The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา เขียนแบบเทคนิคเบื้องต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jayrukit wongthawee, 2024-03-09 04:51:44

วิชา เขียนแบบเทคนิคเบื้องต้น

วิชา เขียนแบบเทคนิคเบื้องต้น

1.ภาพตัดเต็ม (Full Section) เป็นภาพตัดที่ตัดผ่านตลอดชิ้นงาน ดังแสดงในรูป


ตว ั อย ่ างภาพตด ั เตม ็


แสดงภาพฉายท ี ่ มองไมเ ่ หน ็ ภายใน เปร ี ยบเท ี ยบกบ ั ภาพตด ั แสดงเน ื ้ อภายในท ี ่ รเ ู จาะผา ่ น


2. ภาพตัดครึ่ง (Half Section) เป็นการตัดวัตถุออก ¼ ส่วนของภาพ ภาพตัดครึ่งนี้ส่วนมาก จะใช้ตัดวัตถุที่สมมาตรกัน (Symmetry) เพื่อสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยตัดแยกตาม เส้นศูนย์กลาง ส่วนที่ไม่ถูกตัดจะเขียนเป็น ภาพปกติ ไม่ใช้เส้นประในภาพตัดครึ่ง จะใช้ เมื่อจ าเป็นเท่านั้น ดังแสดงในรูป


ภาพตัดเยื้องศูนย์(Offset Section) หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ภาพตัดซิกแซ็ก” เป็นภาพ ตัดเต็มชนิดหนึ่ง แต่ในการเขียนเส้นแสดงแนวตัด อาจจะไม่เป็นเส้นตรงตลอด เพื่อให้ได้รายละเอียด ของวัตถุให้มากที่สุด จ าเป็นต้องมีการตัดซิกแซ็ก ไปมาผ่านจุดส าคัญๆ ของภาพ เพื่อให้ผู้อ่าน สามารถเข้าใจได้ง่าย ดังแสดงในรูป


ภาพตัดหมุนเคลื่อนที่ (Removed Section) เป็นภาพตัดที่เหมือนกับภาพตัดหมุนข้าง แต่ เพื่อให้ภาพตัดแสดงพื้นที่ภาพตัดขวางของวัตถุ ได้ชัดเจนขึ้น สามารถเขียนภาพตัดไว้นอกรูปได้ ดังแสดงในรูป ภาพตัดหมุนเคลื่อนที่ในแต่ละรูป ควรเขียน อักษรก ากับไว้ เช่น ภาพตัด A-A หรือ B-B เพื่อให้รู้ว่าเป็นภาพตัดต าแหน่งใด ในกรณีมีหลาย ภาพ


เข ี ยนแบบเทคน ิ ค เบื้องต้น


หน ่ วยท ี ่ 9 การสเกตช์ภาพ


การสเกตช์ภาพ (Sketch) เป็ นการเข ี ยนแบบโดยไม่ต ้ องใช ้ เคร ื่องม ื อในการเข ี ยนแบบ เพ ี ยงแต่ใช ้ ด ิ นสอ เข ี ยนด ้ วยม ื อเปล่าเท่านัน ้ (Free Hand) เป็ นการแสดงความค ิ ดออกมาเป็ นแบบงาน ช่วยให ้ การตดัส ิ นใจถก ู ต ้ องย ิ่งข ึ น ้ นักออกแบบส่วนใหญ่จะออกแบบมาเป็ นภาพสเกตช์ก่อน เพ ื่อน ามาพ ิ จารณาหา ข ้ อบกพร่องต่างๆ จากนัน ้ จ ึ งน าภาพสเกตช์ไปเข ี ยนเป็ นแบบท ี่สมบร ู ณ ์ ต่อไป บางครงั้ อาจใช ้ แบบสเกตช์ท าการ สื่อสารหร ื อสงั่งานกนัได ้ กรณ ี งานเร่งด่วนหร ื อแบบงานท ี่ไม่ซบัซ ้ อน 1.การลากเส ้ นด ้ วยม ื อเปล่า 4.การสเกตช์ภาพไอโซเมตร ิ ก 2.การสเกตช์วงกลม 5.การสเกตช์ภาพออบล ิ กจากภาพฉาย 3.การสเกตช์วงรี


1. เข ี ยนเส ้ นตรงวงกลม วงร ี ด ้ วยม ื อเปล ่ า 2. สเกตช์ภาพบนกระดาษจากช ิ ้ นงานจร ิ ง และจากภาพฉาย 3 ม ิ ต ิ 3. สเกตช์ภาพออบล ิ กจากภาพฉาย 1. อธ ิ บายขน ั ้ ตอนการสเกตช์ภาพได้ 2. สามารถสเกตช์วงกลมได้ 3. สามารถสเกตช์วงรีได้ 4. สามารถสเกตช์ภาพสามม ิ ต ิ จากภาพฉายได ้


การเขียนภาพสเกตช์ให้ได้ดีนั้นขึ้นอยู่กับการฝึกหัด เป็นส าคัญ แต่การฝึกนั้นต้องถูกต้องและ มีหลักการขั้นพื้นฐานในการเขียนภาพสเกตช์ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้ 1.การลากเส้นตรงด้วยมือเปล่านั้น สายตาต้องจับอยู่ที่ จุดสุดท้ายหรือเป้าหมายตลอดเวลา และการเคลื่อนดินสอ ไปข้างหน้านั้น ต้องเคลื่อนไปทั้งแขนโดยใช้ข้อศอกและ ไหล่ช่วยในการเคลื่อน


การสเกตช์วงกลมนั้นสามารถสเกตช์ได้หลายวิธี ซึ่งช่างเขียนแบบต้องกระท าด้วยความประณีต โดยมีวิธีการสเกตช์ดังนี้ ว ิ ธ ี ท ี่1 สเกตช์วงกลมในสี่เหลี่ยมจัตุรัส


ว ิ ธ ี ท ี่2 ใช้เศษกระดาษเป็นรัศมีแล้วเคลื่อน ดินสอไปตามรัศมีนั้น จะได้ภาพสเกตช์วงกลมตาม ต้องการ ว ิ ธ ี ท ี่3 ใช้มือเป็นวงเวียน โดยใช้นิ้วก้อยเป็นจุดหมุน จากนั้นให้หมุนกระดาษอย่างช้าๆ ปลายดินสอจะขีดเป็น วงกลมบนกระดาษ


การสเกตช์วงรีด้วยมือนั้น สามารถท าได้หลายวิธีเช่นเดียวกับการสเกตช์วงกลม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความเหมาะสมและความถนัดของช่างเขียนแบบว่าจะใช้การสเกตช์แบบใด 1.การสเกตช์วงรีจากรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า


2.การสเกตช์วงรีด้วยการเลื่อนจุด ซึ่งสามารถกระท าได้โดยการใช้แกนยาวของวงรีลบด้วยแกนสั้น ผลต่าง คือ จุด B และจุด C ขณะท าการเลื่อนจุดนั้นต้องให้ จุด B และจุด C เคลื่อนอยู่ระหว่างมุมฉากทั้ง 4 มุม เมื่อ ขยับไปโดยรอบ จุด A จะเคลื่อนเป็นวงรี


3.การสเกตช์วงรีจากสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน การสเกตช์วงรีแบบนี้นิยมน าไปใช้การสเกตช์ วงรีของภาพไอโซเมตริก สามารถท าได้โดยการสร้างรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนก่อน จากนั้นจึง เขียนส่วนโค้งทั้ง 4 ส่วน จะได้วงรีตามต้องการ


การสเกตช์ภาพไอโซเมตริกมีขั้นตอนเหมือนกับการเขียนภาพไอโซเมตริกด้วยบรรทัดสามเหลี่ยม จะต้อง เริ่มต้นสเกตช์ภาพด้วยแกน 3 แกน ซึ่งท ามุม 120 ซึ่งกันและกัน ดังแสดงในรูป


การสเกตช์ภาพไอโซเมตร ิ กโดยมองจากช ิ ้ นงานจร ิ ง การสเกตช์ภาพไอโซเมตริกจากชิ้นงานจริงนั้น ช่างเขียนแบบจะต้องถือชิ้นงานให้อยู่ในระดับ สายตาโดยให้สันหรือเหลี่ยมของชิ้นงานอยู่ตรงกลาง ซึ่งเหลี่ยมนั้นก็คือ แกนดิ่งของภาพไอโซเมตริก ดังแสดงในรูป


การสเกตช์ภาพไอโซเมตร ิ กจากภาพฉาย ช่างเขียนแบบสามารถสเกตช์ภาพไอโซเมตริกได้โดยสังเกตด้านต่างๆ จากภาพฉาย 2-3 ด้าน ดังแสดงในรูป


การสเกตช์ภาพออบลิกจากภาพฉายก็มีขั้นตอนเช่นเดียวกันกับการสเกตช์ภาพไอโซเมตริกจากภาพ ฉาย จะแตกต่างกันแต่เพียงด้านหน้าของภาพออบลิกจะอยู่ในแนวระดับ ส่วนด้านข้างจะขึ้นด้วยมุม 45 ดัง แสดงในรูป


เข ี ยนแบบเทคน ิ ค เบื้องต้น


หน ่ วยท ี ่ 10 ภาพช่วย


ในการปฏิบัติงานทั่วไป จะพบว่าชิ้นงานบางชิ้นมีพื้นผิวเอียง นั่นคือพื้นผิวเอ ี ยงน ้ ั นจะท าม ุ มเฉ ี ยงก ั บ ระนาบของการฉายภาพท าให้ขนาดของภาพฉายที่ได้มีขนาดไม่ตรงกับความเป็ นจริง ส าหรับแบบงานที่ดีนั้น ควรจะมีลักษณะจริงของส่วนส าคัญของภาพให้ครบถ้วน วิธีการหาขนาดจริงของพื้นผิวเอียงสามารถกระท า ได้โดยมองให้สายตาตั้งฉากกับผิวเอียง และภาพที่เขียนออกมา เรียกว่า ภาพช่วย 1. ภาพช ่ วย 2. ประเภทของภาพช ่ วย


แสดงการเขียนภาพช่วยที่มีลักษณะสมมาตรและไม่สมมาตร 1. บอกประเภทของภาพช ่ วยได ้ 2. อธ ิ บายภาพช ่ วยท ี่ม ี ลก ั ษณะสมมาตรได ้ 3. อธ ิ บายภาพช ่ วยท ี่ม ี ลก ั ษณะไม ่ สมมาตรได ้ 4. สามารถเข ี ยนภาพช ่ วยได ้


ภาพช่วยเป็ นส่วนหน ึ่งของช ิ ้ นงานในแบบ ซึ่งการฉายภาพสามด ้ านนัน ้ ไม่สามารถแสดงขนาดท ี่แท ้ จร ิ งของ งานได ้โดยเฉพาะงานท ี่ม ี ผ ิ วเอ ี ยง ภาพช่วยจะแสดงขนาดและรป ู ร่างของผ ิ วหน ้ าท ี่แท ้ จร ิ ง โดยเส ้ นท ี่แสดงภาพ ช่วยจะทา มม ุ ฉากกบัระนาบเอ ี ยง


จากภาพด ้ านหน ้ าสามารถสร ้ างภาพช ่ วยได ้โดยการ ลากเส้น ,,, และ ทา ม ุ มฉากกบ ั ผ ิ วเอ ี ยง ของภาพ จะได ้ ความกว ้ างท ี่แท ้ จร ิ งของภาพ และวด ั ขนาด ความยาวจากภาพด้านหน้า ซึ่งเป็ นความยาวที่แท้จร ิ ง ไป ใช ้ เป็ นความยาวของภาพช ่ วย ถ ึ งขน ั ้ น ี ้ รป ู ร ่ างและขนาดที่ แท ้ จร ิ งของภาพด ้ านผ ิ วเอ ี ยงจะแสดงบนภาพช ่ วยทง ั ้ หมด ความยาวของผ ิ วหน ้ าท ี่ขนานกน ั หร ื อท าม ุ มฉากซึ่ง กันและกัน ภาพฉายที่เห็นได้จะเป็ นขนาดที่แท้จร ิ งของ ช ิ ้ นงาน ไม ่ ต ้ องม ี ภาพช ่ วย ดง ั แสดงในรป ู ท ี่10.2 รูปที่10.2 รูปภาพฉายทั้งสามด้านเพียงพอจะแสดงรูปร่างและ ขนาดที่แท้จริงของงาน


รูปภาพฉายทั้งสามด้านไม่อาจแสดงรูปร่างที่แท้จริงของผิวงานได้ครบจ าเป็นต้องใช้ภาพช่วย


ภาพช่วยสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ คือ 1. ภาพช่วยที่มีลักษณะสมมาตร 2. ภาพช่วยที่มีลักษณะไม่สมมาตร ภาพช ่ วย สามารถที่จะฉายได้จากภาพหลักต่างๆ เช่น จากภาพด้านหน้า ภาพ ด้านบน และด้านข้าง เป็นต้น


1.ภาพช ่ วยจากภาพด ้ านหน ้ า เป็นภาพที่ได้จากการลากเส้นตั้งฉากกับผิวเรียบของภาพด้านหน้า ดังแสดงในรูป


ภาพช ่ วยจากภาพด ้ านข ้ าง เป็ นภาพท ี่ได ้ จากการลากเส ้ นตง ั ้ ฉากกบ ั ผ ิ วเอ ี ยงของภาพด ้านข้างซึ่ง จะทา ให ้ได ้ รป ู ร ่ างและขนาดท ี่แท ้ จร ิ งของช ิ ้ นงาน ดง ั แสดงในรป ู


ภาพช ่ วยจากด ้ านบน เป็ นภาพท ี่ได ้ จากการลากเส ้ นตง ั ้ ฉากกบ ั ด ้ านเอ ี ยงของภาพด ้ านบนซึ่ง จะทา ให ้ เหน ็ รป ู ร ่ างและขนาดท ี่แท ้ จร ิ งของช ิ ้ นงาน ดง ั แสดงในรป ู


ภาพช่วย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. ภาพช่วยท ี่ม ี ลกัษณะสมมาตร หมายถึง ภาพที่เมื่อลากเส้นแบ่งครึ่งภาพแล้ว ครึ่งซ้ายและครึ่งขวามีรูปร่าง เหมือนกันและมีขนาดเท่ากันทุกประการ และให้ใช้เส้นแบ่งกึ่งกลางของภาพเป็นเส้นอ้างอิงหรือเป็นแนวสมมาตรได้ จากนั้นให้เขียนรูปไปทางซ้ายและทางขวาเท่าๆ กัน ดังแสดงในรูป


2.ภาพช่วยที่มีลักษณะไม่สมมาตร หมายถึง ภาพช่วยที่เมื่อลากเส้นแบ่งครึ่งภาพแล้วทั้งสองข้างมี รูปร่างไม่เหมือนกัน ขณะเขียนภาพช่วยแบบนี้ ให้ยึดเส้นอ้างอิงเป็นหลัก แล้วให้เขียนออกไปทางใดทาง หนึ่ง หรือเขียนออกไปทั้งสองข้างของเส้นอ้างอิงได้ ดังแสดงใน


เข ี ยนแบบเทคน ิ ค เบื้องต้น


หน ่ วยท ี ่ 11 สัญลักษณ์เบื้องต้นในการ เขียนแบบ


การทา งานของเคร ื่องจกัรในแต่ละประเภท จะทา ใหผ ้ิวของชิ้ นงานม ี คุณภาพแตกต่างกนัไป ในงานเข ี ยนแบบจ ึ งตอ ้ งระบุพ ้ ื นผิวท ี่จะตอ ้ งผา่นการข ้ึ นรูปดว ้ ยเคร ื่องม ื อกลเอาไวด ้ ว ้ ย เพ ื่อใหส้ ามารถผลิตและควบคุมคุณภาพ ของผิวงานไดอ ้ ยา่งถูกตอ ้ งจ ึ งไดก ้ า หนดสญัลกัษณ ์ มาตรฐานของผิวงานในงานเข ี ยนแบบข ้ึ น สญัลกัษณ ์ เหล่าน ้ ี จะเข ี ยนไวใ้ น แบบท ี่พ ้ ื นผิวปรากฏใหเ ้ ห ็ นเป็ นเส้ นเตม ็ ดงัน ้ นัอาจแสดงสญัลกัษณ ์ หลายชิ้ นในภาพเด ี ยวกนัก ็ได ้ หร ื อถา ้ จา เป็ นก ็ อาจจะแสดง ไวใ้ นภาพท ี่พ ้ ื นผิวเป็ นเส้ นประก ็ได ้ 1. สัญลักษณ์เบื้องต้นในงานเขียนแบบ 2. การวัดค่าความหยาบผิวงาน 3. การก าหนดสัญลักษณ์ผิวตามมาตรฐาน ISO 1302


1. แสดงความร ้ เ ู ก ี่ยวกบัสญัลกัษณ ์ และค่าความหยาบผ ิ วงานจากสญัลกัษณ ์ ต่าง ๆ 2. กา หนดขนาดของค่าความหยาบผ ิ วงานบนแบบของช ิ ้ นงาน 1. อธ ิ บายหร ื ออ่านสญัลกัษณ ์ ผ ิ วงานได ้ 2. เข ี ยนสญัลกัษณ ์ ของผ ิ วงานได ้ 3. เปรียบเทียบมาตรฐาน ISO มาเท ี ยบเท่ามาตรฐาน DIN ได้


ถ ้ าน าผ ิ วงานท ี่ผ ่ านกระบวนการข ึ น ้ รป ู มาแล ้ วเช ่ น ตะไบ กลึง กัด มาส ่ องด ู ด ้ วยแว ่ นขยายจะพบว ่ า ผ ิ วช ิ ้ นงานน ั น ้ ขร ุ ขระเป็ นล ู กคลื่น ช ิ ้ นงานใดม ี ล ู กคล ื่นส ู งแสดงว ่ า ช ิ ้ นงานน ั น ้ ม ี ผ ิ วหยาบ ความหยาบ ความละเอ ี ยดของผ ิ วงานน ี ้ ม ี ผลต ่ อการใช ้ งานเป็ นอย ่ างมาก ถ ้ า ช ิ ้ นงานท ี่ผล ิ ตข ึ ้ นมาม ี ผ ิ วละเอ ี ยด แต ่ สภาพการใช ้ งานจร ิ งไม ่ ม ี ความ จา เป็ น จะท าให ้ เสี ยเวลาท างานโดยเปล ่ าประโยชน ์ ดง ั น ั น ้ ในการ เข ี ยนแบบสง ั่งาน จ ึ งต ้ องกา หนดคณ ุ ภาพของผ ิ วงานลงในแบบด ้ วย


1.ค่าความหยาบ Rt ได้จากการวัดระยะห่างระหว่างจุดสูงสุดของผิวงานกับจุดต ่าสุดของผิว งานมีหน่วยเป็น m ดังแสดงในรูป


ค่าความหยาบของผิวงานนั้นต้องวัดจากค่าเฉลี่ย (Roughness Average, Ra) ซึ่งต้องกระท าในช่วงความ ยาวหนึ่ง ดังนั้นค่าเฉลี่ยความหยาบของผิวงาน (Ra) จึงได้จากการรวมพื้นที่ยอดแหลมเหนือเส้นกึ่งกลางกับ พื้นที่หลุมใต้เส้นศูนย์กลางทั้งหมดมาหารด้วยความยาวในช่วงหนึ่ง (lm) จะได้ค่าของ Raออกมามีหน่วยเป็น “ไมโครเมตร” (Micrometers, m) ดังแสดงในรูป


เพื่อให้ได้ความหยาบของผิวงานที่มีความเที่ยงตรงสูงจะต้องวัดค่าความหยาบของผิวงานเป็น ช่วงๆ เท่าๆ กัน เช่น วัดค่าความหยาบทั้งหมด 5 ช่วง น าค่ามารวมกันแล้วหารด้วย 5 จะได้ค่าเฉลี่ย (Rz) ซึ่งมีหน่วยเป็น m เช่นกัน ดังแสดงในรูป 4. Rmax หมายถึง ความลึกสูงสุดของร่องความหยาบที่มีอยู่ในระยะทดสอบ ดังแสดงในรูป


เคร ื่องม ื อวด ั ค ่ าความหยาบของผ ิ วงาน การวัดค่าความหยาบของผิวงานนั้น สามารถวัดด้วยเครื่องมือดังต่อไปนี้ 1.แผ ่ นเท ี ยบผ ิ ว มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะมีสัญลักษณ์บอกระดับความหยาบเมื่อใช้งานจะต้องน า แผ่นเทียบผิวไปเปรียบเทียบกับผิวงาน ก็สามารถอ่านค่าความหยาบของผิวงานได้จาก แผ่นเทียบผิว ดังแสดงรูป รูปที่ 11.5 แสดงแผ่นเทียบผิว


เครอ ื ่ งวด ั ความหยาบผ ิ ว เป็นเครื่องวัดที่ท างานด้วยระบบไฟฟ้า สามารถวัดค่า ความหยาบผิวเป็นตัวเลขหรือแสดงเป็นกราฟก็ได้ โดยบอกว่าความหยาบเป็น Ra, Rz หรือ Rmax ได้อีกด้วย ดังแสดงในรูป


ลก ั ษณะของช ิ ้ นงานท ี่ต ้ องการผล ิ ต


แต่เดิมใช้มาตรฐานผิวหยาบ DIN 140 ต่อมาได้มีการ เปลี่ยนแปลงมาตรฐานสัญลักษณ์ ผิวงานขึ้นใหม่เป็น มาตรฐาน ISO 1302 ซึ่งมาตรฐานความหยาบของไทย มอก. 210 ก็อ้างอิงมาจากมาตรฐาน ISO 1302เช่นเดียวกัน โดยก าหนดค่าความหยาบของผิวงาน (Ra หรือ Rz) ลงใน แบบงานโดยมีรายละเอียด ดังนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงค่าความหยาบผิว ประกอบด้วย เส้นสองเส้นยาวไม่เท่ากัน ท ามุม 60º ดังแสดงในรูป


แสดงสญ ั ลก ั ษณ ์ ของผ ิ วช ิ ้ นงาน


แสดงตา แหน ่ งบอกรายละเอ ี ยดของสญ ั ลก ั ษณ ์ ผ ิ วงาน


แสดงสญ ั ลก ั ษณ ์ ท ิ ศทางรอยความหยาบหรอ ื ท ิ ศทางการตด ั เฉ ื อน


Click to View FlipBook Version