The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กระบวนพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมายอิสลามฯ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-12 08:36:46

กระบวนพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมายอิสลามฯ

กระบวนพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมายอิสลามฯ

กระบวนพจิ ารณาพพิ ากษาคดตี ามกฎหมายอสิ ลามในศาลจังหวดั
และศาลเยาวชนและครอบครัว

เสนอ
รองศาสตราจารย์เจ๊ะเหล๊าะ แขกพงศ์

จดั ทำโดย

นางสาวมมุ นี ะห์ ดือราแม รหสั นักศกึ ษา 6160901003

นางสาวอัซฮะ เจะ๊ กา รหัสนักศึกษา 6160901004

นายซมั รี สะมาแอ รหสั นักศกึ ษา 6160901006

นาวสาวฟารดี า สนโิ ช รหัสนักศกึ ษา 6160901007

นายอัลกาลัม แลแว รหัสนักศกึ ษา 6160901012

สาขาวชิ ากฎหมายอสิ ลาม สถาบันอสิ ลามและอาหรบั ศกึ ษา

รายงานฉบบั นเ้ี ปน็ สว่ นหน่ึงของรายวชิ า 09-014-220 ระบบศาลอิสลาม

มหาวิทยาลยั นราธิวาสราชนครินทร์

2564/1443



คำนำ
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 09-014-220 ระบบศาลอิสลาม ในระดับชั้นปีที่ 4 โดยมี
จุดประสงค์ประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมายอิสลามในศาลจังหวัด และศาล
เยาวชนและครอบครวั ท้งั น้ี ในรายงานฉบบั นม้ี เี น้ือหาซงึ่ ประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกบั ประวัติความเปนมาของ
ศาลในอิสลาม ความเปนไปไดของการจัดตั้งศาลชะรีอะฮฺในประเทศไทย ผู้พิพากษาในระบบกฎหมายไทย
เป็นต้น

คณะผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำรายงาน เนื่องจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นเรื่องใกล้ตัว คณะ
ผจู้ ัดทำตอ้ งขอขอบคุณ รศ.เจะ๊ เหล๊าะ แขกพงศ์ ผู้ให้ความรู้ และแนวทางการศกึ ษา หวังว่ารายงานฉบับนี้จะ
ใหค้ วามรู้ และเปน็ ประโยชนแ์ ก่ผ้อู ่านทกุ ๆ ท่าน หากมขี อ้ เสนอแนะประการใด คณะผูจ้ ัดทำขอรับไว้ดว้ ยความ
ขอบพระคณุ ย่งิ

คณะผจู้ ัดทำ
มมุ ีนะหแ์ ละคณะ

สารบญั ข
ประวัติความเปนมาของศาลในอสิ ลาม
ความเปนไปไดของการจัดต้งั ศาลชะรอี ะฮฺในประเทศไทย 2
ผู้พพิ ากษาในระบบกฎหมายไทย 3
อำนาจหน้าท่ขี องผพู้ พิ ากษาในระบบกฎหมายอิสลามและกฎหมายไทย 6
7
- อำนาจหนา้ ที่ของผ้พู ิพากษาในระบบกฎหมายอสิ ลาม
- อำนาจหนา้ ท่ีของผ้พู พิ ากษาในระบบกฎหมายไทย 9
อสิ รภาพของผพู้ ิพากษาในระบบกฎหมายอสิ ลามและกฎหมายไทย
- อิสรภาพของผพู้ พิ ากษาในระบบกฎหมายอิสลาม 10
- อิสรภาพของผพู้ พิ ากษาในระบบกฎหมายไทย 15
สภาพการบงั คบั ใช้ 15
ขอบเขตทางเนอื้ หาแหง่ คดีทีน่ ำกฎหมายอิสลามมาใช้ 17
สถานะทางกฎหมายของการสมรสตามหลักศาสนาอิสลาม
เจตนารมณข์ องศาลเยาวชนและครอบครัว
การบริหารงานยุตธิ รรมอิสลามภายใตร้ ัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย14
ขอบเขตเน้ือหาแหง่ คดีท่ีนำกฎหมายอสิ ลามมาใช้
องคก์ รตัดสินคดีที่จะใชก้ ฎหมายอิสลาม
ตวั อยา่ งกฎหมายอสิ ลามวา่ ดว้ ยครอบครัวและมรดก
บรรณานกุ รม

1

กระบวนพจิ ารณาพพิ ากษาคดตี าม

กฎหมายอสิ ลามในศาลจงั หวัด และศาลเยาวชนและครอบครัว

กฎหมายอิสลามเป็นระบบกฎหมายหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับการถือก ำเนิดของศาสนาอิสลามในราวช่วง
คริสตศ์ ตวรรษท่ี 7 ผ่านการเผยแผไ่ ปยังดินแดนต่างๆ พฒั นาการของการใช้กฎหมายอิสลามในแต่ละพ้ืนท่ีเป็นบท
สะทอ้ นทางการเมอื งการปกครองที่ผ่านยุคสมยั แหง่ ความเปล่ียนแปลงท่ีแตกต่างกัน เปน็ ผลให้ปัจจบุ ันรูปแบบการ
ใช้กฎหมายอิสลามในแต่ละรัฐมีหลายลักษณะ โดยรัฐที่มีพลเมืองส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามบางรัฐอาจนำ
หลกั การอิสลามมาเป็นแหลง่ ทมี่ าในการบญั ญัติกฎหมาย หรอื บางรฐั อาจมกี ารแยกกฎหมายฝ่ายรัฐ และกฎหมาย
ศาสนา ออกจากกันอย่างชัดเจน หรือแม้แต่ในรัฐที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นพลเมืองส่วนน้อยรัฐอาจให้น ำ
กฎหมายอิสลามมาใช้กับผู้นับถือศาสนาอิสลามในลักษณะกฎหมายสถานะบุคคล ที่ผู้นับถือศาสนาอิสลามไม่อยู่
ภายใตก้ ฎหมายที่บญั ญัติใช้กับพลเมืองโดยท่วั ไป แต่อยภู่ ายใตก้ ฎหมายอสิ ลามที่เปน็ กฎหมายเฉพาะหรือในบางรัฐ
อาจมกี ารสร้างรปู แบบการใช้กฎหมายอิสลามในหมชู่ นผู้นบั ถอื ศาสนาอสิ ลามกันเองในลักษณะศาลชุมชน โดยท่ีรัฐ
มิได้เข้ามาจัดการกระบวนการการใช้กฎหมายของชุมชนมากนัก ซึ่งสภาวการณ์ที่สังคมมีชุดกฎหมายสองชุดใน
เวลาเดียวกันที่ชุดกฎหมายหนึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้กับพลเมืองทั่วไปและมีกฎหมายอิสลามอีกชุดหนึ่งถูกน ำมาใช้
เฉพาะกบั ผู้นับถือศาสนาอสิ ลามเช่นน้ีถือเป็นลกั ษณะสภาวการณ์ทางกฎหมายท่ีเรยี กวา่ “พหุนิยมทางกฎหมาย”

ในขณะที่การใช้กฎหมายอิสลามในลักษณะพหุนิยมทางกฎหมายในประเทศไทยได้ถูกน ำมาใช้ภายใต้
พระราชบัญญตั ิวา่ ด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปตั ตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 ที่ได้
บญั ญัติใหน้ ำกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกมาใช้กับผนู้ ับถอื ศาสนาอิสลามในศาลช้ันต้นเฉพาะแต่ใน
พื้นที่จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูลอันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติยกเว้นมิให้นำกฎหมายว่าด้วย
ครอบครัวและมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้กับพลเมืองโดยทั่วไปมาใช้กับผู้นับถือศาสนา
อิสลามในพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นเมื่อมีสภาวการณ์ที่มีทั้งกฎหมายแห่งรัฐที่ใช้โดยทั่วไปและกฎหมายอิสลามที่จะ
นำมาใช้กบั เฉพาะแต่ผ้นู ับถือศาสนาอิสลามในบางพน้ื ที่ของรัฐเท่าน้นั ปรากฎข้นึ ปญั หาจากการใช้กฎหมายอิสลาม
ในลกั ษณะพหุนิยมทางกฎหมายจึงเกิดขน้ึ อย่างหลีกเลี่ยงมไิ ด้ หากบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมายหรอื การบริหารจัดการ
การใช้กฎหมายขาดความชัดเจน เชน่ ปญั หาการเลือกใช้กฎหมายอิสลามในศาล ปญั หาความไมช่ ัดเจนในสิทธิและ
สถานะของบุคคลที่เกิดจากการใช้กฎหมายอิสลามนอกศาล ปัญหาการมีเขตแดนทางกฎหมายภายในรัฐ หรือ
แม้แต่ปัญหาในเนื้อหาของกฎหมายอิสลามที่น ำมาใช้อาจมีบางลักษ ณะที่ขัดกั บหลักการ ในรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยแม้บางปัญหาจะมีแนวทางจากคำพิพากษาของศาลฎีกา หรือมีคำสั่งภายในของหน่วยงาน
ราชการเพื่อแก้ปัญหาเป็นการเฉพาะหน้า แต่ก็ยังมิได้มีการเผยแพร่หรือตราเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติอย่าง
ชัดเจนเปน็ ผลให้การใช้กฎหมายอิสลามในประเทศไทยยงั คงคลมุ เครือและไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมได้เต็ม
ประสิทธิภาพ ทำให้เป็นภาระและสรา้ งความสับสนของผูต้ ้องอยูภ่ ายใต้การใช้กฎหมายดังกล่าว และเมื่อรัฐมิไดม้ ี
แนวทางปฏิบัตหิ รอื ออกกฎหมายที่ชัดเจนต่อการนำหลักศาสนามาใชก้ ก็ ลับยง่ิ เปน็ การสรา้ งฉากกั้นลักษณะการใช้
กฎหมายอสิ ลามในหมู่ชนผ้นู ับถือศาสนาอิสลามทก่ี อ่ ให้เกิดการสร้างระบบกฎหมายคู่ขนานกับ โดยท่ีรัฐไม่อาจเข้า

2

ไปแทรกแซงหรือเข้าไปตรวจสอบตรวจทานทั้งในด้านเนือ้ หาหรือกระบวนการการใช้กฎหมายได้อย่างเป็นระบบ
และมรี ะเบียบแบบแผนทีด่ ีได้

ประวัตคิ วามเปนมาของศาลในอสิ ลาม

สังคมอาหรับยุคอารยชนกอนอิสลามการบังคับใชกฎหมายจะลงโทษอยางเขมงวดตอผูท่ีออนแอและหย
อนยานสําหรับผูที่มีอํานาจและร่ํารวยคําพิพากษาก็ไมมีผลผูกพันบังคับคูกรณี และไมมีบรรทัดฐานที่แนนอน
หลังจากอสิ ลามไดเกดิ ขน้ึ ณ ดินแดนอารเบีย อิสลามมไิ ดมีจดุ ยืนทีป่ ฏิเสธหรอื ตอตานวัฒนธรรมญาฮลิ ยิ ะฮฺท้ังหมด
หากแตมีจุดมุงหมายเพื่อการปรับปรุงฟนฟู โดยมีการปรับปรุงลักษณะการพิจารณาพิพากษาคดี โดยบังคับใหคู
กรณี ตองผกู พันและปฏิบัตติ ามคําพิพากษาและมบี ทบัญญัติแหงกฎหมายเปนบัญทดั ฐาน

ในยคุ ของทานศาสดามุหมั หมัดศ็อลลัลลอฮอุ ลัยฮิวะสัลลัมทานศาสดาเปนผูท่ีทาํ หนาท่พี ิพากษาอรรถคดีต
างๆที่เกิดขึ้นตามบัญญัติแหงอัลกุรอานแตเพียงผูเดียวแตเมื่ออาณาจักรอิสลามไดแผขยายออกไปในคาบสมุทร
อาหรับ ภารกิจในดานตางๆกเ็ พม่ิ มากขึน้ ทานศาสดาจงึ ใหเศาะหาบะฮฺดําเนินการแทนตามความเหมาะสม

ในยุคของเคาะลีฟะฮฺท้ังสีก่ ารศาลดําเนนิ ไปในลกั ษณะเดยี วกับในยุคของทานศาสดาโดยอํานาจเด็ดขาดใน
การตดั สินคดคี วามขน้ึ อยูกับเคาะลีฟะฮฺในฐานะผูปกครองสูงสุดมกี ารแตงตั้งผูแทนทําหนาท่พี ิพากษาอรรถคดีเพ่ือ
แบงเบาภาระของเคาะลฟี ะฮฺทัง้ ในนครมาดีนะฮฺและนอกนครมาดีนะฮฺ

สมัยราชวงศอุมาวียะฮฺมลี ักษณะเดน คอื มีการบนั ทกึ การพจิ ารณาคดีความและคาํ ตัดสินเน่ืองจากมีขอพิ
พาทขัดแยงเพิ่มมากขึ้นและคูกรณีมักใหการขัดกัน จนบางครั้งมกี ารนําคดที ี่ศาลไดพิพากษาแลวมาฟองรองใหม
จงึ กาํ หนดใหมีการบนั ทึกการพจิ ารณาคดแี ละคําตดั สินไวเปนหลักฐาน

ในสมัยราชวงศ อับบาสิยะฮฺการศาลได วิวัฒนาการไปอย างมากเพราะวิชาการต างๆเจริญก าวหน า
เกิดมัซฮบั หลายมซั ฮับแตในขณะเดยี วกนั การศาลและการพิจารณาคดไี ดรับอิทธพิ ลจากทางฝายการเมืองจนทําให
การตัดสินเปนไปตามความประสงคของเคาะลฟี ะฮฺ

ในยุคสมัยราชวงศอันดะลูสิยะฮฺมีเคาะลีฟะฮฺสูงสุดเปนผูนําดานตุลาการและไดดําเนินตามแนวทางของ
บรรดาเคาะลีฟะฮฺแหงราชวงศอมุ าวิยะฮฺและอับบาสิยะฮฺ

ศาลในสมัยราชวงศอุษมานิยะฮฺมีการตราประมวลกฎหมายอิสลามขึ้นเรียกวา มะญัลละฮฺ อัลอะฮฺกาม
อัลอะดะลิยะฮสฺ งผลใหผพู ิพากษาตองพิจารณาพพิ ากษาคดีตามตวั บทกฎหมายท่ีตราข้นึ จะวินจิ ฉยั จากตัวบทอัลกุ
รอานหรือสนุ นะฮโฺ ดยตรงมไิ ดและมีการตรากฎหมายอืน่ ๆในเวลาตอมา

หลังจากการลมสลายของอาณาจักรอษุ มานิยะฮฺประเทศมุสลิมหนั ไปยอมรับกฎหมายตะวนั ตกเขามาใน
การปกครองและการตัดสนิ คดอี ยางไรก็ตามยังคงมีประเทศท่รี อดพนจากการตกอยูภายใตการยึดครองของพวกลา

3

อาณานิคมตะวันตก ระบบการปกครองและการตุลาการจึงยังมิไดรับการครอบงําหรือทําลาย เชนในประเทศ
ซาอดุ ีอาระเบียกย็ ังคงใชระบบอิสลามเปนธรรมนณู ในการปกครองและตดั สนิ คดีความ

องคประกอบของศาลชะรีอะฮฺศาลชะรีอะฮฺท่สี าํ คญั 4 ประการคอื

1. ผูพพิ ากษา หรือ กอฎียฺ

ผูพิพากษาจะตองมีคุณสมบัติดังนี้คือ ตองเปนผูนับถือศาสนาอิสลาม บรรลุศาสนภาวะ มีภาวะจิตใจที่
ปกติ เปนอิสรชน เปนชาย เปนผูที่มีคุณธรรม เปนผูที่มีความรูอยางถองแทและมีประสาทสัมผัสที่สมบูรณ โดยมี
อํานาจหนาที่ในการยุติขอขดั แยงระหวางคูกรณีดวยการตัดสนิ หรือไกลเกลี่ย เปนวะลียฺใหแกหญิงที่ไมมีผูปกครอง
มีอาํ นาจปกครองผูไรความสามารถ ดูแลทรัพยสนิ ท่ีเปนสาธารณสมบตั ิ พพิ ากษาลงโทษแกผทู ่กี ระทําความผดิ และ
ควบคุมดแู ลผูที่อยูภายใตการปกครอง

2. การฟองรอง

การฟองรองคือ คาํ กลาวทเี่ สนอในศาลทมี่ าจากบุคคลหนึ่งเพ่ือเรยี กรองสทิ ธิท่เี ขาพึงไดหรอื เพอ่ื บคุ คลท่ีแต
งตั้งเขาเปนตัวแทน ในการฟองรองนั้นจะตองครบองคประกอบดังนี้ คือ ผูฟองรอง ผูถูกฟองรอง สิ่งที่ฟองรอง
และสาํ นวนในการฟองรอง โดยท้งั หมดจะตองมีเงือ่ นไขตามหลกั ศาสนาอิสลามกําหนด การฟองรองจึงจะสมบูรณ
และไดรบั การพิจารณา

3. พยานหลกั ฐาน

วิธีการและหลักฐานที่ใชในการพิสูจนคําฟองรองในระบบศาลอิสลามคือการรับสารภาพของฝายจําเลย
พยานบุคคล การสาบานของผูถูกฟองรอง พยานบคุ คล1 คน และการสาบานของผูฟองรอง การปฏเิ สธการสาบาน
ของผูถูกฟองรอง การเกาะสามะฮฺ พฤติการณแวดลอม และการรับรูขอมลู ของผูพพิ ากษา

4. วธิ ีการพิจารณาคดี

กระบวนการพจิ ารณาในศาลชะรอี ะฮฺนัน้ มีขั้นตอนดงั น้ี คอื เสนอคําฟองตอศาล นําผูถกู ฟองรองมาขึ้นศาล
ดําเนินการฟองรองในชั้นศาลดวยการรับฟงคําฟองรองและการตัดสินของผูพิพากษา และดําเนินการตามคํา
พิพากษาของศาล

ความเปนไปไดของการจัดต้งั ศาลชะรอี ะฮฺในประเทศไทย

1. ความจําเปนที่ตองมศี าลชะรอี ะฮใฺ นประเทศไทย

ศาลชะรอี ะฮฺถอื เปนองคกรหนึ่งทม่ี ีความสําคัญตอการใชกฎหมายอิสลามในประเทศไทย นกั วชิ าการมสุ ลมิ
ดะโตะยุติธรรม และองคกรมุสลิมตางๆจงึ เรียกรองใหมีการจดั ตัง้ ศาลชะรีอะฮขฺ น้ึ มาในประเทศไทยเพราะถือวาการ

4

เกิดขน้ึ ของศาลชะรอี ะฮฺน้ันจะสงผลตอการบังคับใชกฎหมายอิสลามในประเทศไทยใหมีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึนดัง
คาํ สัมภาษณจากกลุมตวั อยางถึงความจาํ เปนในการจัดต้ังศาลชะรอี ะฮฺในประเทศไทยนนั้ มีดังน้ี

1. เพอ่ื เปนการใหสทิ ธแิ กประชาชนท่เี ปนมุสลมิ ตามรัฐธรรมนูญท่ีไดบญั ญัติไววาทุกคนมีสิทธิที่จะ
ปฏิบัติตามหลักศาสนบญั ญัติของศาสนาที่ตัวเองนับถือดงั นั้นถอื ไดวาหากประเทศไทยไดมกี ารจัดตั้งศาล
ชะรีอะฮฺขึ้นมาก็จะทําให การบังคับใช กฎหมายอิสลามที่มีอยู คือกฎหมายว าด วยครอบครัวและมรดก
สามารถที่จะบังคับใชอยางสมบรู ณอกี ทง้ั ยงั เปนการใหอํานาจแกดาโตะยุติธรรมในการตัดสินคดีท่ีเก่ียวกับ
ครอบครวั และมรดกของคนมสุ ลมิ อยางเตม็ ที่

2. ศาลชะรีอะฮฺถือเปนองคกรหนึ่งที่ทําหนาที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีของคนมุสลิมดังนั้น
หากมกี ารจัดตั้งขน้ึ มาก็จะทาํ ใหระบบกฎหมายทีบ่ ังคับใชอยนู ้ันสอดคลองกับวถิ ชี วี ิตของชาวมุสลิมและสร
างความพึงพอใจแกชาวมสุ ลมิ ท่ไี ดปฏบิ ตั ติ ามหลกั ศาสนาโดยมีกฎหมายและศาลรองรบั อยางเปนทางการ

2. ประโยชนของการจดั ต้ังศาลชะรีอะฮใฺ นประเทศไทย

ผลตอภาพลกั ษณของประเทศไทย

หากมกี ารจดั ต้งั ศาลชะรีอะฮใฺ นประเทศไทยแลวก็จะสงผลตอภาพลักษณของประเทศไทยในดานตางๆเช
นภาพลักษณของรัฐบาลในสายตาของประชาชนมุสลิมดขี ึ้นเพราะการที่รัฐใหโอกาสในการจัดตั้งศาลชะรีอะฮฺน้ัน
แสดงใหเหน็ วารัฐใหสิทธิแกประชาชนอยางเทาเทยี มกนั อันจะนําไปสูความรูสึกของการเปนประชากรหลักมากขึ้น
จะเกิดความรูสกึ รักและหวงแหนดินแดนและความเปนพลเมืองของประเทศไทยภาพลกั ษณทด่ี ีและการยอมรับจา
กกลุมประเทศในโลกมสุ ลิมโดยจะทําใหเหน็ ถงึ ความจรงิ ใจและการใหอิสระในการปฏบิ ัติตามบทบัญญัตขิ องศาสนา
ของรฐั บาลไทยแกประชากรทเี่ ปนมุสลมิ อันจะนาํ มาซ่งึ ความรวมมอื ในดานตางๆตอไป

ประโยชนตอการบังคับใชหลักกฎหมายอสิ ลามในประเทศไทย

หากมีการจัดตั้งศาลชะรีอะฮฺขึ้นมาในประเทศไทยนั้นจะสงผลใหเกิดการพัฒนาเกี่ยวกับการใชกฎหมาย
อิสลามในประเทศไทยทัง้ ในดานขอบเขตของเนื้อหาท่ีบังคับใชขอบเขตในดานพืน้ ที่ที่บังคับใชและขอบเขตในดาน
อาํ นาจหนาทีข่ องผูใชกฎหมายอสิ ลามอันจะนาํ มาซ่ึงการเรียนรูเกีย่ วกับกฎหมายอสิ ลามมากยิง่ ข้นึ

ประโยชนทีเ่ กดิ ข้นึ ตอกระบวนการยตุ ิธรรม

หากมกี ารจดั ต้ังศาลชะรอี ะฮฺขน้ึ มาในอนาคตจะเปนการลดภาระของศาลยตุ ธิ รรมโดยจะทาํ ใหมีจํานวนคดี
ลดนอยลงเพราะมีศาลเฉพาะมาทาํ หนาทโี่ ดยตรงตลอดจนสรางความเช่ือมนั่ และยอมรับในคําพพิ ากษาของศาลอัน
จะนํามาซงึ่ การทํางานทร่ี วดเร็วขน้ึ อีกทัง้ กระบวนการในการพพิ ากษาคดรี ะหวางศาลท่ัวไปกับศาลชะรีอะฮฺน้ันก็มี
ความแตกตางกันในบางเรื่องหากมีการจัดตง้ั ศาลชะรอี ะฮฺขนึ้ มากจ็ ะทําใหการดําเนนิ การของกระบวนการยุติธรรม
นัน้ ตรงกับความตองการของประชาชนและสอดคลองกบั ขนบธรรมเนยี มประเพณมี ากย่ิงขึ้น

ผลตอปญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต

5

ปญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใตในปจจบุ ันนั้นเกิดขึ้นมาจากปจจยั หลายอยางแตสวนหน่งึ ก็
เกิดขึ้นมาจากการไมไดรับความเปนธรรมจากรัฐในเรื่องสิทธิที่ประชาชนพึงมีและถูกลิดรอนและเพิกเฉยจากรัฐ
ดังนั้นหากมีการจดั ตั้งศาลชะรีอะฮขฺ ้ึนก็เปนโอกาสหนึ่งที่จะทาํ ใหกลุมบุคคลที่สรางปญหาอันเน่ืองมาจากปจจยั นี้
กลับมาใหความรวมมือกับรัฐและเลิกตอตานแตอยางไรก็ตามการที่จะใหสังคมเกิดสันติสุขขึ้นมานั้นก็ขึ้นอยูกับ
บทบาทของศาลชะรอี ะฮฺในการทีจ่ ะปฏิบัตติ ามอํานาจหนาท่ีทไี่ ดรบั มา

3. อปุ สรรคปญหาในการจัดต้งั ศาลชะรีอะฮฺในประเทศไทย

การเรยี กรองใหมีการจัดตงั้ ศาลชะรอี ะฮฺในประเทศไทยน้นั มมี านานแลวศาลชะรีอะฮฺกย็ งั ไมสามารถจัดตั้ง
ขึ้นมาไดอนั เนอ่ื งมาจากอปุ สรรคตางๆทง้ั ที่เปนอุปสรรคจากภายนอกและอุปสรรคภายในสําหรับอุปสรรคปญหาท่ี
เปนปจจยั ภายนอกนน้ั คอื ความไมเขาใจจากฝายนิตบิ ัญญตั จิ ึงนาํ มาซงึ่ ความลาชาในกระบวนการเสนอรางกฎหมาย
เพื่อจัดตั้งศาลชะรีอะฮฺความไมเขาใจนี้ทําใหการเรียกรองเพื่อจัดตั้งศาลชะรีอะฮฺถูกมองเปนปญหาการแบงแยก
ดนิ แดนตลอดจนการลดอํานาจของศาลยุติธรรมท่ีมีอยูแตเดิมอีกทง้ั เกรงวาตองใชงบประมาณในการจัดต้ังสูงดังน้ัน
นโยบายของรฐั บาลในแตละสมยั จึงไมใหความสาํ คัญในเร่ืองนี้

ในเรื่องความไมเขาใจน้ีไมเพียงเฉพาะรัฐเทานั้นแตสังคมอื่นที่เปนคนตางศาสนิกก็ไมเขาใจโดยมองวาเป
นการเรียกรองสทิ ธมิ ากเกินไปซ่ึงเปนอุปสรรคปญหาทมี่ สุ ลมิ ตองหาทางแกไขตอไป

อุปสรรคปญหาที่มาจากปจจัยภายในณที่นี้หมายถึงอุปสรรคที่เกิดจากประชาชนมุสลิมเองกลาวคือคน
มสุ ลิมเองยงั ขาดความเปนเอกภาพในการดําเนินการเพ่ือใหมีการจัดต้งั ศาลชะรีอะฮฺซ่งึ จะเห็นไดวาองคกรมุสลิมต
างๆทดี่ าํ เนนิ การเรียกรองในเรอ่ื งนี้ยังเปนการกระทําทีต่ างคนตางทําอีกท้ังสงั คมมุสลิมเองที่เปนประชาชนทั่วไปก็
ยงั ขาดความรูในเร่อื งศาลชะรอี ะฮจฺ ึงไมคอยใหความสําคญั

อสิ รภาพของผูพ้ ิพากษาในระบบกฎหมายอิสลามและกฎหมายไทย

อิสรภาพของผู้พิพากษาหรือตุลาการมีความสำคญั และเปน็ ความต้องการของมนุษยม์ าแตโ่ บราณ บรรดา
นักคิด นักปรัชญาการเมือง นักจิตวิทยาสังคม และนักกฎหมายในทุกระบบต่างให้ความสำคัญต่อการคุ้มครอง
อิสรภาพของผู้พิพากษา เพราะอิสรภาพของผู้พิพากษามีความสัมพันธ์ผูกโยงอยู่กับการอำนวยความยุติธรรม
โดยเฉพาะบางคดีเป็นข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับผู้มีอำนาจ หรือข้อพิพาทระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้มีอำนาจ

การที่จะให้ผู้พิพากษาสามารถพิจารณาพิพากษาคดีโดยยึดมั่นในตัวบทกฎหมายและความยุติธรรมโดย
ไมเ่ ลอื กปฏบิ ตั ิ ไมฝ่ ักใฝ่กบั ฝา่ ยใดนั้น ผูพ้ พิ ากษาหรอื ตลุ าการจะตอ้ งมอี ิสระในการพิจารณาพพิ ากษาคดี กฎหมาย
อิสลามเป็นกฎหมายแห่งความยุติธรรม บรรดาศาสนทูตของอัลลอฮฺนับตั้งแต่ศาสนทูตอาดัมผู้เป็นบิดาแห่ง
มนุษยชาติกระทั่งศาสนทูตท่านสุดท้าย คือ มุฮัมมัด นอกจากเป็นศาสนทูตแล้วยังเป็นผู้พิพากษาชี้ขาดตดั สินคดี
ความ โดยยึดหลักความยตุ ิธรรมและเท่ียงธรรมตามนัยแห่งคมั ภรี อ์ ลั กุรอาน ซูเราะห์ยุนุส อายะห์ที่ 47 ความว่า
“และสำหรับทุกประชาชาติมีศาสนทูต และเมื่อศาสนทูตของพวกเขาได้มาแล้วกิจการระหว่างพวกเขาก็ถูก

6

ตัดสินโดยเที่ยงธรรม” และในซูเราะห์อันนิซาอฺ อายะห์ที่ 58 ความว่า “และเมื่อพวกเจ้าตัดสินระหว่างผู้คน
พวกเจา้ จงตัดสินดว้ ยความยุติธรรม”

ระบบกฎหมายอิสลามและกฎหมายของไทยต่างเป็นระบบกฎหมายที่ให้ความสำคัญต่อการคุ้มคร อง
อสิ รภาพของผพู้ พิ ากษาเพียงแต่แนวความคิดและวธิ กี ารในการคุ้มครองอสิ รภาพของผพู้ พิ ากษาในกฎหมายท้ังสอง
ระบบอาจแตกตา่ งกัน

ในระบบกฎหมายอิสลามอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าทรงไว้ซึ่งความยตุ ิธรรมยิ่งในโลกหน้าอันเปน็ โลกแห่งการ
ตอบแทน ส่วนในโลกนี้พระองค์ทรงโองการให้บรรดาศาสนทูตของพระองค์ทำาการพิพากษาอรรถคดีด้วยความ
บรสิ ทุ ธยิ์ ุติธรรม และเท่ียงธรรมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายของพระองค์ ท่านนบีมุฮัมมดั ในฐานะศาสนทูตฯ ทรง
มีอำานาจสูงสุดในรัฐอิสลาม ทั้งในด้านนิติบัญญัติ ด้านการบริหาร และด้านตุลาการบรรดามุสลิมเมื่อได้ประสบ
เหตุการณ์หรือเกิดความขัดแย้งต่างก็นำเรื่องราวไปหาท่านเพื่อรับฟังการชี้ขาดตัดสิน โดยนบีมุฮัมมัดจะทำการ
ตัดสนิ ดว้ ยคัมภีรอ์ ลั กุรอานและหลักความยุตธิ รรม

ดังปรากฏในอัลกุรอานซูเราะห์อันนิซาอฺ อายะห์ที่ 105 ความว่า “แท้จริงเราได้ให้คัมภีร์ลงมาแก่เจ้า
เป็นความสจั จริง เพอื่ เจา้ จะไดต้ ดั สนิ ระหวา่ งผคู้ นดว้ ยสง่ิ ท่อี ัลลอฮได้ทรงใหเ้ จา้ รู้เห็น และเจา้ จงอย่าเปน็ ผเู้ ถียง
แกใ้ หแ้ ก่ผ้บู ดิ พลว้ิ ทง้ั หลาย” ในซเู ราะหอ์ ลั มาอดิ ะฮฺ อายะหท์ ี่ 48 ความว่า “เจา้ จงตดั สนิ ระหว่างพวกเขา (ยิว)
ด้วยสิ่งท่ีอลั ลอฮประทานลงมาเถิด และอย่าปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ตำ่ ของพวกเขา” และในซูเราะห์อลั มาอิดะฮฺ
อายะหท์ ี่ 42 ความวา่ “และหากเจ้าตัดสินกจ็ งตัดสนิ ระหว่างพวกเขาดว้ ยความยตุ ธิ รรม แท้จรงิ อลั ลอฮน้ันทรง
รกั บรรดาผูท้ ่ีมีความยตุ ธิ รรม”

ผู้พิพากษาในระบบกฎหมายอิสลามมีชอ่ื เรียกแตกต่างกนั ไปตามประเภทของศาลเช่น เรยี ก “กอฎี” หาก
เป็นผู้พิพากษาศาลยุติธรรมเรียก “มุหฺตะสิบ” หากเป็นผู้พิพากษาในศาลหิสบะฮฺ เรียก “วาลี” และเรียก
“นาซริ ” ในศาลมะซอลิม เป็นตน้ ท้ังน้ี ผทู้ ี่จะไดร้ ับการคัดเลือกเปน็ ผ้พู ิพากษาจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมาย
อสิลามกำหนด เช่น เป็นมุสลิม เป็นผู้บรรลุศาสนภาวะ มีสติสัมปชัญญะ เป็นเสรีชน เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม
สูงส่งและเป็นผ้มู ีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์วนิ ิจฉัยข้อบัญญัติทางศาสนาหรอื เรียกในเชงิ วิชาการอิสลาม
ว่าเปน็ “มจุ ญต์ ะฮดิ ” เป็นตน้

ผพู้ ิพากษาในระบบกฎหมายไทย

ในระบบกฎหมายของไทยเดิมสมัยกรุงสุโขทัยพระมหากษัตริย์ทรงออกชำระอรรถคดีด้วยพระองค์เอง
ต่อมา ในสมัยกรุงศรอี ยธุ ยามีการปกครองแบบจตุสดมภ์แบ่งส่วนราชการออกเป็น 4 กรม เรียกว่า เวียง วัง คลัง
นา พระมหากษตั ริย์ ทรงพระราชทานอำนาจให้ศาลกรมดังกล่าวพิจารณาพิพากษาคดีทเี่ กิดข้ึนในกรมของตน (ยง
ยุทธ แสงรุ่งเรือง, 2557) ปัจจุบันผู้พิพากษาจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ตามหลักเกณฑ์ทีก่ ำหนด
เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้ว จะต้องเข้ารับการอบรมเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และหลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจาก

7

คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมและจะต้องได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งและต้องถวายสัตย์
ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ (พระราชบญั ญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตลุ าการศาลยุติธรรม, 2543)

ปัจจุบันผ้พู ิพากษาในศาลยุติธรรมของไทยมี 4 ประเภท คือ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาอาวุโส ผู้พิพากษา
สมทบ และดะโตะ๊ ยตุ ิธรรม (สมหมาย จันทร์เรอื ง, 2546) ผูพ้ ิพากษา หมายถงึ บคุ คลผ้มู อี ำานาจหน้าที่ในการ
พิจารณาพิพากษาอรรถคดีในศาลยุตธิ รรม พระธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรม มาตรา 24 ถึงมาตรา 27 กำหนดให้ผ้ทู ่ี
เป็นผู้พิพากษาเท่านั้นท่ีมีอำนาจหน้าท่ีดังกล่าวในศาลยตุ ิธรรม ส่วนผู้มีอำนาจหนา้ ที่ดงั กลา่ วในศาลอื่นไม่เรยี กว่า
“ผู้พิพากษา” แต่เรยี กวา่ “ตุลาการ” เชน่ ตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ ตลุ าการศาลปกครอง และตลุ าการศาลทหาร

ผู้พพิ ากษาอาวโุ ส คอื ผ้พู พิ ากษาศาลยตุ ิธรรมซ่ึงมีอายุครบ 60 ปบี รบิ ูรณ์ อาจเป็นผู้พิพากษาอาวุโส
ในศาลชน้ั ตน้ ศาลอทุธรณ์ หรอื ศาลฎกี าต่อไปจนอายครุ บ 70 ปีบรบิ ูรณ์ (พระราชบัญญตั ิหลกั เกณฑ์การแตง่ ต้ัง
และการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา อาวโุ ส, 2542)

ผู้พิพากษาสมทบ คือ บุคคลภายนอกที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพิเศษให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับผู้
พิพากษาในศาลยุติธรรมบางศาล โดยเป็นองคค์ ณะรว่ มพจิ ารณาพิพากษาคดีกับผู้พพิ ากษา เริม่ มขี ึ้นในศาลคดี
เด็กและเยาวชน (ปัจจุบันเปลี่ยน เป็นศาลเยาวชนและครอบครวั ) ต่อมาในศาลแรงงาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญา
และการค้าระหว่างประเทศ ผู้พิพากษาสมทบเป็นตำแหน่งพิเศษไม่ใช่ตำแหน่งประจำจึงมีวาระในการดำรง
ตำแหน่งตามที่กฎหมายกำาหนด (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและ ครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ
ครอบครัว, 2553)

ดะโต๊ะยุตธิ รรม หมายถึง ขา้ ราชการซง่ึ ไดร้ ับแตง่ ตั้งให้เป็นผมู้ อี ำนาจและหน้าที่ในการวนิ ิจฉยั ช้ีขาดข้อ
กฎหมายอิสลาม ในการแต่งต้งั บคุ คลเพื่อดำรงตำแหน่งดะโต๊ะยตุ ธิ รรมนน้ั คณะกรรมการตุลาการศาลยตุ ธิ รรม
(ก.ต.) เปน็ ผ้เู สนอรายชอื่ ให้คณะอนุกรรมการพจิ ารณาทำความเหน็ เพ่ือประกอบการพจิ ารณาของ (ก.ต.) เม่อื ได้รับ
ความเห็นชอบจาก (ก.ต.) แล้ว จึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป
(พระราชบญั ญตั ริ ะเบียบข้าราชการฝา่ ยตุลาการศาลยุติธรรม, 2543)

อำนาจหนา้ ท่ีของผพู้ พิ ากษาในระบบกฎหมายอสิ ลามและกฎหมายไทย

1. อำนาจหนา้ ท่ีของผพู้ พิ ากษาในระบบกฎหมายอิสลาม

ผู้พิพากษาในระบบกฎหมายอิสลามเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากเคาะลีฟะฮฺหรือผู้ทรงอำนาจสุดแห่งรัฐ
อิสลามให้ปฏิบัติหน้าท่ีในการพิจารณาพิพากษาคดี และระงบั ขอ้ พพิ าทขดั แยง้ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมายอิสลาม
ดังนั้น หน้าที่หลักของ ผู้พิพากษาคือการพิจารณาพิพากษาคดี การไกล่เกลี่ย หรือการประนีประนอมเพ่ือยุติขอ้
พิพาทขดั แยง้ แม้บางครง้ั ผ้พู พิ ากษาไดร้ บั การมอบหมายใหป้ ฏิบัติหนา้ ท่ีอนื่ ดว้ ยกต็ าม เช่น การบังคับคดี การเป็น
ผู้ปกครองผูไ้ ร้ความสามารถ ดงั ทีอ่ ัลมาวรั ดยี ์ไดก้ ล่าวถงึ อำนาจหน้าทขี่ องศาลอิสลามในยคุ ของทา่ นวา่ ผพู้ พิ ากษามี

8

อำนาจหน้าท่ี 10 ประการ คอื (1) ตดั สนิ กรณีพพิ ากขัดแยง้ ไปตามพยานหลกั ฐานหรอื ไกลเ่ กลีย่ (2) จดั การมอบ
สิทธิอันชอบธรรมให้กับผู้เป็นเจ้าของสิทธิภายหลังจากการพิพากษาคดี (3) เป็นผู้ปกครองให้กับผู้ไร้ความ
ความสามารถ ผู้วิกลจริต หรือผู้เยาว์ (4) ดูแลทรัพย์สินสาธารณสมบตั ิเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่บคุ คลทั่วไป (5)
ดำเนินการตามพนิ ัยกรรมท่ผี ้ทู ำพินยั กรรมได้มอบหมายภายในขอบเขตท่กี ฎหมายอนุมตั ิ (6) สมรสหญิงหมา้ ยท่ไี ร้
ผูป้ กครองกบั บุคคลทคี่ ู่ควรกับนาง (7) ลงโทษผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย (8) พิจารณา
สอดส่องดูแลพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองไม่ให้สร้างความเดือดร้อนหรือกีดขวางเส้นทางการสัญจร
หรือสถานที่สาธารณะ อันเป็นการละเมิดสิทธิประโยชน์ต่อสาธารณชน (9) ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ
เจา้ หนา้ ทีแ่ ละผสู้ ำเรจ็ ราชการแทนท่ถี ูกสง่ ไปประจำเมอื งต่างๆ (10) ให้ความเปน็ ธรรมและความเสมอภาคในการช้ี
ขาดตัดสนิ คดี (Al-Mawardi, 1989)

2. อำนาจหนา้ ทีข่ องผพู้ ิพากษาในระบบกฎหมายไทย

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 ถึงมาตรา 27 กำาหนดให้ผู้พิพากษามีอำนาจหน้าที่ในการ
พิจารณาพิพากษาอรรถคดตี ่างๆ ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา และจะต้องกระทำาด้วยความยตุ ิธรรมแก่คู่กรณีท่มี ีคดี
ความดังปรากฏในประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529 ข้อ 1. บัญญัติว่า “หน้าที่สำคัญของผู้
พพิ ากษา คือ การประสาทความยตุ ิธรรมแก่ผู้มีอรรถคดี ซึ่งจักตอ้ งปฏบิ ัติดว้ ยความซ่อื สัตย์สุจริตเท่ยี งธรรมถูกต้อง
ตามกฎหมาย และนิติประเพณี ทั้งจักต้องแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติ เช่นนี้อย่าง
เคร่งครัดครบถ้วน เพื่อการนี้ผู้พิพากษาจักต้องยดึ มั่นในความเป็นอิสระของตนและเทิดทูนไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่ง
สถาบันตุลาการ”

ผู้พิพากษาจะปฏิเสธหน้าที่ไม่ทำการพิพากษาหรือทำคำสั่งชี้ขาดคดีมิได้ แม้ว่าจะไม่มีบทบัญญัติแห่ง
กฎหมายที่จะใช้บังคับกำหนดไว้โดยตรงก็ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 134 บัญญัติว่า
“ไม่ว่ากรณีใดๆ ห้ามมิให้ศาลที่รับฟ้องคดีไว้ปฏิเสธไม่ยอมพิพากษาหรือมีคำาสั่งชี้ขาดคดี โดยอ้างว่าไม่มี
บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดี หรือว่าบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมายทีจ่ ะใชบ้ งั คับนั้นเคลือบคลุมหรือไม่
บริบูรณ์” ตามตัวบทกฎหมายดังกล่าวนี้เป็นที่เห็นได้ชัดว่า อำนาจ หน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นอำนาจการใช้
กฎหมายและการตคี วามกฎหมาย ถ้าไมม่ บี ทกฎหมายที่จะใช้บงั คับได้กน็ ำาจารีตประเพณี บทกฎหมายท่ีใกล้เคียง
และหลักกฎหมายทวั่ ไปมาใชต้ ามลำาดับ ดังที่ได้บญั ญัติไวใ้ นมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า
“อันกฎหมายนนั้ ทา่ นว่าต้องใชใ้ นบรรดากรณีซ่งึ ต้องด้วยบทบญั ญัติใดๆ แหง่ กฎหมายตามตัวอักษร หรือตาม
ความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ เมื่อใดไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ท่านก็ให้วินิจฉัยคดีนั้นตาม
คลองจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าและไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ท่านให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบท
กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนี้ก็ไม่มีด้วย ท่านให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป”
ปจั จบุ ันผ้พู ิพากษาหรือตุลาการของศาลไทยนอกจากจะมีอำนาจหน้าทีโ่ ดยทว่ั ไปท่ีตอ้ งพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
ต่างๆ ที่อยู่ภายในเขตอำนาจแล้ว ยังถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญให้มีบทบาทหน้าที่ในการปฏิรูปการเมือง โดยที่
กำหนดให้สถาบนั ตลุ าการมเี ขตอำนาจในคดีทางการเมอื งหรือคดีทเี่ กีย่ วพนั กบั การเมือง ทงั้ กำาหนดใหส้ ถาบันตุลา
การเขา้ ไปมีบทบาท อำนาจหน้าท่ใี นกระบวนการสรรหาและแตง่ ต้งั สมาชิกวุฒิสภา รวมทง้ั บคุ คลดำรงตำแหน่งใน

9

องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพ่อื ใหอ้ งคก์ รเหล่าน้ีไปใช้อำนาจหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการใชอ้ ำนาจรัฐ และเป็น
ส่วนหนึง่ ขององค์กรนติ ิบัญญัติของไทย (ปัทมาสบู กำปัง, 2553)

อสิ รภาพของผูพ้ พิ ากษาในระบบกฎหมายอิสลามและกฎหมายไทย

1. อิสรภาพของผู้พิพากษาในระบบกฎหมายอิสลาม

อิสรภาพของผพู้ พิ ากษาในอิสลาม หมายถึง การดำเนินกระบวนพิจารณาพพิ ากษาอรรถคดโี ดยอิสระตาม
ความเห็น และดลุยพนิจิของผู้พิพากษาเองภายใต้บทบัญญัติแห่งอลักรุอานและสนุนะฮ อันเป็นทางนำ
จากอัลลอฮแฺละศาสนทูตของพระองค์ โดยปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจใด ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
หรือตุลาการในศาลอิสลามจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และได้รับการคุ้มครองตลอดมาตั้งแต่ในยุคของท่านนบีมฮุ มั
หมดั ซ่ึงในฐานะศาสนทูตแหง่ อลั ลอฮ ท่านนบมี ฮุ ัมหมั เป็นผทู้ รงอำนาจสงสู ดุในการใชอ้ ำนาจอธิปไตยแหงร่ ัฐทั้งใน
ด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการคล้ายกับในระบอบสมบรูณาญาสิทธิราช ท่านนบีมุฮัมมัดเป็นผู้ทรงสิทธิ
เด็ดขาดแต่ผู้เดียวในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ท่านได้วางหลักความเสมอภาคใหท้ ุกคนมีความเท่าเทียมกนั
ภายใตก้ ฎหมายและการพิพากษาของศาล ไมท่ รงยินยอมให้มีอำนาจอทิ ธิพล ผลประโยชน์ หรอื แมแ้ ต่ความใกล้ชิด
สนทิ สนมมาครอบงำการพพิ ากษาอรรถคดี ซ่งึ เคยเปน็ ประเพณีนิยมในสงั คมชาวอาหรับยุคอนารยธรรมก่อนถึงยุค
ของท่านนบีมุฮัมมัด ครั้นเมื่อท่านนบีได้ทำการพิพากษาให้ลงโทษตัดมือสตรีผู้หนึ่งซึ่งได้กระทำความผิดฐานลัก
ทรัพย์ แต่ด้วยฐานันดรศักดิ์ที่สูงส่ง วงศ์ตระกูลของนางจึงได้พยายามทกุ วิถีทางเพื่อยับยั้งคำพิพากษาโดยให้อซุ า
มะฮฺ อิบนุซัยดฺ ผู้เป็นที่รักยิ่งของท่านนบี ทำการเจรจาต่อรองกับท่านนบี เพื่อเปลี่ยนคำพิพากษาและระงับการ
ลงโทษ แต่ทา่ นนบีไมพ่ อใจอย่างมากกระทงั่ ใบหนา้ เปล่ียนเปน็ สีเลือด และกล่าวว่า “เจ้าประสงคจ์ ะช่วยให้คนผิด
รอดพ้นจากบทลงโทษของอลั ลอฮฺ กระนั้นหรือ...” จากนนั้ ทา่ นนบีจงึ ไดล้ ุกขึ้นประกาศอยา่ งชัดแจง้ ความตอนหนึ่ง
ว่า “...หากแม้นว่าฟาฏิมะฮฺบุตรสาวของมุฮัมหมัดลักขโมย ฉันจะต้องพิพากษาให้ลงโทษตัดมือของเธออย่าง
แน่นอน” (Al-Bukhari, 2001,) ผู้พิพากษาในระบบกฎหมายอิสลามจึงต้องตัดสินตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
อิสลามโดยอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำใดๆ เพราะการพิพากษาคือ การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ (อิบาดะฮ)ฺ
อนั ย่ิงใหญ่ต่อพระองค์

2. อิสรภาพของผพู้ ิพากษาในระบบกฎหมายไทย

หลวงจักรปาณศี รศี ีลวิสทุ ธิ์ (2496) ไดอ้ ธิบายความหมายของอิสรภาพของผู้พิพากษาวา่ หมายถงึ อำนาจ
วินิจฉัยอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ ผู้ใช้อำานาจบริหารจะแย่งเอาอำนาจนี้ไปจากศาลยุติธรรมไม่ได้
และผู้พิพากษาต้องมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยในการปฏิบัติหน้าที่ผู้
พิพากษามสี ิทธิท่ีจะออกความคิดเหน็ ได้โดยไม่ถูกรบกวนจากอำนาจอน่ื อกี ท้ังไดร้ บั ความคมุ้ กนั ไม่ต้องมีความรับ
ผิดส่วนตัว ถ้าผู้พิพากษาไม่มคี วามเป็นอิสระในการปฏิบัติหนา้ ที่ ราษฎรก็จะไม่มโี อกาสได้รับความยุติธรรมอย่าง
เต็มที่และอาจถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารกดขี่ข่มเหงโดยไม่มีทางแกไ้ ข คณิต ณ นคร (2549) ได้กล่าวถึงความเป็น

10

อิสระของผู้พิพากษาโดยได้แบ่งออกเป็น 2 ประการ คือ (1) ความเป็นอิสระในเนื้อหา กล่าวคือ ในการทำหน้าที่
ในทางอรรคดขี องผ้พู พิ ากษาและตุลาการนนั้ ผู้พิพากษาและตุลาการไมอ่ ยใู่ นอาณัตขิ องบุคคลหรอื องค์กรใด คำสั่ง
และคำาแนะนำต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องห้ามโดยส้ินเชิง (2) ความเป็นอิสระในทางส่วนตัว กล่าวคือ ในการทำหน้าท่ผี ู้
พิพากษาและตลุ าการน้นั ผูพ้ พิ ากษาและตลุ าการจะตอ้ งกระทำาได้โดยปราศจากความกลวั ว่าจะได้รบั ผลร้าย หรือ
ถูกกลั่นแกล้งภายหลัง และความอิสระในทางสว่ นตัวยอ่ มเป็นข้อเสริมความสมบรู ณ์ของความเป็นอสิ ระในเนื้อหา
ของผพู้ พิ ากษาและตลุ าการ

เจตนารมณ์ของศาลเยาวชนและครอบครวั

เมอื่ โลกเจริญกา้ วหน้าข้ึนในทกุ ๆ ดา้ น พรอ้ มๆ กบั จำนวนประชากรท่เี พ่ิมมากข้ึน ปญั หาสังคมจึงมีมากข้ึน
โดยเฉพาะปัญหาของเดก็ และเยาวชนไดก้ ลายเป็นปญั หา สำคัญของทกุ ประเทศ ประกอบกบั ปัจจบุ นั มีองค์กรต่าง
ๆ ท่รี วมตวั กันเผยแพรแ่ นวความ คดิ เกี่ยวกับสทิ ธมิ นุษยชน และเรียกรอ้ งใหร้ ฐั บาลของประเทศต่าง ๆ หนั มาแก้ไข
เกี่ยวกับ สิทธิเดก็ อยา่ งจริงจัง จงึ เป็นเหตผุ ลักดันใหอ้ งคก์ ารสหประชาชาติได้มีการลงนามใน อนสุ ัญญาว่าด้วย สทิ ธิ
เดก็ (Convention on The Right of Child) เปน็ อนุสัญญาทถ่ี ือว่า เดก็ เป็นบุคคลที่มศี ักด์ิศรีและมีสิทธิเท่าเทียม
กนั ในฐานะทีเ่ ป็นมนุษย์

จากการตน่ื ตวั ใหเ้ ห็นความสำคัญของเดก็ และเรง่ เรา้ ใหม้ กี ารแกป้ ญั หาเกี่ยวกบั เดก็ อย่างจรงิ จัง จึงนำไปสู่
การแกไ้ ขปรบั ปรุงในเร่ืองกฎหมายและขบวนการยตุ ธิ รรมที่ เก่ียวกบั เด็กดว้ ย

ประเทศที่เจริญทางเศรษฐกิจ เช่น อเมริกา ได้เป็นผู้นำในการปรับปรุงดังกล่าวโดย รวมศาลคดีเด็กและ
เยาวชน กับศาลครอบครัวเป็นศาลเดียวกัน เรียกว่า “ศาลครอบครัว (ของไทยเรียกศาลเยาวชนและครอบครัว
เพอ่ื ใหเ้ หมาะสมสอดคลอ้ งกับความสัมพนั ธ์ของ เด็กและเยาวชน และใหค้ ้มุ ครองสิทธิของเด็ก รวมท้ังมุ่งแก้ไขเด็ก
มากกวา่ การลงโทษ ด้วย เจตนารมณ์ตอ่ ไปน้ี

1. เจตนารมณ์ของศาลเยาวชนและครอบครัว (ศาลคดีเด็กและเยาวชน)

เจตนารมณ์ของศาลเยาวชนและครอบครวั ที่สำคัญ พอสรปุ ได้ 4 ประการ คือ

1.1 เพ่ือสงเคราะหแ์ ละคมุ้ ครองสวสั ดภิ าพของเด็กและเยาวชน

ศาลเยาวชนและครอบครวั จะมอี ำนาจกวา้ งขวางกว่าศาลธรรมดา เพราะศาลมี วธิ กี ารที่จะดำเนินการกับ
เด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมได้ ถึงแม้ว่าจะยัง ไม่ได้ทำผิดกฎหมายอาญา และรวมถึงเด็กที่อยู่
สภาวะสมควรได้รับการสงเคราะห์คุ้มครอง เพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์ให้เด็กและเยาวชนกลับตนเป็นคนดีเพื่อเปน็
การป้องกันไม่ให้ กระทำความผิด และศาลยังมีหลักการดำเนินเพื่อระวังรักษาผลประโยชน์เกี่ยวกับสิทธิ์และ
ทรัพย์สินของผ้เู ยาวอ์ กี ดว้ ย

1.2 เพอ่ื นำความยตุ ิธรรมที่คำนงึ ถึงลักษณ์เฉพาะ บคุ คลมาใช้

11

การพจิ ารณาของศาลเยาวชนและครอบครวั มไิ ด้คำนึงถงึ เฉพาะการกระทำ ความผิดทีเ่ ดก็ หรือเยาวชนได้
กระทำเท่านั้น แต่จะมุ่งกันหาสาเหตุที่ทำให้เด็กหรือเยาวชน กระทำความผิดตลอดจนสภาพแวดล้อมทั้งปวง
เกี่ยวกบั ตวั ผกู้ ระทำผิด เชน่ ข้อเท็จจรงิ เก่ียวกับอายุประวตั ิความประพฤติ สติปญั ญา การศกึ ษาอบรม ภาวะแห่ง
จิต นิสัย อาชีพ ฐานะของเด็กหรือเยาวชน หรือฐานะของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งเด็กหรือเยาวชน
อาศัยอยู่ ตลอดจนสิ่งแวดลอ้ มทัง้ ปวงที่มีส่วนผลักดนั ให้กระทำความผิด ซึ่งศาลจะต้องคำนึง ถึงข้อเท็จจรงิ ต่าง ๆ
เหล่านี้เปน็ ประเด็นท่ีสำคญั นอกเหนอื ไปจากข้อเท็จจริงที่ว่าเด็ก กระทําผิดจริงหรือไปเพ่ือศาลเยาวชนจะได้สัง่ ใช้
วิธกี ารท่ีเหมาะสมกบั ลกั ษณะของเดก็ หรือ เยาวชน 3 เพอ่ื นา่ วธิ กี ารแก้ไขทเี่ หมาะสมมาใชก้ บั เดก็ หรอื เยาวชน

1.3 เพ่อื นำวธิ ีการแก้ไขท่ีเหมาะสมมาใช้กบั เด็ก เป็นรายบุคคล

ศาลเยาวชนและครอบครวั จะนา่ สาเหตแุ หง่ การกระทำผิดประกอบกับขอ้ เท็จจรงิ ส่ิงแวดล้อมเกี่ยวกับตัว
เดก็ ท่กี ระทำผิดแลว้ จึงจะพิพากษาส่งั ลงโทษหรือใชว้ ธิ ีการสำหรับ เดก็ และเยาวชนโดยคำนึงสวัสดภิ าพและอนาคต
ของเด็ก ซึ่งควรจะได้รับการฝึกอบรม สั่งสอนยิ่งกว่าการลงโทษ และวิธีการที่ศาลสั่งใช้ยังสามารถเปลี่ยนแปลง
แก้ไขได้อกี ใน ภายหลงั แลว้ แตพ่ ฤติการณ์ที่เปล่ยี นแปลงไปของผกู้ ระทำผิดโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดใี หม่ และในกรณี
ที่เด็กหรือเยาวชนร่วมกันกระทำความผิด เช่น ร่วมกันลักทรัพย์ หรือชิงทรัพย์ ศาลเมื่อพิจารณากับข้อเท็จจริง
สิ่งแวดล้อมต่างเกี่ยวกับตัวผู้กระทำผิดแล้ว ศาลอาจ สั่งใช้วิธีการที่แตกต่างกันได้ ตัวอย่างเช่น นายดำ นายขาว
นายเหลือง อายุ 17 ปีเทา่ กนั ร่วมกนั ทำความผดิ ฐานชิงทรพั ย์ เมอื่ ศาลพิจารณาแล้วอาจพพิ ากษาแตกต่างกันได้
เช่น นายดำ จากประวัติข้อเท็จจริงเป็นผู้มคี วามประพฤติไม่ดี เคยกระทำผิดมาหลายครั้ง ศาลอาจสั่งจำคุก 1 ปี
เลยก็ได้ ส่วนนายชาวพิจารณาจากประวัติสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ แล้ว ศาลพิพากษาให้ส่งตวั ไปฝกึ และอบรมในสถาน
พนิ จิ เป็นระยะเวลา 1 ปี ก็ได้ สว่ นนายเหลอื ง พจิ ารณาจากประวัติขอ้ เทจ็ จริงอืน่ แล้ว ศาลอาจสั่งรอการลงโทษโดย
กำหนดเงื่อนไขคุม ความประพฤติไวก้ ไ็ ด้

1.4 เพือ่ คุ้มครองสถานภาพของครอบครัว

จากผลการศกึ ษา ทําให้ทราบว่าเดก็ และเยาวชนทีก่ ระทําความผิดสว่ นมากมา จากสภาพครอบครัวที่บ้าน
แตก เช่น ครอบครัวที่บิดามารดาแยกกันอยู่ บิดามีภรรยาใหม่ มารดามีสามีใหม่หรอื บิดามารดาทะเลาะทุบตีกนั
บอ่ ย ๆ ฯลฯ ศาลเยาวชนจึงมีวธิ ีการทีค่ ้มุ ครอง สถานภาพการสมรสเพราะถอื ว่าครอบครัวเปน็ สถาบันที่สำคัญที่สุด
ของเด็กและเยาวชน โดยให้อำนาจศาลตั้งผู้ประนีประนอมไกล่เกลี่ยให้สามีภรรยาประนีประนอมกัน หรือถ้าไม่
สามารถรักษาสถานภาพการสมรสไว้ได้ก็ให้การหย่าเป็นไปด้วยความเป็นธรรม และ เสียหายน้อยที่สุดโดย
คำนงึ สวัสดิภาพ และอนาคตของบตุ รเป็นสำคัญ

2. ลักษณะพิเศษของศาลเยาวชนและครอบครัว

ลักษณะของศาลเยาวชนและครอบครัวท่ไี ม่เหมือนกับศาลธรรมดา อาจพิจารณาได้จากลกั ษณะท่ีสำคัญๆ
7 ประการคอื

12

2.1 มกี ารแยกพจิ ารณาคดเี ดก็ และเยาวชนต่างหากจากหอ้ งพิจารณาคดีผู้ใหญ่ และเป็นการพิจารณาลับ
คือมีการแยกพิจารณาคดีท่ีเด็กหรือเยาวชนกระทำผิดไม่ปะปน กับผู้ใหญ่และขบวนการพจิ ารณาก็ทำเปน็ การลบั
คือไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกที่ไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเข้าฟังการพิจารณาพิพากษา และในการโฆษณาค่า
พิพากษาหรือ คำสั่งศาลยังห้ามมิให้ระบุชื่อหรือแสดงข้อความใด ๆ ที่จะทำให้รู้จักตัวเด็กหรือเยาวชนซึ่ง เป็น
จำเลย ทั้งนเี้ พือ่ ป้องกันมิให้เปน็ การประจานเด็ก

2.2 การพิจารณาไมเ่ คร่งครดั ตามกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญาศาลพยายาม สร้างบรรยากาศของ
ความเปน็ กนั เอง ผพู้ ิพากษาไม่สวมครยุ ไมน่ ่ังบลั ลังก์ การพจิ ารณา เหมือนเป็นการปรึกษาชว่ ยกันแกไ้ ข การถาม
พยานไม่เครง่ ครัดเหมือนในศาลธรรมดา

2.3 ผู้พพิ ากษาของศาลเยาวชนและครอบครวั ต้องมคี วามรูเ้ กยี่ วกับการกระทำผดิ ของเด็ก มีจิตวิทยา
และความเข้าใจเด็กพอสมควร การพจิ ารณาคดที ่ีมลี ักษณะรนุ แรงบาง ประเทศ มีผ้พู ิพากษาสมทบเขา้ ร่วมการ
พิจารณาพิพากษา บางประเทศมีคณะลกู ขนุ รว่ ม พจิ ารณา

2.4 มีบริการสถานแรกรับเพือ่ แยกการควบคมุ ควบคุมตัวเด็กและเยาวชนไม่ปะปน กบั ผู้ใหญ่ ในระหวา่ ง
สอบสวนหรือพจิ ารณาคดี 2.5 มีเจ้าหนา้ ท่ีผ้มู ีความรู้ความสามารถเป็นพิเศษ เช่น แพทย์ จติ แพทย์ พนกั งาน
สงั คมสงเคราะห์ พนกั งานคุมประพฤติ ชว่ ยในการตรวจพิเคราะหท์ างกายและจิต และชว่ ย ในการสืบเสาะ
ข้อเท็จจริง และควบคุมสอดส่องรายงานความประพฤติ

2.6 ศาลมีจำนวนประกอบการพจิ ารณาท้ังในดา้ นกฎหมายและในด้านประวตั ิทาง สังคมของเด็ก ในการ
พิจารณาคดศี าลไม่ไดพ้ ิจารณาแต่เพยี งว่าเด็กกระทำผิดจรงิ หรอื ไม่ เท่าน้นั แตศ่ าลต้องพิจารณาประวตั ิทางด้าน
สังคม รวมทั้งสิง่ แวดลอ้ มตา่ ง ๆ ทเี่ ปน็ สาเหตุ ใหเ้ ด็กกระทำผิดเปน็ สำคัญประกอบด้วย

2.7 ศาลเยาวชนและครอบครัว สามารถแก้ไขคําพิพากษาหรือค่าสั่งเด็ดขาดที่ให้ ลงโทษหรือใช้วธิ ีการ
สำหรับเดก็ หรอื เยาวชนได้ ซง่ึ ในเรือ่ งคำพพิ ากษาหรอื คำสัง่ เดด็ ขาด ในศาลธรรมดา เม่อื ศาลสั่งอย่างไรแล้วจะแก้ไข
เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ในศาลเยาวชนและ ครอบครัว เมื่อพฤตกิ ารณข์ องผู้กระทำผิดเปลี่ยนแปลงไป ศาลสามารถ
แกไ้ ขคำพิพากษา จากเดมิ ใหห้ นกั ขนึ้ หรือเบากว่าเดิมก็ได้

3. รูปแบบของศาลเยาวชนและครอบครวั

รปู แบบการจดั ตงั้ ศาลเยาวชนและครอบครวั ในนานาประเทศ แบง่ ออกเป็น 2 รูป ด้วยกนั ดงั น้ี คือ

3.1 จดั ตง้ั เป็นศาลเยาวชนและครอบครวั โดยเฉพาะ มีสถานที่ ผู้พิพากษาและ บคุ ลากรเป็นเอกเทศ แยก
ต่างหากจากศาลธรรมดา

3.2 จัดตั้งเป็นแผนกหน่ึงของศาลธรรมดา โดยถือว่าเป็นสว่ นหนึ่งของศาลธรรมดา ผู้พิพากษาอาจไดร้ บั
การแตง่ ตั้งเปน็ พิเศษหรืออาจใชผ้ ู้พิพากษาในศาลธรรมดาน้ันเป็น ผพู้ จิ ารณาพพิ ากษาคดี สถานที่พิจารณาใช้ร่วม
พจิ ารณากบั ศาลธรรมดาแตแ่ ยกเวลาไมใ่ ห้ ปะปนกับคดผี ใู้ หญ่

13

4. อา่ นาจศาลในการพิจารณาคดี

ศาลคดเี ยาวชนและครอบครวั ในประเทศตา่ ง ๆ สว่ นใหญม่ ีอำนาจในการพิจารณา คดีทเ่ี ดก็ กระทำผิดและ
เด็กที่จำต้องได้รับการสงเคราะห์คุ้มครองมีส่วนน้อยในบางประเทศ ที่ให้อำนาจพิจารณาเฉพาะคดีเด็กกระทำผดิ
อาญาแต่เพียงอย่างเดียว โดยถือว่าเดก็ ที่ จำตอ้ งไดร้ บั การสงเคราะห์คมุ้ ครองเป็นหน้าทข่ี องหน่วยงานอื่น เช่น กรม
ประชาสงเคราะห์ เปน็ ผดู้ ำเนนิ การ การแบง่ แยกอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวกับอำนาจของศาลธรรมดา
บางประเทศมีการแบ่งแยกอำนาจโดยเด็ดขาด คือถ้าเป็นคดีเกี่ยวกบั เด็กและเยาวชนและ ครอบครัวแล้ว จะต้อง
นำมาพิจารณาในศาลเยาวชนและครอบครัวเท่านั้น ศาลธรรมดาไม่ มีอำนาจแตบ่ างประเทศมีข้อยกเว้นในกรณที ี่
เยาวชนอายุค่อนข้างสูงทำผิดร้ายแรงให้นำ ตัวไปพิจารณาในศาลธรรมดา แต่บางประเทศถือว่าศาลเยาวชนและ
ครอบครัวและศาล ธรรมดามอี ำนาจพจิ ารณาไดท้ ้งั สองศาล ขึน้ อยกู่ ับวา่ จะนำคดมี าสูก่ ารพจิ ารณาของศาลใด

ในประเทศไทยมีพระราชบญั ญัติวา่ ด้วยการใชก้ ฎหมายอิสลามในเขตจงั หวดั ปตั ตานี นราธิวาส ยะลา และ
สตูล พ.ศ. 2489 เป็นกฎหมายที่บัญญตั ิถงึ การใหน้ ำกฎหมายอิสลามมาใชก้ ับชนชาวมุสลิมแต่เฉพาะในศาลช้ันต้น
ในพน้ื ที่ 4 จงั หวัดทางภาคใต้คอื ปัตตานี นราธวิ าส ยะลา และสตูลเท่าน้นั โดยมไิ ดม้ ีอาณาเขตทางการใชก้ ฎหมาย
ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยให้นำกฎหมายอิสลามมาใช้แทนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยใ์ นสว่ นของครอบครัว
และมรดก ซ่ึงอยูใ่ นบรรพ 5 และ 6 ซง่ึ หากตีความตามถ้อยอักษรอย่างเคร่งครัดแล้ว โครงสร้างทางการใชก้ ฎหมาย
อิสลามในประเทศไทยกลับพบรูปแบบการใช้กฎหมายอิสลามทีค่ ่อนข้างไม่ชัดเจนและยอ้ นแยง้ ในตัวเอง กล่าวคือ
มิได้กล่าวถึงลักษณะให้มีการใช้กฎหมายอิสลามโดยองค์กรอื่นนอกจากศาลชั้นต้นในพื้นที่ 4 จังหวัดดังกล่าวแต่
อย่างใด ยังส่งผลให้เกิดเป็นสภาพปัญหาในการใช้กฎหมายอิสลามขึ้น โดยที่มีรูปแบบทางโครงสร้างของระบบ
กฎหมายในประเทศไทยเป็นดังนี้

สภาพการบังคับใช้

ในประเทศไทยมิได้บงั คับให้ใช้กฎหมายอิสลามกับมุสลิมท่วั ท้งั อาณาเขตแห่งรัฐ แต่ใหใ้ ช้กฎหมายอิสลาม
กับคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกที่ขึ้นสู่ศาลชั้นต้นในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้คือ ปัตตานี นราธิวาส
ยะลา และสตลู ที่คคู่ วามหรือผูย้ น่ื คำรอ้ งเปน็ มสุ ลิมเท่านั้น

ขอบเขตทางเน้อื หาแหง่ คดีทน่ี ำกฎหมายอสิ ลามมาใช้

กฎหมายได้บัญญัติให้นำกฎหมายอิสลามมาใชใ้ น “คดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดก” โดยไม่มี
นิยามหรอื ให้ขอบเขตของ “คดีแพง่ เก่ยี วด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกอสิ ลามศาสนิก” การจะนำกฎหมายอิสลาม
มาใช้ในศาล จึงต้องเป็นศาลที่เป็นผู้ตีความเลือกใช้กฎหมายตามคำฟ้องหรือคำร้องที่ยื่นมายังศาล ซึ่งศาลจะนำ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 5 ครอบครัว และบรรพ 6 มรดก มากำหนดหลักการในการเลอื กใช้
กฎหมาย กล่าวคือประเด็นใดจะนำกฎหมายอิสลามมาปรับใช้ได้ต้องเป็นประเด็นที่จะนำบทบัญญัติในบรรพ 5
และบรรพ 6 มาปรับใช้กบั คดี แล้วจงึ นำกฎหมายอิสลามมาปรับใช้แทนประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ บรรพ

14

5 และ 6 เท่านน้ั อนั เป็นการสร้างขอบเขตของการเลือกใช้กฎหมายอิสลามของศาลขึ้นแทนความหมายของคำว่า
“คดแี พ่งเก่ียวดว้ ยเรอื่ งครอบครัวและมรดกอสิ ลามศาสนิก”

สถานะทางกฎหมายของการสมรสตามหลกั ศาสนาอสิ ลาม

การสมรสตามหลักศาสนาอิสลามขาดความชัดเจนเรื่องสถานะทางกฎหมายนอกศาล แม้จะมีกฎหมาย
บัญญัติให้มีองค์กรรับรองทางทะเบียนการสมรสและการหย่าตามหลักศาสนาอิสลามคือคณะกรรมการอิสลาม
ประจำจังหวัด แต่มุสลิมยังคงจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้โดยปกติควบคู่กับการ
สมรสตามหลักศาสนาอสิ ลาม แตห่ ากมีคดีขึน้ ส่ศู าลในเขตพื้นที่ 4 จังหวัดศาลจงึ นำกฎหมายอสิ ลามมาปรบั ใช้และ
ยึดถือการสมรสตามหลักศาสนาอิสลามเท่านั้น หากคดีขึ้นสู่ศาลอื่นนอกเขตพื้นที่ 4 จังหวัด จะไม่นำกฎหมาย
อิสลามมาปรับใช้ ทั้งนีอ้ งคก์ รอ่ืนท่ีมิใช่ศาลยังคงยึดถือหลักฐานการสมรสหรือการหย่าตามประมวลกฎหมายแพง่
และพาณิชย์ประกอบพระราชบัญญัติจดทะเบยี นครอบครัวพุทธศักราช 2478 แต่ในกรณีการหยา่ สตรีมุสลิมยงั
สามารถนำเรื่องของตนมาฟ้องหย่ายังศาลชั้นตน้ ในพื้นที่ที่มีการให้ใช้กฎหมายอิสลาม หรือให้ทางคณะกรรมการ
อิสลามประจำจังหวัดหรือโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดออกหนังสือรับรองการหย่าให้ โดยมิได้บังคับถึงรูปแบบ
กระบวนการหย่าแตอ่ ยา่ งใด ซ่ึงในสว่ นสถานะภาพบุคคลจากการมีระบบกฎหมายท่ียอมรับการสมรสสองระบบใน
พ้นื ท่ีเดยี วกนั ทำให้เกดิ ความไม่ชัดเจนในหลายดา้ น แม้จะมีคำพิพากษาหรือหนว่ ยงานตา่ งๆ พยายามออกระเบยี บ
หรอื คำสงั่ ภายในเพื่อแก้ไขสภาพปัญหานี้ แตเ่ มอ่ื หนงั สือรบั รองการสมรสหรอื การหย่าตามหลกั ศาสนาอสิ ลามยังคง
จะถูกยอมรับให้ใช้ในศาลชั้นต้นในพ้ืนที่ 4 จังหวัดเท่านั้น ผู้นับถือศาสนาอิสลามมักต้องทำการจดทะเบียนสมรส
ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยป์ ระกอบ พระราชบญั ญัตจิ ดทะเบียนครอบครวั พุทธศกั ราช 2478 อีกดว้ ย
หากต้องการการยอมรับผลโดยสมบรู ณ์ทางกฎหมายที่จะนำสถานภาพการสมรสตามกฎหมายแห่งรฐั ไปใช้ยนื ยัน
กับหน่วยงานอืน่

ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดเี ป็นศาลทั่วไปมิได้มีการจัดต้ังศาลเฉพาะข้ึน แต่มีการแตง่ ตั้งบุคคลเข้ามาเป็น
ผใู้ ช้กฎหมายอิสลามคือดะโต๊ะยุตธิ รรมในการวนิ ิจฉยั คดีร่วมกับผพู้ ิพากษา โดยมขี อบเขตจำกดั เฉพาะแต่วินิจฉัยใน
ข้อกฎหมายอสิ ลามและคำวนิ ิจฉัยข้อกฎหมายอสิ ลามนั้นไม่สามารถอทุ ธรณ์ได้อีก ซึ่งในปัจจุบนั มีดะโต๊ะยุติธรรม
ประจำอยู่ในศาลในพ้ืนท่ี 4 จังหวัดภาคใต้จำนวน 9 ศาล โดยท่ีมีการแยกดะโต๊ะยตุ ิธรรมประจำศาลจงั หวัดซ่ึงจะมี
หน้าที่พิจารณาคดีมรดกทั้งที่เป็นคดีมีข้อพิพาทและไม่มีข้อพิพาท และดะโต๊ะยุติธรรมประจำศาลเยาวชนและ
ครอบครัวซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคดีที่เกี่ยวกับครอบครัวของอิสลามศาสนิกชน ในขณะที่ศาลในพื้นที่อื่นมิได้มีการ
ยอมรับหรือให้นำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้ แต่อาจมีการอ้างอิงนติ ิสัมพนั ธ์ทางครอบครัวที่เกิดจากบทบัญญัติ
การให้ใชก้ ฎหมายอสิ ลามในพนื้ ที่ 4 จังหวดั ในศาลอื่น

การบรหิ ารงานยุติธรรมอสิ ลามภายใต้รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย

15

แม้ประเทศไทยจะมีประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้นับถือศาสนาพทุ ธ แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยยัง
ได้ให้การรับรองคุ้มครองเสรีภาพของพลเมืองในการจะนับถือศาสนาและประกอบกิจกรรมทางศาสนา และยัง
บญั ญัตใิ หเ้ ปน็ หน้าท่ีของรัฐที่ต้องเป็นผ้อู ุปถัมภ์ศาสนาโดยมิได้แบ่งแยกวา่ รัฐจักต้องอุปถัมภ์แต่ศาสนาพุทธเท่านั้น
ซ่งึ การใหพ้ ลเมอื งผูน้ ับถือศาสนาอิสลามสามารถที่จะนำกฎหมายอิสลามมาใช้กบั นิติสมั พนั ธ์ในดา้ นครอบครัวและ
มรดกของตนในพื้นท่ี 4 จังหวดั ภาคใตท้ มี่ ีพลเมืองมสุ ลมิ เปน็ ประชากรส่วนใหญใ่ นพืน้ ท่ีเป็นรปู แบบหน่ึงทีร่ ฐั จัดให้มี
การเอื้อประโยชน์ในการปฏบิ ตั ติ ามหลักศาสนา อย่างไรกต็ ามการให้ใชก้ ฎหมายอสิ ลามในเร่อื งครอบครัวและมรดก
กบั ผู้นบั ถือศาสนาอสิ ลามในขณะท่ีพลเมอื งอ่ืนของรฐั อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อนั มีลกั ษณะเป็น
การให้ใช้กฎหมายแบบพหุนิยมทางกฎหมายของรัฐ ก็ต้องอยู่ภายใต้การบริหารและจัดการที่เหมาะสม เนื่องจาก
การให้นำกฎหมายศาสนามาปรับใช้นัน้ แม้จะมีลักษณะเป็นการยอมรับการใช้กฎหมายท่ีอยู่บนพื้นฐานแห่งความ
ศรทั ธาต่อหลักศาสนาของศาสนิกชน ที่รัฐเป็นผูจ้ ดั ให้มีโดยอยู่ภายใต้หลักคุ้มครองสิทธเิ สรีภาพทางศาสนาแล้ว ใน
หลายโอกาสกฎหมายศาสนาเองอาจมีเนื้อหาในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามกรอบความคุ้มครองสิทธิของบุคคลตาม
รฐั ธรรมนูญเช่น หลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบตั ิ หลักศักด์ิศรคี วามเปน็ มนุษยแ์ ละสิทธิเด็ก ดังนั้นรัฐจึง
ตอ้ งสร้างและบรหิ ารกลไกการใหใ้ ชก้ ฎหมายอิสลามและกลไกการคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
อสิ ลามในเวลาเดยี วกัน เพอ่ื สรา้ งดุลยภาพให้เกดิ ขึน้ ในกระบวนการการใชก้ ฎหมายอิสลามในประเทศไทย ระหวา่ ง
รัฐกลุ่มชนทางศาสนา และปัจเจกชนผู้อยู่ภายใตก้ ฎเกณฑ์ทางศาสนา โดยไม่อาจปล่อยให้การใช้กฎหมายอิสลาม
เป็นไปโดยเอกเทศโดยท่รี ฐั ไม่เข้าไปย่งุ เก่ยี ว แต่กระนัน้ ก็ตอ้ งประสานความร่วมมอื จากกลุ่มชนมสุ ลิมเพ่ือให้เกิดการ
นำกฎหมายอสิ ลามมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามเจตนารมณ์ของศาสนิกชนและสอดคลอ้ งกับหลักการสำคญั
ตามรัฐธรรมนญู

ขอบเขตเนื้อหาแห่งคดีที่นำกฎหมายอสิ ลามมาใช้

เน่อื งจากขอบเขตเน้อื หาแห่งคดที ่จี ะต้องนำกฎหมายอสิ ลามมาปรบั ใช้ยังคงมีความคลุมเครอื คณะผจู้ ัดทำ
เห็นว่าควรสร้างความชัดเจนในขอบเขตเนื้อหาแห่งคดีที่จะนำกฎหมายอิสลามมาใช้โดยการให้นิยามคดีที่จะนำ
กฎหมายอสิ ลามมาปรับใชข้ ึน้ ใหม่ดังนี้ “คดีครอบครัวอิสลามศาสนิก” หมายถงึ คดีแพ่งที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาล
หรือกระทำการใดๆ ในทางศาลเกี่ยวกับครอบครัวอันได้แก่ การหมั้น การสมรส การสิ้นสุดของการสมรส สิทธิ
หน้าที่ระหว่างสามีภริยา สิทธิในทรัพย์สินระหว่างการสมรส หรือเมื่อการสมรสสิ้นสุด ความเป็นบิดามารดาและ
บุตร อำนาจปกครองบุตร ที่คู่ความทุกฝ่ายหรือผู้ร้องเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามหรือได้มีการสมรสกันตามหลัก
ศาสนาอสิ ลาม “คดีมรดกอสิ ลามศาสนิก” หมายถงึ คดีแพง่ ทฟ่ี ้องหรือร้องขอต่อศาล หรอื กระทำการใดๆ ในทาง
ศาลเก่ียวกบั มรดกของผู้ตายท่เี ปน็ ผู้นับถอื ศาสนาอิสลามขณะถึงแกค่ วามตาย

องคก์ รตดั สนิ คดีทจ่ี ะใชก้ ฎหมายอิสลาม

16

องค์กรตัดสินคดีที่จะนำกฎหมายอิสลามมาใช้นั้น อาจจำแนกตามลักษณะได้เป็น 2 ส่วนคือ “คดี
ครอบครัวอิสลามศาสนิก” และ “คดีมรดกอิสลามศาสนิก” ซึ่งในปัจจุบันคดีทั้ง 2 ลักษณะมีเขตอำนาจศาลที่
แตกต่างกนั คอื คดคี รอบครัวอิสลามศาสนกิ อยู่ภายในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครวั ในขณะท่ีคดมี รดก
อิสลามศาสนิกนน้ั อย่ใู นเขตอำนาจของศาลจังหวัด

1. คดีครอบครัวอสิ ลามศาสนิก

รูปแบบองค์กรตดั สนิ คดีครอบครัวอสิ ลามศาสนิกนั้นอาจแบง่ ยอ่ ยตามลกั ษณะเน้ือหาแห่งคดีออกได้เปน็ 2
ลกั ษณะ คอื 1. คดที เี่ กยี่ วกบั การสมรส การหย่า และทรัพย์สนิ ทเี่ กีย่ วกบั การสมรสและการหย่า 2. คดีที่เก่ียวกับ
ผู้เยาว์หรือความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งบิดามารดาและบตุ ร

(1) คดที เี่ กย่ี วกับการสมรส การหย่า และทรพั ย์สินท่ีเกี่ยวกบั การสมรสและการหยา่ เห็นควรให้มี
รปู แบบองค์กรตดั สนิ คดเี ป็น 3 แนวทางดงั น้ี

แนวทางที่ 1 การสร้างระบบองค์กรตัดสินคดีการสมรส การหย่า และทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการ
สมรสและการหย่า อยู่ภายใตอ้ งคก์ รศาลหรือสำนักงานศาลยุตธิ รรมตามพระราชบญั ญัติศาลเยาวชนและ
ครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมสามารถนั่ง
พิจารณาตัดสินทัง้ ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอิสลามโดยไม่จำตอ้ งมผี ู้พิพากษาของศาลรว่ มพิจารณาคดี
และให้มีรูปแบบในกระบวนการที่เขา้ ถึงได้งา่ ย โดยประชาชนมีความยืดหยุ่นในกระบวนการ โดยผู้เข้าสู่
กระบวนการอาจไม่จำเป็นต้องมที นายความแต่มเี จ้าหน้าที่หรอื ท่ีปรึกษาในคดีที่จดั ให้บริการโดยบุคลากร
ของรฐั

แนวทางท่ี 2 การมกี ฎหมายให้อำนาจแก่องค์กรหรือบุคคลอื่นทม่ี ิใช่ศาลแห่งรัฐเข้ามาใช้อำนาจ
ลักษณะออกคำตัดสินชีข้ าดในเร่ืองการสมรส การหย่า และทรัพย์สินที่เกีย่ วกับการสมรสและการหย่าใน
ลกั ษณะกงึ่ ตลุ าการซงึ่ ในทนี่ ี้ คือ คณะกรรมการอสิ ลามประจำจังหวดั ที่ตอ้ งมีการเพม่ิ เติมในบทกฎหมายที่
จะให้อำนาจแกห่ น่วยงานหรอื บุคคลทีไ่ ด้รับการแตง่ ตั้งเป็นพิเศษไว้ในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กร
ศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 โดยทีต่ ้องจัดทำกระบวนการใชอ้ ำนาจทางการวินิจฉัยชีข้ าดนี้เป็นระบบแบบ
แผนที่ชัดเจน ร่วมกับการกำหนดคุณสมบัติของผูม้ าใช้อำนาจในการตัดสินชี้ขาดนี้ ที่นอกจากจะมีความ
เขา้ ใจกฎหมายอิสลามเปน็ อยา่ งดีแลว้ ตอ้ งสรา้ งความเชื่อมโยงกับแนวทางการใช้กฎหมายอิสลามในศาล
แห่งรฐั ไดอ้ ยา่ งเป็นระบบ เพ่อื ที่จะประสานกลไกทางการใช้กฎหมายระหว่างองค์กรภายใต้คณะกรรมการ
อสิ ลามประจำจงั หวดั และองคก์ รศาลได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ

แนวทางที่ 3 เป็นรูปแบบผสมที่องค์กรศาลจัดสร้างรูปแบบการตัดสินคดีตามแนวทางที่ 1
ในขณะทีม่ ีการพฒั นารปู แบบกระบวนการใช้อำนาจทางการวนิ ิจฉัยชี้ขาดในองคก์ รคณะกรรมการอิสลาม
ประจำจังหวัดให้มีแบบแผนชัดเจน เป็นทางเลือกของประชาชนในการทำให้การสมรสของตนสิ้นสุดและ
คำวนิ จิ ฉยั ชีข้ าดในเรื่องทรัพย์สนิ ขององคก์ รคณะกรรมการอิสลามประจำจงั หวัดสามารถนำไปให้ศาลออก

17

คำบงั คบั ให้ไดโ้ ดยไม่ตอ้ งมีข้นั ตอนยงุ่ ยากมากนัก เน่ืองจากเปน็ เรื่องเกี่ยวกับทรพั ย์สนิ ระหว่างคู่สมรสเช่น
ค่าอปุ การะเลีย้ งดู คา่ ทรัพย์สินที่เกยี่ วกับการสมรสอนื่ ๆ ซ่ึงโดยท่ัวไปในทางปฏบิ ตั มิ ิได้มีมูลคา่ สงู เช่นด่ังคดี
แพง่ ทว่ั ไป แตม่ คี วามจำเปน็ ต่อการดำรงชีพของบคุ คลโดยเฉพาะอย่างยงิ่ สตรีมสุ ลิม

(2) คดีทเ่ี ก่ียวกบั ผเู้ ยาว์หรอื ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งบิดามารดาและบตุ ร

ในขณะที่คดีที่เกี่ยวกับผู้เยาว์หรือความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรยังคงต้องรักษา
รปู แบบองคก์ รตัดสินคดีรปู แบบเดิม ซ่ึงคือศาลเยาวชนและครอบครวั ประจำจงั หวัดที่ให้มีองค์คณะเป็นผู้
พพิ ากษาประจำศาล และดะโต๊ะยตุ ิธรรมร่วมพิจารณาคดี นอกจากน้ใี นคดีท่ีมีผู้เยาว์เข้าเกี่ยวข้องยังต้อง
อยู่ภายใตบ้ ทบัญญตั ใิ นเรอื่ งกระบวนการทางศาลที่บญั ญัตไิ ว้ในพระราชบญั ญัติศาลเยาวชนและครอบครัว
และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 อีกด้วย อย่างไรก็ตามกระบวนการไกล่เกลี่ย
ประนปี ระนอมยอมความก็ยังคงต้องมอี ยู่ แต่ตอ้ งเป็นระบบทีม่ ีการจดั ใหม้ ีผชู้ ำนาญการและผา่ นคุณสมบัติ
ในการเป็นที่ปรึกษากฎหมายทั้งที่เกี่ยวกับกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและหลักการส ำคัญอื่นที่
เกยี่ วกบั คดที ่ีมผี เู้ ยาว์เขา้ มาเป็นผู้มสี ่วนไดเ้ สียตามหลักกฎหมายท่วั ไป

2. คดมี รดกอสิ ลามศาสนิก

ในคดีมรดกอิสลามศาสนิกนั้นเห็นควรให้ยังคงรูปแบบระบบองค์กรการตัดสินคดีที่มีผู้พิพากษาศาลและ
ดะโต๊ะยตุ ธิ รรมรว่ มนง่ั พิจารณาในคดีในศาลจงั หวัดไวด้ ่งั เดมิ โดยทอ่ี าจเพม่ิ อำนาจไว้ในกฎหมายให้ดะโต๊ะยุติธรรม
สามารถพิจารณาในส่วนขอ้ เท็จจริงร่วมกับผพู้ พิ ากษาได้ แตอ่ ย่างไรก็ตามต้องมีการเพ่ิมคณุ สมบัติของผู้ที่ได้รับการ
แต่งตั้งเป็นดะโต๊ะยุติธรมให้สูงขึน้ โดยมีคุณสมบัติเชน่ เดียวกับผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ในศาล เช่น ต้องมีความรูใ้ น
กฎหมายไทยหรือเป็นสามัญสมาชิกเนติบัณฑิตไทย เป็นต้น แต่ในช่วงเวลาที่ยังไม่อาจหาบุคคลผู้มีคุณสมบัติ
ดงั กล่าวได้ กค็ วรยงั ใหค้ งรูปแบบของการใชก้ ฎหมายอิสลามในเร่อื งมรดกในศาลไว้ตามแบบเดมิ ทม่ี ีผพู้ พิ ากษาและ
ดะโตะ๊ ยุติธรรมร่วมพิจารณา

ตวั อยา่ งกฎหมายอสิ ลามวา่ ด้วยครอบครัวและมรดก

การรบั มรดกของกฎหมายอิสลามจะประกอบด้วย

๑. เจา้ มรดก คอื เจา้ มรดกในขณะตายมีทรัพย์สิน

๒. กองมรดก คือ ทรัพย์สินทั้งหมดที่ตกทอดแก่ผู้รับมรดกได้ตามกฎหมายของเจ้ามรดกโดยไม่รวมถึง
ทรัพย์สินทีเ่ จ้ามรดกไดว้ ะกัฟ (บริจาคให้เป็นสมบัติของสาธารณะ) ไปแล้ว หรือโอนกรรมสทิ ธิ์ให้บคุ คลอื่นไปแล้ว
โดยการยกให้ จำหนา่ ย ขาย แลกเปล่ยี น หรอื นิตกิ รรมอนื่ ๆ ทที่ ำให้มีการเปล่ยี นแปลงกรรมสิทธต์ิ ามกฎหมายน้ี

18

๓. ผู้รับมรดก คือ บุคคลที่มีสิทธิในกองมรดกของเจ้ามรดก ซึ่งมีสามประเภท คือ ทายาทโดยธรรม
ทายาทตามพนิ ัยกรรม และองค์กรของรฐั

องคก์ รของรฐั หมายถึง องค์กรของรฐั อิสลามทม่ี ีหนา้ ท่ีจดั เกบ็ รายได้ให้แกร่ ฐั และอื่น ๆ ที่เกย่ี วขอ้ งกับการ
คลังของรัฐ ซ่งึ มรี ะบบการจัดการในการจัดเก็บและบริหารรายได้หรือทรพั ยส์ นิ ของรัฐนัน้ ทีไ่ ม่ขัดกับกฎหมายน้ีท่ีมี
ขอื่ เรียกวา่ “บยั ตลุ มาล” (ส่วนกลาง) หรอื ชอ่ื อน่ื

ทายาท คือ บุคคลที่เป็นคู่สมรส หรือญาติของเจ้ามรดกที่มีความใกล้ชิดกับเจ้ามรดกถึงขนาดให้เป็นผู้
สมควรมีสทิ ธิในกองมรดกของเจา้ มรดก มี ๓ ประเภท

๑.ทายาทประเภทที่ ๑
๒.ทายาทประเภทท่ี ๒
๓.ทายาทประเภทที่ ๓
ทายาทตามกฎหมายอสิ ลามสามารถแยกประเภทออกได้ดงั นี้ คอื
ทายาทที่เปน็ ชายซึ่งมีสิทธใิ นการรบั มรดก มดี งั น้ี
๑. บตุ รชาย
๒. หลานชาย เหลนชาย ฯลฯ
๓. บดิ า
๔. ปู่ (บดิ าของบดิ า ฯลฯ)
๕. พชี่ ายหรือน้องชาย (ทั้งที่รว่ มบิดามารดา หรอื รว่ มบดิ า หรอื ร่วมมารดา
๖. บตุ รชายของพ่ชี ายหรอื นอ้ งชาย (ร่วมบิดามารดา)
๗. บตุ รชายของพชี่ ายหรือน้องชาย (รว่ มบดิ า)
๘. อาหรอื ลุง (พี่ชายหรือน้องชายของบดิ าทรี่ ว่ มบิดามารดากบั บดิ า)
๙. อาหรอื ลงุ (พ่ีชายหรอื นอ้ งชายของบิดาทีร่ ่วมบดิ ากับบิดา)
๑๐. บตุ รชายของลุงหรือของอา (บุตรของพ่ีชายหรอื น้องชายของบดิ าท่ีร่วมบิดามารดากับบิดา)
๑๑. บุตรชายของลงุ หรือของอา (บุตรของพี่ชายหรือนอ้ งชายของบิดาท่ีร่วมบิดากบั บิดา)
๑๒. สามี
๑๓. ผู้ปลดปล่อยทาสใหเ้ ป็นไท (ในกรณที ี่อดีตทาสทเ่ี ขาปล่อยนั้นเป็นเจา้ ของมรดก)

19

อนึง่ ถา้ บุคคลเหล่าน้ีทัง้ หมดมีชวี ิตอยู่ในขณะแบ่งมรดกผู้มีสทิ ธิรับมรดกมีเพียง บดิ า ลูก และสามีของเจ้า
มรดกเทา่ น้นั
ทายาททเี่ ป็นหญิงซึ่งมสี ิทธใิ นการสืบมรดก มดี ังน้ี

๑. บุตรสาว
๒. บุตรสาวของบตุ รชาย (หลานสาว) หรือบตุ รสาวของบตุ รชายของบุตรชาย (เหลนสาว)
๓. มารดา
๔. ยา่ (มารดาของบดิ า)
๕. ยาย (มารดาของมารดา)
๖. พี่สาวหรือนอ้ งสาว (ร่วมบดิ ามารดาหรือร่วมมารดาหรอื รว่ มบิดา)
๗. ภรรยา
๘. นายหญงิ ผู้ปลดปล่อยทาสให้เปน็ ไท (ในกรณที ่อี ดีตทาสท่นี างปลดปลอ่ ยนั้นเป็นเจา้ ของมรดก)
อน่งึ ถา้ บคุ คลเหล่านี้ท้งั หมดมชี วี ติ อยใู่ นขณะแบ่งมรดกผทู้ ี่มสี ทิ ธใิ นการรับมรดก คือ บตุ รสาว
ถ้าหากนำทายาททั้งชายและหญิงมารวมกัน ผู้ที่มีสิทธิในการรับมรดกนั้น คือ บิดา มารดา บุตรชาย
บตุ รสาว สามหี รือภรรยาของเจ้ามรดก
ผทู้ ่ไี ม่มสี ิทธใิ นกองมรดกโดยเด็ดขาดมดี ังน้ี
๑. ทายาททเ่ี ป็นเหตุให้เจ้ามรดกถึงแกค่ วามตายไมว่ า่ ดว้ ยเหตุใดๆ ก็ตาม
๒. ทายาททนี่ ับถือศาสนาอื่นต่างกับเจ้ามรดก
๓. ทาส ทุกชนดิ ทง้ั นี้เพราะทาสไม่มสี ิทธใิ นการครอบครองทรัพย์สิน
อัตราหรอื สัดสว่ นของผมู้ ีสทิ ธิรับมรดก
๑.บิดาจะได้รบั อัตราสว่ นดงั ต่อไปนี้
๑.๑ ไดร้ บั 1/6 จากกองมรดกในกรณีที่เจ้ามรดกมีบุตรชายหรือบุตรของบุตรชาย (หลานชาย) หรือบุตร
ของบตุ รของบุตรชาย (เหลนชาย ฯลฯ) รว่ มอยู่ด้วย
๑.๒ ได้รับ 1/6 และส่วนเหลือ (อะซอบะฮ์) ในกรณีที่เจ้ามรดกมีแต่บุตรสาวของบุตรชาย (เหลนสาว)
หรอื บุตรสาวของบุตรชายของบตุ รชาย (เหลนสาว) รว่ มอยู่ด้วย

20

๑.๓ ได้รับส่วนเหลือ (อะซอบะฮ์) ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีบุตรไม่ว่าชายหรือหญิงหรือหลานชายหรือ
หลานสาวอนั เกิดจากบตุ รชายของเจา้ มรดก
๒. มารดาได้รบั อตั ราสว่ นดังตอ่ ไปนี้

๒.๑ ได้รับ 1/6 จากกองมรดกในกรณีที่เจ้ามรดกมีบุตรชายหรือบุตรสาวคนเดียวหรือหลายคน
ผู้สืบสันดานชายหรือพน่ี อ้ งหลายคน

๒.๒ ไดร้ บั 1/3 ในกรณที เ่ี จา้ มรดกไม่มีบตุ รชายหรือบตุ รสาว ไม่มีผ้สู ืบสนั ดานและไม่มพี ่นี ้อง
๒.๓ ได้รบั 1/3 จากส่วนท่ีเหลือ ในกรณที เ่ี จ้ามรดกมแี ตส่ ามีและบดิ าหรือภรรยาและบิดาร่วมอยดู่ ้วย
๓. ปไู่ ดร้ บั อัตราสว่ นดังตอ่ ไปนี้
๓.๑ ได้รบั 1/6 จากกองมรดก ในกรณีทเี่ จ้ามบี ตุ รชายหรือหลานชายอนั เกิดจากบตุ รชายรว่ มอยดู่ ้วย
๓.๒ ได้รับ 1/6 และส่วนเหลือ (อะซอบะฮ์) ในกรณีที่เจ้ามรดกมีแต่บุตรสาวหรือหลานสาวอันเกิดจาก
บตุ รชาย
๓.๓ ได้รับส่วนเหลือ (อะซอบะฮ์) ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีบุตรชายหรือบุตรสาวหรือหลานชา ยหรือ
หลานสาวอนั เกดิ จากบุตรชาย
๓.๔ ไม่มีสิทธริ ับมรดก ถา้ มบี ดิ าของเจา้ มรดกร่วมอยดู่ ้วย
๔. ยา่ , ยาย ย่า, ยายได้รบั อตั ราสว่ นดังต่อไปนี้
๔.๑ ไดร้ ับ 1/6 (ในกรณีทม่ี ีทั้งยา่ และยายใหแ้ บ่งกนั คนละคร่ึงในอัตราสว่ นน)้ี
ก.ยายถูกกนั สทิ ธิ ในกรณีท่เี จา้ มรดกมีมารดา
ข.ยา่ ถกู กนั สิทธิ ในกรณีที่เจา้ มรดกมบี ดิ า
5. สามไี ด้รับอตั ราสว่ นดงั ตอ่ ไปนี้
๕.๑ ไดร้ บั 1/2 จากกองมรดก ในกรณที ่เี จ้ามรดกไม่มีบตุ รชายหรอื บตุ รสาวและผู้สบื สนั ดานสายชาย
๕.๒ ไดร้ ับ 1/4 ในกรณีทเี่ จ้ามรดกมบี ตุ รชายหรอื บตุ รสาวหรอื ผูส้ ืบสันดานสายชาย
๖. ภรรยาไดร้ ับอัตราส่วนดังตอ่ ไปนี้
๖.๑ ได้รับ ๑/๔ จากกองมรดกในกรณีทีก่ รณีที่เจ้ามรดกไมม่ ีบุตรชายหรือบุตรสาวและผู้สืบสันดานสาย
ชาย
๖.๒ ได้รับ 1/8 ในกรณีท่ีเจา้ มรดกมีบตุ รชายหรือบตุ รสาวหรอื ผู้สืบสนั ดานสายชาย

21

๖.๓ ในกรณีทม่ี ภี รยิ าหลายคน ให้แบง่ กนั เอง
๗. พน่ี ้อง (ชายหรือหญงิ ) ร่วมมารดากบั เจ้ามรดกได้รบั อตั ราส่วนดงั ตอ่ ไปน้ี

๗.๑ ไดร้ ับ 1/3 ในกรณที ม่ี ีพีน่ ้องรว่ มมารดาต้งั แต่ 2 คนขนึ้ ไป ไม่วา่ จะเป็นชายหรอื หญิง และใหแ้ บ่งสว่ น
เทา่ ๆกัน จากอัตราสว่ น 1/3 นน้ั โดยไม่มีการแบ่งแยกระหว่างชายหญิง

๗.๒ ไดร้ ับ 1/6 ในกรณที ่มี พี น่ี ้องรว่ มมารดาเพียงคนเดยี วไมว่ ่าชายหรือหญิง
๗.๓ ถูกกันสทิ ธิ ในกรณีท่ีมีบตุ รชายหรือบุตรสาวหรอื หลานชายหรือหลานสาวอันเกิดจากบุตรชายหรือมี
บดิ าหรือปู่
๘. บุตรสาวไดร้ ับอัตราส่วนดงั ตอ่ ไปนี้
๘.๑ ได้รับ 1/2 จากกองมรดก ในกรณที ่มี ีคนเดยี ว (เป็นบตุ รสาวคนเดียวของเจา้ มรดก)
๘.๒ ได้รับ 2/3 ในกรณีที่เจ้ามรดกมีบตุ รสาวตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (โดยเจ้ามรดกไม่มีบุตรชายรว่ มอยู่ด้วย)
และใหแ้ บ่งในเท่า ๆ กนั จากอัตราสว่ นสองในสามนัน้
๘.๓ ได้รับส่วนเหลือ ในกรณีทีเ่ จา้ มรดกมีบุตรชาย (คือพี่ชายหรอื น้องชายของบุตรสาว) จะคนเดียวหรือ
หลายคนกต็ ามร่วมรับมรดกด้วย โดยให้ชายสองสว่ น หญิงหน่งึ ส่วน (๒:๑)
๙. หลานสาวอันเกดิ จากบตุ รชายไดร้ บั อตั ราส่วนดังตอ่ ไปนี้
๙.๑ ไดร้ ับ 1/2 ในกรณีทม่ี ีคนเดยี ว
๙.๒ไดร้ บั 2/3 ในกรณที ่มี พี ่นี ้องผหู้ ญงิ ตัง้ แต่ 2 คนขึน้ ไป หรือมลี ูกพล่ี กู น้องรบั มรดกด้วย
๙.๓ ได้รับ 1/6 ในกรณีที่เจา้ มรดกมีบตุ รสาวร่วมอยู่ด้วยหน่ึงคนและหลานสาวที่เกิดจากบุตรชายน้นั ได้
หนึง่ สว่ นหก
๙.๔ ได้รับสว่ นเหลอื (อะซอบะฮ์) ในกรณีที่มีพี่ชายหรือนอ้ งชายหรอื ลูกพล่ี กู น้องชายรว่ มอยู่ดว้ ย
๙.๕ ถูกกนั สิทธิ ในกรณีท่เี จ้ามรดกมบี ุตรชายหรือบุตรสาวตั้งแต่ 2 คนขึน้ ไป
๑๐. พีส่ าวหรือน้องสาวร่วมบิดามารดาได้รบั อตั ราสว่ นดังตอ่ ไปน้ี
๑๐.๑ ไดร้ บั 1/2 จากกองมรดก ในกรณที มี่ คี นเดยี ว
๑๐.๒ ไดร้ ับ 2/3 ในกรณีที่มีพสี่ าวหรือนอ้ งสาวร่วมบิดามารดาร่วมอยดู่ ว้ ยหลายคน
๑๐.๓ ได้รับส่วนเหลือ (อะซอบะฮ์ ร่วมกับผู้อื่น คือในกรณีที่มีพี่สาวหรือน้องสาว และมีบุตรสาวหรือ
หลานสาวที่เกดิ จากบตุ รชายของเจา้ มรดกรว่ มอยู่ด้วย

22

๑๐.๔ ไดร้ ับสว่ นเหลือ (อะซอบะฮ์ เน่ืองจากมพี ่ชี ายหรอื น้องชายร่วมบดิ ามารดา โดยแบ่งใหช้ าย 2 ส่วน
หญงิ 1 ส่วน

๑๐.๖ ถูกกันสิทธิ ในกรณีที่เจ้ามรดกมีบุตรหรือหลานชายอันเกิดจากบุตรชาย ฯลฯ หรือมีบิดาของเจ้า
มรดกร่วมอย่ดู ว้ ย

11. พี่สาวหรอื น้องสาวรว่ มบิดาได้รับอัตราสว่ นดังต่อไปนี้

๑๑.๑ ได้รับ 1/2 ในกรณที ม่ี เี พยี งคนเดียว

๑๑.๒ ได้รับ 2/3 ในกรณีท่ีมพี ี่สาวหรือนอ้ งสาวรว่ มบิดาอยู่ด้วยหลายคน

๑๑.๓ ได้รบั 1/6 ในกรณที เ่ี จา้ มรดกมีพีส่ าวหรอื นอ้ งสาวรว่ มบดิ ามารดารว่ มอยู่ด้วย 1 คน

๑๑.๔ ได้รับส่วนเหลอื (อะซอบะฮ์) ในกรณที มี่ ีพ่ชี ายหรอื นอ้ งชายของนางรว่ มอยู่ดว้ ย (โดยแบง่ ให้ชาย 2
สว่ น หญิง 1 สว่ น)

๑๑.๕ ได้รับส่วนเหลือ (อะซอบะฮ์) ในกรณีที่บตุ รสาวหรอื หลานสาวที่เกิดจากบุตรชายร่วมอยู่ดว้ ย (โดย
จะไดร้ บั ส่วนเหลือหลังจากแบ่งใหบ้ ตุ รสาวหรอื หลานสาว)

๑๑.๖ ถูกกันสิทธใิ นกรณีมีพส่ี าวหรือนอ้ งสาวของเจา้ มรดก 2 คนข้นึ ไป

๑๑.๖.๑ มีพี่ชายหรือน้องชายร่วมบิดามารดากับเจ้ามรดกร่วมอยู่ด้วย พี่สาวหรือน้องสาวร่วม
บดิ ามารดากับเจา้ มรดกเปน็ ผไู้ ด้รับส่วนเหลอื (อะซอบะฮ์)

๑๑.๖.๒ มบี ตุ รชายหรือหลานชายอนั เกิดจากบุตรชาย ฯลฯ หรือ บดิ าของเจ้ามรดก

ผ้ทู ่ีได้รบั สว่ นเหลือ อะซอบะฮ์ หมายถงึ รับมรดกในส่วเหลือจากทรพั ย์มรดกทั้งหมด ในกรณีท่ีเจ้ามรดก
ไม่มที ายาทประเภทหน่ึง หรือ ทรพั ย์มรดกทีเ่ หลอื จากการรับของทายาทประเภทหนึง่ ในกรณที ่ีเจา้ มรกดมีทายาท
ประเภทหนึ่ง คือ

๑. ผู้ไดร้ ับส่วนเหลอื โดยตนเอง คอื ทายาทเพศชายทีไ่ มไ่ ดถ้ กู ก้นั กลางระหวา่ งเจ้ามรดกกับทายาทนน้ั โดย
ทายาทเพศหญงิ ซงึ่ แบง่ ตามการมคี วามสมั พนั ธ์แห่งการสบื สายโลหิตกับเจา้ มรดก มี 4 กลุม่ คอื

๑.๑ กลุ่มผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก คือ บุตร ได้แก่บุตรหลานที่เป็นชายของเจ้ามรดก เช่น บุตรชาย ,
หลานชายท่ีเกิดจากบุตรชาย

๑.๒ กลุม่ ผูส้ ืบสายโลหิตของเจ้ามรดก คือ บดิ า ได้แก่บรรพบุรุษของเจา้ มรดก เช่น บดิ าและปู่

๑.๓ กลุม่ ผสู้ บื สนั ดานของบดิ าเจ้ามรดก คือ พ่ีนอ้ ง : ไดแ้ กบ่ ุตรชายหรอื หลานชายของบิดาเจา้ มรดก โดย
ไมม่ สี ตรีเข้ามาคน่ั ระหว่างเขากับเจ้ามรดก เชน่ พีน่ อ้ งชายรว่ มบิดามารดาเดียวกัน,พี่น้องชายร่วมแต่บิดาเดียวกัน
หรือบุตรชายของพ่นี อ้ งชายรว่ มบิดามารดาเดียวกนั ,บุตรชายของพ่นี อ้ งชายรว่ มแตบ่ ิดาเดียวกนั

23

๑.๔ กลมุ่ ผู้สบื สนั ดานของปู่ หรือของผสู้ ืบสายโลหิตทีอ่ ยู่ในล าดบั สูงขน้ึ ไปจนสุดสายแล้วแต่กรณี คือ ลุง
ได้แก่บุตรชายหลานชายของปู่เจ้ามรดก โดยไม่มีสตรีเข้ามาคั่นระหว่างเขากับเจ้ามรดกเช่น ลุงที่ร่วมบิดามารดา
เดียวกบั เจ้ามรดก,ลุงที่ร่วมแต่บิดาเดียวกับบิดาเจ้ามรดก,บุตรชายของลงุ ทร่ี ่วมบิดามารดาเดียวกับบิดาเจ้ามรดก,
บตุ รชายของลงุ ทรี่ ่วมแตบ่ ดิ าเดียวกบั บิดาเจา้ มรดก

2. ได้รับส่วนเหลือโดยผู้อื่นท าให้เป็นและเปน็ ร่วมกับผู้อ่ืน ได้แก่ ทายาทผู้หญิงทุกคนที่มสี ิทธิไ์ ด้รับส่วน
แบง่ ทถี่ กู ก าหนดจากกองมรดก เช่น บุตรหญิง หลานหญงิ ท่เี กิดจากบตุ รชาย, ผสู้ ืบสนั ดานสายชายทีเ่ ป็นเพศหญิง
ทีอ่ ยูใ่ นล าดบั ต าลงไปจนสดุ สาย พ่นี อ้ งหญงิ รว่ มบดิ ามารดาเดยี วกนั พ่ีนอ้ งหญิงรว่ มแต่บดิ า

๓. ได้รบั ส่วนเหลอื โดยผู้อ่ืนท าใหเ้ ป็น แตไ่ ม่ได้เปน็ รว่ มกบั ผู้อื่นนัน้ คอื พนี่ ้องหญิงรว่ มบดิ ามารดา หรือพี่
น้องหญิงร่วมแต่บิดา นอกจากทายาทดังกล่าวแล้วเจ้ามรดกยังมีบุตรหญิง หลานหญิงที่เกิดจากบุตรชาย หรือ
ผูส้ ืบสนั ดานสายชายท่ีเปน็ เพศหญิงจนสดุ สาย

ผู้ที่ไมถ่ ูกกนั สทิ ธใิ นกองมรดกและที่ถูกกันสิทธิ
๑.ผทู้ ไ่ี มถ่ ูกกันสิทธใิ นกองมรดกมี 5 คน คอื บุตรชาย บุตรสาว บิดา มารดา สามี,ภรรยา
๒.ผูท้ ่ีถกู กนั สทิ ธใิ นกองมรดก มีดงั ตอ่ ไปน้ี
๒.๑ หลานชาย ถูกกนั สทิ ธิโดยบตุ รชายของเจ้ามรดก
๒.๒ หลานสาว ถกู กนั สิทธิโดยบุตรชายหรือบุตรสาวของเจ้ามรดก
๒.๓ ปู่ (บดิ าของบิดา) ถกู กนั สิทธิโดยบดิ าของเจ้ามรดก
๒.๔ ยา่ (มารดาของบดิ า) ถกู กนั สิทธิโดยมารดาของเจา้ มรดก
๒.๕ ยาย (มารดาของมารดา) ถูกกนั สทิ ธโิ ดยมารดาของเจ้ามรดก
๒.๖ พน่ี ้องชายร่วมบดิ ามารดา ถกู กนั สทิ ธิโดยบตุ รชาย,บดิ า,หลานชายของเจ้ามรดก
๒.๗ พี่น้องชายร่วมแต่บิดา ถูกกันสิทธิโดยบุตรชาย,บิดา,หลานชาย,พี่น้องชายร่วมบิดามารดา
ของเจ้ามรดก
๒.๘ พี่น้องชายร่วมแต่มารดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปู่,บุตรชาย,หลานชายอันเกิดจากบุตรชาย,
บุตรสาวหลานสาวอนั เกิดบตุ รชายของเจ้ามรดก
๒.๙ พ่ีนอ้ งหญงิ ร่วมบิดามารดา ถูกกนั สิทธโิ ดยบตุ รชาย,บิดา,หลานชายของเจ้ามรดก

24

๒.๑๐ พีน่ ้องหญิงร่วมแตบ่ ดิ า ถูกกันสทิ ธิโดยบตุ รชาย,บิดา,หลานชาย,พ่ีน้องชายร่วมบิดามารดา
,พนี่ อ้ งสาวร่วมบดิ ามารดาตั้งแต่ 2 คนข้ึนไป

๒.๑๒ พี่น้องสาวรว่ มแต่มารดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา ปู่ บุตรชาย หลานชายอันเกิดจากบุตรชาย,
บตุ รสาว,หลานสาวอนั เกดิ จากบตุ รชายของเจ้ามรดก

๒.๑๓ บุตรชายของพี่น้องชายร่วมบิดามารดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปู่,บุตรชาย,หลานชายอันเกดิ
จากบุตรชาย,พี่นอ้ งชายรว่ มบดิ ามารดา,พีน่ อ้ งชายร่วมบดิ า,พีน่ อ้ งสาวรว่ มบิดามารดาเมื่อไดร้ บั สว่ นเหลอื

๒.๑๔ บุตรชายของพี่น้องชายร่วมแต่บิดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปู่,บุตรชาย,พี่น้องชายร่วมบิดา
มารดา,พนี่ อ้ งชายร่วมแต่บิดา,พ่ีน้องหญงิ รว่ มบิดามารดาเมือ่ ไดร้ ับส่วนท่ีเหลือ,พี่น้องหญิงร่วมแต่บิดากับ
เจ้ามรดกเมอื่ ไดร้ บั ส่วนทีเ่ หลอื (อะซอบะฮ์

๒.๑๕ ลุงหรืออาร่วมบิดามารดาของเจ้ามรดก ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ป,ู่ บุตรชาย,หลานชายอันเกิด
จากบตุ รชาย,พ่นี ้องชายร่วมบดิ ามารดา,บุตรชายของพ่นี ้องชายรว่ มบดิ าและมารดา

๒.๑๖ ลุงหรืออาร่วมแต่บิดากับบิดาของเจ้ามรดก ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปู่,บตุ รชาย,หลานชายอัน
เกิดจากบุตรชาย,พี่น้องชายร่วมบิดามารดา,พี่น้องชายร่วมแต่บิดา,พี่น้องหญิงร่วมบิดามารดาเมื่อได้รบั
ส่วนท่ีเหลือ,พ่ีน้องหญงิ ร่วมแต่บิดาเมอื่ ได้รับส่วนที่เหลือ,บุตรชายของพนี่ อ้ งชายรว่ มบิดามารดา,บุตรชาย
ของพี่นอ้ งชายรว่ มแตบ่ ิดา,ลุงหรืออาร่วมบิดามารดากับบิดาของเจา้ มรดก

๒.๑๗ บุตรชายหรือลุงของอาร่วมบิดามารดากับบิดาของเจ้ามรดก ถูกกันสิทธิโดยบิดา ,ปู่,
บตุ รชาย,หลานชาย,พี่น้องชายรว่ มบดิ ามารดา,พ่ีน้องชายร่วมแตบ่ ิดา,พน่ี อ้ งหญิงรว่ มบิดามารดาเม่ือได้รับ
ส่วนเหลือ,พี่น้องหญิงร่วมแต่บิดาเมื่อได้รับส่วนที่เหลือบุตรชายของพี่น้องชายร่วมบิดามารดา ,บุตรชาย
ของพ่ีน้องชายรว่ มบดิ ากับเจ้ามรดก

๒.๑๘ บุตรชายของลงุ หรืออารว่ มบดิ ากับบดิ าของเจ้ามรดก ถูกกันสิทธโิ ดยบคุ คลใน

ขอ้ ๒.16 และบุตรชายของพี่น้องชายของเจ้ามรดกทร่ี ่วมบดิ ามารดากบั เจา้ มรดก

หมายเหตุ ถ้าหากพนี่ อ้ งหญิงรว่ มบดิ ามารดากบั เจา้ มรดกหรือพน่ี ้องหญงิ ร่วมบดิ ากบั เจ้ามรดกได้รับส่วนท่ี
เหลือร่วมกับผูอ้ น่ื แลว้ ก็สามารถกันสิทธิของผอู้ ื่นไดด้ งั เชน่ กรณีของพน่ี ้องชาย

การแบ่งมรดกในกรณที ท่ี ารกทอยู่ในครรภใ์ นขณะทเี่ จา้ มรดกถึงแกค่ วามตาย

ในกรณีท่ีเจ้ามรดกมีทายาทเป็นทารกในครรภม์ ารดา ไม่วา่ เจา้ มรดกจะมีทายาทอนื่ อยู่ด้วยหรอื ไม่ ใหร้ ะงบั
การแบ่งทรัพยม์ รดกไว้ก่อนจนกวา่ จะให้ก าเนิดทารกนั้น ยกเว้นกรณที เ่ี จ้ามรดกมที ายาทอืน่ ท่ีสว่ นแบง่ ของทายาท
เหล่านั้นจะไมเ่ ปลี่ยนแปลไม่ว่าสภาพทายกในครรภ์จเปน็ อย่างไรรวมอยู่ด้วย ในกรณีเชน่ วา่ นี้ ให้แบ่งทรัพย์มรดก
แก่ทายาทอื่นนั้นไปก่อน ส่งทายาทอื่นนอกจากทายาทเหล่านั้นให้รอไปก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจนในเรื่ อง

25

ดังกล่าว ส่วนในกรณที ี่ไมช่ ัดเจนวา่ ระยะการตัง้ ครรภ์นั้นจะยาวนานเท่าใด ให้ถือระยะเวลาสี่ปนี ับแต่เร่ิมต้งั ครรภ์
เป็นจุดสิ้นสุดการตั้งครรภ์ ส่วนกรณีที่ไม่ชัดเจนว่าเวลาแห่งการตั้งครรภ์ ให้นับแต่วันคลอดลงไปจนถึงวันเริ่ม
ตง้ั ครรภ์มีระยะเวลาไม่นอ้ ยกวา่ หกเดอื น

การแบ่งมรดกในกรณีที่ของคนสาบสญู

กรณที เ่ี จ้ามรดกหรือทายาทได้หายสาบสญู ซ่งึ ยังไมท่ ราบแนช่ ัดว่าตายแลว้ หรือไม่ ให้จัดการทรัพย์มรดก
ดงั นี้

๑.กรณีที่ทายาทไดห้ ายสาบสญู ให้ทายาทอื่นรับส่วนของตน

๒.กรณีทเ่ี จ้ามรดกเป็นคนสาบสญู ใหร้ ะงับการแบง่ มรดกไว้ก่อนจนกว่าจะชดั เจนว่าไดห้ ายสาบสญู จรงิ ใน
กรณีท่ีทายาทได้ตายกอ่ นวันที่ศาลมีค าสงั่ ใหเ้ จา้ มรดกเป็นคนสาบสูญ ทายาทนน้ั ไม่มีสทิ ธไิ ด้รบั มรดก

26

บรรณานุกรม
Al-Mawardi, Abu al-Hasan A’li bin Muhammad. (1989). Al-Ahkham al-Sultaniah wa al-Wilayat

al-Diniah. Al-Kuwait : Dar Ibn Qutaibah.
กำธร พันธลุ าภ. ดะโต๊ะยุติธรรม. ดุลพาห. 5, 10 (ตลุ าคม 2501). 636-647.
กติ ติศกั ด์ิ ปรกต,ิ เจ๊ะเหลา๊ แขกพงศ์, มะรอนงิ สาแลมงิ , มฮุ ำหมดั ซากี เจะ๊ หะ, ฆอซาลี เบ็ญหมัด และนเิ ลาะ

แวอุเซง็ . รายงานวิจัยเร่อื งระบบการปรับใชก้ ฎหมายอิสลามในประเทศไทย. รายงานการวิจยั เสนอตอ่
สถาบนั วิจัยและใหค้ ำปรกึ ษาแหง่ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, 2555.
กติ ติศักด์ิ ปกติ และเจ๊ะเหล๊าะ แขกพงศ.์ (2554). ระบบการปรบั ใช้กฎหมายอิสลามในประเทศไทย
(รายงานการวิจัย) กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์เดอื นตลุ า
ดษุ ฎหี ๎ ลีละเมียร. (2558). ความเป็นอสิ ระของผู้พิพากษาและการต่อส้เู พอื่ ระบบคณะกรรมการตุลาการศาล
ยตุ ิธรรมท่ี คสช. และ สปช. ต้องศึกษาให้ถอ่ งแท้.
เดน่ โต๊ะมนี า และบคุ อรี บินรามญั . กฎหมายอสิ ลาม. พมิ พค์ ร้ังที่ 5. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง,
2550.
ปทั มา สูบกำปัง. (2553). สถาบันตลุ าการไทย : ความทา้ ทายในการแสดงบทบาทอำานาจหน้าท่ใี นยุคปฏิรปู
การเมือง กับความเชอ่ื มน่ั ของสงั คม. วารสารสถาบันพระปกเกล้า,
พระราชบัญญตั ริ ะเบียบข้าราชการฝา่ ยตุลาการการศาลยตุ ธิ รรรรม พ.ศ. 2543. (2543). ราชกจิ จานุเบกษา.
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝายตุลาการศาลยตุ ธิ รรม พ.ศ. 2543. (2543).
พระราชบญั ญตั ิศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธพี ิจารณาคดเี ยาวชนและครอบครวั พ.ศ. 2553.
พระราชบญั ญตั ิหลักเกณฑก์ ารแต่งต้ังและการดำารงตำแหน่งผ้พู พิ ากษาอาวโุ ส พ.ศ. 2542

27

หน้าที่สมาชิกในกลมุ่

เมื่ออาจารย์ได้มอบหมายงานกลุ่ม คณะผู้จัดทำได้มีการแก้โจทย์ตามหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย คือ
กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมายอิสลามในศาลจังหวัด และศาลเยาชนและครอบครัว พร้อม
แตง่ ต้งั หัวหนา้ กลุม่ คอื นายอัลกาลัม แลแว เนือ่ งจากนายอลั กาลัม แลแว มปี ระสบการณ์มากกว่าเพ่ือนในกลุ่ม
ในการประสานงานกับวิทยากรหรืออาจารยผ์ ู้ทีม่ ีองค์ความรู้เฉพาะในด้านกฎหมาย เพื่อสอบถามและเรียนรู้ตาม
หวั ขอ้ ทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย

นางสาวอัซฮะ เจ๊ะกา เป็นผู้ติดตามผลการปฏิบัติงาน ปรับปรุงงานเล่มรายงาน พร้อมคอยชี้แจง
ความก้าวหน้าของขอ้ มูลให้สมาชกิ ทุกคนทราบ

นางสาวฟารีดา สนิโช นางสาวมุมีนะห์ ดือราแม และนายซัมรี สะมาแอ ศึกษาค้นคว้าและรวบรวม
ขอ้ มลู จากแหลง่ ข้อมลู ต่างๆ เช่น หนังสอื อินเทอร์เนต็ เป็นต้น

ประโยชน์ และข้อคิดท่ีสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจำวนั

ปัจจุบนั ในชวี ิตประจำวนั ของเราไมว่ ่าใครจะทำอะไรจะตอ้ งมีกฎหมายเขา้ มาเก่ยี วข้องดว้ ยตลอดเวลา เชน่
การก้ยู ืม ซอื้ ขายต่างๆ เหล่านี้ ล้วนตอ้ งปฏิบตั ิตามท่ีกฎหมายกำหนดทัง้ สิ้น ซึ่งในฐานะทเ่ี ราเป็นนสิ ิตนักศกึ ษา
สาขากฎหมายอสิ ลามจะต้องมีระดบั ขนั้ พ้นื ฐานความรู้เกี่ยวกบั กฎหมายพอสมควร และที่สำคัญเราสามารถท่จี ะ
แบง่ ปนั ความร้ทู ่ีเรามใี ห้เกิดประโยชน์กบั คนรอบขา้ งได้ เพื่อใชใ้ นการดำเนินชวี ิตประจำวนั เพอ่ื ปอ้ งกนั ไม่ใหก้ ระทำ
ความผิด และท่ีสำคญั ทกุ คนต่างก็ใช้ชวี ิตทเ่ี กยี่ วข้องกับกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ประโยชน์ของการศึกษากระบวนการพิจารณาพพิ ากษาคดตี ามกฎหมายอสิ ลามในศาลจงั หวดั และ
ศาลเยาชนและครอบครวั

1. รู้กฎหมายระดับข้นั พื้นฐาน เพือ่ ที่จะไดป้ ฏิบัติตวั ใหถ้ ูกตอ้ งเหมาะสมในสังคมเรา
2. เม่ือมปี ญั หาเกิดขึ้นกบั ตัวเราซ่ึงแน่นอนความรู้ และทักษะท่ไี ดจ้ ากการศึกษาค้นควา้ น้ัน จะทำให้เรา
สามารถวเิ คราะหส์ ถานการณ์ต่างๆ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี และแก้ไขปญั หาดว้ ยการมองสองดา้ นซ่ึงนั้นก็ถอื วา่ เปน็ วธิ กี าร
แกป้ ัญหาท่ดี ที ่ีสุด

3. ภายหลงั ทเ่ี ราได้ศกึ ษาคน้ ควา้ นั้น คณะผจู้ ัดทำจะมีนิสัยทมี่ ีความยตุ ธิ รรม และมีปรารถนาทจี่ ะสร้าง
สังคมให้ดีขนึ้

ปัญหา เนื่องจากอยู่ในสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโควดิ -19 ทำให้เกดิ อุปสรรคยากตอ่ การรวมตัว


Click to View FlipBook Version