The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตวิทยาการสอน
จิตวิทยาการเรียนรู้
พฤติกรรมการเรียนรู้
องค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้
ธรรมชาติของการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chaiyachet khuengtip, 2020-11-10 11:32:48

จิตวิทยาการสอน

จิตวิทยาการสอน
จิตวิทยาการเรียนรู้
พฤติกรรมการเรียนรู้
องค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้
ธรรมชาติของการเรียนรู้

Keywords: จิตวิทยาการสอน จิตวิทยาการเรียนรู้ พฤติกรรมการเรียนรู้ องค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้ ธรรมชาติของการเรียนรู้,ธรรมชาติของการเรียนรู้,องค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้,พฤติกรรมการเรียนรู้

จิ ต วิ ท ย า ก า ร ส อ น

พ ฤ ิต ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ูร้ จิ ต วิ ท ย า
การ
เ รี ย น รู้

พุทธพิ สิ ยั
จติ พสิ ยั

ทักษะพสิ ยั

จิ ต วิ ท ย า ก า ร
เ รี ย น รู้

จติ วิทยา ตรงกับภาษา

อังกฤษวา่ Psychology

มีรากศัพท์มาจากภาษากรกี

2 คํา คอื Phyche แปลวา่

วญิ ญาณ กับ Logos แปลวา่

การศึกษา ตามรูปศัพท์

จิตวทิ ยาจึงแปลว่าวิชาที

ศึกษาเกยี วกับวิญญาณ แต่

ในปจจุบันนี จติ วทิ ยาไดม้ กี าร

พัฒนาเปลียนแปลงไป

ความหมายของจิตวิทยาไดม้ ี

การพัฒนาเปลียนแปลงตาม

ไปด้วย นนั คือจติ วิทยาเปน

ศาสตรท์ ีศึกษาเกียวกับ การเรยี นรู้ (Learning)
พฤตกิ รรมของมนษุ ย์และ ตามความหมายทางจติ วทิ ยา หมายถึง
สัตว์ การเปลียนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอยา่ งค่อนขา้ ง
ถาวร อันเปนผลมาจากการฝกฝนหรอื การมี
ประสบการณพ์ ฤติกรรมเปลียนแปลงทีไมจ่ ดั วา่ เกิด
จากการเรยี นรูไ้ ด้แก่ พฤติกรรมทีเปนการ
เปลียนแปลงชวั คราว และการเปลียนแปลง
พฤติกรรมทีเนอื งมาจากวุฒภิ าวะ

พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น รู้

จุดม่งุ หมายของการเรยนรู้แบ่งเปน 3 กลุ่ม

1. พุทธพิ สิ ยั หมายถึง 2. จติ พสิ ยั หมายถึง 3. ทักษะพสิ ยั หมายถึง
การเรยี นรเู้ กียวกับการ
การเรยี นรใู้ นดา้ นความรู้ การเรยี นรดู้ า้ นทัศนคติ กระทําหรอื ปฏิบตั ิงานการ
เรยี นรกู้ ับการเรยี นการ
ความเขา้ ใจ ค่านยิ ม ความซาบซงึ สอนในการสอนทีดี ผสู้ อน
จาํ เปนต้องนาํ ทฤษฎีการ
เรยี นรมู้ าประยุกต์ใชก้ ับ
การเรยี นการสอน
เพอื ใหผ้ เู้ รยี นบรรลจุ ุด
ประสงค์ในการเรยี นรู้

ดอลลารด์ และมลิ เลอร์ (Dallard
and Miller) เสนอวา่ การเรยี นรู้ มอี งค์
ประกอบสาํ คัญ 4 ประการ คือ

1.แรงขบั (Drive) เปนความต้องการทีเกิดขนึ
ภายในตัวบุคคลเปนความพรอ้ มทีจะเรยี นรู้
ของบุคคลทังสมอง ระบบประสาทสมั ผสั และ
กล้ามเนอื แรงขบั และความพรอ้ มเหล่านจี ะก่อ
ใหเ้ กิดปฏิกิรยิ าหรอื พฤติกรรมทีจะชกั นาํ ไปสู่
การเรยี นรตู้ ่อไป

2. สงิ เรา้ (Stimulus)
เปนสงิ แวดล้อมทีเกิดขนึ ในสถานการณต์ ่าง ๆ
ซงึ เปนตัวการทีทําใหบ้ ุคคลมปี ฏิกิรยิ า หรอื
พฤติกรรมตอบสนองออกมา
ในสภาพการเรยี นการสอน สงิ เรา้ จะหมายถึง
ครู กิจกรรมการสอน และอุปกรณก์ ารสอน
ต่าง ๆ ทีครนู าํ มาใช้

3. การตอบสนอง (Response) เปนปฏิกิรยิ า
หรอื พฤติกรรมต่าง ๆ ทีแสดงออกมาเมอื
บุคคลไดร้ บั การกระต้นุ จากสงิ เรา้
ทังสว่ นทีสงั เกตเหน็ ไดแ้ ละสว่ นทีไมส่ ามารถ
สงั เกตเหน็ ได้ เชน่ การเคลือนไหว
ท่าทาง คําพูด การคิด การรบั รู้ ความสนใจ
และความรสู้ กึ เปนต้น

4. การเสรมิ แรง (Reinforcement)
เปนการใหส้ งิ ทีมอี ิทธพิ ลต่อบุคคลอันมผี ลใน
การเพมิ พลังใหเ้ กิดการเชอื มโยง
ระหวา่ งสงิ เรา้ กับการตอบสนองเพมิ ขนึ การ
เสรมิ แรงมที ังทางบวกและทางลบ
ซงึ มผี ลต่อการเรยี นรขู้ องบุคคลเปนอันมาก

อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ สาํ คั ญ
ข อ ง ก า ร เ รี ย น รู้

การเรยนรู้มลี ักษณะสําคญั ดังตอ่ ไปนี

1. การเรยี นรเู้ ปนกระบวนการ การเกิดการ
เรยี นรขู้ องบุคคลจะมกี ระบวนการของการ
เรยี นรจู้ ากการไมร่ ไู้ ปสกู่ ารเรยี นรู้
5 ขนั ตอน คือ

1.1 มสี งิ เรา้ มากระต้นุ บุคคล
1.2 บุคคลสมั ผสั สงิ เรา้ ดว้ ยประสาททัง ๕
1.3 บุคคลแปลความหมายหรอื รบั รสู้ งิ เรา้
1.4 บุคคลมปี ฏิกิรยิ าตอบสนองอยา่ งใด
อยา่ งหนงึ ต่อสงิ เรา้ ตามทีรบั รู้
1.5 บุคคลประเมนิ ผลทีเกิดจากการตอบ
สนองต่อสงิ เรา้
2. การเรยี นรไู้ มใ่ ชว่ ุฒภิ าวะแต่การเรยี นรู้
อาศัยวุฒภิ าวะวุฒภิ าวะ คือ ระดบั ความเจรญิ
เติบโตสงู สดุ ของพฒั นาการดา้ นรา่ งกาย
อารมณ์ สงั คม และสติปญญาของบุคคล
แต่ละวยั ทีเปนไปตามธรรมชาติ
แมว้ า่ การเรยี นรจู้ ะไมใ่ ชว่ ุฒภิ าวะแต่การเรยี น
รตู้ ้องอาศัยวุฒภิ าวะดว้ ย

3. การเรยี นรเู้ กิดไดง้ ่าย ถ้าสงิ ทีเรยี นเปนสงิ
ทีมคี วามหมายต่อผเู้ รยี น
การเรยี นสงิ ทีมคี วามหมายต่อผเู้ รยี น
คือ การเรยี นในสงิ ทีผเู้ รยี นต้องการจะเรยี น
หรอื สนใจจะเรยี นเหมาะกับวยั และวุฒภิ าวะ
ของผเู้ รยี นและเกิดประโยชนแ์ ก่ผเู้ รยี น
4.การเรยี นรแู้ ตกต่างกันตามตัวบุคคลและ
วธิ กี ารในการเรยี น ในการเรยี นรสู้ งิ เดยี วกัน
บุคคลต่างกันอาจเรยี นรไู้ ดไ้ มเ่ ท่ากันเพราะ
บุคคลอาจมคี วามพรอ้ มต่างกันมคี วาม
สามารถในการเรยี นต่างกันมอี ารมณแ์ ละ
ความสนใจทีจะเรยี นต่างกันและมคี วามรเู้ ดมิ
หรอื ประสบการณเ์ ดมิ ทีเกียวขอ้ งกับสงิ ทีจะ
เรยี นต่างกันในการเรยี นรสู้ งิ เดยี วกัน
ถ้าใชว้ ธิ เี รยี นต่างกัน ผลของการเรยี นรอู้ าจ
มากนอ้ ยต่างกันไดแ้ ละวธิ ที ีทําใหเ้ กิดการ
เรยี นรไู้ ดม้ ากสาํ หรบั บุคคลหนงึ อาจไมใ่ ชว่ ธิ ี
เรยี นทีทําใหอ้ ีกบุคคลหนงึ เกิดการเรยี นรไู้ ด้
มากเท่ากับบุคคลนนั ก็ได้

ธ ร ร ม ช า ติ ข อ ง

ก า ร เ รี ย น รู้

ก า ร ถ่ า ย โ ย ง
ค ว า ม รู้

การถ่ายโยงการเรยี นรเู้ กิดขนึ ได้ 2 ลักษณะ คือ การนาํ ความรู้ไปใช้
การถ่ายโยงการเรยี นรทู้ างบวก (Positive
Transfer) และการถ่ายโยงการเรยี นรทู้ างลบ 1.ก่อนทีจะให้ผู้เรยี นเกิดความรูใ้ หม่ ต้องแนใ่ จวา่ ผู้เรยี นมี
(Negative Transfer) การถ่ายโยงการเรยี นรู้ ความรูพ้ นื ฐานทีเกียวขอ้ งกับความรูใ้ หมม่ าแล้ว
ทางบวก(Positive Transfer) คือ 2.พยายามสอนหรอื บอกให้ผู้เรยี นเขา้ ใจถึงจุดมุง่ หมายของ
การถ่ายโยงการเรยี นรชู้ นดิ ทีผลของการเรยี นรู้ การเรยี นทีก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง
งานหนงึ ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเกิดการเรยี นรอู้ ีกงานหนงึ 3. ไมล่ งโทษผู้ทีเรยี นเรว็ หรอื ชา้ กวา่ คนอืน ๆ และไมม่ ุง่ หวงั
ไดเ้ รว็ ขนึ ง่ายขนึ หรอื ดขี นึ การถ่ายโยงการเรยี นรู้ วา่ ผู้เรยี นทกุ คนจะต้องเกิดการเรยี นรูท้ ีเท่ากันในเวลาเท่ากัน
ทางบวก มกั เกิดจาก 4. ถ้าสอนบทเรยี นทีคล้ายกันต้องแน่ใจวา่ ผู้เรยี นเขา้ ใจบท
เรยี นแรกได้ดีแล้วจงึ จะสอนบทเรยี นต่อไป
1.เมอื งานหนงึ มคี วามคล้ายคลึงกับอีกงาน 5.พยายามชแี นะให้ผู้เรยี นมองเห็นความสมั พนั ธข์ องบท
หนงึ และผเู้ รยี นเกิดการเรยี นรงู้ านแรกอยา่ งแจม่ เรยี นทีมคี วามสมั พนั ธก์ ัน
แจง้ แล้ว

2.เมอื ผเู้ รยี นมองเหน็ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
งานหนงึ กับอีกงานหนงึ

3.เมอื ผเู้ รยี นมคี วามตังใจทีจะนาํ ผลการ
เรยี นรจู้ ากงานหนงึ ไปใชใ้ หเ้ ปนประโยชนก์ ับการ
เรยี นรอู้ ีกงานหนงึ และสามารถจาํ วธิ เี รยี นหรอื ผล
ของการเรยี นรงู้ านแรกไดอ้ ยา่ งแมน่ ยาํ

  4.เมอื ผเู้ รยี นเปนผทู้ ีมคี วามคิดรเิ รมิ
สรา้ งสรรค์ โดยชอบทีจะนาํ ความรตู้ ่าง ๆ
ทีเคยเรยี นรมู้ าก่อนมาลองคิดทดลองจนเกิดความ
รใู้ หม่ ๆ

การถ่ายโยงการเรยี นรทู้ างลบ
(Negative Transfer) คือการถ่ายโยงการเรยี น
รชู้ นดิ ทีผลการเรยี นรงู้ านหนงึ ไปขดั ขวางทําใหผ้ ู้
เรยี นเกิดการเรยี นรอู้ ีกงานหนงึ ไดช้ า้ ลง
หรอื ยากขนึ และไมไ่ ดด้ เี ท่าทีควร การถ่ายโยงการ
เรยี นรทู้ างลบ อาจเกิดขนึ ได้ 2
แบบ คือ

1. แบบตามรบกวน (Proactive
Inhibition) ผลของการเรยี นรงู้ านแรกไป
ขดั ขวางการเรยี นรงู้ านที 2
2. แบบยอ้ นรบกวน (Retroactive
Inhibition) ผลการเรยี นรงู้ านที 2 ทําใหก้ าร
เรยี นรงู้ านแรกนอ้ ยลง

ลั ก ษ ณ ะ สาํ คั ญ ที แ ส ด ง ใ ห้ เ ห็ น ว่ า มี
ก า ร เ รี ย น รู้ เ กิ ด ขึ น จ ะ ต้ อ ง ป ร ะ ก อ บ
ด้ ว ย ป จ จั ย 3 ป ร ะ ก า ร คื อ

มกี ารเปลียนแปลง การเปลียนแปลง การเปลียนแปลง
พฤติกรรมทีค่อนขา้ ง
คงทนถาวร พฤติกรรมนนั จะต้องเปน พฤติกรรมดงั กล่าวจะมี

ผลมาจากประสบการณ์ การเพมิ พูนในดา้ นความรู้

หรอื การฝก ความเขา้ ใจ ความรสู้ กึ และ

การปฏิบตั ิซาํ ๆ เท่านนั ความสามารถทางทักษะ

ทังปรมิ าณและคณุ ภาพ

ก ลุ่ ม โ ค ร ง ส ร้ า ง ข อ ง จิ ต
STRUCTURALISM

จติ วทิ ยาระบบนีมคี วามสาํ คัญอยา่ งน้อย ๆ 3 ก ลุ่ ม ห น้ า ที ข อ ง จิ ต
ประการ คือ FUNCTIONALISM
1.เปนจุดเรมิ ต้นของการแยกวชิ าจติ วทิ ยาออก
มาจากวชิ าปรชั ญาและสรรี วทิ ยา -เชอื วา่ จติ มหี น้าทีควบคมุ การกระทํากิจกรรมของ
2.เปนจุดเรมิ ต้นของการทดลองแบบ รา่ งกาย
วทิ ยาศาสตรท์ างจติ -คําวา่ จติ ตามความคิดของพวก Functionalism
โดยการใชว้ ธิ ตี รวจสอบประสบการณ์ทาง จติ นันก็คือกระบวนการกระทํากิจกรรมของรา่ งกายใน
หรอื introspection อันทีจะปรบั ตัวใหเ้ หมาะสมกับสงิ แวดล้อมนนั เอง
3.กระต้นุ ใหเ้ กิดความก้าวหน้าทางวชิ าการ -มสี ว่ นคล้ายกับกล่มุ Structuralism
จติ วทิ ยา อยู่ 2 ประการคือ จติ วทิ ยาในกล่มุ จติ นิยม (
เกิดแนวความคิดใหม่ Mentalism ) และอาศัยระเบยี บวธิ ที างปรชั ญา (
Philosophical Psychology ) เชน่ เดียวกัน
และต่างมุง่ ศึกษาเฉพาะจติ ทีรูส้ าํ นึก (
Consciousness) เชน่ กัน
-สว่ นทีแตกต่างกันคือ กล่มุ Structuralism
มคี วามสนใจมุง่ ศึกษาใหเ้ ขา้ ใจสว่ นประกอบของจติ
หรอื จติ ธาตุ สว่ นกล่มุ
Functionalism มุง่ ศึกษาใหเ้ ขา้ ใจหน้าทีของจติ
กระบวนการทางสมองเชน่ การนึก
คิด เปนหน้าทีของจติ ทีบญั ชา
Functionalism ได้วา่ มี 2 ประการ คือ
1. การกระทําทังหมด ( The total
activities ) หรอื การแสดงออกของคนเราเปนการ
แสดงออกเพอื ปรบั ตัวใหเ้ ขา้ กับสงิ แวดล้อม
ดังนันในการศึกษาจติ ใจคน ก็ต้องศึกษาการ
แสดงออกของเขาในสถานการณ์นัน ๆ
2.การกระทําหรอื การแสดงออกทังหมดขนึ อยูห่ รอื
เกียวขอ้ งกับประสบการณ์ของแต่ละคน ( The
experience individual) เสมอ พฤติกรรมของ
คนจงึ แตกต่างกัน

ท ฤ ษ ฎี ก า ร เ รี ย น รู้
(THEORY OF

LEARNING)

ทฤษฎีการเรยี นรมู้ อี ิทธพิ ลต่อการจดั การเรยี นการสอน -ทฤษฎีการวางเงือนไขแบบคลาสสคิ
มากเพราะจะเปนแนวทางในการกําหนดปรชั ญาการ อธบิ ายถึงการเรยี นรทู้ ีเกิดจากการเชอื มโยง
ศึกษาและการจดั ประสบการณ์
เนอื งจากทฤษฎีการเรยี นรเู้ ปนสงิ ทีอธบิ ายถึง ระหวา่ งสงิ เรา้ ตามธรรมชาติและสงิ เรา้ ทีวางเงือนไขกับ
กระบวนการ วธิ กี ารและเงือนไขทีจะทําใหเ้ กิดการเรยี นรู้ การ ตอบสนอง พฤติกรรมหรอื การตอบสนองที
และตรวจสอบวา่ พฤติกรรมของมนษุ ย์ เกียวขอ้ งมกั จะเปนพฤติกรรมทีเปนปฏิกิรยิ าสะท้อน
มกี ารเปลียนแปลงไดอ้ ยา่ งไร (Reflex)หรอื พฤติกรรมทีเกียวขอ้ งอารมณ์ ความ
กล่มุ พฤติกรรมนยิ ม Behaviorism รสู้ กึ บุคคลสาํ คัญของทฤษฎีนี
-แนวคิดของกล่มุ พฤติกรรมนยิ มเนน้ วา่ พฤติกรรมทกุ ไดแ้ ก่ Pavlov
อยา่ งต้องมเี หตแุ ละสาเหตนุ นั อาจมาจากสงิ เรา้ ในรปู ใด - Ivan P. Pavlov นกั สรรี วทิ ยาชาวรสั เซยี
ก็ไดม้ ากระทบอินทรยี ห์ รอื รา่ งกาย (1849 - 1936) ไดท้ ําการทดลองเพอื ศึกษาการเรยี นรทู้ ี
จงึ ทําใหอ้ ินทรยี ม์ พี ฤติกรรมตอบสนอง-การวางเงือนไข เกิดขนึ จากการเชอื มโยงระหวา่ งการตอบสนองต่อสงิ
( Conditioning) เปนสาเหตสุ าํ คัญทีทําใหเ้ กิด เรา้ ตามธรรมชาติทีไมไ่ ดว้ างเงือนไข
พฤติกรรม และสามารถเปลียนพฤติกรรมได้ (Unconditioned Stimulus = UCS) และสงิ เรา้ ที
-พฤติกรรมของคนทีปรากฏขนึ สว่ นมาก เปนกลาง (Neutral Stimulus) จนเกิดการ
เกิดจากการเรยี นรมู้ ากกวา่ จะเปนไปเองตามธรรมชาติ เปลียนแปลงสงิ เรา้ ทีเปนกลางใหก้ ลายเปนสงิ เรา้ ทีวาง
-ทฤษฎีนเี หน็ วา่ การเรยี นรเู้ กิดจากการเชอื มโยงระหวา่ ง เงือนไข(Conditioned Stimulus = CS) และการ
สงิ เรา้ (Stimulus)และการตอบสนอง (Response) ตอบสนองทีไมม่ เี งือนไข(Unconditioned
ปจจุบนั เรยี กนกั ทฤษฎีกล่มุ นวี า่ "พฤติกรรมนยิ ม" Response = UCR) เปนการตอบสนองทีมเี งือนไข
(Behaviorism) ซงึ เนน้ เกียวกับกระบวนการ (Conditioned Response = CR) ลําดบั ขนั ตอน
เปลียนแปลงพฤติกรรมทีมองเหน็ และสงั เกตได้ การเรยี นรทู้ ีเกิดขนึ ดงั น1ี . ก่อนการวางเงือนไข UCS
มากกวา่ กระบวนการคิด แบง่ เปนกล่มุ ยอ่ ยได้ ดงั นี (อาหาร) UCR (นาํ ลายไหล) สงิ เรา้ ทีเปนกลาง
(เสยี งกระดงิ ) นาํ ลายไมไ่ หล2. ขณะวางเงือนไข CS
-ทฤษฎีการวางเงือนไข (Conditioning (เสยี งกระดงิ )+ UCS (อาหาร) UCR (นาํ ลายไหล)
Theories) 3. หลังการวางเงือนไข CS (เสยี งกระดงิ ) CR
(นาํ ลายไหล)
1.1

ทฤษฎีการวางเงือนไขแบบคลาสสคิ (Classical
Conditioning Theories)

1.2ทฤษฎีการวางเงือนไขแบบการกระทํา
(Operant

Conditioning Theory)

-ทฤษฎีสมั พนั ธเ์ ชอื มโยง (Connectionism
Theories)

2.1

ทฤษฎีสมั พนั ธเ์ ชอื มโยง (Connectionism
Theory)

2.2

ทฤษฎีสมั พนั ธต์ ่อเนอื ง (S-R Contiguity
Theory)

IVAN P. PAVLOV

หลกั การเกดิ การเรยี นร้ทู ีเกิดขึนคอื การตอบสนองทเี กดิ จากการวางเงอื นไข (CR)
เกิดจากการนําเอาสิงเรา้ ทีวางเงือนไข(CS) มาเข้าคกู่ บั สิงเร้าทีไมไ่ ดว้ างเงือนไข
(UCS)ซํากันหลายๆ ครัง ตอ่ มาเพียงแต่ให้สิงเร้าทวี างเงือนไข (CS)เพียงอยา่ ง
เดียวก็มีผลทําให้เกิดการตอบสนองในแบบเดียวกันผลจากการทดลอง Pavlov สรุป
หลักเกณฑข์ องการเรยี นรู้ได4้ ประการ คอื

1. การดับสญู หรอื การลด 2. การฟนกลับหรอื การ 3. การแผข่ ยาย หรอื 4. การจาํ แนกความแตก
ภาวะ (Extinction)เมอื คืนสภาพ การสรุปความ ต่าง
ให้ CR นานๆ โดยไมใ่ ห้ (Spontaneous (Generalization) (Discrimination)
UCS เลย การตอบ
สนองทีมเี งือนไข (CR) Recovery ) เมอื เกิด หลังจากเกิดการตอบ เมอื ใหส้ งิ เรา้ ใหมท่ ีแตก
จะค่อยๆลดลงและหมด การดับสญู ของการตอบ สนองทีมเี งือนไข (CR ) ต่างจากสงิ เรา้ ทีวาง
ไป สนอง (Extinction) แล้วเมอื ใหส้ งิ เรา้ ทีวาง เงือนไข จะมกี ารจาํ แนก
แล้วเวน้ ระยะการวาง เงือนไข (CS) ทีล้ายคลึง ความแตกต่างของสงิ เรา้
เงือนไขไปสกั ระยะหนึง กันจะเกิดการตอบสนอง และมกี ารตอบสนองที
เมอื ให้ CS จะเกิด CR แบบเดียวกัน แตกต่างกันด้วย
โดยอัตโนมตั ิ

เชอื วา่ มนษุ ยเ์ ปนสตั วโ์ ลก ก ลุ่ ม ม นุ ษ ย์ นิ ย ม
ประเภทหนงึ ทีมจี ติ ใจมี ( HUMANISM )
ความต้องการความรกั มี
ความต้องการความอบอุ่น
มคี วามเขา้ ใจมคี วาม
สามารถเฉพาะตัว
เชอื วา่ มนษุ ยเ์ ราทกุ คนต่าง
ก็พยายามจะรจู้ กั และเขา้ ใจ
ตนเองอยา่ งแท้จรงิ
เชอื วา่ ในเมอื มนษุ ยเ์ ราทกุ
คนต่างก็เขา้ ใจผอู้ ืนและ
ยอมรบั ตนเองอยูแ่ ล้วต่าง
คนก็มุง่ สรา้ งยอ่ มเปน
มนษุ ยท์ ีสมบูรณใ์ หแ้ ก่
ตนเอง

ก ลุ่ ม ป ญ ญ า นิ ย ม
(COGNITIVISM)

ทฤษฎีปญญานยิ มนี เกิดขนึ
จากแนวคิดของชอมสกี
(Chomsky) ทีไมเ่ หน็ ดว้ ย
กับสกินเนอร์ (Skinner)
บดิ าของทฤษฎีพฤติกรรม
นยิ ม

ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง
ร ะ ห ว่ า ง แ น ว คิ ด แ บ บ
พ ฤ ติ ก ร ร ม นิ ย ม แ ล ะ
ป ญ ญ า นิ ย ม

1.ทฤษฎีพฤติกรรมนยิ มมุง่ เนน้ ในเรอื งของ -ทฤษฏีการเรยี นรูข้ องกล่มุ เกสตัลท์ ( Gestalt
พฤติกรรมหรอื การกระทําภายนอกซงึ สามารถ Theory)
สงั เกตไดใ้ นขณะทีทฤษฎีปญญานยิ มมุง่ เนน้ ถึงสงิ
ทีอยูภ่ ายในจติ ใจมนษุ ย์ -ทฤษฎีเครอื งหมาย(SignTheory) ของทอล
แมน (Tolman)
2.ทฤษฎีพฤติกรรมนยิ มมุง่ ชคี วามสาํ คัญของ
องค์ประกอบยอ่ ยๆ แต่ละสว่ นจากสว่ นหนงึ ไปยงั -ทฤษฎีพฒั นาการทางสติปญญา
อีกสว่ นหนงึ ทฤษฎีปญญานยิ มพยายามชใี นภาพ (Intellectual Development Theory) นกั
รวมเปนหลักจากภาพรวมหรอื วตั ถปุ ระสงค์รวมไป จติ วทิ ยาคนสาํ คัญ คือ เพยี เจต์ (Piaget)
สสู่ ว่ นประกอบ และ บรุเนอร์ (Bruner)

3.ทฤษฎีพฤติกรรมนยิ มมุง่ เนน้ สงิ ทีเปนรปู -ทฤษฎีการเรยี นรูอ้ ยา่ งมคี วามหมาย
ธรรมซงึ สามารถจบั ต้องไดใ้ นขณะทีทฤษฎีปญญา (A Theory of Meaningful Verbal
นยิ มมุง่ เนน้ ในสงิ ทีเปนนามธรรมซงึ ไมส่ ามารถจบั
ต้องได้ Learnning)ของ ออซูเบล (Ausubel)
-ทฤษฎีความยดื หยุน่ ทางปญญา
4.ทฤษฎีพฤติกรรมนยิ มมคี วามเชอื เกียวกับ
เรอื งของความรขู้ องมนษุ ยใ์ นลักษณะของสงิ ทีมี (Cognitive Flexibility Theory)
อยูแ่ ล้วและรอใหม้ นษุ ยค์ ้นพบและเรยี กกลับมาใช้
ใหมท่ ฤษฎีปญญานยิ มมคี วามเชอื เกียวกับเรอื ง -ทฤษฎีโครงสรา้ งความรู้
ของความรใู้ นลักษณะของสงิ ทีมนษุ ยจ์ าํ เปนต้อง (Schema Theory) มนี กั จติ วทิ ยาทีสาํ คัญ คือ รูเมล
สรา้ งใหเ้ กิดขนึ และหากต้องนาํ ความรกู้ ลับมาใชอ้ ีก ฮารท์ และออโทนี(Rumelhart and Ortony)

5.ทฤษฎีพฤติกรรมนยิ มเปรยี บเทียบกับจติ ใจ -ทฤษฎีการสรา้ งองค์ความรูใ้ หมด่ ้วยตนเอง
มนษุ ยเ์ ปนเสมอื นโรงงานประกอบชนิ สว่ นต่าง (Constructivism)
ๆ ทฤษฎีปญญานยิ มเปรยี บเทียบจติ ใจเปนเสมอื น
คอมพวิ เตอร์

6.ทฤษฎีพฤติกรรมนยิ มมุง่ เนน้ ในผลลัพธ์ ใน
ขณะทีทฤษฎีปญญานยิ มมุง่ เนน้ ในกระบวนการ
ทฤษฎีการเรยี นรทู้ ีสาํ คัญของกล่มุ ปญญานยิ ม
มดี งั ต่อไปนี

ในการรวบรวมขอ้ มูลเพอื ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ เนืองจาก
มนุษยม์ พี ฤติกรรมหลากหลายรูปแบบนักจติ วทิ ยาจงึ ต้องใชว้ ธิ กี าร
รวบรวมขอ้ มูลหลาย ๆ วธิ ซี งึ การทีจะเลือกใชว้ ธิ กี ารใด ๆ
ยอ่ มขนึ อยูก่ ับปญหาทีจะศึกษาและสมมุติฐานทีตังขนึ วธิ กี ารทีนกั
จติ วทิ ยานิยมใชม้ ี 6 วธิ ดี ้วยกัน

1. การสงั เกต (observation)การสงั เกตแบง่ ออกเปน2
ลักษณะ คือ

1.1การสงั เกตอยา่ งมรี ะบบ หมายถึง การสงั เกตทีมกี าร
วางแผนล่วงหน้าวา่ จะสงั เกตพฤติกรรมประเภทใดในชว่ งเวลาใด
จะบนั ทึกพฤติกรรมทีสงั เกตอยา่ งไร

1.2การสงั เกตอยา่ งไมม่ รี ะบบ หมายถึงการสงั เกตทีไมไ่ ด้
มกี ารวางแผนล่วงหน้าเพยี งแต่เมอื ผสู้ งั เกตพบเหตกุ ารณ์ทีตนสนใจ
ก็สงั เกตรายละเอียดบางอยา่ งเอาไว้

2.การสาํ รวจ (surveys)
3. การทดสอบและการวดั (test and
measurement)

3.1 การทดสอบทางจติ วทิ ยา (psychological tests)
3.2การวดั ทางรา่ งกาย (biological measures)
4.การศึกษาสหสมั พนั ธ์ (correlational studies)
5. การศึกษาอัตชวี ประวตั ิ (case histories)
6.การทดลอง (experimental studies) แบง่ เปน 2 กล่มุ
ด้วยกันคือ
(1)กล่มุ ทดลอง หมายถึง กล่มุ ทีต้องการจะศึกษา เปนก
ล่มุ ทีต้องการจะศึกษาจะถกู กําหนดใหม้ กี ารเปลียนแปลงสภาพการ
บางอยา่ งหรอื มกี ารสรา้ งภาพการณ์บางอยา่ งขนึ มา
(2)กล่มุ ควบคมุ หมายถึง กล่มุ ทีต้องการจะนํามาใช้
เปรยี บเทียบกับกล่มุ ทดลองเปนกล่มุ ทีจะอยูใ่ นสภาพการณ์ปกติ
จุดหมายทีสาํ คัญในการทดลอง คือการศึกษาความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งตัวแปร ตัวแปรในการทดลอง หมายถึง สงิ ทีสามารถเปลียน
ค่าได้ ตัวแปรในการทดลองแบง่ ออกได้เปน 2 ลักษณะ คือ
(1)ตัวแปรอิสระ หมายถึง สภาพการณ์ทีผทู้ ดลองจดั
สรา้ งขนึ เพอื พยายามค้นหาวา่ สงิ ๆนันมอี ิทธพิ ล หรอื มคี วามสมั พนั ธ์
ต่อพฤติกรรมของผทู้ ดลองอยา่ งไร
(2)ตัวแปรตาม หมายถึง สภาพการณ์ต่าง ๆ ที
เปลียนแปลงไปอันเปนผลจากการทีผทู้ ดลองนําตัวแปรอิสระเขา้ มา
หรอื ถอนออกไป

วิ ธี ก า ร ศึ ก ษ า

ท า ง จิ ต วิ ท ย า

จุ ด มุ่ ง ห ม า ย ข อ ง ก า ร นาํ
จิ ต วิ ท ย า ม า ป ร ะ ยุ ก ต์ ใ ช้
กั บ ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น

ประการแรก  มุง่ พฒั นาองค์ความรู้ ความสําคญั ของจิตวทิ ยาการ
เกียวกับการเรยี นรขู้ องมนษุ ยใ์ น
สถานการณก์ ารเรยี นการสอนประการที เรยี นการสอน
สองนาํ เอาองค์ความรขู้ า้ งต้นมาสรา้ ง
รปู แบบเชงิ ปฏิบตั ิเพอื ครแู ละผทู้ ีกียว - ทําใหร้ จู้ กั ลักษณะนสิ ยั ของผู้
ขอ้ งกับการจดั การศึกษาสามารถนาํ ไป เรยี น
ใชป้ ระโยชนใ์ นการเรยี นการสอน
- ทําใหเ้ ขา้ ใจพฒั นาการ
หลกั การสําคญั บุคลิกภาพบางอยา่ งของผเู้ รยี น

1. มคี วามรใู้ นเนอื หาวชิ าทีสอน - ทําใหค้ รเู ขา้ ใจความแตกต่าง
2. มคี วามสามารถในการระยุกต์ ระหวา่ งบุคคล
หลักการจติ วทิ ยาเพอื การเรยี นการสอน
3. มคี วามสามารถในการปรบั ตัว - ทําใหค้ รทู ราบวา่ มอี งค์
ใหเ้ ขา้ กับสถานการณใ์ หม่ ประกอบใดบา้ งทีมผี ลกระทบต่อสมั ฤทธิ
4. มเี จตคติทีดตี ่อผเู้ รยี น ทางการเรยี นเชน่ แรงจูงใจ ความคาด
หวงั เชาวนป์ ญญา ทัศนคติ ฯลฯ

- ทําใหค้ รทู ราบทฤษฎีหลักการ
เรยี นรู้ รวมทังหลักการสอนและวธิ กี าร
สอน

- ทําใหค้ รวู างแผนการสอนได้
อยา่ งเหมาะสม

  -  ทําใหค้ รจู ดั สภาพแวดล้อม
ของหอ้ งเรยี นไดส้ อดคล้องกับฒนาการ
รวมทังสรา้ งบรรยากาศในชนั เรยี นทีเอือ
ต่อการปกครองชนั เรยี น

จิ ต วิ ท ย า ก า ร ส อ น

จั ด ทํา โ ด ย


Click to View FlipBook Version