การแจ้งความเท็จตามมาตรา 172 และ การทาพยานหลักฐานเท็จตาม
มาตรา 179
ผจู้ ดั ทา
631081109 นายธนภทั ร มณฉี าย
นาเสนอ
อาจารย์ วริ ตั น์ นาทพิ เวทย์
รายวิชากฎหมายอาญา 2 0801221 ภาคการเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564
คณะนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยทกั ษิณ
บทท่1ี
คาอธบิ ายเชงิ โครงสร้างความรบั ผิดทางอาญา
มาตรา172 ผ้ใู ดแจง้ ขอ้ ความอนั เป็นเท็จเก่ียวกับความผิดอาญาแกพ่ นกั งานอัยการ ผู้ว่าคดี พนกั งานสอบสวน
หรือเจา้ พนกั งานผูม้ อี านาจสืบสวนคดอี าญา ซ่งึ อาจทาให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสยี หาย ต้องระวางโทษจาคกุ
ไม่เกินสองปี หรือปรบั ไมเ่ กินสี่หม่ืนบาท หรือท้ังจาทง้ั ปรบั
องคป์ ระกอบความผิดทางอาญา
องคป์ ระกอบภายนอก พนกั งานอัยการ
ผ้วู า่ คดี
แจ้งข้อความอนั เป็นเท็จ ซ่ึงอาจทาใหผ้ ู้อนื่ หรอื
ประชาชนเสยี หาย
ผใู้ ด เก่ยี วกับความผิดอาญา แก่
องค์ประกอบภายใน พนกั งานสอบสวน
เจตนาธรรมดา
หรอื เจ้าพนกั งานผมู้ อี านาจ
สบื สวนคดีอาญา
มาตรา179 ผู้ใดทาพยานหลักฐานอนั เป็นเท็จ เพือ่ ใหพ้ นกั งานสอบสวนหรือเจา้ พนักงานผ้มู ีอานาจสืบสวน
คดอี าญาเชอ่ื วา่ ได้มีความผิดอาญาอยา่ งใดเกิดข้ึน หรือเชอ่ื วา่ ความผดิ อาญาท่เี กิดข้ึนรา้ ยแรงกวา่ ท่เี ป็นความ
จริง ต้องระวางโทษจาคกุ ไม่เกนิ สองปี หรือปรับไม่เกินส่หี มื่นบาท หรือทัง้ จาทง้ั ปรบั
องค์ประกอบความผิดทางอาญา
องคป์ ระกอบภายนอก
ผใู้ ด ทาพยานหลกั ฐานอันเป็นเทจ็
(1) เจตนาธรรมดา องคป์ ระกอบภายใน
(2) เจตนาพเิ ศษ - เพอ่ื ให้พนักงาน
สอบสวนหรือเจา้ พนกั งานผู้มีอานาจ
สบื สวนคดอี าญา
(2.1) เชอ่ื วา่ ได้มีความผิดอาญาอยา่ งใด
เกดิ ขึ้น
หรือ
(2.2) เชื่อว่าความผดิ อาญาทเี่ กดิ ข้นึ ร้ายแรงกว่าที่
เป็นความจรงิ
บทท่ี 2
คาอธบิ ายจากบรรทดั ฐานคาพพิ ากษาศาลฎีกา
คาอธิบายความผดิ ฐานแจง้ ความเทจ็ เก่ยี วกับความผิดอาญา ตามมาตรา172
ความผิดตามมาตราน่คี ลา้ ยคลงึ กบั มาตรา 137 แตแ่ ตกต่างกันตรงทว่ี ่า ตามมาตรา137 เป็นกรณี
แจ้งข้อความอนั เป็นเทจ็ ในเรื่องท่ัวไปไม่เกย่ี วกับคดีอาญาสว่ นตามมาตรา 172 ระบไุ วเ้ ฉพาะกรณี
แจ้งความเท็จเกี่ยวกบั คดอี าญาเมือ่ เป็นคดอี าญาความผิดน้จี งึ ไดร้ บั การบัญญัตไิ ว้ในความผดิ เก่ียวกบั
การยตุ ธิ รรมหาใช่เป็นการบริหารราชการแผ่นดินท่วั ไปซ่งึ บญั ญัตไิ วใ้ นความผิดเกีย่ วกบั การ
ปกครองไม่
1.แจง้ ขอ้ ความอันเป็นเทจ็ เก่ียวกบั ความผิดอาญา
การกระทาตามมาตราน้มี ลี กั ษณะเช่นเดยี วกับความผิดฐานแจง้ ความเท็จตามมาตรา 137
กล่าวคอื เป็นกรณีแจ้งขอ้ ความให้ผิดไปจากความเป็นจริงโดยทขี่ ้อความดงั กลา่ วเป็น“ ข้อเทจ็ จริง”
ไมเ่ ก่ยี วกบั ข้อกฎหมาย
การแจ้งน้อี าจเร่ิมตน้ จากผ้กู ระทาเองหรือจากการทผ่ี ้อู ่ืนตามกไ็ ดไ้ มว่ า่ จะกระทาโดยลายลักษณ์
อกั ษร กิริยาท่าทางหรือโดยวาจา
“ แจง้ ขอ้ ความอนั เป็นเท็จ...” อาจเดินไปแจ้งความเท็จหรือโทรศพั ท์ ไปแจง้ ความเทจ็ กไ็ ด้
หรือน่งั อยู่ในทีเ่ กิดเหตแุ ล้วเจ้าพนกั งานเดนิ มาถาม จงึ แจง้ ขอ้ ความอนั เป็นเท็จ หรือมาพบพนักงาน
สอบสวนในฐานะพยาน แลว้ ให้ถอ้ ยคาอันเป็นเท็จ ส่วนขอ้ ความอนั เป็นเทจ็ คอื ขอ้ เท็จจริง ไม่
เกีย่ วกับขอ้ กฎหมาย เมือ่ จาเลยแจง้ ความตามขอ้ เท็จจริงที่เกดิ ข้นึ ไม่ผดิ ฐานแจง้ ความเท็จ เกี่ยวกับ
ความผิดอาญา สว่ นการกระทาของโจทก์จะเป็นความผดิ ตอ่ กฎหมายตามทจี่ าเลยแจ้ง หรือไม่ ไมใ่ ช่
ขอ้ สาคัญ การทแ่ี จ้งขอ้ กลา่ วหาคลาดเคลอ่ื นไปจะถอื วา่ แจ้งขอ้ ความอันเป็นเทจ็ ไมไ่ ด้ มีการกระทา
อนั เป็นเหตใุ หจ้ าเลยเขา้ ใจไป วา่ มีการกระทาผิด และจาเลยกแ็ จง้ ความตามขอ้ เท็จจริงท่ีเกดิ ข้นึ ไม่
ผดิ แจ้งความเทจ็
อยา่ งไรก็ตามบทบัญญัตติ ามมาตรา 172 น้เี ป็นการแจง้ ความเทจ็ เก่ียวกับความผดิ อาญา
โดยเฉพาะซ่งึ หมายถึงการแจ้งข้อความทเี่ กย่ี วข้องกบั การดาเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทาความผดิ เชน่
(1) มผี ู้มาลักทรพั ย์ไป แต่กลบั แจ้งว่าทาทรัพย์นัน้ ตกหายเอง (2) เห็นว่ามกี ารกระทาความผิดอาญา
เกิดข้นึ แตใ่ ห้ถอ้ ยคาต่อตารวจว่าไม่เหน็ (3) เหน็ ผู้กระทาความผิดสวมเส้อื สีแดงกลับบอกวา่ สวม
เส้อื สเี หลืองหรือ (4) เห็นผ้กู ระทาความผดิ ในเวลากลางวนั แต่บอกวา่ เหน็ ในเวลากลางคนื เป็นต้น
การแจง้ ขอ้ ความอนั เป็นเทจ็ ตามมาตรา 172 อาจเป็นกรณีท่ีมีความผิดเกิดข้ึนหรือไมก่ ไ็ ด้ แต่
โดยทั่วไปมกั จะใชก้ ับกรณมี ีความผดิ เกดิ ข้ึนดังตวั อยา่ งขา้ งต้นส่วนกรณที ไ่ี มม่ คี วามผดิ เกิดข้นึ นนั้
ถ้าเขา้ องคป์ ระกอบตามมาตรา 173 ซ่งึ เป็นบทเฉพาะผ้กู ระทากม็ คี วามผิดตามมาตรา 173 แต่บท
เดยี วไม่ตอ้ งปรับมาตรา 172 อกี เช่นแจ้งแกพ่ นกั งานสอบสวนว่ามีผ้ลู กั รถยนตไ์ ปทงั้ ๆท่ีไม่เป็น
ความจริงอยา่ งไรก็ตามกรณที ไ่ี มเ่ ข้าองค์ประกอบมาตรา 173 แตย่ งั ครบองค์ประกอบตามมาตรา
172 ผกู้ ระทายงั ตอ้ งรับผดิ ตามมาตรา 172 ซ่งึ เป็นบททวั่ ไป
การแจง้ ความเทจ็ นนั้ ไม่เกยี่ วกับความผดิ อาญาเช่นแจง้ เพือ่ ใหส้ อบสวนและดาเนนิ การทางวนิ ัย
ผกู้ ระทาไม่มคี วามผิดตามมาตรา 172 แต่อาจมีความผดิ ตามมาตรา 137
“เก่ียวกบั ความผิดอาญา” หมายถงึ มีความผิดอาญาเกดิ ข้ึนแลว้ แต่แจง้ ใหผ้ ดิ จากความเป็นจริงไป
เชน่ ไมเ่ ห็นเหตุการณอ์ นั เป็นความผิดอาญา แตใ่ ห้การวา่ เหน็ ผดิ แจง้ ความเทจ็ ตามมาตรา 172 แต่
ข้อความทแ่ี จ้งน้ันจะตอ้ งเก่ยี วกับความผดิ อาญา เช่น บิดารู้อยแู่ ลว้ ว่าบตุ รชายขับรถชนผูอ้ ่นื ตาย แต่
แจง้ ต่อพนกั งานสอบสวนวา่ ผู้อ่ืนเป็น ผขู้ ับ บิดาผิดมาตรา 172 เม่อื ผดิ มาตรา 172 ซ่งึ เป็นบทเฉพาะ
แล้ว ไมผ่ ิดมาตรา 137 ซ่งึ เป็น บททั่วไปอกี และผดิ ฐานช่วยด้วยประการใดๆ เพ่อื มิใหบ้ ุตรต้องถูก
จับกุมตามมาตรา 189
“แก่พนกั งานอยั การผวู้ ่าคดี พนกั งานสอบสวนหรอื เจา้ พนกั งานผูม้ ีอานาจ สืบสวนคดอี าญา”
ไมร่ วมถึงศาล ดว้ ยเหตุน้กี ารทจี่ าเลยยนื่ คาร้องคัดคา้ นตอ่ ศาลโดยอา้ งเหตุว่าไมค่ วรใหป้ ล่อย
ช่ัวคราวนน้ั แม้เป็นความเทจ็ กไ็ ม่ผิดฐานแจ้งความเทจ็ ตามมาตรา 172 และ ไมเ่ ป็นความผิดฐาน
ฟอ้ งเทจ็ ตามมาตรา 175 เพราะจาเลยมไิ ดฟ้ อ้ งหาว่าโจทกก์ ระทาความผิด อาญาประการใด
ตวั อยา่ งที่ 1 จาเลยให้การตอ่ พนักงานสอบสวนเพยี งว่าจาเลยเป็นผู้แนะนาส. ให้รู้จักกบั โจทก์
และสามซี ่งึ เป็นความเทจ็ โดยไมม่ ขี ้อความว่าโจทก์กระทาความผดิ อาญาการกระทาของจาเลยย่อม
ไมเ่ ป็นความผดิ ฐานแจ้งความเทจ็
ตัวอยา่ งที่ 2 คาฟ้องของโจทกร์ ะบุเพียงวา่ จาเลยแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ไดม้ าขอยมื
เคร่อื งเพชรพลอยตา่ ง ๆ คดิ เป็นมูลค่าถึง 166,900 บาทแลว้ หายเงียบไปเทา่ นัน้ ไมป่ รากฏวา่ ขอ้ ความ
ทจี่ าเลยแจ้งน้นั เก่ียวกบั ความผิดอาญาอยา่ งไรจงึ เป็นฟอ้ งท่ีไม่ครบองค์ประกอบความผดิ
2. แก่พนกั งานอัยการผวู้ า่ คดพี นกั งานสอบสวนหรือเจา้ พนกั งานผมู้ ีอานาจสืบสวน
คดอี าญา
วัตถแุ ห่งการกระทาตามมาตราน้จี ากดั เฉพาะบคุ คล 4 ประเภทน้เี ท่าน้ัน ไดแ้ ก่(1) พนักงาน
อยั การ (2) ผวู้ า่ คดี (3) พนักงานสอบสวน หรือ (4) เจา้ พนกั งานผมู้ อี านาจสืบสวนคดีอาญาผู้กระทา
จะตอ้ งแจง้ ขอ้ ความอนั เป็นเท็จแกบ่ ุคคลท้ัง 4 ประเภทนีเ้ ท่านัน้ จึงจะเป็นความผิดตามมาตรา 172
เพราะบุคคลเหล่าน้มี ีอานาจหนา้ ทโ่ี ดยตรงในการรับแจ้งความสบื สวนสอบสวนหรือดาเนนิ
คดอี าญามิฉะนน้ั ไม่เป็นความผดิ ตามมาตราน้ี
เจา้ พนกั งานผมู้ อี านาจสืบสวนคดีอาญา ได้แก่ เจา้ พนักงานฝ่ ายปกครองหรือตารวจ ซ่งึ เป็น
เจ้าพนักงานท่ีกฎหมายให้อานาจและหนา้ ท่รี ักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนนอกจากน้ยี งั
หมายความรวมถึงพศั ดเี จ้าพนกั งานกรมสรรพสามิตกรมศลุ กากรกรมเจา้ ท่าพนกั งานตรวจคนเข้า
เมอื งและเจ้าพนกั งานอ่นื ๆ ท่ที าการจับกมุ ปราบปรามผกู้ ระทาผิดกฎหมายซ่งึ ตนมหี นา้ ทตี่ อ้ งจับกุม
หรือปราบปราม
ตวั อยา่ งท่ี 1 แมพ้ ระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45จะบญั ญัติใหถ้ ือวา่ พระภิกษุซ่ึง
ไดร้ ับแตง่ ตัง้ ใหด้ ารงตาแหนง่ ในการปกครองคณะสงฆเ์ ป็นเจ้าพนักงานก็มี แต่เพียงอานาจสอบสวน
อธิกรณแ์ ละสั่งลงโทษพระภิกษผุ ลู้ ว่ งละเมดิ พระธรรมวินัยเทา่ น้ันหามอี านาจรบั แจ้งความเก่ยี วกบั
การกระทาผิดอาญาและมีอานาจสืบสวนสอบสวนคดีอาญาไม่ฉะนน้ั จงึ ไมใ่ ช่เจ้าพนกั งานผูม้ ีอานาจ
หนา้ ทต่ี ามมาตรา 172, 173
ตัวอยา่ งท่ี2โจทกถ์ กู ควบคุมตัวในขอ้ หาจ้างผอู้ ื่นฆ่าสามีจาเลยโจทกย์ ่นื คาร้องต่อศาลขอให้
ปลอ่ ยช่วั คราวการทีจ่ าเลยยื่นคาร้องคดั ค้านตอ่ ศาลโดยอ้างเหตวุ ่าไม่ควรใหป้ ล่อยตัวช่วั คราวนนั้ ไม่
เป็นความผิดฐานแจง้ ความเทจ็ ตามมาตรา172เพราะศาลไมใ่ ช่เจ้าพนกั งานตามความในกฎหมาย
มาตราดังกล่าวและไมเ่ ป็นความผดิ ฐานฟอ้ งเทจ็ ตามมาตรา 175 เพราะจาเลยมิได้ฟ้องหาวา่ โจทก์
กระทาความผิดอาญาประการใด
แมว้ า่ การแจง้ ความเทจ็ มกั เกิดแก่พนกั งานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผมู้ อี านาจสบื สวน
คดีอาญาก็ตาม แต่บางกรณีอาจเกิดข้ึนในช้ันของพนักงานอยั การได้เช่นกรณที ่พี นกั งานอยั การเรียก
มาสอบพยานเพ่มิ เติมไดม้ าตรา 172 จึงบัญญัตถิ งึ การแจง้ ความเทจ็ ต่อพนักงานอัยการไว้ในมาตราน้ี
ด้วย
3. ซึ่งอาจทาให้ผอู้ น่ื หรือประชาชนเสยี หาย
นอกจากการแจ้งขอ้ ความอันเป็นเท็จแล้วความผดิ ตามมาตรา 172 จาต้องอาศัยพฤติการณ์
ประกอบการกระทากล่าวคือข้อความเท็จน้นั อาจทาใหผ้ อู้ นื่ หรือประชาชนเสียหายซ่งึ หมายความว่า
คนท่วั ไปเหน็ วา่ ข้อความดังกล่าวอาจกอ่ ให้เกดิ ความเสียหายแกผ่ ้อู นื่ หรือประชาชนไดแ้ ม้วา่ ความ
เสยี หายจะไม่ได้เกิดข้นึ จริงหรือแม้วา่ ผู้ถูกกระทาจะไม่รูว้ ่าข้อความดังกลา่ วอาจทาใหเ้ กิดความ
เสียหายได้ก็ตาม
องค์ประกอบภายใน คอื
เจตนาธรรมดาตามมาตรา 59 วรรคสอง ไมต่ อ้ งมีเจตนาพเิ ศษ เช่น แจ้งความเท็จว่า ม. บกุ
รุกเขา้ ไปในหอ้ งเชา่ เพือ่ ให้ตารวจจบั ม. ให้ออกจากหอ้ งเชา่ แมไ้ มม่ ี เจตนาเพื่อให้ตารวจดาเนนิ
คดีอาญา เพยี งแต่ต้องการใหอ้ อกไปจากหอ้ ง แต่กเ็ ป็นความผดิ ฐานแจ้งความเท็จเก่ยี วกับความผดิ
อาญาแลว้ เจตนาธรรมดาน้ี รวมถึงรู้ ขอ้ เท็จจริงอนั เป็นองค์ประกอบของความผดิ ตามมาตรา 59
วรรคสาม ถา้ แจ้งโดยร้วู า่ ข้อความที่แจง้ นั้นเป็นความเท็จ แมส้ ดุ ท้ายแลว้ เรื่องทีแ่ จง้ นั้นจะเป็นความ
จริง ก็ตอ้ งถอื วา่ มีเจตนา แจง้ ความเท็จ ศาลฎกี าวินิจฉยั ว่า ความสาคัญของคดีแจง้ ความเท็จอย่ทู ่ีว่า
จาเลยเหน็ เหตกุ ารณ์ การกระทาผิดของผู้อน่ื ตามทีใ่ ห้การตอ่ พนกั งานสอบสวนหรือไม่ ไม่ได้อยู่ทว่ี ่า
ผ้อู ่นื กระทาผดิ หรือไม่ เพราะแมผ้ อู้ ่ืนกระทาผดิ จริง แต่ถ้าจาเลยไม่เห็นการกระทาผิดแลว้ บงั อาจให้
การวา่ เห็น กม็ คี วามผิดฐานแจ้งความเทจ็
4. เจตนา
ผู้กระทาจะตอ้ งรู้ขอ้ เท็จจริงวา่ ขอ้ ความน้ันเป็นเทจ็ ตามมาตรา59วรรคสามแม้ส่ิงท่แี จ้งจะไม่
ตรงตอ่ ความเป็นจริงซ่งึ เกิดจากความไมร่ ู้ของผ้กู ระทาผู้นั้นกไ็ ม่ตอ้ งรบั ผดิ ตามมาตราน้เี ช่นแจ้งไป
ตามข้อเทจ็ จริงเทา่ ทที่ ราบหรือตามพฤตกิ ารณม์ เี หตุผลอันควรใหเ้ ขา้ ใจไดว้ ่ามขี อ้ เทจ็ จริงอยา่ งน้นั
เกดิ ข้นึ การกระทาไม่เป็นความผิดตามมาตรา 172
ตวั อย่างท่ี 1 จาเลยทราบจากผู้อ่นื ว่าโจทกซ์ ่งึ เป็นผู้ช่วยเกษตรจังหวดั ได้ไปรื้อค้นสานักงาน
และโตะ๊ ทางานขณะจาเลยไม่อยู่ปรากฏวา่ เงนิ ท่ีจาเลยเกบ็ ไวใ้ นล้ินชกั โต๊ะทางานสญู หายไปจาเลย
ยอ่ มมเี หตุทจี่ ะสงสัยว่าโจทกอ์ าจเป็นคนร้ายลักเงนิ ไปจงึ ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์
บกุ รุกและลักทรัพยแ์ ม้จะได้ความวา่ โจทก์ไปตรวจราชการและจาเลยไม่มีพยานหลกั ฐานวา่ โจทก์
ไดก้ ระทาผดิ ตามขอ้ กลา่ วหาของจาเลยกถ็ อื ไมไ่ ดว้ ่าข้อความที่จาเลยแจง้ เป็นความเท็จอันจะเป็น
ความผิดตามมาตรา 172
ตวั อยา่ งที่ 2 จาเลยแจ้งความต่อพนกั งานสอบสวนว่าโจทกบ์ ุกรกุ ท่ีดินโดยนาน.ส.3กซ่งึ มีช่อื
จาเลยเป็นผมู้ ีสทิ ธคิ รอบครองมาแสดงเป็นกรณีทม่ี เี หตกุ ารณท์ าใหจ้ าเลยเขา้ ใจวา่ จาเลยเป็นเจ้าของ
ที่ดินพิพาทโจทก์ไดบ้ กุ รกุ เขา้ ไปทานาในที่ดนิ ของจาเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมายจาเลยมไิ ดม้ ีเจตนา
แกลง้ เอาความเทจ็ ไปกล่าวหาโจทก์จงึ ไมเ่ ป็นความผิดตามมาตรา 172
ความผดิ สาเร็จ
ความผิดตามมาตรา 172,173 สาเรจ็ ลงเม่อื เจา้ พนักงานรับทราบขอ้ ความตามท่แี จง้ แล้ว
ส่วนเจา้ พนกั งานจะทราบว่าเป็นเทจ็ หรือไม่ ไม่ใชข่ ้อสาคญั
คาพพิ ากษาฎีกา
คาพิพากษาฎกี าที่ 2249/2515 ก.ถูกคนรา้ ยฆา่ ตายจาเลยเห็นส.กบั ฮ. รว่ มกันฆา่ ก. ตายโดย
มไิ ดเ้ หน็ ท. ร่วมกระทาความผิดด้วย แต่จาเลยไดแ้ จง้ แก่เจา้ พนักงานตารวจผ้อู อกไปสืบสวนและให้
การต่อพนักงานสอบสวนวา่ เหน็ ท. ร่วมกับส. และฮ. ฆา่ ก.จึงเป็นการแจ้งขอ้ ความอันเป็นเทจ็
เกยี่ วกบั ความผดิ อาญาตามมาตรา 172
คาพพิ ากษาฎกี าที่ 3702/2526 ความสาคัญของคดีแจง้ ความเท็จอยู่ที่วา่ จาเลยเห็นเหตกุ ารณก์ าร
กระทาผิดของผูอ้ นื่ ตามทใี่ หก้ ารต่อพนกั งานสอบสวนหรอื ไม่ไม่ได้อยูท่ ว่ี า่ ผ้อู ่ืนกระทาผดิ หรือไม่
เพราะแมผ้ ูอ้ ่นื กระทาผดิ จริง แตถ่ า้ จาเลยไม่เห็นการกระทาผิดแล้วบังอาจให้การว่าเหน็ ก็มคี วามผิด
ฐานแจ้งความเท็จการท่จี าเลยให้การเทจ็ ว่าเห็นเหตุการณแ์ ล้วขอถอนคาให้การอ้างวา่ ทีใ่ ห้การไว้
เพราะได้รบั การเส้ยี มสอนจาเลยกย็ งั มีความผดิ ฐานแจ้งความเทจ็ ตามมาตรา 172, 174
คาพิพากษาฎกี าท่ี 1076/2551 จาเลยแจ้งขอ้ ความอันเป็นเทจ็ เก่ียวกบั ความผดิ อาญาต่อพนกั งาน
สอบสวนและเป็นการแจง้ โดยมเี จตนาทีจ่ ะแกล้งให้จ. และ ธ . ได้รับโทษฐานรว่ มกันพยายามฆ่า
ผ้อู ื่นโดยไตร่ตรองไวก้ อ่ นและเอาของมพี ษิ หรือสง่ิ อื่นท่ีนา่ จะเป็นอนั ตรายแก่สขุ ภาพเจือลงในน้าที่
มอี ยู่หรือจัดไวเ้ พือ่ ประชาชนบริโภคการกระทาของจาเลยจงึ เป็นความผดิ ตามมาตรา 172 และ
มาตรา 174 วรรคสองและความผิดดังกล่าวน้เี ป็นความผิดสาเร็จเมอื่ พนกั งานสอบสวนไดท้ ราบ
ขอ้ ความที่จาเลยแจ้งพนกั งานสอบสวนจะทราบวา่ ขอ้ ความทีจ่ าเลยแจ้งเป็นความเทจ็ หรือไม่ศาลจะ
มคี าพพิ ากษาอยา่ งไรและถงึ ทส่ี ุดแล้วหรือไมห่ าใช่ขอ้ สาคญั ท่จี ะฟงั วา่ จาเลยกระทาความผิดหรือไม่
จงึ ไมต่ อ้ งพจิ ารณาสานวนคดที ฟี่ ้องจ. และ ธ . และผลของคาพพิ ากษาของศาลในคดดี ังกล่าว
คาอธิบายความผิดฐานทาพยานหลกั ฐานเท็จให้เช่ือว่ามคี วามผิดเกดิ ขน้ึ หรือร้ายแรง
กวา่ ทเ่ี ป็นความจรงิ ตามมาตรา 179
1.ทาพยานหลกั ฐานอนั เป็นเทจ็
ความผิดฐานน้เี อาผิดแก่คนที่ “ทา” พยานหลกั ฐานเท็จ แมว้ ่าบุคคลผู้ทาไมไ่ ด้ไปแจง้ ตอ่ เจ้า
พนกั งานเลย แต่มีคนอ่ืนนาพยานหลกั ฐานน้นั ไปแจ้ง กย็ งั คงมคี วามผดิ ตาม มาตรา 179 ส่วนผู้ทนี่ า
พยานหลกั ฐานน้ันไปแจง้ โดยรูอ้ ยแู่ ลว้ วา่ เป็นเท็จ ก็อาจมคี วามผดิ ตามมาตรา 173 หรือมาตรา 174
ได้ เช่น แกลง้ ทุบกระจกรถยนตใ์ ห้ดูเหมอื นว่าเงินทอ่ี ยใู่ นรถถูกโจรกรรมไป หรือทาบันทกึ การ
จบั กมุ โดยระบุขอ้ ความไม่ตรงต่อความจริง
คาว่า “ทาพยานหลกั ฐานอันเป็นเทจ็ ” ตามมาตรา 179 มีความหมาย ครอบคลมุ ไปถึงพยาน
ดงั ต่อไปน้ี
(1) ทาพยานเอกสารอนั เป็นเทจ็ เชน่ ทาเอกสารปลอมหรือเอกสารเทจ็ ข้ึน
(2) ทาวตั ถพุ ยานอนั เป็นเทจ็ เชน่ ทาใหเ้ กดิ บาดแผลหรือรอ่ งรอยอนั เป็นเท็จ
(3) ทาพยานบุคคลอันเป็นเทจ็ เชน่ จดั ใหบ้ ุคคลแจง้ ความเป็นพยาน เทจ็ หรือซกั ซอ้ มพยาน
ขนาดเปลยี่ นแปลงคาพยานใหผ้ ิดไปจากความจริง
สร้างพยานหลกั ฐานเท็จข้ึนมา เพ่ือแกล้งกลา่ วหากนั และตอ้ งเป็นพยานหลักฐานใน
คดีอาญาเท่านั้น ไม่รวมถงึ หลักฐานเท็จ ในคดแี พง่ (เวน้ แต่จะเขา้ เบิกความยืนยนั พยานหลักฐานนั้น
ก็อาจผิดฐานเบกิ ความเทจ็ ได)้ และ ไม่รวมถงึ การทาหลักฐานเทจ็ กล่าวโทษทางวนิ ยั วา่ ขา้ ราชการ
ไมใ่ ห้ความเป็นธรรม ไมม่ ีความผดิ ฐานทาพยานหลกั ฐานเท็จ
พยานหลักฐานในคดอี าญาอาจเป็นพยานบุคคล เช่น จดั บุคคลใหเ้ ป็นพยานเทจ็ หรือ
ซกั ซอ้ มพยานถงึ ขนาดเปลีย่ นแปลงคาพยานใหผ้ ิดไปจากความจริง ฯลฯ พยานเอกสาร เช่น ทา
เอกสารเทจ็ เอกสารปลอม ฯลฯ พยานวตั ถุ เช่น จาเลยเอาจกั รยานของตวั เองไปผูกไวท้ อี่ น่ื แล้วไป
แจ้งกบั ตารวจวา่ ถกู คนรา้ ยลักไปผิดทาพยานหลกั ฐานเทจ็ (เทียบฎีกาที่ 465/2476)เอาแหวนไปซกุ
ใส่กระเป๋ าเจา้ พนกั งานท่ีมาตรวจคน้ เพอ่ื ให้เข้าใจวา่ เจา้ พนกั งานลกั แหวนผดิ ฐาน ทาพยานหลักฐาน
เทจ็ (ฎกี าที่ 539/2579)จาเลยเป็นพนกั งานเกบ็ เงินของบริษัทผูเ้ สยี หาย เกบ็ เงนิ จากลูกคา้ แล้วยกั ยอก
ไปโดยจาเลยไดแ้ จ้งความต่อพนกั งานสอบสวนว่ามีคนรา้ ยใชอ้ าวธุ ปืนและมดี จ้บี งั คบั ปล้นเอาเงนิ
จานวน 74,320 บาทซ่งึ เป็นของผู้เสียหายและบางส่วนเป็นของจาเลยไปโดยไม่มกี ารปล้นทรัพย์
เกิดขึ้น แตจ่ าเลยทาพยานหลกั ฐานเทจ็ ดว้ ยการใช้ทอ่ นไม้ ทุบรถจักรยานยนต์ของจาเลยและแจง้
ขอ้ ความเท็จแกพ่ นกั งานสอบสวนวา่ ได้มกี ารปล้นทรัพย์ มีความผดิ ตามมาตรา 172,173,179, 352
ความผิดสาเร็จทันทีเมอ่ื ไดท้ าพยานหลักฐานอนั เป็นเทจ็ นนั้ โดยมีมูลเหตุจูงใจจะหลอกให้
พนกั งานสอบสวน หรือเจ้าพนกั งานผูม้ ีอานาจสืบสวนคดีอาญาหลงเชื่อว่ามี การกระทาความผิด
อาญาข้นึ หรือความผิดอาญาที่เกิดข้ึนน้ันร้ายแรงกวา่ ทีเ่ ป็นความจริง
ถา้ หากไดท้ าพยานหลกั ฐานตามความเป็นจริงแมจ้ ะไม่ได้ทาในทันทที ันใดกไ็ ม่เป็นความผดิ
ตามมาตรา 179
ตวั อยา่ ง การทจ่ี าเลยที่ 2 ซ่งึ เป็นผู้ใหญบ่ า้ นไดร้ บั แจ้งจากจาเลยท่ี 1 ว่าทรพั ย์ของจาเลยที่ 1 ถกู
คนรา้ ยลกั ไป แต่ได้ทาบันทึกในวนั หลงั ให้มขี ้อความถูกต้องทุกประการและลงวนั ท่ยี อ้ นหลงั ให้
ถูกต้องตรงกบั วันที่ทม่ี กี ารแจ้งความนั้นเป็นเพียงการทาบนั ทกึ ให้ตรงกับความเป็นจริงวา่ มกี ารแจ้ง
ความในวันใดไม่เป็นการทาพยานหลกั ฐานเท็จตามมาตรา 179
องคป์ ระกอบภายในคอื
เจตนาตามมาตรา 59 เช่น ทาบนั ทกึ มขี อ้ ความตรงกับ ความจริง แมล้ งวันที่ยอ้ นหลัง แตก่ ็เพอื่ ใหต้ รง
กับวันทีม่ ีคนมาแจ้งความไม่ถือวา่ มีเจตนาทาพยาน หลกั ฐานเทจ็ ทาบนั ทึกไปตามเหตุการณ์ทีต่ นเองสงสยั
และเช่ือโดยสุจริต ไมม่ ีเจตนาทาพยานหลักฐานเทจ็
เจตนาพเิ ศษ “เพื่อให้ เชือ่ วา่ ได้มีความผดิ อาญาอยา่ งใดเกิดข้นึ ” หมายถึง ความจริงไม่มีความผดิ
อาญาใด แตท่ าให้ เช่ือวา่ มีการกระทาความผดิ อาญา “หรือเชือ่ ว่าความผิดอาญาทเ่ี กดิ ขน้ึ ร้ายแรงกว่าทเี่ ป็น
ความจรงิ ” หมายถึง มีความผดิ อาญาบางอย่างเกิดข้นึ แล้ว แต่ทาใหเ้ ช่ือว่ารา้ ยแรงกวา่ น้นั เช่น ถกู ผเู้ สยี หาย
ชกทาร้ายเทา่ น้ัน แต่สรา้ งหลักฐานเทจ็ โดยนามดี ของตนเองไปมอบใหต้ ารวจอ้างว่า ผเู้ สียหายพยายามฆ่า ผดิ
มาตรา 179 และผดิ มาตรา 172 ดว้ ย
2.เจตนา
ผ้กู ระทาต้องรถู้ งึ ความเท็จในพยานหลักฐานที่ทาข้นึ ว่า ความจริงไมม่ คี วามผดิ อาญาเกดิ ข้ึน
หรือมคี วามผิดอาญาเกดิ ข้นึ แตไ่ ม่ร้ายแรงเทา่ กับพยานหลกั ฐานท่ีทาข้ึน
3.เจตนาพเิ ศษ
นอกจากเจตนาธรรมดาแล้วผ้กู ระทาต้องมเี จตนาพิเศษเพอ่ื ให้พนกั งานสอบสวนหรือเจา้
พนักงานผู้มีอานาจสืบสวนคดอี าญาเชือ่ ว่าไดม้ คี วามผดิ เกิดข้นึ ซ่งึ ความจริงตามความรูเ้ หน็ ของ
ผกู้ ระทามิไดม้ คี วามผิดเกดิ ข้นึ หรือมไิ ด้ร้ายแรงเท่ากับทท่ี าพยานหลกั ฐานเท็จข้ึน ในทางตรงขา้ ม
หากทาพยานหลักฐานเท็จใหเ้ ชื่อวา่ ไม่มีความผิดหรือมคี วามผิดน้อยลงไม่เป็นความผิดตามมาตราน้ี
แต่อาจเป็นความผดิ ตามมาตรา 184,189
คาพพิ ากษาฎกี า
คาพิพากษาฎีกาท่ี1294/2536จาเลยแจ้งข้อความอนั เป็นเท็จเก่ียวกบั ความผิดอาญาแก่
พนกั งานสอบสวนซ่งึ อาจทาใหผ้ ู้เสยี หายได้รบั ความเสยี หายเพือ่ แกลังใหผ้ ้เู สียหายตอ้ งรับโทษเป็น
ความผิดตามมาตรา172ประกอบมาตรา174วรรคสองและในการแจง้ ข้อความอันเป็นเท็จดังกลา่ ว
จาเลยนาอาวธุ ปืนและเครอื่ งกระสุนปืนไปมอบใหพ้ นักงานสอบสวนด้วยเป็นการทาพยานหลกั ฐาน
อันเป็นเท็จเพอื่ ใหพ้ นักงานสอบสวนเช่ือว่าไดม้ ีความผดิ อาญาเกดิ ข้นึ จงึ มคี วามผดิ ตามมาตรา 179
ซ่งึ เป็นความผดิ ต่างกรรมจากการแจง้ ข้อความอันเป็นเทจ็
บทท3ี่
สรปุ เนือ้ หา
การทผี่ ้กู ระทาจะมีความผิดฐานแจง้ ความเท็จเกีย่ วกบั คดีอาญาตามมาตรา172นั้น
ผกู้ ระทาจะต้องแจ้งความอนั เป็นเท็จ หมายถึงขอ้ เทจ็ จริงท่ีไม่เกี่ยวขอ้ งกบั ข้อกฎหมาย
ผ้กู ระทาอาจจะเดินไปแจง้ หรือโทรไปแจ้งก็ได้ซ่ึงจะตอ้ งเป็นการแจง้ ข้อความอนั เป็นเท็จเก่ยี วกับ
ความผดิ อาญา หมายถงึ มคี วามผิดอาญาเกดิ ข้ึนแล้วแตแ่ จ้งใหผ้ ดิ ไปจากความเป็นจริง เชน่ ไม่เห็น
เหตกุ ารณอ์ ันเป็นความผิดอาญา แต่ใหก้ ารณว์ ่าเห็นแก่ พนักงานอยั การ ผู้วา่ คดี พนักงานสอบสวน
หรือ เจา้ พนกั งานสบื สวนคดีอาญาแตไ่ มร่ วมถึงศาล
และการกระทาดังกลา่ วทจี่ ะเป็นความผิด ตามมาตรา 172 นั้น สาเรจ็ ลงเมือ่ เจา้ พนกั งาน
ทราบข้อความตามที่แจง้ แลว้ สว่ นเจา้ พนกั งานจะทราบว่าเป็นเท็จหรือไมไ่ มส่ าคญั ผูก้ ระทาก็ยงั คง
รับผิดตามมาตรา 172
แตใ่ นทางกลับกนั หากผกู้ ระทาแจ้งขอ้ ความอนั เป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดที่ไม่ใชค่ วามผดิ
ทางอาญาแม้ความผดิ น้ันจะเกดิ ข้ึนจริงและผกู้ ระทาได้แจ้งขอ้ ความใหผ้ ดิ ไปจากความจริงที่เกิดข้นึ
กต็ าม ผู้กระทายอ่ มไม่มีความผิดตามมาตรา 172
การท่ีผกู้ ระทาจะมคี วามผดิ ฐานทาพยานหลกั ฐานเทจ็ ใหเ้ ชอ่ื วา่ มคี วามผิดเกดิ ขน้ึ หรอื
ร้ายแรงกวา่ ทเี่ ป็นความจริง ตามมาตรา 179 นัน้
ผกู้ ระทาจะต้องมีการทาพยานหลกั ฐานอนั เป็นเท็จข้ึนมาซ่งึ หมายถึง การสร้าง
พยานหลกั ฐานเท็จเพอื่ แกลง้ กลา่ วหากนั ซ่งึ จะต้องเป็นการทาพยานหลกั ฐานเทจ็ ในคดอี าญาเท่านน้ั
จึงจะมีความผิดตามมาตรา 179
ซ่งึ พยานหลักฐานในคดอี าญาอาจจะเป็นท้งั พยานบคุ คล พยานเอกสาร หรือ พยานวตั ถุก็
ได้
แต่หากเป็นพยานหลกั ฐานเท็จที่ไมเ่ ก่ยี วกับคดอี าญา เชน่ คดแี พง่ ผกู้ ระทายอ่ มไม่มีความผิด
ตามมาตรา 179 และอกี กรณคี อื การทาพยานหลักฐานเทจ็ กลา่ วโทษทางวนิ ัยวา่ ขา้ ราชการไมใ่ ห้
ความเป็นธรรมกไ็ มม่ ีความผิดฐานทาพยานหลกั ฐานเท็จตามมาตรา 179
และองค์ประกอบท่สี าคญั คือ ในการกระทานนั้ ผกู้ ระทาจะต้องมเี จตนาพเิ ศษเพ่อื ใหเ้ จา้
พนักงานเชื่อว่ามีความผดิ ทางอาญาเกิดข้นึ หรือ เชือ่ ว่าความผิดทางอาญาที่เกิดข้ึนร้ายแรงกว่าท่ีเป็น
ความจริง ผู้กระทาจงึ จะมคี วามผิดตามมาตรา 179
บรรณานกุ รม
คณะพล จนั ทร์หอม. คาอธบิ ายกฎหมายอาญาภาคความผิดเล่ม 1. พิมพค์ ร้งั ท่ี 4 กรุงเทพฯ :
วญิ ญชู น 2564.
สหรัฐ กิติ ศุภการ. หลักและคาพิพากษากฎหมายอาญา. คร้งั ท่ี 10 กรงุ เทพฯ :
อมรินทร์พริ้นตง้ิ แอนด์พบั ลิชช่ิง 2564.