พยัญชนะ 1.อักษรสูง มี 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห จําว่า !! ผีฝากถุงข้าวสารให้ฉัน ไตรยางค์ มี 44 รูป 21 เสียง 2.อักษรกลางมี 9ตัว กจฏฎดตบปอ จําว่า !! ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง 3.อักษรต่ำ 24ตัว •อักษรต่ำ คู่ 14 ตัวคือ คฅฆชซฌทธพฟภฮ จําว่า ! พ่อค้าฟันทองซื้อช้างฮ่อ •อักษรตํ่า เดี่ยวคืออักษรต่ำ ที่ ไม่มีเสียงคู่กับอักษรสูง มีทั้งสิ้น 10 ตัว ได้แก่ ง, ญ, ณ, น, ม, ย, ร, ล, ว, ฬ เคล็ดลับให้ ท่องจำ แม่น คือ งูใหญ่นอนอยู่ณ ริมวัดโมฬีโลก
สระ 21 รูป 32 เสียง รูปสระ คือ เครื่อ รื่ งหมายที่ใช้เขียนแทนเสียงสระ โดยรูปสระในภาษาไทยมี 21 รูป ได้แก่ ะ เรียกว่า วิสรรชนีย์ ั เรียกว่า ไม้หันอากาศ หรือ ไม้ผัด ็ เรียกว่า ไม้ไต่คู้ า เรียกว่า ลากข้าง ิ เรียกว่า พิทุอิ ่ เรียกว่า ฝนทอง ่ ่เรียกว่า ฟันหนู ํ เรียกว่า นฤคหิต หรือหยาดน้ำ ค้าง ุ เรียกว่า ตีนเหยียด ู เรียกว่า ตีนคู้ เ เรียกว่า ไม้หน้า ใ เรียกว่า ไม้ม้วน ไ เรียกว่า ไม้มลาย โ เรียกว่า ไม้โอ อ เรียกว่า ตัวออ ย เรียกว่า ตัวยอ ว เรียกว่า ตัววอ ฤ เรียกว่า ตัว ฤ (รึ) ฤๅ เรียกว่า ตัว ฤๅ (รือ) ฦ เรียกว่า ตัว ฦ (ลึ) ปัจจุบันเลิกใช้ แล้ว ฦๅ เรียกว่า ตัว ฦๅ (ลือ) ปัจจุบันเลิก ใช้แล้ว
วรรณยุกต์ อัก อั ษรกลาง มี4รูป 5 เสียง การผันวรรณยุกต์ คำ เป็น= ตรงตามรูป เช่น กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า คําตาย=รูปสามัญเสียงเอก อันอื่น เสียงตรง ตามรูป จําว่า! รูปสามีเสียงพระเอก อัก อั ษรสูง สู คำ เป็น=เอก,โทตรงตามรูป คำ ตาย=รูปสานั้นนั้พระเอก โทตรงเพงยังคงเดิม อัก อั ษรตํ่า ตํ่ คำ เป็น=รูปสามัญ เสียงโท เสียงตรี คำ ตายสั้นสั้=รูปสาเสียงพอโท คำ ตายยาว=รูปสาเสียงพอโท
หมายถึง ความลดหลั่นของถ้อยคำ และการเรีย รี บเรีย รี งถ้อยคำ ที่ใช้ โดยพิจารณาตามโอกาส หรือ รื กาลเทศะ เช่น ภาษาระดับพิธีการ ภาษาระดับ ทางการหรือ รื ภาษาราชการ ภาษาระดับกันเอง ระดับภาษา ระดับภาษา 1. ภาษาระดับกันเอง กันเองหรือ รื ภาษาปาก เป็นภาษาพูดที่ ใช้สนทนากับบุคคลที่สนิทคุ้นเคย ใช้สถานที่ส่วนตัว หรือ รืใน โอกาสที่ต้องการความสนุกสนานครื้น รื้ เครง ภาษาที่ใช้เป็น ภาษาพูดที่ไม่เคร่งครัด อาจมีคำ ตัด คำ สแลง 2.ภาษาระดับไม่เป็นทางการเป็นภาษาที่ไม่เคร่งครัดตาม แบบแผน เพื่อใช้ในการสื่อสารทั่วไปในชีวิตวิประจำ วันหรือ รืโอ กาสทั่วๆ ไปที่ไม่เป็นทางการ 4.ภาษาระดับทางการ 5.ภาษาระดับพิธีการ 3. ภาษาระดับกึ่งทางการ ภาษาระดับนี้คล้ายกับภาษา ระดับทางการ แต่ลดความเป็นการเป็นงานลงบ้าง มักใช้ใน การประชุมกลุ่ม ที่เล็กกว่าการประชุมที่ต้องใช้ภาษาระดับ ทางการ เช่น ในการประชุมกลุ่มย่อย หรือ รื ภาษาทางการ/ภาษาราชการ เป็นภาษาที่สมบูรณ์แบบ รูปประโยคถูกต้องตามหลัก ไวยากรณ์ เน้นความชัดเจน ตรงประเด็น ใช้ในโอกาส สำ คัญที่เป็นทางการ เป็นภาษาที่สมบูรณ์แบบ รูปประโยค ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ มีความประณีตงดงาม อาจใช้ ประโยคที่ซับซ้อน และใช้คำ ระดับสูง ภาษาระดับนี้ จะใช้ใน โอกาสสำ คัญๆ
คำ สมาส เป็น ป็ คำ ที่เ ที่ กิดกิจากการรวมคำ สองคำ ซึ่ง ซึ่ ต่าต่งก็เ ก็ป็น ป็ คำ บาลีห ลี รือ รื สัน สั สกฤตเข้า ข้ เป็น ป็ คำ เดีย ดี วกัน กั โดยการนำ มาเรีย รี งต่อต่กัน กั ไม่ไม่ด้มี ด้ ก มี าร ดัด ดั แปลงรูป รู อัก อั ษร มีก มี ารออกเสีย สี งอะอิอุระหว่าว่งคำ เช่นช่ ประวัติ วั +ติศาสตร์→ประวัติ วั ศติาสตร์า ร์ การสร้างคํา คำ บาลี+คําบาลี คําบาลี+คำ สันสกฤต คําสันสกฤต+คำ สันสกฤต คําบาลี+คำ สันสกฤต ตัวอย่างคำ สมาส พุทธ+บูชา ยุทธ+ภูมิ ราช+การ รัฐ+บาล พยัคฆ+ราช อัคคี+ภัย ลักษณะคำ สมาส 1.เกิดจากคำ มูลมารวมกัน 2. ต้องเป็นคำ บาลีหรือรืสันสกฤตเท่านั้น 3. ไม่มีรูปสระกับตัวการันต์กลางคํา 4. คำ ตั้งอยู่หลัง คำ ขยายอยู่หน้า 5.พยางค์ท้ายของคำ หน้า มักออกเสียงสระอะ แม้ไม่มีรูปสระ
มารยาทในการพูด ๑ ) ต้องรู้จักกล่าวคำ ทักทาย ๒ ) ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ๓ ) ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์และน้ำ เสียง ๔ ) ต้องไม่พูดจาดูถูกหรือข่มขู่ผู้ฟัง ๕ ) ต้องรู้จักใช้คำ สุภาพ ผู้พูดที่มีกิริยริาวาจาเรียรีบร้อย ท่าทางสง่างาม อ่อนโยนสุภาพ หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส ไมใช้ท่าทางประกอบคำ พูดให้มากจนเกินไป มารยาทที่ดีในการพูด ๑. พูดจาไพเราะ ๒. ไม่แย่งกันพูด 3. พูดด้วยคำ สุภาพไม่หยาบคาย ๔. พูดด้วยน้ำ เสียงที่นุ่มนวล ๕. ไม่พูดแทรกจังหวะผู้อื่น ๖. พูดด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ๗. ไม่พูดนินทาว่าว่ร้ายผู้อื่น ๘. ใช้ความดังของเสียงให้พอเหมาะไม่ดังเกินไป ๙.เปิดโอกาสให้ผู้ฟังซักถามหรือรืแสดงความคิดเห็น
โวหารภาพพจน์ โวหาร คือ การใช้ถ้อยคำ อย่างมีชั้นเชิง เป็นการแสดง ข้อความออกมาในทำ นองต่างๆ เพื่อให้ข้อความได้เนื้อความดี มี ความหมายแจ่มแจ้ง เหมาะสมน่าฟัง ในการเขียนเรื่อรื่งราวอาจ ใช้โวหาร ประเภทของโวหารภาพพจน์ ๑.อุปมาโวหาร (Simile) ๒.อุปลักษณ์ ( Metaphor ) ๓. สัญลักษณ์ ( symbol ) ๔.บุคลาธิษฐาน ( Personification ) ๕.อธิพจน์ ( Hyperbole ) ๖.สัทพจน์ ( Onematoboeia ๗. นามนัย ( Metonymy ) ๘.ปรพากย์ ( Paradox )
1. ใจความสำ คัญ เป็นข้อความที่ทำ หน้าที่คลุมใจความของ ข้อความอื่นๆ ในตอนนั้น ๆ ไว้ห ว้ มดข้อความนอกนั้นเป็นเพียง รายละเอียด หรือ รื ขยายใจความสำ คัญเท่านั้น 2. ใจความสำ คัญของข้อความหนึ่ง ๆ หรือ รื ย่อหน้าหนึ่ง ๆ ส่วนมากมีเพียงประการเดียว 3. ใจความสำ คัญส่วนมากมีลักษณะเป็นประโยค อาจเป็น ประโยคเดี่ยวหรือ รืประโยคซับซ้อน ก็ได้ แต่ในบางกรณีใจความสำ คัญไม่ปรากฏเป็นประโยค เป็นเพียงใจความที่แฝงอยู่ในข้อความตอนนั้น ๆ 4. ใจความสำ คัญที่มีลักษณะเป็นประโยค ส่วนมากจะปรากฏ อยู่ต้นข้อความ การอ่านจับใจความ ลักษณะของใจความสำ คัญ จุดมุ่งหมายของการจับใจความสำ คัญ ๑. สามารถบอกรายละเอียดของเรื่อรื่งราวที่อ่านได้อย่างชัดเจน ๒. สามารถปฏิบัติตามคำ สั่งและคำ แนะนำ ได้ ๓. เพื่อฝึกการอ่านเร็วและสามารถตอบคำ ถามได้ถูกต้อง ๔. สามารถสรุปหรือรืย่อเรื่อรื่งที่อ่านได้ ๕. อ่านแล้วสามารถคาดการณ์ และหาความจริงริแสดงข้อคิด เห็นได้
คําทับศัพท์ คือ คำ ที่สะกดหรือ รื ถอดรูปตัว อักษรให้ใกล้เคียงกับภาษาต้นฉบับ หรือ รื การถอดเสียง จากภาษาต้นทางมายังปลายทาง ตัวอย่าง คําทับศัพท์
การยืมคำ จากภาษาเขมร การรับเอาลักษณะหรือ รื คำ ในภาษาอื่นมาใช้ในภาษาของ ตนเองจนเกิดการ เปลี่ยนแปลงทางด้าน ไวยากรณ์ การยืมคํา"คืออะไร? สาเหตุ การยืมคำ การโยกย้ายถิ่นฐาน การเผยแพร่ศาสนา การรับศิลปวัฒนธรรมและประเพณีจัดที่ต่างๆ การติดต่อค้าขาย การฑูต ก่อนก็ได้ทำ การศึกษา
โวหารการเขียน บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร เทศนาโวหาร สาธกโวหาร อุปมาโวหาร โวหารในการเขียนมี 5 โวหาร คือ หลักการเขียน บรรยายโวหาร 1. เลือกเรื่องที่จะเขียนตามที่ตนเองถนัด หรือมีความรู้ในเรื่องที่จะ เขียนเป็นอย่างดี ถ้าไม่รู้ก็ต้องค้นคว้าให้ละเอียดเพื่อนำ มาเขียน 2. เขียนเฉพาะสาระสำ คัญ รายละเอียดไม่จำ เป็นต้องเน้น นำ เสนอ แบบตรงไปตรงมา 3. ใช้ภาษาให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย บางครั้งถ้าอธิบายได้ยาก อาจใช้อุปมาโวหาร และสาธกโวหารเข้าช่วยได้บ้าง 4. การเรียบเรียงความต้องสละสลวยต่อเนื่อง สัมพันธ์กัน บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรือ อธิบายเรื่องราวต่างๆ ตามลำ ดับ เหตุการณ์ การเขียนจะมีความ ชัดเจน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าว ถึงแต่สาระสำ คัญ ไม่จำ เป็นต้องมี พลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ได้แก่ เขียนรายงานวิทยานิพนธ์ ตำ รา บทความ การเขียนเพื่อเล่า เรื่อง เช่น บันทึก จดหมายเหตุ เป็นต้น ตัวอย่าง
กลวิธีวิธีการโน้มน้าวใจ ๑. แสดงให้เห็นความหนักแน่นของเหตุผล การแสดงเหตุผลเป็นส่วนหนึ่งในการจูงใจ ซึ่งสามารถ ดึงดูดความสนใจ ทำ ให้เกิดความเชื่อถือและคล้อยตามได้ การให้เหตุผลจะต้องสมเหตุสมผล ๒. เร้าให้เกิดความรู้สึกหรือรือารมณ์ร่วมกัน บุคคลที่มีความรู้สึกหรือรืมีอารมณ์ร่วมกัน เป็นแรงผลักดัน สำ คัญของมนุษย์ที่จะนำ ไปสู่เป้าหมายหรือรืประสบผลสำ เร็จ ร่วมกัน ๓. แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของผู้โน้มน้าวใจ บุคลิกภาพหรือรืชื่อเสียงของผู้พูดเป็นเครื่อรื่งมือหนึ่งที่ทำ ให้ การโน้มน้าวใจสัมฤทธิผล ๔. เสนอแนะเพื่อโน้มน้าวใจ การโน้มน้าวใจโดยการเสนอแนะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ฟัง ผู้อ่าน ใช้ความคิดก่อนที่จะเชื่อถือหรือรืกระทำ ตาม การพูด โน้มน้าวใจ หมายถึง การพูดเชิญชวนเกลี้ย กล่อมชักจูงให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ ศรัทธาในความคิดเห็นคล้อยตามและ ปฏิบัติตาม
กลอนสุภาพ กลอนสุภาพ เป็นกลอนประเภทหนึ่ง ซึ่งลักษณะคำ ประพันธ์ของภาษาไทย ที่เรีย รี บเรีย รี งเข้าเป็นคณะ ใช้ ถ้อยคำ และทำ นองเรีย รี บ ๆ ซึ่งนับได้ว่าว่กลอนสุภาพเป็นก ลอนหลักของกลอนทั้งหมด เพราะเป็นพื้นฐานของกลอน หลายชนิด หากเข้าใจกลอนสุภาพ ก็สามารถเข้าใจกลอน อื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น
มารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียนควรปฏิบัติ ดังนี้ ๑. ควรเขียนด้วยตัวบรรจงให้อ่านเข้าใจง่าย ๒. ควรเขียนโดยใช้ภาษาที่สุภาพถูกต้องตามหลักภาษาไทย ๓. ไม่ควรเขียนว่าร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย ๔. เมอื่ เขียนผิดควรใช้ยางลบ หรือน้ํายาลบคําผิดลบให้สะอาด ๕. ไม่ควรขีดเขียนโต๊ะ เก้าอี้ หรือในที่ที่ห้ามเขียน ๖. ควรเขียนในกระดาษที่มีสีขาว สะอาด ไม่ยับ หรือฉีกขาด ๗. ใช้หมึกปากกาสีดํา หรือสีน้ําเงิน ไม่ควรใช้หมึกปากกาสีฉูดฉาดในงานนําเสนอ ๘. หากนํางานเขียนของผู้อื่นมาใช้ ควรเขียนอ้างอิงแหล่งที่มาให้ชัดเจน ๙. มีความรับผิดชอบในงานเขียนของตนเอง การเขียน คือ การสื่อสารชนิดหนึ่งของมนุษย์เราที่ ต้องอาศัยความพยายาม และฝึกฝน การเขียน เป็น การแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความ ต้องการ เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ผู้รับสาร สามารถอ่านได้ เข้าใจ ได้ทราบความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ แล้วสามารถนํามาบอก บอกต่อกับบุคคลอื่นให้ได้ ความรู้ที่ผู้รับสารได้รับ ซึ่งอาจเขียนเป็นภาษาเดียวหรือรืหลายภาษาก็ได
ตัวอย่าง การอนุมาน เป็นการคาดคะเนตามหลักเหตุผล ที่ แบ่งออกเป็นแบบหลัก ๆ 3อย่างคือ •การอนุมานแบบนิรนัย (deductive inference) เป็นการสรุปผลจากข้อตั้งหรือข้ออ้างที่ เป็นจริงหรือสมมุติว่าจริง โดยเหตุผล โดยหลักทาง ตรรกศาสตร์หรือเป็นการสรุปผลว่าเป็นจริง อาศัย ประพจน์หรือการประเมินที่เป็นจริง •การอนุมานแบบอุปนัย (inductive inference) เป็นการสรุปนัยทั่วไปจากข้อมูลที่ สังเกตได้ หรือจากสัจพจน์[6] •การอนุมานเชิงสถิติ (statistical inference) เป็นการสรุปผลหรือนัยทั่วไป จากข้อมูลตัวอย่าง ทางสถิติ โดยมีระดับความไม่แน่นอนในระดับ หนึ่ง[5][6] ซึ่งอาจมองได้ว่า เป็นนัยทั่วไปของการ อนุมานแบบอื่น นักเรียนตั้งตั้ ใจเรียน คงจะสอบติดจุฬาฯ กัน ทุกคนแน่เลย การอนุมานจากเหตุไปหาผล เห็นเหตุแล้ว เดา ผล
คํากำ กวม ลักษณะของคำ กำ กวม ๑.ใช้คำ ขยายผิดที่ เช่น เขาไปเยี่ยมเพื่อนที่เพิ่งแต่งงานกับน้องของเขา ๒.ใช้กลุ่มคำ หรือรืคำ ประสมที่อาจเป็นประโยคได้ เช่น คนขับรถไปตั้งแต่เช้า คน-ขับ-รถไปตั้งแต่เช้า ๓.ใช้คำ ที่มีหลายความหมาย(พ้องรูปพ้องเสียง) เช่น ฉันไม่ชอบมัน ๔.การเว้นวรรคไม่ถูกต้อง เช่น เขาให้เงิน คนจนหมดตัว เขาให้เงินคน จน หมดตัว หมายถึงวลีหรือ รืประโยคที่สามารถตีความได้หลาย ความหมาย ดังนั้นวลีหรือ รื ประโยคนั้นจะถือว่ากำ กวมก็ต่อเมื่อ สามารถตีความได้มากกว่า 1 ทางขึ้นไป คํากํากวม มี 4 ลักษณะสำ คัญ ๑.ใช้คำ ขยายผิดที่ ๒. ใช้กลุ่มแซงตามประสงค์ที่อาจเป็นประโยชน์ได้ ๓. ใช้คำ ที่มีหลายความหมาย ๔.การเว้น ว้ วรรคไม่ถูกต้อง
คําประสม คําที่เกิดจากการนําคํามูลที่เกิดอิสระได้ตั้งแต่ ๒ คําขึ้นไปมาประสมกันแล้วกลายเป็นคําใหม่ที่มี ความหมายใหม่ขึ้นมาอีกคําหนึ่ง เช่น ลูกเสือ ลูกน้ำ แขกยาม เครื่อ รื่ งใน ไฟฟ้า ตัวอย่างคำ ประสมภาษาไทย ได้แก่ รถไฟ พัดลม ปากกา หมอฟัน ผีเสื้อ แม่น้ำ รองเท้า รถตู้ ชาวนา ใบไม้ คำ ประสมที่เกิดความหมายใหม่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ราดหน้า ขาย + หน้า ราด + หน้า ลูก + นำ - ขายหน้า ผี + เสื้อ
ร่ายมีสี่ประเภท เรียงลำ ดับตามการกำ เนิดจาก ก่อนไปหลังได้ ดังนี้: ๑.ร่ายยาว ๒.ร่ายโบราณ ๓.ร่ายดั้น ๔.ร่ายสุภาพ ร่าย ร่าย คือ คำ ประพันธ์ประเภทร้อยกรองแบบหนึ่งที่แต่ง ง่ายที่สุด และมีฉันทลักษณ์น้อยกว่าร้อยกรองประเภทอื่น ถ้า พิจารณาให้ดีจะพบว่าว่ร่ายมีลักษณะใกล้เคียงกับคำ ประพันธ์ ประเภทร้อยแก้วมาก เพียงแต่กำ หนดที่คล้องจองและบังคับ วรรณยุกต์ในบางแห่ง
คําซ้อน ความหมายของคำ ซ้อน คำ ซ้อน คือ คำ ที่เกิดจากการนำ คำ ตั้งแต่ 2 คำ ขึ้นไป มาเรีย รี งต่อกัน โดยคำ ที่นำ มาซ้อนกันจะต้องเป็นคำ ที่มี ความหมายเหมือนกัน ใกล้เคียงกัน ตรงข้ามกัน หรือ รื อาจ มีเสียงที่คล้ายกัน คำ ซ้อนเพื่อความหมาย เกิดจากการนำ คำ 2 คำ ที่มีความหมายเหมือน กัน ใกล้เคียงกัน หรือ รื ตรงข้ามกันมาซ้อนกัน เน้นที่ความ หมายของคำ
เกิดจากการนำ คำ พยางค์เดียวหรือหลายพยางค์มาซ้อนกัน ความหมาย อาจอยู่ที่พยางค์ใดพยางค์หนึ่ง หรือทุกพยางค์รวมกัน เน้นที่เสียงมากกว่าความหมาย ดังนั้นคำ ที่นำ มาซ้อนจะเป็นคำ ที่ไม่มีความหมายเลยก็ได้ เช่น งุ่มง่าม ลักลั่น เป็นต้น ๑.ซ้อนแล้วความหมายเหมือนเดิมหรือชัดเจนมากขึ้น เช่น จิตใจ รูปร่าง ว่างเปล่า มากมาย สร้างสรรค์ บ้านเมือง ๒. ซ้อนแล้วความหมายแคบหรือเฉพาะเจาะจงมากกว่าเดิม เช่น ขัดถู ใจคอ เชื่อมต่อ กุ้งหอยปูปลา ๓.ซ้อนแล้วความหมายกว้างกว่าเดิม เช่น ถ้วยชาม ข้าวปลา ทุบตี พี่น้อง หลักฐาน ๓. ซ้อนแล้วความหมายเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น หนักแน่น อ่อนหวาน เดือดร้อน ตัดสิน ๔. ซ้อนแล้วความหมายไม่แน่นอน เป็นคำ ซ้อนที่เกิดจากนำ คำ ที่ความหมายตรงกัน ข้ามมาซ้อนกัน เช่น ชั่วดี ผิดถูก แพ้ชนะ ยากง่าย บุญกรรม คําซ้อนเพื่อเสียง วิธีสังเกตข้อแตกต่างระหว่างคำ ซ้อนกับคำ ประสม สามารถทำ ได้ ง่าย ๆ โดยสังเกตที่ความหมายเป็นหลัก คำ ซ้อนคือการนำ คำ สองคำ มา ซ้อนกันเพื่อนเน้นความหมายให้มากขึ้นหรือน้อยลง แต่คำ ประสมคือ การนำ คำ สองคำ มารวมกันแล้วเกิดเป็นความหมายที่ต่างจากไปจากเดิม โดยที่คำ ทั้ง 2 นั้น แต่เดิมต้องไม่มีความหมายเหมือนกัน ไม่คล้าย และ ไม่ตรงข้ามกันด้วย ซึ่งแตกต่างกับคำ ซ้อน เพราะคำ ที่นำ มาซ้อนจะต้อง เป็นคำ ที่มีความหมายเหมือน คล้าย ตรงข้าม หรือเป็นคำ ที่ไม่มีความ หมายเลยก็ได้
จัดทำ โดย นางสาวหทัยรัตน์ อาญาสมุทร เสนอ คุณครูปัทมาพร พรดวงคํา