The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วัดพระธาตุพนม.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-12-26 01:52:03

วัดพระธาตุพนม.

วัดพระธาตุพนม.

วัดพระธาตุพนม
วรมหาวิหาร

นครพนม



คำนำ

หนังสือคู่มือการท่องเที่ยวเล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่ งของ
รายวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยมีวัตถุประสงค์แนะนำสถาน
ที่ท่องเที่ยว เรื่ องราวของมรดกวัฒนธรรมประเภทโบราณ
สถานในสังคมไทย วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัด
นครพนม ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดและ
เพื่ อเป็นข้อมู ลที่มีประโยชน์

ผู้ จั ด ทำ ค า ด ห วั ง เ ป็ น อ ย่ า ง ยิ่ ง ว่ า ก า ร จั ด ทำ ห นั ง สื อ เ ล่ ม นี้ จ ะ
เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ กั บ ผู้ ที่ อ่ า น แ ล ะ ส น ใ จ ใ น ส ถ า น ที่ ท่ อ ง เ ที่ ย ว แ ห่ ง นี้
เพื่ อเป็นแนวทางก่อนเดินทางและช่วยศึกษาข้อมู ลและองค์
ความรู้ ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดอย่างเข้าใจกับวัด
พ ร ะ ธ า ตุ พ น ม ว ร ม ห า วิ ห า ร

นางสาวณัฐนิชา ชูชาติ

สารบัญ

เรื่อง หน้า
1
วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร 2
ประวัติความเป็นมา 6
พระธาตุพนม
การขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อพระธาตุพนมล้ม 7
การสร้างสถูปอิฐพระธาตุองค์เดิม
ลูกพระธาตุพนม 8
น้ำบ่อวัดพระธาตุพนม 9
10
ลักษณะเด่นทางประวัติวัดพระธาตุพนม 11
13
ศิลปกรรมตกแต่งบนองค์พระธาตุ 15
ลักษณะเด่นพระธาตุพนมด้านสถาปัตยกรรม 17
การรำบูชาถวายพระธาตุพนม 18
งานสัตตนาคารำลึก 19
ลักษณะเด่นศรัทธาวัดพระธาตุพนม
การเดินทาง

1

วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิด
วรมหาวิหาร ปัจจุบันมีพระเทพวรมุนี เป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2549
- ปัจจุบัน ประดิษฐาน ณ ริมฝั่ ง แม่น้ำโขง ถนนชยางกูร บ้านธาตุพนม

ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีลักษณะเป็น
เจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจตุรัสก่อด้วยอิฐ กว้างด้านละ 12.33 เมตร สูง 53.6
เมตร มีกำแพงล้อมองค์พระธาตุ 4 ชั้น องค์พระธาตุตั้งอยู่บน ภูกำพร้า
(เนินดินสูงจากพื้นธรรมดาประมาณ 3 เมตร) ภายในบริเวณมีบึงขนาด
ใหญ่เรียกว่า บึงธาตุพนม ในวันเพ็ญเดือน 3 ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของ

ทุกปีจะมีงานประจำปีเพื่อเป็นการนมัสการพระธาตุพนม

2

ประวัติ ตามตำนานพระธาตุพนม ในอุรังคนิทาน กล่าวว่า สมัยหนึ่งใน
ปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระอานนท์ ได้เสด็จมาทางทิศ
ตะวันออก โดยทางอากาศได้มาลงที่ดอนกอนเนา แล้วเสด็จไปหนองคันแท
เสื้อน้ำ ( เวียงจันทน์ ) ได้พยากรณ์ไว้ว่า ในอนาคตจะเกิดบ้านเมืองใหญ่
เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จากนั้นได้เสด็จไปตามลำดับ ได้ทรง
ประทานรอยพระพุทธบาทไว้ที่ โพนฉัน ( พระบาทโพนฉัน ) อยู่ตรงข้าม
อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย แล้วเสด็จมาที่ พระบาทเวินปลา ซึ่ง
อยู่เหนือเมืองนครพนมปัจจุบัน ได้ทรงพยากรณ์ที่ตั้งเมืองมรุกขนคร
(นครพนม) และได้ประทับพักแรมที่ ภูกำพร้า หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเสด็จข้าม
แม่น้ำโขง ไปบิณฑบาตที่เมือง ศรีโคตรบูรณ์ พักอยู่ที่ร่มต้นรังต้นหนึ่ง (
พระธาตุอิงฮัง เมืองสุวรรณเขต) แล้วกลับมาทำภัตกิจ (ฉันอาหาร) ที่ภู
กำพร้าโดยทางอากาศ

ภาพวาดพระธาตุพนมองค์เดิม รูปแบบศิลปกรรมที่บูรณะโดยเจ้า
ราชครูหลวงโพนเสม็ดเมื่อ พ.ศ. 2233 บันทึกโดยคณะสำรวจแม่น้ำ
โขงภายใต้การนำของฟรานซิส การ์นิเยร์ นายทหารเรือชาวฝรั่งเศส

เมื่อ พ.ศ. 2411

3

พญาอินทร์ได้เสด็จมาเฝ้าและทูลถามพระพุทธองค์ ถึงเหตุที่มา
ประทับที่ภูกำพร้า พระพุทธองค์ได้ตรัสว่าเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้า
ทั้ง 3 พระองค์ ในภัททกัลป์ที่นิพพานแล้ว บรรดาสาวกจะนำพระบรม
สารีริกธาตุ มาบรรจุไว้ที่ภูกำพร้า พระพุทธองค์เมื่อนิพพาน พระมหากัสส
ปะ ผู้เป็นสาวก ก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ ณ ที่นี้เช่นกัน จาก
นั้นพระพุทธองค์ก็ได้ทรงปรารภถึงเมืองศรีโคตบูร และมรุกขนคร แล้ว
เสด็จไปหนองหารหลวง ได้ทรงเทศนาโปรดพญาสุวรรณพิงคาระ และ
พระเทวี ประทานรอยพระพุทธบาทไว้ที่นั้น เสด็จกลับพระเชตวัน หลังจาก
นั้นก็เสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพาน มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้ถวายพระ
เพลิงพระสรีระ แต่ไม่สำเร็จจนเมื่อพระมหากัสสปะมาถึงได้อธิษฐานว่า
พระธาตุองค์ใดที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่ภูกำพร้า ขอพระธาตุองค์นั้น
เสด็จมาอยู่บนฝ่ามือ ดังนี้ พระอุรังคธาตุ ก็เสด็จมาอยู่บนฝ่ามือขวาของ
พระมหากัสสปะขณะนั้นไฟธาตุก็ลุกขึ้นโชติช่วงเผาพระสรีระได้เองเป็น
อัศจรรย์เมื่อถวายพระเพลิงและแจกพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อย
พระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ ก็ได้อัญเชิญพระอุรัง
คธาตุมาทางอากาศ แล้วมาลงที่ดอยแท่น (ภูเพ็กในปัจจุบัน) จากนั้นได้ไป
บิณฑบาตที่เมืองหนองหารหลวง เพื่อบอกกล่าวแก่พญาสุวรรณพิงคาระ
ตำนานตอนนี้ตรงกับตำนานพระธาตุเชิงชุม และพระธาตุนารายณ์เจงเวง

เมื่อพญาทั้ง 5 อยู่ ณ เมืองต่าง ๆ อันได้แก่ พญานันทเสน แห่งเมือง
ศรีโคตบูร พญาจุลณีพรหมทัต พญาอินทปัตถนคร พญาคำแดง แห่ง
เมืองหนองหารน้อย และพญาสุวรรณพิงคาระ แห่งเมืองหนองหารหลวง
ได้พากันปั้ นดินดิบก่อแล้วเผาไฟ ตามคำแนะนำของพระมหากัสสปะ แบบ
พิมพ์ดินกว้างยาวเท่ากับฝ่ามือพระมหากัสสปะ

ครั้นปั้ นดินเสร็0ก็พากันขุดหลุมกว้าง 2 วา ลึก 2 ศอก เท่ากันทั้ง 4
ด้าน เมื่อก่อดินขึ้นเป็นรูปเตา 4 เหลี่ยม สูง 1 วา โดยพญาทั้ง 4 แล้ว
พญาสุวรรณภิงคาระได้ก่อส่วนบน โดยรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาปารมีสูง 1
วา รวมความสูงทั้งสิ้น 2 วา แล้วทำประตูเตาไฟทั้ง 4 ด้าน เอาไม้จวง
จันทน์ กฤษณา กระลำพัก คันธรส ชมพู นิโครธและไม้รัง มาเป็นพื้น
ทำการเผาอยู่ 3 วัน 3 คืน เมื่อสุกจึงเอาหินหมากคอยกลางโคกมาถม
หลุม เมื่อสร้างอุโมงค์เสร็จพญาทั้ง 5 ก็ได้บริจาคของมีค่าบรรจุไว้ใน
อุโมงค์เป็นพุทธบูชา

4

จากนั้น พระมหากัสสปะ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ เข้าบรรจุ
ภายในที่อันสมควร แล้วให้ปิดประตูอุโมงค์ไว้ทั้ง 4 ด้าน โดยสร้าง
ประตูด้วยไม้ประดู่ ใส่ดาลปิดไว้ทั้ง 4 ด้าน แล้วให้คนไปนำเอาเสาศิลา
จากเมืองกุสินารา 1 ต้น มาฝังไว้ที่มุมเหนือตะวันออก แปลงรูปอัศ
มุขี (ยักษิณีหน้าเป็นม้า) ไว้โคนต้นเพื่อเป็นหลักชัยมงคลแก่บ้าน
เมืองในชมพูทวีป นำเอาเสาศิลาจากเมืองพาราณสี 1 ต้น ฝังไว้มุมใต้

ตะวันออก แปลงรูปอัศมุขีไว้โคนต้น เพื่อหมายมงคลแก่โลก นำเอา
เสาศิลาจากเมืองตักศิลา 1 ต้น ฝังไว้มุมเหนือตะวันตก พญาสุวรรณ

พิงคาระให้สร้างรูปม้าอาชาไนยไว้ตัวหนึ่ง หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อ

แสดงว่าพระบรมธาตุเสด็จออกมาทางทิศทางนั้น และพระพุ ทธ

ศาสนาจักเจริญรุ่งเรืองจากเหนือเจือมาใต้ พระมหากัสสปะให้สร้างม้า

พลาหกไว้ตัวหนึ่ง คู่กัน หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อเป็นปริศนาว่า
พญาศรีโคตบูรจักได้สถาปนาพระอุรังคธาตุไว้ตราบเท่า 5,000 พระ
วัสสา เกิดทางใต้และขึ้นไปทางเหนือ เสาอินทขีล ศิลาทั้ง 4 ต้น ยัง
ปรากฏอยู่ 2 ต้น ทางทิศตะวันออก ส่วนอีก 2 ต้น ได้ก่อหอระฆังหุ้ม
ไว้ ส่วนม้าศิลาทั้ง 2 ตัว ก็ยังปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน

พระธาตุพนมได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาตามลำดับ การบูรณะ

ครั้งแรกและครั้งที่สอง ไม่ได้บันทึกปีที่บูรณะไว้ การบูรณะครั้งที่สาม
เมื่อปี พ.ศ. 2157

พ.ศ. 2223-2225 และเป็นรูปแบบที่นิยมในอีสาน
พ.ศ. 2233 พระครูโพนเสม็ด (ญาคูขี้หอม) ปฏิสังขรณ์พระธาตุให้สูง

ขึ้น
พ.ศ. 2483 รัฐบาลได้บูรณะให้สูงขึ้น
พ.ศ. 2518 องค์พระธาตุพนมชำรุดล้มลง ทางราชการได้ดำเนินการ

ก่อสร้างขึ้นใหม่ ให้คงสภาพเดิม
พ.ศ. 2522 การบูรณะโดยภาครัฐและเอกชน

เมื่อปี พ.ศ. 2485 วัดพระธาตุพนมฯ ได้รับการยกฐานะเป็น พระอาราม
หลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร

5

ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 เวลา 19.38 น. ด้วยเหตุที่มีฝนตก
พายุพัดแรงติดต่อมาหลายวันและความเก่าแก่ขององค์พระธาตุ พระ
ธาตุพนมจึงได้ล้มทลายลงมาทั้งองค์ ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมบริจาค
ทุนทรัพย์และรัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิม การ
ก่อสร้างนี้เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2522 นอกจากจะบรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุในองค์พระธาตุดั่งเดิมแล้ว ยังมีของมีค่ามากมายนับ
หมื่นชิ้นบรรจุและประดับไว้ในองค์พระธาตุอีกด้วย โดยเฉพาะฉัตรทองคำ
บนยอดพระธาตุ ซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 110 กิโลกรัม

โบราณวัตถุรอบ ๆ องค์พระธาตุพนมเป็นของที่มีมาแต่ครั้งสมัยศรี
โคตบูรถึงล้านช้างและสมัยอยุธยา โดยเฉพาะสมัยศรีโคตบูรนั้นได้แก่
หลักศิลาและเสมาหินซึ่งปักอยู่ตามทิศต่าง ๆ ที่เรียกกันว่า เสาอิทขีลซึ่ง
จะมีสัตว์ชื่อ อัสมุขี อัสมุขี แปลว่า อัสส = ยักษ์ มุข = หน้า สัตว์ที่รูปร่าง
เป็นม้ามีหน้าเป็นยักษ์

ผอูบที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ในพระธาตุพนมองค์เดิม



สถูปอิฐเก็บชิ้นส่วน
พระธาตุพนมองค์เดิม

6

พระธาตุพนม เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สร้างเนื่ องในพุ ทธศาสนา

และเชื่ อกันว่าเป็นสถานที่บรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกหน้าอก) ของ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้า ห่างจากแม่น้ำโขงอันเป็นเส้นกั้น
แดนระหว่างประเทศลาวกับประเทศไทยประมาณ 500 เมตร เป็นที่

นับถือว่า เป็นพระธาตุเจดีย์สำคัญที่สุดในภาคอีสานและลาว รวมถึง

เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวพุ ทธสองฝั่ งโขงมาแต่โบราณ ตำนำนอุ

รังคธำตุเป็นเรื่องราวที่ผู้คนสองฝั่ งโขงเล่าสืบต่อกันมาและจดจาร

เป็นลายลักษณ์อักษรใน รูปแบบต่าง ๆ จนเป็นที่รับรู้กันแพร่หลาย

มีเนื้ อหาเกี่ยวกับการเสด็จของพระพุ ทธเจ้าไปยังพื้ นที่สองฝั่ งโขง

ต่อมาเป็นที่ตั้งของอาณาจักรล้านช้าง พร้อมแสดงพุ ทธทำนายว่า

ด้วยกำเนิดและการเปลี่ยนแปลงเมือง รวมถึงบุคคลสำคัญที่จะได้

ร่วมสร้างและบูรณะองค์พระธาตุพนมในกาลต่อมาจากนันเมื่ อ

พระพุ ทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 8 ปี จึงมีการสร้างอูบมุงที่ภูกำพร้าตาม

ที่รับสั่งไว้และบรรจุพระอุรังคธาตุโดยพระมหากัสสปะและพญาทั้ง 5
จากเมืองต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง แต่ยังมิได้มีการ “ฐาปนา” พระอุ

รังคธาตุอย่างสมบูรณ์เพื่ อรอผู้มีบุญมาดำเนินการ ซึ่งหมายถึง

พญาสุมิตตธรรมวงศาแห่งเมืองมรุกขนคร ร่วมกับพระอรหันต์ 5

องค์ เป็นผู้มาบูรณะเจดีย์พระธาตุด้วยการก่อ พะลานอูบมุงชั้นต้น
และชั้นที่สอง แล้วนำพระอุรังคธาตุบรรจุในเจดีย์ศิลา เมื่ อ พ.ศ.500

7

ตามความทรงจำร่วมที่สืบทอดกันมา นับจากองค์เจดีย์พระ
ธาตุพนมถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.8 ได้รับการบูรณะเปลี่ยนแปลง
รูปทรงจนแตกต่างกันเป็น 4 รูปทรง ได้แก่

ภาพเส้นสันนิษฐานโครงสร้างพระธาตุพนม 4 สมัย
(ตามลำดับจากซ้าย) ได้แก่

1. อูบมุง ที่สร้าง พ.ศ. 8
2. พระเจดีย์ที่บูรณะ พ.ศ. 500
3. พระเจดีย์ศิลปะลาวที่บูรณะโดยเจ้าราชครูหลวง โพนสะเม็ก

พ.ศ.2236 - 2245
4. พระเจดีย์ศิลปะไทยที่บูรณะโดยกรมศิลปากร พ.ศ.2483 ซึ่ง

เป็นรูปแบบ ปัจจุบัน
การขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อพระธาตุพนมล้ม องค์เจดีย์พระ

ธาตุพนมได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ เมื่อ พ.ศ.2478
(ศูนย์ มานุษยวิทยาสิรินธร, 2561) เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตวัดพระธาตุพนม

ซึ่งได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหารเมื่อ
พ.ศ.2493 จึงมีวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแล

บริหารจัดการพื้นที่โดยรอบรวมถึงตัวองค์เจดีย์ ซึ่งต้องประสานงานกับ

กรมศิลปากรที่เป็นหน่วยงานรัฐรับผิดชอบโบราณสถานอย่างใกล้ชิด
เดือนสิงหาคม พ.ศ.2518 เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมฯ ทำหนังสือแจ้งกรม

ศิลปากร ให้มาตรวจสอบสภาพความร้าวเอียง โดยตั้งข้อสังเกตว่า

8

การบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อพ.ศ.2483 - 2484 ได้ทำรูระบาย อากาศรอบด้าน
ในส่วนยอดองค์พระธาตุอาจเป็นทางให้ฝนเข้าแต่ส่วนล่างไม่มีทางระบาย
น้ำออก จึงเป็นเหตุให้อิฐภายในองค์พระเจดีย์ยุ่ย เมื่อเกิดแผ่นดินไหวจึงได้
ร้าวเอียง และในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2518 องค์เจดีย์พระธาตุพนมได้
ล้มพังลง จากนั้น 4 วัน กรมศิลปากรได้ประชุมร่วมกับ คณะกรรมการวัด
เพื่อวางแนวทางบูรณะองค์พระเจดีย์ โดยสร้างขึ้นใหม่ด้วยรูปทรงเหมือน
กับที่ล้มพังลงเพราะ “เป็นแบบที่เห็นติดตาของคนในช่วงอายุปัจจุบัน ถ้า
เป็นแบบอื่ นอาจทำให้ความศรัทธาคลายลงได้”รวมถึงเร่งรีบดำเนินการเก็บ
ข้อมูลทางโบราณคดีเพื่อให้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการสร้างองค์พระธาตุซึ่ง
กรมศิลปากรวินิจฉัยว่า “ตำนานอุรังคธาตุมีความคลุมเครือและเชื่อถือได้
น้อยมากเกี่ยวกับการสร้างองค์พระ ธาตุในสมัยแรก

จากนั้น กรมศิลปากรได้นำเสนอองค์ความรู้ทางโบราณคดีเกี่ยวกับ
การสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์พระ ธาตุพนมว่าองค์เจดีย์พระธาตุพนมเมื่อ
แรกสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมหลายชั้น และจากการศึกษาหลักฐานลวดลาย
แกะสลักที่เสาประดับผนังองค์พระธาตุ และองค์ประกอบของกรอบประตู ที่
เปรียบเทียบได้กับปรางค์ขอมรุ่นเก่า ทำให้ประมาณอายุอยู่ระหว่างพุทธ
ศตวรรษที่ 12-14 และชี้ให้เห็นว่า พระพุทธรูปและสิ่งของต่างๆ ที่บรรจุใน
องค์เจดีย์ส่วนใหญ่มีอายุร่วมสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กมาบูรณะองค์
พระธาตุพนม (วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร) รวมถึงวิเคราะห์ว่าตำนานอุ
รังคธาตุเป็นเรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 เพื่อย่อพระ
เกียรติกษัตริย์ลาวล้านช้าง โดยผู้เขียนตำนานอาศัยการได้เห็นร่องรอย
การบูรณะองค์พระธาตุในอดีตทั้ง 2 ครั้งเป็นพื้นฐานการอธิบายแต่กรม
ศิลปากรวิเคราะห์ที่ถูกกล่าวถึงในตำนานแล้วพบว่าสร้างขึ้นตอนปลายพุทธ
ศตวรรษที่ 22 ถึงต้น พุทธศตวรรษที่ 23 เท่านั้น

การสร้างสถูปอิฐพระธาตุองค์เดิม หลังจากกรมศิลปากรดำเนิน
การสร้างองค์เจดีย์พระธาตุพนมขึ้นใหม่ครอบคลุมซากอิฐองค์พระธาตุ นำ
เอาชิ้นส่วนเดิมกลับสู่ตำแหน่งเดิมเท่าที่สามารถทำได้แล้วจึงใช้วัสดุ
ก่อสร้างสมัยใหม่ก่อสร้างส่วนที่เหลือทั้งหมด ยังมีอิฐโบราณและชิ้นส่วน
ต่าง ๆ จากกองซากปรักหักพังที่ไม่ถูกนำไปใช้ซึ่งตามความเชื่อศรัทธาของ
คนท้องถิ่นทุกชิ้นส่วนที่เคยเป็นองค์พระเจดีย์ (หรือองค์ประกอบโดยรอบ)

9

ล้วนมี“ความศักดิ์สิทธิ์”ที่ผู้คนจะนำไปครอบครองบูชา ทางวัดจึงต้อง
เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี มิให้ถูกลักขโมยไป พ.ศ.2535 ทางวัดจึงได้

ดำาเนินการนำอิฐโบราณและชิ้นส่วนเหล่านั้นไปใช้ในการสร้าง “สถูป
อิฐพระธาตุองค์เดิม”ด้วยการจำลองรูปแบบแรกขององค์เจดีย์พระ

ธาตุพนม ไว้ที่เกาะกลางสระน้ำขนาดใหญ่ ที่อยู่ห่างจากลานหน้าวัด

เล็กน้อย เป็นจุดเด่นแห่งใหม่ที่ผู้คนได้เห็นก่อนเดินเข้าสู่ประตูวัด จาก

การสืบค้นหาสาเหตุของการสร้าง สถูปองค์เดิมจำลองทั้งการ

สัมภาษณ์และสืบค้นเอกสาร พบว่าแม้มีความไม่ชัดเจนในแง่แผนการ

ใช้ประโยชน์แต่ผู้คนจำนวนมากได้ยึดถือพื้ นที่ดังกล่าวว่ามีความ

ศักดิ์สิทธิ์ใกล้เคียงกับองค์เจดีย์พระธาตุพนมปัจจุบันเพราะนอกจาก

สร้างด้วยรูปแบบแรกขององค์เจดีย์ตามที่ระบุในตำนานอุรังคธาตุ ยัง

สร้างด้วยอิฐและชิ้นส่วนของพระเจดีย์องค์ เดิมซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์

เทียบเท่าองค์พระเจดีย์เดิม ตลอดจนมีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

พระอรหันตธาตุ พระพุทธรูปและวัตถุมงคลต่างๆ ไว้ภายใน ทำให้มีทั้ง

ผู้ศรัทธาขออนุญาตทางวัดนำผ้าไปห่มให้กับสถูปเจดีย์องค์ จากเดิม

ซึ่งมีความนิยมห่มผ้าให้องค์เจดีย์พระธาตุพนมอยู่ก่อน และมีผู้

ลักลอบขู ด-ขุ ดเอาชิ้นส่วนของสถูปเจดีย์องค์นี้เพื่ อนำไปใช้ในทาง

ความเชื่อ ซึ่งสามารถทำได้เนื่ องจากสถูปนี้อยู่กลางสระน้ำทำให้มีจุด

ลับสายตา ปัจจุบันทางวัดจึงเปิดประตูทางเข้า เฉพาะในช่วงงาน

นมัสการพระธาตุพนมที่มีผู้คนพลุกพล่านเท่านั้น การตั้งอยู่ของสถูป

เจดีย์องค์ พร้อมป้ายชื่อขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากริมสระ

น้ำว่า “สถูปอิฐพระธาตุองค์เดิม” ย่อมเป็น การตอกย้ำรูปแบบของ

พระธาตุพนมองค์แรกตามตำนานอุ รังคธาตุระบุ ว่าสร้างขึ้ นเมื่ อพ.ศ.8

ให้คนท้องถิ่นยึดถือ

ลูกพระธาตุพนม

หมายถึง ผู้ที่เกิดในพื้นที่จังหวัดนครพนม หรือมีภูมิลำเนาในจังหวัด
นครพนม หรือว่ากันว่า ถ้าใครได้มานมัสการพระธาตุครบ 7 ครั้ง จะถือว่า
เป็น “ลูกพระธาตุ”

หมายถึงผู้คนที่มีส่วนร่วมในการก่อสร้างพระธาตุพนม

10

น้ำบ่อวัดพระธาตุพนม

ตั้งอยู่ทางทิศเหนือขององค์พระธาตุ บริเวณกำแพงชั้นนอก ห่าง
จากพระธาตุพนมประมาณ 30 วา (60 เมตร) บ่อ กว้าง 1.50 เมตร ลึก 10
เมตร กรุข้างบ่อด้วยไม้แดง บ่อน้ำเก่าแก่ น้ำใส รสจืดสนิท และมีน้ำอยู่
ตลอดปี ราษฎรส่วนมากใช้น้ำในบ่อนี้เป็นน้ำดื่ม และใช้เป็นน้ำอภิเษกของ
จังหวัดนครพนมมีอยู่เพียงแห่งเดียว สถานที่ประกอบพิธีน้ำอภิเษก คือ
บ่อน้ำพระอินทร์บริเวณพระธาตุพนม

ลักษณะเด่นทางประวัติวัดพระธาตุพนม

วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติควบคู่มา
กับองค์พระธาตุพนม และเชื่อมโยงวัดสำคัญทางภาคตะวันออกเฉียง
เหนือ (อีสาน) โดยในตำนานอุรังคนิทานได้กล่าวถึงการก่อสร้างพระ
ธาตุพนมในยุคแรกว่า พระมหากัสสปเถระซึ่งเป็นพุทธสาวกองค์สำคัญ
พร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ นำพระอุรังคธาตุจากประเทศอินเดีย
แล้วร่วมกับเจ้าพญาทั้ง 5 นคร คือ

1. พญาสุวรรณภิงคารผู้ครองเมืองหนองหานหลวง
2.พญาคำแดง ผู้ครองเมืองหนองหานน้อย
3.พญาจุลณีพรหมทัต ผู้ครองแคว้น 12 จุไทย
4.พญาอินทปฐนคร ผู้ครองแคว้น เขมรโบราณ
5.พญานันทเสน ผู้ครองอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ (โคตรบูร)

พระมหากัสสปเถระได้ให้พญาทั้ง 5 นคร ก่อสร้างองค์พระธาตุพนม
ที่ดอยกปณคีรี หรือภูกำพร้าอยู่ในอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ เมื่อสร้างพระ
ธาตุพนมเสร็จ พระมหากัสสปเถระและเหล่าพระอรหันต์ เจ้าพญาเสด็จกลับ
ไป พระอินทร์และเหล่าเทพยดาทั้งปวงก็เสด็จมาฉลองพระธาตุเป็นการ
ใหญ่นับเป็นงานพระธาตุครั้งแรก

11

ศิลปกรรมตกแต่งบนองค์พระธาตุ

อิฐลายประดับทิศตะวันออกด้านซ้าย อิฐลายประดับทิศตะวันออกด้านขวา

อิฐลายประดับทิศใต้ด้านซ้าย อิฐลายประดับทิศใต้ด้านขวา

12

ศิลปกรรมตกแต่งบนองค์พระธาตุ

อิฐลายประดับทิศตะวันตกด้านซ้าย อิฐลายประดับทิศตะวันตกด้านขวา

อิฐลายประดับทิศเหนือด้านซ้าย อิฐลายประดับทิศเหนือด้านขวา

ส่วนยอดพระธาตุ

13

ซุ้มทิศตะวันออก หน้าบันภปร.ทิศตะวันออก



ซุ้มทิศใต้ หน้าบันทิศใต้

อิฐลายประดับทิศตะวันตกด้านซ้าย หน้าบันทิศตะวันตก

ซุ้มทิศเหนือ หน้าบันทิศเหนือ

14

ฐานพระธาตุพนมและประตูทางเข้าด้านใน

ลักษณะเด่นพระธาตุพนมด้านสถาปัตยกรรม
ลักษณะพระธาตุเป็นรูปสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐ มีลวดลายสลักลงบน

แผ่นอิฐสวย งามมาก มีซุ้มกั้นด้านและซุ้มซ้อนกันสามชั้น ลดหลั่นกันลง
มาแล้วจึงถึงองค์พระสถูป เบื้องบนยอดพระธาตุหุ้มทองคำประดับพลอย
สวยงามมาก สมเด็จพระกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่ง
ประวัติศาสตร์ไทย ทรงกล่าวถึงพระธาตุพนมไว้ในนิทานโบราณคดีเรื่อง
แม่น้ำโขง ตอนหนึ่งว่า

“..พระเจดีย์ธาตุพนมอยู่ริมฝั่ งแม่น้ำโขง สร้างเป็นสถูปทางพระพุทธ
ศาสนาจะสร้างตามลัทธิมหายานหรือหินยาน ไม่มีที่สังเกตเหมือนอย่างที่
พิมายแต่ไม่มีเค้าศาสนาพราหมณ์เจือปนอยู่เลย บรรดาเจดีย์สถานใน
พระพุทธศาสนาซึ่งสร้าง ในสมัยของเขมรที่พบในเมืองไทยที่สร้างสถูป
เป็นประธานมีแต่พระธาตุพนมแห่งเดียว ทั้งรูปสันฐานลวดลายก็เป็น
อย่างอื่นต่างจากแบบช่างขอม ชวนให้เห็นว่าจะสร้างสมัยขอม คือ สร้าง
ในสมัยเมื่อประเทศอันหนึ่งซึ่งเรียกในจดหมายจีนว่า “ฟูนัน” คล้าย “พนม
“เป็นใหญ่อยู่ต่างหาก รูปทรงพระเจดีย์ธาตุพนมเป็นสี่เหลี่ยมเหมือน
มณฑป มีซุ้มต้น สามซุ้มซ้อนกันเป็นสามชั้น เล็กเป็นหลั่นกันขึ้นไปแล้วถึง
องค์พระสถูปอยู่เบื้องบน มณฑปทั้ง ๓ ชั้น ยอดสถูปหุ้มแผ่นทองคำ เช่น
เดียวกับพระธาตุเมืองมหาธาตุเมือง นครศรีธรรมราช ขนาดพระสถูปดู
จะเท่า ๆ กัน” ความสวยงามของพระธาตุพนมยังเป็นต้นแบบพระธาตุใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวชมพุทธธรรม
ชมความสวยงามของพระตลอดเส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

15

การรำบูชาถวายพระธาตุพนม

การรำบูชาถวายองค์พระธาตุ จัดในวันเปิดงานนมัสการพระธาตุพนม
เป็นประเพณีมีมานาน เป็นการแสดงความสามัคคีของ 7 ชนเผ่าพื้นเมืองที่
อาศัยอยู่ในจังหวัดนครพนม ประกอบด้วยเผ่าไทย้อ ,ภูไท , ไทแสก ,ไทโส้ ,
ไทกะเลิง , ไทข่าและไทยอีสาน ทุกเผ่ามีจุดศูนย์รวมจิตใจคือองค์พระธาตุ

แต่งกายด้วยเสื้อผ้าประจำเผ่าของตนถ่ายทอดความเคารพศรัทธาต่อองค์

พระธาตุผ่านการร่ายรำในท่วงท่าอันงดงามเพื่อบูชาองค์พระธาตุพนม เป็น

สื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ทราบถึงการบูชาอย่างยิ่งใหญ่บวกกับความเชื่อว่าการ

รำถวายเป็นการถวายมือและแขนแด่พระธาตุกุศลแรงเป็นการแสดงความ

เคารพอย่างสูง การรำบูชาจัดขึ้น ณ บริเวณหน้าองค์พระธาตุพนม โดยมี

คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดนครพนม ร่วมจัดขึ้นเป็นประจำทุก

ปี ในงานได้มีพิธีแห่เครื่องสักการะโดยข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน ได้
ร่วมแห่และกล่าวคำบูชาไหว้พระธาตุพนม จัดชุดรำบูชาพระธาตุพนม 7 ชุด
คือ รำตำนานพระธาตุพนม , รำศรีโคตรบูรณ์ , รำผู้ไท , รำหางนกยูง , รำ
ไทยญ้อ , รำขันหมากเบ็ง และรำเซิ้งอีสาน

16

การรำถวายพระธาตุพนมจัดขึ้นในวันออกพรรษา 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุก
ปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการฟ้อนรำต้อนรับพระพุทธเจ้าที่เสด็จ
ลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากออกพรรษาแล้ว มีหลักฐานบันทึกไว้ใน
คัมภีร์พระพุทธศาสนาว่า “ในพรรษาที่ 7 พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษา
ที่สวรรค์ชั้นดาวดีงส์เพื่อแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาและจำพรรษาเป็น
เวลา 3 เดือน ประชาชนชาวชมพูทวีปได้รอคอยการเสด็จกลับจากดาวดึงส์
ของพระพุทธเจ้า และเมื่อออกพรรษาเรียบร้อยแล้วพระพุทธเจ้าเสด็จลงมา
ทางประตูเมืองสังกัสสนคร โดยมีพระพรหม พระอินทร์ เทวดา ตามมาส่ง
ถึงเมืองมนุษย์ ในขบวนเสด็จนั้นปรากฏเทพบุตรตนหนึ่งถือพินดีดเป็น
เพลงบรรเลงนำหน้าพระพุทธเจ้า” อาศัยแนวคิดนี้จึงนำมาสู่การการรำบูชา
องค์พระธาตุในวันออกพรรษา นับได้ว่าเป็นผลผลิตทางพระพุทธศาสนา
ของศาสนิกการรำบูชาถวายองค์พระธาตุนอกจากจะได้บุญกุศลแล้วยัง
เป็นการสอนธรรมะทางพระพุทธศาสนาอีกด้วยคือ ความสามัคคี ดังคำ
บาลีว่า “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี” ถอดความเป็นภาษาไทยว่า “ความสามัคคี
ของหมู่คณะนำความสุขมาให้” ดังนั้น การรำบูชาถวายองค์พระธาตุนี้ถือว่า
เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครพนม มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจาก
หลายจังหวัดมาเที่ยวชมประเพณีรำบูชาประธาตุพนมจำนวนมากและยังมี
การละเล่นพื้นเมืองของเผ่าต่างๆ

17

งานสัตตนาคารำลึก

งานรำลึกถึงพยานาคทั้ง 7 ตน
ที่ดูแลพระธาตุพนม ตรงกับขึ้น 5 ค่ำ

เดือน 11

เนื่องจากวัดพระธาตุพนมตั้งอยู่

ริมแม่น้ำโขงจึงปรากฏเรื่องราวเกี่ยว

กับพญานาคทั้ง 7 ตนมาให้ความ

เคารพและดูแลพระธาตุพนม ความ

เชื่อนี้ได้ฝังรากลึกในท้องถิ่น ก่อให้เกิด

ประเพณีเกี่ยวกัพญานาค ดังนั้นวัด

พระธาตุพนมจึงจัดงานวันรำลึกถึง

พญานาคทั้ง 7 ที่ดูแลรักษาองค์พระ

ธาตุพนมในงานมีพิธีบวงสรวงองค์

พระธาตุ ต้อนรับพญานาคทั้ง 7 องค์

เหตุผลที่กำหนดวันเวลาดังกล่าวนั้น
เพราะว่าในพ.ศ. 2500 วันเวลาดัง

กล่าวพญานาคมาประทับทรงสามเณร

ได้บอกกล่าวในการที่ตนได้รับผิดชอบ

ดูแลองค์พระธาตุมาตั้งแต่เริ่มสร้าง

องค์พระธาตุ เมื่อถึงวันเวลาดังกล่าว

ทางวัดจึงจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์

พิธีบวชปฏิบัติธรรมอุทิศส่วนกุศลแด่

องค์พญานาคทั้ง 7 องค์โดยมีโอรส

และธิดาของพญานาคเป็นแม่งานร่วม

กับพระสงฆ์ ที่ลานพระธาตุพนมตลอด

ทั้งคืน ดังนั้นงานนมัสการพระ

ธาตุพนมกำหนดตามจันทรคติ คือวัน

ขึ้น 8 ค่ำ ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3

เป็นประจำทุกปี

18

ลักษณะเด่นศรัทธาวัดพระธาตุพนม

มีความสำคัญสืบทอดมาแต่สมัยโบราณ โดยบรรดาชาวพุทธในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือขอประเทศไทยและในประเทศลาว เชื่อถือกันมา
ว่า ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปไหว้พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์ ถวาย
เครื่องสักการะบูชาหน้าองค์พระธาตุพนม จิตใจจะสงบเยือกเย็นอย่าง
น่าอัศจรรย์ยิ่ง ถ้ายังไม่บรรลุนิพพานในชาตินี้ เมื่อตายแล้ววิญญาณ
ก็จะได้ไปสู่สวรรค์ ชาวพุทธในถิ่นนี้ถือกันว่าองค์พระธาตุพนมไม่เพียง
แต่จะเป็นเจดีย์ที่บรรจุ พระอุ รังคธาตุหรือกระดูกส่วนหน้าอกของ
พระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเมื่อยัง
ทรงพระชนม์อยู่ได้ทรงเสด็จมาประทับแรมอยู่หนึ่งราตรี ทำให้ทุกปีใน
วันงานจะมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศของไทยและชาวลาว ต่างเดิน
ทางกันมาร่วมพิธีกรรมมากมาย กว่า 100,000 คนต่อปี พร้อมมี
การจัดมหรสพสมโภชคึกคักสนุกสนานจัดเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ในภาคอีสานและวัดพระธาตุพนมยังจัดกิจกรรมอื่ นๆ ได้แก่

งานบูรพาจารย์รำลึก ทำบุญอุทิศให้อดีตเจ้าอาวาส และบูรพาจารย์
ของวัดพระธาตุพนมตรงกับขึ้น 8 ค่ำ เดือน11
งานพระธาตุพนมรำลึก และมอบทุนการศึกษาแก่ผู้สอบได้บาลีตรง
กับวันที่ 11 สิงหาคน ของทุกปี
การสวดมนต์ข้ามปี วัดพระธาตุพนมเป็นที่มหาเถรสมาคมมีมติเห็น
ชอบให้จัดพิธีสวดมนต์ข้ามปี ทำความดี ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
เป็นประจำทุกปี ในงานมีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการสวดมนต์ ประโยชน์
ของการสวดมนต์ คือ ทำให้จิตรวมเป็นหนึ่งเป็นการฝึกสมาธิในขณะที่
สวดทำให้ผู้สวดได้สติปัญญา ละโลภ โกรธ หลง ในขณะสวดมนต์
เป็นการเสริมสร้างศิริมงคล แก่ตนเอง ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ บำบัด
โรคเซื่องซึม ทำให้เกิดพลัง สดชื่นกระฉับกระเฉงเหนือสิ่งอื่นใดได้เข้า
เฝ้าพระพุทธเจ้า คือ พระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า จัดงานวันที่ 31
ธันวาคมของทุกปี ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ ณ ลานหน้าวัดพระธาตุพนม
ให้นักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวทางพุทธธรรมตลอดปี

19

การเดินทาง

โดยเครื่องบิน

สามารถลงเครื่องได้ที่สนามบินนครพนม และเดิน
ทางมาวัดพระธาตุพนม สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์
หรือรถตู้ รถโดยสาร จากอำเภอเมืองนครพนม เดิน
ทางมาทางทิศใต้ตามเส้นทางหลวง 212 ประมาณ 50
กิโลเมตรถึงอำเภอธาตุพนม

โดยรถยนต์

จากอำเภอเมืองนครพนมเดินทางมาทางทิศใต้ตาม
เส้นทางหลวง 212 ประมาณ 50 กิโลเมตรถึงอำเภอ
ธาตุพนม

โดยรถประจำทาง

จากกรุงเทพที่สถานีขนส่งหมอชิต มีรถโดยสาร
ไปยังอำเภอธาตุพนมโดยตรง หรือจากสถานีขนส่ง
นครพนมมีรถโดยสารไปอำเภอธาตุพนม

บรรณานุกรม

http://www.watthat.com/show.php?type=6&id=72
https://shorturl.asia/PIApi
https://shorturl.asia/HzMLU
https://shorturl.asia/hpC5a
https://shorturl.asia/nfTQN




Click to View FlipBook Version