บทคัดย่อ
เรือ่ ง : การแก้ปญั หาการทอ่ งสตู รคูณไม่คลอ่ งเพอื่ พัฒนาการคิดคำนวณ ด้วยการใชเ้ พลงสูตรคูณและตาราง
สตู รคณู ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๔
ผวู้ ิจัย : นางสาวเวธกานต์ มีสขุ
ปี พ.ศ. : ๒๕๖๕
________________________________________________________________________________
วิจัย เรอ่ื งการแกป้ ัญหาการทอ่ งสูตรคณู ไม่คล่องเพื่อพัฒนาการคิดคำนวณ ดว้ ยการใชเ้ พลงสตู รคูณ
และตารางสูตรคูณของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านกกไทร ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ได้
ทำการศกึ ษาและการดำเนนิ การตามจดุ ประสงค์ดังนี้ เพ่ือใหน้ ักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๔ จำนวน ๓๐ คน
สามารถท่องสูตรคณู ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว และมที ัศนคติท่ดี ตี อ่ รายวิชา คณิตศาสตร์
ผลการศึกษาพบวา่ การแกป้ ัญหาการท่องสูตรคูณไมค่ ล่องเพอ่ื พัฒนาการคดิ คำนวณ ด้วยการใช้เพลง
สูตรคูณและตารางสูตรคณู ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๔ มปี ระโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนรู้ ซง่ึ ทำให้
นักเรยี นมคี วามกระต้ือรอ้ื รน้ ในการรอ้ งเพลงสูตรคูณพาเพลินและทำกิจกรรมวางตัวเลขในตารางสูตรคณู
นอกจากจะชว่ ยพฒั นาเรอื่ งการคณู เลข และยังช่วยใหผ้ ู้เรียนนนั้ มเี จตคตทิ ี่ดีต่อวชิ าคณติ ศาสตร์ และเรียน
คณติ ศาสตร์ได้อยา่ งมีความสุข โดยที่ระดบั คะแนนการทอ่ งสตู รคูณกอ่ นเรียนคิดเป็นร้อยละ ๓๓.๓๓ ซึ่งอย่ใู น
เกณฑ์ควรปรบั ปรุง และระดบั คะแนนการท่องสตู รคณู หลงั เรียนคดิ เปน็ รอ้ ยละ ๙๓.๙๔ อยู่ในเกณฑ์ดเี ยย่ี ม ซึ่ง
นกั เรียนมีการพฒั นาการท่ีดีข้นึ และนักเรียนสามารถสามารถตอบคำถามเรื่องคณู เลขไดด้ ีข้นึ จากก่อนท่ีจะทำ
การแกป้ ัญหาการท่องสูตรคูณไม่คลอ่ งเพอื่ พัฒนาการคิดคำนวณ ด้วยการใชเ้ พลงสูตรคูณและตารางสตู รคณู
กิตติกรรมประกาศ
ในการทำวิจัยเรือ่ ง การแก้ปญั หาการท่องสูตรคูณไมค่ ล่องเพ่ือพฒั นาการคิดคำนวณ ด้วยการใช้เพลง
สตู รคูณและตารางสูตรคูณของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ โรงเรยี นบา้ นกกไทร ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕ ใน
คร้งั น้ี ไดร้ ับคำแนะนำเก่ียวกับเทคนคิ การสอนและการสนับสนนุ วสั ดอุ ุปกรณ์จากนายจรี ศกั ด์ิ สาระวัน ท่าน
ผู้อำนวยการโรงเรยี นบ้านกกไทร และคณะครโู รงเรียนบา้ นกกไทรไดใ้ หค้ ำแนะนำในการจดั ทำวิจัยคร้ังนี้
ผ้วู จิ ยั รูส้ กึ ซาบซงึ้ ในความกรุณาและปรารถนาดีของทกุ ท่านเปน็ อยา่ งยิ่ง จึงขอขอบพระคณุ มา ณ
โอกาสนี้ หากผู้วิจยั ทำผิดพลาดประการใด ผู้วจิ ยั ตอ้ งขออภยั ไว้ ณ โอกาสน้ดี ้วย
ผ้วู จิ ัย
นางสาวเวธกานต์ มีสขุ
บทที่ ๑
บทนำ
ท่ีมาและความสำคัญ
วิชาคณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิดริเร่ิม
สรา้ งสรรค์ คดิ อย่างมีเหตผุ ล เป็นระบบระเบียบ มแี บบแผน สามารถวเิ คราะหป์ ัญหา และเหตุการณ์ได้อยา่ งถ่ี
ถ้วนรอบคอบ ทำให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
(กระทรวงศกึ ษาธิการ, ๒๕๔๗:๑)
หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ฉบบั ปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๕๓ เป็นการจัดการศึกษาเพื่อปวงชนท่ี
เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่องและเหมาะสมได้ตลอดชีวิตและตาม
ศักยภาพ ให้ผู้เรียนเป็นผู้เรียนท่ีมีความรู้ความสามารถทางคณิตศาสตร์เพียงพอท่ีจะนำความรู้ ทักษะและ
กระบวนการทางคณิตศาสตร์ท่ีจะเป็นไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งต้องสามารถนำไปเป็นเคร่ืองมือใน
การเรยี นรสู้ ิ่งตา่ งๆและเป็นพน้ื ฐานสำคญั สำหรับการศึกษาต่อ
ในการเรยี นการสอนวชิ าคณิตศาสตร์ในปัจจบุ ัน นักเรียนมีปัญหาเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์
การเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่เข้าด้วยกัน อีกทั้งนักเรียนไม่ค่อยมีสมาธิในเวลาเรียน ขาดความ
กระตือรือร้น ความสนใจในเนื้อหาวิชาเรียน ผู้วิจัยจึงคิดวิธีการเรียนการสอนโดยใช้เพลงและตารางสูตรคูณ
เพื่อเร้าความสนใจ สรา้ งความหลากหลายของกิจกรรมการสอน นกั เรียนสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง สามารถ
ถ่ายทอดความรู้ได้ และเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนได้ลงมอื ปฏบิ ัติจรงิ เพื่อเป็นประโยชนต์ ่อตัวผู้เรียนเอง และมีการให้
นักเรียนนำความร้ทู ี่ได้มานำเสนอหน้าชั้นเรียน ฝกึ การถ่ายทอดไปในตัว ทำให้นักเรียนเกดิ ความรู้ความเขา้ ใจ
มากย่งิ ข้นึ
จากท่ีกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้เล็งเห็นปัญหาท่ีอาจจะเกิดขึ้นกับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ
นักเรยี นตอ่ ไปขา้ งหน้าในอนาคตจึงได้ จดั ทำการวิจัยการพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน วิชาคณติ ศาสตร์ เร่ือง
การแก้ปัญหาการท่องสูตรคูณไม่คล่องเพ่ือพัฒนาการคิดคำนวณ ด้วยการใช้เพลงสูตรคูณและตารางสูตรคูณ
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๔ ขนึ้ ซึ่งจะทำนักเรียนสามารถเรยี นเร่อื งการคูณเลขได้ดีข้ึน มีทัศนคตทิ ีด่ ตี ่อ
รายวิชาคณิตศาสตร์ และเรยี นไดอ้ ย่างมคี วามสขุ
วตั ถปุ ระสงค์
๑. เพือ่ ใหน้ กั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๔ จำนวน ๓๐ คน ตระหนกั ถึงความสำคญั และประโยชน์ของ
การทอ่ งสตู รคูณ
๒. เพ่ือใหน้ ักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔ จำนวน ๓๐ คน สามารถท่องสูตรคูณได้อยา่ งถูกต้องและ
รวดเร็ว
๓. เพอื่ ให้นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ จำนวน ๓๐ คน สามารถนำไปใช้ในการเรียน และ
ชีวิตประจำวันได้
กรอบแนวคิด
การสอนโดยการยดึ ผูเ้ รียนเป็นสำคญั และการใช้เพลง ๑. พฤตกิ รรมการเรยี นรูข้ องนักเรยี น
สตู รคูณประกอบการเรยี นรู้พรอ้ มทง้ั ใช้ตารางสูตรคูณ ๒. พฒั นาการเรยี นรูข้ องนกั เรยี น
ผลที่คาดว่าจะไดร้ บั
ผลทคี่ าดว่าจะได้รับ
๑. นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จำนวน ๓๐ คน ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการ
ทอ่ งสตู รคณู
๒. นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ ๔ จำนวน ๓๐ คน สามารถท่องสูตรคณู ไดอ้ ย่างถูกตอ้ งและรวดเร็ว
๓. นกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ จำนวน ๓๐ คน สามารถนำไปใช้ในการเรยี นและชวี ิตประจำวันได้
ขอบเขตการศกึ ษา
๑. ประชากรที่ใชใ้ นการวจิ ัย
ประชากรทใี่ ชใ้ นการวิจัยคร้ังน้ี เปน็ นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๔ โรงเรียนบา้ นกกไทร
ตำบลนาป่า อำเภอเมอื ง จงั หวัดเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ มีนักเรยี นท้งั หมดจำนวน ๓๐ คน
๒. กลุ่มตัวอย่างทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบ้านกกไทร ตำบลนาปา่ อำเภอเมอื ง จังหวดั เพชรบูรณ์ ปี
การศกึ ษา ๒๕๖๕ มนี ักเรียนท้งั หมดจำนวน ๓๐ คน
๓. ตัวแปรท่ีศกึ ษาในการวิจยั
- ตวั แปรอิสระ คอื เพลงสูตรคูณและตารางสตู รคูณ
- ตัวแปรตาม คอื นกั เรียนสามารถทอ่ งสตู รคูณไดอ้ ยา่ งถูกต้องและรวดเรว็
๔. ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการทดลอง
ในการวจิ ัยครัง้ น้เี ป็นช่วงปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๕ ใช้เวลาทดลอง ๘ สปั ดาห์ สัปดาห์ละ ๔ คาบ คาบละ
๑๐ นาที โดยเร่ิมตงั้ แต่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ถึง ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕
๕. เนอื้ หาทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
เน้อื หาท่ใี ช้ในการวจิ ยั เรือ่ ง การแกป้ ัญหาการทอ่ งสตู รคูณไมค่ ล่องเพ่อื พฒั นาการคิดคำนวณ ดว้ ยการ
ใชเ้ พลงสูตรคณู และตารางสูตรคูณของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ ประกอบด้วยเพลงสูตรคูณและตาราง
สตู รคณู
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
๑. เพลงสตู รคูณ หมายถงึ เพลงทีม่ เี น้อื หาเกีย่ วกบั สูตรคูณแม่ ๒-๑๒
๒. ตารางสูตรคูณ หมายถึง ตารางสูตรคูณแบบเส้น ซ่ึงเป็นนวัตกรรมที่ผู้วิจัยได้จัดทำขึน้ ให้มีความ
เหมาะสมกบั การสอนนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๔
๓. แบบบันทึกคะแนนการใช้ตารางสตู รคูณ หมายถึง แบบทดสอบความเขา้ ใจของผู้เรยี นวา่ มคี วาม
เข้าใจและมกี ารพัฒนาการเรือ่ งการท่องสูตรคูณมากเพยี งใด
๔. พัฒนาการเรียนร้ขู องนักเรียน หมายถงึ ระดบั คะแนนการใช้ตารางสตู รคูณ และสงั เกตจากการ
ตอบคำถามในห้องเรียน
บทที่ ๒
เอกสารท่ีเกยี่ วขอ้ ง
จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้า “การแก้ปัญหาการท่อง
สูตรคูณไม่คล่องเพ่ือพัฒนาการคิดคำนวณ ด้วยการใช้เพลงสูตรคูณและตารางสูตรคูณ ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ ๔ ” ผู้วิจยั ได้ศกึ ษาตามหัวข้อดังต่อไปนี้
๑. ความหมายของสูตรคณู
๒. ผคู้ ิดคน้ สตู รคูณ
๓. ความสำคัญของสูตรคูณ
๔. หลกั จิตวิทยาท่นี ำมาใช้ในการสอน
๕. งานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วข้อง
๑. ความหมายของสูตรคณู
ในคณติ ศาสตร์สูตรคูณเปน็ สูตรคณิตศาสตร์ซึ่งใช้เพ่ือแสดงวธิ ีคณู เลขตามระบบพชี คณิต สูตรคูณเป็น
ตารางกริกทีห่ วั แถวและคอลมั นเ์ ปน็ เลขทจ่ี ะนำมาคณู และตัวเลขในแต่ละช่องคือผลคณู ดังกลา่ ว
จากตาราง คา่ ของ ๓ × ๖ หาได้จากชอ่ งที่ ๓ กบั ๖ ตดั กนั ไดค้ ำตอบเป็น ๑๘
๒. ผูค้ ดิ คน้ สูตรคณู
ปิทาโกรสั (Pythagoras)
เกดิ ๕๘๒ ปกี ่อนครสิ ต์ศกั ราช ที่เมอื งซามอส ประเทสกรีซ (Greece)
เสยี ชีวิต ๕๐๗ ปีกอ่ นครสิ ต์ศกั ราช เมอื งเมตาปอนตัม กรซี
ปิทาโกรัสเป็นนกั คณิตศาสตร์ผูค้ ิดค้นสูตรคูณ และทฤษฎีเรขาคณิตทใี่ ช้มาจนทุกวนั น้ี ประวตั ิส่วนตัว
ของเขาไม่ไดม้ ีการบันทกึ ไว้มากนกั เขาเป็นคนฉลากหลกั แหลมและรอบรู้มคี วามสามารถและเปน็ ท่ีนับถอื ของ
ชาวเมืองทวั่ ๆ ไป อายุ ๑๖ ปีเขาไดไ้ ดไ้ ปรำ่ เรยี นเปน็ ลกู ศษิ ย์ของ เทลสี (นักวทิ ยาศาสตรผ์ ูม้ ีช่ือเสยี งอีกคนของ
กรกี ผคู้ ้นพบไฟฟ้าสถิตย์ เกิดกอ่ น คริสต์ศกั ราช ๖๔๐ ปี) ผเู้ ปน็ นกั ปรชั ญาเอกของโลกซึ่งได้ถ่ายเทวิชาใหเ้ ขา
ท้งั หมด แตเ่ ขากไ็ ด้เดินทางไปหลายประเทศเพื่อศึกษาหาความรู้เชน่ อาระเบยี เปอร์เซีย อนิ เดยี อยี ปิ ต์ จน
กลบั มาตั้งโรงเรียนเองบนเกาะซามอสบา้ นเกดิ โรงเรยี นของเขาสอนด้าน ปรัชญา คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ มี
ลูกศษิ ยม์ ากมาย สว่ นใหญ่เปน็ ลกู คณบดี และพอเรียนจบก็มกี ารตัง้ ชมรม “ชมุ นุมปที าโกเรียน” เพ่ือศกึ ษาดา้ น
คณติ ศาสตรอ์ ยา่ งกว้างขวาง ปทิ าโกธัส ได้กล่าวว่า คณิตศาสตร์เป็นพน้ื ฐานของทุกส่งิ ทกุ อยา่ ง ถ้าไม่มี
คณิตศาสตร์แลว้ ทุกอย่างจะไม่เกิดขน้ึ เพราะการคำนวณตา่ ง ๆ ต้องเกยี่ วกบั ตัวเลขท้ังส้นิ นอกจากนี้เขายังเขา
ยังพบเลขคี่ คอื ๕ เปน็ ตัวแรกของโลก และเลขยกกำลังสอง นอกจากน้ีเขายงั แบ่งคณิตศาสตร์ออกเป็น ๒
สาขา คอื ๑. เลขคณิต เก่ยี วกับตัวเลข
๒. เรขา เก่ยี วกบั รปู ทรงตา่ ง ๆ เชน่ สเ่ี หลีย่ ม สามเหลี่ยม วงกลม
ปิทาโกรสั เปน็ นักวทิ ยาศาสตรค์ นแรกผูต้ ั้งทฤษฎีวา่ โลกกลมและหมุนรอบตัวเอง รวมถงึ ดวงอาทติ ย์
ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ กห็ มุนรอบตัวเองเช่นกนั ซงึ่ ทฤษฎีนี้ตอ่ มานกั ดาราศาสตร์อย่างกาลเิ ลโอ โคเปอร์
นคิ สั ไดน้ ำมาพสิ จู นแ์ ละถกู ต้อง
ผลงานการการค้นพบ ของ ปิทาโกรัส (Pythagoras)
▪ สรา้ งสูตรคูณหรือตารางปที าโกเรียน (Pythagorean Table)
▪ ทฤษฎีเรขาคณติ ที่ว่า “ในรปู สามเหล่ียมมุมฉากใด ๆ กำลังสองของความยาวของด้านตรงข้าม
มมุ ฉาก เท่ากบั ผลบวกของกำลังสองของความยาวของดา้ นประกอบมมุ ฉาก”
▪ สมบัตขิ องแสงและการมองวัตถุ
▪ สมบัตขิ องเสยี ง
๓. ความสำคัญของสูตรคูณ
การท่องเปน็ การฝึกให้สมองไดม้ ีโอกาสพัฒนาและจะทำใหค้ อ่ ยๆ จำเรอ่ื งตา่ ง ๆ ไดง้ า่ ยขน้ึ
มนุษย์ทุกคนจะมี “ สมอง ” ทำหน้าที่ที่สำคัญมากมาย ส่วนท่ีสำคัญมาก คือ ส่วนสมองท่ีเรียกว่า “ยอด
สมอง” ซ่ึงเป็นท่ีรวมของความพิเศษที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ท้ังปวง กล่าวคือ เป็นกองบัญชาการแห่ง
การรับรู้ การปฏิบัติงานแห่งกล้ามเนื้อ การบันทึกความจำ การหาเหตุผล การตดั สินใจ การเกิดความคิดแยบ
คายความคิดรเิ ริ่ม ความหวังของมนษุ ยแ์ ละการเรียนรู้ กเ็ ริ่มท่ีน้ีด้วย
การทอ่ งสตู รคูณ “ แมส่ องถึงแม่สบิ สอง ” เป็นการฝกึ ความจำแลว้ นำความจำไปเทยี บเคยี งแกป้ ัญหาทำใหค้ ิด
ได้เร็วข้ึน คนคิดเรว็ ซงึ่ มิใชห่ มายถึงการคดิ เลขอย่างเดยี วจะมีภาษดี กี ว่าคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยงิ่ การคิด
(อธปิ ัตย์ คล่สี ุนทร : กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. เรยี นรู้ดว้ ยตนเอง .กรุงเทพฯ . โรงพมิ พ์ครุ สุ ภาลาดพร้าว .2539.)
๔. หลกั จิตวิทยาท่นี ำมาใช้ในการสอน
จิตวิทยาเปน็ การเรียนรู้ (Learning) ตามความหมายทางจิตวทิ ยา หมายถึง การเปล่ยี นแปลง
พฤตกิ รรมของบคุ คลอย่างคอ่ นข้างถาวร อนั เปน็ ผลมาจากการฝกึ ฝนหรอื การมปี ระสบการณ์ พฤติกรรม
เปลี่ยนแปลงท่ไี มจ่ ัดว่าเกิดจากการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ พฤติกรรมท่เี ป็นการเปลี่ยนแปลงชวั่ คราว และการ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรมท่ีเนื่องมาจากวุฒิภาวะ
จากความหมายดงั กลา่ ว พฤติกรรมของบคุ คลที่เกดิ จากการ เรียนร้จู ะตอ้ งมลี ักษณะสำคัญ ดังนี้
๑. พฤตกิ รรมที่เปลีย่ นไปจะตอ้ งเปล่ยี นไปอยา่ งคอ่ นขา้ งถาวร จึงจะถอื วา่ เกิดการเรียนรขู้ ้นึ หากเป็น
การ เปล่ยี นแปลงชวั่ คราวกย็ งั ไม่ถอื ว่าเปน็ การเรยี นรู้ เชน่ นักศึกษาพยายามเรยี นรกู้ ารออกเสยี งภาษาต่าง
ประเทศ บางคำ หากนกั ศึกษาออกเสยี งไดถ้ กู ต้องเพียงครั้งหน่งึ แต่ไม่สามารถออกเสียงซำ้ ให้ถกู ตอ้ งได้อกี ก็ไม่
นับวา่ นักศกึ ษาเกิดการเรียนร้กู ารออกเสียงภาษาตา่ งประเทศ ดังน้ันจะถอื ว่านักศกึ ษาเกดิ การเรียนรกู้ ต็ อ่ เม่ือ
ออก เสียงคำ ดังกล่าวไดถ้ กู ตอ้ งหลายคร้ัง ซง่ึ กค็ อื เกดิ การเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมทีค่ ่อนข้างถาวรนั่นเอง
นักจติ วิทยาหลายท่านใหค้ วามหมายของการเรียนรู้ไว้ เช่น
- คมิ เบลิ ( Kimble , ๑๙๔๖ ) “การเรยี นรู้ เปน็ การเปล่ียนแปลงค่อนขา้ งถาวรในพฤตกิ รรม อันเปน็ ผล
มาจากการฝกึ ทไี่ ด้รบั การเสรมิ แรง” ฮิลการด์ และ เบาเวอร์ (Hilgard & Bower, ๑๙๘๑) “การเรยี นรู้ เปน็
กระบวนการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรม อันเปน็ ผลมาจากประสบการณ์และการฝึก ท้งั นีไ้ ม่รวมการเปลย่ี นแปลง
พฤตกิ รรมทเี่ กิดจากการตอบสนองตามสัญชาตญาณ ฤทธิข์ องยา หรือสารเคมี หรอื ปฏิกริ ิยาสะท้อนตาม
ธรรมชาตขิ องมนุษย์”
- คอนบาค ( Cronbach ) “การเรียนรู้ เปน็ การแสดงให้เหน็ ถงึ พฤตกิ รรมทีม่ ีการเปลีย่ นแปลง อันเป็น
ผลเน่ืองมาจากประสบการณ์ทีแ่ ตล่ ะบคุ คลประสบมา”
- พจนานกุ รมของเวบสเตอร์ (Webster 's Third New International Dictionary) “การเรยี นรู้ คอื
กระบวนการเพิ่มพนู และปรุงแต่งระบบความรู้ ทักษะ นสิ ัย หรือการแสดงออกตา่ ง ๆ อนั มผี ลมาจากสง่ิ กระต้นุ
อนิ ทรยี โ์ ดยผา่ นประสบการณก์ ารปฏบิ ัติหรือการฝึกฝน” การเรียนรู้ เป็นการแสดงใหเ้ ห็นถึงพฤติกรรมที่มกี าร
เปลย่ี นแปลง อันเป็นผลเนอื่ งมาจากประสบการณ์ทแี่ ต่ละบุคคลประสบมา
ประดนิ ันท์ อปุ รมัย (๒๕๔๐, ชุดวชิ าพ้นื ฐานการศึกษา(มนุษยก์ บั การเรยี นร)ู้ : (นนทบุรี, พมิ พ์ครงั้
ที่ ๑๕,หนา้ ๑๒๑) การเรยี นรคู้ อื การเปลี่ยนแปลงของบคุ คลอันมผี ลเนื่องมาจากการได้รบั ประสบการณ์ โดย
การเปลยี่ นแปลงน้ันเปน็ เหตทุ ำให้บุคคลเผชิญสถานการณเ์ ดิมแตกต่างไปจากเดมิ ประสบการณ์ท่กี ่อให้เกดิ
การเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมหมายถงึ ท้ังประสบการณ์ทางตรงและประสบการณ์ทางออ้ ม
ประสบการณ์ทางตรง คือ ประสบการณ์ทบ่ี ุคคลไดพ้ บหรอื สัมผัสดว้ ยตนเอง เชน่ เด็กเล็ก ๆ ทย่ี ังไม่
เคยร้จู ักหรอื เรยี นรู้คำวา่ “ร้อน” เวลาทคี่ ลานเข้าไปใกลก้ านำ้ รอ้ น แล้วผู้ใหญ่บอกว่าร้อน และห้ามคลานเข้า
ไปหา เด็กยอ่ มไม่เข้าใจและคงคลานเข้าไปหาอยู่อีก จนกวา่ จะไดใ้ ชม้ ือหรืออวยั วะสว่ นใดส่วนหนึง่ ของร่างกาย
ไปสัมผสั กาน้ำร้อน จึงจะรวู้ า่ กาน้ำทีว่ ่าร้อนน้ันเปน็ อย่างไร ต่อไป เมอ่ื เขาเห็นกาน้ำอกี แล้วผใู้ หญ่บอกว่ากาน้ำ
นั้นรอ้ นเขาจะไมค่ ลานเข้าไปจบั กานำ้ น้นั เพราะเกดิ การเรยี นรคู้ ำว่าร้อนทผี่ ู้ใหญ่บอกแลว้ เชน่ นี้กล่าวไดว้ ่า
ประสบการณ์ ตรงมผี ลทำให้เกิดการเรียนรู้เพราะมีการเปล่ียนแปลงท่ีทำให้เผชญิ กบั สถานการณเ์ ดิมแตกตา่ ง
ไปจากเดมิ ในการมปี ระสบการณ์ตรงบางอยา่ งอาจทำให้บุคคลมกี ารเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรม แตไ่ มถ่ อื วา่ เป็น
การเรยี นรู้ ได้แก่
พฤติกรรมทเี่ ปลยี่ นแปลงเนอ่ื งจากฤทธิ์ยา หรอื สงิ่ เสพติดบางอย่าง
พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงเน่ืองจากความเจ็บปว่ ยทางกายหรอื ทางใจ
พฤตกิ รรมท่เี ปล่ยี นแปลงเนอ่ื งจากความเหนอื่ ยลา้ ของร่างกาย
พฤตกิ รรมทเ่ี กดิ จากปฏกิ ริ ิยาสะท้อนตา่ ง ๆ
สรปุ ได้วา่ บรูนเนอร์ กล่าววา่ คนทกุ คนมพี ฒั นาการทางความรู้ความเข้าใจ หรือ การรคู้ ดิ โดยผ่าน
กระบวนการทเ่ี รียกวา่ Acting, Imagine และ Symbolizing ซ่ึงอย่ใู นข้ันพัฒนาการทางปัญญาคือEnactive,
Iconic และ Symbolic representation ซง่ึ เป็นกระบวนการทเี่ กิดขึ้นตลอดชีวิตมิใชเ่ กิดขน้ึ ช่วงใดชว่ งหนงึ่
ของชวี ติ เทา่ นั้น บรูเนอรเ์ หน็ ดว้ ยกบั พอี าเจต์ ท่ีว่า มนษุ ยเ์ รามีโครงสร้างทางสติปัญญา (Cognitive
structure) มาตงั้ แต่เกิดในวยั เด็กจะมโี ครงสรา้ งทางสตปิ ัญญาที่ไม่ซบั ซ้อน เมื่อมปี ฏสิ ัมพันธก์ บั สิง่ แวดล้อมจะ
ทำให้โครงสร้างทางสตปิ ัญญาขยาย และซบั ซ้อนเพิม่ ข้ึน หน้าทขี่ องครูคือ การจดั สภาพส่ิงแวดล้อมทช่ี ว่ ยเอือ้
ต่อการขยายโครงสร้างทางสติปัญญาของผเู้ รยี น
ความหมายของจติ วทิ ยาการเรยี นรู้
จติ วิทยา ตรงกบั ภาษาอังกฤษวา่ Psychology มีรากศพั ทม์ าจากภาษากรกี ๒ คำ
คอื Phyche แปลว่า วิญญาณ กบั Logos แปลว่า การศกึ ษา ตามรปู ศัพท์ จิตวิทยาจงึ แปลว่า วิชาที่ศกึ ษา
เก่ยี วกบั วิญญาณ แต่ในปจั จบุ ันี้ จิตวทิ ยาไดม้ กี ารพัฒนาเปล่ียนแปลงไป ความหมายของจิตวทิ ยาได้มกี าร
พัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย น่นั คอื จิตวิทยาเป็นศาสตรท์ ่ีศกึ ษาก่ยี วกับพฤติกรรมของมนษุ ยแ์ ละสัตว์
การเรียนรู้ (Learning) ตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถงึ การเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมของ
บคุ คลอยา่ งคอ่ นข้างถาวร อนั เปน็ ผลมาจากการฝึกฝนหรอื การมีประสบการณ์ พฤติกรรมเปลย่ี นแปลงที่ไมจ่ ัด
วา่ เกิดจากการเรียนรู้ ได้แก่ ฤตกิ รรมท่เี ปน็ การเปลี่ยนแปลงช่วั คราว และการเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมที่
เน่อื งมาจากวุฒิภาวะ
ความสำคญั ของจติ วทิ ยาการเรยี นการสอน
- ทำใหร้ จู้ ักลักษณะนสิ ัยของผ้เู รยี น
- ทำให้เขา้ ใจพัฒนาการบุคลกิ ภาพบางอยา่ งของผเู้ รียน
- ทำให้ครเู ขา้ ใจความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
- ทำใหค้ รูทราบว่ามอี งค์ประกอบใดบ้างที่มผี ลกระทบตอ่ สมั ฤทธิ์ทางการเรียนเช่น แรงจูงใจ ความ
คาดหวัง เชาวนป์ ัญญา ทศั นคติ ฯลฯ
หลักการสำคัญ
๑. มีความรู้ในเนือ้ หาวชิ าที่สอน
๒. มคี วามสามารถในการประยุกต์หลักการจิตวิทยาเพื่อการเรยี นการสอน
๓. มคี วามสามารถในการปรับตวั ใหเ้ ข้ากับสถานการณใ์ หม่
๔. มเี จตคติที่ดีตอ่ ผู้เรยี น
ประโยชนข์ องจิตวทิ ยา
๑. เพ่มิ ประสิทธภิ าพในการปฏิบัตงิ าน
๒. มีความรู้เกี่ยวกับการเล่นของเดก็ และการกีฬา
๓. จิตวทิ ยาช่วยให้การดำเนินชวี ิตในสังคมเปน็ ไปโดยสะดวกและราบรน่ื
๔. การรกั ษาพยาบาลต้องอาศยั จิตวิทยา
๕. จิตวทิ ยาชว่ ยเก่ียวกับกฎหมายในเรอื่ งการสืบพยาน
๖. จิตวิทยาเปน็ หวั ใจของการโฆษณาประชาสัมพันธ์
แนวคิด
๑. จติ วิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ทศี่ กึ ษาพฤติกรรมมนุษย์ มีบทบาทต่อการจัดการเรยี นการสอน
๒. การจงู ใจสง่ ผลให้เกิดความพรอ้ มในการเรียนมากขน้ึ
๓. บุคคลจะปรับตัวเมอื่ เกิดความไมส่ บายใจ วิตกกงั วล คับข้องใจ หรือเครยี ด แตล่ ะคนมี
กลวธิ านในการปรบั ตัวตา่ ง ๆ กันไป
๕. พฤตกิ รรมการแสดงออกของบุคคลบ่งบอกถงึ ความสมบูรณ์ทางจิตใจได้
๖. บุคคลจะมคี วามรูส้ กึ ตอ่ ส่ิงใดส่ิงหน่งึ ต่าง ๆ กันไป การทค่ี รูสามารถสรา้ งและพฒั นาทศั นคติท่ีดี
ต่อการเรียนของนักเรยี นจะสง่ ผลดีตอ่ การเรยี นการสอน
วเิ คราะห์
จติ วิทยา ตรงกบั ภาษาอังกฤษว่า Psychology มีรากศพั ท์มาจากภาษากรีก ๒ คำ
คือ Phyche แปลว่า วญิ ญาณ กบั Logos แปลวา่ การศึกษา ตามรปู ศพั ท์ จิตวิทยาจึงแปลวา่ วิชาทศ่ี ึกษา
เกย่ี วกับวิญญาณ แต่ในปจั จบุ นั ี้ จติ วทิ ยาได้มกี ารพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ความหมายของจิตวิทยาได้มีการ
พัฒนาเปล่ยี นแปลงตามไปด้วย นน่ั คือ จิตวิทยาเป็นศาสตร์ท่ีศึกษากีย่ วกบั พฤตกิ รรมของมนุษยแ์ ละสัตว์
การเรียนรู้ (Learning) ตามความหมายทางจิตวทิ ยา หมายถึง การเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมของบุคคล
อยา่ งค่อนข้างถาวร อันเป็นผลมาจากการฝึกฝนหรอื การมีประสบการณ์ พฤตกิ รรมเปล่ยี นแปลงทีไ่ มจ่ ัดวา่ เกิด
จากการเรยี นรู้ ได้แก่ ฤติกรรมท่ีเป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว และการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมที่เนื่องมาจาก
วุฒภิ าวะ
จิตวิทยา ตรงกับภาษาองั กฤษวา่ Psychology มรี ากศัพท์มาจากภาษากรีก ๒ คำ
คอื Phyche แปลวา่ วิญญาณ กบั Logos แปลวา่ การศกึ ษา ตามรปู ศพั ท์ จิตวทิ ยาจึงแปลว่า วิชาท่ศี ึกษา
เก่ียวกบั วิญญาณ แต่ในปัจจุบนั น้ี จติ วทิ ยาไดม้ กี ารพฒั นาเปลยี่ นแปลงไป ความหมายของจิตวทิ ยาได้มีการ
พฒั นาเปลย่ี นแปลงตามไปด้วย นนั่ คือ จิตวิทยาเป็นศาสตรท์ ี่ศกึ ษาเกย่ี วกับพฤตกิ รรมของมนุษย์และสัตว์
๕. งานวิจยั ท่ีเกย่ี วขอ้ ง
นางฮัสนา และไหม (๒๕๖๐ ; หน้า ๔๓) ได้ทำการวิจัย เร่ือง การแก้ปัญหาการท่องสูตรคูณไม่คล่อง
เพ่ือพัฒนาการคดิ คำนวณ ด้วยการใช้ เทคนิคการทอ่ งสูตรคูณ ของนักเรียนระดบั ช้ันประกาศนยี บตั รวิชาชีพปี
ชน้ั ปที ี่ 1 ผลการศึกษาพบวา่
๑. ตงั้ การใช้เทคนคิ การทอดสดครทู ้ัง ๒ วธิ ีสามารถทำให้นกั เรยี นมกี ารจัดการศกึ ษาคุณแม่น้ำมากข้ึน
และสามารถเข้าถึงได้ข้ึน
๒. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบการทอ่ งสูตรคูณกอ่ นและหลังการใช้เทคนิคการ
เขา้ สู่ภมู พิ บวา่ นักเรยี นทุกคนทำแบบทดสอบหลงั ฝกึ ทหารเกณฑ์การประเมินร้อยละ ๘๐ และมคี า่ เฉลีย่ สูงกวา่
๕๔.๕ ของคะแนนทดสอบกอ่ น
นางสาววิลาวัณย์ บุตรศาศสตร์ (๒๕๖๒ ; หน้า ๔) ได้ทำการวิจัย เร่ือง การพัฒนาทักษะการคดิ โดย
การท่องสูตรคูณของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๓-๕ ผลการศึกษาพบวา่
นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๓-๕ จำนวน ๖๑ คนเขา้ รบั การทดสอบหลงั วจิ ยั จำนวน ๖๑ คน และ
มีนกั เรียนทส่ี อบไมผ่ า่ น จำนวน ๖ คน ซึง่ จากการตรวจสอบจากตารางการท่องสูตรคณู และคะแนนการ
ทดสอบ พบวา่ สาเหตุทท่ี ำใหน้ ักเรยี นสอบไมผ่ า่ น ก็คือท่องสตู รคณู ไดแ้ ต่ต้องชา้ ทำใหท้ ำไมท่ ัน สำหรบั
นักเรยี นทีท่ ำการท่องสตู รคณู เปน็ ประจำก็จะสามารถผ่านการทดสอบ และทำแบบทดสอบทันเวลาตามที่
กำหนดไว้
นางสาวปิยะมาศ แก้วกษการณ์ (๒๕๖๒ ; หน้า ๔) ไดท้ ำการวิจยั นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๓
เรื่อง สตู รคณู นัน้ สำคญั ฉะไน ผลการศกึ ษาพบว่า
นักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ ๑-๓ ผ่านการประเมนิ ๒๘ คนคิดเป็นร้อยละ ๗๑.๐๓ มผี ไู้ มผ่ า่ นการ
ประเมนิ ๑๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๘.๙๗ ผู้วิจยั สามารถให้เหตผุ ลที่ทำใหน้ ักเรยี นสอบไมผ่ า่ นมีดังน้ี นักเรียน
ไมค่ ่อยแม่สูตรคณู นกั เรยี นทอ่ งได้แตช่ า้ ไมท่ นั เวลาท่กี ำหนด นกั เรยี นบางสว่ นพเิ ศษ
บทท่ี ๓
วิธดี ำเนนิ การวจิ ยั
การวิจัยเรือ่ ง “การแก้ปญั หาการท่องสตู รคูณไมค่ ล่องเพ่ือพัฒนาการคิดคำนวณ ด้วยการใช้เพลงสูตร
คณู และตารางสูตรคูณของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๔ ” กำหนดวธิ ดี ำเนินการวิจยั ดังน้ี
๑. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ งในการวิจัย
๒. เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการวิจยั
๓. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
๔. การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
๓.๑ ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง รวมถึงวธิ ีการสุม่ ตวั อยา่ ง
๓.๑.๑ ประชากรที่ใช้ในการศกึ ษา
นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนบ้านกกไทร ตำบลนาป่า อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ปี
การศึกษา ๒๕๖๕ มีนกั เรยี นทง้ั หมดจำนวน ๓๐ คน
๓.๑.๒ กลุม่ ตวั อยา่ งที่ใช้ในการวิจัย
นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านกกไทร ตำบลนาป่า อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ปี
การศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๓๐ คน ได้มาโดยการเลือกแบบช้ีเฉพาะ
๓.๑.๓ การกำหนดระยะเวลาในการทำวิจยั
ผูว้ ิจัยได้ดำเนินการวิจัยคร้ังน้ีเป็นช่วง ใช้เวลาทดลอง ๘ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๔ คาบ คาบละ ๑๐
นาที โดยเรม่ิ ต้งั แต่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ถึง ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕
๓.๑.๔ กำหนดตารางการดำเนนิ การวจิ ัย
วิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาการท่องสูตรคูณไม่คล่องเพ่ือพัฒนาการคิดคำนวณ ด้วยการใช้เพลงสูตรคูณ
และตารางสตู รคูณของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔ ประกอบดว้ ยเพลงสตู รคณู และตารางสูตรคูณ
วัน-เวลา กจิ กรรม วธิ ีประเมนิ หมายเหตุ
สปั ดาหท์ ่ี ๑
สปั ดาหท์ ่ี ๒ ทดสอบการท่องสูตรคูณ ของ การสังเกตพฤติกรรม
สัปดาห์ท่ี ๓
สัปดาห์ที่ ๔ นักเรียนโดยวธิ ีท่องปากเปล่า การซักถาม
สปั ดาห์ที่ ๕-๗
ท บ ท ว น ค ว าม รู้ค ว าม เข้ าใจ การสังเกตพฤติกรรม
สัปดาห์ที่ ๘
เกยี่ วกับหลักการคณู เลข การตอบคำถาม
แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆละ การสังเกตพฤติกรรม
เท่า ๆ กัน ท่องสูตรคูณใส่จังหวะ การซักถาม
ทสี่ นกุ ตง้ั แต่ แม่ ๒ –แม่ ๑๒
เรยี นรกู้ ารใช้ตารางสตู รคณู การสังเกตพฤติกรรม
การซักถาม และจาก
การทำกจิ กรรม
ก่อนเข้าห้องเรียนนักเรียนจะได้ การสังเกตพฤติกรรม
วางตัวเลข ๒ จำนวนในตาราง การตอบคำถาม
สูตรคุณ จากนั้นเตรียมความ
พร้อมในการเรียนด้วยการร้อง
เพลงสตู รคณู พาเพลนิ
ให้นักเรียนทดสอบการท่องสูตร การสังเกตพฤติกรรม
คณู รายบคุ คล และจากการทดสอบ
๓.๑.๕ วธิ ดี ำเนนิ การสอนด้วยสอื่ การสอน
๑. ให้นักเรียนทดสอบก่อนการเรียนรู้ ๑ คร้ัง เพื่อทดสอบความรู้ความเข้าใจก่อนการเรียนการสอน
อธบิ ายเน้อื หาและใหค้ วามรจู้ ากใบความรปู้ ระกอบการสอน
๒. การจัดการเรียนรู้โดยเร่ิมจากการท่องสูตรคูณด้วยการใช้เพลงสูตรคูณและเช่ือมโยงความร้ใู ห้เข้า
กบั รอบตวั ที่มอี ยู่ในชวี ติ ประจำ
๓. ใหน้ กั เรียนศึกษาและใช้ตารางสูตรคณู หากมขี ้อสงสัยใหถ้ ามผู้วจิ ัย
๔. หลังจากนักเรียนท่องสูตรคูณด้วยการใช้เพลงสูตรคูณและใช้ตารางสูตรคูณเรียบร้อยแล้ว จะมี
การสอบหลงั เรียนรู้ ๑ ครง้ั เพื่อทดสอบพฒั นาการในการทอ่ งสูตรคูณ
๓.๒ เครอื่ งมือทใ่ี ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
๓.๒.๑ สื่อ/อปุ กรณ์ทใ่ี ช้
- เพลงสูตรคูณ
- ตารางสตู รคณู
๓.๒.๒ เครอ่ื งมอื การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลประกอบด้วย
- คะแนนแบบทดสอบท่องสูตรคูณกอ่ นและหลงั เรียน โดยมเี กณฑ์การใหค้ ะแนนเพอ่ื ผวู้ จิ ัยจะไดน้ ำ
คะแนนมาสรุปเป็นผลการวจิ ัยต่อไป
๓.๓ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
การวิจยั ในช้นั เรยี นครงั้ น้ี ผู้วจิ ยั ได้ทำการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ดงั ตอ่ ไปน้ี
๓.๓.๑ รวบรวมข้อมูลจากบันทึกเกณฑ์การให้คะแนนของครูแล้วนำข้อมูลซ่ึงเป็นการบันทึกคะแนน
ของนักเรยี นมาสรปุ เป็นข้อมลู เพื่อการพัฒนาการเรยี นรู้ในรายวชิ าคณิตศาสตรข์ องนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี
๔ ในเร่อื ง การทอ่ งสูตรคูณเพื่อพัฒนาการคิดคำนวณ ด้วยการใชเ้ พลงสูตรคณู และตารางสตู รคณู
๓.๓.๒ รวบรวมขอ้ มูลซึ่งเป็นระดบั คะแนนที่ได้จากการให้นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนและหลงั การ
ใชเ้ พลงสตู รคณู พาเพลนิ และตารางสตู รคูณ และนำมาสรปุ ผล
๓.๔ การวเิ คราะห์ข้อมูล
สถิตทิ ่ใี ช้ในการวจิ ยั คือ ค่าเฉลย่ี เลขคณิต
n
xi
x = i=1
N
เม่อื x คอื คา่ เฉล่ียของคะแนนสอบ
xi คือ คะแนนสอบ
N คือ จำนวนนักเรียนทั้งหมด
บทที่ ๔
ผลการศกึ ษา
๑. ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการรวบรวมคะแนนของการทดสอบท่องสูตรคูณ โดยให้
คะแนนตามเกณฑ์ ได้ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ดงั น้ี
๑.๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการรวบรวมคะแนนของการทดสอบท่องสูตรคูณ มาสรุปเป็น
คะแนนการแก้ปัญหาการท่องสูตรคูณไม่คล่องเพ่ือพัฒนาการคิดคำนวณ ด้วยการใช้เพลงสูตรคูณและตาราง
สตู รคูณของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านกกไทร ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕ ดงั นี้
๑.๑.๑ การวิเคราะห์คะแนน สัปดาห์ที่ ๑ – ๘ เร่ือง ท่องสูตรคูณเพื่อพัฒนาการคิดคำนวณ
ดว้ ยการใช้เพลงสูตรคณู และตารางสตู รคณู
การวิเคราะหข์ ้อมูลตอนน้ี ผู้วิจยั นำคะแนนจากการทดสอบทอ่ งสตู รคูณ ของนักเรียนชน้ั ประถม
ศกึ ษาปีที่ ๔ จำนวน ๓๐ คน แล้วนำเสนอในตาราง ๑ ดังนี้
ตาราง ๑ แสดงผลจากการการทดสอบท่องสตู รคูณ ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔
ลำดบั ช่ือ - สกุล ผลการทดสอบท่องสูตร ผลการทดสอบท่องสูตร
คณู สัปดาห์ท่ี ๑ คณู สัปดาห์ท่ี ๘
๑ ด.ช.ฐานวัฒน์ แกว้ หอม ๙ ๒๐
๒ ด.ช.ฉตั รชานนท์ บุญเมน่ ๒ ๙
๓ ด.ช.ภรี วิท เพลียโคตร ๑๑ ๑๙
๔ ด.ช.ยงิ่ คณุ ผดุงชาติ ๑๑ ๒๐
๕ ด.ช.ธนากร จัทร์ตา ๑๑ ๑๙
๖ ด.ช.พีรพงษ์ จันทกั ๗ ๑๘
๗ ด.ช.ชวกร เตยกุญชร ๙ ๑๘
๘ ด.ช.ธนภทั ร ภูสมพงษ์ ๗ ๑๖
๙ ด.ช.ณฐั สทิ ธิ์ ภักดจี ิตร ๙ ๑๘
๑๐ ด.ช.ณัฐภัทร เปรมทอง ๙ ๑๘
๑๑ ด.ช.พีรวัฒน์ ยอดคำ ๑๐ ๑๙
๑๒ ด.ช.ณฐั กรณ์ แก้วเถาว์ ๗ ๑๖
๑๓ ด.ช.กติ ติ มเี หม ๗ ๑๖
๑๔ ด.ช.คณุ ภัทร ธงเนาว์ ๗ ๑๖
๑๕ ด.ช.ธนโชติ ไชยแสน ๓ ๕
๑๖ ด.ช.กิตติศกั ดิ์ รังสกิ รรพมุ ๒ ๔
๑๗ ด.ญ.เฟื่องฟา้ ชนะชารี ๑๐ ๑๙
๑๘ ด.ญ.ชญานิศ พรมนนท์ ๑๐ ๑๙
๑๙ ด.ญ.ปริฉัตร อนิ ทร์บึง ๑๑ ๑๘
๒๐ ด.ญ.ปิญาดา ยอดทอง ๑๐ ๒๐
๒๑ ด.ญ.ชาลสิ า คำแกว้ ๙ ๑๘
๒๒ ด.ญ.ณฐพร ทองเมอื ง ๑๐ ๒๐
๒๓ ด.ญ.พิมพ์พชิ ชา ปาโน ๗ ๑๗
๒๔ ด.ญ.หทยั ทพิ ย์ ศรีสภุ มู ิ ๕ ๙
๒๕ ด.ญ.พชิ ญาพร จนั พะเนา ๗ ๑๖
๒๖ ด.ญ.นฤวรรณ กึนสี ๗ ๑๘
๒๗ ด.ญ.กวนิ ตา สุพันธพ์ ิมพ์ ๑๑ ๑๘
๒๘ ด.ญ.นทมิ นต์ คำทิพย์ ๑๒ ๑๙
๒๙ ด.ญ.ธาราทพิ ย์ แกว้ ดว้ ง ๘ ๑๗
๓๐ ด.ญ.เกวลนิ พวงแก้ว ๑๔
ระดับคะแนน
๐ – ๑๐ หมายถึง ไม่ผา่ น ๑๐ – ๒๐ หมายถึง ผา่ น
จากตาราง ๑ จะเห็นว่านักเรียนสามารถท่องสูตรคูณได้มากขึ้นหลังจากฝึกท่องสูตรคูณกันไประยะ
หนึ่ง และทดสอบไมผ่ ่านเพียง ๕ คนเท่าน้นั ซึ่งถ้าวิเคราะหต์ ามตารางการท่องสตู รคูณ และจากการสอบถาม
ผวู้ จิ ัยสามารถให้เหตุผลทที่ ำให้นกั เรยี นสอบไม่ผา่ นมีดงั น้ี
๑. ด.ช.ฉัตรชานนท์ บุญเม่น เน่ืองจากไม่เคยท่องสูตรคูณกับเพื่อนเลย เม่ือร้อง
เพลงสูตรคูณพาเพลินก็ยงั ไมพ่ ัฒนาขน้ึ เทา่ ทีค่ วร
๒. ด.ช.ธนโชติ ไชยแสน เนื่องจากไม่เคยท่องสูตรคูณกับเพื่อนเลย เม่ือร้องเพลง
สูตรคูณพาเพลินก็ยงั ไมพ่ ฒั นาขนึ้ เทา่ ทคี่ วร
๓. ด.ช.กิตติศักดิ์ รังสิกรรพุม เนื่องจากไม่เคยท่องสูตรคูณกับเพื่อนเลย เมื่อร้อง
เพลงสูตรคูณพาเพลนิ ก็ยงั ไม่พฒั นาขน้ึ เท่าท่คี วร
๔. ด.ญ.หทัยทิพย์ ศรีสุภูมิ เนื่องจากไม่เคยท่องสูตรคูณกับเพื่อนเลย เม่ือร้อง
เพลงสูตรคณู พาเพลินกย็ ังไมพ่ ัฒนาขน้ึ เท่าทค่ี วร
๕. ด.ญ.เกวลนิ พวงแก้ว เนอื่ งจากบกพรอ่ งทางร่างกายและการเรยี นรู้
ตารางแสดงจำนวนนกั เรียนท่ีทำการทดสอบทอ่ งสูตรคูณ ของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔
ผลการทดสอบทอ่ งสตู รคณู ผลการทดสอบท่องสตู รคูณ
สปั ดาห์ที่ ๑ สัปดาหท์ ่ี ๘
ผา่ น (%) ไมผ่ า่ น (%) ผา่ น (%) ไม่ผ่าน (%)
ป.๔ ๓๕.๒๙ ๖๔.๗๑ ๘๓.๓๓ ๑๖.๖๗
เฉลีย่ ๓๓.๓๓ ๖๖.๖๔ ๙๓.๙๔ ๖.๐๖
เกณฑป์ ระเมนิ ผล ระดับ ปรับปรงุ
๐ - ๒๐ ระดับ พอใช้
๒๑ - ๔๐ ระดับ ดี
๔๑ - ๖๐ ระดบั ดมี าก
๖๑ - ๘๐ ระดบั ดีเยี่ยม
๘๑ - ๑๐๐
จำนวน(คน) การเปรียบเทียบการพัฒนาการทอ่ งสูตรคูณ
ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปี ที่ ๔
18
16 ป.๔
14 สปั ดารท์ ่ี ๑ สัปดาห์ที่ ๘
12
10
8
6
4
2
0
ห้อง
ภาพที่ ๑ : แผนภูมแิ ท่งแสดงการเปรียบเทยี บการพัฒนาการท่องสตู รคูณ ของนักเรยี นช้นั
ประถมศึกษาปที ่ี ๔
บทที่ ๕
สรปุ ผล อภิปรายผลการศึกษา และขอ้ เสนอแนะ
การศึกษาเรื่อง เรื่อง การแกป้ ญั หาการทอ่ งสตู รคูณไม่คล่องเพอื่ พฒั นาการคดิ คำนวณ ด้วยการใช้
เพลงสูตรคณู และตารางสูตรคูณของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ สามารถสรุปและอภปิ ลายผลการ
ดำเนินการ ไดด้ งั น้ี
๑. สรปุ ผล
จากการศึกษาเรอ่ื ง การเรือ่ ง การแก้ปัญหาการท่องสูตรคณู ไมค่ ลอ่ งเพื่อพฒั นาการคิดคำนวณ
ดว้ ยการใช้เพลงสูตรคณู และตารางสตู รคูณของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๔ ซ่งึ กลุม่ ท่ีศึกษา คือ นักเรยี น
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ จำนวน ๓๐ คน โดยระยะเวลาในการทำศึกษา ๘ สัปดาห์ โดยใช้เวลาคาบละ ๑๐
นาที เริม่ ต้ังแต่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ถงึ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พบว่า การแก้ปญั หาการทอ่ งสูตรคณู ไมค่ ลอ่ ง
เพ่ือพฒั นาการคดิ คำนวณ ด้วยการใช้เพลงสตู รคูณและตารางสูตรคณู ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๔ มี
ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาการคิดคำนวณ ซง่ึ ทำให้นักเรยี นมคี วามกระต้ือรอื้ รน้ ในการรอ้ งเพลงสตู รคณู พาเพลิน
และทำกิจกรรมวางตวั เลขในตารางสูตรคูณ นอกจากจะชว่ ยพัฒนาเรอ่ื งการคูณเลข และยงั ชว่ ยให้ผเู้ รยี นนัน้ มี
เจตคตทิ ี่ดีตอ่ วิชาคณติ ศาสตร์ และเรียนคณิตศาสตรไ์ ดอ้ ย่างมคี วามสขุ โดยท่ีระดบั คะแนนการท่องสูตรคูณ
กอ่ นเรียนคดิ เปน็ รอ้ ยละ ๓๓.๓๓ ซง่ึ อยูใ่ นเกณฑค์ วรปรบั ปรุง และระดบั คะแนนการทอ่ งสูตรคูณหลงั เรยี นคดิ
เปน็ รอ้ ยละ ๙๓.๙๔ อย่ใู นเกณฑ์ดีเยี่ยม ซึง่ นกั เรยี นมกี ารพฒั นาการทดี่ ีข้ึน และนักเรียนสามารถสามารถตอบ
คำถามเร่อื งคูณเลขได้ดีขึน้ จากกอ่ นท่ีจะทำการแกป้ ญั หาการท่องสูตรคณู ไมค่ ลอ่ งเพือ่ พฒั นาการคดิ คำนวณ
ดว้ ยการใชเ้ พลงสูตรคณู และตารางสตู รคูณ
๒. อภปิ รายผล
จากผลการศึกษาพบว่า การแก้ปญั หาการท่องสูตรคูณไม่คล่องเพ่ือพัฒนาการคิดคำนวณ ด้วยการ
ใชเ้ พลงสูตรคณู และตารางสตู รคูณของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ ผลการวจิ ัยสรปุ ผลได้ ดังน้ี
๒.๑ ผลการแกป้ ัญหาการท่องสตู รคูณไมค่ ลอ่ งเพื่อพฒั นาการคดิ คำนวณ ด้วยการใชเ้ พลงสูตร
คูณและตารางสตู รคูณ ทำให้นกั เรียนมีการจดจำสูตรคูณมากขึ้น สามารถท่องสูตรคูณไดค้ ลอ่ งข้นึ ฝึกการคดิ
เลขในใจมากขนึ้ สง่ ผลตอ่ การพฒั นาการคิดคำนวณโดยไม่ต้องใชเ้ คร่ืองคดิ เลข
๒.๒ ผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ขิ องคะแนนทดสอบกอ่ นและหลัง การแกป้ ัญหาการทอ่ งสูตร
คูณไมค่ ลอ่ งเพอ่ื พัฒนาการคดิ คำนวณ ด้วยการใช้เพลงสตู รคณู และตารางสตู รคูณของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษา
ปีที่ ๔ ระดบั คะแนนการทอ่ งสูตรคณู หลังเรียนคิดเปน็ ร้อยละ ๙๓.๙๔ อยูใ่ นเกณฑ์ดีเยย่ี ม คะแนนทดสอบ
หลังเรียนมีคา่ เฉลยี่ สูงกว่า คะแนนทดสอบก่อนเรยี นคิดเปน็ รอ้ ยละ ๖๐.๖๑ ทัง้ นี้การแกป้ ญั หาการทอ่ งสตู ร
คูณไมค่ ล่องเพื่อพัฒนาการคดิ คำนวณ ด้วยการใช้เพลงสูตรคูณและตารางสูตรคณู ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษา
ปีที่ ๔ ที่ผู้วจิ ัยศกึ ษาคน้ ควา้ น้นั เมอื่ พิจารณาสอดคล้องกับการแกป้ ัญหาพน้ื ฐานในการคดิ คำนวณด้วยการฝกึ คิด
ในใจและสามารถให้นักเรียนลดการใช้เคร่อื งคำนวณในการคูณเลขอย่างง่ายได้ และงานวจิ ยั นีส้ ามารถเข้า
ถึงผ้เู รียนได้งา่ ย ดว้ ยวธิ ีการไมซ่ บั ซอ้ น สามารถฝึกดว้ ยตวั เองได้
๓. ขอ้ เสนอแนะ
๓.๑ ผู้วิจัยควรนำเสอนเทคนิคการท่องสูตรคณู ท่หี ลากหลายกวา่ นี้
๓.๒ ผวู้ ิจัยควรปลกู ฝังให้นกั เรียนเห็นความสำคัญของการคดิ คำนวณ
บรรณานุกรม
ชาตชิ าย พทิ ักษธ์ นาคม. (๒๕๔๔). จติ วทิ ยาการสอน. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์
ศวติ า บุญอาจ. (๒๕๔๙). การศกึ ษาปญั หานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตำ่ ในรายวชิ า ค ๓๑๑๐๑
คณิตศาสตร์ ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๔๘. โรงเรียนพบพระวิทยาคม : จังหวัด
ตาก
ทิพวรรณ สบื สมบตั ิ. (๒๕๕๔). การใชเ้ ทคนิคการทอ่ งสตู รคูณเพ่อื พัฒนาทักษะการคิดคำนวณ ชั้น ป.๔/๑
ฉะเชงิ เทรา
มิสบุปผา ประสงคส์ ุข. (๒๕๕๗). การพฒั นาทักษะการคิดคำนวณเรอ่ื งการคณู การหารจำนวนนบั ของนกั เรียน
ช้ันประถมศึกษาปี ท่ี ๕ โดยการฝึกท่องสูตรคูณกอ่ นเรยี น. โรงเรียนอัสสัมชญั
ฮัสนา และไหม. (๒๕๖๐). การแก้ปญั หาการท่องสูตรคณู ไม่คลอ่ งเพ่ือพัฒนาการคิดคำนวณ ของนกั เรียน
ระดับชน้ั ประกาศนยี บัตรวิชาชพี ชัน้ ปที ่ี ๑. วิทยาลัยอาชีวศกึ ษาศาสนบรหิ ารธุรกจิ : กรงุ เทพมหานคร
วิลาวัณย์ บุตรศาสตร์. (๒๕๖๓) การพฒั นาทักษะการคดิ เลขเปน็ โดยการท่องสตู รคูณ ของนกั เรยี นช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ่ี ๓ – ๕. โรงเรยี นนคิ มสรา้ งตนเอง : จงั หวดั ระยอง
สวุ ัฒน์ อาจสาลี. (๒๕๖๔). การทอ่ งสูตรคณู ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี ๖. โรงเรียนบา้ พะวร : จังหวัดศรีสะเกษ