The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยส่งเขต.ครูวชิระ.เมืองราด - wachira thatsanakowit

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Namwan SPM PNB, 2023-08-05 09:23:48

วิจัยส่งเขต.ครูวชิระ.เมืองราด - wachira thatsanakowit

วิจัยส่งเขต.ครูวชิระ.เมืองราด - wachira thatsanakowit

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษด้วยบทอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เรื่อง English culture in British colony สำหรับเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ผู้วิจัย นายวชิระ ทัศนโกวิท ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม สพม.เพชรบูรณ์ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British Colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทอ่าน เพิ่มเติม เรื่อง English culture in British colony 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทอ่านเพิ่มเติม เรื่อง English culture in British colony กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม สพม.เพชรบูรณ์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 37 คน โดยใช้วิธีเลือก แบบเจาะจง ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัย One Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ 1) บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony 2) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจในการอ่านหนังสือเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ ระยะเวลาที่ ใช้ในการทดลอง 4 สัปดาห์ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและค่าที t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) บทอ่านเพิ่มเติมวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony มีประสิทธิภาพ ระหว่างกระบวนการต่อผลลัพธ์ E1 /E2 เท่ากับ 85.63/81.57 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียน – หลังเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้บทอ่านเพิ่มเติมวิชา ภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony พบว่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อบทอ่านเพิ่มเติมวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony ได้ค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.28 อยู่ในระดับมากที่สุด บทนำ ภาษาอังกฤษในปัจจุบันเป็นภาษาที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยประเทศต่างๆใช้ภาษาอังกฤษ เป็น ภาษาราชการหรือภาษาทางการมากถึง 81 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร พบว่ามี มากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการสื่อสาร ทั้งสิ้น ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงมีสำคัญในการติดต่อสื่อสารสากล รัฐบาลจึงกำหนดให้กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศเป็น 1 ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐานที่ผู้เรียนทุกคน ต้องเรียนตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศทุกระดับการศึกษา (โสรัตน์ อับดุลสตา และคณะ, 2556) ตลอดจนการติดต่อสื่อสารเนื่องด้วยเป็นภาษาสากลที่ใช้กันทั่วโลก ในยุคที่ไร้ พรมแดนการสื่อสารในปัจจุบันที่ได้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสารทั้งการใช้จดหมายอิเล็คทรอนิคส์ ใน ยุค แห่งวิทยาการการรับส่งข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ตลอดจนการการรับข้อมูลข่าวสารผ่านโทรทัศน์วิทยุ เว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่นำเสนอโดยภาษาอังกฤษทั้งสิ้น


สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2554) ได้รายงานข้อมูลการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลาของประเทศไทย พบว่า อัตราการอ่านหนังสือนอกเวลาเรียน หรือนอกเวลาทำงาน ผลการสำรวจปี2554 พบว่า ผู้ที่อ่านหนังสือที่ เป็นชาว ไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือเพียงร้อยละ 68.6 โดยผู้ชายมีอัตราการอ่านหนังสือ มากกว่า ผู้หญิงอายุ นอกจากนี้การอ่านหนังสือของประชากรนั้นแตกต่างกันตามวัย พบว่ากลุ่มวัยเด็กมีอัตราการอ่าน หนังสือสูงสุด รองลงมาคือ กลุ่มเยาวชน กลุ่มวัยทำงาน และต่ำสุดคือ กลุ่มวัยสูงอายุ นอกจากนี้จากผลการ สำรวจ พบว่า ผู้มีระดับการศึกษาที่สูงกว่ามีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าผู้มีการศึกษาระดับต่ำกว่าประเภทของ หนังสือที่ อ่านนอกเวลาเรียน หรือนอกเวลาทำงาน พบว่าหนังสือพิมพ์เป็นประเภทของหนังสือที่มีผู้อ่านสูงสุด รองลงมา คือ ตำรา หนังสือที่ให้ความรู้นวนิยายการ์ตูนหนังสืออ่านเล่นนิตยสาร และแบบเรียนตำราเรียนตาม หลักสูตร วารสาร ประเภทอื่น ๆ ที่ออกเป็นประจำ และหนังสือด้านศาสนา มีผู้อ่านน้อย สำหรับวิธีการรณรงค์ให้คนรักการอ่าน หนังสือได้มีการนำเสนอไว้ว่า 5 ลำดับวิธี ได้แก่ ควรควบคุมราคาให้หนังสือมีราคาถูกลงกว่านี้หนังสือควรมีเนื้อหา สาระที่น่าสนใจ ควรมีห้องสมุดที่เข้าถึงชุมชน ควรให้พ่อแม่ปลูกฝังหรือส่งเสริมให้ให้เด็กรัก การอ่านหนังสือ และ รูปเล่มมีขนาดเหมาะสมมีปกที่สวยงามน่าอ่าน ปัจจุบันหนังสือเสริมประสบการณ์ ประกอบไปด้วย หนังสืออ่าน นอกเวลา หนังสืออ่านประกอบหรือ หนังสืออ่านเพิ่มเติม หนังสืออุเทศและหนังสือส่งเสริมการอ่าน ได้รับการ สนับสนุนให้จัดทำหรือจัดพิมพ์เพื่อใช้ใน กิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น โดยที่หนังสือดังกล่าวที่พัฒนาขึ้นมา ต้องตระหนักถึงความต้องการ ความสนใจ ความเหมาะสมกับวัยของผู้อ่าน (จุไรรัตน์ สุนันทราภรณ์, 2561) บทอ่านเพิ่มเติม คือบทอ่านประเภทหนึ่งที่เป็นสื่อถูกสร้างขึ้นโดยมีลักษณะเป็นสารคดี นิยาย นิทาน ที่ไม่ ขัดต่อวัฒนธรรม ประเพณี ศีลธรรม และให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวซึ่งมีเนื้อหาสั้นกะทัดรัด มีรูปภาพ ประกอบที่ สวยงาม สร้างความน่าสนใจของผู้เรียนได้ดี (อัจฉริยา หนองห้าง สุรกานต์ จังหาร และเอนก ศิลปะนิลมาลย์, 2558) ซึ่งนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม จำเป็นต้องทำสื่อประเภทหนังสืออ่าน เพิ่มเติม เพื่อเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยจึงสนใจพัฒนาบทอ่านเพิ่มเติมมาโดยใช้เนื้อหาจากหนังสือ เรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน Sprint M.3 เป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนการอ่านภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียน ผู้วิจัยในฐานะครูประจำวิชา ภาษาอังกฤษ 6 รหัสวิชา อ23102 ได้ทำการทดสอบก่อนเรียนเพื่อ ตรวจสอบพื้นฐานภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยพิจารณาจากผลการทดสอบพื้นฐานภาษาอังกฤษ จากคะแนน สอบแบบทดสอบก่อนเรียน ในการเรียนโดยใช้บทอ่านเรื่อง English culture in British colony พบว่านักเรียนมี ระดับภาษาอังกฤษส่วนใหญ่อยู่ในระดับ A0 - A1 นอกจากนี้นักเรียนร้อยละ 50ไม่สามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ และไม่เห็นความสำคัญในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตนเอง ซึ่งอาจส่งผลระยะยาวต่อการเรียนรู้ของ นักเรียนในปัจจุบันกับการเรียนในรายวิชา ภาษาอังกฤษและรายวิชาในสาขาที่จำเป็นต้องใช้พื้นฐานภาษาอังกฤษ ในการเรียนด้วยบทความที่เป็น ภาษาอังกฤษ รวมถึงส่งผลต่อการสมัครงานหรือการศึกษาต่อในอนาคต ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษเรื่อง English culture in British colony เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานให้สูงขึ้นต่อไป


วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการพัฒนาบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการสอนด้วยบทอ่าน เพิ่มเติม ภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราด วิทยาคม 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนของของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ที่มีต่อบทอ่านเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 72 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเมืองราด วิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบูรณ์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จานวน 37 คน เป็นนักเรียนชาย 15 คน และนักเรียนหญิง 22 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะเจาะ (Purposive Random Sampling) กรอบแนวคิดในการวิจัย ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยพัฒนาบทอ่านเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมการอ่านวิชาภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง English culture in British colony เพื่อให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น ตามกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม บทอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เรื่อง English culture in British colony สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 -ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียน -ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทอ่าน เพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3


นิยามศัพท์เฉพาะ บทอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมการอ่านวิชาภาษาอังกฤษ หมายถึง ชุดของสื่อการเรียนการสอน ที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาด้านการอ่าน เรื่อง English culture in British colony มีจำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.New Zealand 2.South Africa 3.Canada 4.Australia ในแต่ละชุด ประกอบด้วย คู่มือการใช้บทอ่านวิชาภาษาอังกฤษ คำชี้แจงสำหรับครู รายการสื่อแผนกิจกรรมการเรียนรู้ เนื้อหา รวมทั้งแบบฝึกหัด และเนื้อหากิจกรรม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้านการอ่าน เรื่อง English culture in British colony ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากเนื้อหาในหนังสือเรียน ภาษาอังกฤษพื้นฐาน Sprint3 M.3 ประสิทธิภาพบทอ่านภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony หมายถึง เกณฑ์มาตรฐาน ที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพบทอ่านภาษาอังกฤษ โดยกำหนดไว้ 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมเฉลี่ยของนักเรียนทีได้จากการทำแบบฝึกหัดในระหว่างการใช้ บทอ่าน เรื่อง English culture in British colony 80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมเฉลี่ยของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียน หลักจากเรียนโดยใช้บทอ่าน เรื่อง English culture in British colony แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการ เกี่ยวกับบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony ที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วบรรลุ สำเร็จตามจุดประสงค์ที่วางไว้ ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony ในด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลติ ที่ได้รับจากการเรียน โดยใช้บทอ่านเพิ่มเติม โดยวัดจากแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทอ่านเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) กำหนดค่าออกเป็น 5 ระดับ สมมติฐานของการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ โดยใช้บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนโดยใช้บทอ่านเพิ่มเติมสูงกว่าก่อนเรียน


เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ การอ่านคือความสามารถของแต่ละบุคคลในการเข้าใจถึงรูปแบบซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ในอดีต ซึ่ง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิม ความเข้าใจในการตีความหมาย ดังที่มณีรัตน์ สุดโชติรัตน์ (2549,หน้า18) กล่าวว่าการ อ่านหมายถึงกระบวนการที่ผู้อ่านรับข่าวสารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความคิดเห็นที่เขียนถ่ายทอด ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การที่ผู้อ่านจะเข้าใจสารมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถใน การใช้ความคิด อาจสรุปได้ว่า การอ่านคือกระบวนการทางความคิดเพื่อทำความเข้าใจข้อความที่ได้อ่าน โดยผู้อ่าน ต้องใช้ความคิดจับใจความสำคัญ เข้าใจ และแปลความหมายจากสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อความ โดยอาศัยทักษะ ความรู้ด้านภาษา และประสบการณ์เกี่ยวกับการอ่าน ความเข้าใจในการอ่าน ความเข้าใจในการอ่านเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของการอ่าน เพราะเป็นจุดประสงค์เบื้องต้นของการอ่าน ทั่วไป อ่านแล้วนำไปสัมพันธ์กับความรู้เดิม เพื่อทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ จากความหมายของความเข้าใจในการอ่าน สมุทร เซ็นเชาวนิช (2542,หน้า 73-74) ได้สรุปความเข้าใจ (Comprehension) เป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์ที่ เกี่ยวข้องกับการศึกษา และประสบการณ์หลายๆ ด้านของแต่ละคน ความเข้าใจถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่ง ของการอ่าน ถ้าอ่านแล้วไม่เกิดความเข้าใจก็อาจกล่าวว่า การอ่านที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งการอ่านนั้นก็ต้องอาศัย ความเข้าใจในการอ่าน โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้ 1.สามารถจดจำเรื่องราวส่วนใหญ่ที่อ่านมาแล้วได้ 2.สามารถจับใจความสำคัญได้ สามารถยกแยะหรือระบุประเด็นหลักออกจากประเด็นย่อยที่ไม่จำเป็น หรือไม่สำคัญมากนักได้ สามารถประเมินค่าได้ว่าอะไรบ้างที่ควรสนใจเป็นพิเศษ 3.สามารถตีความเกี่ยวกับเรื่องราวข้อคิดเห็นที่อ่านมาแล้วได้ว่ามีนัยสำคัญหรือลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด 4.สามารถสรุปลงความเห็นจากสิ่งที่ได้อ่านมาแล้วได้อย่างถูกต้อง มีเหตุผล และน่าเชื่อถือ 5.สามาถใช้วิจารณญาณของตนพิจารณาไตร่ตรองข้อสรุปหรือการอ้างต่างๆ ของผู้เขียนได้อย่างถูกต้อง และเป็นระบบ ไม่สับสน สามารถถ่ายโอนหรือประสมประสานความรู้ที่ได้จากการอ่านกับประสบการณ์อื่นๆ ได้ อย่างเหมาะสมตามกาลเทศะ ผู้วิจัยจึงได้นำ ความเข้าใจในการอ่านมาประยุกต์กับการสร้างบทอ่านภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยเริ่มต้นจากความเข้าใจในการอ่าน สามารถทำความเข้าใจในเนื้อเรื่องที่ได้อ่านโดยเริ่มตั้งแต่ คำ วลี ประโยค และบทอ่านที่มีข้อความยาวๆ รวมทั้งนักเรียนสามารถสรุปใจความสำคัญ และบอกรายละเอียดเรื่องที่อ่านได้


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอ่าน ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอ่าน ได้แก่ 1.ความรู้ทางภาษา (Linguistic Knowledge) โดยผู้อ่านจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษาระดับเสียง คำ ความหมาย และโครงสร้าง ซึ่งในระยะเริ่มเรียน ผู้เรียนจะเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษร และความหมาย ของคำแต่ละคำ การนำคำเรียงประโยค เมื่อมีประสบการณ์ในการอ่านมากขึ้น ผู้เรียนจะสามารถอ่านด้วยความ เข้าใจมากขึ้น 2.ความสนใจและแรงจูงใจ (Interest and Motivation) ความสนใจเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยให้เกิดความ เข้าใจในสิ่งที่อ่าน นักเรียนจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่อ่านได้ดีขึ้น ถ้านักเรียนมีความสนใจเรื่องนั้นๆ ดังนั้น ในการ ช่วยนักเรียนพัฒนาการอ่านด้วยความเข้าใจ ครูสามารถสร้างความสนใจ โดยใช้สื่อต่างๆ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียน เลือกเรื่องทีอ่านด้วยความเข้าใจ สำหรับด้านแรงใจนั้นจะเกิดจากความสนใจ ผู้สอนสามารถสร้างแรงจูงใจในการ อ่านให้กับผู้เรียนโดยการใช้สิ่งเร้า ให้กำลังใจ เสนอผลสะท้อนกลับ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อการอ่าน 3.ความสามารถในการอ่านและการตีความ (Ability to read and to interpret) เป็นความสามารถใน การอ่านที่เข้าใจความหมายของข้อความได้อย่างรวดเร็ว สามารถที่จะใช้ความรู้ความหมายของคำ ช่วยตีความใน ส่วนอื่นๆ ที่ไม่รู้ เข้าใจวิธีการเรียบเรียงเนื้อหา และความสัมพันธ์ระหว่างประโยคต่างๆ 4.ความสามารถในการวิเคราะห์โครงสร้างของเนื้อหา (Text Schema) เนื้อเรื่อง หรือ บท อ่านแต่ละชิ้นมี ลักษณะโครงสร้างที่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเชื่อ และวัฒนธรรมของผู้เขียน ถ้าเนื้อเรื่องเสนอเรื่องราว แตกต่างไป จากวัฒนธรรม และประสบการณ์ของผู้อ่าน การอ่านก็อาจไม่ประสบความสำเร็จได้ วิธีวัดความเข้าใจในการอ่าน สุมิตรา อังวัฒนสกุล (2537, หน้า 215-220) ได้เสนอรูปแบบการวัดและการประเมินผลการอ่าน ดังนี้ การทดสอบองค์ประกอบย่อยของการอ่าน เป็นการทดสอบย่อยทางภาษา ได้แก่ 1.การทดสอบความเข้าใจในระดับประโยค (Sentence Comprehension) ความเข้าใจในการอ่านใน ระดับข้อความ หรือบทความจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้อ่านมีความเข้าใจในระดับประโยค ได้แล้ว ดังนั้น การอ่านใน ระดับประโยคจึงต้องเป็นสิ่งที่ผู้เรียนรู้ก่อน ซึ่งเป็นการอ่านที่เหมาะสำหรับนักเรียนที่เริ่มต้นการอ่าน สำหรับการ ทดสอบความเข้าใจในระดับประโยค สามารถทำได้ดังนี้ การเลือกรูปภาพให้ตรงกับประโยคที่กำหนดให้ การตอบ คำถามโดยใช้รูปภาพประกอบ การใช้วลีและประโยคเป็นตัวแนะนำ 2.การทดสอบความเข้าใจในบทอ่าน (Passage Comprehension) การเลือกบทอ่านที่นักเรียนจะได้พบ เห็น มีโอกาสใช้จริง ประเภทของคำถามสำคัญ ได้แก่ คำถามแบบให้สรุปโอนเรื่อง(Paraphrase) คำถามแบบให้ สังเคราะห์สิ่งที่ได้จากการอ่าน (Synthesis) โดยผู้อ่านจะต้องประมวลข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากเรื่องเข้าด้วยกัน เพื่อ ตอบคำถาม


3.แบบทดสอบชนิดโคลซแบบมีตัวเลือก (Multiple Choice Cloze) ไม่เหมาะที่จะวัดความเข้าใจการอ่าน เพราะแบบทดสอบชนิดนี้เน้นไปทาง Productive Skills เสียมากกว่าจึงมีการดัดแปลงเป็นแบบมีตัวเลือก เหมาะสมกับทักษะการอ่านซึ่งเป็น Receptive skills นอกจากนี้ ยังมีแบบทดสอบโคลซอีกแบบหนึ่ง แต่มีลักษะ ตรงกันข้ามเรียกว่า Editing Test กล่าวคือ จะกำหนดข้อความมาให้นักเรียนอ่านแล้วเลือกคำเกินมาที่ไม่เกี่ยวข้อง กับความหมายในประโยคจากบทอ่าน เกณฑ์กำหนดความสามารถทางการอ่านแบบรวมจะเป็นดังนี้ 1.ความสามารถเรียบเรียงความ ได้แก่ การอ่านแล้วเข้าใจได้สามารถแสดงความเข้าใจโดยการตอบคำถาม ที่ให้เรียบร้อยถ้อยคำใหม่โดยให้ได้ความเดิมหรือสามารถตอบคำถามแบบเลือกตอบและแบบเรียบเรียงข้อความได้ 2.ความสามารถอ่านข้อมูลที่เป็นรายละเอียด ผู้เข้าสอบสามารถโยงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเข้ากับใจความ สำคัญของเรื่องได้ว่าเป็นรายละเอียดสนับสนุน หรือเป็นรายละเอียดที่แย้งกันเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงกันข้าม ตลอดทั้ง เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรายละเอียดด้วยกัน 3.ความสามารถอ่านจับใจความสำคัญ ผู้เข้าสอบสามารถระบุแก่นเรื่อง หัวเรื่อง และใจความสำคัญของ เรื่องที่อ่านได้ 4.ความสามารถวิเคราะห์และประเมินความสัมพันธ์ของเนื้อความและสุนทรียศาสตร์ของการใช้ภาษา ผู้ เข้าสอบสามารถใช้ความรู้ด้านคำศัพท์ ไวยากรณ์ ความเข้าใจสิ่งที่อ่านและความรู้เกี่ยวกับรูปแบบลีลาภาษาที่ใช้ใน บทอ่าน ผู้วิจัยจึงได้นำระดับความเข้าใจในการอ่าน ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับสูงมาประยุกต์ใช้ในการจัดทำบท อ่านภาษาอังกฤษเพิ่มเติมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้แก่ ความเข้าใจระดับคำ ระดับวลี ระดับประโยค และระดับข้อความเป็นต้นสอบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบ หมายถึง ชุดข้อคำถามหรือกลุ่มงานที่ใช้เป็นสิ่งเร้าในการวัดคุณสมบัติใดคุณสมบัติหนึ่งของ บุคคล โดยที่บุคคลนั้นเมื่องได้รับสิ่งเร้าจะแสดงพฤติกรรมสนองที่สามารถวัดได้ สังเกตได้ ซึ่งจะนำไปสู่การแปล ความหมายของผลได้ กล่าวได้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุดของคำถามที่มุ่งวัดความรู้ ความสามารถ ทักษะและสมรรถภาพทางสมองด้านต่างๆ ของผู้เรียนหลังเกิดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ไปดำเนินการในส่วนของการวัดผลก่อนเรียนและหลังเรียน บทอ่าน เพิ่มเติมภาษาอังกฤษเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม


ความพึงพอใจ ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกของบุคคลที่บอกระดับความสุข ความสมหวัง ความชอบในทางบวกต่อสิ่ง ต่างๆ ที่มีผลต่อบุคคลทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงการตอบสนองความต้องการหรือบรรลุจุดมุ่งหมาย ความ พึงพอใจส่งผลให้เกิดความสบายในและสนองความต้องการให้เกิดความสุขและผลดีต่อการเรียน การวัดความพึง พอใจในการเรียนอาจกระทำได้หลายวิธีการ (สาโรช ไสยสมบัติ,2534 หน้า 39) ได้แก่ 1.การใช้แบบสอบถามเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันแพร่หลายวิธีหนึ่งโดยการร้องขอหรือขอความร่วมมือจาก กลุ่มบุคคลที่ต้องการวัด แสดงความคิดเห็นลงในแบบฟอร์มที่กำหนดคำตอบไว้ให้เลือกตอบหรือเป็นคำตอบอิสระ โดยคำถามที่ถามอาจจะถามถึงความพึงพอใจในด้านต่างๆ ในการเรียน เช่น ความน่าสนใจของบทอ่าน ความมีส่วน ร่วมในการเรียนของนักเรียน 2.การสัมภาษณ์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ทราบถึงระดับความพึงพอใจของนักเรียน ซึ่งเป็นวิธีการที่ต้อง อาศัยเทคนิคและความชำนาญพิเศษของผู้สัมภาษณ์ที่จะจูงใจให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบคำถามให้ตรงกับข้อเท็จจริง การวัดความพึงพอใจโดยวิธีการสัมภาษณ์นับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพอีกวิธีหนึ่ง 3.การสังเกต เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ทราบถึงระดับความพึงพอใจของนักเรียนโดยวิธีการสังเกตจาก พฤติกรรมทั้งก่อนและหลังเรียน เช่น การสังเกตกิริยาท่าทาง การพูด สีหน้า การมีส่วนร่วมในการเรียน เป็นต้น สรุปจากการศึกษาความพึงพอใจ ผู้วิจัยได้เลือกการใช้แบบสอบถามความพึงพอใจต่อบทอ่านเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษ เพื่อให้สามารถวัด ประเมินความพึงพอใจสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการสอนบทอ่าน ของนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 รูปแบบการวิจัย ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยใช้แบบการทดลองแบบหนึ่งกลุ่มสอบก่อนสอบหลัง (One group Pretest and Posttest Design) ในการออกทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลผลงานวิจัย (องอาจ นัยพัฒน์, 2548: 270) ตาราง 1 รูปแบบที่ใช้ในการวิจัย ทดสอบก่อนเรียน ตัวแปรต้น ทดสอบหลังเรียน 1 X 2 X หมายถึง การสอนด้วยบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม


1หมายถึง การสอบก่อนได้รับการสอนด้วยบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม 2หมายถึง การสอบหลังได้รับการสอนด้วยบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบไปด้วย 1. บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม แบ่งออกเป็น 4 เรื่อง ดังนี้ เรื่องที่1 New Zealand เรื่องที่2 South Africa เรื่องที่3 Canada เรื่องที่4 Australia 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม มีลักษณะเป็นแบบทดสอบชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ 3. แบบประเมินความพึงพอใจ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีการของลิเคิอร์ท (Likert) ลักษณะแบบสอบถามเกี่ยวกับความพึงพอใจโดยกาหนดความคิดเห็น 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ผู้วิจัยดำเนินการสอนเอง ใช้เวลา 4 ครั้ง 4 ชั่วโมง ไม่รวมทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้ 1. ทดสอบก่อนเรียน โดยนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ทดสอบกับ เรียนกลุ่มตัวอย่าง 2. ดำเนินการสอนโดยใช้บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 3. ทดสอบหลังเรียน โดยนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ซึ่งเป็น แบบทดสอบชุดเดิม ทดสอบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างหลังการเรียนรู้ด้วยบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม 4. นักศึกษาทำการประเมินความพึงพอใจโดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจการเรียนด้วยบทอ่านเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราด วิทยาคม


การวิเคราะห์ข้อมูล ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยได้วางแผนการศึกษา โดยวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. การพัฒนาบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2. วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม โดยการทดสอบค่าที(t – Dependent) 3. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้บทอ่านเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราด วิทยาคม ผลการวิจัย จากผลการวิจัยสามารถสรุปผลได้ดังต่อไปนี้ 1. ผลการหาประสิทธิภาพของบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.63/81.57ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์80/80 ที่กาหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน – หลังเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้บทอ่านเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony โดยรวมอยู่ ในระดับมากที่สุด ได้ค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.28 อภิปรายผล ผลการหาประสิทธิภาพของของบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 สอดคล้องกับงานวิจัย สมพิศ กอบจิตติ(2548:บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดการเรียนรู้เรื่อง กฎหมาย น่ารู้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดการสอน โดยมีลำดับการ พัฒนาชุดการเรียนรู้ดังนี้ 1.ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาชุดการเรียนรู้ 2.ดำเนินการสร้างชุดการเรียนรู้ 3. หา ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้4.วิเคราะห์ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า ชุดการเรียนรู้ที่สร้าง ขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.85/89.01 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผู้วิจัยพบว่าบทอ่านเพิ่มเติมวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.74/83.75 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้คือ 80/80 เนื่องจากมีลักษณะของบทอ่านส่งเสริมการอ่านที่ดีดังนี้1) ด้านเนื้อหา เนื้อหาของหนังสืออ่านเพิ่มเติมต้อง สอดคล้องกับหลักสูตร ซึ่งไม่จำเป็นต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดของหลักสูตร แต่เนื้อหาต้องมีความทันสมัย ถูกต้อง ผู้อ่านได้รับความรู้ความสนุกสนานจากการอ่านและสามารถสรุปเนื้อหาหรือใจความสำคัญได้เช่นเดียวกับ


บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony ที่เนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตรกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมีเนื้อหาที่น่าสนใจชวนให้ติดตาม 2) ด้านโครงสร้าง มีรูปแบบหรือ โครงสร้างที่เหมาะสม สามารถสื่อเนื้อหาสาระหรือความคิดให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาในหนังสือได้มากที่สุด ซึ่งบทอ่าน เพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony มีโครงสร้างรูปแบบที่เหมาะสมโดยห ประกอบด้วยเนื้อหา และแบบฝึกหัดหลังจากการอ่านหนังสือไว้ท้ายเล่ม 3) ด้านการนำเสนอเนื้อหา ควรมีเอกภาพ สัมพันธภาพ และจุดเน้น เพื่อสร้างความน่าสนใจและให้เข้าใจเนื้อหาได้โดยง่าย ซึ่งบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony ได้รวบรวมข้อมูลเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษา ราชการ ซึ่งตรงกับบริบทของผู้เรียนซึ่งเป็นนักเรียนได้เรียนภาษาอังกฤษโดยเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมในแต่ละ ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ซึ่งได้นำเนื้อหาดังกล่าวมาจัดทำเป็นบทอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มเติม 4) ด้านการใช้ภาษา ต้องใช้ภาษาที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่ายสื่อความหมายชัดเจน เหมาะสมกับวัยและทักษะความสามารถของผู้เรียนซึ่งบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony ใช้ภาษาที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์หลักสูตรและระดับความยากง่ายเหมาะสมกับผู้เรียน 5) ด้านการออกแบบและรูปเล่ม ควรออกแบบให้เหมาะสม ทั้งขนาดรูปเล่ม ลักษณะและขนาดของตัวอักษร ภาพประกอบในหนังสือ ซึ่งบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony มีรูปเล่มที่ สวยงาม ดึงดูดความสนใจในการอ่าน มีขนาดรูปเล่มมีความเหมาะสม และมีจำนวนหน้าเหมาะสม ภาพประกอบ เป็นภาพถ่ายจากสถานที่จริง 6) ด้านการนำไปใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน นั้นสามารถนาไปใช้เป็นสื่อการ เรียนการสอนที่เหมาะสม บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony เป็นสื่อการ เรียนการสอนที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนสามารถใช้บทอ่านดังกล่าวเป็นบทอ่านนอก เวลา ได้อย่างอิสระ ทุกที่ ทุกเวลาในการเรียน จากลักษณะดังที่กล่าวมาของบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony จึงเป็นหนังสือมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ได้ตั้งเอาไว้ จากผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนและหลังเรียน ในส่วนของการเรียนรู้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังการอ่านบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลัง เรียนมีคะแนนทดสอบหลังเรียน (Post-test) เพิ่มขึ้นสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน (Pre-Test) อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับงานวิจัยของ อมรรัตน์ นัดดาหลง (2551) ที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาแบบฝึก เสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับท้องถิ่นจังหวัดตราด กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 4 โรงเรียนเนินทรายวิทยา จังหวัดตราด จำนวน 30 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัย พบว่า ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังจาสกการใช้แบบฝึกสูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึก อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับงานวิจัยของวิลาสินีพลอยเลื่อมแสง (2560) ซึ่งได้รายงานว่าการ เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจากหนังสือเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้คำศัพท์ใหม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการอ่านหนังสือเพิ่มเติมภาษาอังกฤษช่วยพัฒนาด้านการอ่าน เสริมสร้างทักษะการอ่านรวมถึงนิสัยรักการ อ่าน ตลอดจนได้รับความรู้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน นอกจากนี้ในขณะที่อ่านหนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ นักเรียนจะพบคำศัพท์ใหม่ๆ ซึ่งไม่ทราบความหมายก็จะทาให้เกิดการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบ ความหมาย และเข้าใจเนื้อหาของหนังสือที่อ่าน นอกจากนี้จากการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ


นักศึกษาก่อนและ หลังเรียน จากการใช้บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพิ่มขึ้นสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน นักเรียนมีความรู้ความ เข้าใจในเนื้อหาเพิ่มขึ้นสามารถทำแบบฝึกหัดท้ายเล่มเสร็จภายในเวลาที่กำหนด นั้นคือบทอ่านเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony มีประสิทธิภาพทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นได้ซึ่ง สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ สอดคล้องกับงานวิจัยของ พัชรีตองตาสีไพสิฐ บริบูรณ์และวิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์ (2559) จากผลงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง Welcome to the Wonderful Land of Nongkhai โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากผลงานวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการจัดการเรียนการสอนโดย ใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง Welcome to the Wonderful Land of Nongkhai นั้นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน ด้วยการใช้ บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony พบว่าบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ของนักเรียนได้เป็นอย่างดีนักเรียนสามารถนำตนเองในการอ่าน สามารถอ่านและ ค้นคว้าด้วยตนเอง นักเรียนได้ฝึกทักษะการทำแบบฝึกหัด และสามารถนำทักษะการอ่านไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวันหรือสาขาวิชาชีพได้สอดคล้องกับผลงานวิจัย ของ สุพัตรา กองทรัพย์(2549) ได้ทำการวิจัยเรื่องการ พัฒนาชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยใช้กิจกรรมแบบเน้นงานปฏิบัติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก จึงสามารถกล่าวได้ว่า บทอ่าน ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม สามารถช่วยเสริมสร้างความรู้และพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของหลักสูตรที่ตั้งไว้ได้เป็นอย่างดี ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์ จากงานวิจัยนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียน การสอน ภาษาอังกฤษโดยใช้บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เรื่อง English culture in British colony เพื่อนำไปใช้ดังนี้ 1. ครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษควรพัฒนาสื่อการเรียนการสอน นอกเหนือจากการเรียนเนื้อหาในชั้นเรียน เช่น บทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษหรือหนังสือส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ จากผลการวิจัยพบว่าใช้บทอ่าน เพิ่มเติมในการจัดการเรียนการสอน พบว่านักเรียนได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จากเนื้อหาในบทอ่านเพิ่มเติม ได้รับ ประโยชน์จากความรู้ที่อยู่ในเนื้อหาบทอ่าน รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียน 2. ครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ควรจัดทำแบบฝึกหัดในบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวน เนื้อหา และเป็นการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจที่ได้รับ โดยแบบฝึกหัดหลังจากการอ่านควรอยู่ในเล่มบทอ่าน เพิ่มเติม ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. เนื้อหาของบทอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ ควรมีเนื้อหาใหม่ๆ ทางด้านการวัฒนธรรมอังกฤษอื่นๆที่ สอดคล้องกับหลักสูตร นอกเหนือจากเรื่องวัฒนธรรม เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เป็นต้น 2. ควรพัฒนาบทอ่านเพิ่มเติมในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์(e-book) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของ เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน เพื่อให้นักเรียนสามารถทบทวนความรู้ได้ตลอดเวลา


บรรณานุกรม จุไรรัตน์ สุนันทราภรณ์. (2561). การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด “เด็กท้องถิ่นไทยใส่ใจเรื่องดนตรี” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. การประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัย ระดับชาติและ นานาชาติ, 1(9), 483-493. พัชรีตองตาสีไพสิฐ บริบูรณ์และวิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์. (2559). การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องWelcome to the Wonderful Land of Nongkhai โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสอนภาษา เพื่อ การสื่อสารสาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3. วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.8(23). 133-143. มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์.(2548).อ่านเป็น: เรียนก่อน-สอนเก่ง.กรุงเทพฯ:นานมีบุ๊คพับลิเคชั่น 48. วิลาสินี พลอยเลื่อมแสง.(2561).การใช้หนังสืออ่านนอกเวลาเพื่อพัฒนาคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักศึกษา หลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจชั้นปีที่ 2 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต: บทความวิจัย ปีที่ 13 ฉบับที่ 3(2560):กันยายน - ธันวาคม2560. สมพิศ กอบจิตติ.(2548).การพัฒนาชุดการเรียนรู้เรื่องกฎหมายน่ารู้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3.วิทยานิพนธ์ ศษ.ม.(เทคโนโลยีการศึกษา).นครปฐม:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. สมุทร เซ็นเชาวนิช.(2542).เทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ.พิมพ์ครั้งที่ 10.กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สุพัตรา กองทรัพย์.(2549).การพัฒนาชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยใช้กิจกรรมแบบเน้นงาน ปฏิบัติของนักเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.วิทยานิพนธ์ ค.ม.(หลักสูตรและการสอน). อุตรดิตถ์: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์. สุมิตรา อังวัฒนกุล.(2537).วิธีการสอนภาษาอังกฤษ.(พิมพ์ครั้งที่2).กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาโรช ไสยสมบัติ.(2534).ความพึงพอใจในการทำงานของครูอาจารย์โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ ศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด.วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต,สาขาการบริหารการศึกษา,บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม. โสรัตน์ อับดุลสตา สุนทร ปิยะวสันต์ อับดุลรามันห์ โตะหลง แซมซู เจะเลง อิบรอเฮม เต๊ะแห และรอซีดัต สาแม. (2556). การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านชุดพหุภาษาสำหรับผู้เริ่มเรียนเพื่อพัฒนาทักษะ การสื่อสารในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้.วารสาร อัล-นูร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอิสลาม ยะลา, 8(15), 1-12.


บรรณานุกรม (ต่อ) สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2554). สำรวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2554. [Online]. Available http://thailocal.nso.go.th/suggest/enews/index.php?option=com_content&view=article&i d=22:-2554&catid=2:2012-09-19-06-04-22. [2561, เมษายน 10]. อมรรัตน์ นัดดาหลง.(2551).การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะอ่านภาษาอังกฤษที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับท้องถิ่น จังหวัดตราด สำาหรับนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 4 โรงเรียนเนินทรายวิทยาคม อำาเภอเมือง จังหวัด ตราด.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. อัจฉริยา หนองห้าง สุรกานต์จังหาร และเอนก ศิลปนิลมาลย์. (2558). การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3. รายงานการประชุม วิชาการและนำเสนอผลการวิจัย ระดับชาติและนานาชาติกลุ่มระดับชาติด้านการศึกษา, 3(6), 581-591.


Click to View FlipBook Version