การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการเน้นน้ำหนักแสงเงาโดยใช้การสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 COMPARISON OF ACADEMIC ACHIEVEMENT IN VISUAL ARTS COURSES ON EMPHASIZING THE WEIGHT OF LIGHT AND SHADOW USING A DEMONSTRATION FOR MATHAYOM 1 STUDENTS. นางสาวปนัดดา ชาวประชา PANADDA CHAOPRACHA บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการเน้นน้ำหนัก แสงเงาโดยใช้การสาธิตสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (Demonstration Method) โรงเรียน โรงเรียนพิบูลย์รักษ์พิทยา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรายวิชา ทัศนศิลป์ เรื่องการเน้นน้ำหนักแสงเงาโดยใช้การสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการ ดําเนินการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบ ข้อมูลดังนี้ จากผลการวิจัย การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการเน้น น้ำหนักแสงเงาโดยใช้การสาธิตสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (Demonstration Method) พบว่านักเรียนมีทักษะการวาดภาพระบายสีก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 16.14 คิดเป็นร้อยละ 53.80 และ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 27.37 คิดเป็นร้อยละ 91.23 คะแนนสูงสุด คือ ทักษะการเน้นน้ำหนัก
แสงเงาของวัตถุ คิดเป็นร้อยละ 92.90 คะแนนต่ำสุด คือ ทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาตาม จินตนาการ คิดเป็นร้อยละ 89.10 เมื่อพิจารณาทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาในแต่ละด้านพบว่า ด้าน ทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาของวัตถุคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 55.10 คะแนนเฉลี่ยหลัง เรียน คิดเป็นร้อยละ 92.90 ด้านทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาตามจินตนาการ คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน คิดเป็นร้อนละ 51.40 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 89.10 ด้านทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงา ในการขูดสี คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน คิดเป็นร้อนละ 54.90 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 91.70 และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนทั้ง 3 ด้าน พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน คำสำคัญ: การเน้นน้ำหนักแสงเงา,นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ABSTRACT Research on comparing the results of visual arts studies On emphasizing the weight of light and shadow using a demonstration for Mathayom 1 students (Demonstration Method) Phibunrak Pittaya School The objectives are 1) to compare the results of studying visual arts subjects. About emphasizing the weight of light and shadow using a demonstration For Mathayom 1 students. From conducting research to compare the skills of emphasizing light and shadow of Mathayom 1 students, the following information was found: From the research results Comparison of academic achievement in visual arts courses On emphasizing the weight of light and shadow using a demonstration for Mathayom 1 students (Demonstration Method) It was found that the students had an average pre-study drawing and coloring skill of 16.14, calculated as 53.80 percent, and an average post-study score of 27.37, calculated as 91.23 percent. The highest score was the skill of emphasizing the weight of light and
shadow of objects. Accounted for 92.90 percent, the lowest score is the skill of emphasizing the weight of light and shadow according to imagination. Accounting for 89.10 percent. When considering the skill of emphasizing light and shadow in each aspect, it was found that Skills in emphasizing light and shadow of objects, average score before studying Accounting for 55.10%, the average score after studying Accounted for 92.90 percent in terms of skill in emphasizing light and shadow according to imagination.The average score before studying was 51.40 per semester. The average score after studying was 51.40. Accounting for 89.10 percent. The skill of emphasizing the weight of light and shadow in color scraping Average score before studying Calculated as 54.90 average score after studying. It was calculated as 91.70% and when comparing the pre-study and post-study averages in all 3 areas, it was found that the post-study average score was higher than before. Keywords: emphasis on light and shadow, secondary school students ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้เกิดความคิดริเริ่มการ จินตนาการและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆชื่นชมความสวยงามความสุนทรียภาพนำไปสู่การส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดมุมมองที่สร้างสรรค์และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงออกทางความคิดได้อย่างเสรีใน ด้านความคิดสร้างสรรค์จินตนาการตามความสนใจและความถนัดตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน (กรมวิชาการ,2551)โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาศิลปะนั้นมีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ หลากหลายซึ่งเน้นทักษะการปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่และสามารถนำไปต่อยอดและสามารถนำไปต่อยอด ในการเรียนรู้ที่หลากหลายซึ่งเน้นทักษะการการปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่และสามารถนำไปต่อยอดในการ เรียนรู้ทางศิลปะในอนาคต
การเรียนรู้ศิลปะในแขนงทัศนศิลป์เป็นการเน้นในด้านทักษะการวาดภาพมีความรู้ ความเข้าใจในองค์ประกอบศิลป์ทัศนศิลป์และทักษะในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ของผู้เรียนด้วย แต่จากการจัดการเรียนการสอนหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ทัศนธาตุ เรื่ององค์ประกอบของทัศนธาตุ ใน หัวข้อ น้ำหนักอ่อน-แก่ แสงและเงา พบว่า เนื้อหาสาระ เรื่อง น้ำหนักอ่อน-แก่ แสงและเงา มีเนื้อหาที่ เข้าใจยากและยากต่อการนำมาปฏิบัติทักษะต่าง ๆ ทำให้ผู้เรียนขาดความรู้ ความเข้าใจในการใช้ ทักษะของเรื่องนี้และทำให้ยากต่อการนำไปสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ต่อไปได้ และจากที่ผู้วิจัยในฐานะ นักศึกษาฝึกสอนได้รับผิดชอบในการสอนรายวิชาศิลปะระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนพิบูลย์รักษ์ พิทยาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ในการจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมาผู้วิจัยได้ให้นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำแบบฝึกทักษะสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์โดยการวาดภาพแอปเปิ้ล โดยกำหนด ทิศทางของแสงและเงาให้ชัดเจนด้วยการระบายสี เข้ม-อ่อนตามทิศทางของแสงและเงาที่ควรจะเป็น ให้ถูกต้อง พบว่านักเรียนร้อยละ 70 ยังทำไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่เข้าใจทิศทางของแสงและเงา การจัดการสอนแบบสาธิตเป็นวิธีการสอนหรือบุคคลหนึ่งแสดงหรือกระทำให้ดูเป็น ตัวอย่างพร้อม ๆ กับการบอกอธิบายเพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรงในเชิงรูปธรรมผู้เรียนจึงเกิดการ เรียนรู้จากการสังเกตกระบวนการขั้นตอนการสาธิตนั้นวิธีการสอนแบบสาธิตจึงเป็นการสอนที่ยึด ผู้สอนเป็นศูนย์กลาง เพราะ ผู้สอนเป็นผู้วางแผนดำเนินการและลงมือปฏิบัติผู้เรียนอาจมีส่วนร่วมบ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย (อาภรณ์ ใจเที่ยง. 2540 : 101) ซึ่งวิธีการสอนแบบสาธิตมีจุดประสงค์ 1)เพื่อ กระตุ้นความสนใจให้นักเรียนมีความสนใจในบทเรียนยิ่งขึ้น 2) เพื่อช่วยในการอธิบายเนื้อหาที่ยากซึ่ง ต้องใช้เวลามากให้เข้าใจง่ายขึ้นและประหยัดเวลาบางเนื้อหาอาจจะอธิบายให้นักเรียนเข้าใจได้ยาก การสาธิตจะทำให้นักเรียนได้เห็นขั้นตอนและเกิดความเข้าใจง่าย 3)เพื่อพัฒนาการฟังการสังเกตและ สรุปทำความเข้าใจในการสอนโดยใช้วิธีสาธิต นักเรียนจะฟังคำอธิบายควบคู่ไปด้วยและต้องสังเกต ขั้นตอนต่าง ๆ ตลอดจนผลที่ได้จากการสาธิตแล้วจึงสรุปผลของการสาธิตนั้น 4)เพื่อแสดงวิธีการหรือ กลวิธีในการปฏิบัติงานซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด 5)เพื่อสรุปประเมินผลความเข้าใจในบทเรียน 6)เพื่อใช้ทบทวนบทเรียน (สุพิน บุญชูวงศ์. 2544 : 53)
จากแนวคิดและเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยในฐานะนักศึกษาฝึกสอนจึงมีความสนใจที่จะ ศึกษาและนำเอาวิธีการสอนแบบสาธิตมาเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาศิลปะเรื่องน้ำหนักแสง และเงาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนพิบูลย์รักษ์พิทยา อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 จำนวน 35 คน ที่ มีปัญหาเรื่องการเน้นน้ำหนักแสงและเงาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น ผู้วิจัยจึงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1จึงได้จัดทำชุดแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการเน้นน้ำหนักแสง เงาโดยใช้การสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สมมติฐานของการวิจัย หลังจากการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่องแสงและเงา โดยวิธีการสอนแบบ สาธิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเน้นน้ำหนักแสงและเงาใน การวาดภาพสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย ประชากร
ประชากรในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชาย-หญิงที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนพิบูลย์รักษ์พิทยา อำเภอพิบูลย์รักษ์จังหวัดอุดรธานี สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนพิบูลย์รักษ์พิทยา อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 จำนวน 35 คน จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluter Random Sampling) ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น คือ การสาธิตเรื่องแสงเงา ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการเน้นน้ำหนักแสงเงา ขอบเขตเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เป็นเนื้อหาในรายวิชาศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สอดคล้องกับทักษะ การวาดภาพระบายสีโดยใช้รูปแบบการสอนทางตรง จำนวน 4 แผน ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการการเน้นน้ำหนักแสงเงาโดย ใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิต สัปดาห์ เรื่อง 1-3 ทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาของวัตถุ 4-6 ทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาตามจินตนาการ 7-8 ทักษะการขูดสีให้เกิดแสงเงา
วิธีดำเนินการวิจัย ประชากร ประชากรในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนพิบูลย์รักษ์พิทยา อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนพิบูลย์รักษ์พิทยา อำเภอพิบูลย์รักษ์จังหวัดอุดรธานี สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 จำนวน 21 คน จากนักเรียนทั้งหมด 35 คน จากการเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluter Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสํารวจข้อมูล เบื้องต้นและสร้างเครื่องมือที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้การเปรียบเทียบทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาโดยวิธีการจัดการเรียนรู้ แบบสาธิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 แผน แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 วงจร ได้แก่ วงจร ที่ 1 จำนวน 2 แผน แผนละ 4 ชั่วโมง วงจรที่ 2 จำนวน 1 แผน แผนละ 4 ชั่วโมง วงจรที่ 3 จำนวน 1 แผน แผนละ 4 ชั่วโมง รวมวงจรทั้งหมดได้ 16 ชั่วโมง ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุก แผน 2. แบบทดสอบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเน้นน้ำหนักแสงเงาแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกข้อมีค่าระดับความยาก (p) อยู่ระหว่าง 0.37-0.64 และค่าอำนาจจําแนก (r) อยู่ที่ระหว่าง 0.40-0.78 และได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบนี้ เท่ากับ 0.92
3. แบบประเมินทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทั้ง 4 ด้านมีค่า ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และได้ให้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านประเมินค่าความเชื่อมั่น ได้ค่าความ เชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 การเก็บรวบรวมข้อมูล การทดลองครั้งนี้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยกลุ่มทดลองจะได้รับการจัด กิจกรรมการเน้นน้ำหนักแสงเงาในการวาดภาพซึ่งทดลองในช่วงคาบเรียนวิชาทัศนศิลป์โดยทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ( วันอังคาร วันพฤหัสบดี) วันละ 50 นาที รวมเป็นระยะเวลาในการทดลอง ทั้งสิ้น 16 ครั้ง ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ทำหนังสือขออนุญาตดำเนินการศึกษา เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียน รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการเน้นน้ำหนักแสงเงาโดยใช้การสาธิตสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เสนอต่อผู้อำนวยการโรงเรียนนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนพิบูลย์รักษ์พิทยา อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 20 2. สร้างความคุ้นเคยกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างในห้องเรียน เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ 3.แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเน้นน้ำหนักแสงเงาในการวาดภาพโดยวิธีการสาธิตให้ ผู้ปกครองของกลุ่มตัวอย่างทราบถึงกระบวนการในการดำเนินการจัดกิจกรรมและบทบาทของ ผู้ปกครอง ในการส่งเสริมทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาในการวาดภาพให้กับนักเรียน 4. ก่อนทำการทดลอง ผู้วิจัยทำการประเมิน (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่าง 35 คน โดยใช้แบบ ประเมินทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาในการวาดภาพ ซึ่งครูกำหนดหัวข้อประกอบ 5 ข้อเพื่อเป็นหัวข้อ ในการประเมิน 5. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน ซึ่งเป็นวันอังคาร และวันพฤหัสบดี วันละ 50 นาที ในช่วงคาบเรียนวิชาทัศนศิลป์
6. เมื่อครบ 8สัปดาห์แล้ว ทำการประเมินทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาในการวาดภาพหลังการ ทดลอง (Posttest) ด้วยแบบประเมินทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาในการวาดภาพฉบับเดียวกับก่อน การทดลอง 7. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้วนำข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินในข้อ 4 และข้อ 6 มาวิเคราะห์ด้วย วิธีการทางสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. ผู้วิจัยนำข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2. ผู้วิจัยได้นำข้อมูลทักษะการเน้นน้ำหนักแสเงาในการวาดภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มาเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้การทดสอบแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ตารางที่ 2 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยแยกตามเกณฑ์ เปรียบเทียบคะแนนทักษะ การเน้นน้ำหนักแสงเงาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการ จัดการเรียนรู้รูปแบบทางตรง ทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่1 ก่อนการจัดการเรียนรู้ โดยการสาธิต หลังการจัดการเรียนรู้ โดยการสาธิต x̅ S.D. ร้อยละ x̅ S.D. ร้อยละ ทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาของวัตถุ 5.51 1.01 55.10 9.29 0.75 92.90 ทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาตาม จินตนาการ 5.14 1.31 51.40 8.91 0.92 89.10 ทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาในการขูดสี 5.49 1.09 54.90 9.17 0.82 91.70 สรุปผล 16.14 1.14 53.8 27.37 0.83 91.23
จากตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาของวัตถุก่อนเรียนเฉลี่ย เท่ากับ16.14 คิดเป็นร้อยละ 53.80 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 27.37 คิดเป็นร้อยละ 91.23 คะแนนสูงสุด คือ ทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาของวัตถุ คิดเป็นร้อยละ 92.90 คะแนนต่ำสุด คือ ทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาตามจินตนาการ คิดเป็นร้อยละ 89.10 เมื่อพิจารณาทักษะการเน้น น้ำหนักแสงเงาในแต่ละด้านพบว่า ด้านทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาของวัตถุคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 55.10 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 92.90 ด้านทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงา ตามจินตนาการ คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนคิดเป็นร้อนละ 51.40 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 89.10 ด้านทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาในการขูดสี คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน คิดเป็นร้อนละ 54.90 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 91.70 และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนทั้ง 3 ด้าน พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน สรุปผลการวิจัย 1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการเน้นน้ำหนักแสงเงาโดยใช้ การสาธิตสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (Demonstration Method) นักเรียนมีทักษะการเน้น น้ำหนักแสงเงาของวัตถุก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 16.14คิดเป็นร้อยละ 53.80และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 27.37 คิดเป็นร้อยละ 91.23 2. การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาการทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพิบูลย์รักษ์พิทยา โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิตมีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมาก อภิปรายผล การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการ เน้นน้ำหนักแสงเงาโดยใช้การสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
จากการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนเรื่องการเน้นน้ำหนักแสงเงาโดยการสอน แบบสาธิต มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังได้รับผลการสอนที่สูงกว่าก่อนเรียน .05 และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนพัฒนาการการเน้นน้ำหนักแสงเงาด้านความรู้โดยใช้การวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการ เรียนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการสอนแบบสาธิต เฉลี่ย 16.14 คะแนน และ 27.34 คะแนน ตามลำดับ ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวาดภาพสีน้ำหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้อง กับสมมติฐานที่เสนอไว้ว่า ผู้เรียนที่เรียนทักษะการเน้น น้ำหนักแสงเงาโดยวิธีการสอนแบบสาธิตมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการเน้นน้ำหนักแสงเงาสูงขึ้น และ ผู้เรียนที่เรียนการเน้นน้ำหนักแสงเงาโดยวิธีการสอนแบบสาธิตมีความพึงพอใจต่อกระบวนการเรียน การสอนอยู่ในระดับมาก การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรายวิชาทัศนศิลป์ เรื่อง การเน้นน้ำหนักแสงเงาโดยใช้การสาธิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1และเพื่อศึกษาความพึง พอใจที่มีต่อการเน้นน้ำหนักแสงเงาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงาโดยใช้วิธีการสอนแบบสาธิตมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังได้รับการสอนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นั่นคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้เกี่ยวกับ ความพึงพอใจการเรียนการเน้นน้ำหนักแสงเงาโดยใช้วิธีการสอนแบบสาธิต นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1โดยรวมมีความพึงพอใจระดับมาก กล่าวคือ การนําวิธีการสอนแบบแบบสาธิต เป็นวิธีการที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยขจัดปัญหาต่าง ๆ ให้หมดหรือลดน้อยลงไป สมองของผู้เรียนจะสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ด้วยความคิด ต่าง ๆ ทักษะ เจตคติหรือความเชื่อได้ดีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้มองเห็น ขั้นตอน ได้ฝึกปฏิบัติ จริงตามจินตนาการด้วยภาพความคิดที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาความสามารถ ทางสติปัญญาที่ หลากหลาย และสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ของผู้เรียนแต่ละคนได้เป็นอย่างดีจาก ข้อความดังกล่าว จะเห็นได้ว่าวิธีการสอนด้านการเน้นน้ำหนักแสงเงานั้นสามารถพัฒนาอารมณ์สังคม สติปัญญา บุคลิกภาพ ความคิดสร้างสรรค์ทั้งทางด้าน สุนทรียะ ความดีงาม ความอดทน ซึ่งมีอิทธิพล ต่อความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์สามารถนําความรู้และกระบวนการที่ได้จาการฝึกปฏิบัติการวาดภาพ
ไปใช้เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาอื่น ๆ ได้นั่นแสดงว่าการสอนการระบายสีน้ำโดยวิธีการ สอนแบบสาธิต ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นมีนัยสําคัญที่ .05และความพึงพอใจในการ เรียนการระบายสีน้ำ โดยวิธีการสอนแบบสาธิตอยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะเพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้มีข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาการ เน้นน้ำหนักแสงเงาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพิบูลย์รักษ์พิทยาโดยใช้รูปแบบสาธิต ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการนำวิจัยไปใช้ดังนี้ 1.1 การพัฒนาการเน้นน้ำหนักแสงเงาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบสาธิต ครูต้องมีรูปแบบการสอนที่สนุกสนาน เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 1.2 การพัฒนาการเน้นน้ำหนักแสงเงาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบสาธิต นักเรียนควรมีความกระตือรือร้นในการเรียน และให้ความร่วมมือให้กับครูผู้สอน 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีวิจัยเปรียบเทียบทักษะการเน้นน้ำหนักแสงเงา โดยใช้วิธีการฝึกสอนในรูปแบบอื่น ๆ และในระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป เพื่อพัฒนาการสอนเกี่ยวกับการเน้นน้ำหนักแสงเงาให้ดีมากยิ่งขึ้น 2.2ผู้สอนควรนำวิธีการสอนโดยการสาธิตไปใช้กับการจัดการเรียนรู้ในทักษะอื่น ๆในรายวิชา ทัศนศิลป์ เช่น การระบายสี การทำภาพพิมพ์การแกะสลักจากวัสดุต่าง ๆ ฯลฯ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ที่หลากหลายรูปแบบ และควรนำไปประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาอื่น ๆ
เอกสารอ้างอิง อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2540). หลักการสอน.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพ ฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์. สุพิน บุญชูวงษ์. (2544). หลักการสอน ตรงตามหลักสูตรสภาการฝึกหัดครู พุทธศักราช 2536. พิมพ์ครั้งที่ 9.กรุงเทพ ฯ: ศูนย์เอกสารและตำรา สถาบันราชภัฏสวนดุสิต. ชัยวัฒน์ การรื่นศรี. (2546). ศิลปะเบื้องต้น วาดเส้น ระบายสีใบหน้าสร้างสรรค์.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ ฯ: บริษัท สำนักพิมพ์ปาเจรา จำกัด. ประสพ ลี้เหมือดภัย. (2541). ทฤษฎีวาดเขียน.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ ฯ. โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์. เทียนชัย ตั้งพรประเสริฐ. (2544). เอกสารประกอบการสอนวิชาทฤษฎีวาดเขียน.พิมครั้งที่ 1. กรุงเทพ ฯ: บริษัทเฟื่อฟ้าพริ้นติ้ง จำกัด. วัชรพงษ์ หงส์สุวรรณ. (2557). วาดเส้นพื้นฐาน.พิมพ์ครั้งที่ 6.กรุงเทพ ฯ: บริษัท วาดศิลป์ วัชร วัชรสินธ์. (2555). เทคนิคการเขียนภาพลายเส้นในงานสถาปัตยกรรม.พิมพ์ครั้งที่ 7.กรุงเทพ ฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทวีพงษ์ ลิมาภรณ์วณีชย์. (2546). อ่านไปใคร ๆ ก็วาดได้เล่ม 2.พิมพ์ครั้งที่ 1.สงขลา: บริษัทลิมบราเดอร์ สการพิมพ์ จำกัด. สุชาติ เถาทอง. (2536). วาดเส้น.พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพ ฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์. ระวิ โอภิธากร. (2542). ศิลปะการวาดภาพ.สงขลา: โครงการตำราวิชาการราภัฏเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนม์พรรษา 6 รอบ. อภิศักดิ์ บุญเลิศ. (2541). วาดเขียน.พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพ ฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์. ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏอุดรธานี. (2539). เอกสารคำสอน รายวิชาหลักการสอน: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏอุดรธานี. เรวณี ชัยเชาวรัตน์. (2559). เอกสารประกอบการสอน วิชาการออกแบบและการจัดการเรียนรู้: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2559. ยุทธพงษ์ ไกยวรรณ. (2541). เทคนิคและวิธีการสอน.กรุงเทพ ฯ: บริษัทพิมพ์ดีจำกัด.
เสริมศรี ลักษณศิริ. (2540). หลักการสอน: ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ สถาบัน ราชภัฏพระนคร. ธานี สังข์เอี้ยว. (2564). วาดเส้นฝึกมือ ชุด วาดเส้นพื้นฐาน.พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพ ฯ: บริษัทรุ่ง แสงการพิมพ์ จำกัด. Clive Bell. "Significant Form" Aesthetic Macmillan New York, 1965. Leo Tolstoy, “Art – The Language of Emotion Aesthetic Macmillan, New York, 1965.