ก วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก(Active Learning) เรื่อง การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ในรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของ นางสาวอัญมณี ปาทงจอม ตำแหน่ง ครู โรงเรียนบ้านกระทุ่มล้ม (นครราษฎร์ประสิทธิ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2
ข
ก คำนำ เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำผลงานเสนอขอรับการประกวด ผลงานที่มีวิธีการปฏิบัติที่ เป็นเลิศ “Best Practice”ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ของสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 โดยผู้จัดทำได้รวบรวม สรุป ผลงานตามหัวข้อการประเมินที่ กำหนด พร้อมแนบหลักฐาน เอกสารอ้างอิงไว้ด้วยแล้ว เอกสารประกอบเพื่อขอรับการประเมินฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความร่วมมือของ นักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรโรงเรียนบ้านกระทุ่มล้ม ที่ได้ช่วยรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทำให้ สะดวกต่อการจัดทำรายการฉบับนี้คงจะอำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการการประเมินในการ พิจารณา ตรวจสอบ คุณสมบัติของผลงานซึ่งเข้ารับการประเมินต่อไป นางสาวอัญมณี ปาทงจอม
ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข ชื่อผลงาน 1 ความสำคัญของผลงานหรือนวัตกรรมที่นำเสนอ 1 แนวคิดหลักการสำคัญในการออกแบบนวัตกรรม 4 จุดประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินงาน 7 กระบวนการพัฒนาผลงาน 8 ผลการดำเนินการ 19 ปัจจัยความสำเร็จ 20 บทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learned) 21 การเผยแพร่/การได้รับการยอมรับ/รางวัลที่ได้รับ 22 บรรณานุกรม 25 ภาคผนวก แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่สอดคล้องกับผลงาน ภาพถ่ายกิจกรรมการจัดการเรียนรู้
1 ชื่อผลงาน การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ในรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้รับผิดชอบ นางสาวอัญมณี ปาทงจอม กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชื่อหน่วยงาน โรงเรียนบ้านกระทุ่มล้ม (นครราษฎร์ประสิทธิ์) สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 1. ความสำคัญของผลงานหรือนวัตกรรมที่นำเสนอ 1.1 เหตุผล ความจำเป็น ปัญหาหรือความต้องการ ในช่วงศตวรรษที่ 21 นักวิจัย นักการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาให้ความสำคัญใน รูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนมากขึ้น และมีความพยายามอย่างมากในการพัฒนาการศึกษา และ คุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และรูปแบบการเรียนรู้ ของผู้เรียน โดยมีการพัฒนาและใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติในการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการพัฒนาอย่าง เหมาะสมและเต็มศักยภาพ ทั้งนี้การเข้าใจในรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน จะช่วยให้ครูออกแบบการ จัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับรูปแบบการเรียนรู้ และความพอใจของผู้เรียน จากการศึกษาของ (Abdel & Medhat, 2016;Fuqaha, 2002) พบว่า รูปแบบการเรียนรู้คือความสามารถในการเรียนรู้ของ ผู้เรียนในการซึมซับองค์ความรู้และประสบการณ์การเรียนรู้ ที่ได้จากการจัดการและจัดเก็บข้อมูลที่ ตอบสนองต่อปัญหาต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และผู้เรียนสังเคราะห์องค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง สำหรับ แนวทางการจัดการศึกษาในประเทศไทยปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับการนำรูปแบบการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มาใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนในสถานศึกษา และพัฒนา ครูให้เกิดทักษะในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล และ บริบทของสถานศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความหมายของการจัดการ เรียนรู้เชิงรุกว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) คือ การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ กับการเรียนการสอน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) ด้วยการ วิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินค่า ไม่เพียงแต่เป็นผู้ฟัง ผู้เรียนต้องอ่าน เขียน ตั้งคำถาม และถาม อภิปรายร่วมกัน ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง โดยต้องคำนึงถึงความรู้เดิมและความต้องการของผู้เรียนเป็น สำคัญ ทั้งนี้ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้เมื่อครู
2 เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียนและปรับใช้ให้ถูกกับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่าง ผสมผสาน จะทำให้เกิดการลื่นไหลของกระบวนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยในการประเมิน PISA 2025 จะเน้นการประเมินความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลัก และมีการประเมินเพิ่มเติมด้านการ เรียนรู้ในโลกดิจิทัล (Learning in the Digital World) ซึ่งการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันอาจไม่ทำให้ ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ ผู้เรียนบางคนมีรูปแบบการเรียนรู้ที่ถนัดในด้านการอ่าน จับใจความ และอภิปรายร่วมกับผู้อื่น ผู้เรียนบางคนถนัดในการฟังสื่อในรูปแบบของวิดีทัศน์ เสียง บันทึก และผู้เรียนบางคนอาจเรียนรู้ได้ดีจากการศึกษาจากแผนผัง มโนทัศน์ หรือไดอะแกรมที่ผ่าน การจัดกระทำข้อมูลมาแล้ว จากการสังเกตการจัดการเรียนการสอนครูผู้สอนในโรงเรียนบ้านกระทุ่ม ล้ม ครูผู้สอนจะมีการเลือกใช้สื่อและออกแบบกระบวนการเรียนการสอน ซึ่งสื่อที่นำมาใช้และ กระบวนการเรียนการสอนที่ออกแบบไว้อาจดีเยี่ยม แต่เมื่อนำมาใช้อาจพบว่า นักเรียนบางกลุ่มให้ ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการปฏิบัติกิจกรรม แต่นักเรียนบางกลุ่มยังไม่สนใจเท่าที่ควรขณะปฏิบัติ กิจกรรม และเมื่อทำการวัดประเมินผลจะพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนบางคนไม่แตกต่างกัน เมื่อศึกษาและสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้าน กระทุ่มล้ม พบว่า นักเรียนแต่ละคนมีรูปแบบการเรียนรู้และมีความถนัดในแต่ละด้านที่แตกต่างกัน ซึ่ง ในการจัดการเรียนการสอนครูผู้สอนเลือกใช้สื่อการเรียนการสอนและกระบวนการจัดการเรียนการ สอนที่เน้นรูปแบบการเรียนรู้แค่แบบใดแบบหนึ่ง เช่น ใบงาน ใบความรู้ หากนักเรียนที่สามารถเรียนรู้ ในรูปแบบนั้นได้ดีก็จะมีผลการวัดและประเมินผลในระดับดีแต่ถ้านักเรียนไม่สามารถเรียนรู้ในรูปแบบ นั้นได้ก็จะมีผลการวัดและประเมินผลในระดับต่ำลงมา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนบ้านกระทุ่มล้ม จึงมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนา ความรู้แบบบูรณาการ เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ และเรียนรู้อย่างหลากหลายและสอดคล้องกับ รูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีความถนัดในการเรียนรู้แตกต่างกันเพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สามารถนำองค์ความรู้มาเชื่อมโยงกันในแต่ละสาระการ เรียนรู้นำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริง นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถสังเคราะห์ องค์ความรู้ออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ได้ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีแนวคิดในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำและการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ผ่านการจัดการ เรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย และออกแบบวิธีการ เทคนิค และกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียน สามารถเรียนรู้ได้ตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน โดยออกแบบกระบวนการจัดการ
3 เรียนรู้ที่เหมาะสม และตอบสนองต่อความแตกต่างของรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน โดยได้ แบ่งรูปแบบการเรียนรู้ออกเป็น 4 ประเภท คือ 1) ผู้เรียนที่สนใจสิ่งที่มองเห็น (Visual : V) 2) ผู้เรียน ที่ชอบการพูดคุย (Aural : A) 3) ผู้เรียนที่นิยมการอ่าน (Read/Write : R) และ 4) ผู้เรียนที่ชอบการ ลงมือกระทำ (Kinesthetic : K) ซึ่งรูปแบบการเรียนรู้จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ใช้พัฒนา ประสิทธิภาพทางการเรียนรู้ ภายใต้ความเชื่อที่ว่าผู้เรียนแต่ละคนมีรูปแบบและความสามารถทางการ เรียนรู้ที่แตกต่างกัน แต่สามารถทำงานร่วมกันได้ ถ้าผู้สอนจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ไม่สอดคล้อง กับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต่ำกว่าผู้เรียนที่จัดสภาพแวดล้อม การเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งรูปแบบการสอนดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ตามความมนใจ และรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกจากนี้ช่วยให้ผู้เรียนค้นพบ วิธีการ และรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะและศักยภาพที่จะช่วย เพิ่มพูนทักษะการศึกษา ค้นคว้า เลือกใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สามารถพัฒนาความริเริ่ม สร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการ แก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) การสื่อสารและการร่วมมือ (Collaboration, Teamwork and Leadership) ทั ก ษ ะ ด ้ า น สา ร สนเ ทศ ร ู ้ เ ท่ า ทั น สื ่อ แ ละ เ ทคโ นโลยี (Communications, Information, and Media Literacy) ซึ่งทักษะเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งใน ศตวรรษที่ 21 ที่ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต จากปัญหาดังกล่าว หากครูผู้สอนมีการวิเคราะห์นักเรียนในห้องเรียนว่านักเรียนมีรูปแบบการ เรียนรู้รูปแบบใดบ้าง จากนั้นมาทำการออกแบบสื่อและกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม และตอบสนองความต้องการของนักเรียนแต่ละบุคคลนักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้น (ทิศนา แขม มณี,2551 อ้างถึงในนฤมน ทองวิมล, 2563) ข้าพเจ้าจึงมีความสนใจในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดย การศึกษารูปแบบการเรียนของนักเรียน แล้วนำมาใช้ในการสร้างสื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของ นักเรียนทุกคนในชั้นเรียน โดยวิเคราะห์จัดกลุ่มนักเรียนตามรูปแบบการเรียนรู้VARK จากนั้นทำการ ออกแบบการจัดการเรียนโดยบูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะ (5E) เพื่อตอบสนองความต้องการ ของนักเรียน โดยทำการศึกษากับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนบ้านกระทุ่มล้ม จำนวน 32 คน ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ VARK เรื่องระบบหายใจ
4 แนวคิดหลักการสำคัญในการออกแบบนวัตกรรม รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้โมเดล VARK Model รูปแบบการเรียนรู้ Fleming’s VARK/VARK model Neil Fleming (Fleming, 2007) ออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ Fleming’s Visual, Audio, and Kinesthetic (VARK)/ Visual, Audio, Reading& Writing, and Kinesthetic (VARK) หรือใช้คำสั้น ๆ ว่า VARK Model ใช้เพื่อจำแนก กระบวนการรับรู้ข้อมูล ความรู้ ของผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เริ่มใช้ เมื่อ ค.ศ. 1987 โดยยึดแนวคิดของ Neuro-linguistic Programming (Hawk and Shah, 2007) ซึ่งเชื่อมโยง ระหว่าง กระบวนการ neurological ภาษาศาสตร์ กับ รูปแบบพฤติกรรมที่เรียนรู้จากประสบการณ์ ทฤษฎีรูปแบบการเรียนรู้ของเฟลมมิ่ง เชื่อว่า ผู้เรียนแต่ละคนมีแนวโน้มว่าจะพอใจกับรูปแบบการ เรียนรู้แบบใดแบบหนึ่งโดยสัญชาตญาณ เช่น บางคนจะเรียนรู้ได้ดีถ้ามีการนำเสนอเนื้อหาให้เห็น (visual) ในรูปแบบของสื่อทัศนูปกร ในขณะที่บางคนอาจชอบฟังการบรรยาย (hear) ในอีกแง่หนึ่ง บางคนอาจเรียนรู้ได้ดีจากการลงมือทำ (kinesthetic) VARK Model เป็นเครื่องมือที่ใช้จำแนกผู้เรียน แต่ละคนว่ามีแนวโน้มที่จะชอบรับรู้ข้อมูลและเรียนรู้ด้วยรูปแบบใด Neil Fleming (Fleming, 2007) จำแนกผู้เรียนเป็น 4 ประเภทคือ 1) ผู้เรียนรู้จากการมอง (Visual Learners) ผู้เรียนประเภทนี้เรียนรู้จากภาษากาย และสีหน้า ท่าทางของผู้สอน ซึ่งจะทำให้เข้าใจเนื้อหาของบทเรียนได้ดี จึงชอบนั่งแถวหน้า นอกจากนี้จะชอบ จดจำเนื้อหาในรูปแบบของมโนภาพ ดังนั้นจึงเรียนรู้ได้ดีจากสื่อการสอนประเภท ไดอะแกรม ภาพประกอบ วีดีทัศน์ การนำเสนอจากโปรแกรม PowerPoint เป็นต้น ในระหว่างการฟังบรรยาย หรือการอภิปรายในชั้นเรียน ผู้เรียนประเภทนี้จะชอบจดรายละเอียดเพื่อซึมซับข้อมูล ผู้เรียนประเภท นี้มีความสามารถในการมองข้อความจากหนังสือ บนกระดาน หรือจากแบบฝึกหัด และสามารถจดจํา ข้อความเหล่านั้นได้เป็นอย่างดีมากกว่าจดจําการจากบอก กล่าวหรือคําสอนของผู้สอน ผู้เรียน ประเภทนี้ไม่ต้องการฟังคำอธิบายจากคําบอกเล่าของผู้อื่น เพราะต้องการอ่านและเข้าใจข้อความ เหล่านั้นด้วยตนเองเพื่อช่วยในการจดจํา และผู้เรียนประเภท นี้ส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะเรียนตาม ลำพังกับหนังสือมากกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น 2) ผู้เรียนรู้จากการฟัง (Auditory Learners) ผู้เรียนประเภทนี้ชอบเรียนรู้จากการฟังคำ บรรยาย การฟังการอภิปราย และการฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูดคุยกัน นอกจากนี้ยังชอบตีความเนื้อหาสาระที่ ได้รับฟังจากระดับเสียง การเน้นเสียง ความเร็วของการพูด รวมทั้งคำอุทานอื่น ๆ ดังนั้นผู้เรียน
5 ประเภทนี้จะเข้าใจข้อความต่างๆ ได้ดีขึ้น จากการอ่านข้อความนั้นเสียงดัง หรือฟังเทปเสียง บันทึกเสียงอ่านข้อความดังกล่าว ผู้เรียนประเภทนี้อาจชอบวิธีการอ่านออก เสียงดัง เพื่อให้ตนเอง ได้ยินและสามารถจดจําเนื้อหาวิชาของการเรียนรู้สิ่งใหม่ได้จากการอ่านออก เสียง หรือจากการฟังซ้ำ จากการบันทึกเสียงครูสอน หรือการอภิปรายร่วมในชั้นเรียน หรือการมีการโต้ตอบ อภิปรายกับเพื่อ ร่วมชั้นหรือกับอาจารย์ในชั้นเรียน วิธีการเรียนที่ได้ผลสำหรับผู้เรียนประเภทนี้คือ การอัดเทป คำอธิบายต่าง ๆ และเปิดฟังอีกครั้งเพื่อการจดจําข้อมูลใหม่ 3) ผู้เรียนรู้จากการอ่าน (Reading Learners) ผู้เรียนประเภทนี้ชอบเรียนจากการอ่านเพื่อ ความเข้าใจ และจดบันทึกแบบย่อ ๆ 4) ผู้เรียนรู้จากการลงมือทำ (Kinesthetic Learners) ผู้เรียนประเภทนี้ชอบเรียนรู้จากการ ฝึกปฏิบัติ การสำรวจสภาพแวดล้อมจึงไม่ชอบการนั่งฟังคำบรรยายอย่างเดียว ผู้เรียนประเภทนี้ชอบ การเรียนแบบลง มือปฏิบัติด้วยตนเองมากกว่า การอ่าน การฟังจากบุคคลอื่น หรือการสังเกตการณ์ ผู้เรียนประเภทนี้ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยการกระทำของตนเอง เช่น การทำการทดลองใน ห้องปฏิบัติการ การประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองหรือการสร้างแบบจําลองเพื่อการเรียนรู้ ตารางที่ 1 กิจกรรมที่สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนทั้ง 4 รูปแบบ การเรียนรู้จากการ มองเห็น การเรียนรู้จากการฟัง การเรียนรู้จาก การอ่าน การเรียนรู้จากการ เคลื่อนไหวหรือ การลงมือทำ ก า ร ว า ด ภ า พ แ ล ะ ระบายสี ก า ร ฟ ั ง แ ละ พู ดคุย อภิปราย เขียนอธิบายหรือสรุป เนื้อหา การเคลื่อนที่ขณะ เรียนรู้ การใช้สื่อสารสนเทศ เ ช ่ น ไ ด อ ะ แ ก ร ม วิดีทัศน์ การ์ด ชาร์ต และแผนที่ การพูดระหว่างการ อ่าน การเขียนข้อความสั้น จากการอ่านและตีความ การอภิปรายข้อคิดเห็น กับผู้อื่น การจัดกรอบมโนทัศน์ การทดลอง
6 การสอนแบบสืบเสาะ (5E) กระบวนการสืบเสาะหาความรู้5 ขั้นตอน เป็นรูปแบบหนึ่งของการสืบเสาะหาความรู้ได้แก่ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) การสร้างความสนใจเป็นการนําเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองจากความ สงสัยหรือความสนใจของตัวนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมา จากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้ มาแล้วเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยงัไม่มีประเด็นใด น่าสนใจครูอาจจะจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์เพื่อกระตุ้น หรือท้าทายให้นักเรียนตื่นเต้น สงสัยใคร่รู้ อยากรู้อยากเห็นหรือขัดแย้ง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาการศึกษาค้นคว้า หรือการทดลองแต่ไม่ควร บังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือปัญหาที่ครูกำลังสนใจเป็นเรื่อง ที่จะศึกษา ซึ่งในขั้นตอนนี้ครู สามารถจัดกิจกรรมได้หลายแบบ เช่น สาธิต ทดลอง นำเสนอข้อมูลเล่าเรื่อง/ เหตุการณ์ให้ค้นคว้า/ อ่านเรื่องอภิปราย/พูดคุย สนทนา ใช้เกม ใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์สร้างสถานการณ์/ปัญหาที่น่าสนใจ ที่น่า สงสัยแปลกใจ 2. ขั้นการสํารวจและค้นหา (Exploration) นักเรียนดำเนินการสํารวจ ทดลองค้นหา และรวบรวมข้อมูล วางแผนกำหนดการสำรวจ ตรวจสอบ หรือออกแบบการทดลอง ลงมือปฏิบัติ เช่น การสังเกต การวัด การทดลอง รวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ 3. ขั้นการอธิบาย (Explanation) นักเรียนนําข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและค้นหามาวิเคราะห์แปลผล สรุปและอภิปราย พร้อม ทั้งนำเสนอผลงานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นรูปวาดตารางแผนผัง โดยมีการอ้างอิงความรู้ ประกอบการ ให้เหตุผลสมเหตุสมผล การลงข้อสรุปถูกต้องเชื่อถือได้มีเอกสารอ้างอิงและหลักฐาน ชัดเจน 4. ขั้นการขยายความรู้ (Elaboration) ครูจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ลึกซึ้งขั้น หรือขยายกรอบความคิด กว้างขึ้นหรือเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่ความรู้ใหม่หรือนําไปสู่การศึกษาค้นคว้า ทดลองเพิ่มขึ้น เช่น ตั้ง ประเด็น เพื่อให้นกัเรียน ชี้แจงหรือรวมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซักถามให้
7 นักเรียนชัดเจนหรือกระจ่างในความรู้ที่ได้หรือเชื่อมโยงความรู้ที่ได้กับความรู้เดิม โดยให้นักเรียนมีส่วน ร่วมในกิจกรรม เช่น อธิบายและขยายความรู้เพิ่มเติมมีความละเอียดมากขึ้น ยกสถานการณ์ตัวอย่าง อธิบายเชื่อมโยงความรู้ที่ได้เป็นระบบและลึกซึ้งยิ่งขึ้นหรือสมบูรณ์ละเอียดขึ้น นำไปสู่ความรู้ใหม่หรือ ความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ประยุกต์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในเรื่องอื่นหรือสถานการณ์อื่น ๆ หรือสร้างคําถาม ใหม่ และออกแบบการสํารวจค้นหาและรวบรวมเพื่อนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ 5. การประเมินผล (Evaluation) ขั้นนี้เป็นการประเมิน ให้นักเรียนได้ระบุสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งด้านกระบวนการและ ผลผลิต เพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ที่ได้โดยให้นักเรียนได้วิเคราะห์วิจารณ์ แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน คิดพิจารณาให้รอบคอบทั้งกระบวนการและผลงาน อภิปราย ประเมินปรับปรุง เพิ่มเติมและสรุป ถ้ายังมีปัญหาให้ศึกษาทบทวนใหม่อีกครั้ง อ้างอิงทฤษฎีหรือ หลักการและเกณฑ์เปรียบเทียบผลกับสมมติฐาน เปรียบเทียบความรู้ใหม่กับความรู้เดิม 2. จุดประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินงาน 2.1 จุดประสงค์ 2.2.1 เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยใช้ โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK 2.2.2 เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกับตามความถนัดของแต่ละบุคคล 2.2.3 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ร้อยละ 80 จากนักเรียนทั้งหมดให้สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็มโดยใช้กระบวนการจัดการ เรียนรู้ผ่านการลงมือทำและการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะ (5E) 2.2 เป้าหมาย เชิงปริมาณ 2.2.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน ได้ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ผ่าน การลงมือทำและการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK บูรณาการ กับการสอนแบบสืบเสาะ (5E) 2.2.2 ร้อยละ 80 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน มีผลการทดสอบราย หน่วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 60
8 เชิงคุณภาพ 2.2.3 นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการ ค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสอนใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ 3 กระบวนการพัฒนาผลงาน/นวัตกรรม หรือขั้นตอนการดำเนินงาน กระบวนการพัฒนานวัตกรรม เรื่อง การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้ โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ในรายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีจุดประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับรูปแบบ การเรียนรู้ของผู้เรียน โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK 2) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่า เทียมกับตามความถนัดของแต่ละบุคคล 3) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ร้อยละ 80 จากนักเรียนทั้งหมดให้สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนน เต็มโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำและการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดย ใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะ (5E) ข้าพเจ้าได้ดำเนินการศึกษา ค้นคว้า เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายของการวิจัย โดยมีขั้นตอนการดำเนินการวิจัย ดังนี้ ขั้นการออกแบบ จากเป้าประสงค์และพันธกิจของโรงเรียนบ้านกระทุ่มล้ม ที่ส่งเสริมการจัดการศึกษาให้มี คุณภาพตามมาตรฐาน เร่งยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น เพื่อให้มีทักษะการเรียนรู้ที่สำคัญ ในศตวรรษที่ 21 และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนสู่วิถีในศตวรรษที่ 21 จึงดำเนินการพัฒนาและแก้ไข ปัญหาผู้เรียนโดยใช้นวัตกรรมทางการเรียนการสอน (Instructional innovation) โดยมีเป้าหมาย ตามหลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งต้อง ดำเนินการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้มีความรอบรู้ ก้าวทันโลกและการเปลี่ยนแปลง มีคุณธรรมและ จริยธรรมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับ ปรัชญาการศึกษา ด้านประสบการณ์นิยม(Progressivism) และทฤษฎีการเรียนรู้ ด้านการสร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) โดยสังเคราะห์เป็นนวัตกรรม การจัดการเรียนการสอน Active learning โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK โดยบูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะ (5E) กระบวนการพัฒนานวัตกรรม/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ใช้วิธี System Approach ประกอบด้วย Input Process Output Feedback ดังแสดงในแผนภาพ ดังนี้
9 จากกระบวนการพัฒนานวัตกรรม/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ใช้วิธี System Approach ประกอบด้วย Input Process Output Feedback ดังแสดงในภาพนั้นมีดำเนินการ ดังนี้ 1.1) ศึกษาหลักสูตรของโรงเรียน ศึกษาเอกสารประกอบหลักสูตรและวิเคราะห์หลักสูตร 1.2) ออกแบบหน่วยการเรียนรู้และจัดทำแผนการเรียนรู้อย่างชัดเจน ซึ่งในแผนการจัดการ เรียนรู้นอกจากจะกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดแล้ว จะกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัยและด้านทักษะพิสัย 1.3) ระบุเทคนิควิธีการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ระบุใช้สื่อ/นวัตกรรมที่ใช้จัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหาสาระและผู้เรียน 1.4) กำหนดวิธีการวัดและประเมินผลพร้อมเครื่องมือการวัดและประเมินผลไว้อย่างชัดเจน 1.5) จากนั้นนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ใช้ สื่อ/นวัตกรรมอย่างหลากหลายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมทั้งออกแบบและสร้าง เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ให้ครอบคลุมตามตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรู้ ทั้งนี้ ข้าพเจ้ามีการวัดและประเมินผลในรายวิชาวิทยาศาสตร์ คือ การประเมินการปฏิบัติ (Authentic Assessment) และการประเมินสภาพจริง (Performance Assessment) โดยผ่านการ ปฏิบัติของผู้เรียน โดยการวัดและประเมินผลด้วยวิธีการดังกล่าวต้องวัดและประเมินได้ครอบคลุม ครบถ้วนพฤติกรรมของผู้เรียนทั้ง 3 ด้าน ดังนี้
10 ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) การประเมินความรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นการให้ ผู้เรียนได้รับความรู้ ความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ ทั้งเนื้อหาด้านทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งความรู้ใน เนื้อหาสาระนี้สามารถประเมินโดยการใช้แบบทดสอบ ด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นการประเมินการแสดงออกของผู้เรียนทั้งหมด ตลอดจน การทำงานร่วมกันและคุณลักษณะต่างๆ ซึ่งสามารถประเมินด้วยวิธีการสังเกตได้อย่าง ชัดเจน ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) การประเมินทักษะในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ตาม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะที่สำคัญของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ขั้นปฏิบัติ ขั้นเตรียมการ (Plan) 1) ผู้สอนศึกษาเป้าหมายของการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ศึกษาหลักสูตรของโรงเรียน ศึกษาเอกสารประกอบหลักสูตรและวิเคราะห์หลักสูตร ศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ ทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสอนใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างหน่วยการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ภายใต้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2) ผู้สอนจัดทำหน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ 3) ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันสำรวจแนวคิดหลักในการจัดทำผลงานและนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การกำหนดรูปแบบการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความสนใจร่วมกัน 4) ครูได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้ โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engage) ครูผู้สอนกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจใคร่รู้ เพื่อนำเข้าสู่บทเรียนหรือเนื้อหาใหม่ๆ ซึ่ง ความสนใจใคร่รู้นั้น อาจมาจากความสนใจของนักเรียนเอง การอภิปรายกลุ่ม หรือจากการนำเสนอ ของครูผู้สอนก็ได้ แต่จะต้องเป็นเรื่องที่นักเรียนยอมรับโดยไม่มีการบังคับ หลังจากนั้น เมื่อได้ข้อ
11 คำถามที่น่าสนใจแล้ว ครูผู้สอนต้องกระตุ้นให้นักเรียนร่วมกัน กำหนดขอบเขตและแจกแจง รายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยใช้การรับรู้จากประสบการณ์เดิม รวม กับการศึกษาเพิ่มเติมจากจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในประเด็นที่จะศึกษา และ มีแนวทางในการสำรวจตรวจสอบมากยิ่งขึ้น การสํารวจและค้นหา (Exploration) ครูผู้สอนจะเปิดโอกาสให้นักเรียนดำเนินการศึกษาค้นคว้า โดยการรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการ ต่าง ๆ เช่น การสำรวจ การสืบค้นจากเอกสารต่าง ๆ การทดลอง และการจำลองสถานการณ์ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบสมมุติฐานและให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการอธิบายและสรุป โดยแบ่งเป็นฐานกิจกรรม 4 ฐาน ตามองค์ประกอบของโมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL ได้แก่ ฐานที่ 1 การเรียนรู้ด้วยการดู (Visual Learning) ในฐานนี้นักเรียนจะได้เรียนรู้ผ่านการศึกษา จากวิดีทัศน์ที่จัดทำโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เรื่อง โครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะในระบบหายใจ ฐานที่ 2 การเรียนรู้ด้วยการพูดคุย (Audio Learning) ในฐานนี้นักเรียนจะได้เรียนจากการ ร่วมกันอภิปรายความรู้เกี่ยวกับอวัยวะในระบบหายใจ และกลไกการหายใจและการแลกเปลี่ยนแก๊ส เพื่อร่วมกันลงข้อสรุปเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าวลงในใบบันทึกกิจกรรมการเรียนรู้ ฐานที่ 3 การเรียนรู้ด้วยการอ่าน (Reading Learning) ในฐานนี้นักเรียนจะได้เรียนรู้ผ่าน การศึกษาแผนผังสรุป แผนภาพไดอะแกรม และภาพโมเดลโครงสร้างและอวัยวะเกี่ยวข้องกับระบบ หายใจ ฐานที่ 4 การเรียนรู้ด้วยการทดลองและลงมือทำ (Kinaesthetic learning) ในฐานนี้นักเรียน จะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมการทดลอง เรื่อง ปอดจำลอง และบันทึกผลในใบบันทึกกิจกรรมการทดลอง การอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ครูผู้สอนให้นักเรียนนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และแปลผล เพื่อสรุปผลและนําเสนอผลที่ได้ใน รูปต่าง ๆ เช่น การบรรยายสรุป การสร้างแบบจําลอง การวาดภาพ หรือ การสรุปเป็นตารางหรือ กราฟ ซึ่งผลสรุปที่ได้นั้น จะต้องสามารถอ้างอิงความรู้ มีความสมเหตุสมผล และมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ การขยายความรู้ (Elaboration) ครูนําความรู้ที่ได้จากขั้นก่อนหน้านี้ มาเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือใช้อธิบายถึงสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เกี่ยวข้อง โดยครูผู้สอนอาจจัดกิจกรรมและให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น ๆ เช่น
12 ตั้งคำถามจากการศึกษาเพื่อให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เข้ากับประสบการณ์หรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น การประเมินผล (Evaluation) ครูประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทำข้อสอบ การทำรายงานสรุป หรือ การให้นักเรียนประเมินตัวเอง เป็นต้น เพื่อตรวจสอบนักเรียนว่ามีความรู้ที่ถูกต้องมากน้อยเพียงไรจาก การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ดังกล่าว ครูผู้สอนจะต้องเปิดโอกาสให้นักเรียน วิเคราะห์ วิจารณ์ และคิดพิจารณาความรู้ที่ได้ให้รอบคอบ โดยมีครูผู้สอนช่วยตรวจสอบและปรับปรุงความรู้ที่นักเรียน ได้รับนั้นให้ถูกต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับความรู้เดิมของนักเรียนมากยิ่งขึ้น และนำนักเรียนไปสู่ คำถามที่ต้องการการสำรวจตรวจสอบต่อไปอย่างต่อเนื่อง ด้านนักเรียน จากการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบหายใจ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกระทุ่มล้ม ปีการศึกษา 2564 ก่อนและหลังได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) จากผลการศึกษา สามารถนำมา วิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนได้รับการ จัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้ แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ตารางที่ 1 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนได้รับการโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้ แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เลขที่ คะแนนทดสอบก่อนเรียน (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) ร้อยละ เกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม ๑. 7 35 ไม่ผ่าน ๒. 6 30 ไม่ผ่าน ๓. 10 50 ไม่ผ่าน ๔. 11 55 ไม่ผ่าน ๕. 6 30 ไม่ผ่าน
13 เลขที่ คะแนนทดสอบก่อนเรียน (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) ร้อยละ เกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม ๖. 9 45 ไม่ผ่าน ๗. 14 70 ผ่าน ๘. 10 50 ไม่ผ่าน ๙. 12 60 ผ่าน ๑๐. 9 45 ไม่ผ่าน ๑๑. 8 40 ไม่ผ่าน ๑๒. 9 45 ไม่ผ่าน ๑๓. 15 75 ผ่าน ๑๔. 11 55 ไม่ผ่าน ๑๕. 8 40 ไม่ผ่าน ๑๖. 3 15 ไม่ผ่าน ๑๗. 12 60 ผ่าน ๑๘. 10 50 ไม่ผ่าน ๑๙. 8 40 ไม่ผ่าน ๒๐. 8 40 ไม่ผ่าน ๒๑. 13 65 ผ่าน ๒๒. 10 50 ไม่ผ่าน ๒๓. 6 30 ไม่ผ่าน ๒๔. 9 45 ไม่ผ่าน ๒๕. 4 20 ไม่ผ่าน ๒๖. 10 50 ไม่ผ่าน
14 เลขที่ คะแนนทดสอบก่อนเรียน (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) ร้อยละ เกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม ๒๗. 9 45 ไม่ผ่าน ๒๘. 9 45 ไม่ผ่าน ๒๙. 11 55 ไม่ผ่าน ๓๐. 8 40 ไม่ผ่าน ๓๑. 10 50 ไม่ผ่าน ๓๒. 7 35 ไม่ผ่าน ตารางที่ 2 แสดงค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนได้รับการจัดเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) การทดสอบ N ̅ S.D. ก่อนเรียน 32 9.13 2.62 จากตารางที่ 1 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบจัดกรอบมโนทัศน์ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของ คะแนนเต็ม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 84.38 จากนักเรียนทั้งหมด และจากตารางที่ 2 พบว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มี ค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 9.13 คะแนนและมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.62
15 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ตารางที่ 3 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดล การเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เลขที่ คะแนนทดสอบหลังเรียน (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) ร้อยละ เกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม ๑. 12 60 ผ่าน ๒. 14 70 ผ่าน ๓. 16 80 ผ่าน ๔. 16 80 ผ่าน ๕. 12 60 ผ่าน ๖. 10 50 ไม่ผ่าน ๗. 18 90 ผ่าน ๘. 11 55 ไม่ผ่าน ๙. 20 100 ผ่าน ๑๐. 16 80 ผ่าน ๑๑. 16 80 ผ่าน ๑๒. 12 60 ผ่าน ๑๓. 18 90 ผ่าน ๑๔. 12 60 ผ่าน ๑๕. 15 75 ผ่าน ๑๖. 15 75 ผ่าน ๑๗. 19 95 ผ่าน
16 เลขที่ คะแนนทดสอบหลังเรียน (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) ร้อยละ เกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม ๑๘. 11 55 ไม่ผ่าน ๑๙. 13 65 ผ่าน ๒๐. 12 60 ผ่าน ๒๑. 12 60 ผ่าน ๒๒. 16 80 ผ่าน ๒๓. 13 65 ผ่าน ๒๔. 15 75 ผ่าน ๒๕. 11 55 ไม่ผ่าน ๒๖. 13 65 ผ่าน ๒๗. 14 70 ผ่าน ๒๘. 17 85 ผ่าน ๒๙. 13 65 ผ่าน ๓๐. 10 50 ไม่ผ่าน ๓๑. 12 60 ผ่าน ๓๒. 10 50 ไม่ผ่าน ตารางที่ 4 แสดงค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการจัดการ เรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) การทดสอบ N x̅ S.D. หลังเรียน 32 12.63 2.70
17 จากตารางที่ 3 พบว่าหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 81.25 จากนักเรียนทั้งหมดและมีนักเรียนจำนวน 6 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 18.75 จาก นักเรียนทั้งหมด นอกจากนี้จากตารางที่ 4 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบจัดกรอบมโนทัศน์มีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 12.63 คะแนน และมีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.70 ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการ เรียนรู้โดยกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ตารางที่ 5 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังจากได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) การทดสอบ N x̅ S.D. ก่อนเรียน 32 9.13 2.62 หลังเรียน 32 12.63 2.70 ตารางที่ 6 แสดงจำนวนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็มก่อนและหลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการจัดการเรียนรู้ เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) การทดสอบ นักเรียนทั้งหมด (คน) นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 (คน) ร้อยละ ก่อนเรียน 32 5 15.63 หลังเรียน 32 26 81.25
18 จากตารางที่ 5 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบจัดกรอบมโนทัศน์มีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 9.13 คะแนนและมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.62 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบจัดกรอบมโนทัศน์มีคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 12.63 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.70 จากตารางที่ 6 พบว่าจากการทดสอบก่อนเรียนมีนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 15.63 จากนักเรียนทั้งหมดและ จากการทดสอบหลังเรียนพบว่ามีนักเรียนจำนวน 32 คนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม คิดเป็นร้อยละ 81.25 จากนักเรียนทั้งหมด ซึ่งจาก ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีนักเรียนมากกว่าร้อยละ 80 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบหายใจสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม ด้านครูผู้สอน 1. ครูผู้สอนมี ความรู้ ความเข้าใจ ในการใช้นวัตกรรมและวิธีการสอนเพื่อจัดการเรียนการ สอนที่เหมาะสมกับธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียน 2. ครูมีการเตรียมการสอนโดยศึกษานวัตกรรมและจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ แผนจัด ประสบการณ์การเรียน ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 3. ครูมีเทคนิคการสอนที่ดี มีความอดทน มีความรับผิดชอบ มุ่งมั่น เสียสละในการปฏิบัติงาน เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน วิธีการเผยแพร่ 1. มีการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการ VARK โดย บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะ (5E) ในการประชุมแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุก ๆ สัปดาห์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง 2. มีการศึกษาดูงานจากครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและครูกลุ่ม สารการเรียนรู้ต่าง ๆ
19 4. ผลการดำเนินการ/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ 4.1 ผลการดำเนินงาน 4.1.1 นักเรียนมีสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะ (5E) 4.1.2 นักเรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ใน การค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสอนใจ โดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ 4.1.3 นักเรียนสามารถ รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล อย่างครบถ้วน และเป็นระบบ นำองค์ ความรู้ที่ได้มาสังเคราะห์เป็นความรู้ 4.1.5 นักเรียนสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้าเผยแพร่ในวงกว้าง ทั้งภายใน สถานศึกษาและชุมชนภายนอก 4.2 ผลสัมฤทธิ์ของงาน จากการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK โดย บูรณาการ กับการสอนแบบสืบเสาะ (5E) พบว่า การจัดการเรียนรู้รูปแบบดังกล่าวมีส่วนอย่างมากในการช่วย กระตุ้นผู้เรียนที่เบื่อหน่ายในวิธีการเรียนแบบเดิม ๆ รวมไปถึงช่วยส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่ ขาดความพร้อมในด้านการเรียนรู้ ให้ได้เรียนรู้ได้ดีขึ้น และนักเรียนมีความตื่นตัว สนใจในการเรียนรู้ ตลอดเวลา นอกจากนี้ในการเรียนรู้ทั้ง 4 รูปแบบตามโมเดลการเรียนรู้แบบ VARK นั้น จะทำให้ นักเรียนส่วนใหญ่ได้กล้าที่จะเป็นผู้นำในการเรียนรู้ เนื่องจากเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่สนใจและเหมาะ กับรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน ส่งผลให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดี และมีเจตคติที่ดีในการเรียน ผลการดำเนินงานการจัดการเรียนการสอน Active learning โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK โดยบูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะ (5E) พบว่าผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดแก้ปัญหา ค้นคว้าและคัดเลือก ข้อมูลหรือองค์ความรู้เป็นทักษะการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 สามารถค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสอนใจ โดยใช้ข้อมูล หลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้จะติดตัวผู้เรียนไปตลอด นอกจากนี้ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพในรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ของนักเรียน และสามารถนำนวัตกรรมมาศึกษาหาความรู้ และนำสู่การเผยแพร่ให้กว้างขวางมากขึ้น
20 4.3 ประโยชน์ที่ได้รับ 4.3.1 นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการ ค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ การคิด อย่างมีวิจารณญาณ และการคิดแก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสอนใจ 4.3.2 ผู้เรียนมีความตระหนักในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้การดูแลร่างกายของ ตนเอง รวมไปถึงดูแลร่างกายของคนมนครอบครัว และประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ต่าง ๆ ไปยังชุมชน ของนักเรียนที่ส่วนใหญ่เป็นชุมชนแออัด ให้มีความรู้ในการดูแลรักษาร่างกายของตนเอง 4.3.3 ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนจากผู้รับองค์ความรู้มาเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ และเผยแพร่องค์ ความรู้ ที่เกิดจากการศึกษา ค้นคว้าให้เกิดประโยชน์กับชุมชนของตนเอง 5. ปัจจัยความสำเร็จ 5.1 การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ในรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีการ วางแผนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ รัดกุม ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของ นักเรียน ทำให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีเจตคติที่ดีในการเรียน 5.2 ครูและนักเรียนกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง กล้าคิด กล้าลงมือทำ หวังผลเพื่อ พัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ เรียนรู้ร่วมกัน 5.3 นักเรียนได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการอธิบาย เชื่อมโยง และบูรณาการองค์ ความรู้ทั้งทางด้านสังคมศาสตร์ เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน 5.4 ผู้บริหารและคณะครูให้ความเห็นชอบและให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม มีวัสดุ อุปกรณ์ ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมอย่างเพียงพอ 5.5 บุคลากรท้องถิ่นถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ให้ข้อมูลกับนักเรียนในเรื่องราวที่ สอดคล้องกับ เนื้อหาในการเรียน รวมถึงให้ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้ผู้ปกครองและชุมชนมีความพึงพอใจต่อการทำงานของ โรงเรียน 5.6 การประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรมร่วมกันผ่านการเผยแพร่ทั้งภายใน และภายนอกสถานศึกษาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา ค้นคว้าได้ เผยแพร่ไปในวงกว้าง และช่วยให้ผู้คนตระหนักถึงการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาร่วมพัฒนาท้องถิ่น ของตนเองมากขึ้น สร้างความเข้มแข็งของชุมชน และพัฒนาต่อยอดต่อไปได้อย่างยั่งยืน
21 6. บทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learned) 6.1 การระบุข้อมูลที่ได้รับจากการผลิตและการนำผลงานไปใช้ 1) นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการ ค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เกิดทักษะการคิดสร้างสรรค์ การคิด อย่างมีวิจารณญาณ และการคิดแก้ปัญหา สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสอนใจ 2) ผู้เรียนทราบวิธีการค้นคว้าและคัดเลือกข้อมูลหรือองค์ความรู้ได้อย่างถูกต้องและเป็น ระบบ 3) ผู้เรียนมีความภาคภูมิใจในผลงานหรือนวัตกรรมของตนเอง 4) ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันในเรื่องที่เกี่ยวกับการนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ไปดูแลรักษา ร่างกายให้แข็งแรง รวมไปถึงดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวและชุมชน ซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตของ นักเรียนและครอบครัวดีขึ้น สนองตอบหลักสูตรสถานศึกษา และหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 6.2 ข้อเสนอแนะ ข้อควรระวัง 1) ผู้เรียนขาดประสบการณ์และทักษะในการค้นคว้า เลือกใช้และรวบรวมข้อมูล การจัดทำ ผลงานหรือนวัตกรรมครั้งนี้ ผู้สอนจำเป็นต้องดูแล ให้คำแนะนำในลักษณะของผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และผู้ให้คำแนะนำ (Coach) อย่างใกล้ชิด พร้อมช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา ให้ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น 2) ผู้สอนต้องวางแผนการจัดทำผลงานหรือนวัตกรรมของนักเรียนให้มีความชัดเจน รัดกุม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ 6.3 แนวทางในการพัฒนานวัตกรรมเพิ่มเติม 1) การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ VARK MODEL บูรณาการกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ในรูปแบบการเรียนรู้ทั้ง 4 รูปแบบ เช่น ด้านการ เรียนรู้จากการอ่าน (Reading Learning) และด้านการเรียนรู้จากการดู (Visual Learning) ควรจัดทำ ในรูปแบบของสื่อออนไลน์ เช่น E-book เพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะในการใช้เทคโนโลยี ได้ นอกจากยังช่วยให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่นักเรียนได้ศึกษา ค้นคว้าและเรียบเรียงอย่างเป็น ระบบได้จำนวนมากและวงกว้างยิ่งขึ้น หรือเข้าถึงโดยการสแกน QR code
22 2) การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้กับผลงานหรือนวัตกรรมของนักเรียนมากขึ้น เช่น การใช้ AR Augmented Reality เป็นเทคโนโลยีที่นำภาพเสมือน ที่เป็นรูปแบบ 3 มิติ จำลองเข้า สู่โลกจริงผ่านกล้อง ในการเรียนรู้จากการลงมือทำหรือการทดลอง (Kinesthetic Learning) จะทำให้ สื่อการสอนมีความน่าสนใจและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านได้มากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการพัฒนาการศึกษา ในยุคไทยแลนด์ 4.0 3) การกำหนดประเด็นที่จะศึกษา ค้นคว้า ให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้ ศึกษาองค์ความรู้อย่างละเอียดและลึกซึ้ง เช่น การศึกษากลไกการทำงานของไวรัสโคโรนาที่ทำลาย ปอด 7. การเผยแพร่/การได้รับการยอมรับ/รางวัลที่ได้รับ 7.1 การเผยแพร่ 1) เผยแพร่เป็นผลงานการผลิตสื่อนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้คณะครูใน และโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 2) เผยแพร่ผ่านสื่อเว็บไซต์ https://sites.google.com/view/wizkruaun/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0 %B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81?authuser=1
23 7.2 รางวัลที่ได้รับ 1) ได้รับรางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง จากการคัดเลือกรางวัลทรงคุณค่า NPT AWARDS ประเภทครู ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2) ได้รับคัดเลือกเป็นผู้มีผลงานนวัตกรรม/วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) การจัดการเรียน การสอนครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับ ดีเด่น
24 3) ได้รับการคัดเลือกผลงานในระดีบ ดีเด่น จากการผลิตสื่อ นวัตกรรม การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2
25 บรรณานุกรม ธนาวุฒิ นิลมณี, ดวงกมล โพธิ์นาค และกฤช สินธนะกุล. (2557). กรอบแนวคิดรูปแบบการเรียนรู้เพื่อ ปรับเหมาะกับผู้เรียนตามรูปแบบวีเออาร์เคโดยใช้เทคนิคโครงข่ายประสาทเทียม ร่วมกับการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานบนสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบทุกหนทุกแห่ง. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ: กรุงเทพฯ ยุพาภรณ์ ติรไพรวงศ์. (2560). การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือโดยใช้รูปแบบการ เรียนรู้ VARK ต่อความรู้และความสุขในการเรียนของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์. วารสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี, 33(2), 1-13. สถาบันการส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กระทรวงศึกษาธิการ. (2554). คู่มือการใ ช้ หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์. กรุงเทพ: โรงพิมพ์คุรุสภา. Ramadian, O. D., Cahyono, B.Y. and Suryati, N. (2019). The implementation of visual, Auditory, kinesthetic (VARK) learning model in improving students’ achievement in writing descriptive texts. English Language Teaching Educational Journal, 2(3), 142-149.
1 ภาคผนวก
2 ภาพถ่ายกิจกรรมการจัดการเรียนรู้
3 ภาพถ่ายกิจกรรมการจัดการเรียนรู้
4 ภาพถ่ายกิจกรรมการจัดการเรียนรู้