การพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL* THE DEVELOP READING COMPREHENSION ABILITIES OF MATHAYOMSUKSA 1 STUDENTS BY MANAGING LEARNING WITH THE KWL TECHNIQUE เทพธิดา ประดิษฐผล1 และ บัญชา ธรรมบุตร2 Thepthida Praditphon1 and Bancha Thammabut2 1-2มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย 1-2Mahamakut Buddhist University, Thailand Corresponding author E-mail: [email protected] Received 23 January 2023; Revised 26 February 2023; Accepted 27 February 2023 บทคัดย่อ บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL 2) เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการ เรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนกัลยาณวัตร อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 ห้องเรียน 42 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนพัฒนาการอ่านจับใจความ 2) แบบสอบถามความคิดเห็น ของนักเรียนที่มีต่อการอ่านจับใจความสำคัญด้วยเทคนิค KWL สถิติที่ใช้นการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า * เทพธิดา ประดิษฐผล และ บัญชา ธรรมบุตร. (2566). การพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL. วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด, 1(1), 1-20. Thepthida Praditphon and Bancha Thammabut. (2023). The Develop Reading Comprehension Abilities of Mathayomsuksa 1 Students by Managing Learning with the Kwl Technique. Journal of Santayaphiwat Wat nongnokkod. 1(1), 1-20. https://so16.tci-thaijo.org/index.php/jswn
2 | Journal of Santayaphiwat Wat Nongnokkod Vol.1 No.1 (January-February 2023) 1) ผลการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 KWL ที่่มีค่าเฉลี่ยของความสามารถผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 พบว่า มีนักเรียนที่ มีความสามารถในการอ่านจับใจความผ่านเกณฑ์โดยเฉลี่ยร้อยละ 82.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดร้อยละ 80 และมีนักเรียนจำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว จึง สรุปได้ว่านวัตกรรมเรื่องเทคนิค KWL ช่วยพัฒนาความสามารถของนักเรียนให้อ่านจับใจความ สำคัญผ่านเกณฑ์ 80 ได้จริง และ 2) ผลของการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีต่อการอ่านจับใจความสำคัญด้วยเทคนิค KWL พบว่านักเรียนมีความเห็นว่าตนเองได้ลงมือ ปฏิบัติมากที่สุด สรุปแล้วนักเรียนมีความคิดเห็นต่อวิธีการวิธีการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมนี้อยู่ใน ระดับมากที่สุด คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้, วิธีสอน, KWL Abstract This research article objectives were 1) to develop the reading comprehension ability of Mathayomsuksa 1 students by using the KWL teaching method; 2) to compare the reading comprehension ability of Mathayomsuksa 1 students before and after. Learning management by KWL teaching method. The samples used in this research were 42 students in grade 1/1, semester 1, academic year 2022, Kanlayanawat School, Muang District, Khon Kaen Province. simple random Equipment used in the research are: 1) a learning management plan with steps to develop reading comprehension; 2) a questionnaire on students' opinions towards reading comprehension using the KWL technique. and percentage. The results showed that 1) the result of the development of reading comprehension ability of Mathayomsuksa 1 KWL students with an average of 80 percent passed the criteria, it was found that there were students who had the ability to read
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์2566) | 3 comprehension passing the average percent. 82.75, which is higher than the 80 percent criterion and there are 42 students representing 100 percent who pass the above criteria. Therefore, it can be concluded that the innovation of KWL technique helps develop the student's ability to read the main points through the 80 criterion and 2) the effect of the study of the opinions of Mathayomsuksa 1 students on reading comprehension using the KWL technique was found. that the students viewed that they had done the most In summary, students' opinions on this innovative learning method were at the highest level. Keywords: Learning Management, Teaching Methodology, KWL บทนำ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทยเป็นสาระการเรียนรู้ที่จำเป็นต้องเรียน โดยแบ่งออกเป็น 5 สาระการเรียนรู้ ได้แก่ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง ดู และพูด สาระที่ 4 หลักการ ใช้ภาษาไทย และสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่งสาระที่ 1 การอ่าน เป็นทักษะที่สำคัญ ทักษะหนึ่งเพราะเป็นทักษะที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้จากสิ่งต่าง ๆ อีกได้ ช่วย ให้เข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่านได้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ผู้ที่เข้าใจในสิ่งที่อ่านและ จับประเด็นในเรื่องที่อ่านได้อย่างรวดเร็ว ย่อมเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการรับสารจากการ อ่านและเป็นผู้ที่ทันต่อเหตุการณ์ ความสำเร็จในชีวิตการเรียนการศึกษา และการประกอบ อาชีพหลายอย่างขึ้นอยู่กับการอ่านเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่ง ถ้าคิดให้ละเอียดลึกซึ้งแล้วจะ เห็นได้ว่าในชีวิตคนเรานั้นแทบทุกชีวิตและทุกระดับชั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงการอ่านไปได้ เนื่องจาก สารสนเทศในปัจจุบันมากมายที่ผู้อ่านได้อ่านมากก็ย่อมมีความรู้มากมายตามสารสนเทศนั้น ๆ และความสำคัญของการอ่านว่าเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมืองให้เกิดความเจริญงอก งามทั้งในด้านความรู้ ความคิด สติปัญญาและรวมไปถึงวิจารณญาณ ผู้ที่อ่านหนังสือมากย่อม ได้รับความรู้มากและเป็นสมาชิกที่มีประสิทธิภาพของสังคม (กรมวิชาการ, 2551) การอ่านมี ความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เล็กจนโต มีความสำคัญต่อการพัฒนาอาชีพ และการศึกษา การ
4 | Journal of Santayaphiwat Wat Nongnokkod Vol.1 No.1 (January-February 2023) อ่านเป็นหัวใจในการเรียนการสอนที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา เพราะจะเป็น ส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านทำความเข้าใจกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ได้ แต่ถ้าอ่านไม่สม่ำเสมอผล ที่ตามมาคือผู้อ่านต้องใช้เวลาอ่านมากกว่าปกติ และจับใจความสำคัญได้ไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญในการถ่ายทอดสิ่งที่อ่านให้ผู้อื่นได้รับรู้ได้ตรงประเด็น ซึ่งสอดคล้องกับ จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ (2556: 2) ที่กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่าน เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต ต่อความเจริญในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์มาก การอ่านหนังสือนอกจากจะทำให้ผู้อ่านเป็นผู้หูตา กว้างแล้ว คนอ่านจะเป็นผู้ทันต่อเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวของโลกปัจจุบัน และอาจเป็น เครื่องกระตุ้นให้เกิดความสงบในใจ ส่งเสริมวิจารณญาณและประสบการณ์ให้เพิ่มพูนขึ้น การ อ่านยังทำให้บุคคลที่มีประสิทธิภาพในการอ่านอยู่มาก สังคมนั้นย่อมจะเจริญพัฒนาไปได้อย่าง รวดเร็ว ซึ่งสรุปได้ว่าการอ่านนั้นมีความสำคัญต่อการพัฒนาอาชีพ และการศึกษา การอ่านเป็น หัวใจในการเรียนการสอนที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการอ่านจับ ใจความสำคัญเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนด้วยการอ่านอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่าน อ่านได้ รวดเร็วและจับใจความได้ถูกต้อง เพราะจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้อ่านทำความเข้าใจกับ เนื้อหาและวัตถุประสงค์ได้ แต่ถ้าอ่านไม่สม่ำเสมอผลที่ตามมาคือผู้อ่านต้องใช้เวลาอ่านมากกว่า ปกติ และจับใจความสำคัญได้ไม่ครบถ้วน การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนด้วยการอ่านอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำ ให้ผู้อ่านอ่านได้รวดเร็วและจับใจความได้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในการถ่ายทอดสิ่ง ที่อ่านให้ผู้อื่นได้รับรู้ได้ตรงประเด็น ดังที่ แววมยุรา เหมือนนิล (2541: 17) ได้กล่าวว่า “การ อ่านจับใจความเป็นความเข้าใจเรื่องที่อ่านระดับต้น และเป็นพื้นฐานสำคัญมากสำหรับการอ่าน ระดับสูงต่อไป เช่น ถ้านักเรียนจับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ ก็คงไม่สามารถอ่านเพื่อวิจารณ์ว่า เรื่องนั้นดีหรือไม่ดีได้เลย” ส่วน อดิศร ขาวสะอาด (2555: 2) กล่าวว่า “การอ่านจับใจความ เป็นทักษะสำคัญ เพราะสามารถช่วยให้บุคคลทั่วไปเข้าใจถึงเรื่องที่อ่านรับรู้ข่าวสารให้ถูกต้อง สำหรับนักเรียนในการเรียนวิชาทุกวิชา ผู้เรียนจะใช้ทักษะ ในการอ่านจับใจความเป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ การอ่านจับใจความจึงเป็นทักษะที่จำเป็นในการ พัฒนาตนเอง ตลอดจนทำให้การดำรงชีวิตประจำวันเป็นปกติสุขและมีคุณภาพ สอดคล้องกับ กานต์ธิดา แก้วกาม (2556: 31) ที่กล่าวว่า การอ่านจับใจความเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะ เป็นทักษะพื้นฐานของการอ่าน ผู้ที่สามารถจับใจความของสิ่งที่อ่านได้มาก ย่อมมีโอกาสรับรู้ เรื่องราวได้ดีกว่าผู้ที่ไม่สามารถจับใจความได้ ดังนั้น ผู้อ่านจึงต้องเรียนรู้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ การอ่านจับใจความเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาทักษะความสามารถด้านการอ่านจับ
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์2566) | 5 ใจความดังที่ วันวิดา กิจเจา (2557: 36) กล่าวว่า “การอ่านจับใจความสำคัญเป็นทักษะที่มี ความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการอ่านเนื้อเรื่องให้เข้าใจและถือเป็นหัวใจของ การอ่านทั่ว ๆ ไป รวมถึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ เพื่อพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ซึ่งสอดคล้องกับ พิบูลย์ ตัญญูบุตร ได้กล่าวว่า การอ่านนอกจากจะ เป็นทักษะสำคัญทางการแสวงหาความรู้แล้ว การอ่านยังมีความสำคัญในแง่อื่น ๆ อีกมาก เช่น เป็นพื้นฐานในการเรียนวิชาอื่น ๆ เป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ก่อให้เกิดความรู้ความเพลิดเพลิน และมีประสบการณ์กว้างขวาง เป็นเครื่องมือช่วยในการ ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังมีผลต่อเนื่องไปถึงการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของพลเมืองในชาติด้วย อย่างไรก็ตามแม้ว่าการอ่านจับใจความสำคัญจะมีความสำคัญดังกล่าวข้างต้นยังพบว่า นักเรียนยังมีปัญหาด้านดังกล่าว ดังสอดคล้องกับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้น พื้นฐาน (O-Net) ปีการศึกษา 2564 ที่มีผลเฉลี่ย สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เฉลี่ย 43.93 และ สาระที่ 1 การอ่าน มีคะแนนเฉลี่ย 43.45 มีผลการประเมินยังไม่เป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้ ผล การทดสอบตามแนวทางการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ PISA ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีคะแนนเฉลี่ย อยู่ที่ 55.18 ซึ่งยังไม่ผ่านตามเกณฑ์พึงพอใจที่สถานศึกษากำหนด คือ ร้อยละ 60 (ข้อมูลผลการทดสอบโรงเรียนกัลยาณวัตร) ผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่าจากการจัดการเรียนรู้กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในทักษะด้านการอ่านจับใจความ สำคัญ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนค่อนข้างต่ำ ไม่บรรลุตามเป้าหมายของการจัดการ เรียนรู้และไม่มีการพัฒนา จึงทำให้ผลการเรียนที่ผ่านมายังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากผลการ เรียนเฉลี่ยในเรื่องนี้ไม่ผ่านตามเกณฑ์พึงพอใจที่สถานศึกษากำหนด ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุ ที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญต่ำ พบว่า เกิดจาก สาเหตุ คือขาดสื่อและนวัตกรรมที่ช่วยฝึกทักษะและกระบวนการคิดเพื่อทำให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและประหยัดเวลาในการเรียนรู้ ซึ่งสื่อและนวัตกรรมนั้นสามารถให้ผู้เรียน ศึกษาด้วยตนเองได้ ผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานในเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญน้อย ขาดความ เข้าใจ ขาดทักษะ ไม่มีความกระตือรือร้นในการเรียนเท่าที่ควร เพราะขาดสื่อและนวัตกรรมที่ น่าสนใจ ผู้เรียนขาดทักษะความรู้ในเรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญและได้รับมอบหมายงานให้ ทำที่ซ้ำซาก ไม่น่าสนใจ เพราะครูไม่มีสื่อและนวัตกรรมที่ดี แบบฝึกหัดของสำนักงาน
6 | Journal of Santayaphiwat Wat Nongnokkod Vol.1 No.1 (January-February 2023) คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จะนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีแบบฝึกหัด น้อย ไม่ครอบคลุมเนื้อหา ไม่ได้เรียงลำดับตามความยากง่าย และความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน เมื่อครูใช้สื่อและนวัตกรรมที่ไม่น่าสนใจหรือไม่ใช้สื่อ เลย ทำให้ผู้เรียนไม่สนใจที่จะเรียนรู้ในเรื่องที่ครูสอน วิธีการในการพัฒนาทักษะการอ่านนั้นมีอยู่หลายวิธี วิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับมาเป็น เวลานานคือ เทคนิค KWL ซึ่งเป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นโดย (Ogle, 1986) เทคนิค KWL เป็น วิธีการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการอ่านอย่างเป็นลำดับขั้นตอน และนำทักษะ การคิดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอ่าน โดยประกอบด้วยขั้นตอนในการสร้างองค์ความรู้ พื้นฐาน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ขั้น K (what I know) หมายถึง การเข้าถึงความรู้ที่ผู้เรียนมีอยู่ ก่อนแล้วเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่จะอ่าน 2. ขั้น W (what do I want to know) หมายถึง การ กำหนดจุดมุ่งหมายเกี่ยวกับความรู้ที่ต้องการได้รับจากการอ่านและ 3. ขั้น L (what I have learned) หมายถึง การสรุปประเด็นและข้อความรู้ที่ได้รับหลังการอ่าน ในขั้นตอนเหล่านี้ ผู้เรียนจะต้องบันทึกองค์ความรู้ลงในแบบบันทึก KWL เพื่อสะท้อนความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน ต่อมาเทคนิค KWL ได้รับการพัฒนา เพื่อให้นำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยใช้ชื่อเทคนิคว่า KWL Plus (Carr & Ogle, 1987) ซึ่ง (สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์, 2544) ได้ กล่าวถึงเทคนิค KWL Plus ไว้ว่าเป็นเทคนิคที่คงสาระเดิมของ KWL ไว้ แต่เพิ่มการเขียน แผนผังสัมพันธ์ทางความหมายและสรุปเรื่องที่อ่าน และ (วัชรา เล่าเรียนดี, 2547) ได้ขยาย ความเกี่ยวกับเทคนิค KWL Plus เพิ่มเติมว่า เป็นเทคนิคที่สามารถนำมาพัฒนาการอ่านได้ทุก ระดับ ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญของเทคนิค KWL ทั้ง 3 ขั้นตอนและเพิ่มเติมในส่วนของการทำ แผนผังมโนทัศน์หรือ แผนผังความคิด (mind mapping) เพื่อสรุปเรื่องราวต่าง ๆ ที่อ่าน หลังจากจบกระบวนการ KWL นอกจากนี้ (จีรนันท์ พูลสวัสดิ์, 2554) ยังกล่าวว่า การสอนอ่าน ด้วยวิธี KWL Plus มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการอ่านอย่างกระตือรือร้น เป็นการอ่านที่ฝึกถามตนเอง การใช้ความคิด คิดในเรื่องที่อ่าน พัฒนาสมรรถภาพในการกำหนด เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการอ่าน สรุปสาระสำคัญจากเรื่องที่อ่าน และจัดการกับสาระ ความรู้ขึ้นมาใหม่ตามความเข้าใจของตนเอง และหากพิจารณาในแต่ละขั้นตอนของเทคนิค KWL Plus จะพบว่าทุกขั้นตอนมีข้อสนับสนุนที่มีเหตุผลในการนำเทคนิคนี้มาใช้เพื่อพัฒนาเป็น กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์2566) | 7 กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะ การอ่านจับ ใจความซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการแสวงหาความรู้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงเลือกศึกษาการ พัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการ เรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL ทั้งนี้เพื่อจะให้นักเรียนมีความสามารถ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนที่สูงขึ้นซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนให้บรรลุ จุดประสงค์และเป้าหมายของหลักสูตรที่กำหนดไว้ต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดย การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกัลยาณวัตร อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ซึ่งกำลัง ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 3 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 126 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนกัลยาณวัตร อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 42 คน ที่ได้มาจากการสุ่ม อย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับฉลากจาก 3 ห้องเรียน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 1 คาบ คาบเรียนละ 55 นาที ไม่รวมทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน 2 คาบ รวมเป็น 8 ชั่วโมง
8 | Journal of Santayaphiwat Wat Nongnokkod Vol.1 No.1 (January-February 2023) 4. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์โดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับข้อคำถามแบบปลายเปิด (Open-ended Questionnaire) ผลการวิจัย การวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกัลยาณวัตร อำเภอเมือง จังหวัด ขอนแก่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลากโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม (Unit of Sampling) ซึ่งผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามลำดับดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL มีรายละเอียดดังนี้ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน นักเรียน คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (SD) t p ท ดส อบ ก่ อ น เรียน 42 20 10.55 0.80 -24.877 .000 ท ดส อ บ ห ลั ง เรียน 42 20 18.10 0.85 ตารางที่1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL จากตารางที่ 1 พบว่าคะแนนความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉลี่ยหลังเรียน (̅= 18.10, SD = 0.85) สูงกว่าก่อนเรียน
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์2566) | 9 (̅= 10.55, SD = 0.80) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อนักเรียนได้เรียนด้วยวิธีสอนแบบ KWL แล้ว นักเรียนมีความสามารถด้านการอ่านจับใจความสูงขึ้นกว่าเดิม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ว่า ความสามารถทางการเรียน เรื่อง การอ่าน จับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ KWL หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษา ปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWLกับเกณฑ์ ที่กำหนด ตารางที่2 ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL กับเกณฑ์ ที่กำหนด ร้อยละ 80 จากตารางที่ 2 พบว่าคะแนนความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 42 คน หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL แล้วมีคะแนน เฉลี่ย (̅)เท่ากับ 18.10 คิดเป็นร้อยละ 82.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เท่ากับ 0.85 สูง กว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ว่าความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่1 หลังการจัดการเรียนรู้เรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 80 ตอนที่ 3 ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL จำนวน 42 คน ซึ่งจำแนกเป็นภาพรวมและรายด้าน จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านบรรยากาศการจัดการเรียนรู้และ กลุ่ม ตัวอย่าง จำนวน นักเรียน เกณฑ์ที่ กำหนดร้อยละ คะแนน เต็ม คะแนน เฉลี่ย ̅ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน(SD) คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ t p 42 80 20 18.10 0.85 82.75 -5.80 .007
10 | Journal of Santayaphiwat Wat Nongnokkod Vol.1 No.1 (January-February 2023) ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้โดยวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (̅) และระดับความคิดเห็น ดัง รายละเอียดตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ 8. นักเรียนได้พัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับ ใจความและมีเป้าหมายในการอ่านมากขึ้น 4.62 0.48 มากที่สุด 1 9. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมาก ขึ้น 4.30 0.60 มาก 2 10. นักเรียนสามารถนำกระบวนการอ่านไปใช้ใน ชีวิตประจำวันและในวิชาอื่นได้ 4.50 0.57 มากที่สุด 3 รวมด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ 4.47 0.39 มากที่สุด (1) รายการ (̅) S.D. ระดับความ คิดเห็น ลำดับที่ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นลำดับต่อเนื่องไม่สับสน 4.60 0.55 มากที่สุด 2 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ปฏิบัติตามขั้นตอน ไม่ยาก เกินไป 4.70 0.44 มากที่สุด 1 3. การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนคิดวิเคราะห์และ แสดงความคิดเห็นในทุกขั้นตอน 4.42 0.46 มาก 4 4. การจัดการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนตั้งคำถามและตอบ คำถามในสิ่งที่อยากรู้ 4.59 0.56 มากที่สุด 3 รวมด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4.57 0.32 มากที่สุด (2) ด้านบรรยากาศการจัดการเรียนรู้ 5. นักเรียนสนุกสนานในการร่วมกิจกรรมการจัดการ เรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบKWL 4.45 0.51 มาก 2 6. การจัดการเรียนรู้ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีมีการ ช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม 4.50 0.52 มากที่สุด 1 7. นักเรียนมีโอกาสแลกเปลี่ยนการเรียนรู้และความ คิดเห็นระหว่างเพื่อน 4.40 0.60 มาก 3 รวมด้านประโยชน์ที่ได้รับการจากการเรียนรู้ 4.45 0.30 มาก (3)
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์2566) | 11 รวมทุกด้าน 4.49 0.51 มากที่สุด จากตารางที่ 1 พบว่า ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการ จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL โดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นในระดับ เห็นด้วยมาก ที่สุด (̅= 4.49, SD =0.51 ) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่านักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ย จากมาก ไปหาน้อยดังนี้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุดเป็นลำดับ หนึ่ง (̅= 4.57, SD =0.32 ) รองลงมาได้แก่ ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ นักเรียน มี ความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด (̅= 4.47, SD =0.39) และด้านบรรยากาศการ จัดการเรียนรู้ นักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมากเป็นลำดับสุดท้าย (̅= 4.45, SD =0.30 ) ตามลำดับซึ่งแต่ละด้านมีรายละเอียด ดังนี้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีความคิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็น ด้วยมากที่สุด (̅= 4.57, SD =0.32) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยการเรียงลำดับจากมากไป หาน้อย ได้ดังนี้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ปฏิบัติตามขั้นตอนไม่ยากเกินไป (̅= 4.70, SD = 0.44 ) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นลำดับต่อเนื่องไม่สับสน (̅= 4.60, SD = 0.55 ) การ จัดการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนตั้งคำถามและตอบคำถามในสิ่งที่อยากรู้ (̅= 4.59, SD = 0.56) การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนคิดวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นในทุกขั้นตอน (̅= 4.42, SD = 0.46 ) ตามลำดับ ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ นักเรียนมีความคิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ในระดับ เห็นด้วย มากที่สุด (̅= 4.47, SD = 0.39) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยการเรียงลำดับจาก มากไปหาน้อย ได้ดังนี้ นักเรียนได้ พัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความและมีเป้าหมาย ในการอ่านมากขึ้น (̅= 4.62, SD = 0.48) นักเรียนสามารถนำกระบวนการอ่านไปใช้ใน ชีวิตประจำวันและในวิชาอื่นได้ (̅= 4.50, SD = 0.57) และนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจใน เนื้อหาที่เรียนมากขึ้น (̅= 4.30, SD = 0.60) ตามลำดับ
12 | Journal of Santayaphiwat Wat Nongnokkod Vol.1 No.1 (January-February 2023) ด้านบรรยากาศการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีความคิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็น ด้วยมาก (̅= 4.42, SD = 0.30) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยการเรียงลำดับจากมากไปหา น้อย ได้ดังนี้ การจัดการเรียนรู้ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี มีการช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม (̅= 4.50, SD = 0.52) นักเรียนสนุกสนานในการร่วมกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL (̅= 4.45, SD = 0.51) และนักเรียนมีโอกาสแลกเปลี่ยนการเรียนรู้และความคิดเห็น ระหว่างเพื่อน (̅= 4.40, SD = 0.61) ตามลำดับ อภิปรายผล จากผลการวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL สามารถอภิปรายผลตาม วัตถุประสงค์ การวิจัยได้ดังต่อไปนี้ 1. ความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ที่ ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ว่า ความสามารถทางการเรียนเรื่อง การอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน ทั้งนี้ เนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มี วิธีการอ่านจับใจความที่เน้นการจัดกิจกรรมไปทีละขั้นตอน ทำให้ผู้เรียนมีจุดมุ่งหมาย สามารถ จับใจความจากเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้อง ซึ่งมีขั้นตอนทั้งหมด 3 ขั้นตอน โดยเริ่มจาก K ใน กระบวนการ KWL หมายถึง “Know” เป็นขั้นตอนที่นักเรียนตรวจสอบหัวข้อเรื่องหรือชื่อเรื่อง ว่าตนเองมีความรู้เกี่ยวกับชื่อเรื่องมากน้อยเพียงใด เป็นการนำความรู้เดิมมาใช้ เพราะการ เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้พื้นฐาน และประสบการณ์ของนักเรียน เป็นสิ่งสำคัญในการจัด กิจกรรมก่อนอ่าน ซึ่งเป็นการเตรียมนักเรียนในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ การบูรณาการระหว่าง ความรู้พื้นฐาน และเรื่องที่นักเรียนจะอ่านเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักเรียนสร้างความหมายของบทอ่าน ได้ดี และผู้อ่านควรได้รับการกระตุ้นความรู้พื้นฐาน ดังนั้น ขั้นตอนนี้ ทฤษฎีโครงสร้างความรู้
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์2566) | 13 ซึ่งเป็นทฤษฎีโครงสร้างความรู้ซึ่งเป็นทฤษฎีว่าด้วยหลักการในการนำความรู้พื้นฐาน ความรู้เดิม และประสบการณ์เดิมมาใช้ในการเรียนการสอนจึงเป็นทฤษฎีเกี่ยวข้องที่สำคัญมาก นอกจากนี้นักเรียนจะพยายามหาคำตอบเมื่อครูผู้สอนถาม ดังนั้น การใช้คำถามในขั้น นี้ จึงเป็นแนวทางที่จะทำให้ผู้เรียนมีจุดมุ่งหมายในการอ่าน และอ่านอยู่ในขอบเขตที่ตั้งไว้ สอดคล้องกับแนวคิดของ คาร์และโอเกิล (Carr and Ogle. 1987: 626-631) ที่กล่าวว่า K ในกระบวนการ KWL หมายถึง “Know” เป็นขั้นตอนที่นักเรียนตรวจสอบหัวข้อ เรื่องหรือชื่อเรื่องว่าตนเองมีความรู้เกี่ยวกับชื่อเรื่องมากน้อยเพียงใด เป็นการนำความรู้เดิมมา ใช้ เพราะการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้พื้นฐาน และประสบการณ์ของนักเรียน เป็นสิ่ง สำคัญในการจัดกิจกรรมก่อนอ่าน ซึ่งเป็นการเตรียมนักเรียนในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ การบูร ณาการระหว่างความรู้พื้นฐาน และเรื่องที่นักเรียนจะอ่านเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักเรียนสร้าง ความหมายของบทอ่านได้ดี และผู้อ่านควรได้รับการกระตุ้นความรู้พื้นฐาน ดังนั้น ขั้นตอนนี้ ทฤษฎีโครงสร้างความรู้ ซึ่งเป็นทฤษฎีโครงสร้างความรู้ซึ่งเป็นทฤษฎีว่าด้วยหลักการในการนำ ความรู้พื้นฐาน ความรู้เดิมและประสบการณ์เดิมมาใช้ในการเรียนการสอนจึงเป็นทฤษฎี เกี่ยวข้องที่สำคัญมาก W ในกระบวนการ KWL หมายถึง “Want to know” เป็นขั้นตอนที่นักเรียนจะต้อง ถามตัวเองว่าต้องการรู้อะไรในเนื้อเรื่องที่จะอ่านบ้าง ซึ่งคำถามที่นักเรียนสร้างขึ้นก่อนอ่านนี้ เป็นการตั้งเป้าหมายในการอ่าน และเป็นการคาดหวังว่าจะพบอะไรในบทอ่านบ้าง L ในกระบวนการ KWL หมายถึง “Learned” เป็นขั้นตอนที่นักเรียนสำรวจว่าตนเอง ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากบทอ่าน โดยนักเรียนจะหาคำตอบให้กับคำถามที่ตนเองตั้งไว้ ในขั้นตอน W และจดบันทึกสิ่งที่ตนเองเรียนรู้ ขั้นตอนการสอนที่เสนอแนะโดย คาร์และโอเกิล (Carr; & Ogle. 1987) มีดังต่อไปนี้1) ก่อนการอ่าน ครูกระตุ้นประสบการณ์เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับ หัวข้อเรื่องที่อ่าน นักเรียนอภิปรายถึงความรู้เดิมที่มีอยู่เกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง และเขียนสรุปหัวข้อ ที่รู้ไว้ หลังจากนั้นนักเรียนคาดเดาว่า จะพบข้อมูลอะไรบ้างจากย่อหน้าที่อ่านหรือ อยากรู้ ข้อมูลอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน แล้วตั้งคำถามในสิ่งที่ตนอยากรู้ไว้2) ในระหว่างการสอน ในขณะที่อ่านนักเรียนหยุดเป็นช่วง ๆ เพื่อตอบคำถามที่ได้เขียนไว้ ก่อนอ่าน ซึ่งจะทำให้เขา
14 | Journal of Santayaphiwat Wat Nongnokkod Vol.1 No.1 (January-February 2023) สามารถแยกแยะได้ว่า หัวข้อใดที่รู้แล้ว หรือหัวข้อใดที่ยังไม่เข้าใจ นอกจากนี้ในขณะที่อ่านอาจ ตั้งคำถามที่อยากรู้เพิ่มเติม เพื่อเป็นการชี้แนะแนวทางในขณะที่อ่าน นักเรียนเขียนโน้ตย่อในสิ่ง ที่เรียนรู้จากบทอ่าน ซึ่งช่วยให้สามารถคัดเลือกข้อมูลสำคัญ ๆ จากย่อหน้านั้น ๆ 3) หลังการ อ่าน นักเรียนอภิปรายถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในขณะที่อ่าน พิจารณาถึงคำถามในส่วน ขั้นตอนกีนาร จัดการเรียนรู้1) ขั้น K (What you know) 2) ขั้น W (What you want to know) 3) ขั้น L (What you have learned) 4) ขั้นการเขียนสรุปและนำเสนอ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาคะแนนหลังการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอน แบบ KWL โดยนักเรียนจำนวน 42 คน ทำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ จำนวน 20 ข้อ พบว่า คะแนนความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 42 คน หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL แล้วมีคะแนน เฉลี่ย (̅) เท่ากับ 18.10 คิดเป็นร้อยละ 82.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เท่ากับ 0.85 สูง กว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ว่า ความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL เป็นไป ตามเกณฑ์ร้อยละ 80 ผู้วิจัยได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามขั้นตอนดังกล่าว สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดย การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL สามารถพัฒนาความสามารถทางการอ่านจับใจความ ของนักเรียนได้ดีขึ้น เนื่องจากมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ชัดเจน เป็นระบบไม่ซับซ้อนทำให้ ผู้อ่านอ่านอย่างมีทิศทางสามารถปฏิบัติตามได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากขั้นตอนที่ง่าย ๆ นักเรียน ค่อย ๆ เรียนรู้ไปทีละขั้นจนไปถึงขั้นตอนสุดท้าย การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL มี ความน่าสนใจและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี เพราะมีขั้นตอน W (What you want to know) ให้นักเรียนถามตัวเองว่าต้องการรู้อะไรในเนื้อเรื่องที่จะอ่านบ้าง ซึ่งคำถามที่นักเรียน สร้างขึ้นก่อนอ่านนี้เป็นการตั้งเป้าหมายในการอ่าน และเป็นการคาดหวังว่าจะพบอะไรในบท อ่านบ้าง ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้รู้จักการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ รู้จักการตั้งคำถามและ พยายามค้นหาคำตอบ สอดคล้องกับความคิดเห็นของ บรรจง อมรชีวิน (2556: 37) ที่กล่าวว่า
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์2566) | 15 เราไม่อาจที่จะมีทักษะในการคิดได้ดี หากเราไม่มีทักษะ ในการตั้งคำถามอันจะเป็นกุญแจสู่การ คิดอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWL ยังช่วยพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งนักเรียนยังได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม ที่แต่ ละกลุ่มจะต้องช่วยกันค้นหาคำตอบ วิเคราะห์ อภิปรายและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ อ่าน สอดคล้องกับ Suvit Moonkam and Oratai Moonkam (2545 : 8) ที่กล่าวไว้ใน ทำนองเดียวกันว่าเทคนิค KWL เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการ อ่านและทักษะกระบวนการคิดอย่างรู้ตัวว่าตนเองคิดอะไร มีวิธีคิดอย่างไร สามารถตรวจสอบ ความคิดของตนเองได้ โดยผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL สูงกว่าวิธีสอนแบบปกติทั้งนี้เนื่องมาจากวิธีการสอนด้วยเทคนิค KWL มีขั้นตอนในการทำ กิจกรรมที่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับวิจัยของ Pannee Sawetamarn (2543) ที่พบว่านักเรียน ต้องใช้ประสบการณ์เดิมเพื่อตีความทำความเข้าใจเรื่องที่จะอ่านดังนั้นประสบการณ์เดิมจึงเป็น ส่วนสำคัญที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านสูงขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของ Jaraporn Boonnarong (2554) ที่พบว่าผลสัมฤทธิ์ด้าน การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL กับวิธี สอนแบบปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และยังพบว่าผลสัมฤทธิ์ด้าน การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังการ จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 นอกจากนี้ เมื่อรวม คะแนนทั้งหมด 20 คะแนนแล้ว พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย (̅) เท่ากับ 18.10 คิดเป็นร้อยละ 82.75 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.85 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 80 ทั้งนี้เนื่องจาก นักเรียนได้เรียนรู้หลักและวิธีการจับใจความที่ถูกต้อง อีกทั้งเทคนิค KWL ที่ใช้ในการจัดการ เรียนรู้ยังเป็นเทคนิคที่มีขั้นตอนเป็นระบบปฏิบัติตามขั้นตอนไปทีละขั้น เข้าใจง่ายนักเรียนได้ฝึก และลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เริ่มจากขั้นตอนที่ง่ายไปหายากที่มีกระบวนการอ่าน ทั้งหมด 4
16 | Journal of Santayaphiwat Wat Nongnokkod Vol.1 No.1 (January-February 2023) ขั้นตอน โดยเริ่มจากการอ่านคร่าว ๆ หนึ่งรอบเพื่อจับใจความของเรื่องที่อ่าน การตั้งคำถาม ซึ่ง นำไปสู่การวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นในขั้นตอนสุดท้าย ทำให้นักเรียนสามารถ พัฒนาการอ่านจับใจความได้ดีขึ้น สอดคล้องกับ วัชรา เล่าเรียนดี (2560: 207-209) ได้ให้ ความหมายของเทคนิค KWL Plus ไว้ว่าเทคนิค KWL Plus มีพื้นฐานมาจากเทคนิค KWL ซึ่ง ประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ คือ K ระบุสิ่งที่เรียนรู้ เรื่องที่รู้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำหนด หรือหัว เรื่องที่กำหนด (W) อยากรู้อะไรบ้างจากสิ่งหรือเรื่องที่กำหนดในขั้นแรก และ (L) เรียนรู้ อะไรบ้างจากเรื่องที่กำหนด หลังจากอ่านเสร็จแล้ว ที่แตกต่างกันคือ KWL plus มีการเพิ่มเติม การทำแผนผังมโนทัศน์ และการสรุปของเรื่องราวต่าง ๆ ที่อ่านเมื่อจบกระบวนการ KWL แล้ว จากที่ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนจนครบทั้ง 3 ขั้นตอนพบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค KWL เป็นขั้นตอนที่ช่วยทำให้การอ่านจับใจความเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ สามารถพัฒนาการอ่านจับใจความของนักเรียนได้เป็นอย่างดี นักเรียนสามารถอ่านได้รวดเร็ว และตรงประเด็น จดจำบทเรื่องที่อ่านได้แม่นยำ อีกทั้งสามารถคาดเดา คำตอบได้ เพราะ นักเรียนได้เริ่มเรียนรู้และฝึกปฏิบัติด้วยตนเองอย่างเป็นระบบจากขั้นตอนที่ทำได้ง่าย ๆ จนไปสู่ ขั้นตอนของการวิเคราะห์ ซึ่งนักเรียนเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามขั้นตอน ได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับ ณัฐภัทร ปันปิน (2559: 29) ได้กล่าวถึงเป้าหมายของเทคนิค KWL Plus ไว้ว่า เป้าหมายของเทคนิค KWL Plus แบ่งเป็นเป้าหมายของผู้สอนและผู้เรียน เป้าหมายของผู้สอน จัดขึ้นเพื่อให้ผู้สอนทราบถึงความรู้พื้นฐานของผู้เรียน เพื่อใช้ประเมินพัฒนาการทางการอ่าน ของผู้เรียน ส่วนเป้าหมายของผู้เรียนคือเพื่อให้ผู้เรียนได้มีการวางแผนในการอ่าน ผู้เรียนได้ เรียนการอ่านอย่างเป็นขั้นตอน และเปิดขยายโอกาสในการขยายความรู้ความต้องการของ ผู้เรียน 3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอน แบบ KWL เรื่อง การอ่านจับใจความ พบว่าผู้เรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ ด้วยวิธีสอนแบบ KWLโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWLด้านประโยชน์ที่ ได้รับจากการเรียนรู้มีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุดเป็นลำดับหนึ่ง ทั้งนี้เป็นเพราะ
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์2566) | 17 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบ KWLเป็นการจัดการเรียนรู้ที่มีวิธีการอ่านจับ ใจความที่เน้นการจัดกิจกรรมไปทีละขั้นตอน ง่ายต่อการปฏิบัติตาม นักเรียนมีความรู้ความ เข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น ได้พัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของผู้เรียนได้ อย่างมีประสิทธิภาพและมีเป้าหมายในการอ่านมากขึ้น และนักเรียนสามารถนำกระบวนการ อ่านไปใช้ในชีวิตประจำวันและในวิชาอื่นได้อีกด้วย ดังนั้นผู้เรียนจึงเห็นว่าการจัดการเรียนรู้ด้วย วิธีสอนแบบ KWL นั้นให้ประโยชน์จากการเรียนรู้มากที่สุด การนํานวัตกรรมเทคนิคการเรียนรู้ KWL Plus มาช่วยแก้ปัญหาการอ่านจับใจความของนักเรียน จะมีวิธีการจากง่ายไปหายาก เริ่ม จากได้ทบทวนองค์ความรู้เดิม กระตุ้นให้เกิดความรู้ใหม่ ในรูปแบบของการบันทึกเป็นสัดส่วน ชัดเจน และสรุปรวบยอดเป็นแผนภาพความคิด ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนักเรียนจะได้อ่านเนื้อเรื่องแล้ว ยังสามารถวาดภาพประกอบในแต่ละขั้นของการ เรียนรู้ได้ ทำให้การอ่านจับใจความของนักเรียนเกิดการพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งมีความ สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL Plus (รินทร์ลภัส เฉลิมธรรมวงษ์, 2557) และงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิค KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (มาลินีสุทธิเวช, 2561) ที่นำ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus มาใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนา ความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านผ่านเกณฑ์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เช่นกัน ด้วยเหตุนี้การนำนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL Plus มาใช้ในการ จัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาไทย สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาความสามารถด้านการ อ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโยนออฟอาร์คได้ ทำให้นักเรียนมี ความสามารถด้านการอ่านจับใจความอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดการเรียนรู้ตาม ขั้นตอนของกรอบแนวคิดที่ผู้วิจัยตั้งไว้โดยเริ่มจากนักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยเอง ซึ่ง เกิดจากการคิดเชื่อมโยงความรู้เดิม ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง การประมวลความรู้จาก
18 | Journal of Santayaphiwat Wat Nongnokkod Vol.1 No.1 (January-February 2023) การศึกษา และการสรุปสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้จึงนำมาสู่ความสามารถในการอ่านจับใจความ ทำ ให้ความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ สรุป/ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนําวิจัยไปใช้ 1. ครูผู้สอนควรศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีสอนแบบ KWL ให้เข้าใจ ก่อนนำไปจัดการเรียนรู้ 2. เนื้อหาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL ควรมีเนื้อหาที่ เหมาะสมกับวัยและความสามารถของนักเรียน 3. ควรเพิ่มกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบการสอนด้วยเทคนิค KWL Plus ให้มีความ หลากหลาย เพื่อกระตุ้นความสนใจและตอบสนองการเรียนรู้ของนักเรียน 4. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในการจับใจความ ครูควรใช้บทอ่านที่มีความหลากหลาย เป็นเรื่องที่นักเรียนให้ความสนใจ และไม่ยากเกินไป 5. จัดกิจกรรมการเรียนรู้การฝึกอ่านจับใจความควบคู่ไปกับกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ในห้องสมุดของทางโรงเรียน เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการเขียนโดยใช้เทคนิค KWL เพื่อเป็นการ พัฒนาทักษะด้านการเขียน 2. ควรนำการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWL ไปทดลองใช้กับนักเรียน ในระดับชั้น และรายวิชาอื่น ๆ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน และเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ในระดับที่ สูงขึ้นไปอีก เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
วารสารสันตยาภิวัฒน์ วัดหนองนกกด ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม-กุมภาพันธ์2566) | 19 กานต์ธิดา แก้วกาม. (2556). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้โดยวิธีสอนแบบ SQ4R กับวิธีสอนแบบปกติ. ใน วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. จิราภรณ์ บุญณรงค์. ( 2554). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค KWL กับการสอนแบบปกติ. ใน วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. มาลินี สุทธิเวช. (2561).การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิค KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. ใน ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. รินทร์ลภัส เฉลิมธรรมวงษ์. (2557). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดการเรียนรู้เทคนิค KWL plus. ใน ปริญญา มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. วัชรา เล่าเรียนดี. (2547). เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้สำหรับครูมืออาชีพ. นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร. วันวิดา กิจเจา (2557). การศึกษาผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดการเรียนรู้โดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับ เทคนิค KWL Plus. ใน ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย. มหาวิทยาลัย ศิลปากร. แววมยุรา เหมือนนิล. ( 2541). การอ่านจับใจความ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน์. สมศักดิ์ ภูวิภาดาวรรธน์. (2544). การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและการประเมินตามสภาพจริง. พิมพ์ครั้งที่ 4. เชียงใหม่: The Knowledge Center. สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา. (2545). วิธีจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม การเรียนรู้โดยการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.
20 | Journal of Santayaphiwat Wat Nongnokkod Vol.1 No.1 (January-February 2023) อดิศร ขาวสะอาด (2555) การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความ และคุณลักษณะจิต สาธารณะของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD. ใน ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการ สอนภาษาไทย. มหาวิทยาลัยศิลปากร. Carr, E., and Donna Ogle. (1987). KWL Plus A Strategies for Comprehension and Summarization. Journal of Reading. Pannee Sawetamarn. (2543). Study of Achievement of English Reading Taight by. KWL PLUS and Teachers Manual (Master's Thesis). Bangkok: Rankamhaeng University.