The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีท รูปร่างของใบ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nattawadee Namkhunthod, 2022-11-03 09:51:16

ชีท รูปร่างของใบ

ชีท รูปร่างของใบ

ใบ (Leaf)

ใบหรือใบแท้ (foliage leaf) เป็นใบที่มีคลอโรฟิลล์ ทำหน้าทสี่ ังเคราะหแ์ สง คายน้ำและหายใจ
ประกอบด้วยส่วนสำคญั 2 สว่ นคอื แผน่ ใบ (blade หรอื lamina) และ กา้ นใบ (petiole หรอื leaf stalk)
นอกจากนพี้ ืชบางชนดิ อาจมหี ูใบ (stipule) อยู่ข้างก้านใบ แผ่นใบประกอบด้วยเสน้ ใบ (vein) ซ่งึ เปน็ กลมุ่
เนือ้ เยือ่ ทอ่ ลำเลียง (vascular tissue) ทำหน้าที่ลำเลียงธาตอุ าหาร น้ำ และชว่ ยให้แผน่ ใบคงรปู อยู่ได้
การเรียงตัวของเส้นใบ (Leaf Venation)
การเรียงเสน้ ใบแยกสองแฉก (Dichotomous Venation) เสน้ ใบเรียงขนานกนั แตป่ ลายของเส้นใบแยก
ออกเปน็ คู่ เชน่ ใบเฟริ น์ แป๊ะกว้ ย

การเรียงเสน้ ใบแบขนาน (Paralle Venation) เสน้ ใบเรียงขนานกนั มักพบในพชื ใบเลี้ยงเดี่ยว
• การเรียงเส้นใบแบบขนานรปู ฝ่ามือ (palmately paralled venation) เส้นใบเรยี งออกจาก

ฐานใบเรยี งขนานกนั ไปถึงปลายใบ เชน่ เสน้ ใบผักตบชวา ใบขา้ ว ใบข้าวโพด ใบออ้ ย
• เส้นใบขนานแบบขนนก (pinnately parallel venation)

เสน้ ใบเรียงออกจากเส้นกลางใบขนานกนั ไปจนถึงขอบใบ เชน่ เสน้ ใบกลว้ ย ใบพทุ ธรักษา

เสน้ ใบร่างแห (Netted หรือ Reticulated Venation) การเรียงเส้นใบท่ีเรียงออกไปทุกทิศทาง โดย
มาออกจากเสน้ กลางใบตั้งแต่โคนใบไปจนถึงปลายใบ เสน้ ใบยอ่ ยเรียงประสานกันเปน็ ร่างแห

• เสน้ ใบรา่ งแหแบบฝ่ามือ (palmately netted venation)
เส้นใบออกมาจากจุดเดียวกนั ทีโ่ คนใบ เช่น ใบมะละกอ, อบเชย,ฟกั ทอง

• เสน้ ใบร่างแหแบบขนนก(pinnately netted venation) เสน้ ใบแตกจากเส้นกลาง
ใบออกไปทั้งสองข้าง เชน่ ใบมะม่วง, ขนนุ , ชบา

รปู รา่ งใบ (Leaf Shape)

• รปู เขม็ (acicular, needle shaped) แผ่นใบคลา้ ยรูปเข็ม มีความยาวมากและแคบ
• รูปแถบ (linear) แผน่ ใบยาวและแคบ ขอบของแผ่นใบท้งั สองข้างเกือบขนานกันตลอด ความยาว

ของใบมกั จะยาวมากกวา่ 4 เท่าของความกวา้ งของใบ
• รูปขอบขนาน (oblong) แผ่นใบท่ีมีขอบใบท้งั สองขา้ งขนานกนั ปลายท้ังสองดา้ นกลมหรอื มน

และความยาวประมาณ 2-3 เท่าของความกว้าง คลา้ ยรูปสเี่ หลีย่ มผนื ผ้า
• รูปรี (elliptic) แผ่นใบมีความกว้างมากท่ีสุดตรงกลางแผ่นแลว้ ค่อยๆเรยี วไปทางปลายและฐาน

ใบ
• รปู ใบหอก (lanceolate) แผ่นใบมฐี านใบกวา้ งแลว้ ค่อยๆเรยี วไปทางปลายใบ
• รูปใบหอกกลับ (oblanceolate) แผน่ ใบคลา้ ยรูปใบหอกแต่กลบั หัว
• รูปไข่ (ovate) แผน่ ใบรปู คล้ายไข่ ซงึ่ มีสว่ นกว้างทส่ี ุดของแผ่นใบค่อนมาทางฐานใบแล้วค่อยๆ

เรยี วไปทางปลายใบ
• รปู ไข่กลับ (obovate) แผน่ ใบมีดา้ นป้านอยทู่ างดา้ นบนฐานใบ แคบและปลายใบกว้าง
• รปู หัวใจ (cordate) แผ่นใบมีส่วนกว้างใกลฐ้ านใบแลว้ ค่อยเรยี วแหลมไปทางปลายใบ ก้านใบตดิ

ตรงฐานใบท่ีเวา้ เข้าไป
• รูปหวั ใจกลับ (obcordate) แผ่นใบคลา้ ยรูปหัวใจแตห่ วั กลบั
• รูปสามเหลี่ยม (deltoid) แผ่นใบคลา้ ยรูปสามเหล่ียมดา้ นเทา่ โดยดา้ นหนึ่งของสามเหลีย่ มเป็น

ดา้ นฐานใบ ขอบใบจะเรียวไปทางปลาย กา้ นใบติดตรงกลางฐานใบ
• รูปคล้ายสามเหลี่ยม (obdeltoid) แผ่นใบคลา้ ยรปู สามเหลยี่ มแตห่ ัวกลบั
• รปู ล่ิม (cuneate) แผ่นใบมีฐานใบแหลมและกว้างออกตรงปลายใบ กา้ นใบติดตรงปลายแหลม
• รูปไต (reniform) แผ่นใบรูปรา่ งคล้ายไต หรือเมลด็ ถั่ว ก้านใบตดิ อยู่ท่ีฐานของรอยเว้า
• รปู โล่ (peltate) แผ่นใบรูปกลมคลา้ ยโล่ กา้ นใบตดิ ตรงกลางดา้ นท้องใบ
• รปู วงกลม (orbicular) หรือเกอื บกลม (rotund) แผ่นใบมีลักษณะกลมแบนกา้ นใบติดตรงกลาง

ของฐานใบ
• รปู ชอ้ น (spathulate, spatulate) แผน่ ใบมฐี านของแผ่นใบเรยี วยาว ปลายแผน่ ใบมนและ

กว้างกว่าดา้ นฐานแผน่ ใบ
• รูปเงยี่ งใบหอก (hastate, halberd-shaped) แผ่นใบคลา้ ยลูกศร ฐานใบสองข้างกางออกทำ

มุม 90 องศากับแกน
• รูปหวั ลูกศร (sagittate) แผ่นใบคลา้ ยลูกศร ฐานใบเว้าเป็นพูและโค้งเข้าหากา้ นใบ
• รปู จันทรเ์ ส้ยี ว (lunate) แผ่นใบคล้ายรูปพระจันทร์เสี้ยว
• รปู ไวโอลิน (pandurate) แผ่นใบทีร่ ูปรา่ งคลา้ ยไวโอลนิ
• รปู พดั (flabellate) แผน่ ใบที่รปู รา่ งคลา้ ยพัด เชน่ ใบแป๊ะกว๋ ย
• รูปพัด (fan-shaped) แผน่ ใบคลา้ ยพดั แต่หยักลึก เช่น ใบปาลม์
• รปู ลมิ่ แคบ (subulate) แผ่นใบคลา้ ยแผน่ ใบรูปลม่ิ แตแ่ คบกวา่
• รูปแฉกแบบน้ิวมือ (palmalifid) แผ่นใบท่ีหยักคล้ายนิ้วมือ โดยหยกั ลกึ ประมาณครง่ึ หนงึ่ ของ

ระยะจากขอบใบถึงเส้นกลางใบ
• รปู แฉกลกึ แบบน้ิวมอื (palmatisect) แผ่นใบหยกั คลา้ ยน้ิวมือ โดยหยกั ลกึ เกือบถึงเส้นกลางใบ
• รปู หยักแบบขนนก(pinnatifid) แผน่ ใบหยักคล้ายขนนก โดยหยกั ลกึ ประมาณคร่ึงหน่ึงของระยะ

จากขอบใบถึงเส้นกลางใบ

• รูปหยักลึกสุดแบบขนนก (pinnatisect) แผน่ ใบหยกั คล้ายขนนก โดยหยักลึกเกือบถงึ เส้นกลาง
ใบ

• รูปคล้ายส่เี หลี่ยมขา้ วหลามตัด (rhomboid) แผ่นใบคล้ายรูปไข่แต่ไม่มน มีเหลย่ี มท่ีมุมสี่มมุ

รปู ร่างปลายใบ (Leaf Apex)
• เรยี วแหลม (acuminate) ปลายใบสอบเขา้ หากนั แลว้ ย่ืนยาวออกไปเลก็ น้อย
• แหลม (acute) ปลายใบจะค่อยๆเรยี วเข้าบรรจบกนั ลกั ษณะเป็นมุมแหลม

• ต่งิ แหลม (apiculate) ปลายใบเรยี วเปน็ ติ่งส้นั
• แหลมเข็ม (aristate) ปลายใบเรยี วเปน็ ติ่งแหลมยาวและแขง็
• ยาวคลา้ ยหาง (caudate) ปลายใบเรียวคอดเป็นหางยาว
• มว้ น (cirrhose) ปลายใบเรียวเปน็ รยางค์โค้งและม้วนงอ
• เวา้ ลึก (cleft) ปลายใบเวา้ เป็นแอ่งลกึ
• ต่งิ แหลมยาว (cuspidate) ปลายขอบใบที่โค้งมาแล้วยื่นปลายแหลมสั้นๆ
• เวา้ ตื้น (emarginate) ปลายใบคล้ายเป็นเส้นตัด แต่เว้าเป็นแอ่งตน้ื
• ติง่ หนาม (mucronate) ปลายใบมน แต่ดา้ นปลายสดุ จะเป็นตง่ิ แหลมและสั้น
• ติ่งหนามสนั้ (mucronulate) ปลายใบโค้งมนและเสน้ ใบยืน่ ออกไป
• ป้าน, มน (obtuse) ปลายใบโคง้ มนแตส่ อบแคบกวา่ รูปกลม
• เว้าบมุ๋ (retuse) ปลายใบเว้าเขา้ มาในแผน่ ใบเป็นแอง่ ต้นื ๆ
• กลม (rounded) ปลายใบโคง้ กลม กว้างกว่ารปู ดา้ นหรือกลม
• หนาม (spinose) ปลายใบเป็นหนาม
• ตัด (truncate) ปลายใบตดั เป็นเสน้ ตรงหรอื เกือบตรง
• ปลายแหว่ง (praemorse) ปลายใบตดั แตไ่ ม่เรียบคลา้ ยรอยแทะ
• ปลายแหลมแขง็ (pungent) ปลายใบเปน็ ต่อมท่ีมีลกั ษณะแหลมและแข็ง

รปู รา่ งฐานใบ (Leaf Base)

• รปู ล่มิ (cuneate) ฐานใบคอ่ ยๆเรยี วเขา้ ส่กู ้านใบเปน็ รูปล่ิม
• รปู หมุ้ ลำตน้ (amplexicaul) ฐานใบโคง้ มาโอบล้อมรอบลำต้น
• รปู สอบเรยี ว (attenuate) ฐานใบเรยี วเขา้ สกู่ า้ นใบเปน็ ครบี ยาว
• รปู ติ่งหู (auriculate) ฐานใบโคง้ เป็นรูปติง่ หู
• รปู ฐานค่เู ชอ่ื มรอบข้อ (connate perfoliate) ฐานใบของสองใบมาเช่ือมกัน
• รปู หวั ใจ (cordate) ฐานใบหยักเว้าเป็นรปู หัวใจ
• รปู ครีบ (decurrent) ฐานใบยาวลงมาตามก้านใบเป็นครีบ
• รูปเงยี่ งใบหอก (hastate) ฐานใบทัง้ สองข้างชี้ออกและมปี ลายแหลม
• รปู ลิ้น (ligulate) ฐานใบยาวแคบและขอบสองใบทงั้ สองข้างขนานกัน ระหวา่ งแผ่นใบและกาบ

ใบมลี ิน้ ใบ (ligule)
• รปู เฉยี ง, เบี้ยว (oblique) ฐานใบทัง้ สองขา้ งไมเ่ ท่ากัน
• รปู ป้าน, มน (obtuse) ฐานใบโค้งแคบ
• รูปโล่ (peltate) ฐานใบที่มีก้านใบติดตรงกลางแผ่นใบ
• รูปกลม (rounded) ฐานใบโค้งกลม
• รปู หวั ลกู ศร (sagittate) ฐานใบทม่ี ปี ลายแหลมทั้งสองข้างและโคง้ เข้าหากนั ด้านในเล็กน้อย
• รปู ตัด (truncate) ฐานใบที่เสมอเปน็ เสน้ ตดั

ขอบใบ (Leaf Margin)

• ขอบเรียบ (entire) ขอบใบเรยี บเป็นเส้นเดียวกนั ตลอด
• หนามแหลม (aculeate, spinose) ขอบใบเปน็ หนาม
• ขนครยุ (ciliate) ขอบใบเรยี บแต่มขี นยาวตามขอบใบ
• หยกั มน (crenate) ขอบใบหยกั ตน้ื ปลายมน
• หยกั มนถี่ (crenulate) ขอบใบหยกั ตืน้ ปลายมนถ่ี
• ยบั ยน่ (crispate) ขอบใบหยกั และใบบดิ ม้วนมากกวา่ หนึ่งระนาบ
• หยกั ซ่ีฟนั (dentate) ขอบใบหยักรูปสามเหล่ยี ม ปลายฟันหยกั ตงั้ ฉากหรอื เกอื บต้ังฉากกับขอบใบ
• หยักซ่ีฟันถ่ี (denticulate) ขอบใบหยักละเอียดกวา่ ขอบใบหยักซ่ฟี ัน
• จกั ฟันเลื่อย (serrate) ขอบใบหยกั ฟันเล่ือย ปลายฟันแหลมและชี้ไปทางปลายใบ
• จักฟนั เล่อื ยถี่ (serrulate) ขอบใบหยักฟนั เล่ือยละเอียดกว่าขอบใบจักฟันเล่ือย
• จักฟนั เลอื่ ยซอ้ น (double serrate) ขอบใบหยักฟนั เล่อื ย ซง่ึ แตล่ ะซจี่ ะมหี ยักยอ่ ยแซมอีกชั้น
• หยกั ไมเ่ ป็นระเบียบ (erose) ขอบใบหยักเลก็ ๆ ไม่เปน็ ระเบยี บ
• รปู ฝา่ มือ (palmate) ขอบใบหยกั เวา้ คล้ายนิ้วมือ
• ขอบใบม้วนลง (revolute) ขอบใบม้วนลงทางด้านทอ้ งใบ
• คล่นื (undulate) ขอบใบมีลักษณะเป็นคลืน่ ข้ึนลง

• พู (lobed) ขอบใบเว้าเปน็ พู โดยเว้าเข้าประมาณครึ่งหนง่ึ ของระยะจากขอบใบถงึ กลางใบ

ชนดิ ของใบ (Leaf Type)
ใบเดยี่ ว (simple) คือใบที่มีแผ่นใบเพยี งแผน่ เดยี วบนก้านใบทีแ่ ตกออกจากกิ่งหรือลำต้น
ใบประกอบ (compound leaf) คือใบท่ีมีใบย่อย (leaflet) มากกว่าหนึ่งใบบนก้านใบ



• ชนดิ ของใบประกอบ แบ่งเป็น
o ใบประกอบแบบนวิ้ มือ (palmately compound leaf) ใบประกอบทใ่ี บย่อยแตก
ออกจากปลายของก้านใบมลี ักษณะแบบนิว้ มือ เชน่ ใบนนุ่
o ใบประกอบแบบขนนก (pinnately compound leaf) ใบประกอบท่ีใบย่อยเรียงออก
จากแกนกลาง (rachis) เป็นคู่ตรงข้ามหรือสลับ
o ใบประกอบแบบขนนกปลายใบคี่ (odd-pinnately compound leaf,
imparipinnate) ใบประกอบแบบขนนกชน้ั เดียวที่ปลายใบประกอบมีใบย่อยหน่งึ ใบ
o ใบประกอบแบบขนนกปลายใบคู่ (even-pinnately compound leaf,
paripinnate leaf) ใบประกอบแบบขนนกชน้ั เดยี วท่ปี ลายใบประกอบมีใบย่อย
ออกเปน็ คู่
o ใบประกอบแบบขนนกสองช้ัน (bipinnately compound leaf) เช่น ใบนนทรี หาง
นกยงู ไทย
o ใบประกอบแบบขนนกสามช้ัน (tripinnately compound leaf) เชน่ ใบมะรมุ ปบี

การเรียงของใบ (Leaf Arrangement)

• การเรียงใบแบบสลับ (alternate) การเรยี งใบกบั ลำตน้ แบบสลบั และไม่ได้อยู่ในระนาบ
เดยี วกัน

• การเรยี งใบสลับระนาบเดียว (alternate distichous) การเรียงใบกบั ลำต้นเรียง
ออกเป็นสองแถว ทำมุม 180 องศาระหวา่ งแถว

• การเรียงใบแบบตรงข้าม (opposite) การเรยี งใบสองใบทีอ่ อกจากข้อของลำตน้ หรือก่ิง

เป็นค่ๆู ทำมมุ ประมาณ 180 องศา
• การเรยี งใบแบบตรงข้ามสลับต้ังฉาก (opposite decussate) การเรียงใบสองใบที่

ออกจากข้อของลำตน้ หรอื ก่ิงเปน็ คูๆ่ และแตล่ ะคเู่ รยี งทำมุมประมาณ 90 องศากับค่ถู ัดไป
เช่น เขม็
• การเรียงใบแบบกระจกุ (fascicled) การเรยี งใบแบบเป็นมัด เช่น สนสองใบ สนสามใบ
• การเรียงใบคล้ายแบบกระจุก (clusterd) การเรียงใบแน่นเป็นกลมุ่
• การเรยี งใบแบบวงรอบ (whorl, verticillate) การเรยี งใบตัง้ แต่สามใบขึน้ ไปในข้อ
เดยี วกนั เช่น สตั ตบรรณ ยโี่ ถ
• การเรยี งใบกระจุกแบบกุหลาบซอ้ น (rosette) การเรียงใบแบบกระจกุ ท่ีเกดิ ข้ึนใกล้
รอยตอ่ ระหวา่ งลำต้นและราก

ใบเปลี่ยนแปลงไปทำหนา้ ที่พเิ ศษ (Modified Leaf)

• ใบมือเกาะ (leaf tendrils) ใบ ใบยอ่ ย หรอื บางส่วนของใบที่เปล่ยี นแปลงไปทำหน้าที่
ยึดเกาะ เช่น ใบพวงแสด ใบหวายลงิ

• ใบหนาม (spinose leaf) ใบที่เปล่ียนแปลงไปเพื่อทำหน้าท่ีป้องกันอนั ตรายและลดการ
คายน้ำ เชน่ ใบกระบองเพชรที่ลดรูปเป็นหนาม

• ใบกนิ แมลง (insectivorous leaf) ใบทีเ่ ปล่ยี นแปลงไปทำหน้าทจ่ี ับแมลงหรือสตั ว์
เล็กๆ เพื่อนำสารอาหารทไี่ ด้มาใชใ้ นการดำรงชีวิต เช่น ใบหม้อข้าวหม้อแกงลิง

• ใบสะสมอาหาร (storage leaf) ใบท่หี นาและอวบ ทำหน้าทเ่ี กบ็ สะสมอาหารหรือน้ำ
เช่น ใบกุหลาบหนิ หอม กระเทียม

• ใบขยายพันธุ์ (reproductive leaf) ใบทเ่ี ปลี่ยนแปลงไปช่วยในการขยายพันธุ์ เช่น ใบ
คว่ำตายหงายเป็น


Click to View FlipBook Version