นเมล็ดเล็กแต่ทางบริษัทฯได้ท าการทดสอบความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดว่ามี คุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งมีความงอกและความแข็งแรงเทียบเท่ากับเมล็ดขนาดใหญ่ เวลาปลูกควรมีการ เตรียมดินให้ก้อนดินมีขนาดเล็กละเอียดเพื่อไม่ให้เมล็ดตกลงไปอยู่ระหว่างก้อนดินที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีผล ต่อความงอกของเมล็ดได้ 2. ความงอก ปกติเมล็ดพันธุ์ของบริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จ ากัด ได้ผ่านการทดสอบความงอก มาแล้วจึงจ าหน่ายสู่เกษตรกร แต่บางครั้งเมล็ดพันธุ์อาจจะค้างอยู่ในร้านค้าเป็นเวลานาน หรือเกษตรกร อาจจะซื้อเมล็ดพันธุ์มาเก็บไว้ที่บ้าน และสถานที่เก็บอาจจะไม่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้มีผลท าให้เมล็ดพันธุ์มี ความงอกลดลง วิธีการป้องกนั คือ ก่อนปลูกทุกครั้งให้ทดสอบความงอกของเมล็ดที่จะปลูกก่อน โดยการสุ่มเมล็ด จากกล่องประมาณ 100 เมล็ด แล้วปลูกลงในกระบะทรายหรือดินแล้วรดน ้าเพื่อทดสอบความงอก นับต้นที่ โผล่พ้นดินในวันที่ 7 ถ้ามีจ านวนต้นเกิน 85 ต้น ถือว่ามีอัตราความงอกที่ใช้ได้ก็สามารถน าเมล็ดพันธุ์กล่อง นั้นไปปลูกได้ 3. โรคราน ้าค้าง ปัจจุบันพันธุ์ข้าวโพดหวานเกือบทุกพันธุ์ที่ขายในประเทศไทยเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทาน โรคราน ้าค้าง แต่เมล็ดพันธุ์ของแปซิฟิคฯ ได้ผ่านการคลุกยาป้องกันโรคราน ้าค้าง ( เมทาแลกซิล ) ในอัตรา ยาที่เหมาะสม เมื่อปลูกแล้วจะไม่พบว่าเป็นโรค แต่การปลูกที่ผิดวิธีก็อาจเป็นสาเหตุให้เป็นโรคราน ้าค้างได้ การปลูกที่ผิดวิธีที่พบเห็นบ่อย ๆ มีดังนี้ 3.1 แช่เมล็ดพันธุ์ในน ้าก่อนปลูก เกษตรกรเชื่อว่าการแช่เมล็ดพันธุ์ในน ้าก่อนปลูก จะท าให้การ งอกดีและมีความสม ่าเสมอ แต่การแช่เมล็ดพันธุ์ในน ้าก่อนปลูก จะท าให้ยาที่คลุกติดมากับเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็น ยาป้องกันโรคราน ้าค้างละลายออกไปท าให้ยาที่เคลือบเมล็ดมีน้อยลงหรือไม่มีเลย เมื่อน าเมล็ดพันธุ์ที่แช่น ้า ไปปลูก ต้นอ่อนที่งอกออกมาจึงเป็นโรค วิธีแก้ไข คือ ไม่แช่เมล็ดพันธุ์ในน ้าก่อนปลูกหรือคลุกสารเคมีอื่นเพิ่มเพราะมีผลต่อความต้านทาน โรคราน ้าค้างและความงอกของเมล็ดพันธุ์


3.2 ปล่อยน ้าท่วมขังแปลงหลังปลูก เกษตรกรบางรายเมื่อปลูกเสร็จจะปล่อยน ้าท่วมแปลงปลูก หรือปล่อยน ้าท่วมร่องปลูก ซึ่งน ้าจะท่วมขังอยู่เป็นเวลานานกว่าจะซึมลงดินหมด เมล็ดจะแช่อยู่ในน ้าเป็น เวลานาน ยาป้องกันโรคราน ้าค้างที่เคลือบเมล็ดอยู่ จะละลายหายไปกับน ้า ท าให้ต้นอ่อนที่งอกขึ้นมา ไม่ได้รับยาป้องกันโรคราน ้าค้างจึงแสดงอาการเป็นโรคให้เห็น วิธีแก้ไข คือ ให้น ้าในแปลงก่อนการปลูกและรอให้ดินมีความชื้นเหมาะกับการงอกของเมล็ดจึงท า การปลูก ยาที่เคลือบเมล็ดจะไม่ละลายหลุดไปกับน ้า ต้นอ่อนที่งอกออกมาจึงได้รับยาอย่างเต็มที่และไม่เป็น โรคราน ้าค้าง 4. การระบาดของหนู พื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดหวานติดต่อกันหลายรุ่นมักจะพบว่ามีหนูระบาดและมักจะ เข้าท าลายข้าวโพดหวานในระยะงอกและระยะก่อนเก็บเกี่ยว เมื่อมีหนูระบาดจะท าให้ผลผลิตลดลง ฝักที่เก็บ ได้มีร่องรอยการท าลายของหนูท าให้ขายไม่ได้ วิธีแก้ไข โดยการวางยาเบือหนู ซึ่งท าได้โดยใช้ข้าวโพดหวานฝักสดฝานเอาแต่เนื้อผสมกับยาเบือ หนูที่เป็นผงสีด า ( Zinc phosphide ) คลุกเคล้าให้ทั่วแล้วหว่านให้ทั่วในแปลงหลังจากปลูกเสร็จ (อาจจะ หว่านในช่วงหลังปลูกคือ ข้าวโพดก าลังงอก) และในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว (ช่วงข้าวโพดก าลังเป็นน ้านม ประมาณ 65-70 วันหลังปลูก) หว่านติดต่อกันสัก 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 2-3 วัน จะท าให้การระบาดของ หนูลดลง 5. หนอนเจาะฝักข้าวโพด บางฤดูจะพบว่ามีการระบาดของหนอนเจาะฝักเกิดขึ้นซึ่งจะท าให้ฝักที่ เก็บเกี่ยวได้มีต าหนิ ขายไม่ได้ราคา ผลผลิตต่อไร่ลดลง วิธีป้องกนั หมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอโดยเฉพาะในระยะเริ่มผสมเกสร ถ้าพบว่าเริ่มมีหนอนเจาะฝัก ให้ใช้ยาฟลูเฟนนอกซูรอน หรือ ฟิโปรนิล (ชื่อสามัญ) อัตรา 20 ซี.ซี. ต่อน ้า 20 ลิตร ฉีดพ่นที่ฝัก 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน 6. มวนเขียว หลังจากข้าวโพดผสมเกสรแล้ว บางครั้งจะมีมวนเขียวระบาดโดยเฉพาะช่วงฝนทิ้งช่วง หรือในหน้าแล้งมวนเขียวจะใช้ปากเจาะฝักข้าวโพดและดูดกินน ้าเลี้ยงจากเมล็ดที่ยังอ่อนอยู่ซึ่งจะไม่เห็น ร่องรอยการท าลายจากภายนอก เมื่อเก็บเกี่ยวจะพบว่าเมล็ดมีรอยช ้าหรือรอยด าด่างท าให้ขายไม่ได้ราคา วิธีป้องกนั หมั่นเดินตรวจแปลงในระยะหลังจากผสมเกสร ถ้าพบมวนเขียวให้ฉีดพ่นที่ฝักด้วย สารเคมีป้องกันก าจัดแมลง


7. เพลี้ยไฟ ถ้าข้าวโพดหวานออกดอกในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือในหน้าแล้ง มักจะพบว่ามีเพลี้ยไฟ (แมลง ตัวเล็ก ๆ สีด า) เกาะกินน ้าเลี้ยงที่ไหมของฝักข้าวโพดท าให้ไหมฝ่อ การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะ ไม่ดีตามไปด้วย วิธีป้องกนั หมั่นตรวจแปลงในระยะออกดอก ถ้าพบว่ามีเพลี้ยไฟเกาะที่ไหม ให้ใช้ยาฟิโปรนิล (ชื่อ สามัญ) อัตรา 20 ซี.ซี.ต่อน ้า 20 ลิตร ฉีดพ่นที่ไหม 8. ข้าวโพดไม่หวาน ถ้าพบว่าข้าวโพดหวานฝักสดมีรสชาติไม่หวานแสดงว่าดินในแปลงที่ปลูก ข้าวโพดขาดธาตุโปแตสเซี่ยม (K) ธาตุโปแตสเซี่ยมจะช่วยให้การสะสมน ้าตาลในเมล็ดดีขึ้น วิธีแก้ไข ใส่ปุ๋ ยรองพื้นที่มีธาตุโปแตสเซี่ยมร่วมด้วย เช่น ปุ๋ ยสูตร 16-11-14 หรือ 15-15-15 หรือ 13-13-21 ขึ้นกับสภาพดิน ถ้าดินขาดโปแตสเซี่ยมมากก็ควรใส่ปุ๋ ยสูตรที่มีค่า K สูง 9. เปลือกหุ้มฝักเหลือง การเก็บเกี่ยวที่อายุเกิน 20 วันหลังออกไหม 50% จะมีผลท าให้เปลือกหุ้มฝัก มีสีเขียวอ่อนลงดูเหมือนฝักจะแก่ บางครั้งถึงแม้ว่าจะเก็บเกี่ยวที่อายุเหมาะสม เปลือกหุ้มฝักก็ยังมีสีออก เหลือง วิธีแก้ไข เพิ่มปุ๋ ย 46-0-0 (ยูเรีย) อัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นข้าวโพดขณะดินมี ความชื้นในระยะที่ข้าวโพดออกดอกจะท าให้เปลือกหุ้มฝักมีสีเขียวอยู่ได้นานขึ้น 10. ฝักข้าวโพดมีขนาดใหญ่เกินไป พันธุ์ข้าวโพดหวานของบริษัทแปซิฟิคทุกพันธุ์จะให้ฝักที่มีขนาด ใหญ่ซึ่งฝักใหญ่ที่สุดที่พบมีน ้าหนัก 1.1 กิโลกรัมทั้งเปลือก ถ้าไม่ต้องการฝักขนาดใหญ่มากควรปลูกให้ถี่ขึ้น โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 20-25 ซ.ม. ระหว่างแถว 75 ซ.ม. และควรใส่ปุ๋ ยที่ดีและมีการจัดการที่ดีควบคู่ กันไปด้วยเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีการติดเมล็ดเต็มทั้งฝัก 11. โรคราสนิม ถ้ามีโรคราสนิมระบาดรุนแรงจะท าให้ฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่เต็มถึง ปลาย ขายไม่ได้ราคา วิธีป้องกนั ฉีดพ่นด้วยยาไดฟีโนโคนาโซล (ชื่อสามัญ) หรือ สกอร์ หรือ ออติวา(ชื่อการค้า) อัตรา 20 ซี.ซี.ต่อน ้า 20 ลิตร เมื่อเริ่มเป็นโรค


12. โรคใบไหม้แผลใหญ่ลักษณะอาการแผลขนาดใหญ่ที่ใบ มีรูปร่างรีคล้ายกระสวยยาว 2-15 ซ.ม. บริเวณแผลมีสีเขียวซีดลงถึงสีน ้าตาล แผลมักจะเริ่มเกิดที่ใบล่างก่อน สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อราที่สะสม อยู่กับเศษซากพืชที่เป็นโรคที่อยู่ในแปลงปลูก และมักจะเกิดเมื่อมีอากาศเย็นและความชื้นสูง โดยเฉพาะใน เขตภาคเหนือเมื่อปลูกในฤดูแล้งและมีอากาศหนาวเย็นเป็นเวลานาน วิธีป้องกนั ควรก าจัดเศษซากพืชที่เป็นโรคไม่ให้สะสมในแปลงปลูกและเมื่อพบโรคในแปลงปลูก ให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีโปรปิโคนาโซล, ไดฟีโนโคนาโซล หรือ อะซอกซี่สโตรบิน (ชื่อสามัญ) หรือสารผสม ของสารเคมีข้างต้น ชื่อการค้า อมูเล่, ออติวา, อมิสตา 13. โรคไวรัส การปลูกข้าวโพดหวานในฤดูแล้งบางครั้งจะมีแมลงระบาดมากโดย เฉพาะ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อนหรือเพลี้ยกระโดด แมลงเหล่านี้จะเป็นตัวแพร่กระจายไวรัสไปสู่ข้าวโพดหวาน ท าให้ข้าวโพด หวานมีใบเหลืองหรือแคระแกร็น ถ้าเป็นในช่วงติดฝักจะท าให้ยอดเหลืองและกาบฝักแห้ง วิธีป้องกนั หมั่นตรวจแปลงปลูกโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ถ้าพบว่ามีแมลงระบาดให้ฉีดพ่นยาฆ่าแมลง เพื่อลดการระบาดของแมลงมีบ่อยครั้งที่เกษตรกรท าการฉีดพ่นยาแล้วไม่ได้ผล หรือต้องฉีดพ่นหลายครั้ง ทั้ง ที่ยานั้นก็สามารถควบคุมโรคได้แล้ว ท าให้เกษตรกรพยายามหายาตัวใหม่ที่แรงขึ้น นี่ก็เป็นทางหนึ่งที่ท าให้ เชื้อทนและดื้อยาได้เร็วขึ้น สาเหตุที่ฉีดยาแล้วไม่ได้ผล เช่น 1. การผสมสารเคมีหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน เพื่อลดต้นทุนและเวลาในการฉีดพ่น เช่น ยาป้องกัน ก าจัดเชื้อรากับปุ๋ ยทางใบ สารบางอย่างเมื่อผสมกันแล้วจะไปท าลายหรือลดประสิทธิภาพของสารท าให้ไม่ ได้ผล หรืออาจเป็นพิษกับพืชเลย เช่น การผสมปุ๋ ยทางใบกับยาป้องกันโรคพืชที่มีองค์ประกอบด้วยทองแดง เป็นต้น 2. การใช้ภาชนะในการผสมหรือในการฉีดพ่นที่เป็นโลหะ สารเคมีบางอย่างอาจท าปฏิกิริยากับโลหะ และท าให้ประสิทธิภาพของยาลดลง 3. การกวนสารเคมีไม่ดีท าให้สารละลายได้ไม่เต็มที่ เมื่อน ายานี้ไปฉีดพ่นส่วนของพืช จึงอาจไม่ได้รับ ยาหรือรับยาไม่ทั่ว ท าให้ยังมีการเกิดโรคขึ้นได้ 4. การฉีดพ่นยาจนน ้ายาไหลจากต้น(เหมือนกับอาบต้น)ท าให้ปริมาณยาที่ติดเคลือบ อยู่น้อยลง พบ บ่อย ๆ เนื่องจากเกษตรกรบางรายไม่แน่ใจว่าการพ่นจะคลุมหมดทั้งต้นหรือเปล่า เกษตรกรควรหันมาใช้ เครื่องยนต์พ่นยาเป็นฝอยแบบสะพายหลังหรือ มิสโบลว์ (mist blow) จะท าให้ยาเกาะติดส่วนของต้นได้อย่าง มีประสิทธิภาพ


5. ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีที่มีลักษณะการท าลายเหมือนกันซ ้าหลาย ๆ ครั้ง เพราะอาจท าให้เชื้อโรคมี การดื้อยาโดยเฉพาะยาประเภทดูดซึมซึ่งไม่ควรฉีดพ่น 2 ครั้งติดต่อกัน ในทางที่ถูกควรมีการพ่นยาสลับกัน ระหว่างยาประเภทสัมผัส เช่น แมนโคเซบ 2 ครั้ง สลับกับยาประเภทดูดซึม เช่น โปรปิโคนาโซล 1 ครั้ง เป็นต้น ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพที่ดีและป้องกันการดื้อยาของเชื้อได้ดีขึ้น


จัดท ำโดย บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จ ำกัด ช่องทำงติดต่อ ไลน์ออฟฟศิเชี่ยล เฟสบุ๊ก แฟนเพจ 063-0836339


Click to View FlipBook Version