The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ม.2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Tankun Narawongkul, 2022-09-27 12:53:59

หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ม.2

หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ม.2

1

คำนำ

Electronic Book เล่มนี้จัดทำข้ึนเพ่ือออกแบบหน่วยกำรเรียนรู้ในเร่ืองพุทธประวัติเพ่ือเป็นสื่อให้
นักเรียนได้เรียนรใู้ นวิชำพระพทุ ธศำสนำในระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีที่ 2 โรงเรียนบำ้ นโพธโ์ิ นนจำนอลี อก
สำนักงำนเขตพื้นท่ีกำรศกึ ษำประถมศึกษำศรีสะเกษเขต 1 ซึ่งประโยชน์ของกำรเรยี นรู้จำก Electronic Book
ทำใหผ้ ้เู รยี นได้เรียนรู้ได้ทกุ เวลำทกุ ประกำศตำมต้องกำรในทุก ๆ ทท่ี ่มี อี ินเตอร์เน็ต นอกจำกนี้ผู้เรยี น
ยังสำมำรถเรยี นซำ้ ๆ และสำมำรถทดสอบดพู ฒั นำกำรควำมรขู้ องตวั เองจำกกำรเรียนรู้ Electronic Book
ได้ตลอดเวลำ นั่นก็คือกำรทำแบบทดสอบโดยลิงก์ผ่ำน Google form ซ่ึงสำมำรถตรวจคำตอบได้ด้วยตนเอง
และสำมำรถทำกำรตอบคำถำมได้หลำยๆรอบจนได้คะแนนเป็นที่น่ำพอใจซ่ึงในกำรเรียน Electronic Book
เล่มน้ียังมีประโยชน์อีกส่วนหน่ึงก็คือ ช่วยลดภำวะโลกร้อนไม่ต้องเสียกระดำษจำนวนมำก แต่จะสำมำรำรถ
เรียนรู้ไดต้ ลอดเวลำ สะดวกและรวดเรว็

นำงวจิ ิตรำ วนั เลศิ
ผู้จัดทำ

สำรบัญ 2

เรอ่ื ง หน้ำ
คำนำ 1
สำรบัญ 2
พระพุทธคุณ
อริยสัจ 4 3-4
หลกั ธรรม ต่ำง ๆ ในพระพทุ ธศำสนำ 4-5
6-9

3

พทุ ธคณุ ๙

คำว่ำ “พุทธคุณ” เป็นคำท่ีชำวพุทธคุ้นหูกันเป็นอย่ำงดี แต่เชื่อว่ำหลำยคนยังไม่เข้ำใจคำนี้ได้อย่ำง
ถูกต้องนัก จึงขอนำมำอธิบำยขยำยควำมไว้ในท่ีน้ี โดยในพจนำนุกรม พุทธศำสน์ ของรองศำสตรำจำรย์
ดนยั ไชยโยธำ ไดใ้ หค้ วำมหมำยไวว้ ำ่

พุทธคุณ ๙ คือ คุณควำมดีของพระพุทธเจ้ำ ๙ ประกำร ดังที่นักปรำชญไ์ ด้ร้อยกรอง เพื่อให้เป็นบท
สวดสรรเสริญพระคุณอันประเสรฐิ ไวด้ ังนี้

๑. อรห เป็นพระอรหนั ต์ มคี ำแปลและควำมหมำยอยำ่ งนอ้ ย ๔ ประกำร ดังนี้
๑.๑ เป็นผ้คู วร คอื ผู้ทรงสง่ั สอนสิ่งใดก็ทรงทำสิ่งน้นั ได้ดว้ ย เป็นผ้มู ศี ีลบริสทุ ธ์ิ
๑.๒ เป็นผู้ไกล คือ ผู้ทรงไกลจำกกิเลสและบำปกรรม เพรำะทรงละได้เด็ดขำดแล้วท้ังโลภ โกรธ

และหลง
๑.๓ เป็นผู้หักซี่กำแพงล้อสังสำรวัฏ คือ ผู้ทรงตัดวงจรแห่งกำรเวยี นว่ำยตำยเกิดอยู่ในสังสำรวฏั ได้

แล้ว
๑.๔ เป็นผู้ไม่มีข้อลี้ลับ คือ ผู้ทรงไม่มีบำปธรรมทั้งท่ีลับและท่ีแจ้ง เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนผู้อ่ืน

และเป็นผ้คู วรไดร้ ับควำมเคำรพของผอู้ ื่น
๒. สมฺมำสมฺพทุ ฺโธเปน็ ผู้ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง คือ ทรงตรัสรอู้ ริยสจั ๔ อนั ไดแ้ ก่ ทุกข์ สมุทัย

นิโรธ มรรค เป็นกำรคน้ พบด้วยพระองค์เอง ไมม่ คี รู อำจำรยเ์ ปน็ ผสู้ อน
๓. วิชฺชำจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้ทรงเพียบพร้อมด้วยวิชชำและจรณะ คือ มีวิชชำควำมรู้ตั้งแต่ควำมรู้

ระดับพื้นฐำน จนกระท่ังควำมรู้ระดับสูงสุด และมีจรณะควำมประพฤติดีประพฤติได้ตำมท่ีทรงรู้ เช่น ควำม
สำรวมในศีล เปน็ ตน้

๔. สุคโต เปน็ ผ้เู สดจ็ ไปดี คำวำ่ “ไปดี” มีควำมหมำยหลำยนัยคอื
๑.เสด็จดำเนินตำมอรยิ มรรคมีองค์แปด อันเปน็ ทำงเดนิ ท่ีดี
๒.เสดจ็ ไปสพู่ ระนิพพำน อนั เป็นสภำวะท่ีดียง่ิ
๓.เสดจ็ ไปดีแล้ว เพรำะทรงละกิเลสไดโ้ ดยส้ินเชงิ
๔.เสดจ็ ไปปลอดภัยดี เพรำะเสด็จไปบำเพญ็ ประโยชน์แก่สตั ว์โลก

๕. โลกวิทู เป็นผู้ทรงรู้แจ้งโลก คือทรงรอบรู้โลกทำงกำยภำพ เช่นโลกมนุษย์ สัตว์โลก สังขำรโลก
โอกำสโลก และทรงรูโ้ ลกภำยในคอื ทกุ ข์และกำรดบั ทุกข์

๖. อนุตฺตโร ปรุ ิสทมมฺ สำรถิ เปน็ สำรถีผู้ทรงฝกึ คนได้อย่ำงยอดเยี่ยม คอื พระองคท์ รงรูน้ ิสัย (ควำม
เคยชนิ ) อปุ นิสัย(มแี วว) อธิมุตต(ิ ควำมถนดั ) อนิ ทรีย์(ควำมพรอ้ ม) ของบคุ คลระดับต่ำง ๆ และทรงฝกึ สอนด้วย
เทคนคิ วธิ กี ำรท่ีเหมำะแก่ควำมเคยชนิ แววถนดั และควำมพร้อมของเขำใหบ้ รรลมุ รรคผลเป็นจำนวนมำก

๗. สตฺถำ เทวมนุสฺสำน เป็นศำสดำของเทวดำและมนุษย์ทั้งหลำย คือ พระองค์ทรงประกอบด้วย
คุณสมบัติที่ควรเป็นครูของบุคคลในทุกระดับช้ัน เพรำะพระองค์ทรงรอบรู้และทรงสอนคนได้ทุกระดับ ทรง

4

สอนดว้ ยควำมเมตตำ มใิ ชเ่ พ่อื ลำภสกั กำระและคำสรรเสรญิ แตท่ รงม่งุ ควำมถกู ต้องและประโยชน์สุขของผู้ฟัง
เป็นใหญ่ ทรงสอนให้เหมำะสมกบั อัธยำศัยของผ้ฟู งั และทรงทำไดต้ ำมทท่ี รงสอนนั้นด้วย

๘. พุทฺโธ เป็นผู้ตื่น ผู้เบิกบำน คือ พระองค์ทรงต่ืนเองจำกควำมเช่ือถือและข้อปฏิบัติท้ังหลำยที่
ยดึ ถือกนั มำผดิ ๆ ด้วย ทรงรจู้ กั ฐำนะ คือ เหตุทค่ี วรเปน็ เปรียบได้กับคนตน่ื จำกหลับแล้วทรงปลุกผูอ้ น่ื ให้พ้น
จำกควำมหลงงมงำยด้วย อนึ่งพระองค์ทรงตื่นแล้วเป็นอิสระจำกอำนำจของโลภ โกรธ หลง แล้ว เม่ือทรงต่นื
แลว้ ก็ทรงแจ่มใสเบกิ บำน มพี ระทยั บรสิ ุทธิ์สะอำด

๙. ภควำ เปน็ ผ้มู ีโชค ผทู้ รงแจกแบง่ ธรรม คอื พระองคท์ รงเพยี บพรอ้ มไดด้ ้วยคุณธรรมทั้งหลำย อัน
เป็นผลสัมฤทธิ์แห่งพระบำรมีที่ทรงบำเพ็ญมำ นับเป็นผู้มีโชคดีกว่ำคนทั้งปวง เพรำะพระองค์ทรงทำกำรใดก็
ลุล่วงปลอดภัยทุกประกำร ส่วน “ภควำ” แปลว่ำ “ทรงแจกแบ่งธรรม” หมำยถึง มีพระปัญญำล้ำเลิศ จน
สำมำรถจำแนกธรรมท่ีลึกซง้ึ ให้เป็นที่เข้ำใจง่ำย และมีพระกรุณำธิคุณจำแนกจ่ำยคำสั่งสอนแก่เวไนยสัตว์ใหร้ ู้
ตำม

พระพุทธคุณท้งั ๙ ประกำรน้ี สรุปลงเปน็ ๓ ประกำรคือ
๑. พระวิสทุ ธิคุณ คอื ควำมบรสิ ุทธ์ิ อันได้แก่ พระคณุ ขอ้ ท่ี ๑,๓ และ ๙
๒. พระปัญญำคณุ คอื ปญั ญำ อนั ได้แก่ พระคุณขอ้ ที่ ๒,๕ และ๘
๓. พระมหำกรุณำธคิ ุณ คือ พระมหำกรุณำ อันไดแ้ ก่ พระคณุ ขอ้ ที่ ๔,๖ และ ๗

อรยิ สัจ 4

อริยสัจ หรือจตุรำริยสัจ หรืออริยสัจ 4 เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้ำ แปลว่ำ ควำมจริงอัน
ประเสรฐิ ควำมจรงิ ของพระอรยิ บุคคล หรือควำมจริงทที่ ำใหผ้ ู้เข้ำถงึ กลำยเป็นอรยิ ะ มีอยสู่ ีป่ ระกำร คือ
ทุกข์ คอื สภำพทที่ นได้ยำก ภำวะที่ทนอย่ใู นสภำพเดมิ ไมไ่ ด้ สภำพที่บบี คั้น ไดแ้ ก่ ชำติ (กำรเกดิ ) ชรำ (กำรแก่
กำรเกำ่ ) มรณะ (กำรตำย กำรสลำยไป กำรสญู ส้ิน) กำรประสบกับสงิ่ อนั ไม่เปน็ ท่รี ัก กำรพลัดพรำกจำกส่ิงอัน
เปน็ ที่รกั กำรปรำรถนำส่ิงใดแล้วไมส่ มหวังในสง่ิ นน้ั กล่ำวโดยย่อ ทุกขก์ ็คอื อปุ ำทำนขันธ์ หรอื ขนั ธ์ 5
สมุทัย คอื สำเหตุทที่ ำให้เกิดทุกข์ ไดแ้ ก่ ตัณหำ 3 คอื กำมตัณหำ-ควำมทะยำนอยำกในกำม ควำมอยำกไดท้ ำง
กำมำรมณ์, ภวตัณหำ-ควำมทะยำนอยำกในภพ ควำมอยำกเป็นโน่นเป็นนี่ ควำมอยำกท่ีประกอบด้วยภวทฏิ ฐิ
หรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตณั หำ-ควำมทะยำนอยำกในควำมปรำศจำกภพ ควำมอยำกไม่เปน็ โน่นเป็นนี่ ควำม
อยำกทีป่ ระกอบดว้ ยวิภวทฏิ ฐิหรอื อจุ เฉททฏิ ฐิ
นโิ รธ คอื ควำมดบั ทุกข์ ไดแ้ ก่ ดับสำเหตุทท่ี ำให้เกดิ ทกุ ข์ กล่ำวคอื ดับตัณหำทั้ง 3 ไดอ้ ย่ำงสิ้นเชงิ
มรรค คือ แนวปฏบิ ัติท่ีนำไปสูห่ รือนำไปถึงควำมดับทกุ ข์ มอี งคป์ ระกอบอยู่แปดประกำร คอื 1. สัมมำทิฐิ ควำม
เห็นชอบ 2. สัมมำสังกัปปะ ควำมดำริชอบ 3. สัมมำวำจำ เจรจำชอบ 4. สัมมำกัมมันตะ กระทำชอบ
5. สัมมำอำชีวะ เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมำวำยำมะ พยำยำมชอบ 7. สัมมำสติ ระลึกชอบ และ
8. สัมมำสมำธิ ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชอ่ื หนงึ่ ไดว้ ่ำ "มัชฌิมำปฏปิ ทำ" หรอื ทำงสำยกลำง

5

มรรคมีองค์แปดน้ีสรุปลงในไตรสิกขำ ได้ดังนี้ 1. อธิสีลสิกขำ ได้แก่ สัมมำวำจำ สัมมำกัมมันตะ และ
สัมมำอำชีวะ 2. อธิจิตสิกขำ ได้แก่ สัมมำวำยำมะ สัมมำสติ และสัมมำสมำธิ และ 3. อธิปัญญำสิกขำ ได้แก่
สัมมำทฏิ ฐิ และสมั มำสังกปั ปะ
กิจในอรยิ สจั 4
กจิ ในอรยิ สจั คอื สงิ่ ที่ต้องทำต่ออริยสัจ 4 แต่ละขอ้ ไดแ้ ก่
ปริญญำ - ทกุ ข์ ควรรู้ คือกำรทำควำมเขำ้ ใจปญั หำหรือสภำวะทเ่ี ปน็ ทุกข์อยำ่ งตรงไปตรงมำตำมควำมเป็นจริง
เปน็ กำรเผชิญหนำ้ กับปญั หำ
ปหำนะ - สมทุ ัย ควรละ คือกำรกำจัดสำเหตุที่ทำใหเ้ กิดทุกข์ เปน็ กำรแกป้ ญั หำท่ีเหตุต้นตอ
สัจฉิกริ ิยำ - นิโรธ ควรทำให้แจ้ง คือกำรเขำ้ ถงึ ภำวะดับทกุ ข์ หมำยถงึ ภำวะทไ่ี ร้ปัญหำซง่ึ เปน็ จดุ มุ่งหมำย
ภำวนำ - มรรค ควรเจริญ คือกำรฝึกอบรมปฏิบัติตำมทำงเพื่อให้ถงึ ควำมดบั แห่งทกุ ข์ หมำยถึงวธิ กี ำรหรือทำง
ที่จะนำไปสู่จุดหมำย
กจิ ทงั้ สน่ี ี้จะตอ้ งปฏบิ ตั ิให้ตรงกับมรรคแตล่ ะข้อใหถ้ กู ตอ้ ง กำรร้จู ักกิจในอริยสัจนเ้ี รียกว่ำกิจญำณ
กิจญำณเป็นส่วนหนง่ึ ของญำณ 3 หรือญำณทัสสนะ (สัจญำณ, กิจญำณ, กตญำณ) ซึ่งหมำยถึงกำรหย่ังรู้ครบ
สำมรอบ ญำณท้งั สำมเม่อื เข้ำคกู่ บั กิจในอริยสัจทัง้ สีจ่ งึ ได้เปน็ ญำณทัสนะมีอำกำร 12 ดงั นี้
สัจญำณ หยง่ั ร้คู วำมจรงิ สป่ี ระกำรวำ่
นค่ี ือทกุ ข์
นคี่ ือเหตแุ หง่ ทกุ ข์
นีค่ อื ควำมดบั ทุกข์
นค่ี อื ทำงแห่งควำมดับทุกข์
กจิ ญำณ หยัง่ รหู้ นำ้ ท่ตี อ่ อริยสจั วำ่
ทุกขค์ วรรู้
เหตุแห่งทุกข์ควรละ
ควำมดบั ทกุ ข์ควรทำใหป้ ระจักษ์แจ้ง
ทำงแหง่ ควำมดบั ทุกข์ควรฝึกหัดให้เจรญิ ขึ้น
กตญำณ หย่งั รวู้ ำ่ ไดท้ ำกิจทคี่ วรทำได้เสรจ็ สนิ้ แลว้
ทุกข์ได้กำหนดร้แู ล้ว
เหตแุ หง่ ทกุ ข์ไดล้ ะแลว้
ควำมดับทกุ ข์ได้ประจกั ษ์แจง้ แลว้
ทำงแหง่ ควำมดับทกุ ข์ได้ปฏิบตั ิแล้ว

6

หลกั ธรรม ต่ำง ๆ ในพระพทุ ธศำสนำ

หลกั แหง่ กำรปฏบิ ตั ิธรรม ๕ ประกำร
๑. ศีล ดว้ ยกำรทำตนใหส้ งบ ระวังควำมช่ัวทำงกำย - ใจ
๒. สมำธิ ต้องฝกึ จิต อบรมจติ ให้ระงบั ควำมวิตกฟงุ้ ซำ่ น
๓. ปัญญำ ต้องศึกษำลกั ษณะจติ ด้วยควำมเข้ำใจที่ถกู ตอ้ ง ในหลักแห่งควำมจรงิ
๔. วิมุตติ ตอ้ งเข้ำใจลกั ษณะแหง่ จติ ท่พี น้ จำกเพลงิ ทุกข์ ว่ำเปน็ อย่ำงไร
๕. วิมุตตญิ ำณทัสสนะ ตอ้ งศกึ ษำถงึ ควำมรู้จักตน วำ่ อยำ่ งไรจงึ รู้แน่
กำยสจุ ริต วจสี ุจริตต มโนสจุ ริต

หวั ใจสำคญั ของพระพุทธศำสนำ ๓ ประกำรได้แก่
๑.ไมท่ ำควำมชวั่ ทัง้ ปวง
๒.ทำควำมดีใหถ้ งึ พรอ้ ม
๓.ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส
พระพุทธเจ้ำทรงแสดงให้พระอริยสงฆ์จำนวน ๑๒๕๐ รปู ท่ตี ่ำงมำประชุมโดยพร้อมเพรียงกันโดยมิไดน้ ัดหมำย
ในวนั เพ็ญเดือน ๓ (วันมำฆบชู ำ) เรียกว่ำ "โอวำทปำตโิ มกข์ " อนั ถือเป็นข้อธรรมที่เปน็ ประธำนของคำสอน
ทั้งหลำย

ฆรำวำสธรรม ๔
คอื ธรรมสำหรบั กำรครองเรือนในชวี ิตของบุคคลทั่วไปได้แก่
๑. สจั จะ คือ พดู จรงิ ทำจริงและซ่อื ตรง
๒. ทมะ คือ ฝึกหดั แก้ไขปรบั ปรงุ
๓. ขนั ติ คอื อดทนตั้งใจและขยนั
๔.จำคะ คือ เสียสละ

ธรรมคุ้มครองโลกมี ๒ อย่ำงคือ
๑.หริ ิ คอื ควำมละอำยใจในกำรทำบำป
๒.โอตตปั ปะ คอื ควำมเกรงกลวั ผลของกำรทำช่ัว

7

อิทธิบำท ๔ หรือธรรมทช่ี ่วยใหส้ ำเรจ็ ในสง่ิ ท่ปี ระสงค์ได้แก่
๑. ฉนั ทะ คอื ควำมพอใจรกั ใคร่
๒. วิริยะ คอื ควำมเพียร
๓. จิตตะ คือ เอำใจฝกั ใฝ่ ไมว่ ำงธรุ ะ
๔. วมิ งั สำ คือ หมน่ั ตรติ รอง พิจำรณำเหตุผล
สัมมัปปำธำน ๔
๑. พยำยำมเพ่อื จะไมใ่ ห้เกดิ อกุศลกรรม คือ บำปเกิดในตน
๒. พยำยำมเพื่อจะละอกุศลธรรม คือ บำปทีเ่ คยเกดิ ขนึ้ แล้วในตน
๓. พยำยำมเพื่อจะเจริญกุศลธรรม คอื บุญใหม้ ใี นตน
๔. พยำยำมเพ่ือรกั ษำกศุ ลธรรม คอื บุญทเี่ กิดข้ึนแลว้ ในตนให้มอี ยู่
ข้อแรกคือ ให้ระวังทวำรหก ตำ หู จมูก ลิน้ กำย ใจ
ข้อทีเ่ หลอื คอื ตอ้ งขับไล่ของเก่ำ คืออย่ำไปแยแส ไมต่ อ้ งรำพงึ เพียงแตเ่ จริญสติ
เม่ือพระพุทธเจ้ำได้ทรงตรัสรู้แล้วได้แสดงปฐมเทศนำโปรดแก่ ปญั จวคั คยี ์ทัง้ ๕ (ผู้ท่เี คยอุปฏั ฐำกปรนนบิ ัติ
พระองคม์ ำไดแ้ ก่ โกณทญั ญะ วปั ปะ ภัททิยะ มหำนำมะ และอสั สชิ) เป็นคร้ังแรก มรรคอนั มีองค์ ๘ น้เี ป็นขอ้
ปฏิบัติแบบสำยกลำง (มชั ฌมิ ำปฏปิ ทำ) ที่ทรงโปรดแกเ่ หล่ำปัญจวัคคยี ์
มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
สมั มำทิฏฐิ คอื มีปัญญำอันเห็นชอบ ไดแ้ กก่ ำรเหน็ ในอริยสัจ ๔ คอื
ทุกข์
เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (สมุทัย)
ควำมดับทกุ ข์ (นโิ รธ)
ขอ้ ปฏิบัติให้ถึงควำมดับทุกข์ (มรรค)
สมั มำสงั กัปปะ คือดำรชิ อบ ได้แก่
ดำริทจี่ ะออกจำกกำม (เนกขัมมะ)
ดำรใิ นกำรไม่พยำบำทปองรำ้ ยผอู้ น่ื
ดำริในกำรไมเ่ บียดเบยี นผอู้ น่ื
สมั มำวำจำ คือเจรจำชอบ ได้แกก่ ำรเว้นจำกวจที ุจริต ๔ คอื ไม่ประพฤติชัว่ ทำงวำจำอันไดแ้ ก่
ไม่พูดเท็จ (มุสำวำทำ)
ไมพ่ ูดส่อเสยี ด ยยุ งให้เขำแตกร้ำวกนั (ปสิ ณุ ำย วำจำย)
ไมพ่ ดู คำหยำบคำย (ผรุสำย วำจำย)
ไม่พดู เพ้อเจอ้ เหลวไหลไร้สำระ (สัมผปั ปลำปำ)

8

๔.สัมมำกัมมนั ตะ คือทำกำรงำนชอบโดยประกอบกำรงำนทไี่ ม่ผดิ ประเพณี ไมผ่ ิดกฏหมำย ไม่ผิดศีลธรรม และ
เว้นจำกกำรทจุ ริต ๓ อย่ำงไดแ้ ก่

กำรเบยี ดเบยี นฆ่ำสัตว์ตัดชีวิต (ปำณำติบำต)
กำรลกั ขโมย และฉอ้ ฉลคดโกง แกลง้ ทำลำยผอู้ ่นื (อทนิ นำทำน)
กำรประพฤตผิ ิดในกำม (กำเมสมุ ิจฉำจำร)
๕.สมั มำอำชวี ะ คอื เลย้ี งชวี ติ ชอบได้แก่ กำรเว้นจำกกำรเลย้ี งชีพในทำงทผ่ี ิด กำรประกอบสมั มำอำชีพคอื
เว้นจำกกำรคำ้ ขำยเครื่องประหำรมนษุ ย์และสัตว์
เว้นจำกกำรคำ้ ขำยมนุษยไ์ ปเป็นทำส
เวน้ จำกกำรคำ้ สัตว์สำหรับฆำ่ เปน็ อำหำร
เว้นจำกกำรค้ำขำยนำ้ เมำ
เวน้ จำกกำรคำ้ ขำยยำพิษ
๖.สัมมำวำยำมะ คือมีควำมเพยี รชอบ ๔ ประกำรไดแ้ ก่
เพยี รระวงั มิใหบ้ ำปหรือควำมชว่ั เกิดข้ึน
เพียรละบำปหรอื ควำมชว่ั ที่เกดิ ขึ้นแลว้
เพยี รทำกุศลหรือควำมดใี ห้เกดิ ข้นึ
เพียรรกั ษำกศุ ลหรือควำมดีทเี่ กดิ ข้ึนแล้วใหค้ งอยู่
๗.สมั มำสติ คือระลกึ ชอบไดแ้ ก่ กำรระลกึ วิปฏั ฐำนได้แก่ กำรระลึกในกำย เวทนำ จติ และธรรม ๔ ประกำรคือ
พจิ ำรณำกำย ระลกึ ได้เมื่อรู้สึกสบำยหรือไมส่ บำย พิจำรณำลมหำยใจเขำ้ ออก
พจิ ำรณำเวทนำ ระลกึ ได้เมือ่ รู้สึกสขุ หรอื ทกุ ข์ หรือเฉยๆ มรี ำคะ โทสะ โมหะหรอื ไม่
พจิ ำรณำจิต ระลกึ ได้วำ่ จิตกำลังเคร้ำหมองหรอื ผ่องแผว้ รู้เทำ่ ทันควำมนึกคิด
พิจำรณำธรรมให้เกิดปัญญำ ระลึกได้วำ่ อำรมณ์อะไรกำลงั ผ่ำนเข้ำมำในใจ
๘.สมั มำสมำธิ คอื ต้งั ใจชอบ ทำจิตให้สงบระงบั จำกกเิ ลส เคร่ืองเศร้ำหมอง ให้มอี ำรมณแ์ นว่ แน่เป็นอนั เดยี ว
เพื่อให้จติ จดจอ่ ไม่ฟุ้งซำ่ น หำอำรมณ์อันไม่มีโทษให้จติ ยึด จะไดไ้ ม่พร่ำไปหลำยทำงไดแ้ ก่ กำรเจริญฌำนท้งั ๔
คอื
ปฐมฌำน หรือฌำนที่ ๑
ทุตยิ ฌำน หรือฌำนที่ ๒
ตติยฌำน หรอื ฌำนที่ ๓
จตตุ ถฌำน หรอื ฌำนที่ ๔

9

เคลด็ ลบั กำรเปน็ พหสู ตู ๕ อย่ำง
๑.ฟังมำก หรือศกึ ษำเลำ่ เรยี นมำก
๒.จำมำก คือหมนั่ สังเกตจดจำสง่ิ ต่ำงๆทเี่ ห็นมำ เรียนมำ
๓.ทอ่ งจนคล่องข้ึนใจ คือจำได้โดยไมต่ ้องนกึ คิด
๔.เจนใจ คือกำรคิดจนสรำ้ งมโนภำพในใจขึ้นได้ทันที
๕.ทะลุปรุโปรง่ คือนำขอ้ มูลท่ีได้ศกึ ษำมำพจิ ำรณำเป็นขอ้ สรุป อธบิ ำยต้นสำยปลำยเหตุไดอ้ ยำ่ งถูกต้อง

อำนิสงส์ในกำรฟงั ธรรม ๕ ประกำรได้แก่
๑.ย่อมไดฟ้ ังสง่ิ ท่ียงั ไมเ่ คยฟงั
๒.สิ่งที่ได้ฟงั แล้ว ย่อมชัดเจนแจม่ แจ้งขึ้น
๓.บรรเทำควำมสงสัยเสยี ได้
๔.ทำควำมเห็นใหต้ รง
๕.จิตของผู้ฟังย่อมผอ่ งใส
*ไม่ได้เปน็ คำสัง่ สอนของพระพุทธเจ้ำ แต่เป็นโอวำทท่ที ่ำนธนญั ชัยเศรษฐีไดใ้ หไ้ วก้ ับนำงวสิ ำขำกอ่ นออกเรือน
ซ่งึ ถอื วำ่ เปน็ ขอ้ พึงปฏิบัติทด่ี สี ำหรบั สตรีท่ัวไป จึงได้นำมำกล่ำวไว้ ณ ทน่ี ี้

( แบบทดสอบหลัง https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfp-
vwHlV2Y85uKRUSOMXNVhXbDBURNHOdy4cEXFCRuAeBGug/viewform?usp=sf_link

10


Click to View FlipBook Version