The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 10_ญาณิศา, 2020-10-25 07:46:08

12

12

E-Book หนว ยที่ 12

เร่อื ง การควบคมุ การเจริญเตบิ โตและการตอบสนองขอฃ
จัดทำโดย

นายศุภกร กรอบมขุ
เลขที่ 15 ม. 5/8

ออกซิน auxin

เปนกลมุ ของฮอรโมนพืชที่กระตนุ การเจริญเติบโต ทำใหม ีการแบง เซลลและยดื ตวั ของเซลล การขน
สง ออกซินภายในพชื เปน การขนสงอยา งมที ิศทาง

ไซโทไคนิน (cytokinin)
เป็นฮอร์โมนพชื ทพี่ บมากบริเวณปลายราก เอ็มบริโอ ผลอ่อน น้ํามะพร้าว และยีสต์ มีคุณสมบตั ใิ นการ

กระตนุ้ การแบ่ง เซลล์และการเจริญเปล่ยี นแปลงของเซลลใ์ นระหว่างการเจริญเติบโต

เอทิลนี ethylene

เปน ฮอรโมนพืชทม่ี ีสภาพเปนกา ซทีอ่ ณุ หภมู หิ อ ง บทบาททส่ี ำคัญของเอทลิ นี คือควบคุมกระบวนการ
เตบิ โตทเี่ กี่ยวของกับความชรา การหลดุ รว งของใบ ดอก ผล และควบคมุ การเจรญิ ของพืชเมอื่ อยใู น
สภาวะท่ีไมเหมาะสม เอทิลนี มีผลตอตน กลา ของถว่ั 3 ลักษณะ (Triple response) ไดแ ก ยับยง้ั ความสูง
ของลำตน ลำตนหนาข้นึ เพ่ิมการเตบิ โตในแนวราบ นอกจากน้นั ยงั พบวา การแผข ยายของแผน ใบถกู
ยับยง้ั สวนเหนือใบเลยี้ งมีลักษณะโคงงอเปนตะขอ

จบิ เบอเรลลิน(Gibberellin)

จิบเบอเรลลิน(Gibberellin) เปน ฮอรโ มนพืชท่ีมีโครงสรางโมเลกุลขนาดใหญ ควบคมุ การเจรญิ เตบิ โตและ
มีอิทธพิ ลตอ กระบวนการทางพฒั นาการรวมทัง้ การยืดของขอ การงอก การพกั ตวั การออกดอก การ
แสดงเพศ การชักนำการสรา งเอนไซม รวมท้งั การชราของดอกและผล

กรดแอบไซซิก abscisic acid

เปน ฮอรโมนทีอ่ อกฤทธยิ์ บั ย้ังการเจริญเติบโตของพชื ทำใหพชื ทนตอสภาวะเครียดตางๆไดด ี มี
บทบาทในการเจรญิ พฒั นาของเอ็มบรโิ อ การพักตัวของเมล็ดและของตาพชื พบในพืชท่ีมรี ะบบ
ทอ ลำเลียงทว่ั ไป มอสส สาหรา ย แตไ มพบในลเิ วอรเวิรต[2] การออกฤทธ์ทิ างสรรี วิทยาท่ีสำคัญ
ของกรดแอบไซซิกที่สำคัญ

พกั ตวั เมล็ด seed dormancy
ลกั ษณะทางสณั ฐานวทิ ยาของเมลด็ ประกอบดวยคพั ภะซ่ึงลอมรอบโดยเปลอื กหุมเมลด็ ซง่ึ เกิด

จาก Integument ของไข เมลด็ บางชนิดมอี าหารสำรอง (Endosperm) ลอ มรอบคัพภะอกี ทีหนง่ึ เมล็ด
สามารถพักตัวได ซึง่ คือการทีเ่ มลด็ ไมสามารถงอกได ซ่ึงอาจจะเนอ่ื งจากสาเหตุใหญ ๆ สองประการ

คือ สงิ่ แวดลอมภายนอกและสภาพภายในเมลด็ เอง การพักตัวของเมลด็ ทำใหก ารงอกของเมล็ดชา
ออกไป จนกวาจะถึงระยะเวลาท่ีเหมาะสม ดงั นัน้ การพักตวั ของเมลด็ จึงเปน บทบาททสี่ ำคัญของพชื ใน
การท่ีจะรอดชีวิตอยูไดเพราะเมล็ดจะทนทานตอ สภาพแวดลอมทไ่ี ม เหมาะสมดกี วาเนื้อเยอ่ื ท่ัว ๆ

ไป การพักตวั ของเมลด็ มีขอเสยี อยบู า ง เชน ตอ งสนิ้ เปลอื งหาวิธกี ารกำจดั การพกั ตวั ออกไป และใน
กรณีที่เมล็ดตกคา งในดนิ และพักตวั อยแู ตม างอกในฤดูที่ปลกู พชื ชนิดถัดไป ทำใหเกดิ ปญ หาวัชพชื ได

แมวา การพกั ตัวของเมล็ดจะมีลกั ษณะคลายคลงึ กับการพกั ตัวของอวัยวะอน่ื ๆ แตก ารทเ่ี มลด็ มี
โครงสรา งท่ีแปลกไปจากอวัยวะอน่ื ๆ เพราะมีเปลือกหมุ เมล็ดซึ่งกอใหเ กดิ ความซบั ซอ นยิง่ ข้ึน การพกั ตวั

ของเมล็ดจึงมหี ลายชนิด และแตกตางไปจากการพกั ตวั ของอวัยวะอน่ื ๆ

ทรอปซ มึ tropicism

เปน การเคลือ่ นไหวที่มที ศิ ทาง ตอบสนองตอสง่ิ เราภายนอกอยางมีทศิ ทางสมั พนั ธกบั ทิศของสิ่งเรา
แนน อน ไดแ ก ก. โพโตทรอปซึม (phototropism) เปนการเคลอ่ื นไหวโดยพืชโคง เขา หาแสง โดยเฉพาะ
พืช ท่ีไดรบั ความเขมของแสงไมเทา กันทกุ ดา น พืชจะโคงไปทางดา นที่มีความเขมของแสงมากกวา

การเบนตามแสง Phototropism

เปนการเบนของพืชโดยมแี สงซึ่งเปนส่ิงเราภายนอก มกั พบไดก บั พืชท่ีปลกู ในรม ซ่งึ สามารถ
จำแนกไดส องประเภทคือ

การเบนเน่อื งจากความโนม ถวง : gravitropism

เปนการตอบสนองของพชื ตอ ความโนม ถวง มสี าเหตมุ าจากการเจริญเติบโต แบง เปน 2 แบบ ไดแ ก

1. การเคลื่อนไหวเขา หาแรงโนมถว งของโลก (positive gravitropism) รากของพืชจะเจรญิ ไปใน
ทศิ เดยี วกับแรงโนมถว งของโลก เมื่อพชื มลี ำตน และรากทอดนอนไปตามพนื้ ออกซินจะลำเลยี ง
ไปทางดา นลา งมากกวา ทางดา นบนในราก ออกซนิ ในปรมิ าณสูง ๆ จะยบั ย้ังการแบงเซลล ทำ
ใหดานลางแบงเซลลไ ดน อยกวา ดานบน รากพืชจงึ โคง ลงตามแรงโนมถว งของโลกเสมอ

2. การเคล่อื นไหวหนีแรงโนมถวงของโลก (negative gravitropism) ลำตนของพชื จะเจรญิ ไปใน
ทิศตรงขา มกับแรงโนม ถวงของโลกเสมอ เม่ือใหลำตนพชื ทอดนอนไปตามพนื้ จะเหน็ ปลายยอด
ชูสงู ขนึ้ ทั้งน้ีเน่อื งจากทางดานลางของลำตน มีออกซนิ สูงกวา ดา นบนทลี่ ำตนและปลายยอด
ตอบสนองตอออกซนิ ในปรมิ าณสูง โดยเซลลแ บง ตัวไดด กี วา ดา นท่ีมีออกซนิ นอ ยกวา ทำให
เซลลแบงตัวไดมากกวาจงึ โคงขนึ้ หรอื หนีแรงโนมถว งของโลก

การตอบสนองทางเคมี (chemotropism)

เปนการตอบสนองของพชื โดยการเจริญเขา หาหรอื หนี จากสารเคมีบางอยางที่เปน สิ่งเรา เชน การ
งอกของหลอดละอองเรณูไปยังรงั ไขข องพชื โดยมี สารเคมบี างอยางเปนสิ่งเรา

การตอบสนองตอ การสมั ผัส thigmotropism

เปน การตอบสนองของพชื บางชนดิ ทีต่ อบสนองตอ การสัมผัสเชน การเจริญของมือ เกาะ (tendril) ซึง่
เปนโครงสรา งท่ีย่นื ออกไปพันหลักหรือเกาะบนตนไมอ น่ื หรอื พชื พวกที่ลา ตน แบบเลือ้ ยจะพนั หลกั ใน
ลักษณะบดิ ลา ตน ไปรอบๆเปนเกลยี ว เชน ตน ตาลึง ตนพลู ตนองุน ตนพรกิ ไทย เปนตน

การตอบสนองตอ นำ้ hydropism
พืชท่เี จรญิ เตบิ โตในทแี่ หงแลง เชน พืชในทะเลทรายซึ่งมฝี นตกโดยเฉลี่ยนอยกวา 250 มลิ ลเิ มตรตอป

ดังนน้ั พืชที่ขนึ้ ในทะเลทรายจะตอ งมีการปรับตัวเพ่อื ตอบสนองตอปริมาณน้ำทม่ี ีนอยโดยพชื บางชนดิ มี
การเจริญเตบิ โตออกดอกในฤดฝู นเทา นน้ั พชื บางชนิดจะลดขนาดใบหรอื เปลีย่ นใหอยใู นรูปของหนาม
เพ่อื ปอ งกนั การสญู เสยี น้ำ

แรงดันเตง (turgor pressure)

คือ แรงดนั ในเซลลืทเี่ กดิ จากนำ้ ออสโมซิสเขาไป โดยเม่อื แรงดนั เตง มากสดุ จะหยุดออสโมซสิ
เพราะนำ้ เขา ไปอีกไมไดแลว

พัลไวนสั pulvinus

กลมุ เซลลท ่ีมขี นาดใหญผ นังเซลลบ าง มคี วามไวสงู ตอสง่ิ เราทีม่ ากระตนุ อยูบริเวณโคนกา นใบของ
พืชบางชนิด เชน ตนไมยราบ

นูเทชัน nutation
การเคลือ่ นไหวของพชื ที่ปลายยอดโบกไปมาขณะเจริญเตบิ โตเน่อื งจากส่งิ เราภายในของพชื เอง

ฮีทชอ็ คโปรตีน heat shock proteins

เปน แชเพอโรนโปรตีนท่ชี ว ยควบคุมการจัดรูปรางของโปรตีนชนิดอนื่ รวมทั งปอ งกันการเกาะกลมุ ของโปรตนี การ
สังเคราะหโปรตนี ใหม การสงสญั ญาณและควบคมุ การท างานของโปรตีน ฮที ช็อคโปรตนี ถูกพบใน เซลลของส่ิงมีชีวิตทั ง โปร
แครโิ อตและยแู คริโอต การสรางฮีทชอ็ คโปรตีน 70 ทเี่ พมิ่ ขึ น เกดิ จากเซลลเผชิญกบั สภาวะความเครยี ดเน่อื งจากความ ร อน
ในฮที ชอ็ คโปรตนี จ านวนหลายชนดิ พบวา ฮีทช็อคโปรตนี 70 มบี ทบาทส าคญั ในการแสดงถงึ ความทนตอความร อนของ
เซลล และ สามารถใชระดับการแสดงออกของยนี ฮีทชอ็ คโปรตนี 70 บง บอกความสามารถในการปรับตัวตอสภาพอากาศ
รอนของสตั วไ ด อาจกลาวไดว า ฮีทชอ็ คโปรตีน 70 เปน ตัวชี วัดของความทนทานตอ ความรอ นในสัตว นอกจากนี ฮ ีทชอ็ ค
โปรตนี 70 ยงั มีบทบาทส าคญั ในระบบสบื พันธขุ องทั ง เพศผูและเมีย โดยเพิม่ ความสามารถในการปฏสิ นธขิ องอสุจอิ ัตรา
การรอดชีวิตของอสจุ ิ การพัฒนาของตัวออ น มคี วามส าคัญในการปอ งกนั เซลลเ ตา นมจากความเครยี ดเนอ่ื งจากความรอ น
และชว ยกระตุน การตอบสนองของระบบภูมิคมุ กัน พบวาฮีทชอ็ คโปรตีน 70 อาจเปน ประโยชน ในการปอ งกนั และรกั ษาโรค
การเสอ่ื มของระบบประสาทและโรคมะเร็งในมนษุ ย ดังนั นบทความปริทัศนนี จึงเขยี นขึ น เพื่อน าเสนองานวจิ ยั ใหมท ่ี
แสดงใหเ ห็นถงึ บทบาทส าคัญของฮีทชอ็ คโปรตนี 70 และอาจใชเปน แนวทางในการเพิ่มประสทิ ธิภาพการผลิตของปศสุ ัตวไ ด
ในอนาคต

แอนทฟิ ฟริซโปรตีน antifreeze protenin
โปรตนี ตานการเยอื กแขง็

พืชดนิ เคม halophyte

ดินทีม่ เี กลือท่ีละลายไดในสารละลายดนิ ปริมาณมาก จนกระทบตอ การเจริญเตบิ โตและผลผลติ ของพืช
การสงั เกตโดยดจู ากคราบเกลือจะเหน็ คราบเกลือเปนหยอ มๆ โดยเฉพาะในฤดูแลง พืชมกั จะแสดงอาการ
ใบไหม ลำตนแคระแกรน็ เนื่องจากพชื จะขาดน้ำ ความเปนพิษจากธาตโุ ซเดียมและคลอไรด และเกดิ
ความไมส มดุลของธาตอุ าหาร ดนิ เค็มมีคาการนำไฟฟาของสารละลายท่ีสกัดจากดินท่อี ่ิมตวั ดว ยนำ้
มากกวา 2 เดซิซเี มนสตอ เมตร ทอ่ี ุณหภมู ิ 25 องศาเซลเซียส ปญหาดนิ เคม็ นอกจากจะสง ผลกระทบตอ
การเกษตรแลว ยงั สงผลกระทบตอ สภาพเศรษฐกิจ สงั คมและสง่ิ แวดลอ ม ปญ หาดนิ เคม็ ในประเทศไทย
พบทงั้ ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ภาคกลางและพ้ืนทช่ี ายทะเล








Click to View FlipBook Version