The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ลูสพารตส์ มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kamonpun4052, 2021-04-10 12:22:01

ลูสพารตส์ มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ

ลูสพารตส์ มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ

มหาวิทยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม
คณะครศุ าสตร์ สาขาวชิ าการศกึ ษาปฐมวยั
โดย กมลพรรณ ศรเี ลา, จรยิ ารตั น์ ยอดศริ ิ และวราพร ภคู รองนาค

มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
คณะครุศาสตร์ สาขาวชิ าการศกึ ษาปฐมวยั
โดย กมลพรรณ ศรเี ลา, จรยิ ารตั น์ ยอดศริ ิ และวราพร ภคู รองนาค

คำนำ

ลูสพารตส์ เป็นวัสดุหรือสิ่งของรอบตัวที่เด็กสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจาวัน ซึ่ง
เป็นสื่อวัสดุปลายเปิด ได้แก่ วัสดุจากธรรมชาติ สิ่งของที่ทาจากไม้ พลาสติก โลหะ เซรามิค
หรือแก้ว ผ้าหรือริบบิ้น และบรรจุภัณฑ์ที่นามาผสมผสานประยุกต์อออกแบบใหม่เพื่อ
ตอบสนองเป้าหมายในการเล่นของเด็กปฐมวัยอย่างสร้างสรรค์ โดยการเล่นเป็นทักษะที่ติด
ตัวมาตั้งแต่กาเนิดอย่างเป็นธรรมชาติ และเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ ซึ่งการเล่นของเด็กยัง
เปน็ การ แสดงออกทางความคิด ความรู้สึกและความเข้าใจต่อโลกรอบตวั

ในการจัดทาหนังสือลูสพารตส์ : มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ เป็นหนังสือที่
เกี่ยวกับการเล่นของเด็กปฐมวัย แนวคิดและทฤษฎีของนักการศึกษาเกี่ยวกับการเล่น
พัฒนาการการเล่นของเด็กปฐมวัย การเล่นลูสพารตส์ และการจัดกิจกรรมการ
เล่นลูสพารตส์จากสื่อธรรมชาติ โดยการใช้วัสดุที่หาได้จากธรรมชาติรอบตัว เช่น วัสดุ
ธรรมชาติจากดิน หิน เมลด็ พืช ลาต้น กิง่ ไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เปน็ ต้น เพือ่ ส่งเสริมทกั ษะการเล่น
อย่างสร้างสรรค์ ให้แก่เด็กปฐมวัย มีสุนทรียะในการเล่น รู้จักการวางแผนผ่านการเล่น ให้
เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพรู้จักคุณค่าของธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว และหวังเป็น
อย่างยิ่งว่าหนังสือลูสพารตส์ : มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาตินี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่
สนใจ

ท้ังนี้ขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์สุชาดา หวังสิทธิเดช ที่เป็นผู้ให้คาแนะนาและ
อานวยความสะดวกให้แก่นักศึกษาในการจัดทาหนังสือลูสพารตส์ : มหัศจรรย์การเล่นจาก
สื่อธรรมชาติเล่มนี้

คณะผู้จดั ทา

สำรบญั

บทท่ี หน้ำ
1 กำรเล่นของเดก็ ปฐมวยั 1
1.1 ความหมายและความสาคัญของการเล่นของเดก็ ปฐมวยั 2
1.2 ประเภทของการเล่นสารบั เด็กปฐมวยั 9
1.3 ประโยชน์ของการเล่น 24
สรปุ ท้ายบท 29
2 แนวคดิ และทฤษฎีของนักกำรศึกษำเกี่ยวกบั กำรเลน่
2.1 แนวคิดและทฤษฏีการเล่นแบบด้ังเดิม 30
2.2 แนวคิดและทฤษฏีการเล่นรว่ มสมยั 31
สรปุ ท้ายบท 34
3 พัฒนำกำรกำรเลน่ ของเด็กปฐมวยั 42
3.1 พฒั นาการการเล่นทีเ่ ด็กมีปฏิสมั พนั ธ์กับสงั คมหรอื ผอู้ ื่น (Social Play) 43
3.2 พัฒนาการการเล่นที่เด็กมีปฏิสมั พันธ์กับวตั ถุหรอื ของเล่น(Object Play) 44
สรปุ ท้ายบท 50
4 กำรเล่นลสู พำรตส์ 59
4.1 ความเป็นมาและความหมายของลสู พารตส์ 60
4.2 ตัวอย่างลสู พารตส์ 7 ประเภท 61
4.3 การเล่นลูสพารตส์และการจัดเตรยี มสภาพแวดล้อม 65
สรุปท้ายบท 66
5 กำรจัดกิจกรรมกำรเลน่ ลูสพำรตส์: 68
5.1 การเล่นลูสพารตส์: จากสื่อธรรมชาติ 69
5.2 การเล่นลูสพารตส์: จากพลาสตกิ โลหะ แก้ว ผา้ ริบบนิ้ 70
และบรรจภุ ัณฑ์ 114
สรปุ ท้ายบท
บรรณำนุกรม 116
ประวัติผู้จดั ทำ 117
119

บทที่ 1
การเลน่ ของเดก็ ปฐมวยั

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสอื่ ธรรมชาติ 2

1.1. ควำมหมำยและควำมสำคญั ของกำรเล่นของเดก็ ปฐมวยั

วิไลวรรณ ปนั วงั (2561 : 1) การเล่นเปน็ กิจกรรมทีท่ าให้เดก็ เกิดการเรียนรู้ และเป็น
ตัวกระตุ้นใหเ้ ดก็ เกิดการรบั รู้ที่ดีตลอดทั้งให้เดก็ ได้เรียนรู้ การเล่นเปน็ สิ่งจาเปน็ สาหรับเด็กที่
ขาดมิได้ การเล่นเปน็ การทางานของเด็ก การเล่นยังมีผลต่อพัฒนาการทางสมองเดก็ จะชอบ
เล่นเนื่องจากทาให้เด็กได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้ผ่อนคลายความเครียด เด็กได้
เรียนรู้สิ่งต่างๆจากการเล่น สิ่งสาคัญจะช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาส่งเสริมพัฒนาการได้
สงู สดุ

ควำมหมำยของกำรเลน่ เพื่อส่งเสริมพัฒนำเดก็ ปฐมวัย

นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาเด็กปฐมวยั
ไว้หลากหลาย ดงั ตอ่ ไปนี้

เฮอร์ลอค (Hurlock, 1956 : 321) กล่าวว่า การเล่นเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความ
เพลิดเพลิน สนุกสนาน โดยไม่คานึงถึงผลที่เกิดขึ้น และมักเป็นกิจกรรมที่บุคคลกระทาโดย
ไม่ถูกบังคบั

แมค (Mack, 1975) การเล่นเป็นกิจกรรมที่จะช่วยให้ผู้เล่นสามารถปรับตัวเข้ากับ
สิง่ แวดล้อม การเล่นของเด็กเปรียบได้กับการทางานของผู้ใหญ่ ต่างกนั ตรงที่การเล่นของเด็ก
ไม่มงุ่ หวังสิ่งใดสิง่ หน่งึ เม่อื สิน้ สุดการเล่น นอกจากเป็นความพงึ พอใจตามธรรมชาติ

เพียเจต์ (Piaget, 1962) ได้กล่าวว่าการเล่นเป็นกิจกรรมในการพักผ่อน เกิดความ
สนุกสนานเพลิดเพลิน ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ควรคานึงถึงว่าเม่ือเด็ก
เล่นแล้วได้ประโยชน์ รู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหา ให้อภัย และเสียสละ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์ ได้
ทางานรว่ มกนั เพื่อการพัฒนาด้านรา่ งกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

ลูสพารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสอื่ ธรรมชาติ 3

มาร์กาเรต็ โลเวนเฟลด์ (Margaret loventfeld, 1977 : 100, อ้างถึงเยาวพา เดชะคุปต์
, 2542 : 21) ได้กล่าวถึงความหมายของการเล่นของเด็กปฐมวัยเอาไว้ในหนังสือ ชื่อ "Play in
Childhood" ว่า

1. การเล่น คือ การกระทากิจกรรมทางรา่ งกาย (Play as a Bodily Activity)
2. การเล่น คือ การได้รับประสบการณซ์ ้า (Play as Repetition of Experience)
3. การเล่น คือ การแสดงออกซึ่งความเพ้อฝัน (Play as Demonstration of Fantasy)
4. การเล่น คือ การเข้าใจถึงสิง่ แวดล้อม (Play as Realization of Environment)
5. การเล่น คือ การเตรียมเพื่อชีวติ (Play as Preparation for Life)

รดู อล์ฟ (Rudolph, 1984 : 96) กล่าวว่า การเล่นเปน็ กระบวนการของการพัฒนาท้ัง4
ด้านของเด็ก คือ ด้านร่ากาย จิตใจ-อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งการเล่นนี้มี
องค์ประกอบ 3 ประการ ดังน้ี

1. การเล่นนาไปสู่การคน้ พบเหตุผลและความเครียด
2. การเล่นนาไปสู่การคน้ พบเหตุผลและความคิด
3. การเล่นเป็นการนาเดก็ ไปสู่ความสมดุลในสงั คม

กอร์ดอน และ โบรว์นี (Gordon and Browne, 1995) กล่าวว่า การเล่นเป็นหัวใจ
สาคัญของการเรียนรู้ เด็กจะแสดงความหมายต่างๆ ผ่านการเล่น ครูจึงสามารถวางแผนใช้
การเล่นของเด็กเป็นการเรียนรู้ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงความสนุกสนานที่เกิดขึ้นให้กลายเป็น
ประสบการณก์ ารเรียนรู้

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสอื่ ธรรมชาติ 4

ฮารท์ เลย์ แฟรงค์ และโกลเดนซัน (Hartlery, Frank and Goldenson, 1952, อ้างถึงใน
ประภาพรรณ เอี่ยมสภุ าษิต, 2542 : 119) ได้กล่าวถึงความหมายของการเล่นไว้ ดังน้ี

1. การเล่นเปน็ การลอกเลียนแบบผใู้ หญ่
2. การเล่นเปน็ การแสดงสภาพชวี ิตจรงิ
3. การเล่นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลปฏิสัมพันธ์ และประสบการณ์ของเด็กใน
สังคม
4. การเล่นเปน็ การผ่อนคลายความตึงเครียดของเด็กที่สังคมไม่ยอมรับ
5. การเล่นเป็นการแสดงออกตามความตอ้ งการของเด็ก
6. การเล่นเป็นการแสดงบทบาทสมมติ
7. การเล่นเปน็ กระจกเงาสะท้อนใหเ้ ห็นถึงความเจริญเติบโตของเด็ก
8. การเล่นเป็นการแก้ปัญหาและลองใช้วธิ ีการแก้ปญั หาเหล่าน้ัน

สุชา จันทร์เอม (2547: 81) กล่าวว่า การเล่นของเด็กเล่นเป็นกิจกรรมหรือการ
กระทาใดๆ ที่ให้ความสนุกสนานและเพลิดเพลิน โดยที่เด็กไม่ได้คานึงถึงผลของกิจกรรม
หรือการกระทานั้นๆ การเล่นของเด็กมีความสาคัญมากสาหรับเด็ก เพราะการเล่นเกิดจาก
การสมัครใจของเด็กเองไม่มีการบังคับใดๆท้ังสิ้น ลักษณะและประเภทของการเล่นแต่ละ
อย่างย่อมแตกต่างกันออกไปตามวัยและตามความต้องการของเด็ก การเล่นแตกต่างจาก
การทางาน เพราะว่าการทางานน้ันต้องทาให้สาเร็จ เด็กสามารถแยกการเล่นกับการทางาน
ได้ เป็นต้นว่าเด็กรู้ว่าการทางานนั้น ได้แก่ การช่วยพ่อแม่ทางานบ้านหรือการเรียนหนังสือ
เปน็ การทาให้เกิดประโยชน์มากกว่าการเล่นท้ังยังรดู้ ้วยว่าการทางานยากกว่าการเล่น เพราะ
การทางานต้องให้ความสนใหก้ ับงาน และต้องการผลประโยชน์จากงานน้ัน

ปวีณา ประชากุล (2547: 19) กล่าวว่า การเล่นหมายถึง กิจกรรมหรือการกระทา
ใดๆของเด็กที่เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยทีเ่ กิดจากความสมัครใจ ทาด้วยความรสู้ ึก
มีอสิ ระไม่มกี ารบังคับใดๆ และผลทีไ่ ด้รบั จากการเล่นยงั เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทกุ ๆด้าน
ของเด็ก

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสอื่ ธรรมชาติ 5

สารานุกรม ฉบับเยาวชนไทย เล่มที่ 13 กล่าวว่า "การเล่น" หมายถึง การกระทาเพื่อ
สนุกหรือผ่อนอารมณ์ ซึ่งตรงกับคาในภาษาอังกฤษว่า play หรือ game ซึ่งมีความหมาย
ต่างกัน

คาวา่ "play มีผู้ให้ความหมายว่าเล่นสนุกเป็นการเล่นคนเดียวก็ได้ หลายคนก็ได้ เล่น
โดยสมัครใจไม่มใี ครบังคบั คาวา่ "game" มีผู้ให้ความหมายว่าเล่นสนกุ เป็นการเล่นคนเดียวก็
ได้ หลายคนก็ได้ เล่นโดยสมคั รใจไม่มีใครบงั คับ คาวา่ “game” มีผู้ให้ความหมายไว้มากมาย
สรุปได้ว่าเป็นการเล่นที่มีกฎเกณฑ์บังคับ ผู้เล่นต้องเล่นตามกฎเกณฑ์นั้น (พัฒนา ชัชพงศ์,
2557)

การเล่นถือเป็นวิธีการที่สาคัญ และเป็นพื้นฐานสาหรับเด็กเล็กๆ ในการเรียนรู้
เกี่ยวกับโลกรอบตัว การเล่นเป็นการกระทา หรอื การปฏิบัติทีซ่ บั ซ้อนซึ่งยากที่จะใหค้ าจากัด
ความที่แน่ชัดลงไปได้ แต่เม่ือได้พบเห็น คนส่วนใหญ่สามารถบอกได้ว่า "นั่นคือการเล่น"
(Waite-Stupiansky, 1997) การเล่นสามารถเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง เช่น ที่บ้าน ที่โรงเรียน
ในสนามเด็กเล่น บนท้องถนน เป็นต้น คาจากัดความของการเล่นสามารถแบ่งได้เป็น 2
ลกั ษณะ (Sayeed & Guerin, 2000, p. 3) ดงั น้ี

สิ่งที่เด็กกระทา และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวเด็กขณะกาลังเล่น การเล่น
ในที่นี้เกิดขึ้นเนื่องจากแรงจูงใจภายใน และมุ่งเน้นที่กระบวนการมากกว่าผลผลิต (Rubin,
Fein & Vandenberg, 1983)

สิ่งที่เด็กได้จากการเล่น การเล่นในที่นี้หมายถึงการทางานของเด็ก และวิธีการที่เดก็
นักการศึกษา รูบิน เฟน และแวนเดนเบริก์ (Rubin, Fein & Vandenberg, 1983, pp. 693-
774) ได้ให้คาจากัดความของการเล่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบที่เป็นคุณลักษณะของการ
เล่น 6 ประการดงั น้ี

1. การเล่นส่งเสริมแรงจูงใจภายใน (intrinsic motivation) การที่เด็กเล่นเป็น
ผลมาจากแรงจูงใจภายใน ไม่ใช่แรงกดดันจากภายนอก (external pressures) กิจกรรมการ
เล่นของเดก็ เกิดขึ้นเนือ่ งจากเด็กเป็นผู้ตัดสนิ ใจด้วยตนเอง

2. การเล่นยืดหยุ่นได้และเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ภายนอก การเล่นจะ
เปลี่ยนไปโดยขึ้นกับสถานการณแ์ ละผเู้ ล่น

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสอื่ ธรรมชาติ 6

3. การเล่นดาเนินไปราวกบั เป็นเหตกุ ารณท์ ีเ่ กิดขึน้ จรงิ
4. การเล่นจะมุ่งเน้นที่กระบวนการมากกว่าผลผลิต
5. บคุ คลทีม่ บี ทบาทในการกาหนดการเล่นคือ ผเู้ ล่น
6. การเล่นจะมีความสัมพันธ์กับผเู้ ล่น

กล่าวอีกนัยหน่ึง การเล่นเป็นกิจกรรมซึ่งเด็กมีส่วนร่วมเพราะเปน็ ความต้องการของ
ตวั เดก็ เอง ในวิธีการทีเ่ ดก็ เป็นผู้กาหนด และเดก็ จะใช้สมาธิท้ังหมดจดจอ่ อยู่ในสิ่งทีเ่ ด็กกาลัง
ทาในการเล่นเด็กจะไม่ใส่ใจกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในหลายๆ คร้ังการเล่นจะไม่มีจุดเริ่มต้น
หรอื จุดสิน้ สุดทีแ่ น่นอน ตายตวั แตเ่ ด็กจะใช้การเล่นในการสารวจผู้คน และสิง่ ต่างๆ รอบตัว

จากความหมายของการเล่นที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า การเล่น หมายถึง การจัด
ประสบการณ์และกิจกรรมทุกชนิดที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรมชาติของตัว
เด็กในการค้นพบเหตุผลและความคิด จะทาให้เด็กเกิดความสนุกสนานช่วยสร้างเสริม
กระบวนการพัฒนาการด้านต่างๆ ทั้ง 4 ด้าน ให้เดก็ ได้อย่างเหมาะสมโดยผ่านประสบการณ์
ตรงที่เป็นรูปธรรมด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การเล่นเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ และเป็น
ตัวกระตุ้นให้เด็กเกิดการรับรู้ที่ดี ตลอดท้ังให้เด็กได้เรียนรู้ตัวเองและบุคคลอื่นโดยไม่รู้ตัว
และนอกจากนี้ การเล่นยังมีผลต่อพัฒนาการทางสมอง และระบบประสาทอีกด้วย การเล่น
มีความสาคัญอย่างมากในการเรียนรู้สาหรับเด็กปฐมวยั และมีปฏิสมั พันธ์กบั เพือ่ น สามารถ
สังเกตดูพฤติกรรมการเข้าเรียนของผู้เรียน การเล่นมีความสาคัญ ต่อพัฒนาการทางด้าน
ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาเด็กได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เกิดความคิด
จนิ ตนาการสรา้ งสรรค์ และการแก้ปัญหาที่สามารถนาไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ การ
เล่นถือเป็นองค์ประกอบทีส่ าคัญในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

ลูสพารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสอื่ ธรรมชาติ 7

ควำมสำคญั ของกำรเล่น

การเล่นถือเป็นกิจกรรมที่มีความสาคัญกับเด็กทุกคน เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง
สร้างสรรค์ แก้ปัญหา และค้นพบด้วยตนเอง มีผู้ศึกษาค้นคว้าและได้ให้ความสาคญั ไว้ดงั น้ี

เพียเจต์ (Piaget, อ้างถึงใน เยาวพา เดชะคุปต์, 2542 : 22) ได้กล่าวถึงความสาคัญ
ของการเล่นว่า การเล่นจะมีความสาคัญต่อพัฒนาการทางสติปัญญา เด็กจะสามารถ
แยกแยะสิ่งต่างๆ จากสิ่งเร้าได้ และขณะที่เด็กตอบสนองสิ่งเร้า เขาจะสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ
เข้ามาในสมอง เพียเจท์ยังได้พูดถึงการเล่นเอาไว้ 3 ประการคือ

1. บทบาทของการเล่น คือ การระบายอารมณ์
2. การเล่นช่วยใหเ้ ข้าใจถึงสิ่งทีเ่ ป็นนามธรรม
3. การเล่นเปน็ การเรียนรทู้ างสงั คม

รูบิน และ คณะ (Rubin and Other, 1983) ได้กล่าวถึงความสาคัญของการเล่นไว้
ดงั น้ี

1. การเล่นเป็นความสัมพันธ์ที่เดก็ กาหนดข้ึนดว้ ยตนเอง โดยมีอิสระจาก
กฎเกณฑ์

2. การเล่นเป็นสิ่งสาคัญและควบคุมโดยเด็ก
3. การเล่นเป็นกิจกรรมของชีวิตจรงิ ที่สามารถทาได้ตลอดเวลา
4. การเล่นมคี วามสาคัญที่กระบวนการของกิจกรรมมากกว่าผลทีไ่ ด้จาก

การเล่น

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสอื่ ธรรมชาติ 8

การเล่นต้องมีปฏิสัมพันธ์และการร่วมมือกันของเด็ก นักการศึกษาจานวนไม่น้อย
เกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะบรู ณาการการเล่นเข้าไว้ในหลักสูตรสาหรับเด็กปฐมวยั
ท้ังนี้เพราะวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ในโรงเรียนน้ันถูกกาหนดไว้ค่อนข้าง
แคบ (Bergen,1988, p.1) อย่างไรก็ตาม เม่ือวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ถูกกาหนดให้กว้าง
ขึ้น นักการศึกษาพบว่า การเล่นเป็นเคร่ืองมือที่มีประสิทธิผลที่ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้มากขึ้น
เกี่ยวกับเน้ือหาในหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษา
ยิ่งกว่านั้น ความคิดรวบยอดที่สาคัญในการเรียนยังสามารถเรียนรู้ผ่านการเล่น
(Wassermann, 1992: 133-139) การเล่นช่วยใหเ้ ด็กสร้างความเข้าใจเกี่ยวกบั โลกรอบตวั ใน
การเล่นเด็กจะมีอานาจที่จะทาสิ่งต่างๆ เพื่อตนเอง ขณะเดียวกันเด็กก็มีโอกาสฝึกทักษะที่
สาคัญและพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง การที่ครูจะบูรณาการการเล่นเข้าไว้ในหลักสูตร
ปฐมวยั ครูผู้สอนจาเป็นต้องเป็นผู้ที่เห็นคุณค่า และความสาคัญของการเล่น และมีความเชื่อ
ว่าเด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น เด็กเล็กๆ จะยังไม่ตระหนักในความแตกต่างระหว่าง "การทางาน"
และ "การเล่น" ส่ิงใดๆ ก็ตามที่เด็กทาถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ ส่ิงที่เด็กเรียกว่า
"การเล่น" แท้จริงคือ "การทางาน" ของเด็ก เด็กจะใช้สมาธิทั้งหมดของตนมุ่งไปที่กิจกรรม
หน่งึ กิจกรรมใดทีต่ นสนใจ

วีณา ประชากุล (2547:21) กล่าวว่า การเล่นมีความสาคัญในวิธีทางการศึกษา การ
เล่นจัดเป็นการศึกษาของเด็ก เพราะขณะที่เด็กเล่นเด็กจะได้สัมผัสจากประสบการณ์ตรง
เด็กจะเกิดกระบวนการเรียนรู้โดยธรรมชาติ ส่งเสริมพัฒนาการท้ัง 4 ด้าน เช่น การฝึกฝน
มารยาทที่ดีของเด็ก การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม การเล่นกับเพื่อน การสร้างมิตร
การใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ การใช้ภาษา การกระตุ้นและส่งเสริมการใช้จินตนาการความคิด
สร้างสรรคข์ องเด็ก การเล่นเปน็ การระบายอารมณ์และความต้องการต่างๆของเด็ก เปน็ การ
ผอ่ นคลายไม่ให้เกิดความตึงเครียด

ลูสพารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสอื่ ธรรมชาติ 9

สรปุ

จากความสาคัญของการเล่นที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การเล่นมีความสาคัญกับ
เด็ก การเล่นยังช่วยให้เด็กสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลกธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมรอบตัว
ในการเล่นเด็กจะมีความสนใจเลือกที่จะทาสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง เกิดกระบวนการเรียนรู้โดย
ผา่ นการเล่นกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย เล่นกับครอบครัวเป็นการสร้างสัมพันธ์ทีด่ ีระหว่าง
เพื่อนๆและคนรอบข้างที่ดีการใช้ภาษากระตุ้นและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์จินตนาการ
ของเด็กเพราะเด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะเล่น จัดการอารมณ์ระบาย
อารมณ์ผ่านการเล่น เป็นการผ่อนคลายสนุกกับการเล่นและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นมี
อิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาแก่เด็กใน ด้านต่างๆ เช่น ด้านความคิด จิตนาการ ภาษา
ด้านการเรียนรู้กฎระเบียบทางสังคม วัฒนธรรม ซึ่งการเล่นจะดึงเอาความรู้สึกนึกคิดของ
เด็กออกมา และที่สาคัญการเล่น มีหน้าที่พัฒนาจิตใจของเด็กให้สูงขึ้น โดยการเล่นอาจจะ
แฝงดา้ นคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่เด็กไปด้วย

1.2. ประเภทของกำรเลน่ สำหรับเดก็ ปฐมวยั

จุฬินฑิพา นพคุณ (2561 : 45) การเล่นของเด็กมีความแตกต่างกันไปในแต่ละวัน
เวลา และแต่ละบุคคล ตามสภาพการเล่นและความพอใจของเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากการเล่นแต่
ละชนิดให้ความสนใจหรอื ดึงดูดใจเด็กแตกต่างกัน บางคร้ังก็ชอบดูคนอื่นเล่น หรือบางคร้ังก็
ชอบเล่นกิจกรรมที่ร่วมมือกับคนอื่นๆ มีการผลัดเปลี่ยนวัตถุกันเล่น เด็กแต่ละคนมีโอกาส
เล่นในแบบต่างๆกัน ดังที่ ศรีเรือน แก้วกังวาล (2545 : 211 - 213) ได้สรุปประเภทของการ
เล่นไว้ 7 ประเภทดังตอ่ ไปนี้

1. เล่นคนเดียว เป็นการที่เด็กเล่นคนเดียวกับของเล่น เชน่ เล่นกบั ตุ๊กตา เล่น
ตดั กระดาษ เล่นสมมติ ฯลฯ

2. เล่นสมมติ โลกของการเล่นสมมติเป็นการเล่นที่โดดเด่นมากของเด็กวัย
เด็กตอนต้น สาหรับเด็กการเล่นชนิดนี้เป็นโลกแห่งความจริง เด็กมักลอกเลียนโลกสมมุติ
จากเร่ืองราวในชีวิตจริงที่ได้พบเห็น เช่น เป็นครู นักเรียน พ่อ แม่ ทากับข้าว ฯลฯ หรือ
บางครงั้ กล็ อกเลียนจากเรือ่ งราวทีต่ นได้ยินได้ฟังจากนิทาน

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 10

3. เล่นเชงิ สงั คม เปน็ การเล่นทีม่ เี ด็กตั้งแต่ 2 คนขึน้ ไป การเล่นเชงิ สงั คมอาจ
รวมการเล่นประเภทอื่นๆ ด้วย (ยกเว้นการเล่นคนเดียว) เช่น เล่นกระโดดเชือก เล่นซ่อนหา
เล่นอีตัก เล่นมอญ ซ่อนผ้า ฯลฯ

4. เล่น-ดูผู้อื่นเล่น เด็กดูผู้อื่นเล่น โดยไม่ร่วมเล่นด้วยแต่อาจจะถามคาถาม
ให้คาแนะนา ฯลฯ การดูผอู้ ื่นเล่นไม่ค่อยปรากฏบ่อยนักในวยั นี้

5. เล่นอย่างเดียวกันในที่เดียวกันแต่ไม่เล่นด้วยกัน (ต่างคนต่างเล่น)
(Pararell Play) เช่น เด็ก 2 คน ต่างนั่งเล่นตุ๊กตาของตัว พูดกับตุ๊กตา แต่ไม่ร่วมเล่นตุ๊กตาตัว
เดียวกนั

6. เล่นร่วมกัน (Associative Play) เม่ือเด็กโตขึ้นเด็กจะชอบเล่นร่วมกบั เพื่อน
มากกว่าเล่นคนเดียว หรอื เล่นด้วยกนั แต่ต่างคนต่างเล่น เด็กยงั ยอมรบั กติกาการเล่นร่วมกัน
ไม่ค่อยได้ จึงมักจะทะเลาะกันค่อนข้างบ่อยเม่ือเล่นร่วมกัน แต่การทะเลาะของเด็กเป็น
ลักษณะชวั่ ครู่ช่ัวยาม

7. เล่นแบบร่วมมือกัน (Co-operative Play) เด็กจะรู้จักเล่นด้วยกันอย่างมี
กฎเกณฑ์การเล่นที่ไม่ซบั ซ้อน เมือ่ อายปุ ระมาณ 5 - 6 ขวบ

สุชา จันทน์เอม (2543 : 85 - 86) ได้กล่าวไว้ในจิตวิทยาเด็กว่า เด็กจะเล่นอย่างไร
น้ัน ขนึ้ อยู่กับอายุของเดก็ เป็นส่วนใหญ่ คือ เด็กที่มอี ายุแตกต่างกนั จะเล่นแตกต่างกันออกไป
ซึง่ พอสรปุ ได้ ดังตอ่ ไปนี้

1. การเล่นทีเ่ ป็นไปตามธรรมชาติและเป็นอิสระ การเล่นดงั กล่าวจดั เป็นการ
เล่นที่ไม่มี กฎเกณฑ์ไม่เล่นประจา และเป็นการเล่นคนเดียวมากกว่าที่จะเล่นกับเพือ่ นๆ และ
จะเป็นการเล่นในลักษณะของการสารวจ เช่น การเล่นตุ๊กตา เด็กจะถอดออก แล้วทดลอง
ประกอบใหม่ การเล่นจะเริ่มซบั ซ้อนและมีกฎเกณฑม์ ากขึ้นในชว่ งปลายปีที่ 2

2. การเล่นแบบสมมติ การเล่นชนิดนี้เป็นการเล่นกับวัตถุ หรือสถานการณ์
อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยสมมติจากสิ่งที่เด็กชอบจัดเป็นการเล่นที่ต้องใช้ภาษาและแสดง
พฤติกรรมต่างๆ ออกมา ซึ่งการเล่นสมมตินี้เด็กคนใดที่มีความคับข้องใจมาก ก็จะยิ่งชอบ
การเล่นแบบนีม้ าก

3. การเล่นแบบสร้างสรรค์ การเล่นแบบสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สาคัญที่สุดใน
การเล่นของเดก็

ลูสพารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 11

นอกจากน้ันสามารถแบ่งกิจกรรมการเล่นออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การเล่นนอก
ห้องเรียน และการเล่นในห้องเรียน ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะมีรูปแบบการเล่นที่คล้ายคลึงกันและ
เปน็ ไปตามขั้นตอน ซึ่งรูปแบบและวิธีการเล่นจะสอดคล้องกบั พฒั นาการในทุกด้าน ดงั น้ี

1. กิจกรรมกำรเล่นนอกหอ้ งเรียน (กลำงแจง้ )

กิจกรรมการเล่นนอกห้องเรียนต้องคานึงถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่
เหมาะสม ดงั น้ี

1.1 อุปกรณ์ อุปกรณ์สาหรับการเล่นนอกห้องเรียนควรมีเคร่ืองเล่นที่ให้เด็ก
ได้ปีนป่าย มุดลื่นไถล โหน แกว่งไกว เช่น กระดานลื่น ชิงช้า ม้ากระดก อุปกรณ์เหล่านี้ช่วย
พัฒนากล้ามเน้ือมัดใหญ่ กล้ามเน้ือแขนขา ทักษะทางร่างกาย ความยืดหยุนคล่องตัว แต่ไม่
ควรมีเฉพาะอุปกรณ์ที่พัฒนาด้านร่างกายเท่านั้น ควรมีอุปกรณ์ที่ส่งเสริมจินตนาการ
ความคิดสรา้ งสรรค์ และเปิดโอกาสให้เด็กได้ทา เล่นตามจนิ ตนาการน้ัน เชน่ อุปกรณ์ที่ใช้ใน
การเล่นบทบาทสมมติ ของเล่นที่มีล้อ ลูกบอล อุปกรณ์เล่นน้า และทราย อุปกรณ์เล่นสร้าง
อุปกรณ์ทาสวน เปน็ ต้น

1.2 ความปลอดภัย ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ต้องคานึงถึงเป็นอย่างมาก
เนื่องจากบริเวณนี้เป็นการเล่นที่เด็กต้องใช้กาลัง ไม่อยู่นิ่งจึงมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
และทุกรูปแบบ เดก็ ยงั ขาดความระมัดระวังในการล่นหรอื การเคลือ่ นไหวของตนเอง จะสนุก
เพลิดพลินอยู่กับการเล่น สารวจ ทดลอง สิ่งแวดล้อมรอบตัว รวมทั้งศักยภาพของตนเอง
ด้วย

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 12

1.3 บทบาทครู ครูควรตรวจสอบสภาพของเล่นอยู่เสมอ หากมีชิ้นใดชารุด
ต้องซ่อมแซมทันที และควรงดเล่นเคร่ืองเล่นชนิดนั้นจนกว่าจะซ่อมแซมเสร็จ ครูควรเตรียม
เคร่ืองเล่นให้เหมาะสมกับวัย ดูแลความสะอาดเคร่ืองเล่น จัดเก็บเคร่ืองเล่นให้เป็นระเบียบ
ควรให้เด็กล้างมือ ฟอกสบู่ ทาความสะอาดร่างกายหลังเล่นทุกคร้ัง ไม่ควรให้เด็กเล่นนาน
เกินไปในวันที่อากาศร้อนจัด และดื่มน้าหลังจากเล่น ควรมีเวลาให้เด็กได้นั่งพักเพื่อทาให้
ร่างกายเย็นลงหลังจากเล่นมาเหน่ือย ไม่ควรให้เด็กเข้าห้องเรียนที่เปิดเคร่ืองปรับอากาศ
ทันที ควรดแู ลความปลอดภยั ขณะเล่นให้เด็กมีโอกาสทดลอง ฝกึ ฝนด้วยตนเอง

1.1 กิจกรรมกำรเลน่ นอกห้องเรียนประกอบด้วย

กำรเลน่ เครือ่ งเลน่ สนำม

การเล่นเครื่องเล่นสนามจะส่งเสริมใหเ้ ด็กได้ออกกาลังกาย พฒั นากล้ามเนือ้ มัดใหญ่
เพราะเด็กจะได้ปีนป่าย หมุน โยก ฯลฯ ทางสถานศึกษาควรจัดเคร่ืองเล่นสนามประเภท
ต่างๆ ดังนี้คือ เคร่ืองเล่นปีนป่ายหรือตาข่ายสาหรับปีนเล่น เคร่ืองเล่นสาหรับหมุน เช่น ม้า
หมนุ พวงมาลัยรถสาหรับ หมนุ เล่น ราวโหนขนาดเล็กสาหรับเดก็ ท่อนไม้สาหรบั ทรงตวั หรือ
ไม้กระดานแผ่นเดียว เคร่ืองเล่น ประเภทล้อเลื่อน เช่น รถสามล้อ รถลากจูง เป็นต้น เคร่ือง
เล่นสนาม หมายถึง เคร่ืองเล่นที่เด็กได้ปีนป่าย หมุน โยก ซึ่งนาออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น
เคร่ืองเล่นสาหรับปีนป่าย หรือตาข่ายสาหรับปีน เคร่ืองเล่นสาหรับโยกหรือไกว เช่น ม้าไม้
ชิงช้า ม้านั่งโยก ไม้กระดาน เคร่ืองเล่นสาหรับหมุน เช่น ม้าไม้ ชิงช้า ม้านั่งโยก ไม้กระดาน
เคร่ืองเล่นสาหรับหมุน เช่น พวงมาลัย สาหรับหมุนเล่น ราวโหนขนาดเล็กสาหรับเด็ก ต้นไม้
สาหรบั เดินเดินทรงตัว หรอื ไม้กระดานแผน่ เดียว เครื่องเล่นประเภทล้อเลื่อน เชน่ รถสามล้อ
รถลากจงู ฯ

ลูสพารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 13

กำรเล่นทรำย

การจัดทรายให้เด็กเล่นเป็นการตอบสนองธรรมชาติของเด็กปฐมวัยที่ชอบเล่นจับ
สัมผัสสิ่งต่างๆ รอบตัว และสร้างสรรค์ตามจินตนาการ ทรายจึงเป็นสิ่งที่เด็กชอบเล่น ท้ัง
ทรายที่เปียกน้า ทรายแห้ง เด็กจะเล่นก่อเป็นรูปร่างต่างๆ และสมมติว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ทั้งที่
เป็นจริงและสิ่งที่คิดเอาเอง บางคร้ังเด็กต้องการสิ่งของนามาประกอบเร่ืองราว เช่น กิ่งไม้
ใบไม้ เปลือกหอย ช้อนตักทราย พิมพ์ขนม เป็นต้น การจัดทรายไว้กลางแจ้ง โรงเรียนมัก
จัดทาเป็นบ่อเพื่อจัดเก็บทรายมิให้กระจัดกระจาย มีหลังคาหรือตาข่ายรองรับใบไม้ที่ร่วง
หล่นมา มีร้ัวรอบขอบชิดป้องกันสัตว์เข้าไปถ่ายมูลและทาสกปรก ทราย เป็นสิ่งที่เด็กๆชอบ
เล่น ท้ังทรายแห้งทรายเปียก นามาก่อเป็นรูปต่างๆ และสามารถนา วัสดุอื่นๆ มา
ประกอบการเล่นการแต่งได้ เช่น กิ่งไม้ ดอกไม้ เปลือกหอย พิมพ์ต่างๆ ที่ตักทราย ฯลฯ
บ่อทรายจะอยู่กลางแจ้ง โดยอาจจัดให้อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้หรือสร้างหลังคาทาขอบบ้าน
เพื่อมิให้กระจัดกระจาย บางโอกาสอาจพรมน้าให้ชื้นเพื่อให้เด็กได้ก่อเล่น นอกจากนี้ควรมี
วิธีปิดกั้นไม่ให้สัตว์เลีย้ งลงไปทาความสกปรกภายในบ่อทราย

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 14

กำรเล่นนำ

การจัดให้เดก็ เล่นน้าเป็นการตอบสนองธรรมชาติของเด็กปฐมวยั เช่นเดียวกบั การจัด
ทรายให้เด็กเล่น เด็กพอใจที่ได้เล่นน้าเพราะเด็กใช้น้าสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เด็กคิด และเด็ก
ได้ ผ่อนคลายความเครียดจากการเล่นน้า นอกจากนี้การเล่นน้าเด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติของ
น้าด้วย เช่น น้าเป็น ของเหลว น้าผสมกับสิ่งต่างๆ ได้ เด็กท่ัวไปชอบเล่นน้ามาก การเล่นน้า
นอกจากสร้างความพอใจและ คลายความเครียดให้กับเด็กและยังและยังให้เด็กเกิดการ
เรียนรู้อีกด้วย เช่นเรียนรู้ทักษะการสังเกต จาแนกเปรียบเทียบ ปริมาตร ฯลฯ อุปกรณ์ ที่ใช้
น้าอาจเป็นถังที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะหรืออ่างน้าวางขา ตั้งที่มั่นคง ความสูงที่เด็กยืนได้พอดี
และควรมีผ้าพลาสตกิ กนั เสือ้ ผา้ เปียกให้เดก็ ใช้คลุมระหว่างเล่น

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 15

กำรเล่นสมมติในบำ้ นจำลองหรอื บ้ำนต๊กุ ตำ

จัดให้คล้ายบ้านจริง ใช้วัสดุที่นามาจากเศษวัสดุประเภท ผ้าใบ กระสอบป่าน ของ
จริงที่ไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เคร่ืองครัว ตุ๊กตาสมมติเป็นบุคคลใน
ครอบครัว เสื้อผ้าผู้ใหญ่ ที่ไม่ใช้แล้ว สาหรับตกแต่งบริเวณคล้ายบ้านจริงๆ บางคร้ังอาจ
จัดเป็นร้านค้าขายของ หรือสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เด็กเล่นสมมติตามจินตนาการของเด็กเอง
เป็นบ้านจาลองให้เด็กเล่น จาลองแบบจาก บ้านจริงๆ อาจทาด้วยเศษวัสดุประเภทผ้าใบ
กระสอบป่าน ของที่ไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เคร่ืองครัว ตุ๊กตาสมมติเป็น
บุคคลในครอบครัว เสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้แล้ว มีการตกแต่งบริเวณ ใกล้เคียงให้เหมือนบ้าน
จริงๆ บางคร้ังอาจจัดเป็นร้านขายของ สถานที่ทาการต่างๆ เพื่อให้เด็กเล่น สมมติตาม
จนิ ตนาการของเดก็ เอง

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 16

กำรเลน่ ในมมุ ช่ำงไม้

เด็กต้องการการออกกาลังในการเคาะ ตอก กิจกรรมการเล่นในมุมช่างไม้นี้เพื่อจะ
ช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยฝกึ การใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือ
กับตา นอกจากนีฝ้ กึ ใหร้ กั งานและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อกี ด้วย

กำรเล่นกบั อปุ กรณก์ ีฬำ

เป็นการนาอุปกรณ์กีฬามาให้เด็กเล่นอย่างอิสระ หรือใช้ประกอบการเล่นเกมการ
เล่นที่ให้อิสระกับเด็ก หากมีการแข่งขันจะมีการแข่งขันแบบมีแพ้ มีชนะ อุปกรณ์ที่ครูนิยม
นามาให้เด็กเล่นคือ ลูกบอล ห่วงยาง ถุงทราย ฯลฯ เพราะเหมาะกับเด็กปฐมวยั เป็นการนา
อุปกรณ์มาให้เด็กเล่นอย่างอิสระหรือใช้ประกอบเกมการเล่นที่ให้อย่างอิสระแก่เด็กให้มาก
ที่สุดไม่ควรเน้นการแข่งขันที่เน้นแพ้ ชนะ อุปกรณ์ที่นามาให้เด็กเล่น เช่น ลูกบอล ห่วงยาง
ฯลฯ

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 17

กำรเลน่ เกมกำรละเล่น

เกมการละเล่นที่ครูจัดใหเ้ ด็กปฐมวยั เล่นมักเปน็ เกมง่ายๆ ทั้งการละเล่นของไทยและ
การละเล่นแบบสากลที่รู้จักกันท่ัวไป และเกมที่ครูประยุกต์ให้เข้ากับหน่วยการสอนที่
กาหนดให้เด็กเรียนซึ่งนามาจากหลักสูตรแกนกลางหรือหลักสูตรสถานศึกษา โดยครูจัดให้
เล่นในพื้นที่โล่งกว้าง ส่งเสริมให้เด็กเล่นท้ังกลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ เป็นเกมสนุกสนานมากกว่า
การแขง่ ขันแพ้ชนะ เพือ่ มใิ ห้เด็กเครียดและรู้สกึ ไม่ดีต่อตนเองที่แพ้หรือไม่ประสบความสาเร็จ
กิจกรรมการเล่นเกม กิจกรรมที่จัดให้เด็กเล่น เช่น การละเล่นของไทย เกมการละเล่น
ท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร แม่งู โพงพาง ฯลฯ การละเล่นเหล่านี้ต้องใช้ในบริเวณ
ที่กว้าง การเล่นอาจเล่นเป็นกลุ่มเล็ก/กลุ่มใหญ่ก็ได้ ก่อนเล่นผู้สอนจะอธิบายกติกา และ
สาธิตให้เด็กเข้าใจไม่ควรนาเกมการละเล่นที่มีกติกายุ่งยาก และเน้นการแข่งขันแพ้ ชนะ
มาจัดกิจกรรมให้กับเด็กวัยนี้เพราะเด็กอาจเกิดความเครียดและสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อ
ตนเองและผู้อน่ื ด้วย

อย่างไรก็ตามครูควรฝึกสุขนิสัยในการเล่นกิจกรรมกลางแจ้งแก่เด็ก เช่น เล่นเป็น
เวลา เม่ือถึงเวลาเลิกก็ฝึกให้เด็กปฏิบัติตามข้อตกลงเล่นในที่สะอาด และปลอดภัยที่ผู้ใหญ่
แนะนา ไม่เล่นของอันตรายและไม่เล่นโลดโผน ไม่เล่นของสกปรก เช่น มูลสัตว์ ขยะมูลฝอย
หลังเลิกเล่นแล้วควรทาความสะอาดมือ เท้า ให้สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับกิจกรรมการเล่น
นั้นๆ ควรสวมรองเท้าเม่ือลงเล่นที่พื้นดิน เม่ือเล่นจะต้องระมัดระวังอุบัติเหตุของตนเองและ
ผอู้ ืน่ เชน่ เล่นแกว่งชิงช้า ควรเล่นอย่างระมัดระวงั ดเู พื่อนก่อนเล่นว่าอยู่ข้างหลงั หรือไม่ เล่น
ตามข้อตกลง และช่วยเกบ็ ของเล่นเข้าที่อย่างมรี ะเบียบภายหลงั การเล่น

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 18

2. กิจกรรมกำรเลน่ ในหอ้ งเรียน

กิจกรรมเสรีหรอื กิกรรมเล่นตามมุมที่โรงเรียนจัดใหเ้ ดก็ เล่นอย่างอิสระ โดย
เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเล่นอย่างอิสระจากของเล่นตามมุมประสบการณ์หรือศูนย์การ
เรียนที่จัดไว้ในห้องเรียน เชน่ มุมบลอ็ ก มมุ หนงั สอื มมุ ธรรมชาติ มมุ บ้าน มุมรา้ นค้า เป็นต้น
นอกจากจะให้เด็กเล่นตามมุมแล้ว ครูอาจจะให้เด็กทากิจกรรมที่ครูจัด เช่น เกมการศึกษา
เคร่ืองเล่นสัมผัส กิจกรรมสร้างสรรค์ประเภทต่างๆ ซึ่งการจัดกิจกรรมเสรีนี้เป็นการให้เด็ก
ได้เล่นอิสระ ตอบสนองความสนใจของตนเอง เด็กจึงมีโอกาสได้คิด ตัดสินใจ แก้ปัญหาและ
พัฒนาความรู้ โดยผู้ใหญ่เลือกใช้วิธีการส่งเสริมให้เด็กเล่นด้วย วิธีการที่เหมาะสมและ
สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก ให้เด็กได้คิดรูปแบบการเล่นตามความสนใจ และความ
ต้องการ ทั้งที่เล่นเป็นรายเดี่ยวและเล่นเป็นรายกลุ่ม จึงเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้
การเข้าสังคมของเด็กปฐมวัย ท้ังนี้เพราะการเล่นเป็นกิจกรรมที่สาคัญในชีวิตเด็กทุกคน
เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต ได้เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น มีโอกาสทาการ
ทดลอง สร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหา และค้นพบด้วยตนเองได้ใช้ประสาทสัมผัส การับรู้
ผ่อนคลายอารมณ์ และแสดงออกถึงตนเอง ผลจากการเล่นจะทาให้เด็กเกิดพัฒนาการ
ด้านร่างกาย อารมณ์ -จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งจะพัฒนาลักษณะทางสังคมของเด็ก
ปฐมวยั ผา่ นการเล่นและทากิจกรรมรว่ มกับผอู้ ืน่ เชน่ การให้ความรว่ มมอื การเปน็ ผู้นาผตู้ าม
การเห็นอกเห็นใจ การแบ่งปันสิ่งของการช่วยเหลือตนเอง และการเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้า
กับผอู้ ืน่ ได้ ซึง่ ประกอบด้วยมุมต่างๆต่อไปนี้ (บุปผา เรืองรอง : Online)

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 19

มมุ ศิลปะ

เด็กอาจเล่นปั้นดินเหนียวหรือปั้นแป้งที่ผสมน้า แล้วดินเหนียวหรือแป้งนั้นจะเป็น
รูปร่างกลม รูปแบน รูปเหลี่ยม หรืออื่นๆได้ตามที่เด็กทาขึ้น แต่หากนาทรายร่วนหรือ แป้ง
ร่วนมาปั้น ก็ไม่สามารถปั้นเป็นรูปร่างได้ การเล่นจึงเป็นประโยชน์ต่อเด็กขณะเด็กเล่นเด็ก
ได้สังเกตจากการสัมผัสวัตถุ ประสาทสัมผัสของเด็กได้ทางาน ดังนั้นการปั้นแป้งหรือดิน
เหนียวที่กล่าวมาน้ัน มือเด็กสัมผัสแป้ง เด็กรับรู้ความชื้นของแป้ง จมูกได้กลิ่นแป้งดิบ ตา
ได้เห็นสี รูปร่างของแป้งที่ป้ันเป็นรูปร่างต่างๆ เด็กจึงรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสตา หู ผิวหนัง
จมูก เป็นผลให้เกิดการสร้างปัญญาและความคิดของเด็ก งอกงาม ท้ังนี้เพราะเกิดการ
สร้างกระบวนการทางสมองในการคิดเพื่อการเรียนรู้ การรับรู้ด้วยการสัมผัสการเพิ่มพูน
ความรขู้ องเด็กเกิดการสัมผัสของเล่นและบคุ คล

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 20

มมุ เกมกำรศึกษำ

เด็กได้รู้จักการจัดพวก การลาดับ การสังเกต จาแนก ทานาย สรุปภาพการ
เปรียบเทียบ หาเหตุผลที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นเหตุของการเกิดปัญญาและความสามารถทาง
วิชาการ เด็กจะเล่นผ่านการใช้ร่างกาย (Sensory motor) หรืออีกนัยหนึ่งคือการเล่นสารวจ
(Exploratory Play) คือ มีความสนใจ สงสัย กระตือรือร้นในสิต่างๆ รอบตัว บางคร้ังเด็ก
เล่นเลียนแบบ เพราะเด็กสงั เกต เปน็ ความสามารถของเดก็ ทีเ่ กิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นการ
กระทาทีเ่ คลือ่ นไหวมีอริ ิยาบถ มีการใชป้ ระสาทสมั ผสั รบั รู้ มีการทวนซ้า จะนาเดก็ ไปสู่การ
ค้นพบ การแก้ปัญหา การเล่นสร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาเพราะเด็กเริ่มรู้คุณสมบัติของ
วัตถุบางชนิดแล้ว การเล่นสร้างสิ่งต่างๆนี้ผู้เล่นจะสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
ลักษณะต่างๆ โดยเด็กจะนาเอาประสบการณ์ต่างๆของตนเข้ามารวมกันท้ังอารมณ์
ความคิด เหตุผล จะสามารถแยกสิ่งแวดล้อมต่างๆ ออกได้ว่าแตกต่างกันหรือเหมือนกัน
อย่างไร แล้วนามาหาความสัมพันธ์กัน

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 21

มมุ บทบำทสมมุติ

เป็นการเล่นลักษณะจินตนาการ ใช้สิ่งของแทนของเล่นและแทนสิ่งต่างๆ เช่น ใช้
ม้าน่ัง สองขาแทนน้องเล็กๆ ใช้ใบไม้แทนมงกุฎนางฟ้า เป็นต้น ขณะเล่นเด็กจะเปลี่ยนของ
เล่นสมมุติเป็นสิ่งน้ัน สิ่งนี้ เด็กอาจจะเอาท่อนไม้แทนบ้าน แล้วเติมสิ่งของหรือนาออก
บ้านก็จะเปลี่ยนเป็นร้านค้าก็ได้ โดยใช้คาพูดถ่ายทอดการเล่นออกมาแทน ท้ังนี้เพราะเด็ก
สามารถมองเห็นเร่ืองราวท้ังหมดที่อยู่ในใจหรือในจินตนาการของตนเอง การเล่นลักษณะ
เชน่ นเี้ ราจะเห็นได้ชัดเจนและบ่อยๆเด็กจะแสดงออกถึงการกระทาหรือเหตุการณ์ขณะเล่น
ด้วยการล่นไปพูดไป (Verbal Play) เด็กจะพูดเกี่ยวกับโลกของตน คาพูดอาจจะนามาจาก
นิทานที่อ่านหรือฟังมา เช่น เล่นเป็นครู เล่นเป็นพ่อเป็นแม่ เด็กจะเริ่มเล่นกับเพื่อน มีเพื่อน
มาเล่นจนิ ตนาการรว่ มกัน แตจ่ ะเล่นสมมตเิ ปน็ ตัวละครทีแ่ ตล่ ะคนจินตนาการ แสดงถึงเด็ก
ต้องการสังคมในการเล่น การเล่นสมมติจะเป็นการสร้างโอกาสให้เด็กก้าวไปสู่การ
พัฒนาการที่สูงกว่า การเล่นสมมติจะมีผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา ทางภาษา
พัฒนาการด้านอารมณ์ และพฒั นาการด้านสงั คมเปน็ ต้น

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 22

มมุ บล็อก

เป็นการให้เด็กเล่นสร้างก้อนไม้หรือไม้บล็อก นามาต่อกันตามจินตนาการเป็น
รปู ทรงตา่ งๆอย่างอิสระ สามารถเริม่ เล่นได้ต้ังแต่เดก็ อายุ 1 ขวบครึ่งขนึ้ ไป เพราะในช่วงวัย
นี้ลูกจะสามารถใช้มือได้ขึ้น สามารถใช้จับดินสอ ช้อน ได้ แต่ก็ถือว่ายังไม่ถนัดนัก การ
ส่งเสริมให้เด็กเล่นต่อบล็อกจะช่วยฝึกให้เด็กได้ใช้พัฒนาการหลากหลายด้าน เช่น ช่วยฝึก
การใชก้ ล้ามเนือ้ มอื และให้แข็งแรง ต่อยอดไปสู่การใช้มอื ของลูก เพื่อจับดินสอเขียนหนังสือ
ได้คล่อง การใช้มือจับช้อนตักอาหารเข้าปากได้ถูกทางยิ่งขึ้น ช่วยฝึกสายตาให้ทางาน
ประสานกันได้ ช่วยในการกระตุ้นพัฒนาการทางสมอง มีการใช้ทักษะทางสมองเพิ่มขึ้น
บล็อกเป็นของเล่นปลายเปิด ซึ่งเล่นแล้วไม่ได้มีผลลัพธ์ออกมาเพียงพออย่างเดียว หรือ
ไม่ใช่ของเล่นสาเร็จรูปที่มีการเล่นแบบจาเพาะเจาะจง แต่เป็นของเล่นที่เด็กๆ สามารถใช้
ความคิดและจินตนาการของตนเองสร้างสรรค์ออกมาได้หลายอย่าง เช่น การต่อบล็อก
เป็นรูปทรงต่างๆ ตามความต้องการของเด็ก ซึ่งการเล่นของเด็กแบบนี้จะไม่มีคาตอบ
ออกมาว่าถูกหรอื ผดิ เดก็ ๆจะใชข้ ้อมูลทีม่ ใี นสมองแล้วลงมือทา เรียนรู้จกั การลองผิด ลอง
ถกู ซึง่ นาไปสู่การพัฒนาทางดา้ นสมองเดก็ ได้เปน็ อย่างดี

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 23

สรปุ

ประเภทของการเล่นของเด็กปฐมวัยมีหลายประเภท เด็กปฐมวัยจะเล่น และสร้าง
แบบการเล่นของตนเองอยู่แล้ว แสดงความเป็นตัวเองตามธรรมชาติของเด็กวัยนี้ เด็กจะ
เล่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าที่บ้านหรือโรงเรียน จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ครอบครัวจะส่งเสริมการ
เจริญเติบโตของเด็กผ่านการเล่นดว้ ยความรักและเข้าใจ เพือ่ นเล่นของเดก็ ทีบ่ ้านคือ พ่อแม่
ญาติ พีน่ อ้ งและเพื่อนบ้าน ลกั ษณะการเล่นทีบ่ ้านของเดก็ มีลกั ษณะสอดคล้องกบั กิจกรรม
เสรีที่โรงเรียน ครอบครัวสามารถสร้างกิจกรรมการเล่นให้แก่เด็กได้ง่ายๆ เช่น การ
เล่นบทบาทสมมตุ ิตามนทิ าน เล่นต่อบล็อก เล่นน้า เล่นทราย พ่อแม่อาจหาทราย หาน้าใส่
กะละมัง หรืออ่าง พร้อมวัสดุตักดิน ตักน้า บางครั้งครอบครัวมีกิจกรรมไปเที่ยวชายหาด
ลูกจะได้เล่นนา้ เล่นทราย ทีบ่ ้านจัดมมุ หนงั สือสาหรับเดก็ มมุ ดนตรี เปน็ มมุ สง่ เสริมการทา
กิจกรรมร่วมกันในครอบครัวได้ เพื่อส่งเสริมการเข้าสังคมของเด็กปฐมวัย ครอบครัวเป็น
หน่วยสังคมพื้นฐานที่อบรมลี้ยงดูเด็ก บางคร้ังพี่น้องวัยใกล้เคียงกันเขาเล่นสมมุติด้วยกัน
ได้ พ่อแม่คอยสนับสนนุ การเล่นของเด็ก การเล่นสมมุติอาจจะมีบทบาทอื่นเช่น เป็นบุคคล
ในชุมชน เป็นแม่ค้า เป็นบุรุษไปรษณีย์ โดยพ่อแม่เป็นผู้สนับสนุนการเล่น เป็นผู้จัดหาสื่อ
ของเล่น และเป็นผู้คอยสังเกตความสนใจ และการเล่นของเด็ก คอยต้ังคาถามให้เด็กหัด
คิดและตัดสินใจเล่น สิ่งสาคัญพ่อแม่คือผู้สร้างบรรยากาศที่ดีในการเล่น ใช้ภาษาสุภาพ
เหมาะสมกับเหตุการณ์ เพื่อให้เด็กได้เลียนแบบการเข้าสังคม กิจกรรมเสรีจึงเปน็ กิจกรรม
ที่สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยคือเด็กชอบเล่น และเรียนรู้สิ่งแปลก
ใหม่จากการเล่นและเด็กวัย 3-5 ปี เป็นระยะเข้าสู่สถานศึกษาจึงเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าสู่
สังคม

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 24

1.3. ประโยชนข์ องกำรเล่น

เดก็ ทุกคนชอบเล่นการเล่นอาจดูเปน็ กิจกรรมที่ไม่มีประโยชน์ แตอ่ นั ทีจ่ ริงการเล่น
ช่วยให้เด็กๆ พัฒนาทักษะพิสัย ฝึกการใช้มือและสายตาให้สัมพันธ์กัน และทาให้เกิด
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ อีกทั้งการเล่นถือว่ามีประโยชน์สาหรับเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก
การเล่นจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการตามวัยของเด็กได้ท้ัง ทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคม และสติปัญญา ทาให้เด็กเกิดการเจริญทางวุฒิภาวะที่สมบรูณ์ควบคู่ไปกับการ
เรียนรู้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว การเล่นมีผลต่อเด็กซึ่งได้มีนักการศึกษาและครูสาขา
การปฐมวัยศึกษา มีความเห็นตรงกันว่า "การเล่น" เป็นวิธีการเรียนรู้ของเด็กที่ไม่มีใคร
สามารถเสนอให้รไู้ ด้เพราะเดก็ ได้สืบค้นด้วยตัวเอง ได้พาตัวเองใหร้ ู้จกั โลกทีแ่ ท้จริง ได้รจู้ กั
เวลา สถานที่ สิ่งของ สัตว์ รูปทรงต่างๆและมนุษย์ กล่าวโดยสรุปก็คือ "การเล่นคืองาน
ของเด็ก"(Bergen.1988:15) การเล่นคือสิ่งที่เด็กพอใจ สุขใจได้สนุกร่าเริงและนี่คือสิ่งที่มี
คณุ ค่าทีส่ ุดสิ่งหนง่ึ สาหรบั เดก็

การเล่นช่วยผ่อนคลายและสนองตอบความต้องการของเด็ก และช่วยส่งเสริม
พัฒนาการด้านต่างๆตลอดจนการเรียนรู้ทางด้านจริยธรรม และช่วยให้เด็กได้รับความ
สนุกสนาน เด็กทุกคนจะเล่นทุกอย่างที่เขาพอใจการเล่นจึงมีบทบาท และอิทธิพลต่อ
พัฒนาการด้านต่างๆสาหรับเด็ก ท้ังในแง่ทักษะทางร่างกายและการประสานกันของส่วน
ต่างๆ เด็กได้ฝึกการใช้สายตา ฝึกฟัง ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ โดยสามารถแบ่งออก
ได้ดงั นี้

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 25

1. การเล่นส่งเสริมพัฒนาการของกลไกร่างกาย การเล่นจะช่วยพัฒนา
กลไกของร่างกายมาก เช่น เด็กวิ่งเล่นฟุตบอล วิ่งไล่จับ ดินทรงตัว กลิ้งตัว การสัมผัส
การปีนป่าย การเล่นที่ร่างกายต้องมีการเคลื่อนไหวมากๆ จะทาให้เด็กเกิดการพัฒนา
ร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเน้ือส่วนต่างๆที่สาคัญ คือกล้ามเน้ือมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัด
เล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องช่วยทาให้เด็กปลดปล่อยพลังงาน
เกินที่ร่างกายมอี อกมาพร้อมกับการเล่นในอิรยิ าบถต่างๆ ทาให้กลไกของร่างกายได้พัฒนา
อย่างเตม็ ศกั ยภาพ

2. การเล่นสร้างเสริมปัญญา ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเด็กจะได้สังเกต
ค้นคว้า หยิบจับ สัมผัสสิ่งต่างๆ เด็กจะได้เรียนรู้การคิด การแก้ปัญหา ในขณะเล่นด้วย
ตนเอง การเล่นเป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสติปัญญาได้ โดยเฉพาะการเล่นที่เด็ก
ต้องคิดหาวิธีการต่างๆ ฝึกความสามารถในการแก้ไขปัญหา การวางแผน การตัดสินใจ
การใชส้ ือ่ สารและพัฒนาการทางภาษา

3. การเล่นเสริมสร้างการรู้จักตนเองการเล่นทาให้เด็กรู้จักอิสระได้
แสวงหาความรู้ด้วยตนเองรู้จักการช่วยเหลือตนเองการเข้าใจตนเองมากขึ้นรู้จักวิเคราะห์
สงั เคราะหส์ ิง่ ต่างๆรอบตวั นาไปสู่การเชือ่ มั่นในตนเองมากขึ้น

4. การเล่นสร้างเสริมคุณธรรมเด็กเรียนรู้พฤติกรรมต่างๆผ่านการเล่น
เชน่ ความดี ความเลว กติกาการเล่นความซือ่ สัตย์ความยุติธรรมการใชเ้ หตผุ ลการควบคุม
ตนเองการยอมรับผู้อื่นการอยู่ร่วมกันกบั ผู้อื่นการเคารพกฎการอยู่ร่วมกันในสังคมเปน็ ต้น
เหล่านีจ้ ะช่วยสามารถสร้างคณุ ธรรมในตัวเดก็ ได้

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 26

5. การเล่นสร้างเสริมภาวะสร้างสรรค์การเล่นทาให้เด็กพัฒนา
กระบวนการทางความคิดในเชิงสร้างสรรค์จากการลงมือกระทาทดลองแยกและ
เปรียบเทียบสัมผัสด้วยตนเองก่อให้เกิดการเรียนรู้และความคิดใหม่ๆขึ้นทาให้เด็กเรียนรู้
การสรา้ งสรรคส์ ิง่ ต่างๆด้วยตนเอง

6. การเล่นเป็นยาบาบัดการเล่นเกิดจากความสนใจและสมัครใจที่จะทา
กิจกรรมเด็กจึงมีความสุขขณะเล่นได้ผ่อนคลายอารมณ์ความรู้สึกทาให้เด็กมีจิตใจ
อ่อนโยนเป็นการผ่อนคลายแรงกดดันภายในให้ทลายไปการเล่นเด็กอาจเล่นสิ่งต่างๆที่เป็น
ลูกสมมุติเด็กบางคนมีพฤติกรรมการเล่นที่โลดโผน ทารุณสัตว์ผู้ใหญ่ต้องคอยสังเกตและ
สอนเพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อไป

7. การเล่นเป็นการออกกาลังกายเช่นการเล่นกีฬาหรือบางครั้งการเล่นใน
สนามเด็กเล่นเป็นการออกกาลังกายที่ดีสาหรับเด็กๆและยังเป็นเวลาที่พวกเขาได้พักผ่อน
จากตารางเรียนแน่นเอี๊ยดอีกด้วย นอกจากการเล่นในลักษณะนี้จะทาให้ร่างกายแข็งแรง
แล้วมันยังช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใสเพราะเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้สมองและทาให้
เด็กตอบสนองส่งิ ตา่ งๆได้ดีข้นึ ในระยะยาวลูกคณุ จะมสี ุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วย

8. การเล่นช่วยกระตุ้นสมอง เชน่ การเล่นเกมคอมพิวเตอร์สามารถชว่ ยให้
เดก็ พฒั นาทกั ษะการวิเคราะห์และฝกึ สมองให้คดิ ได้เร็วขึ้นเกมส่วนใหญ่มกั ใหพ้ ูดเล่นคิดหา
วิธีแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วตราบใดที่คุณให้ลูกเล่นอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสมเกม
คอมพิวเตอร์กจ็ ะให้ประโยชน์มากกว่าโทษ

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 27

ประโยชน์ของการเล่นคือการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารการวาง
แผนการลองผิดลองถูกการแก้ปัญหาการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเกิดการแลกเปลี่ยนช่างคิดกล้า
สังเกตดูรูปแบบการเล่นของเด็กแต่ละใบต้องคานึงถึงพัฒนาการของเด็กเป็นสาคัญ
ทางดา้ นรา่ งกายอารมณ์จติ ใจสังคมและสติปัญญา (อญั ญาณี บุญซื่อ,2551:48) นอกจาก
การเล่นจะมีประโยชน์ดังที่กล่าวมาแล้วการเล่นยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่
กบั เด็กอีกด้วยซึง่ เปน็ การสง่ เสริมการมปี ฏิสัมพันธ์รว่ มกนั ระหว่างครอบครัว

กล่าวได้ว่าการเล่นกับเด็กเป็นสิ่งที่ควบคู่กันการเล่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดย
ธรรมชาติเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ อีกทั้งเป็นกิจกรรมที่ให้
ความสนุกสนานแก่เด็กและยังทาให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวซึ่งสิ่ง
เหล่านจี้ ะช่วยเพิม่ พนู ประสบการณ์และความรู้ให้แก่เดก็ โดยประสบการณ์ที่เด็กได้จากการ
เล่นจะนาไปสู่การรับผิดชอบต่อตนเองผู้อื่นและช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคม
และผอู้ ืน่ ได้อย่างมีความสุขน้ันการเล่นจึงเป็นหัวใจสาคัญสาหรบั การพัฒนาความสามารถ
ด้านต่างๆของเด็กเพือ่ ให้เดก็ สามารถดารงชีวติ อยู่ในสังคมเม่อื เดก็ เติบโตขนึ้

นอกจากประโยชน์ที่มีต่อเด็กที่เล่นแล้วการเล่นทาให้ผู้ปกครองรู้จักตัวเล็กมากขึ้น
เวลาที่เด็กเล่นเด็กจะแสดงออกมาให้เห็นว่าเป็นเด็กอ่อนโยนว่าง่าย หรือก้าวร้าวมีสมาธิ
หรือสนใจสั้นและแสดงถึงความถนัดต่างๆซึ่งสามารถหาทางช่วยเหลือ หรือส่งเสริมให้
เหมาะสมได้อย่างเหมาะสมโดยการที่จะส่งเสริมการเล่นของเด็กน้ันไม่จาเป็นที่จะต้องเข้า
ไปแนะนาอย่างเจาะจง หรือบอกถึงวิธีการเล่นไปอย่างชัดเจนเนื่องจากเด็กจะมีวิธีการเล่น
ที่มีอิสระสูงเด็กกับการเล่นเป็นสิ่งควบคู่กันตามธรรมชาติอันที่จริงแล้วเด็กจะเจริญเติบโต
ขึ้นมาพร้อมกับการพัฒนาการเล่น หรือเด็กสามารถเล่นได้ไม่มีใครต้องสอนถ้าสังเกตให้ดี
จะพบว่าเด็กสามารถเล่นของเล่นที่วางอยู่ตรงหน้าได้โดยไ ม่จาเป็นต้องมีใครมาชี้แนะ
วิธีการเล่นและเด็กจะมีวิธีการเล่นของเล่นต่างกันออกไปซึ่งเด็กจะมีความสนใจหรือความ
เข้าใจในการเล่นไปตามพฒั นาการของเด็กในด้านต่างๆ (Wassermann,S.1992:150)

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 28

ดังน้ันจึงมีความจาเป็นที่จะต้องศึกษาถึงพัฒนาการทางด้านต่างๆของเด็ก เพื่อให้
เด็กเข้าใจถึงความพร้อมหรือความต้องการในการเล่นของเด็กในช่วงนี้ เพื่อที่จะสามารถ
กาหนดพื้นที่กิจกรรมที่มีความเหมาะสมกับเด็กได้อย่างแท้จริงในส่วนของโครงการ จะมี
การศกึ ษาถึงพัฒนาการของเด็กดงั นี้

1. พฒั นาการทางดา้ นรา่ งกายและจติ ใจของเด็ก
2. พัฒนาการทางดา้ นสงั คมของเดก็
3. พฒั นาการทางดา้ นสติปัญญาของเด็ก
4. พฒั นาการทางดา้ นการเล่นของเดก็

การเล่นเป็นรูปแบบการเรียนรู้ของเด็กอีกรูปแบบหนึ่งที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วย
ตนเองการเล่นเป็นสิ่งสาคัญที่มีบทบาทกระตุ้นให้เด็กเกิดการรับรู้ที่ดีที่สุด ในขณะที่เด็ก
เล่นนั้นมีงานวิจัยพบว่าคลื่นสมองของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีสมองจะพัฒนาและ
ช่วยเสริมการรับรู้ให้มีคณุ ภาพทาให้เด็กจดจาได้นานและมีความเข้าใจเพิ่มขึน้ (ดาริ บุญชู.
2548:33) ท้ังนี้ยังเป็นวิธีการ หรือแนวทางที่เด็กจะช่วยให้ตนเองสามารถปรับตัวและ
เปลี่ยนแปลงความคิดความเข้าใจสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงรอบ
รอบตัวการเล่นจึงเป็นวิธีที่ทาให้เด็กรักการเรียนรู้ที่ดีที่สุดอีกทางหนึ่ง (กุลยา ตันติผลา
ชีวะ.2554:21)

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 29

สรุปท้ำยบท

จากข้อความข้างต้นประโยชน์ของการเล่นสรุปได้ว่าการเล่นช่วยผ่อนคลายและ
สนองตอบความต้องการของเด็ก และช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆตลอดจนการ
เรียนรู้ทางด้านจรยิ ธรรม และช่วยใหเ้ ด็กได้รบั ความสนกุ สนาน เดก็ ทกุ คนจะเล่นทุกอยางที่
เขาพอใจการเล่นจึงมีบทบาท และอิทธิพลต่อพฒั นาการด้านต่างๆสาหรับเด็ก ท้ังในทกั ษะ
ทางรางกายและการประสานกันของส่วนต่างๆ เด็กได้ฝึกการใช้สายตา ฝึกฟัง ฝึกการใช้
ประสาทสัมผัสต่างๆเกิดการเรียนรู้และทักษะในขณะเล่นยังช่วยส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์จินตนาการ การวางแผน การลองผิดลองถูก การแก้ไขปัญหาการเรียนรู้สิ่ง
ใหม่ๆ ให้เป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต ทาให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติและสิง่ แวดล้อมรอบตัวซึง่
สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์และความรู้ให้แก่เด็กโดยประสบการณ์ที่เด็กได้จาก
การเล่นจะนาไปสู่การรับผิดชอบต่อตนเองผู้อื่นและช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับ
สังคมและผอู้ ื่นได้อย่างมคี วามสขุ

บทที่ 2
แนวคดิ และทฤษฎขี องนกั การศกึ ษา

เกี่ยวกบั การเลน่

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 31

แนวคิดและทฤษฎีของนกั กำรศกึ ษำเกี่ยวกบั กำรเล่น

จฬุ ินฑิพา นพคุณ (2561 : 29) สาหรับแนวคิดและทฤษฎีของนักการศกึ ษาที่
เกีย่ วกบั การเล่นนนั้ แบ่งเปน็ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แนวคิดและทฤษฎีกาเล่นแบบตั้งเดิม และ
แนวคิดและทฤษฎีการเล่นร่วมสมัย ดังน้ี

2.1. แนวคิดและทฤษฎีกำรเล่นแบบดงั เดิม (Classical Theories of Play)

มีผู้กล่าวถึงการเล่นตั้งแต่ปลาย ค.ศ.1800 โดยอธิบายถึงแรงจูงใจและ
จุดประสงคข์ องการ เล่น เพื่อตอบคาถามที่ว่า "ทาไมมนษุ ย์จงึ เล่น" ซึง่ ทฤษฎีต่างๆเหล่น้ัน
ยังคงใช้ได้ถึงปัจจุบนั ทฤษฎี การเล่นแบบด้ังเดิม 4 รปู แบบ ได้แก่

2.1.1 ทฤษฎีพลังงำนเหลือใช้ (Surplus Energy Theory)
ทฤษฎีพลังงานเหลือใช้พัฒนาขั้นโดยคาร์ล กรูส (Kar Gross) ซึ่งได้แนวคิดเบื้อง
ตัน จากอริสโตเติล (Aristotle) ทฤษฎีนี้กล่าวว่าสิ่งมีชีวิตสร้างพลังงานตลอดเวลา
โดยพลังงานส่วนใหญ่จะถูกนามาใช้ในการทางานและเมื่อมีพลังงานเหลือกจ็ ะถูกนาไปใช้
ในการเล่น (Spodek; Saracho; & Davis.1987 :179 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรัพย์. 2553
: 13) หรือการเล่นเป็นผลผลิตของพลังงาน ส่วนเกินหรือพลังงานที่มากกินความจาเป็น
พลังงานนั้นจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายผ่านการเล่น (Bjorklund, 1978
:5 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรัพย์. 2553 : 13) เช่น ในวันที่ฝนตกเด็กๆไม่มีโอกาสออกไป
เล่น ไม่ได้ใช้พลังงานเพราะต้องอยู่แต่ในห้องเรียน หรือเม่ือต้องการนั่งฟังเป็นเวลานานๆ
เด็กจะมีพลังงานที่เก็บสะสมไว้มากจึงทาให้เด็กชนมาก และเม่ือมีโอกาสก็จะวิ่งเล่นกัน
เต็มที่เป็นการปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่ให้หมดไปเป็นตัน นอกจากน้ัน อัญญมณี บุญชื่อ
(2551 : 11-12) กล่าวว่า กลุ่มทฤษฎีคลาสสิ กล่าวว่า การเล่นคือการใช้พลังงานเหลือใช้
ของเด็ก เนื่องจกพลังนของเด็กนั้นมีเหลือ เด็กเล่นได้ตลอดวัน เล่นได้จนเปียกท้ังตัว โดย
ไม่เดือนร้อน หรือเล่นโดยไม่กินข้าวกินปลา เล่นจนไม่รู้ตัวว่าตะวันตกดินแล้ว พลังงานที่
ล้นเหลือสามารถผลิตใหม่ได้อย่างสม่าเสมอทุกวันและทุกโอกาสโดยอัตโนมัติ มีคากล่าว
ว่า ถ้าเด็กจะเกบ็ พลังงานที่มีอยู่ ในตวั ไว้กไ็ ม่มีทีจ่ ะเกบ็ เพระพืน้ ทีใ่ นตัวมีจากัด พลงั งานจึง
ต้องถูกนามาใช้ไปในรูปของการเล่น

ลูสพารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 32

2.1.2 ทฤษฎีกำรผอ่ นคลำย (Relaxation Theory)
ผู้นาเสนอเป็นคร้ังแรกเม่ือ ค.ศ.1961 คือ แพทริก (Patrick) โดยความเห็นของเขา
ต่าง ไปจากทฤษฎีพลังงานเหลือใช้ กล่าวคือ การเล่นเป็นการฟืน้ ฟู หรอื เติมพลังงานที่ถูกใช้
ไปในการ ทางนหรืการเรียนให้กลับคืนมา การที่เด็กได้ทากิจกรรมทีต่ นสนใจหรือได้เล่นนั้น
จะทาให้เดก็ ผ่อน คลายและเป็นการพื้นฟูพลังงาน ทาให้มพี ลงั งานเพิ่มขึน้ พร้อมที่จะทางาน
หรอื เรียนต่อไป (Bjorklund,1978 :5 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรพั ย์. 2553 : 13) ยกตัวอย่าง
เช่น ในการเรียนของนักเรียนชั้นประถม ตารางการเรียนในช่ัวโมงแรกมักจะเป็นวิชา
คณิตศาสตร์ ภาษา หรือวิชาที่ต้องใช้ ความเข้าใจ ต้องใช้สมาธิ ถ้าได้พักดื่มนมในช่วงส้ันๆ
ประมาณ 15 นาที เด็กจะรู้สึกผ่อนคลาย เรามักพบว่าเด็กจะรีบดื่มเพื่อจะได้วิ่งเล่นหรือ
แมแ้ ตร่ ะหว่างที่ดื่มนมอยู่น้ันก็จะช่วยกันเล่นดว้ ยวิธีต่างๆ ไม่ว่าเปน็ การนาหลอดหรอื จุกขวด
ที่กาลังดื่มนมอยู่มาล่น ซึ่งการที่เด็กได้พักหรือเล่นในช่วงจะทาให้เด็กมีพลังงานเพิ่มขึ้น
พร้อมที่จะเรียนวิชาต่อไปได้อย่างไม่เหนอ่ื ยล้าจนเกินไป เป็นต้น

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 33

2.1.3 ทฤษฎีกำรเล่นโดยสญั ชำติญำณ (Pre-exercise or Practice Theory)
คารล์ รูส (Kar Groos) กล่าวว่า เด็กมีสัญชาติญาณในการเล่นเพื่อฝกึ ฝนทักษะที่
ต้องใช้เม่ือโตขึ้น เน้ือหาของการเล่นจะเชื่อมโยงกับพฤติกรรมของผู้ใหญ่หรอื สิ่งแวดล้อม
รอบๆตัว ในมุมบทบาทสมมติของโรงเรียนอนุบาล เรามักเห็นเด็กเล็กเล่นบทบาทต่างๆ
เช่น เล่นเป็นพ่อแม่ตารวจ หรือหมอ ซึ่งการเล่นนี้เป็นพฤติกรรมเลียนแบบผู้ใหญ่ที่เดก็ ได้
เห็นในชีวิตประจาวัน และการเลียนแบบนี้จะเป็นกาฝึกทักษะที่จะต้องใช้มือเม่ือโตเป็น
ผใู้ หญ่ต่อไป (Bjorklund,1978 :5 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรพั ย์. 2553 : 14)

2.1.4 ทฤษฎีกำรทำซำ (Recapitulation Theory)
ทฤษฎีนี้ได้รับแนวคิดจากทฤษฎีวิวัฒนาการของ ดาร์วิน (Darwin) และนักทฤษฎี
หลายท่านก็พยายามที่จะเชื่อมโยงการเล่นกับวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมของมนุษย์
โดยกล่าวว่าเด็กเล่นไป ตามสัญชาติญาณ ตามชาติพันธุ์ การเล่นจึงเป็นการนาเอา
กิจกรรมของบรรพบุรุษออกมาแสดง และเป็นการกระทาตามวิถีชีวิตที่คนรุ่นเก่าเคยทา
มาแล้ว เช่น การเล่นต่อสู้ เล่นไล่จับ เป็นตัน (Bjorklund,1978 :5 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญ
ทรัพย์. 2553 : 14)

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 34

2.2. แนวคิดและทฤษฎีกำรเลน่ ร่วมสมยั (Contemporary Theory of Play)

ทฤษฎีการเล่นรว่ มสมยั น้ันจะเน้นทีค่ วามสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของมนุษย์กับ
สิ่งแวดล้อม ผู้ที่กล่าวถึงน้ันมีทั้งนักจิตวิเคราะห์ เช่น ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
และเอริค เอริคสัน (Erik Ericson) และนักจิตวิทยที่ศึกษาค้นคว้าเร่ืองพัฒนาการทาง
สติปัญญาของมนุษย์ เช่น ฌอง เพียเจต์ (Jea Piaget) รวมทั้งนักจิตวิทยาด้านสังคมและ
วัฒนธรรม เชน่ เลฟ ไวคอตสกี (Lev Vygotsky)

ทีม่ ำ : http://www.kroobannok.com/99

2.2.1 แนวคดิ และทฤษฎีกำรเลน่ ของซิกมนั ด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Simund Freud) นักจิตวิเคราะห์ชาวออสเตรีย เชื้อสายยิว กล่าว
ว่า การเล่นเปน็ การขจัดความกลัว และความวิตกกังวลของเดก็ การเล่นจะทาใหเ้ ด็กอยู่ใน
ภาวะจิตใต้สานึก (Level of Consciousness) เด็กจะแสดงออกถึงความวิตกกังวลหรอื ความ
กลัวน้ันผ่านการเล่น โดยใช้จินตนาการระหว่างการเล่น เพื่อขจัดปัญหาต่างๆที่ไสมารถ
แก้ไขได้ในชวี ิตจริง เชน่ เด็กที่กลัวผนี ั้นอาจจะวาดรปู ผที ีไ่ ม่นา่ กลัว หรอื เล่นเปน็ ผี เพือ่ ขจัด
ความกลัวนั้น โดยที่ตนเองได้เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ต่างๆ (Spodek; Saracho;&
Davis.1987 :180 - 1181 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรพั ย์. 2553 : 14)

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 35
2.2.2 แนวคดิ และทฤษฎีกำรเลน่ ของเอริค เอรคิ สัน (Erik Erikson)

ทีม่ า : http://www.baanjomyut.com/library_2/extension1
/concepts_of_developmental_psychology/01_5.html

เอริค เอริคสัน (Erik Erikson) นักจิตวิเคราะห์ชาวเยอรมัน กล่าวว่า การเล่น
เป็นวิถีของ การฝึกฝนทักษะที่จาเป็นในการดารงชีวิตของเด็ก (Bjorklund, 1978 :8)
เด็กจะเล่นเปน็ ลาดับดังนี้

2.2.2.1 การเล่นที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เด็กจะเริ่มเล่นต้ังแต่แรกเกิดศูนย์กลาง
การเล่นจะอยู่ที่ตัวเด็กเอง เด็กจะเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายซ้าๆ ส่งเสียงซ้าๆ
เรียนรู้เกี่ยวกบั ตนเอง ต่อมาจงึ ขยายความสนใจอออกไปยงั ผู้อื่น เป็นกาเรียนรลู้ ักษณะ
ต่างๆของโลกที่เขาอยู่

2.2.2.2 การเล่นในโลกของเด็ก เด็กจะเริ่มเล่นกับของเล่นหรือวัตถุรอบตัว
จะช่วยให้เด็กปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และเรียนรู้ถึงกฎเกณฑ์บางอย่างของสิ่ง
ต่างๆเหล่านั้น เชน่ ของบางอย่างแตกได้ หรอื ของน้ันอาจเปน็ ของคนอ่นื

2.2.2.3 การเล่นในช่วงอายุทีจ่ ะเข้าสู่วัยเรียน เม่ือเด็กเริ่มข้าสู่สังคมทีก่ ว้างข้ึน
เดก็ จะรู้จักแบ่งปนั ของเล่นกบั ผอู้ ื่น รู้วา่ เมือ่ ไหรค่ วรเล่นคนเดียว หรอื เล่นกับผอู้ ื่น ซึ่ง
ข้ั น นี้ เ ป็ น ขั้ น สุ ด ท้ า ย ข อ ง พั ฒน า ก า ร ก า ร เ ล่ น โ ด ย เ ป็น ผ ล ม า ก จ า ก ค วา ม ส า เ ร็ จ ของ
พัฒนาการสองขนั้ แรก

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 36

2.2.3 แนวคดิ และทฤษฎีของฌอง เพียเจต์ (Jean Piaget)

ที่มา : http://www.chontech.ac.th/~abhichat/Edu_Theory/Edu_erikson.htm

ฌอง เพียเจต์ (Jean Piaget) นักจิตวิทยาชาวสวิส ซึ่งได้ศึกษาคันคว้าเร่ือง
พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กตั้งแต่แรกเกิด ต่อเน่ืองไปจนถึงภาวะสูงสุดของการคิด
การเข้าใจ เพียเจต์ อธิบายไว้ ชีวิตของเราน้ันจะต้องมีการปรับตัวอยู่สมอท้ังทางด้านสรีระ
และด้านความคิด ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความสมดุล การปรับตัวนั้นอาศัยกระบวนการ
พื้นฐานสองแบบซึ่งทางานต่อเน่ืองกัน สนับสนุนกันและมิอาจขาดจากกันได้เพียเจต์ เรียก
กระบวนการท้ังสองน้วี า่ Assimilation และ Accommodation

กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเล่นนั้น ได้แก่ กระบวนการ Assimilation เนื่องจาก
กระบวนการนี้จะทาหน้าที่ปรับข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของวัตถุหรือเหตุการณ์ต่างๆที่
ได้รับจากภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมเข้ามาตีความตามระดบั ของความรเู้ ดิมเท่าที่มอี ยู่ภายใน
ตนเอง ดงั นนั้ เมือ่ ไปพบเห็นสิ่งใหม่ซึง่ เป็นข้อมลู ที่แปลกไปจากความรู้เดิม ซึ่งอาจจะยากขึ้น
ทาให้เราไม่เข้าใจ หรือไม่สามารถตีความหมายเหล่าน้ันได้ เราจึงต้องปรับข้อมูลเหล่าน้ัน
ก่อนโดยการลองทาทดลองประติดประต่อจนเข้าใจ และสามารถปรับข้อมูลเหล่านั้นได้
เมื่อปรับได้แลว้ จึงจะรบั เข้าเปน็ โครงสรา้ งใหม่เกบ็ สะสมไว้เป็นข้อมูลต่อไป

ส่วนกระบวนการ Accommodation นั้นเป็นกระบวนการตรงกนั ข้ามกบั กระบวนการ
Assimilation กล่าวคือกระบวนการ Accommodation เป็นกระบวนการที่สมองของเราทา
หน้าที่ ปรับโครงสร้างที่มีอยู่แล้วภายในให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอกเพื่อทาให้เกิดความ
เหมาะสมกบั สิ่งต่างๆไม่วา่ จะเปน็ สถานการณใ์ ดกต็ ามทีเ่ ข้ามา

ลูสพารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 37
2.2.4 แนวคดิ และทฤษฎีกำรเล่นของ ฟรดิ ริดจ์ โฟรเบล (Friedrich Froebel)

ทีม่ า : https://chacha070542.blogspot.com/2019/02/blog-post_20.html

ฟริดริดจ์ โฟรเบล (Friedrich Froebel) นักการศึกษาและผู้นาทางการศึกษา
อนุบาลชาว เยอรมัน ซึ่งเยาวพา เดชะคุปต์ กล่าวว่า "โฟรเบล เป็นคนแรกที่เชื่อว่าการ
เรียนรู้ของเด็กเกิดจากการเล่นและการนาการเล่นมาใช้ในการจัดกรศึกษาสาหรับเด็ก
โฟรเบล เช่อื ว่าพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็กเกิดขึ้น โดยการเล่นและจนทกุ วนั นี้การ
จัดการศึกษานี้จะนาการเล่นเข้ามาใช้ในหลักสูตรของเด็กปฐมวัย" (เยาวพา เดชะคุปต์,
2546: 35 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรพั ย์, 2553: 16)

ลูสพารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 38
2.2.5 แนวคดิ และทฤษฎีกำรเล่นของจอห์น ดิวอี (John Dewey)

ทีม่ ำ : http://dpu-psychology.blogspot.com/p/john-dewey.html

จอห์น ดิวอี้ John Dewey) นักจิตวิทยา นักปรัชญา และนักปฏิรูปการศึกษา
อเมริกา ซึง่ เยาวพา เดชะคปุ ต์ กล่าว่า "ดิวอี้ เช่อื ว่าการเรียนรทู้ ีเ่ ด็กเรียนรจู้ ากการเล่น
ขึ้นอยู่กับความสนใจของเด็ก และการเล่นควรเป็นกิจก รรมที่เชื่อมโยงกับ
ชีวิตประจาวัน เช่น มุมบ้าน มุมไปรษณีย์ มุมร้านค้า และมุมหมอ เขาเชื่อว่า การเล่น
ช่วยเตรียมเดก็ ไปสู่อาชีพของผู้ใหญ่ นี่คอื สาเหตุที่เขาจัดมาต่างๆ เชน่ มุมแต่งตัว (ยาว
พา เดชะคปุ ต์, 2546: 35 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรพั ย์ , 2553: 16)

ลูสพารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 39
2.2.6 แนวคดิ และทฤษฎีกำรเลน่ ของเลฟ ไวคอตสกี (Lev Vygotsky)

ทีม่ า : http://www.wijai48.com/learning_stye/learningprocess.htm

เลฟ ไวกอตสกี้ (ev gtsk) นักจิตวิทยาชาวรัสเซียเชื้อสายยิว ซึ่งเยาวพา เดชะ
คุปต์ กล่าว่า " ไวกอตสกี้ เชื่อว่า ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นขณะเล่น มีความจาเป็น
ต่อพัฒนาการเด็ก โดยผ่านปฏิกิริยาทางสังคม เด็กจะเรียนรู้ค้นภาษาและทักษะทาง
สังคม ได้แก่ การมีส่วนร่วม และความร่วมมือ ซึ่งจะส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา
สาหรับไวกอตสกี้ การที่ครูเล่นกับเด็กนั้นสาคัญเท่าๆกับเด็กเล่นกับเพื่อน ซึ่งจากความ
เชื่อดังกล่าว การเล่นจะพัฒนาสติปัญญาและพัฒนาด้านสังคม ไปพร้อมกันด้วย
(เยาวพา เดชะคุปต์. 2546 :35 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรพั ย์. 2553 : 17)

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 40
2.2.7 แนวคดิ และทฤษฎีกำรเล่นของเลฟ ไวคอตสกี (Lev Vygotsky)

ทีม่ า : https://www.newheartawaken.com/guru/41

รูดอล์ฟ สไตน์เนอร์ (Rudolf Steiner) นักปรัชญาและนักการศึกษาชาว
ออสเตรีย ผรู้ ิเรม่ิ โปรแกรมการศึกษาวอล์ดอร์ฟ แนวคิดว่า "การเล่นของเด็กเป็นการ
เลียนแบบชีวิต เช่น เด็กจะเล่นกวาดบ้าน ถูพื้น ทาอาหาร การเล่นเหล่านี้เป็น
ประโยชน์ในการเรียนรู้ของเด็ก เพราะเด็กได้ใช้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย
เคลื่อนไหว ได้ฝึกทางมิติ การได้เล่นเช่นนี้ช่วยสร้างนิสัยในการรักการทางาน ทาให้
เดก็ เปน็ คนขยัน และการเล่นน้ีจะฝกึ สมาธิด้วย"

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 41
2.2.8 แนวคดิ ทฤษฎีกำรเลน่ ของมำเรยี มอนเตสชอร่ี (Maria Montessori)

ทีม่ า : https://en.wikipedia.org/wiki/Maria_Montessori

มาเรีย มอนเตสเซอรี่ (Maria Montessor) แพทย์หญิงชาวอิตาลี มีแนวคิด
เกี่ยวกับการเล่นแตกต่างจากนักการศึกษาและนักปรัชญาท่านอื่นๆ มอร์โรว (Morrow,
2009 :19) ได้กล่าวว่า หลักสตู รของมอนเตส เซอรี่ นั้นความอยากรู้ อยากเหน็ และการ
คันคว้าของเด็กมีความสาคัญน้อยกว่าความสามารถในการทางานกับอุปกรณ์ที่จัดทา
ขึ้นอย่างมีจุดมุ่งเหมายและใช้อย่างถูกวิธี การเล่นไม่มีความสาคัญเก่การทางาน
เนือ่ งจากทาให้เสียโอกาสที่มีค่าในการมุ่งไปสู่ความสาเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ต้ังไว้ ดังน้ัน
ของเล่นที่ใชใ้ นห้องเรยี นมอนเตสเซอรี่นน้ั คือ อุปกรณ์ที่จัดขึน้ อย่างมจี ุดมงุ่ หมาย และ
เดก็ จะใช้อุปกรณ์นน้ั เปน็ การทางานมากกว่าเปน็ การเล่น ดงั นนั้ ตามแนวคิดของมอนเตส
เซอรี่ แล้วจึงไม่เรียกอปุ กรณ์ที่จดั ขึน้ นั้นว่าของเล่น

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสือ่ ธรรมชาติ 42

สรุปทำ้ ยบท

จากแนวคิดที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นสรุปได้ว่า แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ
การเล่นจะแยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แนวคิดและทฤษฎีการเล่นแบบด้ังเดิม และ
แนวคิดและทฤษฎีการเล่นร่วมสมัย ซึ่งทั้งแนวคิดมีความเชื่อว่า การเล่นมีบทบาท
สาคัญมากต่อเด็กปฐมวัย การเล่นช่วยปลดปล่อยพลังงานที่มีอย่างลน้ เหลือในตัวเด็ก
ช่วยให้เกิดการผ่อนคลาย ช่วยฝึกฝนทักษะต่างๆช่วยพัฒนาความคิด สติปัญญาและ
สลัดไปพร้อมๆกัน ช่วยคลายความกังวลเป็นการเลียนแบบชีวิตจริงของเด็ก เพื่อ
เตรียมความพร้อมในการเจริญเติบโตต่อไปในอนาคตการเล่นเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้อง
บังคับให้ทาตามปกติในชีวิตของเด็กน้ันเด็กจะชอบเล่นอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องจึง
ควรใหก้ ารสนบั สนนุ และสง่ เสริมให้เดก็ ได้มโี อกาสเล่นให้มากทีส่ ดุ

บทที่ 3
พฒั นาการการเลน่ ของเดก็ ปฐมวยั

ลูสพารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 44

พฒั นำกำรกำรเล่นของเด็กปฐมวยั

จุฬินฑิพา นพคุณ (2561 : 35) นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความสนใจต่อการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในวัยเด็ก และได้ แบ่งการเล่นออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ การเล่นทาง
สังคม คือ การเล่นที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมหรือ ผู้อื่น และการเล่นทางวัตถุคือ การเล่นที่
เดก็ มีปฏิสมั พนั ธ์กับวัตถุหรือของเล่น และมีลาดับขนึ้ ของพฒั นาการการเล่น ดังน้ี

3.1. พฒั นำกำรกำรเลน่ ท่เี ดก็ มีปฏิสัมพันธก์ บั สังคมหรือผอู้ ่นื (Social Play)

พาร์เทน (Parten.1932 : 243269 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรัพย์. 2553 : 37) สังเกต
ว่า การเล่นของเด็กอายุ 3 ปีน้ันมีท้ังที่ไม่ได้เล่นกับใคร (Unoccupied) การเล่นคนเดียว
(Solitary) และ มองดูคนอื่นเล่นเพียงอย่างเดียว (Onlooker) ในขณะที่เด็กอายุ 4 ปี จะเริ่มเล่น
อยู่ข้างๆเด็กคนอื่นๆ แต่ยังไม่ร่วมเล่นด้วย (Parallel) และเด็กอายุ 5 ปีนั้นจะเริ่มเล่นกับเพื่อน
(Associative หรือ Cooperative) พาร์เทนอธิบายว่า พฤติกรรมการเล่นของเด็กนั้นมีข้ันตอนที่
เป็นไปอย่างตอ่ เนื่องไม่ขาดตอนหรอื ข้ามข้ันตอนซึง่ เปรียบเสมือนการเดินขึ้นบันไดทีละขั้น จาก
ขั้นแรกไปขั้นที่สอง สาม สี่ และห้าตามลาดับ เม่ือเด็กสามารถก้าวเดินขึ้นไปยังขั้นที่สามแล้ว
เดก็ อาจจะเดินกลบั ลงมายังขนั้ ที่สอง หรอื หนง่ึ ได้ แตจ่ ะไม่กระโดดข้ามขึ้นไปยังขั้นที่ห้า และใน
แตล่ ะขน้ั น้ันมีลกั ษณะหรอื พฤติกรรมที่ แตกต่างกนั ออกไป ดงั น้ี

ลสู พารตส์: มหัศจรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 45

3.1.1 เกล บียอค์ลัน (Bjorkland, 1978 : 8 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรัพย์, 2553 : 37)
ได้ศึกษาทฤษฎีของพารเ์ ทนข้างตน้ และแบ่งขนั้ ตอนการเล่นเปน็ 5 ข้ันตอน ดงั น้ี

3.1.1.1 การเล่นคนเดียว (Solitary Play)
ในข้ันนี้เด็กจะเล่นคนเดียวแม้จะมีคนอื่นอยู่ข้างๆก็ไม่สนใจ โดยเด็กอาจเห็นคน
อื่น เป็นเหมือนวัตถุ เช่น วัยเตาะแตะบางคนกาลังเล่นอยู่แล้วมีเด็กคนอื่นมาขวางทางก็อาจจะ
ผลกั เด็กคน ทีข่ วางอยู่อย่างแรงโดยไม่คานึงถึงว่าเดก็ คนน้ันจะเป็นอย่างไร เปน็ ต้น แตโ่ ดยทั่วไป
แล้วการเล่น ลกั ษณะนีม้ ักจะเกิดเมื่อเด็กอยู่คนเดียว

3.1.1.2 การสงั เกตผอู้ ืน่ เล่น (Onlooker Play)
การเล่นข้ันนี้จะเป็นเพียงการสังเกตการณ์เล่นของผู้อื่นแต่ยังไม่เข้าไปเล่นด้วย
ความ สนใจการเล่นของคนอื่นจะเกิดขึ้นเป็นบางคร้ังบางคราวเท่านั้นและในขณะที่เด็กสังเกต
การเล่นของ ผอู้ ื่นเด็กจะเกิดการเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งยังได้เรียนรู้
รปู แบบพฤติกรรม ทางสงั คมที่เหมาะสมจากผู้อ่นื ด้วย

ลสู พารตส์: มหศั จรรย์การเล่นจากสื่อธรรมชาติ 46

3.1.1.3 การเล่นแบบคู่ขนาน (Parallel Play)
การเล่นแบบคู่ขนานน้ันเด็กเริ่มให้ความสาคัญกับคนอื่นมากขึ้น ใกล้กับคน
อื่นได้ใช้ของเล่นชนิดเดียวกัน กล่องเดียวกัน บริเวณใกล้ๆกัน แต่ยังไรบางครั้งจะหยุดมองว่า
คนอื่นเล่นอะไรอยู่ ให้ความสนใจเป็นบางระยะ แต่ยังไม่เล่นบล็อก เด็กเล่นไม้บล็อกชุด
เดียวกนั ในบริเวณเดียวกนั แตต่ ่างคนต่างเล่น เด็กจะสนใจตนเองโดยไม่ได้พดู คยุ กันหรอื นาไม้
บลอ็ กมาสร้างเป็นเร่ืองราวเดียวกัน การเล่นขน้ั นี้ร่วมกันในสังคม เด็กจะเรียนรู้ถึงการแบ่งปัน
การผลัดกันเล่นของเล่น หรือการรอคอย ซึ่งเป็นฐานสาคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมต่อไป
สาหรับสโปเด็กและคณะ (Spodek; Saracho-8 180 - 1181 อ้างถึงใน ดวงตา เจริญทรัพย์,
2553 : 38) จาก Foundations of Earl Education กล่าวว่า พาร์เทนเห็นว่า การเล่นขันการเล่น
คู่ขนานของเด็กนั้นเปรียบ เชื่อมโยงระหว่างการเล่นคนเดียวกับการเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย
หรอื เล่นเปน็ กลุ่ม ( เนื่องจากขณะทีเ่ ด็กเล่นนั้นเด็กจะเริม่ เรียนรู้สังคมและปรบั ตวั เข้ากับสังคม
ได้

3.1.1.4 การเล่นกับผอู้ ื่น (Associative Play)
การเล่นกับผู้อื่นเป็นการพัฒนาต่อเน่ืองจากข้ันการเล่นคู่ขนานโดยเด็กจะเริ่ม
สนใจว่าคนอื่นเล่นอะไร แล้วเข้าไปเล่นด้วย แต่การเล่นนั้นจะเป็นแบบสั้นๆ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมี
บทสนทนาเล็กน้อยและเม่ือเล่นไปได้สักพักหนึ่งก็อาจกลับมาเล่นกับของเล่นของตนเอง เช่น
การเล่นบทบาทสมมติในมุมบ้าน เด็กอาจเล่นชุดเคร่ืองครัวด้วยกันและผลัดกันทาอาหาร
พูดคุยกันว่ากาลังทาหรือให้ช่วยส่งของเล่นให้ เม่ือเล่นไปสักระยะหนึ่งอาจจะมีการให้เด็กคน
อื่นในบริเวณเดียวกนั เข้าเล่นด้วยกัน เป็นต้น


Click to View FlipBook Version
Previous Book
dota2
Next Book
Bahan ajar