The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Nature of Science and Scientific Inquiry

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรรัตน์ จงไกรจักร, 2020-11-08 08:23:03

Nature of Science and Scientific Inquiry

Nature of Science and Scientific Inquiry

จบชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6

• เขา้ ใจโครงสรา้ งและการทำงานของระบบต่าง ๆ ของสิง่ มีชวี ติ ความสัมพันธข์ องสง่ิ มชี วี ติ ในระบบ
นเิ วศ และความหลากหลายของทรพั ยากรธรรมชาตทิ พี่ บในระดับประเทศ

• เข้าใจสมบัติและการจำแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะของสาร สมบัติของสารและการทาให้สารเกิด
การเปล่ียนแปลง การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมีของสาร การแยกสารอยา่ งงา่ ย และสารในชวี ิตประจำวัน

• เขา้ ใจลกั ษณะของแรงประเภทต่าง ๆ ผลทเี่ กดิ จากแรงกระทำต่อวตั ถุ ความดนั หลักการเบ้ืองต้น
ของแรงพยงุ ส่วนประกอบและหน้าที่ของส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้า การถา่ ยโอนพลังงานกลท่ี
เกดิ จากแรงเสยี ดทานไปเป็นพลงั งานอน่ื สมบัตแิ ละปรากฏการณเ์ บือ้ งต้นของเสียง และแสง

• เขา้ ใจลักษณะของดาวในเอกภพ และจำแนกประเภทของกลมุ่ ดาว ความสมั พนั ธ์ของดวงอาทิตย์
โลก และดวงจนั ทร์ท่ีมีผลตอ่ การเกิดปรากฏการณธ์ รรมชาติ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยอี วกาศ

• เข้าใจองค์ประกอบและสมบัติของดิน น้ำ และบรรยากาศ และปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง
ของผิวโลก การเกิดลมบก ลมทะเล ผลกระทบที่เกิดจากธรณีพิบัติภัยและปรากฏการณ์เรือน
กระจก

• ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูล ใช้เหตุผลเชิง
ตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารในการทำงานร่วมกัน เข้าใจสิทธิ
และหนา้ ท่ขี องตน เคารพสิทธิของผ้อู ื่น

• ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามที่กำหนดให้หรือตามความสนใจ
คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคาถามหรือปัญหาที่จะสำรวจ
ตรวจสอบ วางแผนและสำรวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศท่ี
เหมาะสมในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลทง้ั เชิงปรมิ าณและคุณภาพ

• วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการสำรวจตรวจสอบใน
รปู แบบท่ีเหมาะสม เพ่ือสื่อสารความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบได้อย่างมีเหตุผลและหลักฐาน
อา้ งองิ

• แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตาม
ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลท่ีมีหลักฐานอ้างอิง และรับ
ฟัง ความคดิ เห็นผ้อู ่ืน

• แสดงความรับผิดชอบด้วยการทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซื่อสัตย์
จนงานลลุ ว่ งเป็นผลสำเร็จ และทำงานร่วมกับผู้อ่ืนอย่างอย่างสร้างสรรค์

88

• ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้ในความรู้และกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่องและเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้น
และศึกษาหาความรู้เพม่ิ เตมิ ทำโครงงานหรอื ช้นิ งานตามทกี่ ำหนดใหห้ รือตามความสนใจ

• แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดล้อมอยา่ งรคู้ ณุ คา่

จบช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3

• เข้าใจลักษณะและองค์ประกอบที่สำคัญของเซลล์สิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ของการทางานของ
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ การดำรงชีวิตของพืช การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสิ่งมีชีวิต การ
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของยีนหรือโครโมโซมและตัวอย่างโรคที่เกิด
จากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ประโยชน์และผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดัดแปรงพันธุกรรม
ความหลากหลายทางชีวภาพ การถ่ายทอดพลังงานในส่ิงมีชวี ิต

• เขา้ ใจองค์ประกอบและสมบตั ิของธาตุ สมบัติของสารละลาย สารบรสิ ุทธ์ิ สารผสม หลักการแยก
สาร การเปลี่ยนแปลงของสารในรูปแบบของการเปลี่ยนสถานะ การเกิดสารละลาย และการ
เกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี

• เข้าใจแรงลัพธ์และผลของแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุ แรงเสียดทาน การหมุนของวัตถุ โมเมนต์ของ
แรง แรงทปี่ รากฏในชวี ิตประจาวัน ความสัมพนั ธร์ ะหว่างงาน พลังงานจลน์ พลงั งานศกั ย์ กฎการ
อนุรักษ์ พลังงาน การถ่ายโอนพลังงาน สมดุลความร้อน ความสัมพันธ์ระหวา่ งปริมาณทางไฟฟ้า
หลกั การต่อวงจรไฟฟา้ ในบา้ น พลงั งานไฟฟ้า และหลักการเบอ้ื งต้นของวงจรอิเลก็ ทรอนิกส์

• เข้าใจสมบัติของคลื่น และลักษณะของคลื่นแบบต่าง ๆ เสียง การสะท้อน การหักเห และความ
เขม้ ของแสง

• เข้าใจตำแหนง่ ของกลมุ่ ดาวฤกษ์บนท้องฟ้า สมบตั แิ ละองค์ประกอบของดาวเคราะห์แต่ละดวงใน
ระบบสุริยะ และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลก ความสำคัญและประโยชน์ในการใช้งานของ
เทคโนโลยีอวกาศ สมบัติและประโยชนข์ องบรรยากาศแตล่ ะชนั้ ที่มีต่อสง่ิ มชี วี ิต

• เขา้ ใจระบบโลก โครงสรา้ งของโลก กระบวนการเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยาบนโลกและใต้ผิวโลก
กระบวนการเกิดซากดกึ ดาบรรพ์ การเปลีย่ นแปลงของลมฟา้ อากาศที่ทาให้เกิดปรากฏการณ์ต่าง
ๆ กระบวนการเกิดธรณีพิบัติภัย และปรากฏการณ์เรือนกระจกที่มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและ
สงิ่ แวดลอ้ ม

• เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์
วเิ คราะห์ เปรียบเทยี บ และตัดสนิ ใจเพ่ือเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคานงึ ถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม
และสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และทรัพยากรเพื่อออกแบบและสร้างผลงานสำหรับ

89

การแกป้ ัญหาในชีวิตประจำวันหรือการประกอบอาชีพ โดยใชก้ ระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม
รวมทั้งเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งคานึงถึง
ทรพั ยส์ ินทางปัญญา
• นำข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นำเสนอข้อมูลและสารสนเทศได้
ตามวัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง และเขียน
โปรแกรมอย่างง่ายเพื่อช่วยในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรู้เท่า
ทันและรับผิดชอบตอ่ สังคม
• ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาที่เชื่อมโยงกับพยานหลักฐานหรือหลักการทางวทิ ยาศาสตร์ ที่มีการ
กำหนดและควบคุมตัวแปร คิดคาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สามารถนาไปสู่
การสำรวจตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสำรวจตรวจสอบโดยใช้วัสดุและเครื่องมือที่เหมาะสม
เลือกใช้เคร่อื งมือและเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณ
และคณุ ภาพที่ไดผ้ ลเทย่ี งตรงและปลอดภยั
• วเิ คราะหแ์ ละประเมินความสอดคล้องของข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการสำรวจตรวจสอบจากพยานหลักฐาน
โดยใช้ความรู้และหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการแปลความหมายและลงข้อสรุป และสื่อสาร
ความคิด ความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบ หรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
เพ่ือให้ผอู้ ื่นเข้าใจไดอ้ ย่างเหมาะสม
• แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิด
สร้างสรรค์ เกย่ี วกบั เรอ่ื งท่ีจะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เครื่องมือและวิธีที่เชื่อถือได้
ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นของตนเอง รับฟังความคิดเห็น
ผูอ้ ่นื และยอมรับการเปลย่ี นแปลงความรู้ทีค่ ้นพบเม่ือมีข้อมลู และประจักษ์พยานใหม่เพ่ิมขึ้นหรือ
แย้งจากเดมิ
• ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ แสดง
ความชน่ื ชมยกยอ่ งและเคารพสทิ ธใิ นผลงานของผู้คดิ ค้น เขา้ ใจผลกระทบทงั้ ดา้ นบวกและด้านลบ
ของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ต่อสิ่งแวดล้อมและต่อบริบทอื่น ๆ และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
ทำโครงงานหรือสรา้ งชน้ิ งานตามความสนใจ
• แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า มีส่วนร่วมในการพิทักษ์ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน
ทอ้ งถนิ่

90

จบช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 (สำหรับผูเ้ รียนท่ไี ม่เนน้ วทิ ยาศาสตร์)

• เขา้ ใจการการลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ กลไกการรกั ษาดลุ ยภาพของมนษุ ย์ ภูมิคุ้มกันใน
ร่างกายของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการที่ทาให้เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
ความสำคญั และผลของเทคโนโลยีทางดเี อ็นเอตอ่ มนุษย์ ส่ิงมชี ีวติ และส่ิงแวดลอ้ ม

• เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปลี่ยนแปลงแทนที่ใน
ระบบนิเวศ ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการ
อนรุ ักษ์ทรพั ยากร ธรรมชาติและการแกไ้ ขปญั หาสงิ่ แวดลอ้ ม

• เข้าใจชนดิ ของอนุภาคสำคัญท่ีเป็นสว่ นประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัตบิ างประการของธาตุ
การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและสมบัตติ ่าง ๆ ของสารท่ี
มี ความสมั พันธก์ บั แรงยึดเหน่ียว พันธะเคมี โครงสรา้ งและสมบัติของพอลิเมอร์ การเกิดปฏิกิริยา
เคมี ปจั จัยท่ีมีผลต่ออัตราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี และการเขยี นสมการเคมี

• เข้าใจปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวลและความเร่ง ผลของ
ความเร่งทีม่ ตี อ่ การเคลือ่ นที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโน้มถว่ ง แรงแมเ่ หล็ก ความสมั พนั ธ์ระหว่าง
สนามแมเ่ หลก็ และกระแสไฟฟ้า และแรงภายในนิวเคลียส

• เข้าใจพลังงานนิวเคลยี ร์ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งมวลและพลังงาน การเปลยี่ นพลังงานทดแทนเป็น
พลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบนและการรวมคล่ืน
การไดย้ ิน ปรากฏการณท์ ี่เกีย่ วข้องกบั เสยี ง สกี บั การมองเหน็ สี คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้าและประโยชน์
ของคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟา้

• เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีท่ี
สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุ กระบวนการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด
สึนามิ ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏิบตั ิตนให้ปลอดภัย

• เขา้ ใจผลของแรงเน่อื งจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอรอิ อลสิ ทมี่ ีตอ่ การหมุนเวียน
ของอากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจูดและผลท่ีมีตอ่ ภูมิอากาศ ความสัมพันธ์ของ
การหมุนเวียนของอากาศและการหมุนเวียนของกระแสน้ำผิวหน้าในมหาสมุทร และผลต่อ
ลักษณะลมฟ้าอากาศ สง่ิ มีชีวิตและสิง่ แวดล้อม ปจั จยั ตา่ ง ๆ ท่ีมผี ลตอ่ การเปลยี่ นแปลงภมู อิ ากาศ
โลก และแนวปฏิบัติเพื่อลดกิจกรรมของมนุษย์ท่ีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภมู ิอากาศโลก รวมท้ัง
การแปลความหมายสัญลกั ษณล์ มฟ้าอากาศที่สำคัญจากแผนท่ีอากาศ และข้อมูลสารสนเทศ

• เข้าใจการกาเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพ หลักฐานที่
สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทาง
ช้างเผือก กระบวนการเกิดและการสร้างพลังงาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส่องสว่างของดาวฤกษ์
และความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสี

91

อณุ หภูมผิ วิ และสเปกตรัมของดาวฤกษ์ วิวัฒนาการและการเปลีย่ นแปลงสมบัตบิ างประการของ
ดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาว
เคราะห์ที่เอื้อตอ่ การดำรงชีวิต การเกิดลมสุรยิ ะ พายุสุริยะ และผลที่มีต่อโลก รวมทั้งการสำรวจ
อวกาศและการประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ
• ระบปุ ญั หา ต้งั คำถามที่จะสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดความสัมพนั ธ์ระหว่างตวั แปรต่าง ๆ
สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือกตรวจสอบ
สมมติฐานทเี่ ป็นไปได้
• ต้งั คำถามหรือกาหนดปัญหาที่อยู่บนพ้ืนฐานของความรู้และความเขา้ ใจทางวทิ ยาศาสตร์ ท่ีแสดง
ใหเ้ ห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงท่ีสามารถสำรวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นควา้ ได้อย่างครอบคลุม
และเชื่อถือได้ สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบเพื่อนาไปสู่การสำรวจ
ตรวจสอบ ออกแบบวิธีการสำรวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่กาหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มี
หลักฐานเชิงประจกั ษ์ เลอื กวัสดุ อุปกรณ์ รวมท้ังวิธกี ารในการสำรวจตรวจสอบอยา่ งถกู ตอ้ งทั้งใน
เชงิ ปริมาณและคุณภาพ และบันทึกผลการสำรวจตรวจสอบอยา่ งเปน็ ระบบ
• วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุปเพื่อตรวจสอบกับ
สมมติฐานที่ตั้งไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงวิธีการสำรวจตรวจสอบ จัดกระทำข้อมูลและ
นำเสนอขอ้ มูลดว้ ยเทคนิควธิ ีท่ีเหมาะสม สอื่ สารแนวคดิ ความรจู้ ากผลการสำรวจตรวจสอบ โดย
การพดู เขียน จดั แสดงหรือใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือให้ผู้อื่นเขา้ ใจโดยมีหลักฐานอ้างอิงหรือมี
ทฤษฎีรองรบั
• แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้
เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง เชื่อถือได้ มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตรอ์ าจมกี ารเปลย่ี นแปลงได้
• แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้ พบคำตอบ หรือแก้ปัญหาได้ ทำงาน
ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบ เกี่ยวกับ
ผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคมและ
สงิ่ แวดล้อม และยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผู้อน่ื
• เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และ
การพัฒนาเทคโนโลยีที่สง่ ผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่กา้ วหน้า ผลของเทคโนโลยี
ต่อชวี ิต สงั คม และสงิ่ แวดลอ้ ม
• ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ใน
ชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต และ
การประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจากภูมิ

92

ปญั ญาทอ้ งถนิ่ และการพฒั นาเทคโนโลยีที่ทันสมยั ศกึ ษาหาความร้เู พิ่มเติม ทาโครงงานหรือสร้าง
ชน้ิ งานตามความสนใจ
• แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแล
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ สงิ่ แวดล้อมของทอ้ งถ่นิ

จบช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 6 (สำหรับผเู้ รียนท่ีเนน้ วิทยาศาสตร์)

• เข้าใจวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นหาคำตอบเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต สารที่เป็นองค์ประกอบของ
สง่ิ มีชีวิตและปฏิกิรยิ าเคมภี ายในเซลล์ การใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์ โครงสร้างและหนา้ ทีข่ องเซลล์ การ
ลำเลยี งสารเข้าและออกจากเซลล์ การแบง่ เซลล์ และการหายใจระดับเซลล์

• เข้าใจหลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต การถ่ายทอดยีนบนออโตโซมและ
โครโมโซมเพศ โครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีของดีเอ็นเอ การจำลองดีเอ็นเอ กระบวนการ
สังเคราะห์โปรตีน การเกิดมิวเทชันในส่ิงมีชีวิต หลักการและการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีทางดเี อ็น
เอ หลักฐานและข้อมูลท่ีใช้ในการศึกษาววิ ฒั นาการของส่ิงมีชีวติ แนวคิดเก่ียวกับวิวัฒนาการของ
สิ่งมีชีวิต เงื่อนไขของภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก กระบวนการเกิดสปีชีส์ใหม่ของสิ่งมีชีวิต
ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนิดของสิ่งมีชีวิต ลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิตกลุ่มแบคทีเรีย
โพรทิสต์ พืช ฟังไจ และสัตว์ การจำแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่และวิธีการเขียนช่ือ
วิทยาศาสตร์

• เข้าใจโครงสรา้ งและส่วนประกอบของพืชทั้งราก ลาต้น และใบ การแลกเปลี่ยนแก๊ส การคายน้า
การลาเลียงน้าและธาตุอาหาร การลาเลียงอาหาร การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช กระบวนการ
สร้างเซลล์ สืบพันธุ์และการปฏิสนธิของพืชดอก การเกิดผลและเมล็ด บทบาทของสารควบคุม
การเจรญิ เตบิ โตของพืชและการประยุกตใ์ ช้ และการตอบสนองของพชื

• เข้าใจกลไกการรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต โครงสร้าง หน้าที่ และกระบวนการต่างๆ ของสัตว์
และมนุษย์ ได้แก่ การย่อยอาหาร การแลกเปลี่ยนแก๊ส การเคลื่อนที่ การกาจัดของเสียออกจาก
ร่างกายของ สิ่งมีชีวิต ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์ การทำงาน
ของระบบประสาท และอวัยวะรับความรู้สึก ระบบสืบพันธุ์ การปฏิสนธิ การเจริญเติบโต
ฮอรโ์ มน และพฤติกรรมของสัตว์

• เข้าใจกระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ ความหลากหลาย
ของไบโอม การเปล่ียนแปลงแทนที่แบบตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การเปลีย่ นแปลงจานวนประชากร
มนุษย์ในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม

93

• เข้าใจการศึกษาโครงสร้างอะตอมของนักวิทยาศาสตร์ การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม สมบัติ
บางประการของธาตแุ ละการจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ พนั ธะเคมี สมบัตขิ องสารที่มคี วามสัมพันธ์
กับพันธะเคมี กฎต่าง ๆ ของแก๊ส และสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบ
อินทรีย์ ประเภทและสมบัตขิ องพอลิเมอร์

• เข้าใจการเขียนและการดลุ สมการเคมี การคานวณปรมิ าณสารต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับปฏิกิริยาเคมี
อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี
และปัจจัยที่มีผลต่อสมดุลเคมี ทฤษฎีกรด – เบส สมบัติและปฏิกิริยาของกรด–เบส สารละลาย
บัฟเฟอร์ ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์เคมไี ฟฟ้า

• เข้าใจข้อปฏิบัตเิ บ้ืองตน้ เก่ียวกับความปลอดภัยในการทาปฏบิ ัติการเคมี การเลือกใช้อุปกรณ์หรือ
เครื่องมือในการทาปฏิบัติการ หน่วยวัดและการเปล่ียนหน่วยวัดด้วยการใช้แฟกเตอร์เปลี่ยน
หน่วย การ คานวณเกี่ยวกับมวลอะตอม มวลโมเลกุล และมวลสูตร ความสัมพันธ์ของโมล จาน
วนอนุภาค มวล และ ปริมาตรของแกส๊ ที่ STP การคานวณสตู รอย่างง่ายและสูตรโมเลกุลของสาร
ความเข้มข้นของสารละลาย การเตรียมสารละลาย และการบูรณาการความรู้และทักษะในการ
อธบิ ายปรากฏการณ์ในชวี ติ ประจาวนั และการแก้ปญั หาทางเคมี

• เข้าใจธรรมชาติของฟิสิกส์ กระบวนการวัด ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณที่เกี่ยวข้องกับการ
เคลื่อนที่ การเคลื่อนที่ในแนวตรง แรงลัพธ์ กฎการเคลื่อนที่ แรงเสียดทาน กฎความโน้มถ่วง
สากล สนามโน้มถ่วง งาน กฎการอนุรักษ์พลังงานกล สมดุลกลของวัตถุ เครื่องกลอย่างง่าย โม
เมนตมั และการดล กฎการอนุรักษ์ โมเมนตมั การชน และการเคลอื่ นทใ่ี นแนวโคง้

• เข้าใจการเคลื่อนที่แบบคลื่น ปรากฏการณ์คลื่น การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบนและการ
แทรกสอด หลักการของฮอยเกนส์ การเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง
ความเข้มเสียงและระดับเสียง การได้ยิน ภาพที่เกิดจากกระจกเงาและเลนส์ ปรากฏการณ์ที่
เกย่ี วขอ้ งกบั แสงและการมองเหน็ แสงสี

• เข้าใจสนามไฟฟ้า แรงไฟฟ้า กฎของคูลอมบ์ ศักย์ไฟฟ้า ตัวเก็บประจุ ตัวต้านทานและกฎของ
โอห์ม พลังงานไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน
สนามแม่เหล็กความสัมพันธ์ระหวา่ งสนามแม่เหล็กกับกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนาแม่เหลก็ ไฟฟา้
ไฟฟ้ากระแสสลบั คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า และประโยชนข์ องคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้

• เข้าใจผลของความร้อนต่อสสาร สภาพยืดหยุ่น ความดันในของไหล แรงพยุง ของไหลอุดมคติ
ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส แนวคิดควอนตัมของพลังงาน ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิ
เล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค การสลายของนิวเคลียสกัมมันตรังสี กัมมันตภาพ
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน แรงภายใน
นิวเคลยี ส และการค้นควา้ วจิ ยั ดา้ นฟิสกิ ส์อนภุ าค

94

• เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุและรูปแบบการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีที่
สัมพันธ์กบั การเกิดลักษณะธรณีสัณฐานและธรณีโครงสร้างแบบต่าง ๆ หลักฐานทางธรณีวิทยาที่
พบในปัจจุบันและการลาดบั เหตกุ ารณท์ างธรณีวิทยาในอดีต สาเหตุ กระบวนการเกิดแผน่ ดนิ ไหว
ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย สมบัติ
และการจำแนกชนิดของแร่ กระบวนการเกิดและการจำแนกชนิดหิน กระบวนการเกิดและการ
สำรวจแหล่งปิโตรเลียมและถ่านหิน การแปลความหมายจากแผนที่ภูมิประเทศและแผนที่
ธรณวี ิทยา และการนาข้อมลู ทางธรณีวิทยาไปใชป้ ระโยชน์

• เข้าใจปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการรับและปลดปล่อยพลังงานจากดวงอาทิตย์ กระบวนการที่ทำให้
เกิดสมดุลพลังงานของโลก ผลของแรงเนอ่ื งจากความแตกตา่ งของความกดอากาศ แรงคอริออลิส
แรงส่ศู ูนยก์ ลาง และแรงเสยี ดทานที่มีต่อการหมุนเวียนของอากาศ การหมนุ เวยี นของอากาศตาม
เขตละติจูด และผลที่มีต่อภูมิอากาศ ปัจจัยทีท่ ำใหเ้ กิดการแบ่งช้นั นำ้ และการหมุนเวียนของน้ำใน
มหาสมุทร รูปแบบการหมุนเวียนของน้ำในมหาสมุทร และผลของการหมุนเวียนของน้ำใน
มหาสมุทรที่มีต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่าง
เสถียรภาพอากาศและการเกิดเมฆ การเกิดแนวปะทะอากาศแบบต่าง ๆ และลักษณะลมฟ้า
อากาศที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก รวมทั้งการแปล
ความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศและการพยากรณ์ลักษณะลมฟ้าอากาศเบื้องต้นจ ากแผนท่ี
อากาศและขอ้ มลู สารสนเทศ

• เข้าใจการกำเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาดอุณหภูมิของเอกภพ หลักฐานท่ี
สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทาง
ช้างเผือก กระบวนการเกิดดาวฤกษ์ และการสร้างพลังงานของดาวฤกษ์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความ
ส่องสว่างของดาวฤกษ์ และความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสี อณุ หภมู ผิ ิว และ สเปกตรัมของดาวฤกษ์ วิธกี ารหาระยะทางของดาวฤกษ์
ด้วยหลักการแพรัลแลกซ์ วิวัฒนาการและการ เปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์
กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ ลักษณะของดาวเคราะห์ที่เอ้ือ
ต่อการดารงชีวิต การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ด้วยกฎเคพเลอร์ และกฎความโน้ม
ถว่ งของนิวตัน โครงสร้างของดวงอาทิตย์ การเกดิ ลมสุริยะ พายุสุริยะและผลท่ีมีต่อโลก การระบุ
พิกดั ของดาวในระบบขอบฟ้า และระบบศูนย์สูตร เส้นทางการขึ้นการตกของดวงอาทิตย์และดาว
ฤกษ์ เวลา สุริยคติและการเปรียบเทียบเวลาของแต่ละเขตเวลาบนโลก การสำรวจอวกาศและ
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ

• ระบุปญั หา ตัง้ คาถามทจี่ ะสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกาหนดความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ
สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือกตรวจสอบ
สมมติฐานทเี่ ป็นไปได้

95

• ต้ังคำถามหรือกำหนดปัญหาท่ีอยบู่ นพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ ท่ีแสดง
ให้เหน็ ถึงการใช้ความคิดระดับสูงทีส่ ามารถสำรวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่างครอบคลุม
และเชื่อถือได้ สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบเพื่อนำไปสู่การสำรวจ
ตรวจสอบ ออกแบบวิธีการสำรวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มี
หลักฐานเชงิ ประจักษ์ เลอื กวัสดุ อปุ กรณ์ รวมทงั้ วธิ กี ารในการสำรวจตรวจสอบอยา่ งถูกตอ้ งทั้งใน
เชิงปรมิ าณและคณุ ภาพ และบันทกึ ผลการสำรวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

• วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุปเพื่อตรวจสอบกับ
สมมติฐานที่ตั้งไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงวิธีการสำรวจตรวจสอบ จัดกระทำข้อมูลและ
นำเสนอข้อมูลดว้ ยเทคนิควธิ ีที่เหมาะสม ส่อื สารแนวคิด ความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบ โดย
การพดู เขยี น จัดแสดงหรือใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือให้ผู้อ่ืนเข้าใจโดยมหี ลักฐานอ้างอิงหรือมี
ทฤษฎีรองรบั

• แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้
เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง เชื่อถือได้ มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ทาง
วิทยาศาสตรอ์ าจมกี ารเปล่ยี นแปลงได้

• แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้ พบคำตอบ หรือแก้ปัญหาได้ ทำงาน
ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบ เกี่ยวกับ
ผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคมและ
สิง่ แวดล้อม และยอมรับฟงั ความคดิ เห็นของผู้อืน่

• เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และ
การพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยี
ต่อชวี ติ สงั คม และสิง่ แวดล้อม

• ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ใน
ชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต และ
การประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลมาจากภูมิ
ปัญญาท้องถนิ่ และการพัฒนาเทคโนโลยีทีท่ นั สมยั ศกึ ษาหาความรู้เพิม่ เติม ทำโครงงานหรอื สร้าง
ชิน้ งานตามความสนใจ

• แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกั บชุมชนในการป้องกัน ดูแล
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มของทอ้ งถ่ิน

96

จบชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 (สำหรบั ผเู้ รยี นทุกคน)

• วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยที ี่ซบั ซ้อน การเปลี่ยนแปลงของ
เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือ
คณิตศาสตร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพื่อเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบ
ต่อชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ ทรัพยากรเพื่อออกแบบ
สร้าง หรือพัฒนาผลงานสำหรับแก้ปัญหาท่ีมีผลกระทบต่อสังคมโดยใชก้ ระบวนการออกแบบเชงิ
วิศวกรรม ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบและนำเสนอผลงาน เลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และ
เครือ่ งมอื ได้อย่างถกู ตอ้ ง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งคานึงถงึ ทรัพยส์ ินทางปญั ญา

• ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพ่ือ
รวบรวมข้อมลู ในชวี ิตจริงจากแหล่งต่าง ๆ และความรู้จากศาสตร์อื่น มาประยกุ ต์ใช้ สร้างความรู้
ใหม่ เข้าใจการเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยที ม่ี ีผลตอ่ การดำเนินชีวติ อาชีพ สังคม วฒั นธรรม และ
ใช้อยา่ งปลอดภัย มีจรยิ ธรรม

4.5 ตวั ช้วี ัดและสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง (ตามเล่มหลกั สตู รแกนกลาง ฉบับปรับปรงุ 2560)

สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต

และความสมั พันธ์ระหวา่ งสิ่งมชี ีวิตกบั สง่ิ มชี ีวิตต่าง ๆ ในระบบนเิ วศ การถา่ ยทอด พลังงาน การเปลย่ี นแปลงแทนที่
ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญั หาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทาง
ในการอนุรกั ษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดลอ้ มรวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารผ่านเซลล์
ความสมั พันธข์ องโครงสร้าง และหนา้ ทีข่ องระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ที างานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของ
โครงสร้าง และหน้าที่ของอวยั วะต่าง ๆ ของพืชทท่ี ำงานสมั พันธ์กันรวมทง้ั นำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สง่ิ มชี วี ิต รวมทง้ั นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
สาระท่ี 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ

มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พันธ์ระหว่างสมบตั ขิ องสสารกบั
โครงสรา้ งและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาตขิ องการเปล่ียนแปลง สถานะของสสาร การเกดิ
การละลาย และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี

มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวิตประจำวนั ผลของแรงทก่ี ระทำต่อวัตถุ ลกั ษณะการคลื่อน
ทีแ่ บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทง้ั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปลยี่ นแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน ปฏสิ มั พนั ธ์

97

ระหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชีวติ ประจำวัน ธรรมชาตขิ องคลืน่ ปรากฏการณ์ทเี่ ก่ียวขอ้ งกับเสียง แสง
และคลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทั้งนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ซี
ดาวฤกษ์ และระบบสุรยิ ะ รวมท้งั ปฏิสมั พันธ์ภายในระบบสุรยิ ะทีส่ ่งผลต่อสิ่งมีชวี ิต และการประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยี
อวกาศ

มาตรฐาน ว 3.2 เขา้ ใจองคป์ ระกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายใน
โลกและบนผวิ โลก ธรณีพบิ ัติภัย กระบวนการเปลย่ี นแปลงลมฟา้ อากาศและภมู ิอากาศโลกรวมทงั้ ผลตอ่ สง่ิ มีชวี ิต
และส่ิงแวดล้อม
สาระที่ 4 ชวี วทิ ยา

มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจธรรมชาติของสงิ่ มีชีวติ การศึกษาชวี วทิ ยาและวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ สารที่เปน็
องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวติ กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์ การ
ลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ การแบง่ เซลล์ และการหายใจระดบั เซลล์

มาตรฐาน ว 4.2 เขา้ ใจการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบตั ิและน้ำท่ี
ของสารพันธุกรรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูล และแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของ
สิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนิดของสิ่งมีชีวิต
ความหลากหลายของส่งิ มีชีวิต และอนกุ รมวธิ าน รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 4.3 เข้าใจสว่ นประกอบของพชื การแลกเปล่ยี นแก๊สและคายน้ำของพชื การลำเลียงของพืช
การสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการตอบสนองของพืช รวมทั้งนำความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 4.4 เขา้ ใจการย่อยอาหารของสัตวแ์ ละมนษุ ย์ รวมทงั้ การหายใจและการแลกเปลี่ยนแกส๊
การลำเลียงสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการตอบสนอง การ
เคลื่อนที่ การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของสัตว์ รวมทั้งนำ
ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 4.5 เข้าใจแนวคิดเกย่ี วกบั ระบบนิเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลงั งานและการหมุนเวียนสาร
ในระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ประชากรและ
รูปแบบการเพิ่มของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปัญหา และผลกระทบที่เกิดจากการใช้
ประโยชน์ และแนวทางการแกไ้ ขปัญหา
สาระที่ 5 เคมี

มาตรฐาน ว 5.1 เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ
สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้งการนำ
ความรไู้ ปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 5.2 เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการ
เกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด–เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์เคมีไฟฟ้า
รวมทัง้ การนำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

98

มาตรฐาน ว 5.3 เขา้ ใจหลักการทำปฏิบัตกิ ารเคมี การวดั ปรมิ าณสาร หน่วยวดั และการเปล่ียนหนว่ ย
การคำนวณปริมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมทั้งการบูรณาการความรู้ และทักษะในการอธิบาย
ปรากฏการณ์ในชวี ิตประจำวนั และการแกป้ ญั หาทางเคมี
สาระที่ 6 ฟิสิกส์

มาตรฐาน ว 6.1 เขา้ ใจธรรมชาติทางฟิสกิ ส์ ปริมาณและกระบวนการวดั การเคลอ่ื นที่แนวตรง แรงและ
กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทาน สมดุลกลของวัตถุ งาน และกฎการอนุรักษ์
พลงั งานกล โมเมนตมั และกฎการอนรุ กั ษโ์ มเมนตมั การเคลอื่ นที่แนวโคง้ รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 6.2 เข้าใจการเคลอ่ื นท่แี บบฮาร์มอนิกสอ์ ยา่ งง่าย ธรรมชาตขิ องคลนื่ เสยี งและการได้ยนิ
ปรากฏการณ์ท่ีเก่ยี วข้องกบั เสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณท์ ่เี ก่ียวข้องกบั แสงรวมท้ังนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 6.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า
และกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้า และกาลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงาน
ไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทากับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎ
ของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ คล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ และการสอ่ื สาร รวมทัง้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 6.4 เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพ
ยืดหยุ่น ของวัสดุ และมอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุง และหลักของอาร์คิมีดิส ความตึง ผิวและแรง
หนดื ของของเหลว ของไหลอดุ มคติ และสมการแบรน์ ูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎจี ลน์ ของแก๊สอุดมคตแิ ละพลังงานใน
ระบบ ทฤษฎอี ะตอมของโบร์ ปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ล็กทรกิ ทวภิ าวะของคลื่นและอนุภาค กัมมนั ตภาพรงั สี แรงนิว
เลียร์ ปฏกิ ริ ิยานิวเคลียร์ พลงั งาน นิวเคลยี ร์ ฟิสกิ ส์อนุภาค รวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ 7 โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

มาตรฐาน ว 7.1 เขา้ ใจกระบวนการเปลีย่ นแปลงภายในโลก ธรณีพิบัตภิ ัย และผลตอ่ สิ่งมีชีวติ และ
ส่ิงแวดล้อม รวมทัง้ การศึกษาลำดับช้ันหิน ทรพั ยากรธรณี แผนท่ี และการนำไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 7.2 เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมุนเวียนของน้ำใน
มหาสมุทร การเกิดเมฆ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และผลต่อสิ่งมีชวี ิตและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพยากรณ์
อากาศ

มาตรฐาน ว 7.3 เขา้ ใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ซี
ดาวฤกษ์ และระบบสุรยิ ะ ความสัมพันธข์ องดาราศาสตรก์ ับมนษุ ยจ์ ากการศึกษาต่ำแหนงดาวบนทรงกลมฟา้ และ
ปฏสิ มั พนั ธ์ภายในระบบสุรยิ ะ รวมทงั้ การประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศในการดำรงชีวิต
สาระที่ 8 เทคโนโลยี

มาตรฐาน ว 8.1 เขา้ ใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยเี พื่อการดำรงชีวติ ในสงั คมที่มกี ารเปล่ียนแปลงอย่าง
รวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางดา้ นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่นื ๆ เพ่ือแก้ปัญหา หรอื พัฒนางาน
อย่างมีความคิดสรา้ งสรรคด์ ว้ ยกระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม เลอื กใชเ้ ทคโนโลยอี ย่างเหมาะสมโดยคำนงึ ถึง
ผลกระทบต่อชวี ติ สงั คม และสิ่งแวดล้อม

มาตรฐาน ว 8.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและ
เป็นระบบใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ รู้เทา่ ทนั และมีจริยธรรม

99

4.6 สรุป

ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ ได้กำหนดสาระการเรียนรู้ออกเป็น 4 สาระ ได้แก่
สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระ
ที่ 4 เทคโนโลยี มีสาระเพิ่มเติม 4 สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์ และสาระโลก ดาราศาสตร์
และอวกาศ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุดเพื่อให้ได้ทั้ง
กระบวนการและความรู้ จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผลที่ได้มาจัดระบบเป็น
หลักการ แนวคิด และองค์ความรู้การจดั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์จงึ มีเปา้ หมายทีส่ ำคญั กลุม่ สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญใน
การค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้
ผู้เรียนมีสว่ นร่วมในการเรยี นรู้ทุกขั้นตอน มกี ารทำกิจกรรมด้วยการลงมอื ปฏิบตั ิจรงิ อย่างหลากหลาย เหมาะสมกับ
ระดับชั้นโดยกำหนดสาระสำคัญ ดังนี้ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
และเทคโนโลยี และได้มีการกำหนด ตัวชี้วัด สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ โดยแบ่งตัวชี้วัดเป็น 2 ประเภท คือ
ตวั ชี้วดั ช้ันปี และตัวชี้วัดช่วงชัน้ แบง่ ระดบั การศึกษาเปน็ 3 ระดับ คือ ระดบั ประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1
– 6) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 – 3) และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ช้นั มัธยมศึกษาปีที่
4 – 6) และไดม้ ีการกำหนดการจดั เวลาเรยี น และคุณภาะผู้เรียนใหเ้ หมาะสมกับแต่ละช่วงชน้ั

4.7 แบบฝึกหดั ทา้ ยบท

1. จงใหค้ วามหมายของสญั ลกั ษณ์แต่ละตวั ให้ถูกต้อง ว.2.2 ม.3/2
2. ว.1.2 ป.6/2 มตี วั ชวี้ ดั และมีสาระการเรยี นรู้แกนกลาง อยา่ งไร
3. ให้นกั เรยี นจดั ตารางเรียน ตารางสอนของแตล่ ะระดบั ช้ันให้ถูกตอ้ ง

100

เอกสารอา้ งองิ
ศกึ ษาธิการ, กระทรวง, หลักสตู รการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพช์ ุมนุมสหกรณ์

การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกดั , 2552.
ศกึ ษาธิการ, กระทรวง, ตัวชว้ี ัดและสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง

พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์
ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกดั , 2560
สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา . แนวทางการจัดการเรียนรู้ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ : พิมพ์คร้งั ท่ี 2, โรงพมิ พ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด,
2553.

101

แผนบรหิ ารการสอนประจำบทท่ี 5

เค้าโครงเนอ้ื หา

5.1 ความหมายของการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้
5.2 แนวคิดพน้ื ฐานในการจดั การเรยี นร้แู บบสบื เสาะหาความรู้
5.3 ขั้นตอนการจัดการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้
5.4 บทบาทของครูและนักเรยี นในการจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้
5.5 การออกแบบแผนการจดั การเรยี นรแู บบสืบเสาะหาความรู้
5.6 ตวั อย่างการจดั กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ บบสบื เสาะหาความรู้
5.7 สรุป
5.8 แบบฝกึ หัดท้ายบท
5.9 เอกสารอ้างอิง

วตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม

เมอื่ ศึกษาบทที่ 5 จบแลว้ นักศกึ ษามคี วามสามารถ ดงั น้ี
1. นักศกึ ษาสามารถอธิบายความหมายของการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ได้
2. นกั ศึกษาสามารถอธิบายแนวคดิ พ้นื ฐานในการจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ได้
3. นกั ศกึ ษาสามารถอธิบายขนั้ ตอนการจดั การเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์แบบสบื เสาะหาความรู้ได้
4. นกั ศึกษาสามารถอธิบายบทบาทของครแู ละนกั เรยี นในการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ได้
5. นกั ศึกษาสามารถออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ได้
6. นกั ศึกษาสามารถจัดการเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ในห้องเรียนจำลองได้

วิธสี อนและกจิ กรรมการเรียนการสอนประจำบท

1. บรรยายประกอบเคร่ืองฉาย
2. แบ่งกลมุ่ ทำกจิ กรรมกล่มุ
3. อภิปรายผลสรุปกิจกรรมกลุ่ม
4. สรปุ เนื้อหาและแนวทางการนำเน้ือหาส่กู ารปฏิบัติ
5. สถานการณจ์ ำลอง (ทดลองฝึกปฏบิ ัตกิ ารสอน)

102

สื่อการเรียนการสอน

1. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าธรรมชาตแิ ละการสบื เสาะทางวิทยาศาสตร์
2. เครอื่ งฉาย

การวัดและการประเมินผล

1. สงั เกตการตอบคำถามระหว่างเรยี น
2. สงั เกตการอธบิ ายความหมายของการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์แบบสบื เสาะหาความรู้
3. สังเกตการอธบิ ายแนวคิดพื้นฐานในการจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ได้
4. สังเกตการอธบิ ายข้นั ตอนการจดั การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ บบสบื เสาะหาความรู้
5. นกั ศกึ ษาสามารถออกแบบแผนการจัดการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้
6. นกั ศึกษาสามารถจดั การเรียนร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ในหอ้ งเรียนจำลอง
7. ตรวจการตอบคำถามตามแบบฝกึ หัดทา้ ยบท

103

บทที่ 5
การเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้
และการออกแบบการเรียนรทู้ ี่เน้นกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์

การให้นักเรียนได้ทำการสำรวจตรวจสอบหรือการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์เป็นแนวทางที่จะนำพาให้
นักเรียนเป็นผู้รู้วิทยาศาสตร์ เนื่องจากการสำรวจตรวจสอบหรือการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีการหลักที่
นักวิทยาศาสตร์ใชใ้ นการพัฒนาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ นักเรียนจะได้เรียนรู้ท่ีจะตัง้ คำถามทางวิทยาศาสตร์ คาด
เดาสมมติฐานที่เป็นไปได้บนพื้นฐานของความรู้ที่ตนเองมีอยู่ เก็บรวบรวม จัดกระทำ และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้
ได้มาซึ่งหลักฐาน ข้อสรุป เพื่อใช้ในการตอบคำถามทางวิทยาศาสตร์นั้น และนำเสนอให้ผู้อื่นได้พิจารณาและ
ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ (DeBoer, 2006) ซึ่งนักเรียนจะได้พัฒนาทั้งความรู้ทางวิทยาศาสตร์และทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาศาสตร์และเจตคติทีด่ ีตอ่ วิทยาศาสตร์ (Bybee et al., 2006) เพราะเหตุน้ี
แนวทางการจดั การเรยี นการสอนเช่นนีจ้ งึ ไดร้ ับการสนับสนนุ อยา่ งมากจากนักการศึกษาวิทยาศาสตร์ ดังนั้นนักการ
ศึกษาวิทยาศาสตร์จึงพยายามพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้คล้าย สอดคล้อง หรือสะท้อนลักษณะ
สำคญั ของการสำรวจตรวจสอบหรอื การสืบเสาะทางวทิ ยาศาสตร์จรงิ ๆ ใหไ้ ดม้ ากที่สุด

5.1 ความหมายของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสบื เสาะหาความรู้

คําว่า “Inquiry” ที่เกี่ยวข้องกับกาจัดการเรียนรู้นั้น นักการศึกษาได้ให้ชื่อแตกต่างกันออกไป
เช่น การสืบสอบ การสอบสวน การสืบสวนสอบสวน การค้นพบ การสืบเสาะ การสืบเสาะหาความรู้ เป็นต้น ซ่ึง
Budnitz (2003) ได้กล่าวไวว้ า่ การสบื เสาะหาความรู้เปน็ แนวคดิ ท่ีมคี วามซับซ่อนและมีความหมายแตกต่างกันไป
ตามบริบทที่ใช้และผู้ที่ให้คำจำกัดความ โดยศูนย์กลางของการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้นั้นมีต้นกำเนิดจาก
วิทยาศาสตร์ ครูและ นักเรยี น นอกจากน่ันยงั มนี กั การศึกษาวิทยาศาสตร์ไว้อีกมากมาย เชน่ NRC, 1996;2000 ได้
กล่าวว่า การสืบเสาะหาความรู้ คือ กิจกรรมท่ีผู้เรียนศึกษาพัฒนาความรู้เกี่ยวกับการค้นพบความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอกคล้องกับงานวิจัยของ Roehrig (2004) ที่ว่าผู้เรียนจะเรียนวิทยาศาสตร์
ได้เมื่อเห็นว่าความรูท้ างวิทยาศาสตร์ได้มาได้อย่างไร กรมวิชาการ (2545) อธิบายว่า นักเรียนจะสร้างองค์ค วามรู้
ด้วยตัวเองผ่านกิจกรรมการสังเกต การตั้งคำถาม การอภิปรายและการสื่อสารความรู้เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ โดย
กิจกรรมต่าง ๆ ต้องเน้นให้ผู้เรียนได้คิดได้มีส่วนร่วมวางแผน ลงมือปฏิบัติ สืบค้นข้อมูล รวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ
วิเคราะห์ข้อมูล สรา้ งคำอธบิ ายเกี่ยวกับข้อมลู ท่ีไดเ้ พ่ือนำไปสคู่ ำตอบของปญั หาหรือคำถาม และในทสี่ ุดนักเรียนได้
สร้างองค์ความรู้นอกจากนี้ กิจกรรมต่าง ๆ ควรสนับสนุนให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การจัดการ
เรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ เป็นวิธีการจัดการเรยี นรูท้ ีเ่ น้นนักเรียนเปน็ สำคญั ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการ
ปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างแท้จริง โดยวิธีให้นักเรียนเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง หรือสร้าง
ความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยครูทำหน้าที่คล้ายผู้ช่วย คอยสนับสนุน ชี้แนะ

104

ช่วยเหลือ ตลอดจนแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการเรียนการสอน และนักเรียนทำหน้าที่คล้ายผู้จัดวาง
แผนการเรยี น มคี วามกระตือรือรน้ ทจ่ี ะศึกษาหาความรโู้ ดยวธิ ีการเชน่ เดียวกับการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ (ภพ
เลาหไพบูลย์, 2542)

ดังนั้น การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) เป็นกระบวนการจัดการ
เรียนรู้ทใ่ี ห้นักเรยี นมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดเวลา ใหโ้ อกาสแก่นกั เรียนไดฝ้ ึกคิด ฝึกสังเกต ฝึกนำเสนอ
ฝึกวิเคราะห์วิจารณ์ ฝึกสร้างองค์ความรู้ เน้นการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการฝึกให้นักเรียน
รู้จักศึกษาค้นคว้าหาความรู้หรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องด้วยตนเอง สรุปเป็นหลักการ เกณฑ์หรือ
วิธีการในการแก้ปัญหาและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการควบคุม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือสร้าง
สิ่งแวดล้อมในสภาพการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขว้าง โดยมีครูเป็นผู้กำกับควบคุมดำเนินการใช้คำปรึกษาชี้แนะ
ช่วยเหลือ ให้กำลังใจ เป็นผู้กระตุน้ ส่งเสริมให้นกั เรียนคิด รวมทั้งร่วมแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ (สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย
มลู คำ, 2545)

จากแนวคิดดังกล่าว สรุปความหมายของการสืบเสาะหาความรู้ ไว้ว่าเป็นเทคนิคหรือกลวิธีอย่างหนึ่งใน
การจดั การเรียนรูว้ ชิ าวิทยาศาสตร์ โดยใหน้ ักเรียนเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนจะเป็นผู้สร้าง
องคค์ วามรดู้ ว้ ยตนเอง จากกิจกรรมตา่ ง ๆ ท่ีครจู ดั เตรยี มไว้ โดยครมู หี นา้ ที่กระต้นุ ให้นกั เรยี นอยากรูอ้ ยากเห็น โดย
การใช้คำถามเพ่ือให้นักเรียนเกิดความพยายามในการหาคำตอบ ฝึกหดั นักเรียนได้คิด สงั เกต วิเคราะห์ สังเคราะห์
ข้อมูลต่าง ๆ จนกระทั้งสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้กำกับควบคุมดำเนินการให้คำปรึกษา
คอยชี้แนะ ช่วยเหลือ ตลอดจนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระหว่างการเรียนการสอน เป็นกำลังใจ และเป็นผู้กระตุ้น
ส่งเสริมใหน้ กั เรียนสร้างองคค์ วามรแู้ ละทำงานร่วมกับผอู้ น่ื ได้

5.2 แนวคดิ พน้ื ฐานในการจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้

การจดั การเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มรี ากฐานมาจากจติ วิทยาในเรอื่ งของการพฒั นาสมอง
ของเพยี ต์เจ (Piaget,1962:61) ทีว่ า่ คนมีกระบวนการคิดเปน็ สองประการ คือ มโี ครงสร้างความคิดเดิมจึงสามารถ
นำเอาความคิดเดิมมาเปน็ แนวคดิ ให้เกดิ ความคิดใหมไ่ ด้ ดังนัน้ โครงสร้างของกระบวนการเรียนการสอนแบบสืบ
เสาะหาความรจู้ งึ มี 2 ขัน้ ตอน คือ

ขน้ั ที่ 1 กระบวนการดูดซึม (Assimulation) คือ ขัน้ เรา้ ให้เด็กนำความรูเ้ ดิมมาใช้เป็นแนวทางใหเ้ กิดการ
คิด ซึง่ เปน็ กระบวนการที่อินทรยี ซ์ ึมซาบประสบการณ์ใหม่เข้าสู้ประสบการณเ์ ดมิ ท่เี หมือนหรือคล้ายครึงกนั แล้ว
สมองก็รวบรสมปรับเปลย่ี นเหตกุ ารณ์ใหม่เข้ากับโครงสร้างของความคิดอนั เกดิ จากการเรียนรทู้ ่ีมอี ยเู่ ดิม

ขั้นที่ 2 กระบวนการปรับขยายโครงสร้าง (Accommodation) ในกรณีที่ความรู้เดิมเป็นแนวทางให้เกิด
ความรู้ใหม่นั้นไม่ตรงกับความรู้ใหม่ก็จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อให้เข้าใจความรู้ใหม่ ซึ่งเป็น
กระบวนการที่ต่อเนื่องมาจากกระบวนการดูดซึม คือ ภายหลังจากท่ีซึมซาบของเหตุการณ์ใหม่เขา้ มา และปรับเข้า

105

สู่โครงสร้างเดิมแล้วถ้าปรากฏว่าประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับการซึมซาบเข้ามาให้เข้ากบั ประสบการณ์เดิมได้ สมองก็
จะสรา้ งโครงสร้างใหม่ขึน้ มาเพ่ือปรบั ให้เขา้ กบั ประสบการณ์ใหมน่ ั้น

ซัน (Sund. 1973; อ้างอิงใน สุวัฒน์ นิยมค้า.2531:115) ได้ระบุถึงหลักจิตวิทยาของการเรียนรู้ที่เป็น
พ้นื ฐานในการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไวว้ ่า

1. ในการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรน์ ักเรียนจะเรียนรู้ได้ดที ่สี ุด กต็ อ่ เม่ือนกั เรยี นไดล้ งมือค้นควา้ ความรู้น้ัน ๆ
โดยตรง มากกวา่ การที่จะบอกเล่าให้นกั เรียนฟัง

2. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด เมื่อสถานการณ์แวดล้อมในการเรียนยั่วยุให้นักเรียนอยากเรียน ไม่ใช่
บังคับ และผู้สอนต้องจัดกิจกรรมที่นำไม่สู่ความสำเร็จในการค้นคว้าแทนที่จะให้นักเรียนเกิดความ
ล้มเหลว

3. วธิ กี ารสอนของครูจะต้องส่งเสริมความคิดให้นักเรียนคิดเป็น มีความคดิ สร้างสรรค์ ให้โอกาสนักเรียน
ได้ใชค้ วามคิดของตนเองให้มากทส่ี ดุ

จากการทฤษฎีของ Jean Piagat ที่เป็นพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้แล้วนั้นยังมี
แนวคิด ทฤษฎี อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้คือ ทฤษฎีการสร้างเสริมความรู้
(Constructivism) เชื่อว่านักเรียนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบางส่ิงบางอย่างมาแล้วไม่มากก็น้อย ก่อนที่
ครูจะจัดการเรียนการสอนใหเ้ น้นว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยตวั ของผู้เรียนรู้เอง และการเรียนรู้เรื่องใหม่จะมพี ื้นฐาน
มาจากความรเู้ ดิม ดังนั้น ประสบการณเ์ ดิมของนักเรียนจึงเป็นปจั จัยสำคญั ตอ่ การเรยี นรูเ้ ปน็ อยา่ งย่ิง กระบวนการ
เรียนรู้ (Process of Leaning) ท่ีแท้จริงของนักเรียนไม่ได้เกิดจากการบอกเล่าของครู หรือนักเรียนเพียงแต่จดจำ
แนวคิดต่าง ๆ ที่มีผู้บอกให้เท่านั้น แต่การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามทฤษฎี Constructivism เป็นกระบวนการที่
นักเรียนจะต้องสืบค้นเสาะหา สำรวจตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จนทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจ
และเกิดการรับรู้ความรู้น้ันอย่างมีความหมาย จึงจะสามารถเป็นองค์ความรู้ของนักเรียนเอง และเก็บเป็นข้อมูลไว้
ในสมองได้อยา่ งยาวนาน สามารถนำมาใชไ้ ด้เมือ่ มีสถานการณ์ใด ๆ มาเผชญิ หน้า ดงั นนั้ การที่นกั เรยี นจะสร้างองค์
ความรู้ได้ ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry
Process)

ระดบั ของการสืบเสาะหาความรู้ (Level of inquiry) แบ่งเป็น 4 ระดบั คอื

1) การสืบเสาะหาความรู้แบบยืนยัน (Confirmed Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ที่ให้
ผู้เรียนเป็นผู้ตรวจสอบความรู้หรือแนวคิด เพื่อยืนยันความรู้หรือแนวคิดที่ถูกค้นพบมาแล้ว โดยครูเป็นผู้
กำหนดปัญหาและคำตอบ หรือองค์ความรู้ที่คาดหวงั ให้ผู้เรียนค้นพบ และให้ผู้เรียนทำกิจกรรมที่กำหนด
ในหนังสอื หรอื ใบงาน หรอื ตามทคี่ รบู รรยายบอกกลา่ ว

106

2) การสืบเสาะหาความรู้แบบนำทาง (Directed Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรูท้ ี่ให้ผู้เรยี น
ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้กำหนดปัญหา และสาธิตหรืออธิบายการสำรวจตรวจสอบ
แล้วใหผ้ เู้ รียนปฏบิ ัตกิ ารสำรวจตรวจสอบตามวธิ ีการท่กี ำหนด

3) การสืบเสาะหาความรู้แบบชี้แนะแนวทาง (Guided Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ที่ให้
ผู้เรียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนเป็นผู้กำหนดปัญหา และครูเป็นผู้ชี้แนะแนวทางการ
สำรวจตรวจสอบ รวมทง้ั ใหค้ ำปรกึ ษาหรือแนะนำให้ผู้เรยี นปฏบิ ัติการสำรวจตรวจสอบ

4) การสบื เสาะหาความรแู้ บบเปิด (Open Inquiry) เปน็ การสืบเสาะหาความรูท้ ี่ให้ผ้เู รียนค้นพบ
องค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยให้ผู้เรียนมีอิสระในการคิด เป็นผู้กำหนดปัญหา ออกแบบ และปฏิบัติการ
สำรวจตรวจสอบดว้ ยตนเอง
จากแนวคิดพื้นฐานในกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สรุปได้ว่าแนวคิดพื้นฐานมาจากแนวคิดของ Jean
piagat ซึ่งมีด้วยการ 2 ขั้นตอนคือ ขั้นที่ 1 กระบวนการดูดซึม (Assimulation) และขั้นที่ 2 กระบวนการปรับ
ขยายโครงสร้าง (Accommodation) ซึ่งการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้นั้นผู้สอนมีส่วนสำคัญใน
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ตาม
แนวคิดทฤษฎี Constructivism

5.3 ข้ันตอนการจดั การเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ บบสบื เสาะหาความรู้

การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้เปน็ วธิ ีในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเปน็
ศูนย์กลางให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนได้ร่วมกันประเมินการเรียนรู้ด้วยตนเองในระยะแรกได้
พัฒนามาจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียร์เจต์ ได้แก่ การปรับขยายความคิด(Assimilation) และการ
ปรับขยายโครงสร้างความคิด (Accommodation) ซึ่งมี 2 ขั้นตอน ต่อมาได้เพิ่มเป็น 3 ขั้นตอน (Eisenkraft.
2003) คือ

1. ขั้นสำรวจ (Exploration sine Concept Exploration) นักเรียนได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับรูปธรรม
เช่น วัตถุหรือเหตุการณ์ ซึ่งการนำเอาทฤษฎีการพัฒนาสติปัญญาการเรียนรู้ของ Piaget มาใช้คือ การทำให้
นักเรยี นขาดสมดลุ ก่อนเพ่ือนำเขา้ สมดลุ ใหม่อกี คร้งั ส่วนประสบการณ์ท่ีกล่าวถึงควรมีคุณสมบัติกระตุ้นให้เกิดมโน
ทศั นห์ รอื ภาระงานท่ีทา้ ทาย ถงึ ลกั ษณะปลายเปดิ เพื่อให้นกั เรียนใช้วธิ แี ก้ไขที่หลากหลาย เชน่ การใชก้ ระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ ส่วนครูมีบทบาทในการชว่ ยเหลือ โดยการแนะนำหรือตอบคำถามของนักเรยี นเท่าท่ีจำเป็น ทั้งนี้
เพื่อใหน้ กั เรียนเกดิ ความคิดทอี่ ยใู่ นขอบขา่ ยของเร่ืองท่ีจะเรยี นได้ แก่ การแนะนำมโนทศั นใ์ หม่หรอื คำศัพทใ์ หม่เป็น
ต้น

2. ขั้นสร้างมโนทัศน์ (Invention หรือ Concept Introduetion หรือ Clarifieation) ซึ่ง Barman ระบุ
ว่าเริ่มจากการเสนอมโนทัศน์หรือหลักการใหม่ หรือคำอธิบายเสริมเพื่อช่วยให้นักเรียนประยุกต์รูปแบบการใช้

107

เหตุผลในประสบการณ์ของเขา แต่เปิดโอกาสให้นักเรียนนำเสนอแนวคิดของตน นั่นคือครูและนักเรียนช่วยกัน
นิยามมโนทัศน์ โดยอาจใชส้ ื่อการเรยี นการสอนช่วยกไ็ ด้

3. ขั้นนำมโนทัศน์ไปใช้ (Discovery หรือ Concept Application) เป็นระยะที่นักเรียนนำความรู้ มโน
ทัศนห์ รอื ทกั ษะที่เกดิ ขึ้นไปใชใ้ นสถานการณ์อืน่

ต่อมาได้มีกลุ่มนักการศึกษาได้นำวิธีการนี้มาใช้และมีการพัฒนาวิธีการและขั้นตอนในการเรียนการสอน
แบบวัฏจกั รการเรียนรูอ้ อกเป็น 4 ขนั้ ดังนี้ (Barman. 1989)

1. ขั้นสำรวจ (Exploration) เป็นขั้นที่ยึดนักเรียนเป็นสำคัญ กระตุ้นความไม่สมดุลความคิดของผู้เรียน
และช่วยให้เกิดการปรับขยายความคิด ครูรับผิดชอบการให้นักเรียนได้รับคำแนะนำ ชี้แจงและวัสดุอุปกรณ์อย่าง
เพียงพอที่มีปฏิสัมพันธ์ในทางที่สัมพันธ์กับแนวคิดคำแนะนำชี้แจงของครูต้องไม่บอกนักเรียนว่าพวกเขาควรเรียน
อะไร และต้องไม่อธิบายแนวคดิ ใหแ้ นวทางและคำแนะนำเพื่อให้การสำรวจดำเนินต่อไปได้ นักเรียนรับผิดชอบตอ่
การสำรวจ วัสดุและเก็บรวบรวมและ/หรือบนั ทึกข้อมูลของตนเอง ครูอาศัยทักษะการถามเพ่ือแนวทางการเรยี นรู้
เด็กต้องมีวัสดุอุปกรณ์การเรียน และประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมด้วย ถ้าครูจะให้เด็กสร้างแนวคิดวิทยาศาสตร์
สำหรับตนเองให้ใช้คำถามแนะเพื่อช่วยเริ่มกระบวนการวางแผนและคำถาม ต้องนำตรงไปสู่กิจกรรมของเด็ก
เสนอแนะประเภทของบันทึกที่เด็กจะทำ และต้องไม่บอกหรืออธิบายแนวคิด อาจกล่าวถึงการสอนอย่างย่อ ๆ ได้
บางทอี าจจะเป็นในรปู จุดประสงคข์ องการสอน

2. ขั้นอธิบาย (Explanation) เป็นระยะที่ยึดนักเรียนเป็นสำคัญน้อยลงและหาทางอำนวยความสะดวก
ทางจิตใจใหแ้ ก่ผู้เรียน จุดมุ่งหมายของระยะนี้คือครูและนักเรียนร่วมมือกนั สรา้ งแนวคิดเกี่ยวกับบทเรยี น ครูเลือก
และจัดสภาพแวดล้อมของชั้นเรียนที่พึงประสงค์ในระยะนี้จะช่วยนำไปสู่การปรับขยายโครงสร้างความคิด ดังที่
ทฤษฎีของเพีรย์เจต์อธิบายไว้ นักเรียนต้องมุ่งเน้นข้อค้นพบเบื้องต้นจากการสำรวจของนักเรียน ครูต้องนำภาษา
หรือรูปแบบแนวคิดเพื่อช่วยในการปรับขยายโครงสร้างความคิด ครูแนะแนวนักเรียนจนตั้งคำอธิบายของตนเอง
เกี่ยวกับแนวคิด ครูสามารถ จะแนะแนวนักเรียนและงดการบอกนักเรียนในสิ่งที่นักเรียนควรจะค้นพบแล้ว
ถึงแมว้ า่ ความเขา้ ใจของนักเรียนไม่สมบรู ณ์และสามารถช่วยนักเรยี นใหใ้ ช้ขอมูลของตนสร้างแนวคิดที่ถูกต้องได้ ซ่ึง
จะนำนกั เรยี นไปสูร่ ะยะต่อไปโดยอัตโนมัติ คอื ระยะการขยายความคดิ

3. ขั้นขยายความคิด (Expansion) เป็นระยะที่ควรยึดนกเรียนเป็นสำคัญใหม้ ากที่สุดและเป็นระยะที่ช่วย
กระตุ้นความรว่ มมือภายในกลุ่ม ความมุ่งหมายของระยะน้ีเพือ่ ช่วยผู้เรียนใหส้ ามารถจัดระเบียบประสบการณ์ทาง
ความคิดที่นักเรียนได้มาจากการค้นพบ เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมที่คล้ายคลึงกัน และเพื่อให้ค้นพบการ
ประยุกต์ใช้สิ่งใหม่สำหรับสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้ว แนวคิดที่สร้างขึ้นและต้องเชื่อมโยงกับความคิดอื่นหรือ
ประสบการณอ์ ื่นท่สี มั พนั ธก์ ัน ซึง่ ครตู ้องใหเ้ ดก็ ใช้ภาษา หรือฉลาก หรอื ฉายาต่าง ๆ ของแนวคิดใหมเ่ พือ่ พวกเขาจะ
ได้เพิ่มความเข้าใจ ตรงนี้เองที่จะช่วยให้นักเรียนประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้ โดยการขยายตัวอย่างหรือโดยการจัด
ประสบการณ์เชิงสำรวจเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตัวเองของนักเรียน ความสัมพันธ์ภายในระหว่างวิทยาศาสตร์ -
เทคโนโลยี-สงั คม ความเติบโตทางวิชาการและการตระหนักรดู้ ้านอาชีพ ระยะการขยายนส้ี ามารถนำไปสู่ระยะการ

108

สำรวจบทเรียนต่อไปได้โดยอัตโนมตั ิ ดังนั้นวงจรต่อเนื่องสำหรับการสอนและการเรยี นจึงถกู สร้างขึ้นในระยะนี้ ครู
ช่วยนักเรียนให้จัดระเบียบการคิดของตนโดยการเชื่อมโยงสิ่งเรยี นรู้มาเข้ากับความคิดหรือประสบการณ์อื่น ๆ ซึ่ง
สัมพันธ์กับแนวคิดที่สร้างขึ้นในระยะนี้จะเพิ่มความลุ่มลึกสำหรับความหมายของแน วคิดและเพื่อขยายขอบเขต
ความต้องการสำหรบั เดก็

4. ขั้นประเมิน (Evaluation) ความมุ่งหมายของระยะนี้เพื่อเป็นการทดสอบมาตรฐานการเรียนรู้ การ
เรียนรู้มักจะเกิดขึ้นในสัดส่วนการเพิ่มขึ้นที่น้อยกว่าการยกระดับทางความคิดที่มีการหยั่งรู้จริงที่เป็นไปได้ ดังนั้น
การประเมินผลควรต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่การสิ้นสุดของบทเรียนหรือวิธีการของหน่วยการเรียน การวัดหลายชนิดมี
ความจำเปน็ ตอ่ การจัดทำการประเมินโดยรวมการประเมินผลรวมแตล่ ะระยะของวฏั จักรการเรียนรู้ไม่ใช่เฉพาะการ
จดั ทำตอนสดุ ทา้ ย

ในปี ค.ศ. 1992 โครงการศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยาของสหรัฐอเมริกา (Biological
Science Curriculum Sduies หรือ BSCS) ได้ปรับขยายรูปแบบการสอนวัฏจักรการเรียนรู้ ออกเป็น 5 ขั้น หรือ
เรียกว่า 5E เพอ่ื เป็นแนวทางสำหรับใช้ออกแบบการจดั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ใหเ้ หมาะสมยง่ิ ขึ้น โดย 5 ข้ัน
น้ี (นันทิยา บุญเคลอื บ. 2540) ได้แก่

1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Engagement) ขั้นนี้เป็นการแนะนำบทเรียนไปด้วยการซักถามปัญหา การ
ทบทวนความรูเ้ ดิม การกำหนดกิจกรรมทีจ่ ะเกิดข้นึ ในการเรียนการสอนและเปา้ หมาย

2. การสำรวจ (Exploration) ขั้นนี้จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้แนวความคิดที่มีอยู่แล้วมาจัด
ความสมั พันธ์กับหัวข้อที่กำลังจะเรียนให้เขา้ เป็นหมวดหมู่ ถา้ กจิ กรรมทเี่ กย่ี วกับการทดลอง การสำรวจ การสืบค้น
ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งเทคนิคและความรู้ทางการปฏิบัตจิ ะดำเนนิ ไปด้วยตัวของนักเรียนเองโดยมีครู
ทำหน้าที่เปน็ เพียงผแู้ นะนำหรือผู้เริมต้นในกรณีทน่ี ักเรยี นไม่สามารถหาจดุ เร่มิ ต้นได้

3. การอธิบาย (Explanation) ในขั้นตอนนี้กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้มีการนำความรู้ที่รวบรวม
มาแล้วในขั้นที่ 2 มาใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาหัวข้อหรือแนวความคิดที่กำลังศึกษาอยู่ กิจกรรมอาจประกบไป
ด้วยการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากการอา่ นและการนำข้อมลู มาอภปิ ราย

4. การลงข้อสรุป (Elaboration) ขั้นตอนนี้จะเน้นให้นักเรียนได้มีการนำความรู้หรือข้อมูลจากขั้นที่ผ่าน
มาแล้วมาใช้ กิจกรรส่วนใหญ่อาจเป็นการอภปิ รายภายในกลุ่มของตนเองเพื่อลงขอ้ สรุปเกิดเป็นแนวความคิดหลัก
ขึ้น นักเรียนจะปรบั แนวความคิดหลกั ของตัวเองในกรณีที่ไมส่ อดคล้องหรือคลาดเคล่ือนจากข้อเท็จจรงิ

5. การประเมิน (Evaluation) เป็นขั้นตอนสุดท้ายจากการเรียนรู้โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้
ประเมินผล ด้วยตนเองถึงแนวความคิดที่ได้สรุปไว้ในขั้นที่ 4 ว่ามีความสอดคล้องหรือถูกต้องมากน้อยเพียงใด
รวมทั้งมีการยอมรับมากน้อยเพียงใดข้อสรุปที่จะได้จะนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาครั้งต่อไปทั้งนี้รวมทั้งการ
ประเมินผลของครตู ่อการเรียนรขู้ องนักเรยี นดว้ ย

109

รูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบเสาะการเรียนรู้ 5 ขั้น (Inquiry Cycle) สามารถสรุปได้ดังภาพที่ 5.1
(สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. 2546)

ภาพท่ี 5.1 รปู แบบการเรียนการสอนแบบสืบเสาะการเรยี นรู้ 5 ขนั้ (Inquiry Cycle)
(สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2546)

ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 ไดข้ ยายรูปแบบการสอนโดยใช้แบบวฏั จักรการเรยี นรจู้ าก 5 ขั้นเป็น 7 ข้ัน ซึ่งเพิ่ม
ขั้นมา 2 ขั้น คือ ขั้นตรวจสอบพื้นความรู้เดิมของเด็ก (Elicitation Phase) ในขั้นนี้เป็นข้ันที่มีความจำเป็นสำหรับ
การสอนที่ดีเป้าหมายที่สำคัญในขั้นนี้คือการกระตุ้นให้เด็กมีความสนใจและตื่นเต้นกับการเรียน สามารถสร้าง
ความรู้อย่างมีความหมาย และขั้นการนำความรู้ไปใช้(Extension Phase) เพื่อให้นักเรียนสามารถประยุกต์ใช้
ความรู้จากส่ิงที่ไดเ้ รียนมาใหเ้ กิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน การปรับขยายรูปแบบการสอนโดยใช้แบบวัฏจักรการ
เรียนร้จู าก 5E เปน็ 7E แสดงไดด้ ังภาพที่ 5.2

ภาพที่ 5.2 การใช้แบบวฏั จักรการเรยี นรู้จาก 5E เป็น 7E

110

การสอนตามแบบวัฎจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น เป็นการสอนที่เน้นการถ่ายโอนการเรียนรู้และ ให้ความสำคัญ
เก่ยี วกบั การตรวจสอบความรูเ้ ดมิ ของเด็ก ซึ่งเปน็ สง่ิ ทคี่ รูละเลยไม่ได้และการตรวจสอบความรู้พน้ื ฐานเดิมของเด็ก
จะทำให้ครูค้นพบวา่ นักเรียนตอ้ งเรยี นรู้อะไรก่อน ก่อนทจี่ ะเรยี นรใู้ นเนื้อหาบทเรียนนัน้ ๆ ซ่ึงจะชว่ ยใหเ้ ด็กเกิดการ
เรยี นรู้อย่างมีประสิทธภิ าพ ขั้นของการเรยี นรู้ตามแนว คิดของ Eisenkraft (2003) มเี น้อื หาสาระ ดังน้ี

1. ขั้นตรวจสอบความรู้เดิม (Elicitation Phase) ในข้นั นีจ้ ะเป็นขน้ั ท่ีครจู ะต้ังคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียน
ได้แสดงความรู้เดิมออกมา เพื่อครูจะได้รู้ว่า เด็กแต่ละคนมีพื้นความรู้เดิมเท่าไร จะได้วางแผนการสอนได้ถูกต้อง
และครูได้รู้ว่านักเรยี นควรจะเรียนเนอื้ หาใดกอ่ นท่ีจะเรยี นในเน้อื หาน้ัน ๆ

2. ขั้นเร้าความสนใจ (Engagement Phase) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจจากความสงสัย
หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจาก
เหตุการณท์ ี่กำลังเกิดขน้ึ อยู่ในช่วงเวลานัน้ หรือเป็นเร่ืองทเ่ี ชือ่ มโยงกับความรู้เดิมที่เดก็ เพ่ิงเรียนรมู้ าแลว้ ครูเป็นคน
กระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถามกำหนดประเด็นที่ที่จะกระตุ้นโดยการเสนอประเด็นขึ้นก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้
นักเรียนยอมรับประเด็นหรอื คำถามทีค่ รกู ำลังสนใจเปน็ เรื่องทจี่ ะใช้ศึกษา

3. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration Phase) ในขั้นนี้จะต่อเนื่องจากขั้นเร้าความสนใจ ซึ่งเมื่อนักเรียน
ทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางควรสำรวจ
ตรวจสอบ ตั้งสมมุติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือ
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้
คอมพิวเตอร์เพ่อื ชว่ ยสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) การศกึ ษาหาข้อมลู จากเอกสารอ้างอิงจากแหล่งข้อมูล
ตา่ ง ๆ เพอื่ ใหไ้ ด้มาซงึ่ ขอ้ มูลอยา่ งเพยี งพอทจ่ี ะใชใ้ นข้นั ต่อไป

4. ขั้นอธิบาย (Explanation Phase) ในขั้นนี้เมื่อนักเรียนได้ข้อมูลมาอย่างเพียงพอจากการสำรวจ
ตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น
บรรยายสรุป สรา้ งแบบจำลองทางคณติ ศาสตร์ หรอื รปู วาด สรา้ งตารางฯลฯการค้นพบในด้านน้ีอาจเปน็ ไปได้หลาย
ทาง เชน่ สนับสนนุ สมมตุ ฐิ านท่ตี ั้งไว้ โตแ้ ย้งกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ หรือไมเ่ กย่ี วข้องกับประเดน็ ที่ได้กำหนดไว้ แต้ผล
ท่ีได้จะอยู่ในรปู ใดก็สามารถสรา้ งความรู้และช่วยให้เกดิ การเรียนรู้ได้

5. ขั้นขยายความคิด (Expansion Phase/Elaboration Phase) เป็นการนำความรู้ท่ีสร้างขึ้นไปเชื่อมโยง
กับความรู้เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ
เหตุการณ์อื่น ๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อกำกัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรือ่ งราวต่าง ๆ
และทำใหเ้ กิดความรสู้ กึ กวา้ งขวางข้ึน

6. ขั้นประเมินผล (Evaluation Phase) ในขั้นนี้เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่า
นกั เรยี นมคี วามรอู้ ะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพยี งใด จากขน้ั นี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในด้านอื่น


111

7. ขั้นนำความรู้ไปใช้ (Extension Phase) ในขั้นนี้เป็นทีค่ รูจะต้องมีการจัดเตรียมโอกาสใหน้ ักเรียนไดน้ ำ
สิ่งที่ได้เรียนมาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ครูจะเป็นผู้กระตุ้นให้นักเรียนสามารถนำความรู้ท่ี
ได้รบั ไปสร้างเปน็ ความรทู้ ี่เรยี กวา่ “การถา่ ยโอนการเรียนรู้”

จากข้ันตอนต่าง ๆ ในรปู แบบการสอนโดยวฏั จักรการเรยี นรู้ 7 ขัน้ จะเหน็ ได้ว่ารูปแบบการสอนโดยใช้วัฏ
จักรการเรียนรู้ 7 ขั้น จะเน้นการถ่ายโอนการเรียนรู้และให้ความสำคัญกับกาตรวจสอบความรู้เดิมของเด็กซึ่งเป็น
สิ่งที่ครูไม่ควรละเลย หรือละทิ้ง เนื่องจาก การตรวจสอบพื้นความรู้เดิมของเด็กจะทำให้ครูได้ค้น พบว่านักเรียน
จะต้องเรียนรู้อะไรก่อนที่จะเรียนในเนื้อหานั้น ๆ นักเรียนจะสร้างความรู้จากพื้นความรู้เดิมที่เด็กมี ทำให้เด็กเกิด
การเรยี นรู้อยา่ งมีความหมายและไม่คิดแนวความคิดทผ่ี ดิ พลาด การละเลยหรือเพิกเฉยในขั้นน้ีจะทำให้ยากแก่การ
พัฒนาแนวความคิดของเด็กซึ่งจะไม่เป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่ครูวางไว้ นอกจากนี้ยังเน้นให้นักเรียนสามารถนำ
ความรู้ที่ได้รับไประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ (Bransford, Brown and Cocking. 2000) จาก
รูปแบบการสอนวัฏจักรการเรียนรู้ทั้ง4 แบบ สามารถเปรียบเทียบกันได้ดังตารางที่ 5.1 การเปรียบเทียบรูปแบบ
การสอนแบบวัฏจักรการเรยี นรู้ท้ัง 4 แบบ

ตารางที่ 5.1 การเปรยี บเทยี บรปู แบบการสอนแบบวัฏจักรการเรยี นรู้ทงั้ 4 แบบ

แบบท่ี 1 (3E) แบบที่ 2 (4E) แบบท่ี 3 (5E) แบบท่ี 4 (7E)
1. ข้นั สำรวจ 1. ขั้นสำรวจ 1. ขน้ั นำเข้าสู่บทเรียน
2. ขั้นสำรวจ 1. ขน้ั ตรวจสอบความรู้
2. ข้ันแนะนำมโนทัศน์ 2. ขนั้ อธิบาย เดิม
ข้ันแนะนำคำสำคัญ 3. ขนั้ อธิบาย 2. ขั้นเรา้ ความสนใจ
ขัน้ สร้างมโนทัศน์ 3. ข้นั ประยกุ ต์ใช้ 3. ขนั้ สำรวจและคน้ หา
ขัน้ ได้มาซึ่งมโนทัศน์ มโนทศั นข์ น้ั ขยายมโน
3. ขน้ั ประยุกต์ใช้ ทศั น์ 4. ขั้นอธิบาย
มโนทศั น์ 4. ข้นั ประเมินผล
4. ข้ันขยายหรือประยกุ ต์ 5. ข้ันขยายความคดิ
ใช้มโนทัศน์

5. ขั้นประเมินผล 6. ขั้นประเมนิ ผล
7. ขัน้ นำความรไู้ ปใช้

112

ตารางที่ 5.1 ขั้นตอนสำคัญ เป้าหมาย บทบาทของผู้สอนและลักษณะของสื่อการสอนสำหรับการสอนตาม
ขัน้ ตอนการสอนโดยการสืบเสาะหาความร้แู บบ 7E

ขั้นตอนสำคญั เป้าหมาย บทบาทของผู้สอน ลักษณะส่ือการสอน
1. ทบทวนความรเู้ ดิม
กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดง จดั สถานการณ์ใหผ้ เู้ รยี นได้ สอ่ื ทก่ี ระตนุ้ ให้ผูเ้ รียนได้
(Elicit)
ความรู้เดิมท่ีสามารถ แสดงความรู้/ความเขา้ ใจ แสดงขอ้ มูลทีเ่ ปน็ ความรู้
2. สรา้ งความสนใจ
(Engage) เช่ือมโยงได้กบั ความรูใ้ หมท่ ่ี ความรูเ้ ดิม ทเี่ กีย่ วขอ้ งกับ เดิมของสง่ิ นัน้ ๆออกมา

3. สำรวจและคน้ หา ต้องการใหผ้ ้เู รียนได้เรียนรู้ ความรู้ใหมท่ ต่ี ้องการสอน
(Explore)
ไดเ้ รยี นรูด้ ้วยวิธตี า่ งๆ โดยการตัง้ คำถามให้ตอบ/
4. อธิบายและลงข้อสรปุ
(Explain) กระตุ้นให้เล่าเรื่องราวต่างๆ

ให้ทำแบบทดสอบสั้นๆ

กระตนุ้ ให้ผเู้ รียนแสดง จัดกิจกรรม/สรา้ ง สอ่ื ที่สามารถกระต้นุ ให้

ความสนใจ/สงสยั /อยากรู้ สถานการณเ์ พื่อกระต้นุ ยัว่ ผเู้ รียนเกิดความสงสยั ใครร่ ู้

คำตอบของข้อมลู ที่เป็น ยใุ ห้ผู้เรยี นเกิดความอยากรู้ และแสดงออกมา

ความรใู้ หมใ่ นขน้ั น้ผี เู้ รียน อยากเห็น กระตุ้นให้ผู้เรียน

จะตอ้ งระบุประเดน็ ของสง่ิ ตัง้ คำถาม โดยการสาธิต/

ท่สี นใจ/สงสัยได้ การทดลอง/นำเสนอข้อมูล

ทน่ี า่ สงสัย/การนำข่าว/

เหตกุ ารณ์ทีน่ ่าสงสัย

ใหผ้ ู้เรยี นไดท้ ำงานใน อำนวยความสะดวก/ให้ สอ่ื ทใ่ี ชเ้ ป็นเคร่ืองมือหรือ

ลักษณะตา่ งๆ เพอ่ื ได้ค้นพบ คำแนะนำ ส่งเสริมให้ แหล่งข้อมูลให้ผ้เู รยี นสืบ

คำตอบของส่งิ ที่สนใจ/ ผู้เรยี นต้งั สมมุตฐิ านและวาง คน้ หาคำตอบของส่ิงทส่ี งสัย

สงสยั /ท่รี ะบุไว้ในขน้ั สรา้ ง แผนการทดลอง/สือค้นและ ได้

ความสนใจ รวบรวมขอ้ มูล เพ่ือสำรวจ

ตรวจสอบสมมติฐานทตี่ ง้ั ไว้

ให้ผ้เู รยี นคำตอบทเี่ ป็น สง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนนำขอ้ มูล สอ่ื ที่กระตุน้ และสนับสนนุ

ขอ้ มลู จากการททำงานใน จากการสำรวจและค้นหา ใหผ้ ้เู รียนได้นำเสนอ

ขนั้ สำรวจและคน้ หา มาวเิ คราะหแ์ นะนำวิธีการ คำอธิบายคำตอบท่ีตนเอง

ประมวล/สังเคราะห์ เพ จดั กระทำข้อมลู ในรูของ คน้ พบจากขั้นตอนการ

ตอบคำถามส่ิงท่สี นใจ/ ตาราง กราฟ แผนภาพ สำรวจและค้นหา

สงสยั ท่ีตัง้ ประเด็นไวใ้ นข้นั ฯลฯ ใชค้ ามกระตุ้นให้

สรา้ งความสนใจ ผู้เรียนแสดงแนวโนม้ /แสดง

ความสมั พนั ธ์ของข้อมลู

โดยตั้งคำถามนำทางให้

ผ้เู รยี นได้สรปุ และที่ไดจ้ าก

113

ขน้ั ตอนสำคัญ เป้าหมาย บทบาทของผสู้ อน ลกั ษณะสื่อการสอน
5. ขยายความรู้
การสบื คน้ อย่างมีเหตุผล
(Elaborate) กระต้นุ ใหผ้ ู้เรียนตรวจสอบ
ความสอดคล้องของผลการ
6. ประเมินผล ทดลองกบั สมมติฐานท่ี
(Evaluate) นักเรียนตงั้ ไว้

ใหผ้ ู้เรียนได้ศกึ ษาข้อมูล จัดสถานการณเ์ พ่ือกระตนุ้ สื่อท่ใี หข้ ้อมูลหรือเปน็ แหลง่

ใหมเ่ มเติมจากฐานความรู้ที่ และอำนวยความสะดวกให้ เรียนรใู้ ห้ผ้เู รียนไดต้ อ่ เตมิ

ได้ค้นพบเป็นความรู้ท่ี ผเู้ รยี นไดต้ รวจสอบ/ ความรู้ใหม่ที่มีความ

ต่อเนือ่ งกันทำใหผ้ ู้เรยี นเกิด เพม่ิ เติมความสมบรู ณ์/ ตอ่ เนอ่ื งเชอ่ื มโยงกบั ความรู้

ความร้ปู ระเดน็ เดิมแต่มี ขยายกรอบความคดิ ของ ที่ค้นพบแล้วจาก

ขอบเขตกวา้ งขวางมากขนึ้ ความรู้ที่สร้างข้ึนโดย 1) ต้ัง กระบวนการสืบเสาะหา

หรอื ตรวจสอบความรู้เดิม ประเดน็ ให้ผู้เรยี นอภิปราย ความร้ใู นรอบแรก

ให้มคี วามชดั เจนสมบรู ณ์ แสดงความคดิ เหน็ เพ่ิมเติม

มากข้นึ เกย่ี วกับความรู้ใหมท่ ่ผี เู้ รียน

นำเสนอไว้ 2) ซกั ถามให้

ผ้เู รยี นเกดิ ความชัดเจนหรือ

กระจา่ งในความรู้/ข้อ

คน้ พบท่ีผ้เู รียนนำเสนอไว้

หรอื 3) ตัง้ คำถาม/ประเด็น

ใหผ้ เู้ รียนได้เชอ่ื มโยงความรู้

ใหมท่ ส่ี ร้างขน้ึ กบั ความรู้

เดิม หรอื 4) กระต้นุ ใหเ้ กดิ

ข้อสงสยั ใหม่ในเรอ่ื งท่ี

ต่อเนือ่ งกบั ความรทู้ ี่ได้

ค้นพบ และเปิดโอกาสให้

ทำการสำรวจและค้นหา

และอภิปรายลงข้อสรุปใหม่

อีกรอบ

ให้ผู้เรียนได้ประเมินผลการ จัดสถานการณ์เพื่อกระตุ้น สื่อที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้

เรียนรู้ของตนเองและ ให้ผู้เรียนได้ประเมินจุดเด่น แสดงการตัดสินผลการ

กระบวนการที่ทำให้เกิด จุดด้อย ในกระบวนการสืบ เรียนรู้ของตนเอง หรือได้

การเรียนรู้ เสาะหาความรู้ของตนเอง ทบทวนว่าตนเองรู้หรือไม่รู้

โดย สิ่งใด

114

ขัน้ ตอนสำคญั เปา้ หมาย บทบาทของผสู้ อน ลกั ษณะสื่อการสอน

7. ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ 1. ให้ผู้เรียนตรวจสอบ
(Extend) ความร้ขู องตนเองกบั ผู้เรียน
คนอน่ื ๆ หรือ

2. ให้ผู้เรียนพูดถึงวิธีการ
สืบเสาะหาความรู้ของ
ตนเอง หรือ

3. ให้ผู้เรียนนำความรู้หรือ
แบบจำลอง หรือแบบ
แผนผังความรู้ไปอธิบาย
ห ร ื อ ป ร ะ ย ุ ก ต ์ ใ ช ้ กั บ
เหตกุ ารณ์หรือเรือ่ งอนื่ ๆ

ใหผ้ ู้เรยี นนำความรู้ท่ีได้จาก จัดสถานการณ์เพื่อกระตุ้น สื่อที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้นำ

การค้นพบไปใช้แก้ปัญหา ให้ผู้เรียนนำความรู้ไป ความรู้ที่สร้างได้ไปใช้

หรอื สร้างสรรคผ์ ลงาน ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ ประโยชน์ในสถานการณ์

ใหม่ โดย ใหม่

1. กำหนดประเด็นปัญหา

ให้ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ใน

การแกป้ ญั หา

2. กำหนดงานให้ผู้เรียนได้

ใ ช ้ ค ว า ม ร ู ้ ใ น ก า ร คิ ด

สร้างสรรค์ผลงานที่นำไปใช้

ประโยชน์ได้ในลักษณะ

ตา่ งๆ ท่ีหลากหลาย

5.4 บทบาทของครูและนกั เรียนในการจดั การเรยี นร้แู บบสบื เสาะหาความรู้

การทีจ่ ะจัดการเรยี นแบบสบื เสาะหาความรู้ใหป้ ระสบความสำเร็จน้นั ครตู อ้ งมคี ุณสมบตั ิและปฏิบัติหน้าท่ี
ในประเด็นหลัก ๆ ต่อไปนี้ โดยตัวครูต้องมีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่
ถูกต้อง มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระวิทยาศาสตร์อย่างเพียงพอ และรู้ความสามารถของตนเอง ในการ
จดั การเรียนการสอนในห้องเรยี น ครวู ทิ ยาศาสตร์จะมีบทบาทเปน็ ผเู้ รียนรู้เสมอภาคกับผู้เรียนไม่ใช่ครูเป็นผู้นำการ

115

เรียนรู้ และสนบั สนุนให้นักเรียนได้ใช้เคร่ืองมือ วสั ดุอปุ กรณ์ รว่ มมอื รว่ มใจและมีความรับผิดชอบในการทำงาน ให้
นักเรียนได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็น และให้นักเรียนเข้าใจว่าพฤติกรรมและการปฏิบัติ
อะไรทีต่ อ้ งแสดงออกมา (NRC, 2000)

ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน จะประสบ
ความสำเร็จ นอกจากประเด็นดังที่กล่าวข้างบนแล้ว ในแต่ละขั้นตอนครูต้องแสดงบทบาทของตนเองดัง ตารางที่
5.2 บทบาทครูในกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน และนักเรียนต้องมีบทบาทใน ตารางที่ 5.3 บทบาท
นักเรยี นในกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขน้ั ตอน (สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน, 2550)

ตารางท่ี 5.3 บทบาทครใู นกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ 5 ข้นั ตอน

ขน้ั ตอนการเรียน ส่ิงทค่ี รูควรทำ
การสอน
สอดคล้องกับ 5Es ไม่สอดคลอ้ งกับ 5Es
1. การสร้างความ
สนใจ • สรา้ งความสนใจ • อธบิ ายแนวคิด

2. การสำรวจและ • สร้างความอยากรอู้ ยากเหน็ • ให้คำจำกดั ความและคำตอบ
คน้ หา
• ตัง้ คำถามกระต้นุ ให้นักเรียนคิด • สรุปประเด็นให้
3. การอธบิ ายและ
ลงข้อสรุป • ดงึ เอาคำตอบทีย่ งั ไมค่ รอบคลุมสิง่ ที่ • จดั คำตอบใหเ้ ป็นหมวดหมู่
นกั เรยี นรู้ หรอื แนวคดิ หรือเน้ือหา • บรรยาย

• ส่งเสริมใหน้ ักเรียนทำงานร่วมกันใน • เตรยี มคำตอบไว้ให้
การสำรวจตรวจสอบ
• บอกหรืออธบิ ายวิธกี ารแกป้ ญั หา
• สังเกตและฟังการโต้ตอบกัน
ระหวา่ งนกั เรยี นกบั นกั เรียน • จดั คำตอบใหเ้ ป็นหมวดหมู่

• ซักถามเพื่อนำไปสู่การสำรวจ • บอกนักเรียนเมื่อนักเรียนทำไม่
ตรวจสอบของนกั เรียน ถูก

• ให้เวลานักเรียนในการคิดข้อสงสัย • ให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ใช้ใน
ตลอดจนปญั หาต่าง ๆ การแกป้ ัญหา

• ทำหน้าทีใ่ หค้ ำปรึกษาแก่นักเรยี น • นำนักเรียนแก้ปญั หาทีละขั้นตอน

• ส่งเสริมให้นักเรียนอธิบายแนวคิด • ยอมรับคำอธิบายโดยมีหลักฐาน

หรือให้คำจำกดั ความดว้ ยคำพูดของ หรอื มีเหตผุ ลประกอบ

นกั เรยี นเอง • ไมส่ นใจคำอธบิ ายของนกั เรยี น

• ใหน้ กั เรยี นแสดงหลกั ฐาน ใหเ้ หตุผล • แนะนำนักเรยี นโดยปราศจากการ
และอธบิ ายใหก้ ระจา่ ง เชอื่ มโยงแนวคิด หรอื ทักษะ

• ให้นกั เรยี นอธบิ าย ให้คำจำกัดความ
และชบ้ี อกส่วนตา่ ง ๆ ในแผนภาพ

116

ขน้ั ตอนการเรียน สิ่งทีค่ รูควรทำ
การสอน
สอดคล้องกบั 5Es ไมส่ อดคลอ้ งกับ 5Es
4. การขยาย
ความรู้ • ให้นักเรียนใช้ประสบการณ์เดิมของ

5. การประเมินผล ตนเป็นพื้นฐานในการอธิบาย

แนวคดิ

• คาดหวังให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ • ใหค้ ำตอบทชี่ ัดเจน

จากการชี้บอกส่วนประกอบต่าง ๆ • บอกนักเรียนเมื่อนักเรียนทำไม่
ในแผนภาพคำจำกัดความและ ถกู
อธบิ ายส่ิงที่เรียนรู้มาแลว้
• ใชเ้ วลามากในการบรรยาย
• ส่งเสริมให้นักเรียนนำสิ่งที่นักเรียน
ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้หรือขยาย • นำนกั เรยี นแก้ปญั หาทลี ะข้ันตอน
ความรู้และทักษะในสถานการณ์
• อธิบายวิธแี ก้ปัญหา

ใหม่

• ใ ห ้ น ั ก เ ร ี ย น อ ธ ิ บ า ย อ ย ่ า ง มี

ความหมาย

• ใหน้ ักเรยี นอา้ งองิ ขอ้ มูลทม่ี ีอยู่พร้อม

ทั้งแสดงหลักฐานและถามคำถาม

นักเรียนว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง หรือ

ได้แนวคดิ อะไร

• สังเกตนักเรียนในการนำแนวคิด • ท ด ส อ บ ค ำ น ิ ย า ม ศ ั พ ท ์ แ ล ะ

และทักษะใหมไ่ ปประยกุ ต์ใช้ ขอ้ เท็จจริง

• ประเมนิ ความรแู้ ละทกั ษะนกั เรยี น • ใหแ้ นวคดิ ใหม่

• หาหลักฐานที่แสดงว่านักเรียน • ทำให้คลุมเครอื

เปล่ยี นความคิดหรอื พฤติกรรม • ส่งเสริมการอภ ิปรายที ่ ไ ม่

• ให้นักเรียนประเมินการเรียนรู้และ เช่ือมโยงแนวคดิ หรอื ทกั ษะ

ทกั ษะกระบวนการกลุม่

• ถามคำถามปลายเปิด เช่น ทำไม

นกั เรยี นจึงคดิ เช่นน้ัน

117

ตารางท่ี 5.4 บทบาทนักเรียนในกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ข้นั ตอน

ขน้ั ตอนการเรียน ส่ิงท่คี รูควรทำ
การสอน
สอดคล้องกับ 5Es ไม่สอดคล้องกับ 5Es
3. การอธบิ ายและ
ลงข้อสรปุ • อธิบายการแก้ปญั หาหรือคำตอบท่ี • เสนอคำอธิบายโดยไม่มี
เปน็ ไปไดใ้ ห้คนอนื่ ๆ
4. การขยาย • การเชื่อมโยงกับกิจกรรมที่ได้
ความรู้ • ฟังคำถามการอธิบายจากคนอืน่ ปฏิบัติ

5. การประเมินผล • ฟังและพยายามเข้าใจคำอธิบายที่ • ยกตัวอย่างและประสบการณ์ที่ไม่

นำเสนอโดยครูผู้สอน สอดคล้อง

• อ้างองิ กิจกรรมทีไ่ ดป้ ฏบิ ัติ • ยอมรับคำอธบิ ายโดยไมพ่ จิ ารณา

• ใช้ข้อมูลจากการสังเกตประกอบ • ไมส่ นใจคำอธิบายของคนอืน่ ๆ
คำอธบิ าย

• นำการให้ชื่อคำจำกัดความ • ทำกิจกรรมไปเรื่อย ๆ โดยไม่มี
คำอธิบายและทักษะไปใช้ใน เปา้ หมายชัดเจน
สถานการณ์ใหม่ที่คล้ าย กับ
สถานการณ์เดมิ • ไม่สนใจข้อมูลหรือหรือหลักฐานท่ี
มอี ยู่
• ใช้ข้อมูลเดมิ เพือ่ ถามคำถาม เสนอ
การแก้ปัญหา ตัดสินใจ และ • สร้างขอ้ สรุปในอากาศ
ออกแบบทดลอง
• ใช้การอธิปรายทไ่ี ดจ้ ากครูผสู้ อน

• ให้ข้อสรุปที่มีเหตุผลจากหลักฐาน
ท่มี ี

• บันทกึ การสงั เกต และคำอธบิ าย

• ตรวจสอบความเข้าใจในระหว่าง
กลุ่มเพอื่ น

• ถามคำถามปลายเปิดโดยใช้การ • สร้างข้อสรุปโดยไม่มีหลักฐานหรือ

สังเกต และหลักฐานคำอธิบายท่ี คำอธบิ ายท่เี ปน็ ท่ียอมรบั มากอ่ น

ยอมรับ • เสนอคำตอบผิดหรือถูก คำอธิบาย
หรอื คำจำกัดความที่เปน็ ความจำ
• แสดงความเข้าใจ ความรู้ในมโน
ทัศนห์ รอื ทักษะ • ล้มเหลวทจ่ี ะอธิบายดว้ ยคำพูดของ

• ประเมินความกว้าหน้าและความรู้ ตนเอง
ของตนเอง • เสนอแนะหวั ข้อทไี่ มเ่ กี่ยวขอ้ ง

• ถามคำถามที่เกี่ยวข้องซึ่งนำไปสู่
การสำรวจในอนาคต

118

ตารางที่ 5.5 บทบาทของครูผู้สอนและบทบาทของนักเรียนตามรูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ในกระบวนการสบื
เสาะหาความรู้ 5 ขัน้ ตอน

ขั้นตอนการเรียน สงิ่ ทีค่ รคู วรทำ
การสอน
บทบาทของครผู ู้สอน บทบาทของนกั เรยี น
1. การสร้างความ
สนใจ • สร้างความสนใจ • ถามคำถามตัวเอง “ทำไมจึงเป็น
เช่นน”้ี “ทราบอะไรเก่ียวกบั สง่ิ น้”ี
2. การสำรวจและ • สรา้ งความอยากรู้อยากเห็น
ค้นหา • แสดงความสนใจเรอื่ งราวที่
• ถามคำถามท่ที ำใหร้ วู้ ่านักเรยี น ครผู ้สู อนนำเสนอ
3. การอธิบายและ ทราบอะไรบา้ ง
ลงข้อสรุป
• กระต้นุ ใหน้ ักเรยี นทำงาน • คิดอย่างอิสระ แต่อยู่ในขอบเขต
4. การขยาย
ความรู้ • สังเกตและฟังเมื่อนักเรียนมี หรอื ข้อจำกดั ของกิจกรรม
ปฏสิ ัมพันธก์ นั • ทดสอบสมมตฐิ าน
5. การประเมนิ ผล
• ถามนำเพื่อให้นักเรียนสืบค้น • พยายามและอภิปรายทางเลอื กใหม่

เม่ือจำเปน็ • บันทกึ การสังเกตและแนวความคิด
• ให้คำปรึกษา

• กระตุ้นให้นักเรียนอธิบายมโน • อธิบายการแก้ปญั หาทเี่ ป็นไปได้
ทัศน์และนิยามด้วยตัวนักเรียน
เอง • ฟังอย่างพิจารณากับคำอธิบายของ
นักเรียนคนอ่ืน
• ถามเพื่อให้นักเรียนอธิบายแสดง
เหตุผล • ฟงั และประมวลความร้ทู ่ีครนู ำเสนอ

• อธบิ ายโดยใชข้ ้อมูลจากการสงั เกต

• คาดหวังว่านักเรียนจะใช้ข้อมูล • ประยุกต์นิยามและทักษ ะใน

กอ่ นหนา้ นม้ี านิยามหรอื อธิบาย สถานการณท์ ี่คลา้ ยคลงึ กัน

• กระตุ้นให้นักเรียนประยุกต์มโน • ใช้ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจในการ

ทัศน์และทักษะในสถานการณ์ อธิบายในการตัดสินใจและ

ใหม่ ออกแบบการทดลอง

• บันทกึ การสังเกตและ

• การอธบิ าย

• สังเกตนักเรียน ประยุกต์มโน • ตอบคำถามปลายเปิด โดยใช้การ

ทัศน์และทักษะใหม่ สังเกต และขอ้ มลู ทเ่ี รียนรูไ้ ป

• ประเมินความรู้และทักษะของ • ประเมินความกวา้ หน้าในการเรยี นรู้
นกั เรียน
• ถามคำถามแสดงความสัมพันธ์และ
• ปรารถนาให้นักเรียนเปลี่ยน กระต้นุ การสบื ค้นในอนาคต
ความคิดและพฤตกิ รรม

119

ข้ันตอนการเรียน สงิ่ ทค่ี รูควรทำ บทบาทของนกั เรยี น
การสอน บทบาทของครูผ้สู อน

• อนุญาตให้นักเรียนประเมินผล
การเรียน ทักษะ และ
กระบวนการกลมุ่

• ถามคำถามปลายเปิด เชน่
“ทำไมจึงคิดอย่างนี้” “เธอจะ
อธบิ ายอยา่ งไร”

5.5 การออกแบบแผนการจัดการเรยี นรูแบบสบื เสาะหาความรู้

แผนการจัดการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้สอนในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งผู้สอนจะต้องมีความรู้
ความสามารถในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของการจัดการศึกษาของหลักสูตรที่กำหนดไว้
ผู้สอนจะต้องหากลยทุ ธแ์ ละวธิ ีการในการจัดทำแผนการจดั การเรยี นรู้ให้ครบถ้วนตามองคป์ ระกอบสำคัญวา่ จดั ทำ
แผนอย่างไร เพื่อใคร มีเทคนิคและวิธีการอย่างไร ผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไร ดังนั้นแผนการจัดการเรียนรู้จึง
เปรยี บเสมือนเปา้ หมายความสำเรจ็ ท่ผี ู้สอนคาดหวังไว้

ขัน้ ตอนการจดั การทำแผนการจดั การเรยี นรู้

1. วิเคราะห์มาตรฐาน ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้ ในระดับชน้ั ทผ่ี ้สู อนตอ้ งการสอน
2. วิเคราะห์จุดประสงค์รายวชิ าและมาตรฐานรายวิชา เพื่อนำมาเขียนเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยให้
ครอบคลมุ พฤตกิ รรมทัง้ ด้านความรู้ ทกั ษะ / กระบวนการ และเจตคติ
3. วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้(กิจกรรมการเรียนรู้) โดยเลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน
เปน็ สำคัญ และเน้นการจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้
4. วเิ คราะห์กระบวนการประเมนิ ผล โดยเลือกใชว้ ธิ ีการวัดและประเมนิ ผลท่สี อดคล้องกับจดุ ประสงค์การ
เรยี นรู้และกิจกรรมการจดั การเรียนรู้
6. วิเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ ทั้งในและนอกห้องเรียนให้
เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้

องค์ประกอบสำคญั ของแผนการจัดการเรยี นรู้

องคป์ ระกอบสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ อย่างนอ้ ย ต้องมีสงิ่ ตอ่ ไปน้ี
1. สาระสำคญั
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
3. สาระการเรียนรู้

120

4. กจิ กรรมการเรยี นรู้
5. สอื่ / อปุ กรณ์ / แหล่งการเรยี นรู้
6. การวดั และประเมนิ ผล
7. บันทึกผลหลังการจดั การเรียนรู้

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ีดี
ลักษณะของแผนการจดั การเรียนรูท้ ่ีดี ควรมีดงั นี้
1. มีความละเอียด ชัดเจน มีหัวข้อและส่วนประกอบต่าง ๆ ครอบคลุมตามศาสตร์ของการสอนโดย

สามารถตอบคำถามต่อไปนี้
1.1 สอนอะไร (หน่วย หวั เรื่อง ความคิดรวบยอดหรอื สาระสำคญั )
1.2 เพื่อจุดประสงค์อะไร (จุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งควรเขียนเปน็ จุดประสงค์ควรเขียนให้ครบ 3 ด้าน

K P A)
1.3 ดว้ ยมาตรฐาน ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรู้อะไร (เนอื้ หา / โครงรา่ งเนือ้ หา)
1.4 ใช้วิธีการใด (กิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งใช้กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ/และเน้นการ

จัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้)
1.5 ใชเ้ ครื่องมืออะไร (วสั ดอุ ปุ กรณ์ ส่ือและแหลง่ การเรียนรู้)
1.6 ทราบได้อยา่ งไรว่าประสบความสำเร็จ (การวดั ผลและประเมินผลตามจุดประสงค์ท่ีตง้ั ไว้)

2. แผนการจัดการเรยี นรสู้ ามารถนำไปปฏบิ ัติไดจ้ ริง
3. สว่ นประกอบต่าง ๆ ของแผนการจดั การเรยี นรู้มคี วามสอดคล้องสัมพันธเ์ ชือ่ มโยงสมั พนั ธ์กัน เชน่

3.1 จุดประสงค์การเรียนรู้ครอบคลุมสาระ / เนื้อหา และเป็นจุดที่พัฒนาผู้เรียนในด้านความรู้ ทักษะ
กระบวนการและเจตคติ

3.2 กิจกรรมการเรียนรู้ ควรสอดคลอ้ งกบั จุดประสงคแ์ ละเน้อื หา / สาระ
3.3 วสั ดุอุปกรณ์ สอื่ และแหลง่ การเรยี นรู้ ควรสอดคลอ้ งสัมพนั ธก์ ับกจิ กรรมการเรียนรู้
3.4 การวัดผลและประเมินผล ควรสอดคลอ้ งกับจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ดีเป็นแผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่เน้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ดงั น้ี
1. มกี ารวเิ คราะห์หลักสตู ร จัดทำตารางวิเคราะห์คำอธบิ ายรายวิชา หรือวิเคราะหส์ าระการเรียนรู้ จัดทำ

หน่วยการเรยี นรู้ และจัดทำกำหนดการสอนหรอื โครงการสอน
2. มีการวิเคราะห์ผู้เรียน โดยการจัดกลุ่มผู้เรียนตามความรู้ ความสามารถ ความสนใจ และความถนัด

แลว้ นำไปเขยี นแผนการจดั การเรยี นรู้ตามศกั ยภาพของผเู้ รยี นเพ่ือเน้นผู้เรียนเปน็ สำคัญ
3. มีการกำหนดเนื้อหาสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

ศกั ยภาพของผเู้ รยี น และความต้องการของทอ้ งถนิ่ รวมทั้งการบรู ณาการระหวา่ งวชิ า

121

4. มีการกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียน มี
การบรู ณาการ เนน้ การคดิ (ทกั ษะการคดิ ลกั ษณะการคดิ และกระบวนการคิด) การฝกึ ทกั ษะ การปฏบิ ัตจิ ริง และ
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

5. มีการกำหนดสื่อ /นวัตกรรม/แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการ
เรียนรู้ที่คาดหวัง กิจกรรมการเรียนรู้ วัยและความสามารถของผู้เรียน และให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเลือก จัดหา
และจดั ทำสื่อ/แหล่งการเรียนรู้

6. มีการกำหนดการวัดผลและประเมินผล สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
และกิจกรรมการเรียนรู้ มีการวัดผลตามสภาพจริง ใหค้ รอบคลมุ ท้ังด้านความรู้ ทกั ษะ และเจตคติ

7. มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น เน้น
คุณธรรม จรยิ ธรรม และมีการบรู ณาการตามความเหมาะสม

8. มีความสมบูรณ์ถูกต้อง มีความคิดรเิ ริม่ สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อผู้เรยี น ทำให้ผู้เรียนได้พฒั นาดา้ น
ความรู้ ทักษะและเจตคติ
รูปแบบของแผนการจัดการเรยี นรู้

แผนการจัดการเรยี นร้สู ามารถเขยี นได้ทัง้ แบบความเรียงและแบบตาราง โดยมีสว่ นประกอบสำคญั ดงั นี้
ส่วนที่ 1 ส่วนนำ ประกอบด้วยรายละเอียดทั่วไป ได้แก่ ชื่อหลักสูตร ประเภทวิชา สาขาวิชา รหัส
วิชา ชอ่ื วิชา หน่วยกิต จำนวนชว่ั โมงตอ่ สัปดาห์ จุดประสงคร์ ายวิชา มาตรฐานรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา
ส่วนที่ 2 โครงสร้างการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ตารางวิเคราะห์คำอธิบายรายวิชา และการ
กำหนดหนว่ ยการเรียนรู้และเวลาท่ีใช้
ส่วนที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
กิจกรรมการเรยี นรู้ สื่อ/อุปกรณ์/แหลง่ การเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และบันทกึ ผลหลังการจดั การเรยี นรู้
ใบช่วยสอน
ใบช่วยสอน (Instruction Sheet) คอื ส่อื ประเภทสงิ่ พิมพ์เฉพาะเร่ืองท่ีชว่ ยสอนหรือใช้เสริมให้การจัดการ
เรียนรู้มปี ระสิทธิภาพมากข้นึ ไดแ้ ก่
1. ใบความรู้ (Information Sheet) คือ ประเภทสิ่งพิมพ์เฉพาะเรื่องที่ช่วยหรือใช้เสริมให้การจัดการ
เรียนร้มู ปี ระสิทธภิ าพมากขน้ึ ไดแ้ ก่
2. ใบงาน (Job Sheet) เอกสารที่ระบุชนิดของงาน ซึ่งจะต้องนำไปปฏิบัติตามรูปแบบที่กำหนด โดยมี
ลำดับขั้นการปฏิบัติงานไว้อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่จะใช้กับการปฏิบัติงานด้านวิชาชีพ ส่วนการปฏิบัติงานทางด้าน
วชิ าการอาจใชใ้ บกจิ กรรม (Activity Sheet)
3. ใบปฏิบัติงาน (Operation Sheet) เอกสารที่ให้รายละเอียดในขั้นตอนหนึ่งของการปฏิบัติงานอย่าง
ชัดเจน
4. ใบมอบหมายงาน (Assignment Sheet) เอกสารท่ีมอบหมายงานให้ผู้เรียนปฏิบัตหิ รอื คน้ คว้าเพิม่ เติม

122

5.6 ตวั อย่างการจัดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 ภาคเรยี นที่ 2

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 สมบตั ิของสารและการนำไปใช้ประโยชน์ จำนวน 6 ช่ัวโมง

เร่อื ง การแยกสาร จำนวน 2 ชวั่ โมง

ครูผู้สอน นางสาวออกซเิ จน คารบ์ อนเนต โรงเรยี น Gen-Sci PKRU School

สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ

มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบตั ขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสมบัติของสสารกับ
โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิด
สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี

ตวั ชีว้ ัด ว 2.1 ป.6/1 อธิบายและเปรียบเทียบการแยกสารผสม โดยการหยบิ ออก การรอ่ น การใชแ้ มเ่ หลก็
ดึงดูด การรินออก การกรอง และการตกตะกอน โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์รวมทั้งระบุวิธีแก้ปัญหาใน
ชวี ิตประจำวันเก่ียวกับการแยกสาร

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. นักเรียนสามารถอธิบายการแยกสารด้วยวิธีการรนิ ออก การกรอง และการตกตะกอนได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถทำการทดลองการแยกสารดว้ ยวธิ ีการรินออก การกรอง และการตกตะกอนได้ (P)
3. นักเรียนสามารถทำงานร่วมกบั ผูอ้ นื่ ได้ (A)

สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

สารผสมประกอบดว้ ยสารตั้งแต่ 2 ชนิดข้ึนไปผสมกัน เช่น น้ำมันผสมน้ำ ข้าวสารปนกรวดทราย วิธีการท่ี
เหมาะสมในการแยกสารผสมขึ้นอยู่กับลักษณะและสมบัติของสารที่ผสมกัน ถ้าองค์ประกอบของสารผสมเป็น
ของแขง็ กับของแข็งที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน อาจใช้วธิ ีการหยิบออกหรอื การร่อนผ่านวัสดทุ ี่มีรู ถ้ามีสารใด
สารหนึ่งเป็นสารแม่เหล็กอาจใช้วิธีการใชแ้ ม่เหล็กดึงดูด ถ้าองค์ประกอบเป็นของแข็งที่ไม่ละลายในของเหลว อาจ
ใช้วธิ ีการรนิ ออก การกรอง หรือการตกตะกอน ซึง่ วธิ กี ารแยกสารสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้

สาระสำคญั

สารเนื้อผสมประกอบด้วยสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปผสมกัน ซึ่งการแยกสารเนื้อผสมระหว่าของแข็งกับ
ของเหลวสามารถแยกไดด้ ว้ ยวธิ ี การรนิ ออก การกรอง หรอื การตกตะกอน

การรินออก เป็นวิธีการแยกของแข็งที่จมอยู่ที่ก้นภาชนะออกจากของเหลว ด้วนการรินออก ซึ่งวิธีการรนิ
ออกสามารถใช้แกป้ ัญหาในชีวิตประจำวัดได้ เชน่ การรนิ นำ้ ซาวขา้ วออกเพ่อื หุงขา้ ว เป็นต้น

123

การกรอง เป็นวิธกี ารแยกของแขง็ ท่ีมีขนาดใหญ่ ไม่ละลายในของเหลวออกจากของเหลวโดยการกรอง ซึ่ง
วธิ ีการกรองสามารถใช้แก้ปญั หาในชีวิตประจำวันได้ เชน่ การกรองน้ำใหส้ ะอาด เปน็ ตน้

การตกตะกอน เป็นวิธีการแยกของแข็งขนาดเล็กท่ีมลี ักษณะเป็นสารแขวนลอยอยู่ในของเหลวด้วยการให้
สารแขวนลอยจับตวั กนั และทำให้ตกตะกอนลงสู่กน้ ภาชนะ ซง่ึ วิธีการกรองสามารถใช้แกป้ ัญหาในชีวิตประจำวันได้
เช่น นำ้ อบไทย เปน็ ตน้

กจิ กรรมการจัดการเรียนร้แู บบสบื เสาะหาความรู้

1. ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1) พดู คุยทักทาย
1.2) ใช้คำถามเพือ่ ทบทวนความรู้ของนกั เรยี น ดังนี้
- นกั เรยี นคดิ วา่ “สาร” มกี ่ีประเภท อะไรบ้าง
(แนวคำตอบ : สารมี 2 ประเภท คอื สารเนอ้ื เดียว กบั สารเน้ือผสม)
- นักเรยี นคดิ วา่ “สารเน้อื ผสม” คอื อะไร
(แนวคำตอบ : สารเนอื้ ผสม คอื สารทีม่ ีเนื้อสารไม่กลมกลนื เปน็ อย่างเดยี วกัน แต่ละส่วนมี
สมบัตแิ ละองค์ประกอบแตกต่างกัน สารเน้อื ผสมเกอื บทั้งหมดจะประกอบด้วยสารตัง้ แต่ 2
ชนดิ ขนึ้ ไปมาผสมกนั โดยมีอตั ราส่วนผสมไมส่ ม่ำเสมอ)
- นกั เรยี นมวี ธิ แี ยกสารเน้อื ผสมออกจากกันไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง
(แนวคำตอบ : การหยิบออก การร่อน การใช้แม่เหล็กดูดออก การริน การกรอง การ
ตกตะกอน)
- ถา้ สารผสมเปน็ ของแข็งทีไ่ ม่ละลายน้ำ อย่ใู นน้ำ นกั เรียนมวี ธิ กี ารแยกสารอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : การหยบิ ออก การรินออก)
1.3) นักเรียนลองสังเกตแก้วน้ำทีค่ รูเตรียมมา โดยแก้วที่ 1 เป็นทรายผสมกับน้ำ แก้วที่ 2 เป็นนำ้
อบไทย แก้วที่ 3 เปน็ ข้าวสารผสมนำ้
1.4) ใชค้ ำถามกระต้นุ ความสนใจและเช่ือมโยงเขา้ สู่บทเรียน ดังน้ี
- นกั เรียนคดิ ว่าแก้วนำ้ ทัง้ 3 ใบ เหมอื นอยา่ งไร
(แนวคำตอบ : แก้วทัง้ 3 ใบ เป็นสารผสม ระหว่างของแข็งกับของเหลว)
- แล้วนักเรยี นคดิ วา่ นักเรียนจะมวี ธิ ีการแยกสารทผี่ สมกนั อยูใ่ นแก้วท้ัง 3 ใบออกจากกันได้
อย่างไร
(แนวคำตอบ : รนิ ออก กรองออก รอใหต้ กตะกอน)

2. ขัน้ สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1) นักเรยี นแบ่งกล่มุ กลมุ่ ละ 5-6 คน โดยคละความสามารถของนักเรียน
2.2) ตัวแทนนกั เรียนมารับใบความรู้ที่ 1 เรือ่ ง การแยกสารผสมดว้ ยวธิ ีการตา่ ง ๆ และใบกจิ กรรมที่ 1
เรือ่ ง การแยกสารผสม แจกให้เพอื่ นในกลุ่ม

124

2.3) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มศึกษาวิธีการทดลองจากใบความรู้ที่ 1 เรื่อง การแยกสารผสมด้วยวิธีการตา่ ง
ๆ และออกแบบวธิ กี ารทดลองลงใน ใบกจิ กรรมที่ 1 เรือ่ ง การแยกสารผสม
2.4) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายวิธีการทดลอง การแยกสารผสม ตามใบกิจกรรมที่ 1 เรื่อง การ
แยกสารผสม
2.5) ตวั แทนกลุ่มมารับอุปกรณ์การทดลอง
2.6) นักเรียนแต่ละกลุ่มลงมือปฏิบัติการทดลอง พร้อมบันทึกผลการทดลอง ลงในใบกิจกรรมที่ 1
เรอื่ ง การแยกสารผสม
3. ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
3.1) ตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอผลการทดลอง
3.2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปผลการทดลอง (แนวสรุป: จากการทดลอง สารทั้ง 3
ชนิด เป็นสารผสมที่ผสมกันระหว่างของแข็งกับของเหลว โดยการทดลองที่ 1 เป็นทรายผสมกับน้ำ
สามารถแยกสารได้ด้วยวิธีการกรอง การทดลองที่ 2 เป็นน้ำอบไทย แยกสารโดยการตกตะกอนแล้ว
รนิ ออก การทดลองที่ 3 เปน็ ขา้ วสารผสมน้ำ สามารถแยกสารไดด้ ้วยวิธีการกรอง ดงั น้นั สารเนื้อผสม
ประกอบด้วยสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปผสมกัน ซึ่งการแยกสารเนื้อผสมระหว่าของแข็งกับของเหลว
สามารถแยกไดด้ ว้ ยวธิ ี การรนิ ออก การกรอง หรอื การตกตะกอน การรินออก เปน็ วิธีการแยกของแข็ง
ที่จมอยู่ที่ก้นภาชนะออกจากของเหลว ด้วนการรินออก ซึ่งวิธีการรินออกสามารถใช้แก้ปัญหาในชีวติ
ประจำวัดได้ เช่น การรินน้ำซาวข้าวออกเพื่อหุงข้าว เป็นต้น การกรอง เป็นวิธีการแยกของแข็งที่มี
ขนาดใหญ่ ไมล่ ะลายในของเหลวออกจากของเหลวโดยการกรอง ซึง่ วธิ กี ารกรองสามารถใช้แก้ปัญหา
ในชีวติ ประจำวันได้ เชน่ การกรองน้ำให้สะอาด เป็นต้น การตกตะกอน เป็นวิธีการแยกของแข็ง
ขนาดเล็กที่มีลักษณะเป็นสารแขวนลอยอยู่ในของเหลวด้วยการให้สารแขวนลอยจับตัวกันและทำให้
ตกตะกอนลงสู่กน้ ภาชนะ ซ่งึ วิธีการกรองสามารถใชแ้ ก้ปญั หาในชวี ิตประจำวันได้ เชน่ นำ้ อบไทย เปน็
ตน้ )
4. ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1) นักเรยี นแต่ละกลุ่มช่วยวเิ คราะหส์ ถานการณ์ ดังนี้ เนื่องอีก 2 วันจะเป็นวนั สงกรานต์ แม่ของเดม่ี
เลยบอกให้เดมี่ไปซื้อน้ำอบไทยเพื่อเตรียมงานในวันสงกรานต์ เดมี่ออกไปซื้อน้ำอบไทยที่ร้านค้าแห่ง
หนึ่งโดยไปหยิบน้ำอบไทยบนชั้นวางของ ตอนที่เดมี่หยิบน้ำอบไทยบนชั้นวางของเดมี่เห็นว่าน้ำอบ
ไทยแยกเป็น 2 ชั้นคือ นำ้ ที่เปน็ สีเหลืองกับตะกอนขาวขนุ่ แตร่ ะหว่างที่เดมี่ปั่นจักรยานกลับบ้านเดม่ี
สงั เกตเห็นวา่ น้ำอบไทยขวดดงั กล่าวไมแ่ ยกช้นั แล้วแต่ขุน่ ทั้งขวด เมื่อกลบั มาถงึ บ้านเดม่ีจึงถามแม่ของ
เธอว่าเหตใุ ดจงึ เปน็ เช่นนน้ั ถา้ นกั เรยี นเป็นแม่ของเดม่ี นักเรียนจะอธิบายให้เดม่ีฟังวา่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ: เพราะน้ำอบไทยเป็นการผสมระหว่างของแข็ง (แป้ง) และน้ำเหลว (น้ำมันหอมระเหย
และน้ำ) ซึ่งแป้งเป็นสารแขวนลอย/ของแขง็ ขนาดเล็ก เมื่อตั้งไว้นง่ิ ๆ สักพกั กจ็ ะเกิดการตกตะกอน)
และเดมีจ่ ึงถามแมข่ องเธอต่อวา่ แลว้ ทำไมนำ้ อบไทยจงึ ต้องใสแ่ ปง้ ลงไปดว้ ย

125

(แนวคำตอบ: กระบวนการผลิตน้ำอบไทย จะมีขั้นตอนการผสมหัวน้ำหอมลงไปด้วย ซึ่งหัวนำ้ หอมน้ี
จะมีลักษณะเป็นน้ำมัน ถ้าผสมกับน้ำโดยตรงจะเกิดการแยกชั้น .. แป้งจะเป็นตัวประสานให้น้ำกับ
น้ำมันเข้ากันได้เป็นเนื้อเดียว โดยเราจะผสมน้ำหอมเข้ากับแป้งที่ตำละเอียดก่อน เมื่อเข้ากันดีแล้วจึง
นำแปง้ ไปละลายลงนำ้ อบอีกที)
5. ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
5.1) ประเมนิ ความเขา้ ในของนกั เรียนในการเรยี น เรือ่ ง การแยกสารผสม โดยใชค้ ำถามต่อไปนี้

- สารผสมคืออะไร
- (แนวคำตอบ: สารเนื้อผสมประกอบด้วยสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปผสมกัน ซึ่งการแยกสาร

เนือ้ ผสมระหวา่ ของแขง็ กบั ของเหลวสามารถแยกได้ด้วยวิธี การรนิ ออก การกรอง หรือการ
ตกตะกอน เป็นต้น)
- ถา้ นักเรยี นต้องการแยกสารทีผ่ สมกนั ระหวา่ งของแข็งท่ีไม่ละลายน้ำกบั ของเหลว นักเรียน
จะมีวธิ ีแยกสารด้วยวธิ ใี ดบ้าง
(หยิบออก รนิ ออก กรอกออก)
- ถ้านกั เรยี นตอ้ งการแยกผงตะใบเหล็กทผี่ สมอยู่ในทราย นักเรียนจะแยกดว้ ยวิธีการใด
(ใชแ้ มเ่ หลก็ ดูดออก)
- ถา้ นกั เรียนต้องการแยกน้ำทผ่ี สมอยู่ในนำ้ มัน นกั เรยี นจะแยกด้วยวธิ กี ารใด
(การกรอง)

ส่อื /แหล่งการเรียนรู้

1. ใบความรู้ท่ี 1 การแยกสารผสมดว้ ยวิธกี ารตา่ ง ๆ
2. ใบกจิ กรรมท่ี 1 การแยกสารผสม
3. อปุ กรณใ์ นการทำการทดลอง เร่ืองการแยกสาร
4. หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ระดบั ช้นั ป.6

การวัดและการประเมนิ ผล

จุดประสงค์การเรียนรู้ วธิ ีการวัด เครื่องมอื ท่ีใช้ เกณฑ์การประเมิน

1. น ั ก เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - ตรวจใบกิจกรรมที่ 1 - ใบกิจกรรมที่ 1 เรื่อง - ผา่ นเกณฑ์รอ้ ยละ 70

อธิบายการแยกสารด้วย เรื่อง การแยกสารผสม การแยกสารผสม

วิธีการรินออก การกรอง

และการตกตะกอนได้ (K)

2. นักเรยี นสามารถทำ - วิเคราะห์แบบประเมิน - แ บ บ ป ร ะ เ ม ิ น ก า ร - ผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ 70

การทดลองการแยกสาร การปฏิบัติการทดลอง ปฏิบัติการทดลอง เรื่อง

ด้วยวธิ กี ารรนิ ออก การ เร่ือง การแยกสารผสม การแยกสารผสม

126

จุดประสงค์การเรยี นรู้ วธิ กี ารวัด เคร่อื งมือท่ีใช้ เกณฑ์การประเมนิ

กรอง และการตกตะกอน

ได้ (P)

3. นักเรยี นสามารถ - วิเคราะห์แบบประเมิน - แบบประเมินการสังเกต - ผ่านเกณฑ์คุณภ าพ

ทำงานร่วมกับผู้อ่นื ได้ (A) การสังเกตพฤติกรรมการ พฤตกิ รรมการทำงานกลุม่ ระดบั ดีขน้ึ ไป

ทำงานกล่มุ

5.7 สรปุ

การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ให้
นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดเวลา เป็นเทคนิคหรือกลวิธีอย่างหนึ่งในการจัดการเรียนรู้วิชา
วทิ ยาศาสตร์ โดยให้นกั เรียนเรียนรผู้ า่ นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นักเรยี นจะเปน็ ผู้สรา้ งองค์ความรู้ด้วยตนเอง
จากกิจกรรมต่าง ๆ โดยครูเป็นผู้กำกับควบคุมดำเนินการให้คำปรึกษา คอยชี้แนะ ช่วยเหลือ ตลอดจนแก้ปัญหา
เฉพาะหน้าในระหว่างการเรียนการสอน เป็นกำลังใจ และเป็นผู้กระตุ้น ส่งเสริมให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้และ
ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ การจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มีรากฐานมาจากจิตวิทยาในเรื่องของการ
พัฒนาสมองของเพียต์เจ (Piaget,1962:61) ที่ว่าคนมีกระบวนการคิดเป็นสองประการ คือ มีโครงสร้างความคิด
เดิมจึงสามารถนำเอาความคิดเดิมมาเป็นแนวคิดให้เกิดความคิดใหม่ได้ การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบ
เสาะหาความรู้เปน็ วธิ ใี นการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรยี นเปน็ ศูนยก์ ลางใหผ้ เู้ รยี นไดส้ ร้างองค์ความรู้ดว้ ยตนเอง
เริ่มแรกพัฒนามาจากแนวคิดของเพียต์เจ 2 ขั้นตอน ต่อมาได้เพิ่มเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นสำรวจ ( Exploration
sine Concept Exploration) ขั้นสร้างมโนทัศน์ (Invention หรือ Concept Introduetion หรือ Clarifieation)
และข้ันนำมโนทศั นไ์ ปใช้ (Discovery หรือ Concept Application) และก่อนได้มนี กั การศึกษาพฒั นากระบวกการ
จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ต่อ เป็น 4 ขั้น 5 ขั้น และ 7 ขั้น ซึ่งบทบาทส่วนใหญ่ในการสร้างองค์ความรู้
เรยี นรจู้ ะเกิดข้ึนที่ตัวผู้เรียนเอง ดงั นนั้ ครูควรจัดส่ิงแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรยี นรู้ของผู้เรียน และครูต้องใช้คำความ
ในการกระตุ้นผู้เรียนอยู่เสมอ ดังนั้นครูจึงความออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญและเนน้
ให้นักเรยี นลงมอื ปฏบิ ัติให้สอดคลอ้ งกบั แนวคิดการสืบเสาะหาความรู้

5.8 แบบฝึกหัดทา้ ยบท

1. การเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ บบสืบเสาะหาความรู้ แตกต่างจากการเรยี นรแู้ บบบรรยายอย่างไร
2. จงอธบิ ายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 3E 5E 7E
3. ใหน้ ักศกึ ษาเขยี นแบบการจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E) 1 แผน

127

เอกสารอ้างอิง

กรมวิชาการ. 2545. การวจิ ยั เพือ่ พฒั นาการเรยี นร้ตู ามหลักสูตรการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน. กรุงเทพฯ : ม.ป.พ.
กรมอาชีวะศกึ ษา. 2539. แผนการสอน. หน่วยศกึ ษานิเทศ กรมอาชวี ศกึ ษา. กรุงเทพฯ. (อดั สำเนา)
นนั ทิยา บญุ เคลอื บ. 2540. มาตรฐานการศกึ ษาวทิ ยาศาสตร.์ สสวท. 25 (99): 7-12
ภพ เลาฟไพบูลย์. 2542. แนวการสอนวิทยาศาสตร์ (พิมพค์ รัง้ ท่ี 3). กรงุ เทพฯ: ไทยวัฒนาพานิชย์.
วฒั นาพร ระงบั ทกุ ข.์ 2542. แผนการสนท่ีเนน้ ผเู้ รียนเปน็ ศูนยก์ ลาง. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั แอล.ท.ี เพรส จำกดั .
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย.ี (2546).การจัดสาระการเรยี นรู้ กลุม่ วิทยาศาสตร์ หลักสูตร

การศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน. กรงุ เทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย.ี
สุวิทย์ มลคำและอรทัย มลคำ . 2545. 21 วธิ จี ดั การเรยี นรูเ้ พอื่ พัฒนาระบบความคิด. กรุงเทพฯ:

ภาพพมิ พ์.
สุวฒั นน์ ยิ มค้า. 2531. ทฤษฎีและทางปฏิบัติในการสอนวิทยาศาสตรแ์ บบสบื เสาะหาความรู้เล่ม 1-2. กรงุ เทพฯ:

เจเนอรัลบุ๊คสเ์ ซนเตอร์.
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน. 2550. รปู แบบการเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)

(Online). Available: http://school.obec.go.th/nitade/data/Inquiry%20process.pdf.
Barman,C.R. and kotar M. (1989). The Learning Cycle Science and Chidden, 26(7), 30-32.
Bransford, J.D., A.L. Brown, and R.R. Cocking. (2000). How People Learn: Brain, Mind,

Experience,and School. Washington, D.C. : National Academy Press.
Budnitz, N. (2003). What do We Mean by Inquiry?. (Online). Available :

http://www.biology.duke.edu/cibl/inquiry/what_is_inquiry.htm
Eisenkraft, A. (2003). Expanding the 5E Model: A proposed 7E model emphasizes “transfer of

learning” and the importance of eliciting prior understanding. The Science Teacher,
Knapp, Linda Roehrig and Glenn, Allen D. (1996). Restructuring schools with technology

Massachusetts : A Simon and Schuster Company. Knowledge creation. Paper
presented at the 9th European Conference on Knowledge Management System, Prentice
Hall PTR, USA,: 5. 2000
National Research Council. 2000. Inquiry and the national science education standards: A
guide for teaching and learning. Washington, D.C.: National Academy Press.
70 (6), 56-59
Piaget, S. (1962). The language and thoughts of the child. Trans. M. Gabain. Cleveland, OH:
Merdian.

128

บรรณานกุ รม

โครงการ PISA ประเทศไทย. (2554). ปจั จยั ทที่ ำใหร้ ะบบโรงเรียนประสบความสำเร็จ ข้อมูลพน้ื ฐาน
จากโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ PISA 2009. สถาบนั สง่ เสรมิ การสอน
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. หนา้ 1-46.

ประสาท อิศรปรีดา. (2549). สารัตถะจิตวิทยาการศึกษา. พมิ พ์ครั้งท่ี 6. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
ประสาท เนอื งเฉลิม. (2558). การเรียนร้วู ิทยาศาสตรใ์ นศตวรรษที่ 21. กรงุ เทพฯ : สำนักพิมพ์จฬุ าลงกรณ์

มหาวทิ ยาลยั
นวลจติ ต์ เชาวกรี ติพงศ์ และคณะ. (2557). การพฒั นาการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ใน ประมวลสาระ

ชุดวิชาสารัตถะวิทยวิธีและธรรมชาติขิงวิทยาศาสตร์. หน่วยที่ 5. นนทบุรี: สาขาวิชาศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
เพยี ร ซ้ายขวัญ. (2536). วทิ ยาศาสตร์กบั สงั คม. สงขลา : สถาบันราชภัฏสงขลา
ภพ เลาหไพบูรณ.์ (2542). แนวการสอนวิทยาศาสตร์ (พิมพค์ ร้งั ท่ี 3). กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานชิ .
ภพ เลาหไพบูลย์. (2537). การสอนวทิ ยาศาสตร์ในโรงเรียนมํธยมศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: เชยี งใหม่ คอมเมอรเ์ ชียล.
มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. (2541). การบรหิ ารทรพั ยากรทางการศกึ ษา. พมิ พค์ รัง้ ท2ี่ . มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั
ธรรมมาธิราช : นนทบรุ ี
มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2557). สารัตถะ วทิ ยวธิ แี ละธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์. พมิ พค์ รง้ั ท1ี่ .
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมมาธิราช : นนทบรุ ี
ราชบัณฑติ ยสถาน. (2542). พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.
วรรณทพิ า รอดแรงค้า และจติ นวนแก้ว. (2542). การพัฒนาการคิดของผูเ้ รยี นด้วยกจิ กรรมทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์. พมิ พ์คร้งั ที่ 2. กรงุ เทพฯ : เดอรม์ าสเตอรกร๊ปุ แมเนจเมนท.์
ศกึ ษาธกิ าร, กระทรวง, หลกั สตู รการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณ์
การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกดั , 2552.
ศึกษาธกิ าร, กระทรวง, ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ
พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์
ชุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกดั , 2560
สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา . แนวทางการจัดการเรียนรู้ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน
พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : พิมพ์คร้ังที่ 2, โรงพมิ พ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกดั ,
2553.
American Association for the Advancement of Science [AAAS]. (1993). Benchmarks for Science
Literacy. New York: Oxford University
Bell, B. F. (1993). Chidren’s science, constructivsm and learn in science. Geling: Deakin
University Press.

Johnston, Peter. 1985. Teaching Students To Apply Strategies That Improve Reading

Comprehension. The Elementary School Journal. 85 (May 1985): 635-645.
Lederman, N. G. (2006). Research on Nature of Science: Reflections on the Past, Anticipations of

theFuture. Asia – Pacific Forum on Science Learning and Teaching, 7(1), 1–11.
Lederman, N. G., Abd – El – Khalick, F., Bell, R. L. and Schwartz, R. S. (2002). Views of Nature

of Science Questionnaire: Toward and Meaningful Assessment of Learners’
Conceptions of Nature of Science. Journal of Science Teacher Education, 39(6), 477 –
521.
McComas, W. F. and Olson, J. K. (2000). The Nature of Science in International Science Education
Standard Documents. In McComas, W. F. (ed.). The Nature of Science in Science
Education Rationales and Strategies. Dordrecht: Kluwer Academic Publishers.
Nature of Science Questionnaire-ABD-EL-KHALICK ET AL. The Nature of Science and
Instructional Practice: Making the Unnatural Natural - SciEd 82:417–436, 1998


Click to View FlipBook Version