รายงาน
เร่ือง
สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) พทุ ธธรรม
จัดทาโดย
ประวฒุ ิ อุดมปละ
รหัสนสิ ิต ๖๓๒๘๔๐๔๐๐2
ชั้นปที ่ี ๒ เทียบโอน
คณะสังคมศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์
รายงานนเ้ี ปน็ ส่วนหนึง่ ของรายวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์ใน-
วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา
ตามหลกั สูตรปริญญารัฐประศาสนศาสนบณั ฑิต
สาขาวิชารฐั ประศาสศาสตร์
วิทยาลัยสงฆ์เชยี งราย
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
พทุ ธศักราช ๒๕๖๕
ก
คานา
รายงานเล่มนี้ได้จัดทาและเรียบเรียงข้ึน เพ่ือใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอนใน
รายวิชา 403 322 รัฐศาสตร์ในวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยจัดทาเพ่ือศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ
เรอ่ื ง รัฐศาสตรใ์ นวรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนา ในเรอื่ ง พทุ ธธรรม เพอื่ นามาใช้เป็นสอื่ การบรรยาย
เนื้อหาของรายงานเล่มนี้ มุ่งเน้นให้นิสิต และผู้ที่สนใจ ได้มีความรู้ความเข้าใจ ตลอดจน
ประยุกต์ใช้ความรู้และวิธีปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งข้ึนเก่ียวกับเรื่อง พุทธธรรม ว่ามีลักษณะของ
วรรณกรรมเปน็ อยา่ งไรรวมถึงความเปน็ มา ท่ีมาของหนังสือวรรณกรรมเร่อื ง พุทธธรรม ผู้จัดทาหวังเป็น
อยา่ งยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์สาหรับนสิ ติ และผู้สนใจ
ในท้ายนี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์ผู้สอนประจารายวิชานี้ ที่ได้ไห้โอกาสได้ศึกษาในเร่ืองน้ี
ขอขอบคุณทุกๆแหล่งข้อมูลที่ได้สืบค้นและหากท่านมีข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็นว่ามีส่วนหน่ึงส่วน
ประการใด ผูจ้ ัดทายนิ ดีรบั ไว้ดว้ ยความขอบพระคุณย่ิง
ประวุฒิ อุดมปละ
ผจู้ ัดทา
มกราคม ๒๕๖๕
สารบญั ข
เร่อื ง หนา้
คานา ก
สารบัญ ข
ความเป็นมาของพุทธธรรม 1
ความหมายของหลกั พุทธธรรม 1
ลกั ษณะทว่ั ไปของพุทธธรรม 2
ลักษณะสาคญั ของหลกั พุทธธรรม 7
หลกั การสาคญั ของพทุ ธธรรม 9
องคป์ ระกอบของพทุ ธธรรม 12
พุทธธรรม (หลักคาสอนของพระพทุ ธเจ้า) 13
บรรณานกุ รม 20
๑
พุทธธรรม
พระพรหมคณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตโฺ ต)
ความเปน็ มาของพทุ ธธรรม
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม และเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากศาสนาหน่ึงของโลก
รองจาก ศาสนาครสิ ต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดู ประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธเร่ิมต้ังแต่สมยั
พุทธกาล ผู้ประกาศศาสนาและเป็นศาสดาของศาสนาพุทธคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้เมื่อวันขึ้น
15 ค่า เดือนวิสาขะหรือเดือน 6 ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตาบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ประเทศ
อินเดีย 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ปัจจุบันสถานท่ีน้ี เรียกว่า พุทธคยา อยู่ห่างจากเมืองคยาประมาณ 11
กิโลเมตร ประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนาหลังจากการประกาศศาสนา เร่ิมจากการแพร่หลายไปท่ัว
อินเดีย หลังพุทธปรินิพพาน 100 ปี จึงแตกเป็นนิกายย่อย โดยนิกายท่ีสาคัญคือ เถรวาทและมหายาน
นิกายมหายานได้แพร่หลายไปทั่วเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก เมื่อศาสนา
พทุ ธในอินเดยี เส่อื มลง พทุ ธศาสนามหายานในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เส่ือมตามไปด้วย
ยงั คงเหลือในจีน ทิเบต ญี่ปุน เวียดนาม ส่วนนิกายเถรวาทได้เฟ่ืองฟูข้ึนอีกคร้ังในศรีลังกา และแพร่หลาย
ไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พุทธศาสนาได้แพร่หลายไปยังโลกตะวันตกตั้งแต่ครั้งโบราณ แต่
ชาวตะวนั ตกหนั มาสนใจพุทธศาสนามากขึ้นในยุคจักรวรรดนิ ิยมและหลังสงครามโลกครัง้ ท่ี 2
ความหมายของหลกั พทุ ธธรรม
ความหมายของคาว่า “พทุ ธธรรม” หรอื “พระธรรม” คอื ธรรมะของพระพุทธเจ้านน้ั มีมากมาย
ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์[1] เก่ียวกับความจริงตามธรรมชาติของมนุษย์ท่ีมีท้ังความทุกข์ และ วิธีการ
ดบั ทุกข์
คาว่า “หลักพุทธธรรม” ในที่น้ีหมายถึง หลักธรรม คาสอน ที่เช่ือกันว่า เป็นผลแห่งการค้นคว้า
เป็นภมู ริ ู้ ภูมปิ ัญญา ของพระพุทธองค์ ที่ถกู ถ่ายทอดสืบต่อมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2550 ปี แล้ว และได้
ชื่อว่า เป็นภูมปิ ญั ญาโลก เปน็ ภมู ปิ ญั ญาของมนุษยชาติ เปน็ มรดกโลก ทหี่ าคา่ มิได้
กล่าวว่า “พุทธธรรม หรือ พระธรรม หมายถึง ธรรม ซ่ึงพระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนาออกเผย
แผ่ หรือคาสอนของพระพทุ ธเจ้า เก่ียวกับความจริงตามธรรมชาติของทุกข์และ วิธีการดับทุกข์ พุทธธรรม
ของพระพุทธเจ้านั้นแต่เร่ิมสืบทอดกันด้วยวิธีท่องจาแบบปากต่อปาก สมัยต่อมาจึงได้มีการบันทึกไว้เป็น
ตัวอักษร คัมภีร์ที่บันทึกพุทธธรรมนั้น เรียกว่า พระไตรปิฎก และมีคาอธิบายจัดไว้เป็นหมวดคัมภีร์
เรยี กชื่อตา่ งๆ อาทิ อรรถกถา, ฎีกา, อนุฎกี า เปน็ ตน้
ธรรม ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงคน้ พบน้ัน คาวา่ “ค้นพบ” ย่อมหมายถึง “ธรรม” เปน็ สงิ่ ท่มี ีอยเู่ ดิม มมี า
ก่อน ไม่ไดเ้ กดิ ขึน้ พรอ้ มพระพทุ ธองค์ แต่เปน็ ธรรมชาตทิ เ่ี กดิ ขน้ึ ก่อนที่พระพทุ ธองคจ์ ะตรัสรู้ อาจพอกลา่ ว
ไดว้ า่ การเรยี นรู้ ธรรม ก็คือการรบั รธู้ รรมดาโลก เรียนรู้ส่งิ ทเ่ี ป็นปกตทิ ่มี บี ่อเกดิ ท่มี าว่ามาอยา่ งไร และไป
อย่างไร เพราะหลกั ธรรมคาสอนของพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าทไี่ ดต้ รสั สอนไวก้ ว่าสองพนั ปีท่ีผา่ นมาน้ัน เปน็
๒
“สัจธรรม” เพราะ “คนเราจะล่วงพ้นความทกุ ขไ์ ด้ เพราะความเพยี รในการทาความดี” ผใู้ ส่ใจในธรรม
เทา่ นั้น ถงึ จะรถู้ อ่ งแท้
ความหมายของพทุ ธธรรมในแงค่ วามคดิ ของนกั ปราชญ์ทางพระพทุ ธศาสนาจากหนงั สอื พมิ พม์ ติ
ชนรายวัน จากหัวขอ้ พทุ ธธรรม : ค่มู ือมนษุ ยศ์ ตวรรษท่ี 21 ดงั น้ี
“พทุ ธธรรม เปน็ คาอธิบายคาสอนของพทุ ธศาสนาท่ีสมบูรณท์ สี่ ดุ ในโลก และเปน็ วชิ าการท่สี ดุ ใน
บรรดางานเขยี นทางพระพทุ ธศาสนาในเมืองไทยในปจั จบุ นั นี้…” (ศาสตราจารยป์ รชี า ชา้ งขวญั ยนื ,
2535)
“พทุ ธธรรมนั้น เปน็ การรวบรวมคาสอนของพระพุทธศาสนาใหเ้ ปน็ ระบบอย่างทคี่ นในปจั จบุ นั
เข้าใจไดง้ า่ ย…เปน็ หนังสอื ทสี่ าคญั ทสี่ ุดในประวัตศิ าสตรข์ องคนชาติไทยทเี ดียว ในพระพทุ ธศาสนาด้วย
ทัง้ หมด และทัง้ โลกด้วยหนังสือพทุ ธธรรมควรจะได้ Nobel Prize…” (ศาสตราจารย์นายแพทยป์ ระเวศ
วะส,ี 2538)
“พทุ ธธรรม เปน็ หนงั สือเลม่ เดยี วทแี่ สดงถึงหลักธรรมในพระพทุ ธศาสนาไดอ้ ย่างลุ่มลกึ เปน็ ระบบ
และรอบดา้ นทส่ี ดุ เทา่ ทเี่ คยมใี นภาษาไทย” (พระไพศาล วสิ าโล, 2530)
ลกั ษณะทัว่ ไปของพทุ ธธรรม
สรุปได้ ๒ อย่าง คือ
๑. แสดงหลักความจริงสายกลาง ท่ีเรียกว่า “มัชเฌนธรรม” หรือเรียกเต็มว่า “มัชเฌนธรรม
เทศนา” ว่าด้วยความจริงตามแนวของเหตุผลบริสุทธิ์ตามกระบวนการของธรรมชาติ นามาแสดงเพื่อ
ประโยชน์ในทางปฏิบัติในชีวิตจริงเท่าน้ัน ไม่ส่งเสริมความพยายามที่จะเข้าถึงด้วยวิธีถกเถยี งสร้างทฤษฎี
ตา่ งๆ ข้นึ แล้วยดึ มน่ั ปกปอู งทฤษฎีนน้ั ๆ ดว้ ยการเก็งความจรงิ ทางปรัชญา
๒. แสดงขอ้ ปฏิบตั สิ ายกลาง ที่เรียกวา่ “” อันเปน็ หลกั การครองชีวติ ของผูฝ้ ึกอบรมตน ผู้รู้เท่าทัน
ชีวิต ไม่หลงงมงาย มุ่งผลสาเร็จคือ ความสุข สะอาด สว่าง สงบ เป็น ที่สามารถมองเห็นได้ในชีวิตนี้
ในทางปฏบิ ัติ ความเปน็ สายกลางน้ีเปน็ ไปโดยกบั องค์ประกอบอน่ื ๆ เช่น สภาพชีวติ ของ หรอื เป็นต้น
พระเป็นศาสนาแห่งการกระทา ( และ) เป็นศาสนาแห่งความเพียรพยายาม ไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ้อน
วอนปรารถนา หรอื ศาสนาแหง่ ความหว่ งหวงั กังวล
การส่ังสอนธรรมของพระพุทธเจ้าทรงมุ่งผลในทางปฏิบัติ ให้ทุกคนจัดการกับชีวิตที่เป็นอยู่จริงๆ
ในโลกนี้ และเร่ิมแต่บัดนี้ ความรู้ในหลักท่ีเรียกว่า มัชเฌนธรรมเทศนาก็ดี การประพฤติตามมรรคาที่
เรียกว่ามชั ฌิมาปฏิปทาก็ดี เป็นสิ่งท่ีทุกคนไมว่ ่าจะอยู่ในสภาพและระดับชีวิตอย่างใด สามารถเข้าใจและ
นามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ตามสมควรแก่สภาพและระดับชีวิตน้ันๆ ถ้าความห่วงใยในเรื่องชีวิตหลังจาก
โลกน้ีมีอยู่ ก็จงทาชีวิตดีงามอย่างท่ีต้องการนั้นให้เกิดมีเป็นจริงเป็นจังข้ึนมาด้วยการประพฤติปฏิบัติแต่
บดั นี้ จนมน่ั ใจตนเองวา่ จะตอ้ งไปดีโดยไม่ต้องกังวลหรือหวาดหวัน่ ต่อโลกหน้านน้ั เลย
ทกุ คนมีสิทธเิ ท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ ท่ีจะเข้าถงึ ผลสาเร็จเหล่าน้ี แม้ว่าความสามารถจะต่างกัน
ทุกคนจึงควรได้รับโอกาสเท่าเทียมกันที่จะสร้างผลสาเร็จน้ันตามความสามารถของตน และความสามารถ
๓
น้ัน ก็เป็นสิง่ ดดั แปลงเพิ่มพูนได้ จงึ ควรให้ทุกคนมโี อกาสท่จี ะพัฒนาความสามารถของตนอยา่ งดีท่ีสุด และ
แมว้ า่ ผลสาเรจ็ ทแ่ี ทจ้ ริงทกุ คนจะต้องทาด้วยตนเอง โดยตระหนักในความรบั ผิดชอบของตนอย่างเตม็ ที่ แต่
ทุกคนก็เป็นอุปกรณ์ในการช่วยตนเองของคนอ่ืนได้ ดังนั้น หลัก และหลักความมี จึงเป็นหลักธรรมที่เด่น
และเปน็ ขอ้ ทเี่ นน้ หนกั ทั้งสองอยา่ ง ในฐานะความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองฝุายหน่ึง กบั ปัจจยั ภายนอกท่จี ะช่วย
เสรมิ อีกฝุายหนง่ึ
หากยกเอาผลงานและพระของพระพุทธเจา้ ขึน้ มาเป็นหลักพจิ ารณา จะมองเหน็ แนวทางการ
บาเพญ็ ทสี่ าคญั หลายอย่าง เชน่ ทรงพยายามล้มล้างความเชอ่ื ถอื งมงายในเรือ่ งพธิ กี รรมอนั เหลวไหล
ต่างๆ โดยเฉพาะการ ดว้ ยการสอนย้าถงึ ผลเสียหายและความไรผ้ ลของพิธกี รรมเหล่าน้นั
การทที่ รงสอนเนน้ นักให้ละเลิกการ ก็เพราะเหลา่ น้นั ทาใหค้ นมวั แตห่ วังพ่ึงอานาจดลบันดาลจาก
ภายนอก อยา่ งหนงึ่ ทาใหค้ นกระหายทะยานและคดิ หมกมุ่นในผลประโยชนท์ างวตั ถุเพม่ิ พนู ความเหน็ แก่
ตน ทาการเบยี ดเบียนชีวติ โดยไม่คานงึ ถงึ ความทกุ ข์ยากเดอื ดร้อนของเพื่อนมนุษยแ์ ละสตั ว์ อย่างหนงึ่ ทา
ใหค้ นคดิ หวงั แตเ่ รอื่ งอนาคต จนไม่คดิ ปรบั ปรงุ ปจั จบุ นั อย่างหนงึ่ แล้วทรงสอนยา้ หลกั แหง่ ทาน ใหส้ ละ
แบ่งปนั และสงเคราะห์กันในสังคม
สิ่งตอ่ ไปทที่ รงพยายามสอนหกั ล้าง คอื ระบบความเชื่อถอื เรือ่ ง ท่นี าเอาชาติกาเนิดมาเปน็ ขดี ขั้น
จากัดสทิ ธแิ ละโอกาสทง้ั ในทางสงั คมและทางจติ ใจของมนษุ ย์ ทรงตั้งคณะสงฆท์ เ่ี ปิดรบั คนจากทกุ วรรณะ
ใหเ้ ข้าสู่ความเสมอภาคกนั เหมอื นทะเลทร่ี บั นา้ จากแมน่ า้ ทุกสายกลมกลนื เขา้ เปน็ อนั เดียวกนั ทาใหเ้ กดิ
สถาบนั วดั ซึง่ ต่อมาไดก้ ลายเปน็ ศนู ยก์ ลางเผยแพร่วฒั นธรรมและการศึกษาท่สี าคัญยงิ่ จนศาสนาฮนิ ดตู ้อง
นาไปจัดตัง้ ขึ้นบา้ งในศาสนาของตน เมอื่ หลงั พทุ ธกาลแล้วราว ๑,๔๐๐ หรือ ๑,๗๐๐ ปี
ตามหลักแห่ง ทั้งสตรีและบุรุษสามารถเข้าถึงจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาได้เช่นเดียวกัน
เมอ่ื ได้ทรงตง้ั ภกิ ขสุ งั ฆะขึ้นแลว้ หลงั จากเวลาผ่านไประยะหน่ึง แม้ว่าสภาพสังคมและส่ิงแวดล้อมไม่เอ้ือ ก็
ได้ทรงต้ังภิกขุนีสังฆะข้ึน โดยทรงกระทาด้วยความตระหนักพระทัยถึงความยากลาบาก และด้วยความ
ระมัดระวังอย่างย่ิง ที่จะเตรียมการวางรูปให้สภาพชีวิตของนักบวชสตรีนี้ ดารงอยู่ด้วยดีในสังคมสมัยนั้น
ในขณะทโี่ อกาสของสตรใี นการศึกษาทางจิตใจ ไดถ้ กู ศาสนาจากัดแคบเขา้ มาจนเหมอื นปิดตายไปแลว้
ประการตอ่ ไป ทรงสั่งสอนพทุ ธธรรมด้วยภาษาสามัญทปี่ ระชาชนใช้ เพือ่ ใหท้ ุกคนทุกชนั้ ทุกระดับ
การศึกษา ไดร้ ับประโยชนจ์ ากธรรมนที้ ัว่ ถึง ตรงข้ามกบั ศาสนาพราหมณ์ทย่ี ดึ ความศักดส์ิ ิทธข์ิ องคัมภีรพ์ ระ
เวท และจากัดความรู้ชั้นสูงไว้ในวงแคบของพวกตนด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะคือด้วยการใช้ภาษาเดิม
ของซ่ึงรู้จากัดในหมู่พวกตนเป็นส่ือถ่ายทอดและรักษา แม้ต่อมาจะมีผู้ขออนุญาตพระพุทธเจ้าให้ยกขึ้นสู่
ภาษาพระเวท พระองค์ก็ไม่ทรงอนุญาต ทรงยนื ยนั ให้ใชภ้ าษาของประชาชนตามเดิม
ประการตอ่ ไป ทรงปฏิเสธโดยส้ินเชิงทจี่ ะทาเวลาใหส้ ูญเสยี ไปกับการถกเถียงปัญหาที่เกี่ยวกับการ
เก็งความจรงิ ทางปรัชญา ซ่ึงไมอ่ าจนามาพสิ จู นใ์ ห้เห็นไดด้ ว้ ยวธิ ีแสดงเหตุผลทางคาพูด ถ้าใครถามปัญหา
เชน่ นี้ พระองคจ์ ะทรงยับยัง้ เสีย แล้วดงึ ผู้น้ันกลบั มาสู่ปญั หาเก่ียวกับเร่ืองท่ีเขาจะต้องเก่ียวข้องและปฏิบัติ
๔
ได้ในชีวิตจริงโดยทันที ส่ิงท่ีจะพึงรู้ได้ด้วยคาพูด ทรงแนะนาด้วยคาพูด สิ่งที่จะพึงรู้ด้วยการเห็น ทรงให้
เขาดู มิใชใ่ ห้ดสู ่ิงท่ีจะต้องเหน็ ดว้ ยคาพูด
ทั้งน้ี ทรงสอนพุทธธรรมโดยปริยายต่างๆ เป็นอันมาก มีคาสอนหลายระดับ ทั้งสาหรับผู้ครอง
เรือน ผู้ดารงชีวิตอยู่ในสังคม ผู้สละเรือนแล้ว ท้ังคาสอนเพ่ือประโยชน์ทางวัตถุ และเพื่อประโยชน์ลึกซ้ึง
ทางจิตใจ เพอ่ื ให้ทุกคนได้รบั ประโยชน์จากพุทธธรรมทั่วถึงกัน ที่กล่าวมาน้ี เป็นเคร่ืองยืนยันข้อสรุปความ
เข้าใจเกย่ี วกับพทุ ธธรรมท่ีพูดมาแล้วข้างตน้
การที่ต้องทรงสอนท่ามกลางวัฒนธรรมแบบพราหมณ์ และความเช่ือถือตามลัทธิต่างๆ ของพวก
สมยั น้นั ทาให้พระพุทธเจ้าต้องทรงเก่ียวข้องกบั ถ้อยคาทางศาสนาในความเชอื่ ถือเหลา่ นั้น ทั้งโดยการทรง
ได้รับฟัง และการตรัสพาดพงิ ถึง และโดยที่พระองค์ทรงมพี ระประสงคใ์ หพ้ ุทธธรรมเผยแพร่ไปเป็นท่ีเข้าใจ
และเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างกว้างขวางในเวลาอันรวดเร็ว จึงปรากฏว่าพระองค์ทรงมีวิธีการ
ปฏบิ ัติต่อถ้อยคาทางศาสนาเหล่าน้ี เปน็ ทนี่ า่ สงั เกตอย่างหนึง่ คอื ไม่ทรงนยิ มหกั ล้างความเชื่อถือเดิมในรูป
ถ้อยคาที่ใช้ ทรงหักล้างเฉพาะแต่ตัวความเชื่อถือที่แฝงอยู่เป็นความหมายของถ้อยคาเหล่าน้ันเท่าน้ัน
กล่าวคือ ไม่ทรงใช้วิธีรุนแรง แต่ทรงให้การเปล่ียนแปลงเป็นไปเองโดยรู้เข้าใจใช้ปัญญา ด้วยการศึกษา
พัฒนาคนข้นึ ไป
โดยนัยนี้ พระองค์จึงทรงนาคาที่ใช้กันอยู่ในศาสนาเดิมมาใช้ในความหมายใหม่ตามแนวของพุทธ
ธรรมโดยเฉพาะบ้าง ทรงสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ถ้อยคาที่ใช้อยู่เดิมบ้าง เช่น ใช้ “” เป็นช่ือของสัตว์โลกท่ี
เกิดตายประเภทหนึ่งบ้าง หมายถึงบิดามารดาบ้าง ทรงเปลี่ยนความเช่ือถือเร่ืองกราบไหว้ทิศ ๖ ใน
ธรรมชาติ มาเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีและรักษาความสัมพันธ์รูปต่างๆ ในสังคม เปล่ียนความหมายของการ
บูชาไฟศักดิ์สิทธ์ิสาหรับ ๓ อย่างของ มาเป็นความรับผิดชอบทางสังคมต่อบุคคล ๓ ประเภท เปลี่ยนการ
ตัดสนิ ความเป็นพราหมณ์ และโดยชาติกาเนดิ มาเปน็ ตัดสนิ ดว้ ยการประพฤตปิ ฏิบตั ิ
บางคร้ังทรงสอนให้ดึงความหมายบางส่วนในคาสอนของศาสนาเดิมมาใช้แต่ในทางที่ดีงามและเป็น
ประโยชน์ คาสอนใดในศาสนาเดมิ ถกู ตอ้ ง ดงี าม ก็ทรงรับรอง โดยถอื ความถกู ตอ้ งดีงามเปน็ ของสากลโดย
ธรรมชาติ ในกรณที ่ีหลกั ความประพฤตปิ ฏิบัติในศาสนาเดมิ มีความหมายหลายอย่าง ทรงชี้แจงว่าแง่ใดถูก
แง่ใดผดิ ทรงยอมรับและให้ประพฤตปิ ฏิบัติแต่ในแงท่ ี่ดงี ามถกู ตอ้ ง
บางครั้งทรงสอนว่า ความประพฤติปฏิบัติที่ผิดพลาดเสียหายบางอย่างของศาสนาเดิมในสมยั นั้น
เป็นความเสื่อมโทรมท่ีเกิดข้ึนในศาสนานั้นเอง ซ่ึงในครั้งด้ังเดิมทีเดียว คาสอนของศาสนาน้ันก็ดีงาม
ถูกต้อง และทรงสอนให้รวู้ ่า คาสอนเดมิ ทีด่ ีของศาสนานนั้ เปน็ อย่างไร ตวั อย่างในขอ้ นี้ มเี รือ่ ง การบชู ายัญ
หลักการสงเคราะหป์ ระชาชนของนกั ปกครอง และเร่อื งพราหมณธรรม เป็นตน้
ข้อความท่กี ล่าวมาน้ี นอกจากจะแสดงให้เห็นความใจกว้างของพุทธธรรม และการที่พระพุทธเจ้า
ทรงต้ังพระทัยสอนแต่ความจริงและความดีงามถูกต้องท่ีเป็นกลางๆ แล้ว ยังเป็นเรื่องสาหรับเตือนให้รู้จัก
แยกความหมายของคาบัญญัติทางศาสนาท่ีใช้ในพุทธธรรมกับท่ใี ช้ในศาสนาอ่นื ๆ ดว้ ย
๕
อนง่ึ เมื่อส้ินยุคขององคแ์ ลว้ เวลาล่วงไป และคาสอนแผไ่ ปในถน่ิ ตา่ งๆ ความเข้าใจในพุทธธรรมก็
แปรไปจากเดิม และแตกต่างกันไปได้หลายอย่าง เพราะผู้ถ่ายทอดสืบต่อมีพื้นความรู้การศึกษาอบรม
สติปัญญาแตกต่างกัน ตีความหมายพุทธธรรมแผกกันไปบ้าง นาเอาความรู้ความเชื่อถือเดิมจากลัทธิ
ศาสนาอ่ืนเข้ามาผสมแทรกแซงบ้าง อิทธิพลศาสนาและวัฒนธรรมในท้องถ่ินเข้าผสมผสานบ้าง คาสอน
บางแง่เด่นขึ้น บางแง่เลือนรางลง เพราะการย้าและเล่ียงความสนใจ ตามความโน้มเอียงและความถนัด
ของผู้รักษาคาสอนบ้าง ทาให้เกิดการแตกแยกออกเป็นต่างๆ เช่น ท่ีรู้จักกันบัดน้ีเป็น กับตลอดจนนิกาย
ย่อยๆ ท่ซี อยแยกออกไป
สาหรบั น้นั แม้จะได้ช่ือว่าเป็นที่รักษาแบบแผนและคาสอนด้ังเดิมไว้ได้แมน่ ยา ก็มิใช่จะพ้นไปจาก
ความแปรเปล่ียนได้โดยส้ินเชิง คาสอนบางส่วนแม้ท่ีอยู่ในเอง ก็ยังเป็นปัญหาที่คนรุ่นปัจจุบันต้องนามา
ถกเถียงคิดค้นหาหลักฐานยืนยันหรือปฏิเสธความเป็นของแท้แต่ดั้งเดิม ย่ิงความรู้ความเข้าใจท่ีประชาชน
เชื่อถอื และปฏิบตั ิอยู่ดว้ ยแล้ว ความคลาดเคล่ือนก็ย่ิงมีได้มากและชัดเจนยิ่งขึ้น บางกรณีถงึ กับเสมอื นเป็น
ตรงข้ามกบั คาสอนเดิม หรอื เกือบจะกลายไปเปน็ ลทั ธิอนื่ ทค่ี าสอนเดมิ คดั คา้ นแล้วกม็ ี
ยกตวั อยา่ งในประเทศไทยน้ี เมอื่ พดู ถึงคาว่า พทุ ธธรรม ความเข้าใจของคนท่ัวไปกจ็ ะเพง่ ไปยังกา
ละสว่ นอดตี เจาะจงเอาการกระทาในชาตทิ ลี่ ว่ งแล้วหรอื ชาติก่อนๆ บา้ ง เพ่งไปยงั ปรากฏการณ์สว่ นผล คือ
นึกถงึ ผลทป่ี รากฏในปจั จบุ ันของการกระทาในอดีตบา้ ง เพ่งไปยังแง่ทีเ่ สียหายเลวร้ายคอื การกระทาชวั่ ฝุาย
เดียวบ้าง เพ่งไปยังอานาจแสดงผลร้ายของการกระทาความช่ัวในชาติก่อนบ้าง และโดยมากเป็นความ
เข้าใจตามแง่ต่างๆ เหล่านี้รวมๆ กันไปทั้งหมด ซึ่งเม่ือพิจารณาตัดสินตามหลักกรรมท่ีแท้จริงในแล้ว จะ
เห็นได้ชัดว่าเปน็ ความเข้าใจที่ห่างไกลจากความหมายทแี่ ท้จริงเปน็ อันมาก
แม้ข้อธรรมอื่นๆ ตลอดจนคาทางธรรมแต่ละคาๆ ก็ล้วนมีความหมายพิเศษในความเข้าใจของ
ประชาชน ซึ่งผิดแปลกไปจากความหมายด้ังเดิมในพุทธธรรม โดยตัวความหมายเองบ้าง โดยขอบเขต
ความหมายบ้าง มากนอ้ ยตา่ งกนั ไปในแต่ละคานน้ั ๆ ในการศึกษาพทุ ธธรรม จาเป็นต้องแยกความหมายใน
ความเข้าใจของประชาชนส่วนทค่ี ลาดเคลือ่ นน้ีออกไปตา่ งหาก จงึ จะสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้
ในการแสดงพุทธธรรมตอ่ ไปน้ี ผู้แสดงถอื ว่าได้พยายามที่จะแสดงตัวพุทธธรรมแท้อย่างท่ีองค์ทรง
สอนและทรงมุง่ หมาย ในการน้ี ได้ตัดความหมายอย่างที่ประชาชนเขา้ ใจออกโดยส้ินเชิง ไมน่ ามาพิจารณา
เลย เพราะถือว่าเป็นเรือ่ งข้างปลาย ไม่จาเป็นต่อการเข้าใจตัวพุทธธรรมทีแ่ ท้แตป่ ระการใด
แหล่งสาคัญอันเป็นท่ีมาของเน้ือหาและความหมายของพุทธธรรมท่ีจะแสดงต่อไปนี้ ได้แก่ คัมภีร์
พุทธศาสนา ซึ่งในที่นี้ ถ้าไม่มีกรณีเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ จะหมายถึงพระบาลีอย่างเดียว เพราะเป็นคัมภีร์ที่
ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่าเป็นแหล่งรวบรวมรักษาพุทธธรรม ที่แม่นยาและสมบูรณ์ท่ีสุด แม้กระน้ัน ก็ได้
เลอื กสรรเอาเฉพาะสว่ นทเี่ ห็นวา่ เปน็ หลักการด้งั เดิม เป็นความหมายแทจ้ ริงมาแสดง โดยยดึ เอาหลักความ
กลมกลืนสอดคล้องกันในหน่วยรวมเป็นหลัก และเพ่ือให้ม่ันใจยิ่งข้ึน จึงได้นา และ ท่ีได้ทรงบาเพ็ญมา
ประกอบการพิจารณาตัดสนิ แนวทางและขอบเขตของพุทธธรรมด้วย
๖
เม่ือไดห้ ลกั การพิจารณาเหล่านม้ี าเปน็ เครอื่ งกากับการแสดงแล้ว ก็มน่ั ใจว่าจะสามารถแสดงสาระ
แห่งพุทธธรรมไดใ้ กลเ้ คียงตวั แท้เปน็ อย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ในข้นั พนื้ ฐาน การแสดงนกี้ ย็ ังต้องขึน้ กบั กาลังสติปัญญาของผู้แสดง และความโน้ม
เอียงบางอย่างท่ีผู้แสดงเองอาจไม่รู้ตัวอยู่น่ันเอง ฉะน้ัน จึงขอให้ถือว่าเป็นความพยายามคร้ังหน่ึง ท่ีจะ
แสดงพุทธธรรมให้ถูกต้องที่สุดตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนและมุ่งหมาย โดยอาศัยวิธีการและหลักการ
แสดงพรอ้ มทง้ั หลกั ฐานต่างๆ ท่ีเชอ่ื วา่ ใหค้ วามมั่นใจมากทีส่ ดุ
ด้วยเหตนุ ้ี ในการแสดงพุทธธรรมเพื่อความร้คู วามเขา้ ใจทม่ี ่งุ ในแนวทฤษฎี คือ มงุ่ ให้รวู้ า่ อะไรเป็น
อะไร มขี อบเขตแคไ่ หนเพยี งไร จึงควรแสดงควบคู่กันไปท้ังสัจธรรมและจริยธรรม คือแสดงหลักคาสอนใน
แง่สภาวะ แล้วชถี้ งึ คณุ ค่าทจี่ ะนามาใชใ้ นทางปฏบิ ัติไว้ด้วยใหเ้ สร็จไปแตล่ ะอยา่ งๆ
ดังน้ัน บทตอนทั้งหลายในหนังสือน้ี ท่ีว่าด้วยธรรมซ่ึงเป็นฝุายสภาวะ จึงมีส่วนท่ีกล่าวถึงคุณค่า
ทางจริยธรรมประกอบไว้ด้วย เช่น เมื่อกล่าวถึงความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับโลกและชีวิตเสร็จแล้ว ก็
กล่าวถึงความหมายและคุณค่าในทางปฏิบัติของความรู้ความเข้าใจน้ันต่อท้ายด้วย แม้มองอย่างกว้าง
ตลอดทั้งเล่ม ก็ดาเนินตามแนวน้ีเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ภาคแรกทั้งหมดแสดงธรรมฝุายสภาวะและตัวกฎ
ของธรรมชาติ เรียกว่า มัชเฌนธรรมเทศนา ภาคหลังกล่าวถึงความรู้ภาคปฏิบัติ คือ การนาความรู้ความ
เขา้ ใจเกี่ยวกับสภาวะและตัวกฎนน้ั ไปใช้ประโยชน์ในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ หรือดาเนนิ ชีวิตจริง เรยี กวา่
อย่างไรก็ดี ถ้ามองโดยถือเอาหลักธรรมสาคัญเป็นแม่บท ลาดับเน้ือหาของหนังสือนี้ ก็สอดคล้อง
กับวิธีแสดงแบบ กล่าวคือ การแสดงแบบอริยสัจน้ัน มุ่งผลในทางปฏิบัติเป็นสาคัญ จึงเริ่มด้วยปัญหาที่
ปรากฏ โดยเรียนรู้เกยี่ วกบั ปญั หาและสงิ่ ซึง่ เปน็ ทต่ี ง้ั แห่งปญั หานัน้ ก่อน แลว้ ค้นหาสาเหตุ กาหนดจุดหมาย
และวางวิธีแก้ไข แม้ในหนังสือน้ี ก็เริ่มด้วยสภาวะของชีวิตที่เป็นปัญหา แล้วสืบสาวความรู้เกี่ยวกับเหตุ
ปัจจัยท่ีก่อให้เกิดปัญหา บรรยายถึงจุดหมายและช้ีแนะวิธีการแก้ปัญหาเพื่อลุถึงจุดหมายน้ัน ต่อเน่ืองกัน
ไปตามลาดบั โดยนัยนี้ แมว้ ่าดูผวิ เผินจะมองเห็นเปน็ เสมอื นธรรมบรรยายแนวใหม่ แตใ่ นสาระสาคัญ แนว
ประพันธ์ยังคงดาเนนิ ตามเทศนาวธิ ีท่เี ปน็ ของด้ังเดิมน่นั เอง
อน่ึง ในบางตอนของข้อเขยี นนี้ ไดแ้ สดงความหมายภาษาอังกฤษของศัพท์ธรรมท่ีสาคัญๆ ไว้ด้วย
โดยเหตุผลอย่างน้อย ๓ อย่าง คือ ประการแรก ในภาษาไทยปัจจุบัน ได้มีผู้นาศัพท์ธรรมบางคามาใช้เป็น
ศัพท์ สาหรับคาในภาษาอังกฤษ ที่มีความหมายไม่ตรงกันกับศัพท์ธรรมนั้น อันอาจทาให้ความเข้าใจ
คลาดเคลื่อนได้ จึงนาความหมายในภาษาอังกฤษมาแสดงควบไว้ด้วย เพ่ือไม่ให้ผู้อ่านถือไปตาม
ความหมายที่มีผู้บัญญัติใช้ใหม่ในภาษาไทย ประการท่ีสอง จาต้องยอมรับความจริงว่า นักศึกษาวิชาการ
สมัยใหม่จานวนไม่นอ้ ย เข้าใจความหมายในภาษาไทยไดช้ ดั เจนข้ึนในเมื่อเหน็ คาภาษาอังกฤษควบอยู่ด้วย
ประการท่ีสาม ตาราภาษาต่างประเทศท่ีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในปัจจุบันน้ี มีจานวนมาก การรู้
ความหมายศัพท์ธรรมที่นิยมใช้ในภาษาอังกฤษ ย่อมเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาท่ีต้องการค้นคว้าอย่าง
กวา้ งขวางต่อไป
๗
มัชเฌนธรรมเทศนา คือ การแสดงความจริงเป็นกลาง พอดี ตามสภาวะของธรรมชาติ ไม่เฉ ไม่
เอยี ง ไม่สุดโต่งเลยเถิดไป เชน่ ไมก่ ลายเปน็ อตั ถิกวาท (ลัทธิว่าทุกอย่างมีจริง) หรือ นัตถิกวาท (ลัทธิว่าไม่
มีอะไรจรงิ เลย) ไมเ่ ปน็ สัสสตวาท (ลัทธิว่าเทยี่ งแท)้ หรืออุจเฉทวาท (ลัทธิว่าขาดสูญ) เป็นตน้
ลกั ษณะสาคญั ของหลักพทุ ธธรรม
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)[6] ได้กล่าวถงึ ลกั ษณะของพทุ ธธรรม สรุปได้ดังน้ี
1. คาสอนเป็นกลาง ปฏิบัติสายกลาง หรือลักษณะที่เป็นสายกลาง ไม่สุดโต่งในทางความคิดหรือ
สุดโต่งในทางปฏิบัติตน เห็นความสาคัญทางด้านจิตใจ และทางด้านร่างกายซ่ึงสัมพันธ์กันอย่าง
แยกไม่ได้ จึงวางข้อปฏิบัติท่ีเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลางหรือ ข้อปฏิบัติท่ีเป็น
สายกลาง (มรรคมีองค์ ๘) คือความพอดีและทัศนะเก่ียวกับ สัจธรรม ก็เป็นกลาง ความจริงท่ีเป็น
กลาง ตามเหตุปจั จยั ไมข่ ้นึ กับใคร (เรยี กวา่ ปฏิจจสมุปบาท)
2. พุทธธรรมมีหลักการเป็นสากล หรือสอนหลักความจริงที่เป็นสากล ความจริงเป็นส่ิงท่ีมีอยู่ตาม
ธรรมชาติ คือธรรมดาของสิ่งทั้งหลายเป็นเช่นนั้นเอง เรียกว่าเป็นกฎธรรมชาติ ในทางปฏิบัติสอน
ให้คนมีเมตตากรุณาอย่างเป็นสากล ชาวพุทธต้องมีความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั่วกันหมดไม่
เลือกพวกเขาพวกใคร
3. พุทธธรรมให้ความสาคัญของสาระ (ธรรม) และรูปแบบ (วินัย) ธรรมวินัยจึงเป็นชื่อหน่ึงของพุทธ
ศาสนา ต้องมีท้งั สองอยา่ ง ธรรมเป็นหลักความจรงิ ซ่งึ มอี ยแู่ ล้วตามธรรมดาของมัน และเป็นสิ่งที่
ผู้ศกึ ษาปฏบิ ัตสิ ามารถเข้าถึงได้ สว่ นวนิ ยั เปน็ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ กติกา หรือข้อบัญญัติที่กาหนด
ขึน้ เพือ่ ใหค้ นในสงั คมประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ เพ่อื ความเจรญิ และความสงบสขุ วินัยเปรียบได้กับศลี เชน่
ศีล ๕ เปน็ ตน้
4. พุทธธรรมสอนหลักกรรม พระพุทธศาสนายึดเอาการกระทาหรือความประพฤติเป็นเครื่องจาแนก
คน ไม่แบง่ แยกด้วยชาตกิ าเนิด ผิวพรรณ เน้นการรับผิดชอบต่อการกระทาของตน ไม่ซัดทอดสิ่ง
ภายนอก มีการสารวจตนเองเป็นเบื้องต้นก่อน นอกจากน้ีสอนหลักกรรมให้รู้จักพ่ึงตนเอง ไม่ฝาก
ไว้กับโชคชะตา กรรมสอนคู่กับความเพียร ความสาเร็จเกิดขึ้นได้ จากความเพียร และจากการ
กระทาตามทางของเหตแุ ละผล
5. สอนให้มองความจริงโดยแยกแยะจาแนกครบทุกด้านทุกมมุ ตัวอย่างเช่น มีผู้ถามเร่ือง การพูดว่า
สิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด พระพุทธองค์ตรัสแยกแยะให้ฟังว่า “วาจาใดไม่จริง ไม่เป็น
ประโยชน์ ไม่ถูกใจผู้ฟะง พระองค์ไม่ตรัส วาจาใดเป็นคาจริง ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ถูกใจ
ผฟู้ งั พระองค์ไม่ตรัส วาจาใดเป็นคาจริง เป็นประโยชน์ ไม่ถูกใจผู้ฟัง พระองค์เลือกกาลที่
จะตรัส วาจาใดไม่จริง ไมเ่ ป็นประโยชน์ ถูกใจผู้ฟัง พระองค์ไม่ตรัส วาจาใดเป็นคา
จริง ไม่เป็นประโยชน์ ถูกใจผู้ฟัง พระองค์ไม่ตรัส และ วาจาใดเป็นคาจริง เป็น
ประโยชน์ ถกู ใจผู้ฟัง พระองค์เลือกกาลที่จะตรัส” ลักษณะท่าท่ีของการสนองตอบ
หรอื ปฏิกิริยา ต่อสงิ่ ท้ังหลายแบบชาวพุทธ ต้องมองอย่างวิเคราะห์ แยกแยะ จาแนก แจกแจง
ครบทุกดา้ น
๘
6. หลักการสาคัญของพุทธศาสนาคือ มุ่งอิสรภาพ ดังพุทธพจน์ว่า “ มหาสมุทรแม้จะกว้างใหญ่
เพยี งใดก็ตาม แต่น้าในมหาสมุทรท่ีมากมายนน้ั มีรสเดียวคอื รสเค็มฉันใด ธรรมวินัยของพระองค์
ท่ีสอนไว้มากมาย ทั้งหมดก็มีรสเดียว คือวิมุติรส ได้แก่ ความหลุดพ้นจากทุกข์และปวงกิเลส ฉัน
น้ัน”
7. เป็นศาสนาแหง่ ปญั ญา ดังพุทธพจนว์ ่า “ธรรมท้ังหลายทง้ั ปวงมีปญั ญาเป็นยอดยง่ิ ” หลักปญั ญา
สาคัญ เพราะปัญญาเป็นตัวตัดสินในการเข้าถงึ จุดหมายของพระพุทธศาสนา โดยให้ความสาคัญ
แก่ศรัทธา ศีล สมาธิ ว่าเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้เพื่อเข้าถึงจุดหมาย โดยมปี ัญญาเป็นตัวตัดสิน
สูงสุด น่ันคือ ศรัทธา ก็ขาดปัญญาไม่ได้ ศีล ก็เพ่ือประคับประคองจนเกิดปัญญา สมาธิ ก็ต้อง
นาไปสู่ปัญญา มิฉะน้ันจะหลงผิด หลงทาง ปัญญา จึงเป็นคุณธรรมสาคัญ เป็นเอก ปัญญาใน
ขั้นสูงสดุ คือปัญญาในข้นั ท่ีรเู้ ทา่ ทนั สัจจธรรม เรยี กว่า วิปัสสนาปญั ญา
8. สอนหลักอนัตตา พระพุทธศาสนาประกาศหลักสาคัญเก่ียวกับความจริงของส่ิงท้ังหลายหรือของ
สภาวธรรมต่างๆ คือ หลักอนัตตา เป็นหลักใหม่ที่โลกไม่เคยค้นพบมาก่อน ความยึดติดในอัตตา
หรือตัวตนเป็นสิ่งฝังลึกแนบแน่นในจิตใจมนุษย์ แต่แท้จริงผู้มีปัญญาเห็นว่าสิ่งทั้งหลายที่ดารงอยู่
เปน็ ไปตามธรรมดาของมนั ไมม่ ใี ครเปน็ เจ้าของ ไม่สามารถบงั คับให้เปน็ ไปตามใจปรารถนาไดเ้ ลย
9. การมีทัศนคติที่มองส่ิงท้ังหลายตามความสัมพันธ์แห่งเหตุและปัจจัย เช่ือมโยงกัน อิงอาศัยกัน
เปน็ ไปตามธรรมดาแหง่ เหตุปัจจัยน่นั เอง
10.ยนื ยันในศักยภาพสงู สุดของมนุษย์ เช่ือวา่ มนุษย์ประเสริฐด้วยการฝึกฝนพัฒนา เม่ือพัฒนา แล้วก็
เป็นผู้ประเสริฐสุด ดังพุทธพจน์ว่า ผู้ที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ (ทนฺโต เสฏ
โฐ มนุสฺเสสุ) และเมอื่ ฝึกดีแล้วมนุษย์ก็จะประเสริฐกว่าเทพทั้งหลาย พระพุทธองค์ฝึกพระองค์ดี
แลว้ แมเ้ ทพทัง้ หลายก็นอ้ มนมสั การ
11.เปน็ ศาสนาแหง่ การศึกษา นาเอาการศึกษาเข้ามาเป็นสาระสาคัญ เป็นเน้ือแท้ของการดาเนินชีวิต
หลักปฏิบัตทิ ัง้ หมดในพระพทุ ธศาสนาเรียกวา่ มรรค หมายถงึ ทางดาเนินชีวิต ดังนั้นวิถชี ีวิตของ
ชาวพุทธ คือ การดาเนินชีวิตตามมรรคมอี งค์ 8 เรียกย่อว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือไตรสิกขา
ในทสี่ ุดจะบรรลจุ ดุ หมายแหง่ ชวี ติ ทีด่ ีงาม เปน็ มนษุ ยท์ ีส่ มบูรณ์
12.ใหค้ วามสาคญั ทง้ั แกป่ ัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ปจั จัยภายในได้แก่ โยนิโสมนสิการ คือ การ
คิดใคร่ครวญในธรรมโดยแยบคาย ลึกซ้ึง อย่างผู้มีปัญญา คือรู้จักคิด คิดเป็น ปัจจัยภายนอก
ได้แก่ กัลยาณมิตรที่ดี มีครูอาจารย์ที่ดี มีพ่อแม่ที่ดี ให้ความรู้ท่ีถูกต้อง เป็นตัวอย่างท่ีดี มีแหล่ง
ความรู้ มสี ือ่ มวลชนท่ใี หส้ ติปญั ญา
13.สอนให้ตื่นตัวด้วยความไม่ประมาท พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้า อัปปมาทธรรม หรือ ความไม่
ประมาท ถึงกับตรัสเป็นปัจฉิมวาจา คือพระดารัสสุดท้ายก่อนจะปรินิพพาน ว่า “สังขารทั้งหลาย
มีความเส่อื มสลายไปเปน็ ธรรมดา เธอทัง้ หลายจงยงั ความไมป่ ระมาทใหถ้ ึงพร้อมเถิด”
14.สอนให้เห็นทุกข์ แต่เป็นสุข นั่นคือพระพุทธศาสนาสอนให้มองเห็นความทุกข์ แต่ให้ปฏิบัติด้วย
ความสุข (ทุกข์ สอนไว้ในหลักไตรสิกขา คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และ ทุกข์ ในหลักอริยสัจ
4 ทกุ ข์ สมทุ ัย นิโรธ มรรค) เม่ือความทุกขม์ อี ยูจ่ ริง พระพทุ ธศาสนาก็สอนให้เผชญิ หน้าความ
ทกุ ข์นัน้ ไมเ่ ล่ยี งหนี แตใ่ ห้มองดทู กุ ขน์ ้ันดว้ ยความร้เู ทา่ ทนั จึงทาใหม้ ีจิตใจปลอดโปร่ง เป็นอิสระ มี
ปัญญา ไม่ถกู ทกุ ขบ์ ีบคน้ั
๙
15.มุง่ ประโยชน์สุขเพื่อมวลชน พระพุทธเจ้าทรงตรัสหลักนี้เสมอ เมอ่ื เร่ิมประกาศพระศาสนาทรง
ตรัสแก่ภิกษุว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพ่ือประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนทั้งหลาย เพ่ือ
ความสุขแก่ชนทั้งหลาย เพ่ืออนุเคราะห์ชาวโลก” ดังนั้นการดาเนินชีวิตของชาวพุทธทั้งหลายจึง
ควรดาเนนิ ตามพระดารัสน้ีคอื การทาประโยชนแ์ กผ่ ู้อนื่ และแก่สังคม เมอื่ ทาความเข้าใจหลักพุทธ
ธรรมที่สาคัญดังกล่าวแล้ว จะทาให้สามารถเข้าใจแนวทางการดาเนินชีวิตตามแบบวิถีพุทธได้
กระจา่ งชดั เจนยิง่ ขึ้
หลักการสาคญั ของพทุ ธธรรม
พุทธธรรมมีหลักการว่า ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติข้ึนหรือไม่ก็ตาม ความจริงก็ดารงอยู่ตาม
ธรรมดาของมันอย่างเป็นกลางๆ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้คือ ค้นพบความจริงนั้นแล้วนามาเปิดเผยไว้
สาระของความจริงนก้ี ค็ อื (ความเปน็ ไปตาม)ธรรมดาแหง่ เหตปุ ัจจัย หรือกระบวนธรรมแหง่ เหตุปัจจยั ผู้
ที่มองสิ่งท้ังหลายตามที่มันเป็น ไมใ่ ช่มองตามท่ีตนอยากหรือไม่อยากให้มันเป็น จึงจะเข้าใจความจริงท่ี
เป็นกลางน้ีได้ เม่ือเข้าใจธรรมท่ีเป็นกลางนี้แล้ว ก็ย่อมมองเห็นความจริงอย่างกว้างๆ ครอบคลุมทั่วไป
ท้ังหมด มีทัศนะเปิดกว้าง หลุดพ้นเป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยหลุดพ้นท้ังทางจิต คือจิตหลุดพ้นจากส่ิง
บีบค้ันครอบงาที่เรียกว่ากิเลสและความทุกข์ กลายเป็นจิตท่ีปลอดโปร่ง เบิกบาน เป็นสุข และด้าน
ปัญญา คือ หลุดพ้นด้วยรู้เท่าทันธรรมดา แล้วมองเห็นตัวความจริงที่ล้วนๆบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเคลือบ
แคลงหรือทาให้เอนเอียงและรู้ชัดแจ้งท่ีความจริงโดยตรง ไม่ต้องรู้ผ่านใครๆหรือรู้ตามที่ใครบอกอีก
ตอ่ ไป………………….
ความสาคัญของพระพุทธศาสนาต่อสังคมไทยในฐานะเป็นศาสนา พระพุทธศาสนาถือได้ว่า
เป็นศาสนาประจาชาติ เพราะคนส่วนใหญ่ ร้อยละ 95 นับถือพระพุทธศาสนา และอยู่เคียงคู่กับชาติไทย
มาโดยตลอด ดังน้นั พระพทุ ธศาสนาจงึ มคี วามสาคัญต่อสงั คมไทย พอสรปุ ไดด้ ังนี้
1) พระพุทธศาสนาเป็นหลักในการดาเนินชีวิตของคนไทย เพราะคนไทยนาหลักธรรมมาประพฤติ
ปฏิบัติในชีวิตประจาวัน และลักษณะนิสัยของคนไทยมีจิตใจที่ดีงามในทุก ๆ ด้าน มีความเป็นมิตรกับทุก
คน เป็นต้น
2) พระพุทธศาสนาเปน็ หลักในการปกครองประเทศ กษัตริย์ทุกพระองค์ของไทยได้นาเอาหลักธรรม
พระพทุ ธศาสนาไปใช้ในการปกครองประเทศ เชน่ ทศพิธราชธรรม ตลอดมา หรือใช้หลัก “ธรรมาธิปไตย”
และหลกั อปารหิ านิยธรรม เปน็ หลกั ในการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย เปน็ ต้น
3) พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจ เนื่องจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนามงุ่ เน้นให้เกิดความรัก
ความสามัคคีกัน มีความเมตตากรุณาต่อกัน เป็นต้น จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชนชาวไทยให้มีความเป็น
หน่งึ เดียวกัน
๑๐
4) พระพุทธศาสนาเปน็ ท่มี าของวัฒนธรรมไทย ด้วยวิถีชีวิตของคนไทยผูกพันกับพระพุทธศาสนา จึง
เป็นกรอบในการปฏิบัติตนตามหลักพิธีกรรมในพระพุทธศาสนาต่าง ๆ เช่น การบวช การแต่งงาน การ
ทาบุญเน่ืองในพิธีการต่าง ๆ การปฏิบัติตนตามประเพณีในวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น ซึ่งเป็น
สว่ นท่กี ่อใหเ้ กิดวฒั นธรรมไทยจนถึงปจั จบุ นั
พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่สังคมไทยส่วนใหญ่นับถือ และสืบทอดกันมาเป็นช้านาน ดังนั้น
พระพทุ ธศาสนาจึงมบี ทบาทสาคญั ของวิถีชวี ิตของคนไทย พระพุทธศาสนาจึงมคี วามสาคัญในด้านต่าง ๆ
ดงั นค้ี ือ
1. ด้านการศึกษา ในอดีตท่ีผ่านมา วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนในด้านการศึกษา พระสงฆ์เป็นผู้
อบรมสัง่ สอนจดั การศกึ ษาเล่าเรยี น ถึงแม้ในปัจจบุ นั บทบาทเหลา่ น้ีจะลดน้อยลงไป เน่ืองมาจากสาเหตใุ ดก็
ตาม ส่ิงท่ีควรคานึงถึงก็คือ พระพุทธศาสนามีความสาคัญทางการศึกษา โดยมีบทบาทท่ีสาคัญอยู่ 2
ประการ ท่เี ป็นพ้นื ฐานของสภาพปัจจบุ ันในทางการศกึ ษาของพระพทุ ธศาสนาคือ
1.1 ประเพณีท่ีวัดเป็นศูนย์กลางการศึกษาเล่าเรียนของชุมชน และพระสงฆ์เป็นครูผู้ทา
หนา้ ทีอ่ บรมส่ังสอน
1.2 ประเพณีบวชเรียน น่ันคือการบวชเพ่ือที่จะเรียนหนังสือ ซ่ึงอาจจะเรียนทั้งทางโลก
และทางธรรม
นอกจากนี้วัดยังเป็นแหล่งศิลปวิทยาการ เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าต่าง ๆ เช่น มีคัมภีร์โบราณ มี
ศิลาจารึก มีจารึกถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ทั้งด้านการแพทย์แผนโบราณ ด้านยาสมุนไพร ด้านภาษา ด้าน
วฒั นธรรมประเพณตี ่าง ๆ ดา้ นศลิ ปะ เป็นต้น
2. ด้านสังคม พระพุทธศาสนามุ่งเน้นความสาคัญในเร่ืองการสร้างสันติสุขภายในของแต่ละคน
และเม่ือแต่ละคนมีความสุขแล้วก็จะส่งผลต่อสังคมที่มีสันติสุขไปด้วย จะเห็นได้จากหลักพุทธธรรมเพื่อ
ความดีงามแห่งสังคม เช่น ทาน ธรรมที่คุ้มครองโลก สังคหวัตถุ เป็นต้น นอกจากหลักพุทธธรรมแล้ว วัด
ยงั เปน็ ศนู ย์กลางในดา้ นพธิ ีกรรม ขนมธรรมเนียมประเพณตี ่าง ๆ เป็นแหลง่ สงั คมสงเคราะห์ เชน่ เป็นศูนย์
ฝกึ วชิ าชีพของชุมชน ศนู ย์รับเลีย้ งเด็กเล็ก ศูนย์สงเคราะห์ผู้ปุวยโรคร้ายแรง ต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนพระก็จะ
ทาหน้าทีเ่ ปน็ ผนู้ าทางจติ ใจและผนู้ าทางสงั คม เชน่ ผนู้ าในการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม
ผู้นาในการสง่ เสรมิ ภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ิน และผนู้ าทางการอบรมจติ ใจของคนในสงั คมให้ดงี าม เป็นตน้
3. ด้านศิลปกรรม พุทธสถานตั้งแต่ในอดีตจนถงึ ปัจจุบัน มีการก่อสร้างข้ึนมาด้วยจิตศรัทธาต่อ
พระพทุ ธศาสนาของพทุ ธศาสนกิ ชน จงึ ก่อใหเ้ กิดความปราณตี งดงาม แสดงถงึ ความเปน็ ศลิ ปะอย่างสูงสง่
และแสดงถงึ ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในแต่ละยุคสมัย การก่อสร้างพุทธสถานเหล่านี้นอกจากจะ
ท่มุ เทดว้ ยกาลงั กายและกาลงั ทรัพย์แลว้ ยงั ท่มุ เทจิตใจท่ดี งี าม เคารพเลือ่ มใสในพระพุทธศาสนาด้วย เป็น
การทาบุญกุศล และเป็นสถานท่ีปฏิบัติศาสนกิจของพระภิกษุ และพุทธศาสนิกชน เป็นสถานท่ีสืบทอด
๑๑
พระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถาวรและเพ่ือเชิดชูความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ดังน้ันวัดจึงเป็นแหล่งรวม
ศิลปกรรมแขนงตา่ ง ๆ ท้ังในการวจิ ติ รศลิ ป์ สถาปตั ยกรรม ประติมากรรม เป็นตน้
ความสาคัญ ของพ ระพุท ธศาสนาต่อสังคมไท ยในฐา นะเป็นสภาพ แวดล้อมที่กว้างขวางและ
ครอบคลุมสงั คมไทยพระพทุ ธศาสนาเขา้ มามีบทบาทสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของคนไทยในทกุ ๆ ด้าน จงึ
มีลักษณะท่ีเป็นสภาพที่กว้างขวางและครอบคลุมสังคมไทย ซ่ึงพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึง
ความสาคัญของพระพุทธศาสนา ไว้อยา่ งครอบคลมุ ประเด็น พระพทุ ธศาสนาถือว่าเป็นศาสนาประจาชาติ
ท้ังนี้เพราะ การท่ีพระพุทธศาสนากับชนชาติไทยได้มีความสัมพันธ์แนบแน่นเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน ทั้ง
ในทางประวัตศิ าสตรแ์ ละวฒั นธรรมในทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชนชาติไทย เนื่องมาด้วยกันกับ
ความเป็นมาของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะนับต้ังแต่สมัยท่ีชนชาติไทยมีประวัติศาสตร์อันชัดเจน ชาว
ไทยก็ได้นับถือพระพุทธศาสนาต่อเน่ืองตลอดมา จนกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เป็น
ประวัตศิ าสตรข์ องชนชาตทิ ่ีนบั ถือพระพุทธศาสนา
ในด้านวฒั นธรรม วิถีชวี ิตของคนไทยไดผ้ ูกพนั ประสานกลมกลนื กบั หลักความเชื่อ และหลกั ปฏบิ ัติ
ในพระพทุ ธศาสนาตลอดเวลายาวนาน จนทาใหเ้ กดิ การปรบั ตวั เข้าหากนั และสนองความต้องการของกัน
และกัน ตลอดจนผสมคลุกเคล้ากับความเชื่อถือและข้อปฏิบัติสายอ่ืน ๆ ท่ีมีมาในหมู่ชนชาวไทย ถึงขึ้นที่
ทาให้เกิดมรี ะบบความเชอื่ และความประพฤตปิ ฏบิ ตั ิทางพระพทุ ธศาสนา ทเี่ ปน็ แบบของคนไทยโดยเฉพาะ
อันมีรูปลักษณะและเน้ือหาของตนเอง ท่ีเน้นเด่นบางแง่บางด้านเป็นพิเศษ แยกออกได้จาก
พระพุทธศาสนาอย่างทั่ว ๆ ไป เรียกว่า พระพุทธศาสนาแบบไทยหรือพระพุทธศาสนาของชาวไทย
วัฒนธรรมไทยทุกด้านมีรากฐานสาคัญอยู่ในพระพุทธศาสนา คามากมายในภาษาไทยมีต้นกาเนิดมาจาก
ภาษาบาลี และมคี วามหมายสบื เน่อื ง ปรบั เปลยี่ นมาจากคติในพระพทุ ธศาสนา แบบแผนและครรลองตาม
หลักการของพระพุทธศาสนา ได้รับการยึดถือเป็นแนวทาง และเป็นมาตรฐานสาหรับความประพฤติ การ
บาเพ็ญกิจหน้าท่ี และการดาเนินชีวิตของคนในสังคมไทยทุกระดับ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์และ
ประชาชนทั่วไป
การท่ีต้องสอนพุทธธรรมท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมแบบพราหมณ์ และ ความเชื่อถือตามลัทธิ
ต่างๆของพวกสมณะสมัยนนั้ ทาใหพ้ ระพทุ ธเจ้า ต้องทรงเกย่ี วข้องกบั ถ้อยคาทางศาสนา ในลัทธิความ
เช่ือถือเหล่าน้ัน ท้ังโดยการได้รับฟัง และการพูดพาดพิงถึง และโดยที่พระองค์มีพระประสงค์ให้พุทธ
ธรรมเผยแพร่ไป เป็นที่เข้าใจและเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างกว้างขวางในเวลาอันรวดเร็ว จึง
ปรากฏว่าพระองค์มีวิธีการปฏิบัติต่อถ้อยคาทางศาสนาเหล่านี้ เป็นที่น่าสังเกตอย่างหน่ึง คือ ไม่ทรง
นิยมหักล้างความเช่ือถือเดิมในรูปถ้อยคาที่ใช้ ทรงหักล้างเฉพาะแต่ตัวความเช่ือถือที่แฝงอยู่เป็น
ความหมายของถ้อยคาเหล่าน้ันเท่าน้ัน กล่าวคือ ไม่ทรงวิธีใช้รุนแรง แต่ทรงให้การเปลี่ยนแปลง
เป็นไปเองโดยรูเ้ ขา้ ใจใชป้ ัญญา ด้วยการศึกษาพัฒนาคนขึน้ ไป
โดยนัยน้ี พระองค์จึงทรงนาคาบัญญัติ ท่ีใช้กันอยู่ในศาสนาเดิมมาใช้ในความหมายใหมต่ ามแนว
ของพุทธธรรมโดยเฉพาะบ้าง ทรงสร้างคุณค่าใหมใ่ ห้แก่ถอ้ ยคาที่ใช้อยู่เดิมบ้าง เช่น ใช้ “พรหม” เป็น
ชื่อของสัตว์โลกท่ีเกิดตายประเภทหนึ่ง บ้าง หมายถึง บิดามารดาบ้าง ทรงเปลี่ยนความเชื่อถือ เร่ือง
๑๒
กราบไหว้ทิศ 6 ตามธรรมชาติ มาเป็นการปฏิบัติหน้าที่ และรักษาความสัมพันธ์รูปต่างๆ ในสังคม
เปล่ียนความหมายของการบูชาไฟศักด์ิสิทธ์ิ สาหรับยัญพิธี 3 อย่างของพราหมณ์ มาเป็นความ
รับผิดชอบทางสังคมต่อบุคคล 3 ประเภท เปล่ียนการตัดสินความเป็นพราหมณ์ และอารยะโดยชาติ
กาเนิด มาเป็นตดั สนิ ดว้ ยการประพฤติปฏบิ ตั ิ
บางครั้ง ทรงสอนให้ดึงความหมายบางส่วนในคาสอนของศาสนาเดิมมาใช้แต่ในทางที่ดีงามและ
เป็นประโยชน์ คาใดในศาสนาเดิม ถกู ต้องดงี าม ก็ทรงรบั รอง โดยถอื ความถูกต้องดีงามเป็นของสากลโดย
ธรรมชาติ ในกรณีท่ีหลักความประพฤติปฏิบัติในศาสนาเดิมมีความหมายหลายอย่าง ทรงชี้แจงว่าแง่ใด
ถกู แงใ่ ดผดิ ทรงยอมรบั และใหป้ ระพฤติปฏิบัตแิ ตใ่ นแงท่ ด่ี งี ามถกู ตอ้ ง
องค์ประกอบของพุทธธรรม
การพิจารณาความหมายของศาสนา นักวิชาการได้แบ่งองค์ประกอบของศาสนาเป็น 6 ประการ
ประกอบดว้ ย
1. ผู้ก่อตั้ง หรือ ศาสดา ซ่ึงผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธ คือเจ้าชายสิทธัตถะ ได้ออกบวชเป็นโยคีสิตธัตถะแล้ว
ศึกษาหาความรู้ บาเพ็ญเพียรด้วยความวิริยะอุตสาหะ แสวงหาโมกขธรรมจนค้นพบสัจธรรม ตรัสรู้เป็น
องค์สมั มาสมั พุทธเจา้ เมือ่ วนั ขึ้น 15 ค่า เดอื น 6 ณ ริมฝง่ั แม่น้าเนรัญชรา ตาบลอุรุเวลาเสนานิคม แขวง
เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย แล้วประกาศศาสนาคร้ังแรกแก่ปัญจวัคคีย์ เมื่อวันขึ้น 15 ค่า เดือน 8
กอ่ นพทุ ธศักราช 45 ปี ณ ปาุ อิสิปตนมฤคทายวนั
2. หลักคาสอน หรือศาสนธรรม ทุกศาสนาต้องมีหลักคาสอนเป็นสารัตถะ เพ่ือเป็นแนวทางในการ
ปฏิบตั ใิ นการดาเนนิ ชีวิตในสังคมและหาเปาู หมายสดุ ทา้ ยของชวี ิต ทางพทุ ธศาสนาเรยี ก นิพพาน หลักคา
สอนของศาสนาพุทธเรียกวา่ พระธรรม โดยมีการบนั ทกึ ลายลกั ษณอ์ กั ษรเป็นคมั ภรี ์ เรยี กวา่ พระไตรปฎิ ก
3. นักบวช สาวก หรือ ศาสนบุคคล ศาสนาพุทธได้มีการสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็เพราะการ
ปฏบิ ตั ิ การศึกษาและการเผยแผ่ของพระสงฆ์ เป็นหลกั
4. ศาสนิกชน ผู้นบั ถอื ศาสนาพทุ ธ เราเรียกว่า พทุ ธศาสนิกชน หมายถึงผู้ท่ีเลื่อมใส พระรัตนตรัย แล้ว
ศกึ ษาหลกั คาสอนขององคส์ ัมมาสัมพทุ ธเจา้ มาเปน็ แนวทางในการดาเนินชีวิต
5. ศาสนสถาน ศาสานวัตถุ หรือสัญลักษณ์ท่ีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา หมายถึง สถานที่ที่ปรากฎใน
พุทธประวตั ิ อันได้แกส่ งั เวชชนยี สถาน หรอื สถานทท่ี ใ่ี ชใ้ นการประกอบพิธีกรรม ทางพทุ ธศาสนา อันได้แก่
วดั โบสถ์ วหิ าร เจดีย์ ศาลาการเปรยี ญ หอไตร เป็นตน้
6. พิธีกรรม หรือพุทธศาสนพิธี หมายถึงกิจกรรม ของพุทธบริษัทต้องปฏิบัติเพื่อดารงไว้ซึ่ง
พระพุทธศาสนา อาทิ การอปุ สมบท การทอดผ้าปุา การทอดกฐิน การทาบุญตักบาตรในทุก ๆ วัน หรือใน
วนั สาคัญทางพร
๑๓
พทุ ธธรรม
1. ธรรมะ ๒ ระดับ
คาว่า ธรรม หรือ ธรรมะ ในท่ีนี้จะหมายถึง คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซ่ึงแบ่งออกได้ ๒ ระดับ
คอื
๑. ระดับพื้นฐาน (ศีลธรรม) ซ่ึงสอนให้ละเว้นความชั่วและทาแต่ความดี ซึ่งเอาไว้สอนชาวบ้าน
ท่ัวไป
๒. ระดับสงู (ปรมัตถธรรม) ซงึ่ สอนใหท้ าจิตให้บรสิ ุทธ์ิ ซ่งึ เอาไวส้ อนคนทม่ี ีปญั ญา
๒.โอวาท ๓ ประการ
ธรรมะของพระพทุ ธเจา้ ทงั้ หมดนี้สามารถสรปุ เปน็ หลกั ใหญๆ่ ได้ ๓ ประการ อนั ไดแ้ ก่
๑. สอนให้ละเว้นการทาความชวั่ ทั้งปวง
๒. สอนใหท้ าความดีใหส้ มบรู ณ์
๓. สอนใหท้ าจติ ใหบ้ ริสุทธิ์
๓. จดุ หมายของพทุ ธศาสนา
จดุ หมายของพทุ ธศาสนาในแต่ละระดบั ก็คอื
๑. ระดับพ้ืนฐานก็คือ เพ่ือใหช้ ีวติ มีความปรกติสขุ และเพือ่ ใหโ้ ลกมสี ันตภิ าพ
๒. ระดับสงู ก็คือ เพ่อื ความพ้นทกุ ข์ หรือ นพิ พาน
๔. อะไรคือความชัว่
ความชัว่ ก็คือ การกระทาทผี่ ้คู นเกลยี ดชัง ซ่งึ สรุปอยูท่ ีก่ ารเบยี ดเบยี นผู้อน่ื ใหเ้ ดือดร้อนเป็นทกุ ข์ ไม่
ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม ซึ่งความชั่วท่ีเห็นได้ชัดก็คือ การละเมิดศีล ๕ และการลุ่มหลงอบายมุข
ซง่ึ ตน้ ตอของความช่วั กค็ อื กิเลส
๕. กิเลสคืออะไร
กิเลส หมายถึง ความสกปรกของจิตใจ ซึ่งมอี ยู่ ๓ อาการได้แก่
๑. ความโลภ คอื อยากไดข้ องผู้อ่นื
๒. ความโกรธ คืออยากทารา้ ยผอู้ ื่น
๓. ความหลง คอื หลงผิด ไมร่ ูจ้ ริง
ตามธรรมดาจติ ใจของเราจะสะอาด หรอื บรสิ ุทธ์ิ และมคี วามปรกตสิ ุข แต่เมอื่ เกิดอาการของกิเลส
ข้ึนมาจิตใจก็จะมืดมัวหรือสกปรก และไม่มีความปรกติสุข คือจะมีความเร่าร้อนทรมานขึ้นมาแทน(เกิด
ความทกุ ข)์ .
๑๔
๖. ความช่วั จากการไม่มศี ีล ๕
ความชั่วของชาวบ้านก็คือการละเมิด ศีล ๕ อันไดแ้ ก่
๑. การฆา่ หรือทาร้ายสง่ิ ทม่ี ชี วี ติ
๒. การลักขโมย หรือเบยี ดเบยี นทรัพย์สนิ ของผอู้ ่นื
๓. การประพฤติผดิ ในเรอ่ื งทางเพศ
๔. การพดู โกหก
๕. การเสพส่ิงเสพติดหรอื มึนเมา
ผูท้ ไี่ มม่ ศี ีลกจ็ ะไมม่ ีความปรกติสุข สังคมทไี่ มม่ ีศลี ก็จะไมส่ งบสขุ โลกท่ไี ม่มศี ลี กจ็ ะไมม่ ีสนั ตภิ าพ
๗. อบายมุข เหตุแห่งความเสอ่ื ม
อบายมุข แปลว่า ปากทางท่ีเร่ิมไปสู่ความเสื่อม ซ่ึงอบายมุขน้ีก็คือสาเหตุของปัญหาสังคม อัน
ได้แก่
๑. เล่นการพนนั
๒. ดื่มสรุ าและเสพสง่ิ เสพติด
๓. การเท่ียวกลางคนื
๔. การเป็นนักเลงอนั ธพาล
๕. การคบเพื่อนชั่ว
๖. ความเกยี จคร้าน
๘. อะไรคอื ความดี
ความดีก็คือ การกระทาท่ีผู้คนช่ืนชอบ ซ่ึงสรุปอยู่ที่การทาให้ผู้อ่ืนมคี วามสุข ไม่ว่าจะโดยตรงหรือ
โดยอ้อมกต็ าม ซง่ึ ความดนี แี้ ยกได้ ๒ ระดบั คือ
๑. ความดขี ้นั พน้ื ฐาน อันได้การปฏิบัติหนา้ ทแ่ี ละการงานอย่างถกู ตอ้ ง
๒. ความดขี ้นั สงู อนั ไดแ้ ก่การชว่ ยเหลือผอู้ ืน่ ในดา้ นต่างๆ
ต้นตอของความดกี ็คอื ปัญญาข้ันตน้ (คือความไมโ่ ลภ, ไมโ่ กรธ, ไม่หลงผดิ ).
๙. ความดขี ั้นสูงคอื อะไร
ความดีขั้นสูงก็คือการช่วยเหลือผู้อ่ืนให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน หรือช่วยให้เขามี
ความสุข ซงึ่ การช่วยนกี้ ส็ ามารถทาได้ ๓ ลักษณะใหญ่ๆ คอื
๑. ช่วยด้วยการใหท้ รัพย์ หรือส่งิ ของ
๒. ชว่ ยด้วยการให้ความรู้ หรอื วชิ าการ
๓. ช่วยด้วยการใหธ้ รรมะ หรอื อบรมส่งั สอนหลกั ธรรมะ
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง เพราะธรรมะจะเป็นแสงสว่างของชีวิต
ทาให้ผรู้ บั สามารถดาเนินชีวติ ไปอย่างถกู ต้อง คือไม่มีความทกุ ข์ มีแตค่ วามสงบสุขไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ .
๑๕
๑๐. บาปคอื อะไร
บาป คือ การทาชั่ว คือเม่ือเราทาความชั่วใดลงไป ก็เรียกว่าทาบาป ผลของบาปก็คือ ความรู้สึก
ทกุ ข์ใจ เชน่ รอ้ นใจ(นรก) ไม่สบายใจ เวลาใหผ้ ลของบาปนน้ั กม็ ีอยู่ ๒ ช่วงคือ
๑. ขณะกาลงั ทาอยู่
๒. หลังจากทาเสรจ็ แลว้ ระยะหนึง่
ผลของบาปน้ีจะมากหรือน้อยและจะตั้งอยู่นานหรือไม่ก็ข้ึนอยู่กับว่าเรานั้นทาบาปมากหรือน้อย
เพียงใด หรือบ่อยเพียงใด เปรียบเหมือนกับการที่เรากินอาหารเน่าเสียจานวนมาก เราก็จะรู้ สึกอึดอัด
ทรมานอยนู่ าน แตถ่ ้ากนิ นอ้ ย ก็จะรสู้ กึ อึดอัดทรมานอยูไ่ ม่นาน ซ่ึงบาปนี้บางทีก็เรียกว่าเป็น “กรรมชั่ว” ที่
หมายถึง การกระทาชั่ว.
๑๑. บุญคอื อะไร
บุญ คือ การทาดี คือเมือ่ เราทาความดีใดลงไป ก็เรียกว่าทาบุญ ผลของบุญก็คือ ความสุขใจ เช่น
อม่ิ ใจ ( สวรรค์) สบายใจ เวลาให้ผลของบญุ นก้ี ม็ อี ยู่ ๒ ช่วงคอื
๑. ขณะกาลังทาอยู่
๒. หลังจากทาเสรจ็ แลว้ ระยะหนงึ่
ผลของบุญน้ีจะมากหรือน้อยและจะต้ังอยู่นานหรือไม่ก็ข้ึนอยู่กับว่าเรานั้นทาบุญมากหรือน้อย
เพียงใด หรือบ่อยเพียงใด เปรียบเหมือนกับการท่ีเรากินอาหารท่ีมีประโยชน์จานวนมาก เราก็จะรู้สึกอ่ิม
สบายอยนู่ าน แตถ่ ้ากินนอ้ ย กจ็ ะรู้สึกอิม่ สบายอยไู่ มน่ าน ซง่ึ บุญน้ีบางทีก็เรยี กวา่ เปน็ “กรรมดี” ที่หมายถึง
การกระทาดี.
๑๒. นรก-สวรรค์คอื อะไร
คาวา่ “นรก” ของพุทธศาสนาจะหมายถึง สภาวะจิตขณะที่กาลังท่ีเร่าร้อนทรมาน เพราะทาบาป
เอาไว้มาก(เช่นขณะท่ีเรากาลังร้องไห้เพราะเสียใจมาก) คาว่า “สวรรค์” ของพุทธศาสนาจะหมายถึง
สภาวะจิตขณะที่กาลังมีความสุขใจ หรืออ่ิมเอมใจอย่างยิ่ง เพราะได้ทาความดีเอาไว้มาก( เช่นขณะที่เรา
กาลงั ย้มิ รา่ เพราะสุขใจมาก).
ส่วนนรกท่ีอยู่ใต้ดิน และสวรรค์ที่อยู่บนฟูา ท่ีจะไปถงึ ได้ต่อเม่ือตายไปแล้วตามท่ีเราเคยได้ยินมานั้น ไม่ใช่
ของพทุ ธศาสนา แต่เปน็ คาสอนของศาสนาพราหมณท์ ปี่ ะปนเข้าอยใู่ นพุทธศาสนามาชา้ นานแลว้ จนทาให้
ชาวพุทธหลงเขา้ ใจผิดคิดว่านเี่ ป็นคาสอนของพระพทุ ธเจ้า ซึ่งเราจะตอ้ งเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย.
๑๓. นพิ พานคอื อะไร
นิพพาน แปลว่า ความสงบเย็น หรือความเย็นใจ คือเม่ือใดที่จิตของเราเกิดอาการของกิเลสใดๆ
ข้ึนมา จิตของเราก็จะไม่บริสุทธิ์ หรือจะเศร้าหมอง แล้วมันก็จะเกิดความทุกข์ชนิดต่างๆข้ึนมา ซ่ึงจะ
รุนแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้างตามกิเลสที่เกิดข้ึน แต่ขณะใดท่ีจิตเรามีสมาธิและปัญญา จิตของเราก็จะบริสุทธิ์
จากกิเลส แล้วมันก็จะสงบ เยือกเย็น ปลอดโปร่ง แจ่มใสข้ึนมาทันที ซึ่งน่ีคืออาการที่เรียกว่านิพพาน
นิพพานนี้ในแต่ละวันเราทุกคนก็พอจะมกี ันอยู่บ้าง แต่ไม่มากหรือไม่ถาวร ถ้าใครมีมากหรือถาวรก็จะเป็น
พระอรยิ บุคคล.
๑๖
๑๔. ธรรมะอยูท่ ี่จิตใจของเราเอง
เม่ือกล่าวโดยสรุปแล้ว ธรรมะของพุทธศาสนาจะอยู่ท่ีจิตใจของเราเองทั้งสิ้น เพราะพุทธศาสนา
จะสอนเรื่องสภาวะของจติ ใจ ไมส่ อนเรอื่ งวัตถภุ ายนอก คอื จะสอนว่า
เมื่อใดเราทาความดี จติ กจ็ ะเป็นสุข
เม่อื ใดที่เราความชั่ว จติ กจ็ ะเปน็ ทุกข์
เม่อื ใดท่เี ราทาจติ ให้บรสิ ทุ ธ์ิ จิตของเรากจ็ ะสงบเย็น
ส่วนเร่ืองผลดีหรือผลช่ัวทางวัตถุหรือภายนอกน้ันเป็นเร่ืองง่ายๆท่ีใครๆก็รู้กันอยู่แล้ว (เช่นทาดี
แล้วได้รางวัล หรือทาช่ัวแล้วถูกลงโทษ เป็นต้น) ซ่ึงเป็นเรื่องท่ีไม่แน่นอน (เช่นบางทีทาดีแล้วไม่มีใครรู้ก็
ไม่ได้รางวัล หรือคนทาช่ัวแล้วปกปิดไว้ได้ก็ไม่ถูกลงโทษ เป็นต้น) ดังนั้นพุทธศาสนาจึงไม่สอนเร่ืองทาง
วตั ถภุ ายนอกอย่างน้ี ซึ่งเราควรเข้าใจให้ถกู ต้อง มิฉะนั้นอาจจะเกิดความเข้าใจผิดต่อคาสอนที่แท้จริงของ
พระพทุ ธเจ้าได.้
๑๕. สรุปนรก-สวรรค์-นิพพาน
คนโบราณได้กล่าวเอาไว้ว่า “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” และ “นิพพานคือความเย็นใจ” ซ่ึง
เปน็ คากลา่ วที่ถูกตอ้ งท่สี ดุ ดงั จะสรปุ ไดว้ ่า
ร้อนใจไปนรก
ดใี จไปสวรรค์
เยน็ ใจไปนิพพาน
จึงขอให้ทุกคนเข้าใจหลักคาสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง เพื่อท่ีจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด
จากการเรยี นร้หู ลักธรรมะของพุทธศาสนา และไมเ่ สยี ทที ่เี กดิ มาเปน็ มนษุ ย์แล้วมาพบพระพทุ ธศาสนา
๑๖. ตายแล้วไปไหน
ตามหลักพุทธศาสนาแล้วไม่สอนวา่ ตายแล้วไปไหน เพราะไมส่ ามารถพิสจู นไ์ ด้ แตจ่ ะสอนให้คิดวา่
เม่ือเทียนดับ แสงสว่างหายไปไหน? คือร่างกายก็เหมือนแท่งเทียน จิตใจก็เหมือนแสว่างที่เกิดจากการ
เปลวเทียนที่ลุกไหม้ เมื่อเปลวไฟเทียนดับ แสงสว่างก็จะดับหายตามไปด้วย เมื่อจุดไฟใหม่ แสงสว่างก็
กลับมามอี ีก ซ่งึ นเ่ี ปน็ การคดิ ตามหลักวิทยาศาสตร์
ในทางการเมือง รัฐบางรัฐท่ีปกครองแบบราชาธิปไตยกาลังเรืองอานาจขึ้น และกาลังพยายามทา
สงครามแผ่ขยายอานาจและอาณาเขตออกไป รัฐหลายรัฐโดยเฉพาะที่ปกครองแบบสามัคคีธรรม (หรือ
แบบสาธารณรัฐ) กาลังเส่ือมอานาจลงไปเร่ือยๆ บางรัฐก็ถูกปราบรวมเข้าในรัฐอื่นแล้ว บางรัฐที่ยัง
เข้มแข็งก็อยู่ในสภาพตึงเครียด อาจเกิดข้ึนเม่ือใดก็ได้ แม้รัฐใหญ่ที่เรืองอานาจ ก็มีการขัดแย้งรบพุ่งกัน
บ่อยๆ
๑๗
ในทางเศรษฐกิจ การค้าขายกาลังขยายตัวกว้างขวางขึ้น เกิดมีคนประเภทหน่ึงมีอิทธิพลมากขึ้น
ในสงั คม คอื พวกเศรษฐี ซ่งึ มีสทิ ธมิ แี ละอิทธิพลมากข้นึ แม้ในราชสานกั
บทความวชิ าการเรื่อง “พระพุทธศาสนากับการพัฒนาทางการเมืองการปกครองในสังคมไทย” มี
วัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเป็นมาและลักษณะสาคัญของสถาบันพระพุทธศาสนา ที่มีต่อการพัฒนา
การเมืองการปกครอง มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องของการนาหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนา มาใชเ้ ป็นแนวทางในพฒั นาการเมอื งการปกครอง สาหรับผู้ปกครองและผ้ถู กู ปกครอง ว่า
มีความจาเปน็ และสาคัญกบั สงั คมไทยอย่างไร เพราะดว้ ยประเทศไทยถอื ว่าเป็นประเทศท่ีประชาชนนับถอื
พระพุทธศาสนาเป็นส่วนมาก ในอัตราเฉล่ีย 94.6% ของคนไทยท้ังประเทศ พระพุทธศาสนาจึงถือได้ว่า
เปน็ ศาสนาประจาชาติ โดยคาสั่งสอนทางพระพทุ ธศาสนา มีอทิ ธิพลตอ่ การเมืองการปกครองในหลายกรณี
ด้วยกันดังท่ีผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองจะต้องยึดถือหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว
หรือเป็นแนวทางในการปกครองบริหารงาน เช่น หลักสัปปุริสธรรม อันเป็นธรรมของสัตบุรุษ ฯลฯ เป็น
หลักธรรมที่เหมาะแก่ผู้ท่ีทาหน้าท่ีทางการเมือง ในการจัดสรรหรือแบ่งปันผลประโยชน์ หรือส่ิงท่ีมีคุณค่า
ใหป้ ระชาชน สงั คม โดยสว่ นรวม หรอื นามาสู่การปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีของตน เพื่อให้เกิดองคาพยพการขับเคล่ือน
การพฒั นาเศรษฐกจิ สังคม และการเมอื ง สูก่ ารแกป้ ญั หาความเหล่อื มลา้ ในทางสังคม ที่นาไปสู่การพัฒนา
ในหลากหลายมิตติ อ่ ไป
หลักการบริหารเชิงพุทธศาสตร์ เกี่ยวข้องกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีมีคุณค่า มากกว่า
สองพนั ห้ารอ้ ยกว่าปี ในยคุ โลกาภิวัตนห์ รือยคุ ทุนนยิ มในปจั จบุ นั การบรหิ ารจัดการสมัยใหม่ ต่างก็กลับมา
ทบทวนบทบาททางวชิ าการในการบรหิ ารจัดการสมยั ใหม่ว่า ยังคงเป็นแนวทางเดียวหรือไม่ ที่การบริหาร
จัดการท่ีมีประสิทธิภาพ จะต้องสนองตอบต่อระบบทุนนิยมที่เน้นการแข่งขัน และสร้างผลกาไร หรือการ
บรรลุวตั ถปุ ระสงค์ขององคก์ รเพียงอยา่ งเดียว การบริหารจดั การสมัยใหม่ ยงั ขาดอะไรบ้างทเี่ ป็นนามธรรม
ท่ีเก่ียวกับมนุษย์ที่จะต้องอยู่ร่วมกัน รวมทั้งส่ิงแวดล้อมในโลกที่กาลังเปลี่ยนแปลงและ มีผลกระทบต่อ
สังคมและองค์กร หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทกี่ ล่าวถึงการบริหารจัดการมีอยู่มากมาย เป็นคาสอนของ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่ียังทันสมยั อยู่จนถึงปัจจุบันและในอนาคต แต่ในที่น้ี จะได้นาหลักธรรม
ทางพระพุทธศาสนาบางประการ ได้แก่ หลักสัปปุริสธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ไว้ในสัปปุริสสูตร (
พระไตรปิฎกเล่มท่ี 23) อันเป็นแนวทางในการบริหารจัดการเชิงพุทธศาสตร์เพียง หลักธรรมหน่ึง เพื่อ
ประกอบการพจิ ารณาว่า หลักการบริหารเชิงพทุ ธศาสตรม์ ไิ ดม้ ่งุ หวงั กาไร หรอื การแขง่ ขัน เพียงอย่างเดียว
แต่ได้บรรจุหลักการท่ีสร้างความย่ังยืน การไม่เบียดเบียน การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ มีความเมตตาต่อ
กัน และรู้เท่าทันโลก โดยมไิ ดป้ ฎิเสธกระแสโลกาภิวัตน์ หรือระบบทุนนิยมในปัจจุบัน แต่ให้ยึดหลักการอยู่
ร่วมกนั และรเู้ ทา่ ทนั โลก หลักสปั ปุริสธรรม ทเ่ี กย่ี วข้องกบั การบริหารจัดการ มี 7 ประการ คือ
1. ธัมมญั ญุตา (Knowing the Law, Knowing the Cause) ความเปน็ ผู้รู้จักเหตุ คือรู้ความจริง
รู้หลักการ รู้กฎเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมได้ รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้จักหลักการท่ีจะทา ให้เกิดผล รวม
ความว่า การบริหารจัดการในองค์กร ผู้บริหารจาเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง เพ่ือบรรลุ
เปูาหมายขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล รู้จักการวิเคราะห์ความจริงท่ีเกิดขึ้น ตามธรรมชาติ
๑๘
อันว่า “ สิ่งท้ังหลายเกิดข้ึน ต้ังอยู่ดับไป เป็นธรรมดา” โดยพิจารณาหลักการและเกณฑ์แห่งเหตุผลมา
บริหารจัดการองค์กร
2. อัตถัญญุตา (Knowing the Meaning, Knowing the Purpose) ความเป็นผู้รู้จักผล หรือ
ความมุ่งหมาย คือรู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ท่ีประสงค์ รู้จักผลท่ีเกิดข้ึน สืบเน่ืองจากการ
กระทาตามหลัก หมายถงึ การบริหารงานองค์กรให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ และรู้ถึงประโยชน์ของ องค์กรที่
นาไปสู่ความม่ันคง และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อองค์กร ในที่น้ีก็หมายถึงการมีแผนงานที่ดี การวางแผนท่ี
วเิ คราะห์ผลกระทบดา้ นตา่ ง ๆ
3. อัตตัญญุตา (Knowing Oneself) ความเป็นผู้รู้จักตน คือ รู้จักเราว่าเรานั้น โดยฐานะภาวะ
เพศ ความรู้ความสามารถ และคุณธรรมเป็นอย่างไร และเท่าใด แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้จักท่ีจะ
ปรับปรุงต่อไป ในที่นี้หมายถึง รู้จักองค์กรที่เราบริหารเป็นอย่างดีว่ามีจุดด้อย จุดแข็งอย่างไร มีขีด
ความสามารถอย่างไร และรู้จักการปรับปรุงองค์กรให้ทันต่อเหตุการณ์ท่ีมีผลกระทบ รวมท้ังการบริหาร
ความแตกต่างทจ่ี ะทาใหอ้ งคก์ รเปน็ เลิศ มีประสทิ ธิภาพ และมนั่ คงถาวร
4. มัตตัญญุตา (Moderation, Knowing how to be temperate) ความผู้รู้จักประมาณ คือ
ความพอดีในการจ่ายโภคทรัพย์ ในท่ีนี้หมายถึงการบริหารการเงิน หรือ การขยายกิจการต้องพิจารณาให้
รู้จักประมาณในความเพียงพอขององค์กร ขีดความสามารถขององค์กร ขีดความสามารถของทรัพยากร
มนุษย์ในองค์กร รวมทง้ั การ แขง่ ขนั ที่รอบคอบและรู้จักประมาณขีดความสามารถขององคก์ ร
5. กาลัญญุตา (Knowing the Propertime) ความเป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลา อันเหมาะสม
และระยะเวลาในการประกอบกิจ ในที่นี้หมายถึง การบริหารจัดการ จะต้องมีความเข้าใจถึงระยะเวลาท่ี
เหมาะสม การสร้างโอกาสขององค์กรจะต้องพิจารณา ถึงสถานการณ์ในเวลาน้ัน ๆ ว่า ควรจะดาเนินการ
อย่างไร อะไรควรงด อะไรควรกระทา เวลาใดควรขยายกิจการ หรือช่วงเวลาใดท่ีจะบริหารองค์กรให้
ประสบผลสาเรจ็ ตอ่ องคก์ รมากทส่ี ดุ
6. ปริสัญญุตา (Knowing the Assembly, Knowing the Society) ความเป็นผู้รู้จัก ชุมชน
คือ รู้กริยาท่ีจะประพฤติต่อชุมชนนั้น ว่าควรจะดาเนินการอย่างไร การบริหารจัดการ จาเป็นต้อง
ปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต่าง ๆ ท้ังท่ีเป็นพันธมิตร และคู่แข่ง การสร้างสรร หรือ การประสานงานกับชุมชน
หรอื กล่มุ บุคคลทม่ี ีผลต่อองค์กร ก็คือเขา้ ถงึ เข้าใจ และพัฒนา เป็นการบริหารจัดการท่ีสร้างความสัมพันธ์
ด้วยเมตตา ความเอ้ือเฟือ้ เผอื่ แผ่ตอ่ ชมุ ชน หรอื สาธารณะชน จะเปน็ ภาพลักษณท์ ่ีดีขององค์กร
7. ปุคคลัญญุตา (Knowing the individual, Knowing the different individuals) ความ
เป็นผู้รู้จักบุคคล คือ รู้จักความแตกต่างของบุคคลว่าโดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม ตลอดถงึ รู้
ในความสามารถของบุคคล และใช้มอบงานที่เหมาะสมให้การบริหารจัดการในการรู้บุคคล เปรียบเสมือน
การพัฒนาและบริหารทรัพยากรมนุษย์ท่ีจะต้องมีการพัฒนา และบริหารบุคคลในองค์กรให้มีความรู้
ความสามารถ และภักดีต่อองค์กร มีความสามัคคี สร้างความเป็นธรรม และเสมอภาคให้แก่ บุคลากรใน
๑๙
องค์กร รวมถึงการทางานเป็นหมู่คณะการติดต่อส่ือสารกับบุคคลต่าง ๆ ด้วยความเป็นมิตรไมตรี รวมทั้งมี
ความจรงิ ใจตอ่ กนั
จากสาระของสปั ปรุ สิ ธรรมขา้ งตน้ จะเหน็ วา่ พระพทุ ธศาสนาอธิบายความสัมพนั ธข์ องการบรหิ าร
จัดการเกย่ี วขอ้ งกบั คนและสงิ่ แวดล้อม โดยคานึงถึงคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมทม่ี คี ณุ ค่า พบได้ในสังคมมนุษย์
หรือปัจจัยแห่งสังคมในกระบวนการอาศัย ซึ่งกันและกัน การพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล รู้จักโลก รู้จัก
ธรรมชาติ เพราะมนษุ ยเ์ ทา่ นนั้ ทจ่ี ะเปน็ ผทู้ บี่ รหิ ารจดั การองค์การทดี่ ไี ด้ สาหรบั ในสว่ นของ หลกั การบริหาร
สมยั ใหมจ่ ะเนน้ เทคนิคและวธิ กี าร โดยแสวงหากาไร และการแข่งขันให้องคก์ รบรรลุ ส่เู ปาู หมาย ตามแบบ
ของทุนนิยม แต่หากผู้บริหารจะนาหลักการบริหารเชิงพุทธศาสตร์เข้ามาประกอบ หรือ บูรณาการให้เข้า
กับการบริหารงานในปัจจุบัน ก็ถือว่าเป็นแนวทางใหม่ หรือเข้าสู่มิติของการบริหารงาน ท่ีย่ังยืน มีความ
มั่นคง และสร้างความเป็นธรรมต่อบุคคล หรือสังคมท่ีเกี่ยวข้องกับองค์กรอย่างชาญฉลาด รวมทั้งสร้าง
ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ต่อการบริหารงานอย่างย่ังยืนและมั่นคง รวมทั้งจะเป็นหลักการของนักบริหาร
ในการบริหารจัดการองค์กรของตนอย่างมีระบบ โดยท่ียังมีคุณธรรมมาประกอบในการพิจารณาบริหาร
จดั การด้วยอกี โสตหนง่ึ ด้วย
๒๐
บรรณานุกรม
ข้อมูลออนไลน์
ขอ้ มลู ออนไลนเ์ ขา้ ถงึ ได้จาก.
https://book.watnyanaves.net/buddhadhamma/index.php?cid=540&pid=19
https://sites.google.com/site/buddha2554year/xngkh-prakxb-phraphuthth-sasna
https://www.baanjomyut.com/pratripidok/bhuddhist/03.html