The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ฉบับครู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by vichuda.2520, 2022-10-12 06:42:04

การสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ฉบับครู

การสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ฉบับครู

Keywords: การสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ฉบับครู

44

-44-

ท่จี ะบังคบั เคี่ยวเขญ็ ใหเ้ ดก็ ทำตามความต้องการของตนเอง หรือยดั เยียดความเปน� ตัวเองให้กับเดก็ เชน่ เดียวกับ

ระบบการศกึ ษาและหลกั สูตรการเรียนการสอนในสถานศึกษา ทีม่ ่งุ เนน้ เน้อื หาสาระการเรยี นรมู้ ากมายท่ีไกลตัว

ที่เด็กไม่มีโอกาสได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่การเคลื่อนไหวที่ถือว่าเป�นวิธีการหรือสิ่งง่ายที่สุด (Simplest)

และส่งผลตอ่ คณุ ภาพชีวิตและอารมณ์ (Quality and Moods of Life) ของเด็กโดยตรงกลบั มิไดใ้ หค้ วามสำคัญ

ในการจัดการเรียนสอนพลศึกษาให้เด็กเล่นหรือออกกำลังกายเพื่อผ่อนคลายและพัฒนาความสามารถทักษะ

กลไกการเคลื่อนไหวข้ันพ้ืนฐาน (Fundamental Motor Skills Competence) และศักยภาพของสมองให้เกดิ

การคิดเป�น ทำเป�น แก้ป�ญหาได้ และมีจินตนาการหรือความคิดที่สร้างสรรค์ ซึ่งเป�นสิ่งที่จำเป�นและมี

ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตให้อยู่ในสังคมป�จจุบันที่มีการแข่งขันสูงได้อย่างมีความสุขและมีความ

มั่นใจในการสร้างภูมิต้านทานให้กับตนเอง เวลาส่วนใหญ่ของเด็กในป�จจุบันหมดไปกับการเรียนรู้เนื้อหาสาระ

ทางด้านวิชาการมากมายในห้องเรียนที่ไกลตัว และมีโอกาสนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้นอ้ ย การเรียนการสอน

ส่วนใหญ่เน้นแต่หลักการทฤษฎีที่มีอยู่ในตำรา โดยมิได้มีโอกาสนำมาประยุกต์ใช้จริง ขาดการฝ�กทักษะในการ

คิดการแก้ป�ญหาและการให้เด็กได้ทดลองปฏิบัติจริง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เด็กขาด

ประสบการณ์ในการเชื่อมโยงข้อมูลความรู้ที่ได้รับรู้ในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติอย่างมีเหตุผล และ

ไม่ก่อให้เกิดทักษะในการแก้ป�ญหา

ทำให้ขาดความอดทนอดกลั้นเมื่อต้อง

เผชิญกับป�ญหาอุปสรรคและมีความ

อ่อนไหวเปราะบางทางความคิด ใช้

อารมณ์ความเชื่อมากกว่าความมี

เหตุผล ทำให้ไม่สามารถนำหลักการ

ความรู้ไปประยุกต์ให้เกิดผลในทาง

ปฏิบัติจริงได้ เพราะขาดกิจกรรมหรือ

ก า ร ฝ � ก ป ฏ ิ บ ั ต ิ ท ี ่ จ ะ น ำ ไ ป สู่

ประสบการณ์ในการเรียนรู้ทักษะชีวิต

ภาพประกอบท่ี 3.6 และนำไปสูก่ ารแก้ไขป�ญหาเพื่อพัฒนา
ทักษะ คุณภาพชีวิตให้อยู่ในสังคมได้

อย่างมีความสุข จากเหตุผลดังกล่าวนี้ ถ้าหากสมองทำงานไม่ได้หรือไม่สามารถที่จะเรียนรู้อะไรได้ตั้งแต่เกิด

เรียกว่า ป�ญญาออ่ น (ความบกพร่องทางสตปิ �ญญา) ซึง่ จะพบในเดก็ ๆ (สิรนิ ทร ฉันศริ กิ าญจน, ม.ป.ป.)

¤èÁÙ ×ͼÊé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

45

-45-

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ควรให้ความรู้ที่เป�นประโยชน์แก่เด็กเท่าที่จำเป�นโดย

องค์ความรู้ที่ถ่ายทอดไปสู่ตัวเด็กนั้น ให้คำนึงถึงการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงเป�นสำคัญ เพื่อให้เกิดทักษะทาง

สังคม คดิ เป�น ทำเปน� แกป้ �ญหาได้ มิใช่เรียนรแู้ ตท่ ฤษฎี และใช้เวลาอยกู่ ับการทำการบ้านมากมายจนทำให้เด็ก

ไม่มีเวลาเป�นของตนเองเพื่อกระทำในสิ่งที่ตนเองมีความสามารถหรือกระทำในสิ่งที่ต้องการ เพราะถูกบังคับให้

ต้องทำกิจกรรมซ้ำซากอยู่แต่ในห้องเรียน

ซึ่งเป�นสาเหตุนำไปสู่การสั่งสมความเครียด

อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทำให้สมองถูก

ทำลายและยับยั้งการเรียนรู้ แม้แต่การให้

รางวัลหรือสิ่งตอบแทนที่ถูกกำหนดไว้ด้วย

เ ง ื ่ อ น ไ ข ท ี ่ เ ป � น ท ี ่ ต ้ อ ง ก า ร ข อ ง พ ่ อ แ ม่

ผู้ปกครอง หรือครู ไม่ได้ช่วยให้เด็กเกิด

ความรู้สึกภาคภูมิใจที่นำไปสู่การสร้าง

จินตนาการของตนเองหรือนำไปสู่การ

พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แต่ ภาพประกอบท่ี 3.7

กลับไปจำกัดและทำลายความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ท่ีเป�นแรงบันดาลที่มีอยู่ในตัวเด็ก ซึ่งกลายเป�นว่าเด็กจะต้อง

ทำตามเงื่อนไขที่ครูหรือผู้ปกครองกำหนดไว้ จึงจะได้รางวัลสิ่งตอบแทน หรือได้คะแนนตามที่ครูหรือพ่อแม่

กำหนด ทำให้เด็กเกดิ ความเครียด วิตกกังวล ขาดความเชื่อมัน่ ไม่มีความเป�นตัวของตัวเอง ในทางตรงกัน ข้าม

การกลา่ วคำชมเชย ยกยอ่ ง หรือชื่นชมในผลงานส่ิงประดิษฐท์ ี่เกิดจากการเรียนรู้ และการกระทำที่มีคุณค่าหรือ

เป�นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมของเด็ก กลับช่วยกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจภายในตนเอง ที่จะขับเคลื่อนให้

เกิดความคิดหรือกระทำในสิ่งที่ดีมีคุณค่าหรือเป�นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมมากยิ่งขึ้นต่อไป ก่อให้เกิด

กำลังใจ ความภาคภูมิใจ และเห็นคุณค่าของตนเอง ทำให้สารหรือฮอร์โมนแห่งความสุข (Serotonin) ถูกหล่ัง

ออกมา ส่งผลให้สามารถจดจำ และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยพัฒนาเซลล์สมองและความมั่นใจในการ

แสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป�นผลดีและส่งผลระยะยาวที่มีคุณค่าต่อพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็ก

มากกว่าการกำหนดเงื่อนไขด้วยการให้รางวัล (เจรญิ กระบวนรตั น์, 2552)

¤èÙÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

46

-46-

สรุป
การเป�ดโอกาสให้เด็กได้มีการเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย เล่นดนตรี กีฬา ทำกิจกรรม
ศิลปหัตถกรรมหรือกิจกรรมทางกายที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน จะช่วยกระตุ้นและพัฒนาสมองให้
เกิดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ การเรียนรู้ด้วยการพยายามถ่ายทอดหรือยัดเยียดให้เด็กต้องจดจำ
เนื้อหาข้อมูลมากมาย เพื่อให้สามารถสอบได้คะแนนดี แต่ไม่มีโอกาสได้นำไปใช้ประโยชน์หรือสร้าง
ประสบการณ์ในการดำรงชีวิต ข้อมูลหรือการเรียนรู้ดังกล่าว อาจจะไม่ได้ถูกเก็บไว้ในคลังสมองอย่าง
ถาวร (Long Term Memory) เมื่อเวลาผ่านพ้นไประยะหนึ่งก็จะลืม การเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวนี้
ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลหรือเกิดการพัฒนาของสมองระยะยาว ตรงข้ามกลับเป�นการยับย้ัง
และทำลายโอกาสในการพัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ไหวพริบปฏิภาณ
จินตนาการที่จะนำไปสู่การแก้ไขป�ญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผล ซึ่งมีคุณค่าและความสำคัญยิ่งกว่า
ความรู้รอบตัว เพราะฉะนั้น เราจึงควรให้ความรู้แก่เด็กแต่ละวัยเท่าที่จำเป�น และที่สำคัญความรู้
เหล่านั้นควรจะสามารถถ่ายโยงให้เห็นเป�นรูปธรรมเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาบุคลิกภาพพฤติกรรม
ความคิด จินตนาการ และสติป�ญญา เกิดเป�นทักษะและลักษณะนิสัยที่ดีมีคุณธรรมและความสัมพันธ์
ในทุกอริ ิยาบถการเคลอ่ื นไหวเพ่อื ใหส้ ามารถดำรงชวี ิตอยใู่ นสงั คมได้อยา่ งมั่นคงมีความสขุ

อย่าบังคับคนอ่ืนใหค้ ิดเหมือนเรา...
แต่ควรแนะนำใหเ้ ขาร้จู กั คิดและตดั สินใจดว้ ยตวั เอง

¤èÁÙ ×ͼéÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·èÕÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

47

-47-

เอกสารอา้ งองิ

กมลพรรณ ชีวพนั ธุศรี. (2546). สมองกับการเรยี นรู้. พมิ พ์คร้งั ท่ี 5. นนทบุรี : ทวินทรี เพรส.
เจรญิ กระบวนรตั น์. (2552). ตาราง 9 ช่องกับการพัฒนาสมอง. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ : สินธนากอ๊ ปป�เซ็นเตอร.์
ประยุกต์จากวารสารสุขศึกษา พลศึกษา และสนั ทนาการ ปท� ี่ 41 เล่ม 2 กรกฎาคม- ธนั วาคม 2558

หนา้ 5-15 ISSN 0125-2674
สริ นิ ทร ฉันศริ กิ าญจน. ม.ป.ป. ความรู้เรือ่ งสมองเสื่อมสำหรับประชาชน. พมิ พค์ รง้ั ที่ 3 กรุงเทพฯ : โรงพยาบาลรามาธบิ ด.ี
Shier, Darid., Butler, Jackie. And Lewis, Ricki. (1998). Hole’s Essentials of Human Anatomy and

Physiology. 6thed. New York : WCB/McGraw-Hill.
Wilmore, Jack H. and Costill, David L. (1999). Physiology of Sport and Exercise. 2nd ed.

Champaign, IL: Human Kinetics.
American College of Sports Medicine. (2014). ACSM’s Resources for the Personal Trainer. 4th

ed. Philadelphia: Wolters Kluwer/Lippincott Williams & Wilkins.
Buckworth, J. and Dishman, R.K. (2002). Exercise Psychology. Champaign, IL: Human Kinetics.
Burton, D. and Raedeke, T. (2008). Sport Psychology for Coach. Champaign, IL: Human Kinetics.
Enoka, R. (2002). Neuromechanics of Human Movement. 3rded. Champaign, IL: Human Kinetics.
Jensen, E. (1998). Teaching With the brain in mind. Association for Supervision and

Curriculum Development : Alexandria, VA.
Keogh, Jack. And Sugden, David. (1985). Movement Skill Development. New York : Macmillan. Inc.
Sprenger, M. (1999). Learning and Memory : The Brain in Action. Association for

Supervision and Curriculum Alexandria, VA : Development.
Springer, Sally P. (1998). Left Brain and Right Brain. W.H. Freeman and New York Company.
Steinberg, L.A., O’Connell, N.C., Hatch, T.F., Picciano, M.F., and Birch, L.L. (1992). Tryptophan

¤èÙÁ×ͼéÙÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

48

-48-

Intake Influences Infants’ Sleep Latency. J. Nurt : 122(9) ; 1781 - 91
Wilmore, Jack H. Costill, David L. and Kenney, W. Larry. (2012). Physiology of Sport and

Exercise. 5th ed., Champaign, IL: Human Kinetics.
Zeisel, S.H. (2000). Choline: Needed for Normal Development of Memory. Journal of the

American College of Nutrition: 19(5); 520s – 513s.

¤ÁèÙ ×ͼÊé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕÁè ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

49

-49-

2. กจิ กรรมทางกายกับสมรรถภาพทางกาย

กิจกรรมทางกาย (Physical Activity) นับเป�นรากฐานทีม่ ีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตและสุขภาพ

โดยตรง การประกอบกจิ กรรมทางกายที่ได้กระทำอยา่ งถูกต้องเหมาะสมกับสภาพร่างกายในแตล่ ะวยั จะมีผล

ช่วยให้ร่างกายเกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งยังช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของระบบการ

ทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย ยิ่งไปกว่าน้ัน กิจกรรมทางกายประเภทการออกกำลังกายท่ีได้มีการ

ปฏิบัติเป�นประจำสม่ำเสมอ 3 – 5 วันต่อสัปดาห์ อย่างน้อยวันละประมาณ 20 – 60 นาทีต่อวัน (ACSM,

2006) ยังช่วยป้องกันและบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บนานัปการ ในทางตรงกันข้าม

พฤติกรรมที่ขาดการเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมทางกาย (Sedentary Behavior) และขาดการออกกำลังกาย

(Exercise) ล้วนแต่ก่อให้เกิดป�ญหาต่อสุขภาพและโครงสร้างของร่างกาย ซึ่งเป�นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ภาวะความ

เจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

วิถีการดำเนินชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย

หรือมีการประกอบกิจกรรมทางกายอยู่เป�น

ประจำไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีสุขภาพร่างกาย

แขง็ แรง แต่ยังช่วยใหอ้ ารมณ์แจม่ ใส คลาย

เครียดและอาการซึมเศร้า ดังนั้น จึงควร

สนับสนุนให้มีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม

และเพียงพอในแต่ละวัยและแต่ละวัน เพื่อ

กระตุ้นให้ปอด หัวใจ หลอดเลือด

กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และประสาท ได้ทำงาน

เพม่ิ ข้นึ กว่าปกติ ทำใหเ้ กิดการเผาผลาญและ

การใช้พลังงานอย่างมีคุณค่า ก่อให้เกิด

ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ ภาพประกอบท่ี 3.8
โดยตรง ช่วยป้องกันอันตรายจากโรคภัยไข้

เจ็บท้งั ปวง

¤ÁÙè Í× ¼Êé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

50

-50-

ความหมายของกจิ กรรมทางกาย (Physical Activity Definition)

กจิ กรรมทางกาย (Physical Activity) หมายถึง กจิ กรรมการเคลอื่ นไหวของร่างกายทุกรูปแบบที่เกิด
จากการหดตัว ของกล้ามเนื้อโครงร่าง (Skeletal Muscle) หรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ทำให้ร่างกายมีการ
เผาผลาญหรือใช้พลังงาน (Energy Expenditure) เพิ่มขึ้นจากขณะพัก (ACSM, 2010) หรือ กิจกรรมทางกาย
หมายถึง สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกาย “moving about” (Jackson, et al. 2004) ในอีก
ความหมายหนึ่ง กิจกรรมทางกาย หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายโดยใช้กล้ามเนื้อโครงร่าง เพื่อให้เกิดการใช้
พลังงาน ซึ่งรวมไปถึงการประกอบอาชีพหรือการปฏิบัติภารกิจในหน้าที่การงานต่าง ๆ การทำงานอดิเรกหรือ
การใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรม ตลอดจนกลุ่มผู้มีอาชีพใช้แรงงาน ชาวไร่ ชาวนา ช่างก่อสร้าง การเดิน
ปฏิบัติงาน การทำงานบ้าน จนกระทั่งถึงระดับหนักมาก ซึ่งสามารถนำไปสู่การปรับปรุงสุขภาพร่างกาย
เมอื่ มกี ารปฏบิ ัตอิ ยู่เป�นประจำ (USDHHS, 2008)

กิจกรรมทางกายที่ได้มีการกำหนดรูปแบบ วิธีการ ระยะเวลา และความหนัก เบา ไว้อย่าง
เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่เป�นเป้าหมายและสอดคล้องกับสภาพร่างกายของบุคคลในแต่ละวัย ได้แก่
การออกกำลงั กาย (Exercise) จะมีความสัมพนั ธ์กับสุขภาพและสมรรถภาพทางกายในแต่ละดา้ นโดยตรง

กิจกรรมทางกายประเภทการออกกำลังกายจึงมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากกิจกรรมทางกาย
โดยทวั่ ไป ด้วยเหตนุ ้ี กจิ กรรมทางกายจึงสามารถแบง่ ออกได้เปน� 2 ลักษณะใหญ่ คอื

1. กจิ กรรมทางกายที่กระทำในชวี ติ ประจำวัน ได้แก่

- การประกอบอาชพี การงาน
- การประกอบกิจวัตรประจำวัน อาทิเช่น การเดิน ขี่จักรยาน ขับรถยนต์ไปที่ทำงาน
การทำงานบ้าน เป�นต้น กิจกรรมทางกายในลักษณะดังกล่าวนี้ หากมีการกระทำหรือดำเนินการเป�นประจำ
สม่ำเสมอ สามารถชว่ ยประคับประคองสขุ ภาพพื้นฐานใหค้ งสภาพได้ยาวนานขน้ึ

2. กจิ กรรมทางกายในยามว่าง ไดแ้ ก่

- การเล่น (Play) : เปน� ศลิ ปวัฒนธรรม
- การออกกำลงั กาย (Exercise) : เป�นวทิ ยาศาสตร์
- กีฬา (Sport) : เปน� ศลิ ปะและวิทยาศาสตร์
- การท่องเทีย่ ว (Travel) : เปน� เร่อื งของจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคดิ จินตนาการ

กิจกรรมทางกายทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะมีความแตกต่างกันตามธรรมชาติของการเคลื่อนไหว
ความหนัก (Intensity) ระยะเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรม (Time/Duration) ความถี่หรือความสม่ำเสมอ
ในการปฏิบัติกิจกรรม (Frequency) รวมทั้งชนิดหรือรูปแบบของกิจกรรมที่นำมาใช้ในการปฏิบัติ (Type)

¤èÙÁ×ͼéÙÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

51

-51-

ของแต่ละบุคคล ซ่ึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องและมีผลโดยตรงกับสุขภาพ (Health) หรือความสมบูรณ์ของ
สมรรถภาพ (Fitness)

ยงิ่ ไปกวา่ น้นั การปฏบิ ตั กิ ิจกรรมทางกายจนตดิ เป�นนสิ ยั (Habitual Physical Activity) สามารถ
ส่งผลต่อสมรรถภาพ (Fitness) ซง่ึ อาจประยกุ ต์หรือปรับเปล่ียนระดบั ของนิสัยการทำกิจกรรมทางกายเป�น
การสรา้ งเสริมสมรรถภาพเพอื่ สุขภาพที่ดยี ง่ิ ข้ึนต่อไป ดงั ภาพประกอบที่ 3.9

ภาพประกอบท่ี 3.9 แสดงรปู แบบเฉพาะของกิจกรรมทางกายและสมรรถภาพทีม่ คี วามสัมพนั ธก์ บั สขุ ภาพ
การเพิ่มกจิ กรรมทางกายหรอื สมรรถภาพจะมีผลชว่ ยใหส้ ขุ ภาพของแตล่ ะบุคคลดยี ่งิ ขึน้

กจิ กรรมทางกายในยามวา่ ง (Leisure-Time Physical Activity)

กิจกรรมทางกายในยามว่าง ไม่ว่าจะเป�นการเล่น การออกกำลังกาย และกีฬา ล้วนเป�นกิจกรรมทาง

กายที่มีระดับความหนักแตกต่างไปจากกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันโดยทั่วไปเพราะต้องอาศัยหลักการ

ความรู้ความเข้าใจในรูปแบบและวิธีการปฏิบัติ ตลอดจนระยะเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติท่ีค่อนข้างสม่ำเสมอและ

แน่นอน เพื่อวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย

ทางด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ชัดเจน

ซึ่งการเลือกปฏิบัติกิจกรรมในยามว่างของ

แต่ละบคุ คล ขนึ้ อยู่กบั พ้นื ฐานความต้องการ

และ ความสนใจที่เป�นแรงจูงใจในการทำให้

สุขภาพและสมรรถภาพดีขึ้น (Bouchard

et al., 2007) ด้วยเหตุนี้ กิจกรรมทางกาย

ในยามว่างจึงถือว่ามีความสัมพันธ์และเป�น

ผลดีต่อสุขภาพหรือสมรรถภาพทางกาย ภาพประกอบที่ 3.10

¤ÙÁè Í× ¼ÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

52

-52-

มากกว่ากิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน ในขณะที่การท่องเที่ยวเป�นการเติมคุณภาพและสร้างพลังชีวิต
จิตใจ อารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา ดังปรัชญาที่ว่า “จิตใจที่แจ่มใส จะอยู่ในร่างกาย
ทีส่ มบูรณ์”

การเล่น (Play) คือ กิจกรรมทางกายที่ผู้ปฏิบัติเข้าร่วมด้วยความสมัครใจหรือด้วยความพึงพอใจ
มีความเป�นอิสระ ไม่มีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่ยุ่งยาก เน้นความสนุกสนานเพลิดเพลินและการผ่อนคลาย
มากกว่าการแข่งขัน (Drewe, 2003) เงื่อนไขในการเล่นสามารถประยุกต์ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม
กับสถานการณ์แวดล้อมหรือสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ของช่วงระยะเวลาหรือ
เทศกาลงานประเพณใี นแต่ละทอ้ งถิน่ ทย่ี ดึ ถอื และปฏบิ ตั สิ บื ทอดกนั มาจนกลายเป�นวัฒนธรรมประเพณี

อนึง่ การเลน่ พนื้ บา้ นโดยมากเข้าใจและใชค้ ำว่า “การละเลน่ ” ซ่งึ การละเลน่ นนั้ จะรวมถึงการร้องรำ
ทำเพลง แต่ถ้าหากเป�นในเชิงการเคลื่อนไหวร่างกายหรือในเชิงกีฬา เรียกว่า “การเล่น” ซึ่งตรงกับ
ภาษาอังกฤษวา่ Play (เดลนิ วิ สว์ าไรต,ี้ 2556)

การออกกำลงั กาย (Exercise) คือ การกระตุน้ รา่ งกายให้มีการเคลื่อนไหวออกแรงอยา่ งมีแบบแผน
เป�นขั้นตอน เป�นระบบด้วยการปฏิบัติเป�นประจำหรือสม่ำเสมอ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาสร้างเสริม ฟ�นฟู
หรอื รักษาสุขภาพและสมรรถภาพทางกายท่ดี ใี ห้คงไว้ หรอื การออกกำลงั กาย (Exercise) หมายถึง กิจกรรมทาง
กายที่เกิดจากการปฏิบัติซ้ำ ๆ จนเป�นธรรมชาติ โดยมีการวางแผน (Planned) หรือวางกรอบโครงสร้างเพื่อ
พัฒนาเปลี่ยนแปลง หรือรักษาสภาพองค์ประกอบด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้านของสมรรถภาพทางกายท่ี
สมั พันธก์ ับสุขภาพใหค้ งไว้ (USDHHS, 2008)

อย่างไรก็ตาม ในการออกกำลังกายมอี งค์ประกอบสำคญั ท่คี วรพิจารณาอยู่ 4 ประการ ซ่ึงเปน�

คำยอ่ จากพยัญชนะตวั แรกของคำหลายคำมารวม คอื FITT หมายถึง (Jackson, et al., 2004; Swain &
Leutholtz, 2007)

 Frequency คอื จำนวนครงั้ ของการออกกำลังกายตอ่ สัปดาห์

 Intensity คือ ระดับความหนกั ความยาก หรือความกดดนั ของการออกกำลงั กายแตล่ ะครัง้

 Time/Duration คอื ระยะเวลาหรือความยาวนานของการออกกำลงั กายแตล่ ะคร้ัง

 Type คอื รปู แบบทนี่ ำมาใช้ในการออกกำลงั กายแตล่ ะครัง้ เชน่ การวิ่ง การว่ายน้ำ

ขี่จักรยาน การเต้นแอโรบิก เปน� ต้น

¤èÙÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÕÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

53

-53-

การออกกำลังกายจึงเป�นกิจกรรมทางกายที่ผู้ออกกำลังกายแต่ละบุคคล สามารถเลือกปฏิบัติในสิ่งท่ี
ตนเองชอบหรือพึงพอใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีแก่ผู้ออกกำลังกายโดยตรง โดยที่ไม่จำเป�นต้องทำตาม
หรือเลียนแบบผู้อื่น แต่ควรศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจในรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการปฏิบัติให้ถูกต้อง
ตามหลักของการออกกำลังกายแต่ละประเภทและแต่ละกิจกรรม ที่สำคัญควรเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายให้
สอดคล้องหรอื ตรงกับจดุ มุ่งหมายของสขุ ภาพหรือสมรรถภาพทางกายท่ีตอ้ งการ

กีฬา (Sport) คือ กิจกรรมทางกายที่ต้องใช้ทักษะความสามารถในการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะ

เฉพาะเจาะจงและมีความแตกต่างหลากหลายมากกว่าการออกกำลังกาย อีกทั้งต้องการระดับสมรรถภาพทางกาย

และความสามารถในการปฏิบัติทักษะ และการเคลื่อนไหวที่สูงกว่าและซับซ้อนกว่าการออกกำลังกาย

เน้นการแข่งขันและการแสดงออกซึ่งความสามารถสูงสุด (Peak Performance) เพื่อชัยชนะหรือความเป�นเลิศ

มีรูปแบบ กฎกติกา และวิธีการปฏิบัติในแต่ละ

ขั้นตอนที่เป�นระบบชัดเจน การออกกำลังกาย

ในนักกฬี าจึงปรับเปล่ียนรูปแบบมาเปน� ลกั ษณะ

ของการฝ�กซ้อม (Training) ที่มีความถ่ี

(Frequency) ความหนัก (Intensity) และ

ความยาวนานของระยะเวลาในการฝ�กซ้อมหรอื

การออกกำลังกาย (Time/Duration) ที่เข้มขน้

และมีรูปแบบวิธีการมากกว่าการเล่นหรือการ ภาพประกอบที่ 3.11

ออกกำลังกายทั่วไป อย่างไรก็ตาม กีฬาก็ยังมี

การเล่นแฝงอยู่ด้วย ดังนั้น ผู้คนที่เล่นกีฬาส่วนหนึ่งจึงไม่ได้มุ่งหวังหรือต้องการที่จะได้รางวัล แต่เป�นเพราะ

ความรสู้ กึ อยากเลน่ กฬี าเพื่อความสนุกสนานท่ีท้าทาย และไดม้ ีโอกาสออกกำลังกายมากกวา่ (Guttmann, 1988)

ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งการเลน่ การออกกำลงั กาย และกีฬา

การเล่น การออกกำลังกาย และกีฬา จะมีความ ภาพประกอบที่ 3.12
แตกต่างกันไปตามรูปแบบลักษณะการเคลื่อนไหวและ
วตั ถุประสงค์ทผ่ี ูอ้ อกกำลังกายตอ้ งการเข้าร่วมกิจกรรม

การเลน่ (Play) เปน� ศิลปะ มีรูปแบบการเคลอ่ื นไหวที่
ถ่ายทอดถึงวิถีการดำเนินชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละ
ภูมิภาคหรือแต่ละท้องถิ่น ที่มุ่งเน้นความสนุกสนาน ผ่อนคลาย
ในยามว่างหรือหลังจากเสร็จสิ้นจากการปฏิบัติภารกิจใน
ชีวิตประจำวนั ซ่ึงรูปแบบของกจิ กรรมจะมีคุณลักษณะของการ

¤ÁèÙ ×ͼÊé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

54

-54-

ออกกำลงั กายรวมอยู่ด้วย เชน่ รำวง รำเคยี วเก่ียวข้าว ราวกระทบไม้ วง่ิ เปรี้ยว ขม่ี ้าส่งเมอื ง มอญซ่อนผ้า

ตี่จับ กาฟ�กไข่ รีรีขา้ วสาร งกู นิ หาง ลิงชงิ เสา ไมห้ ่งึ วิ่งววั เสอื กินวัว แยล้ งรู สะบ้า หมากเก็บ วา่ วไทย

หมากรกุ ไทย มวยไทย ตะกร้อลอดหว่ ง กระบ่ีกระบอง รำโนหร์ า เป�นตน้

การออกกำลงั กาย (Exercise) เป�นวทิ ยาศาสตร์ มรี ปู แบบวธิ ีการและวตั ถุประสงคเ์ ฉพาะด้านท่ชี ัดเจน

มีความเกี่ยวข้องสมั พนั ธ์กบั สุขภาพและสมรรถภาพทางกายโดยตรง มหี ลกั การ กฎเกณฑ์ เปน� แนวทางในการ

เลือกกิจกรรมหรือกำหนดรูปแบบ วิธีการ

ปฏิบัติในการออกกำลังกาย เพื่อให้ได้ผล

ตามวัตถุประสงค์หรอื เปา้ หมายของสุขภาพ

ที่ต้องการ นอกจากนี้ การออกกำลังกายมี

ค ุ ณ ล ั ก ษ ณ ะบางอย ่ างข องก ารเล่น

ผสมผสานรวมอยู่ด้วย เพอ่ื ให้เกิดความรู้สึก

สนุกสนานและผ่อนคลาย

ก ี ฬ า ( Sport) เ ป � น ท ั ้ งศ ิ ลป ะและ

ภาพประกอบท่ี 3.13 วิทยาศาสตร์ เป้าหมายคือ การแสดงออก
ซงึ่ ความสามารถสูงสดุ ของรา่ งกาย มุ่งเนน้

การออกกำลังกายหรือการฝ�กเพื่อพัฒนาทักษะ ความสามารถในการเคลื่อนไหว สมรรถภาพทางกาย

สมรรถภาพทางจิตใจ ในแต่ละประเภทกีฬา ให้บุคคลหรือนักกีฬามีความพร้อมและสมบูรณ์สูงสุด โดยหวัง

ผลสำเร็จหรือชัยชนะในการแข่งขันเป�นสำคัญ ซึ่งในกิจกรรมการเคลื่อนไหวของแต่ละประเภทกีฬามี

คณุ ลักษณะของการออกกำลังกายผสมผสานรวมอยู่ด้วย เพอื่ กระตนุ้ ใหร้ ่างกายเกิดการพฒั นาเปล่ียนแปลงไปสู่

เปา้ หมายอยา่ งเป�นระบบและมปี ระสิทธิภาพในแต่ละประเภทกีฬา

กจิ กรรมทางกายเพ่อื สขุ ภาพ (Physical Activity for Health)

เราทุกคนสามารถใช้กิจกรรมการเล่น (Play) และกิจกรรมทางกีฬา (Sport) นำไปสู่การออกกำลัง
กายเพื่อสุขภาพได้ ถึงแม้ว่ากิจกรรมทางกายดังกล่าวมิได้มีคุณลักษณะหรือเป้าหมายเพื่อการพัฒนาสุขภาพ
โดยตรงก็ตาม ดังนั้น เมื่อใช้การเล่นและกีฬาเป�นกิจกรรมทางกายหรือการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ในทาง
ปฏิบัติจึงควรปรับความสมดุลให้มีความสัมพันธ์ต่อสุขภาพ ด้วยการคงความสนุกสนานในการเล่นไว้ โดย
มุ่งเน้นการปรับรูปแบบวิธีการปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น ในด้านของกีฬาเมื่อนำมาใช้เป�น
กิจกรรมในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ควรลดความสำคัญของการแข่งขันหรือการเน้นชัยชนะให้น้อยลง
และมุ่งให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป�นหลักสำคัญของการจัด
กิจกรรมทางกายโดยใช้การเลน่ และกีฬาเปน� เครอื่ งมือในการออกกำลังกายเพ่อื สุขภาพ
กิจกรรมทางกายกับการออกกำลังกาย (Physical Activity and Exercise)

¤ÙèÁ×ͼÊé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

55

-55-

กิจกรรมทางกายมีความหมายที่ครอบคลุมและกว้างกว่าการออกกำลังกาย ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง

กิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันหรือในยามว่าง จึงหมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อประกอบกิจกรรม

อย่างใดอย่างหนึ่งให้บรรลุผลตามความปรารถนาที่ตนเองต้องการ ซึ่งการมีกิจกรรมทางกาย

ในชีวิตประจำวันที่สม่ำเสมอและเพียงพอย่อมเป�นผลดีต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับการเล่นและกีฬาที่สามารถ

ประยุกต์ใช้เป�นกิจกรรมการออกกำลัง

กายเพื่อสร้างเสริมและพัฒนาสุขภาพได้

ส่วนคำว่า “การออกกำลังกาย” เป�น

การสื่อความหมายเฉพาะทม่ี คี วามสัมพนั ธ์

และสำคัญต่อการพัฒนาสุขภาพโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึง สุขภาพของ

บุคคลใดบุคคลหนึ่ง สิ่งที่นึกถึงเป�นภาพ

ตามมาคือ การออกกำลังกาย มากกว่า

“กิจกรรมทางกาย” ด้วยเหตุน้ี คำว่า “การออกกำลังกาย” จึงสื่อความหมายที่มุ่งเน้นเฉพาะในเรื่องท่ี

เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายเท่าน้ัน ภาพประกอบที่ 2.14
ส่วนคำว่า “กิจกรรมทางกาย” จะส่ือ

ความหมายในขอบข่ายที่ครอบคลุมการเคลื่อนไหวร่างกายทุกรูปแบบที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ทำงาน และทำให้

ร่างกาย มีการเผาผลาญหรือใช้พลังงานมากกว่าปกติ ซึ่งเป�นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของ

ร่างกายหรือชว่ ยรักษาสุขภาพรา่ งกายที่ดีให้คงไว้ หากการปฏิบัติกิจกรรมทางกายนั้น มีความเหมาะสมและ

เพียงพอกบั ความต้องการของร่างกายในแตล่ ะวยั และแต่ละวัน

ดังนั้น การออกกำลังกาย จึงหมายถึง การกระตุ้นร่างกายให้มีการเคลื่อนไหวออกแรงมากกว่าปกติ
ด้วยกิจกรรมการออกกำลังกายรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอย่างเป�นระบบ มีการวางแผน กำหนดความหนักเบา
ระยะเวลาในการออกกำลังกาย และความสม่ำเสมอในการปฏบิ ัตซิ ้ำ เพื่อนำไปสู่ เป้าหมายของสุขภาพในแต่ละ
ดา้ นท่ีต้องการ

¤ÁèÙ Í× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

56

-56-

สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness)

สมรรถภาพทางกาย หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการประกอบกิจวัตรประจำวันหรือ
ประกอบกจิ กรรมหนัก ๆ ได้ด้วยความกระฉบั กระเฉงว่องไว มปี ระสิทธภิ าพ โดยไมร่ ูส้ ึกเหนด็ เหน่อื ยงา่ ย
และสามารถฟ�นสภาพร่างกายคืนสู่สภาวะปกติได้รวดเร็วภายหลังประกอบกิจกรรมที่หนัก ๆ หรือสมรรถภาพ
ทางกาย (Physical Fitness) หมายถึง คุณลักษณะหรือศักยภาพของแต่ละบุคคล ที่สามารถดำเนินชีวิตหรือ
ประกอบกิจกรรมการเคล่ือนไหวทส่ี มั พันธ์กับกจิ กรรมทางกายไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
(ACSM, 2010) ที่สำคัญระยะเวลาของการออกกำลังกายที่น้อยกว่า 10 นาที จะไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นในการ
พัฒนาหรือคงไว้ซึ่งสมรรถภาพทางกายของบุคคลในช่วงวยั ผู้ใหญ่ (ACSM, 1998) ดังนั้นสมรรถภาพทางกายจงึ
สามารถจดั แบ่งออกได้เป�น 2 ประเภท ตามคณุ ลกั ษณะของการประกอบกิจกรรมดงั น้ี คอื (NASPE, 2011)

1. สมรรถภาพทางกายทส่ี ัมพนั ธก์ ับสขุ ภาพ (Health-Related Physical Fitness)
2. สมรรถภาพทางกายท่ีสัมพนั ธ์กับทกั ษะกีฬา (Skill-Related Physical Fitness)

สำหรบั สมรรถภาพทางกายทีส่ มั พนั ธก์ ับสขุ ภาพ มอี งคป์ ระกอบทเ่ี ปน� ป�จจัยสำคัญดังตอ่ ไปนี้ คอื
(USDHHS, 2000)

1. ความอดทนของระบบไหลเวยี นเลือดและระบบหายใจ (Cardio-Respiratory Endurance)
คือ ความสามารถของระบบไหลเวยี นเลือดและระบบหายใจ ในการนำออกซเิ จนลำเลียงส่งไปให้
กลา้ มเน้อื และเซลลร์ า่ งกายใช้เปน� พลงั งานในขณะทมี่ กี ารออกแรงเคล่ือนไหวร่างกายหรอื ประกอบกิจกรรมทางกาย
2. ความแขง็ แรงของกล้ามเนื้อ (Muscular Strength)
คอื ความสามารถของกล้ามเน้อื ในการหดตัวออกแรงเอาชนะแรงตา้ นทาน
3. ความอดทนของกล้ามเนือ้ (Muscular Endurance)
คอื ความสามารถของกล้ามเน้ือในการหดตัวออกแรงทำงานอยา่ งต่อเนื่องหรอื ซำ้ ๆ โดยไม่เกดิ ความ
เมื่อยลา้ ง่าย
4. ความอ่อนตัว (Flexibility)
คอื ความสามารถในการเคลอื่ นไหวของขอ้ ตอ่ และกลา้ มเนื้อท่ีได้ระยะทางหรอื มมุ การเคลอื่ นไหวมาก
ท่ีสุด หรอื ความสามารถในการเคลือ่ นไหวของกลา้ มเนอ้ื และข้อต่อในการปรับเปลยี่ นทา่ ทางการเคลอ่ื นไหวได้
ในหลากหลายมมุ การเคลอื่ นไหวหรือหลากหลายอริ ิยาบถ
5. สว่ นประกอบของร่างกาย (Body Composition)
คือ ปรมิ าณสมั พันธ์ของกล้ามเน้อื กระดูก ไขมัน และอวยั วะสว่ นอน่ื ๆ ของร่างกาย สามารถ
ประเมินได้จากนำ้ หนกั ตัวเปน� กิโลกรมั หารดว้ ยสว่ นสูงเปน� เมตรยกกำลงั สอง

¤èÙÁ×ͼéÙÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÕÁè ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

57

-57-

ในส่วนของสมรรถภาพทางกายทส่ี ัมพนั ธก์ ับทักษะกฬี า มีองค์ประกอบทเ่ี ปน� ป�จจยั สำคญั
ดังตอ่ ไปนี้คือ (USDHHS, 2000)

1. ความคล่องแคลว่ ว่องไว (Agility)
คือ ความสามารถในการเคลอ่ื นไหวเปลย่ี นตำแหน่งหรือทศิ ทางการเคลื่อนไหวของร่างกายไดอ้ ยา่ ง
รวดเร็ว โดยไมเ่ สยี การทรงตัว
2. การทรงตวั (Balance)
คือ ความสามารถในการรกั ษาสมดลุ ของรา่ งกายได้อย่างมัน่ คงทัง้ ในขณะอยกู่ ับทีแ่ ละในขณะเคลอ่ื นที่
3. การประสานงานของระบบประสาทและกล้ามเนือ้ (Coordination)
คือ ความสามารถในการรบั รแู้ ละส่งั งานใหก้ ล้ามเนอื้ ทำหนา้ ท่อี อกแรงเคลือ่ นไหวหรอื ทำงานไดอ้ ย่าง
ถกู ต้อง แม่นยำ มีประสิทธภิ าพ เปน� การประสานงานระหว่างมือกบั ตา เท้ากบั ตาหรอื มอื กับเท้า และการ
ประสานงานร่วมกนั ระหว่างกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
4. พลังกล้ามเนอื้ (Power)
คือ ความสามารถในการออกแรงของกล้ามเน้อื ใหไ้ ดม้ ากที่สุด ภายในระยะเวลาทจ่ี ำกดั โดยมีป�จจัยที่
เป�นองคป์ ระกอบสำคญั คือ ความแข็งแรงกบั ความเรว็
5. เวลาปฏกิ ิรยิ า (Reaction Time)
คือ ช่วงเวลาท่ีสมองหรอื ประสาทรบั รู้ความรู้สกึ ไดร้ บั การกระตุ้นและเริม่ มีปฏกิ ิริยาต่อการกระตนุ้ จาก
สิ่งเร้าน้ัน
6. ความเร็ว (Speed)
คอื ความสามารถในการเคลอ่ื นไหว หรอื การเคลื่อนที่ของรา่ งกายจากตำแหน่งหนึง่ ไปยงั อกี ตำแหนง่
หน่งึ โดยใช้ระยะเวลาท่ีส้นั ท่สี ุด

สขุ ภาพ (Health)

การมีวิถีชีวิตที่มีความสะดวกสบายและมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง อันเนื่องมาจากความ
เจรญิ กา้ วหนา้ ทางด้านเทคโนโลยีทส่ี ร้างสรรคส์ ิ่งอำนวยความสะดวก และเคร่ืองท่นุ แรงใชท้ ดแทนแรงกายเพ่ิม
มากขึ้นในโลกยุคป�จจุบัน ล้วนแต่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสมรรถภาพทางกายของบุคคลเป�นอย่างยิ่ง การ
ออกกำลังกายหรอื การมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมเพยี งพอสม่ำเสมอในแต่ละวัยล้วนมีส่วนสำคญั อยา่ งยิ่ง
ต่อการมีส่วนช่วยรักษาสุขภาพ หรือสุขภาระที่ดี (Well-being) ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า สุขภาพ คือ สภาวะของ
ร่างกายที่แสดงออกซึ่งบุคลิกภาพ ที่บ่งบอกถึงบุคลิกลักษณะ อากัปกิริยา สีหน้าท่าทาง และอารมณ์ของแต่
ละบุคคลวา่ อยูใ่ นสภาวะท่ีเป�นปกติหรือไม่ นอกจากนี้ สุขภาพยังจำแนกออกได้เป�น 2 สว่ นคอื

¤ÁÙè ×ͼÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

58

-58-

1. สขุ ภาพกาย ได้แก่ การมรี า่ งกายสมบูรณ์แข็งแรง มบี คุ ลกิ ภาพทสี่ ง่างาม ไมม่ ีโรคภัยไข้เจ็บ เป�นต้น
2. สขุ ภาพจิต ไดแ้ ก่ การมจี ติ ใจอารมณท์ ม่ี น่ั คง สดช่นื ร่าเริง กระปร้ีกระเปรา่ มนี ำ้ ใจและ
จติ อาสา เปน� ต้น

องคก์ ารอนามัยโลก (WHO) ไดใ้ หค้ ำจำกดั ความของคำว่าสขุ ภาพไวด้ ังน้ี สุขภาพ หมายถึง การมีสภาพ

ร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ รวมถึงการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป�นปกติสุข โดยปราศจากโรคและความ

เจ็บป่วยทุพลภาพ และมีสุขภาวะทางจิต

ว ิ ญ ญ า ณ ท ี ่ ด ี ( Spiritual Well-being)

(Saylor, 2004) ดังนั้น การส่งเสริมและ

กระตุ้นให้บุคคลตระหนักถึงความสำคัญของ

กิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายหรือ

สง่ เสริมสนบั สนุนใหบ้ คุ คลทกุ เพศทกุ วยั มีการ

ประกอบกิจกรรมทางกายในยามว่างอย่าง

เพียงพอ จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ

ซึ่งถือว่ามีความสำคัญและจำเป�นอย่างย่ิง ภาพประกอบที่ 3.15
สำหรับผู้ที่มีกิจกรรมทางกายน้อยหรือขาด

กิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ การออกกำลังกายหรือการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอจึงถือว่า

เป�นองค์ประกอบสำคัญต่อการมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของแต่ละบุคคล (Pate, et al., 1995) ในขณะที่การมี

กิจกรรมทางกายหรือการออกกำลังกายเป�นประจำสม่ำเสมอช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน (Folsom, et al.

2000) นอกจากนี้ การเพิ่มกิจกรรมทางกายหรือการเพิ่มความหนักในการออกกำลังกายมากขึ้น จะมีผลทำให้

สมรรถภาพทางกายได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น (Jackson, et al. 2004) ในทำนองเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของ

สมรรถภาพทางกาย สามารถสะท้อนถึงการมีกิจกรรมทางกายที่เพิ่มขึ้นของบุคคลแต่ละคน ซึ่งสามารถใช้เป�น

ตัวชี้วัดสมรรถภาพทางกายและสุขภาวะหรือสุขภาพได้ (Williams, 2001) ดังนั้น การทดสอบสมรรถภาพทาง

กายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ (Health Related Fitness) ในแต่ละป�จึงเป�นทางหนึ่งที่จะช่วยประเมินระดับสุขภาพ

และสมรรถภาพทางกายทั่วไปของแต่ละบุคคลได้ เชน่ เดียวกบั การตรวจสุขภาพประจำป�

¤ÙèÁ×ͼÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

59

-59-

สรปุ
การมกี จิ กรรมทางกายทเี่ หมาะสมและเพยี งพอกับบุคคลในแตล่ ะวยั ลว้ นเปน� ผลดีต่อสขุ ภาพ
และสมรรถภาพทางกาย กิจกรรมทางกายที่ปฏิบัติเป�นประจำในชีวิตประจำวันจนร่างกายเกิด
ความคุ้นเคยไม่สามารถที่จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลง (Adaptation) หรือสร้าง
เสริมสุขภาพและสมรรถภาพทางกายให้สูงขึ้นได้ ซึ่งแตกต่างกับกิจกรรมทางกายในยามว่าง ไม่ว่าจะ
เป�นการเล่น (Play) หรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีความสนุกสนาน สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบ
วิธีการให้เป�นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพได้ ในขณะที่การออกกำลังกาย (Exercise) จัดเป�น
กิจกรรมทางกายที่มีรูปแบบวิธีการความหนัก เบา และเป้าหมายที่ชัดเจน โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์ต่อ
สุขภาพด้านใดดา้ นหนึ่ง ในสว่ นของกีฬา (Sport) สามารถนำมาใชเ้ ปน� กิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อ
นันทนาการ เน้นความสนุกสนาน ผ่อนคลายมากกว่าผลการแข่งขนั และสามารถส่งผลต่อการพัฒนา
สุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้น กิจกรรมทางกายที่ได้มีการปฏิบัติเป�นประจำวัน สม่ำเสมออย่างถูกต้องและ
เหมาะสมกับเพศและวยั ย่อมกอ่ ให้เกดิ ผลดตี ่อสขุ ภาพและเปน� ประโยชนก์ ับร่างกาย

¤ÁèÙ ×ͼÙéÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

60

-60-

เอกสารอ้างอิง

“เดลินวิ สว์ าไรต้ี : การเล่นพนื้ บา้ นกลมุ่ กฬี า”. เดลนิ วิ ส์. กรงุ เทพมหานคร. (วนั พฤหสั บดีท่ี 24
มกราคม 2556) : ฉบบั ที่ 23,114 หน้า 4

ประยกุ ต์จากวารสารสมาคมสุขศกึ ษา พลศกึ ษา และสันทนาการ ปท� ี่ 39 เลม่ 1 มกราคม – มถิ ุนายน 2556.
หน้า 5-15 ISSN 0125-2674.

American College of Sports Medicine. ACSM’s Guidelines for Exercise Testing and
Prescription. 8th ed Baltimore, MD: Lippincott Williams & Wilkins. 2010.

American of Sports Medicine. ACSM’s Guidelines for Exercise Testing and Prescription. 7th
ed. Philadelphia : Lippincott Williams & Wilkins. 2006.

American College of Sports Medicine. American College of Sports Medicine Position Stand :
The Recommended Quantity and Quantity of Exercise for Developing and
Maintaining Cardio respiratory and Muscular Fitness, and Flexibility in Healthy
Adults. Med Sci Sports Exercise. 1998; 30:975-91.

Bouchard, Claude., Blair, Steven N., and Haskell, William L. Physical Activity and Health.
Champaign, IL: Human Kinetics. 2007.

Drewe, W.B. Why Sport? An Introduction to the Philosophy of Sport. Toronto : Thomson
Education Publishing. 2003.

Folsom, AR., Kushi, LH., and Hong, CP. Physical Activity and Incident diabetes Mellitus in
Postmenopausal Women. Am J Public Health. 2000. 90 : 134-8.

Guttmann, A.A. Whole New Ballgame : An Interpretation of American Sports. Chapel Hill,
NC. : The University of North Carolina Press. 1988.

Jackson, Allen W., Morrow, James R., Hill, Jr., David W. and Dishman, Rod K. Physical Activity
for Health and Fitness. Champaign, IL : Human Kinetics. 2004.

National Association for Sport and Physical Education. The Physical Best Teacher’s Guide :
Physical Education for Lifelong Fitness. 3rd de. Champaign, IL. : Human Kinetics.
2011.

Pate, R.R., Pratt, M., Blair, S.N., et al. Physical Activity and Public Health. A
Recommendation from the Centers for Disease Control and Prevention and the
American College of Sports Medicine. JAMA. 1995. 273 : 402-7.

Saylor, C. The Circle of Health Definition Model. Journal of Holistic Nursing. 2004 ; 22 : 97-115.

¤èÙÁ×ͼÙéÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

61

-61-

Swain, David P., and Leutholtz, Brain C. Exercise Prescription : A Case Study Approach to the
ACSM Guidelines. 2nd ed. Champaign, IL : Human Kinetics. 2007.

U.S. Department of Health and Human Services. Health People 2010 : with Understanding
and Improving Health and Objectives of Improving Health. Volume 2. Washington,
DC. : U.S. Government Printing office. 2000.

U.S. Department of Health and Human Services. 2008 Physical Activity Guidelines for
Americans. Washington, DC : U.S. Department of Health and Human Services. 2008.

Williams, P.T. Physical Fitness and Activity as Separate Heart Disease Risk Factors :
A Meta-Analysis. Med Sci Sports Exercise. 2001, 33 : 754-61.

¤ÁÙè Í× ¼ÙéÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

-62-

บทที่ 4

¤ÙèÁÍ× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

6-63 3-

รูปแบบการจดั กจิ กรรมการเคล่อื นไหวสำหรับเด็กเพื่อพัฒนาสมองและ
ความสามารถในการรบั ร้แู ละเรียนรู้

o ศาสตราจารย์ ดร.เจริญ กระบวนรัตน์

มนุษย์เป�นทรัพยากรที่มีคุณค่า ซึ่งควรได้รับการดูแลเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนนับตั้งแต่แรกเกิด เพราะ
เป�นความหวังของครอบครัว สังคมและประเทศชาติ เป�นผูส้ บื ทอดมรดกทางวัฒนธรรมทีม่ ีความสำคัญต่อการ
พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า อาจกล่าวได้ว่า อนาคตของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของเด็กปฐมวัยและ
เยาวชน ที่จำเป�นต้องได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย สติป�ญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม การประกอบ
กิจกรรมทางกายหรอื การเคล่ือนไหวรา่ งกาย (Physical Activity) มีสว่ นสำคญั ต่อพฒั นาการของสมองและ
มีอิทธิพลต่อกระบวนการคิด การตัดสินใจ และการรับรู้ความรู้สึกของมนุษย์ เนื่องจากกิจกรรมการ
เคลือ่ นไหวร่างกาย มสี ว่ นสำคญั ในการชว่ ย

1. กระตุ้นสมองสว่ นท่เี กยี่ วขอ้ งกับการรับรูใ้ ห้มีความต่นื ตัว มสี มาธแิ ละเกิดแรงจูงใจ
2. กระตุ้นให้เซลลส์ มองนบั รอ้ ยล้านเซลล์ได้ทำงานประสานกันอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
3. กระตุ้นและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์สมองใหม่ ๆ เพื่อให้เด็กเกิดประสบการณ์และมี
พฒั นาการของสมองทเ่ี หมาะสมในแตล่ ะวยั
4. กระต้นุ และส่งเสริมความสามารถในการควบคมุ การเคลื่อนไหวรา่ งกายและความคดิ สร้างสรรค์

พัฒนาการของเด็กสามารถแบ่งย่อยออกเป�นระยะต่าง ๆ ซึ่งมีอัตราการพัฒนาที่แตกต่างกัน ในแต่ละ
บุคคล ขึ้นกับลักษณะทางพันธุกรรมและประสบการณ์ที่เกิดจากการเรียนรู้ในแต่ละวันและ แต่ละวัย ลำดับ
พฒั นาการเหล่านีจ้ ะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกนั ในเดก็ ทกุ คนไม่ว่าจะอยใู่ นวฒั นธรรมใด ก็ตาม ส่วนพัฒนาการจะ
เกดิ ขน้ึ เรว็ หรือชา้ ขึ้นอยู่กบั สภาพแวดลอ้ มในครอบครัว สังคม รวมทัง้ การฝก� ปฏบิ ตั แิ ละการเลย้ี งดเู ปน� สำคญั

ในป�จจุบันเด็กในวัยปฐมวัยต้องเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์เป�นจำนวนมาก และมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องจากป�ญหาของพัฒนาการที่ล่าช้า ซึ่งสิ่งที่แพทย์ได้วินิจฉัยพบ คือ เด็กเหล่านั้นมีประวัติการเลี้ยงดูจาก
ครอบครวั ท่ีมพี ฤตกิ รรมคล้าย ๆ กัน ขาดการฝ�กปฏบิ ัติทกั ษะที่เหมาะสมกับวยั ได้รับการตามใจหรือเอาใจจน
ติดเป�นนิสัย เช่น การปล่อยให้นั่งดูโทรทัศน์ เล่นวีดีโอเกม รวมถึงการพาเด็กออกไปเที่ยวเล่นตามศูนย์การค้า

¤ÙèÁÍ× ¼éÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

64

-64-

หรือห้างสรรพสินค้า มากกว่าที่จะไปสวนสาธารณะ สวนสุขภาพ หรือวนอุทยาน เพื่อสัมผัสธรรมชาติหรือ
ท่องเที่ยวเรียนรู้ไปตามสถานที่ธรรมชาติต่าง ๆ ทำให้เด็กขาดการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ สติป�ญญา
และขาดความมน่ั คงทางอารมณ์ หงุดหงดิ ง่าย เอาแตใ่ จตนเอง กา้ วร้าว ขาดสัมมาคารวะ มคี วามบกพร่องและ
ขาดทักษะในการส่ือสาร

พฤติกรรมการเลี้ยงดูจากครอบครัวในลักษณะดังกล่าว ทำให้เด็กปฐมวัยคือวัยแรกเกิดถึงอายุ 5 ป�

ซึ่งถือว่าเป�นวัยสำคัญของการวางรากฐานชีวิตที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการพัฒนาต่อเนื่องระยะยาว เนื่องจาก

ร่างกายและสมองของเด็กในช่วงวัยนี้ จะมี

การพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

เด็กต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด

ด้วยความรักความเมตตาจากสัมผัสที่อบอุ่น

ของพ่อแม่และบุคคลในครอบครัว ภายใต้

บรรยากาศของสภาพแวดล้อมที่มีความ

ใกล้ชิดเป�นกันเองได้ขาดหายไป จน

กลายเป�นสาเหตุที่มาของป�ญหาวุฒิภาวะ

ทางอารมณ์ และวุฒิภาวะทางสังคมใน

ป�จจุบัน ก่อให้เกิดป�ญหาที่เชื่อมโยงไปสู่ ภาพประกอบที่ 4.1
ความบกพร่องทางด้านทักษะสังคม

พฤติกรรม และพัฒนา การในด้านการเคลื่อนไหว ป�ญหาการวางแผนการเคลื่อนไหว (Motor Planning)

ซึ่งเป�นป�ญหาด้านความสามารถในการลำดับทักษะการเคลื่อนไหว หรือจัดวางแผนการเคลื่อนไหวในแต่ละ

ขั้นตอน ที่มีความซับซ้อน ทำให้เกิดความยากหรือ ความสับสนในการปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่เด็ก

โดยทั่วไปควรจะทำได้ เช่น การขึ้นลงบันได การป�นขึ้นลงเนิน การกระโดดขึ้นลงพื้นต่างระดับ การห้อยโหนตัว

ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากป�ญหาการประสานงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อและพัฒนาการในการ

เคล่อื นไหว (Motor Development)

พัฒนาการทางด้านร่างกายเป�นกระบวนการต่อเนื่อง ตั้งแต่เป�นตัวอ่อนอายุหกเดือนก็จะมี
การตอบสนองด้วยการเคลื่อนไหวในมดลูกของแม่ การเคลื่อนไหวแบบนี้เป�นการเตรียมทารกให้สามารถ
ดำรงชีวิตหลังคลอดได้อย่างมีคุณภาพ และเป�นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเตรียมความพร้อมของระบบทักษะ
กลไกการเคลื่อนไหว (Motor Skill) ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาและการเจริญเติบโต ของกระดูก กล้ามเนื้อ
เอ็น สมอง เซลล์ประสาท และอวัยวะภายในทั้งหมด เพื่อให้ทารกและเด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่าง
เหมาะสมในแต่ละวัย โดยที่เด็กจะเกิดประสบการณ์และการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวและ

¤èÙÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕÁè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

65

-65-

การเล่นหรือการได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรงและมีทักษะกลไกการ
เคลื่อนไหวที่ดี (Motor Skill) โดยแบ่งพัฒนาการและการเจริญเติบโตของร่างกายทารกหรือเด็กปฐมวัย
ออกเปน� 2 ขั้นตอน ดังนี้คอื (Maude, 2001)

ข้นั ตอนแรก พัฒนาการจะเร่มิ จากส่วนบนไปสสู่ ่วนล่างหรอื ศีรษะไปสู่ปลายเทา้ (Cephalo-Caudal :
CC) ร่างกายส่วนบนของทารกหรือเด็กจึงเจริญเติบโต แข็งแรงเร็วกว่าส่วนล่าง โดยเท้าและข้อเท้าจะเป�น
อวัยวะที่เจริญเติบโตเป�นอันดับท้าย ๆ โดยเด็กทารกจะมีความแข็งแรงที่คอเป�นอันดับแรก ๆ เพื่อควบคุมการ
หันศีรษะ ซึ่งจะเกิดขึ้นก่อนที่เดก็ จะยกศีรษะได้ ตามมาด้วยการนอนควำ่ เพื่อใช้กล้ามเนื้อไหล่และสะบักออก
แรงดันตัวเองขึ้นจากพื้น ลักษณะการเคลื่อนไหวแบบนี้ จะทำให้กล้ามเนื้อไหล่ หลังส่วนบนของเด็กได้รับการ
พัฒนาความแขง็ แรงก่อนส่วนอื่น การนอนคว่ำจะช่วยกระตุน้ ให้เด็กเรียนรู้การยกศรี ษะ การยกแขน และชว่ ย
พฒั นากล้ามเนื้อกระดกู สันหลังส่วนบนให้แข็งแรง ผลทต่ี ามมาจะช่วยให้เด็กมีพฒั นาการในการควบคุมกระดูก
สันหลังและสะโพกส่วนล่างได้ดีขึ้น และเกิดการพัฒนาการเคลื่อนไหวไปสู่การพลิกตัว กลิ้งตัว การคืบ การ
คลาน การนั่งแบบมีที่พิงและนั่งแบบไม่ต้องพิง การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นและพัฒนาความแข็งแรง
กล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา ข้อต่อสะโพก ข้อต่อเข่า ข้อเท้าและเท้าให้แข็งแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด
เด็กสามารถใช้เท้าและกล้ามเนื้อสะโพก ต้นขา ยันตัวลุกขึ้นยืนและก้าวเดินได้โดยที่ปลายเท้าจะเป�น
ส่วนท้าย ๆ ของการพัฒนาในแบบ CC นี้ เด็กเล็ก ๆ ยังต้องการการพัฒนากล้ามเนื้อต้นขาและสะโพกเพ่ือ
ช่วย ในการเคลื่อนไหวและช่วยส่งเสริมให้ข้อต่อเข่า สะโพก และข้อเท้าสามารถปฏิบัติงานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะ
ช่วยให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้เองตามธรรมชาติเพื่อทำกิจกรรมทางกายอื่น ๆ ที่ซับซ้อนและ ท้าทาย
ความสามารถ เช่น การวิ่งเหยาะ วิ่งเร็ว กระโดด เขย่ง หรือการกระโดดขึ้นลงบนพื้นต่างระดับ
การป�นปา่ ย และการห้อยโหน เปน� ต้น

ขั้นตอนที่สอง พัฒนาการจากส่วนที่อยู่ใกล้ลำตัวไปสู่ส่วนที่อยู่ไกลจากลำตัว (Proximo-Distal : PD)
พัฒนาการหรือการเจริญเติบโตในขั้นตอนนี้ เด็กจะมีการเคลื่อนไหวจากแกนกลางหรือลำตัวที่แข็งแรงพัฒนา
ไปสู่แขน ขา เช่น กล้ามเนื้อหัวไหล่จะได้รับการพัฒนาความแข็งแรงก่อนกล้ามเน้ือต้นแขนและปลายแขน
ในทำนองเดียวกัน กล้ามเนื้อสะโพกจะได้รับการพัฒนาความแข็งแรงกอ่ นกลา้ มเน้ือต้นขาและปลายขา ซึ่งเปน�
พัฒนาการแบบ PD ด้วยเหตุนี้ เด็กจึงจำเป�นต้องได้รับการกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายหรือปฏิบัติ
กิจกรรมทางกาย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายและการประสานงานของระบบประสาทกลา้ มเนื้อให้
เป�นไปตามช่วงวยั

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัยเป�นสิ่งที่เป�นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งให้เด็กมี
พัฒนาการข้ามขั้นตอนหรือพัฒนาเกินวัย เพราะจะทำให้โครงสร้างรากฐานของเด็กขาด ความสมบูรณ์

¤ÙèÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

66

-66-

แข็งแรงม่ันคง ซึ่งจะเป�นผลเสียแก่เด็กในช่วงวัยต่อไป แต่การจัดกจิ กรรมทางกายหรือกิจกรรมการเคลือ่ นไหว
ให้เด็กได้มีประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่กำลังมีการพัฒนาให้ก้าวไปสู่ขั้นที่สูงกว่าหรือ
ก้าวหน้ายง่ิ ขึน้ จะสามารถช่วยสนับสนนุ ให้เดก็ มพี ัฒนาการกา้ วหน้าได้รวดเร็วยงิ่ ข้ึน

เมื่อพิจารณาพัฒนาการในการเคลื่อนไหวของเด็กแต่ละช่วงวัย สามารถจัดแบ่งทักษะการเคลื่อนไหว
ของเด็กออกไดเ้ ปน� 3 ประเภท ดังนีค้ ือ (Landy and Burridge, 2000)

1. ทกั ษะการจัดการร่างกาย (Body Management Skill)
2. ทกั ษะการเคลอ่ื นไหวแบบเคลอื่ นที่ (Locomotor Skills)
3. ทกั ษะการควบคมุ อุปกรณ์ (Object Control Skills)
ในขณะทพ่ี ืน้ ฐานการเคล่อื นไหว (Fundamental Movement Patterns) สามารถแบ่งออกได้เป�น 3
ประเภท ดงั น้ีคือ (David et al., 1991)
1. การเคลอ่ื นไหวแบบเคล่อื นท่ี (Locomotor) เชน่ เดิน วิ่ง กลง้ิ คลาน ฯลฯ
2. การเคลอ่ื นไหวแบบไม่เคลอื่ นที่ (Non-Locomotor) เช่น ยนื นงั่ ยืดเหยยี ดกล้ามเนือ้
3. การเคล่ือนไหวประกอบอุปกรณ์ (Manipulative) เช่น การเตะ การตี การขว้างบอล

การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาความสามารถในการรับรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย
(Perceptual Abilities) ที่มผี ลตอ่ การประสานงานของระบบประสาทกลา้ มเนอ้ื (Coordination) ความรูต้ วั
(Awareness) และความงดงามในการเคลือ่ นไหว (Kinaesthesis)

¤ÙèÁ×ͼéÙÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕÁè Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

67

-67-

ภาพประกอบท่ี 4.2 รูปแบบการเคลอ่ื นไหวพ้นื ฐาน 3 รปู แบบ (เจรญิ กระบวนรตั น์, 2558)
นอกจากนี้ หากพิจารณาลักษณะหรือรูปแบบการเคลื่อนไหวในแต่ละประเภท จะสามารถแยก
การเคลอ่ื นไหวตามลกั ษณะการทำงานของกล้ามเน้ือออกได้เปน� 2 ลักษณะ ดงั นีค้ ือ (Whitehead, 2011)
1. การเคลื่อนไหวโดยกล้ามเนื้อใหญ่ ได้แก่ การเดิน การวิ่ง การกระโดด การว่ายน้ำ การคลาน
การกล้ิง ฯลฯ
2. การเคลื่อนไหวโดยกล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ การหยิบ จับ เขียน บีบ กำมือ ติดกระดุมเสื้อ
ผูกเชอื กรองเท้า จดั เรยี งของเล่น ฯลฯ
การพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กที่มีประสิทธิภาพเป�นสิ่งจำเป�นเพื่อให้กลไก
การรับรู้ (Sensory Motor) ได้รับการกระตุ้นและพัฒนาความสามารถทางด้านร่างกาย การส่งเสริมให้เด็ก
ได้ปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวในแต่ละวัยอย่างเหมาะสมจึงเป�นสิ่งสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการ
ของสมองได้มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เราจำเป�นต้องออกกำลังกาย
หรือพยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้มากที่สุด การส่งเสริมการออกกำลังกายในรูปแบบของกิจกรรมที่ต้อง
เคลื่อนไหวร่างกายโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ จะมีผลช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมัดเล็กทำงานได้ดีและ
มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการพัฒนาความสามารถทางด้านร่างกายที่ดี (Ratey and Hageman,

¤èÁÙ Í× ¼éÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

68

-68-

2008) ขณะเดียวกันพัฒนาการที่เกิดจากการปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเด็ก ๆ จะส่งผลให้เด็ก
มบี ุคลิกลักษณะท่ีเด่นชัด 4 ประการคอื

1. มที กั ษะความสามารถในการเคล่อื นไหว หรือมบี คุ ลกิ ภาพดขี น้ึ
2. สามารถจดจำและปฏบิ ตั ทิ กั ษะในแตล่ ะขนั้ ตอนไดถ้ กู ต้องแมน่ ยำ
3. สามารถปฏบิ ตั ิทกั ษะการเคล่อื นไหวได้อย่างมคี ณุ ภาพ คล่องแคลว่ วอ่ งไว
4. มคี วามสามารถในการคดิ การตัดสินใจและการแก้ไขป�ญหาด้วยความอดทนมากข้ึน

องค์ประกอบที่เป�นลักษณะเด่นทั้ง 4

ประการนี้ เป�นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนา

ความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายได้

อย่างฉลาด (Physical Literacy) ตั้งแต่แรก

เกิดสมองของเด็กจะค่อย ๆ ได้รับการพัฒนา

โดยเริ่มจากกลไกการการรับรู้ (Sensory

Motor) ผ่านอวัยวะรับรู้ความรู้สึก (Sense

Organs) ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การรับรู้จากการ

สัมผัส มองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส และ ภาพประกอบที่ 4.3

กระตุ้นให้เกิด การเคลื่อนไหวหรือการตอบสนอง เป�นการเคลื่อนไหวที่เด็กเลือกและเป�นผู้กำหนดด้วยตนเอง

เป�นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีผู้อื่นมากำหนดหรือเป�นผู้ชี้แนะ และส่วนหนึ่งเกิดจากสัญญาณในการเรียนรู้ของตัว

เด็กเอง จึงเรียกว่า การเคลื่อนไหวอิสระ (Free Play) ซึ่งจะไปกระตุ้นเร้าให้สมองเกิดความตื่นตัวและพร้อม

ที่จะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวที่จะช่วยนำไปสู่การพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และความเชื่อมั่นต่อไป

ผู้เก่ียวข้องไดแ้ ก่ พ่อแม่ ผ้ปู กครอง ครู ผ้บู ริหารการศึกษาข้นั พนื้ ฐานจะต้องกระตุ้นและส่งเสริมสนับสนุนให้

เด็กมีกิจกรรมการเคลื่อนไหว เพื่อพัฒนาความสามารถทางด้านร่างกายและจิตใจ ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ด้วย

ความเขา้ ใจและเขา้ ถงึ ในสง่ิ ท่ีตนเองเปน� ผกู้ ระทำหรอื ก่อใหเ้ กิดป�ญหาในการเคล่ือนไหว โดยสามารถใช้ร่างกาย

ในการปฏิบัติทักษะหรือกิจกรรมการเคลื่อนไหวได้อย่างถูกต้องในแต่ละสถานการณ์ มีคุณภาพ ด้วยความ

มน่ั ใจและภาคภูมิใจในตนเอง

ในทางตรงกันข้าม เด็กที่มีประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวที่ไม่ดี จะหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธที่จะ
ประกอบกิจกรรมทางกาย ทำให้เด็กมีทักษะการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดความรู้สึกขาดความมั่นใจ
และแยกตัวออกจากเพ่ือน ๆ ในขณะที่เพื่อน ๆ ร่วมกิจกรรมการเคลื่อนไหวกันอย่างสนุกสนาน ในที่สุดเด็กจะ
ไม่รักการประกอบกจิ กรรมทางกายหรือการออกกำลงั กายไปตลอดชีวิต ดังนั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ตลอดจน
ผู้บริหารการศึกษาทุกฝ่ายจะต้องจัดกิจกรรมทางกายเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ได้เคลื่อนไหวร่างกายและมีส่วนได้

¤èÁÙ ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÕÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

69

-69-

สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายที่ได้กระทำเป�นประจำสม่ำเสมอ นอกจากจะมี
ส่วนช่วยพัฒนาสมรรถภาพทางกายให้กับเด็กแล้ว การทำอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเองเพื่อใช้เป�นเครื่องมือและ
เงือ่ นไขในการฝก� ทักษะกลไกการเคลือ่ นไหวทเ่ี หมาะสมให้กับเด็ก ยงั ช่วยสง่ เสริมความคดิ สรา้ งสรรค์และพัฒนา
ศักยภาพของประสาทสัมผัสหรอื กลไกการรับรู้ (Sensory Motor) ใหก้ บั เด็กแต่ละวยั ไดอ้ ย่างดี

การประมวลข้อมูลในการรับรู้ความรู้สึก (Sensory Integration) เป�นกระบวนการในการทำงานของ
ระบบประสาทตั้งแต่แรกเกิด ในการรับรู้และแปลผลข้อมูลที่ได้รับจากสิ่งเร้าหรือสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว
ความผิดปกติของการประมวลผลข้อมูลหรือไม่ได้รับการจัดระเบียบข้อมูลอย่างถูกต้องเหมาะสม จึงก่อให้เกิด
ความสับสนและปญ� หาต่าง ๆ กบั เดก็ ตามมากมาย โดยเฉพาะพัฒนาการด้านพฤติกรรม การแก้ไขป�ญหาความ
บกพร่องหรือความผิดปกติดังกล่าว ควรเป�นการจัดกิจกรรมทางกายที่ช่วยกระตุ้นและพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ จินตนาการ เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติ โดยกิจกรรมที่
จัดนั้นจะต้องตอบสนองและส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาระบบประสาทของเด็ก โดยใช้สื่อหรืออุปกรณ์ที่
ประดิษฐ์ขึ้นเองจากวัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือของเล่นมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรม ที่สำคัญจะต้องมี
ความเหมาะสมกบั การพัฒนาความบกพร่องด้านการประมวลข้อมลู ในการรบั รู้ความรู้สกึ ของเด็ก

การเลือกสื่อและกิจกรรมที่จะช่วยในการพัฒนาสมองหรือระบบประสาทของเด็กให้มีความเหมาะสม
กับความต้องการที่จะพัฒนาและแก้ไข สามารถแบ่งออกได้เป�น 3 ระบบที่เป�นพื้นฐานสำคัญในการทำหน้าที่
ประมวลข้อมูลในการรับรู้ความรสู้ กึ ไดแ้ ก่ (Ayres, 2008)

1. ระบบการรบั รู้การทรงตวั และการเคลอ่ื นไหว (Vestibular System)
ระบบนี้มีอวัยวะรับความรู้สึกอยู่ที่บริเวณหูชั้นใน จะมีการทำงานทันทีเมื่อศีรษะมีการเคลื่อนไหวไป

จากแกนกลางลำตวั ชว่ ยรักษาสมดลุ ของร่างกายและชว่ ยป้องไมใ่ หล้ ้มขณะมกี ารเคล่อื นไหว
2. ระบบการรับรู้ความรสู้ กึ ท่ีกลา้ มเนอ้ื เอน็ และขอ้ ต่อ (Proprioceptive System)
ระบบนี้มีอวัยวะรับความรู้สึกที่กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อทั่วร่างกาย โดยจะมีการทำงานทันทีที่ข้อ

ต่อถูกแรงภายนอกมากระทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเข้าหากัน (งอ) และแยกออกจากกัน (เหยียด) ส่งผลให้
สามารถรบั รู้ตำแหน่ง ทิศทาง ความเรว็ และการเคล่ือนไหวของร่างกาย บุคคลท่ีมีปญ� หาในระบบนี้ มักจะหก
ล้มอยู่บ่อยครั้ง และไม่สามารถควบคุมการใช้มือและคาดคะเนการใช้แรงในการประกอบกิจกรรมได้อย่าง
เหมาะสม

3. ระบบการสมั ผัส (Tactile System)
ระบบนี้มีอวัยวะรับความรูส้ ึกทั่วร่างกายเพื่อช่วยในการรับรู้ความรู้สึก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กจะยัง

ไม่สามารถรับรู้ป�ญหาต่าง ๆ จากการสัมผัสของตนเองได้ เนื่องจากเกิดจากป�ญหาการทำงานของสมองที่

¤ÁèÙ ×ͼÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

70

-70-

บกพร่องในด้านการประมวลข้อมูลการรับรู้ความรู้สึก ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเรียนรู้การเคลื่อนไหว การมี
ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง รวมไปถึงความรู้สึกมั่นใจในตนเอง ซึ่งเป�นผลมาจากการที่สมองไม่สามารถ
ประมวลข้อมูลในการรับรู้ความรู้สึกที่ได้รับจากการเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่าง ๆ ได้ ส่งผลให้เด็กไม่สามารถ
ตอบสนองการเคล่อื นไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงส่งผลให้การจัดกิจกรรมทางกายที่มีผลต่อการประมวลข้อมูลในการรับรู้

ความรู้สึก เป�นกิจกรรมที่มีความเหมาะสมในการใช้เป�นเครื่องมือเพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวสำหรับเด็ก

ปฐมวัยและเด็กออทิสติก ในการ

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการพัฒนา

บุคลิกภาพความเชื่อมั่นให้กับเด็ก ซ่ึง

จะมีผลต่อการพัฒนาความสามารถ

ท า ง ก ล ไ ก ( Motor Performance)

หรือความสามารถในการเคลื่อนไหว

ร่างกายได้อย่างฉลาด (Physical

Literacy) มีเหตุผลการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้โดยให้เด็กหรือผู้เรียนได้มี

ภาพประกอบที่ 4.4 ส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมนั้น ๆ

โดยตรง จะช่วยกระตุ้นและพัฒนาความคิด ความฉลาด และทักษะในการแก้ไขป�ญหาการเคลื่อนไหว

ตลอดจนการรับรู้ความสามารถในด้านร่างกายของเด็กเอง ซึ่งกิจกรรมทางกายที่ถือว่าเป�นกิจกรรมที่ช่วยใน

การพัฒนาทักษะและความสามารถของเด็กโดยตรง ได้แก่ กจิ กรรมกลางแจ้งและกจิ กรรมการเคลื่อนไหว ซึ่งมี

รูปแบบขั้นตอนการปฏิบัติที่เป�นระบบ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาความแข็งแรง ความคล่องแคล่วว่องไว

และการประสานงานของระบบประสาทกล้ามเนื้อได้เป�นอย่างดี เนื่องจากการจัดกิจกรรมกลางแจ้งในสถานที่

ที่เด็กสามารถลงมือปฏิบัติได้อย่างอิสระ จะเป�นตัวช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้สภาพแวดล้อมทางกาย

และสังคม รวมถงึ การมีบคุ ลกิ ภาพท่ีดี ซึง่ เปน� สว่ นทีม่ ีความสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตในช่วงต่อไป กิจกรรม

ที่จัดกลางแจ้งและกิจกรรมการเคลื่อนไหว นอกจากจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาทางด้านร่างกายแล้ว ยังช่วย

ส่งเสริมให้เด็กได้ใช้กระบวนการคิด ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จินตนาการ และการตัดสินใจในการปฏิบัติ

กิจกรรม ทั้งยังส่งผลต่อการประมวลผลการรับรู้ความรู้สึกของเด็กด้วย (Perry, 2001) ในขณะที่การปฏิบัติ

กิจกรรมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่เปน� ลกั ษณะธรรมชาตขิ องเด็ก การปฏิบัติเป�ดโอกาสใหเ้ ดก็

ไดเ้ รียนรู้การแกป้ ญ� หาและสง่ เสรมิ พัฒนาการทางด้านเชาวนป์ ญ� ญา นอกจากนี้ ยงั ช่วยสง่ เสริมให้เกิดการสร้าง

¤èÁÙ Í× ¼éÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

71

-71-

คุณลักษณะอื่น ๆ เพื่อให้เด็กเติบโตเป�นคนที่รักการประกอบกิจกรรมทางกาย (Singer, 2006) ที่สำคัญ
การปฏิบัติกิจกรรมกลางแจ้งและกิจกรรมการเคลื่อนไหวควรเป�นมากกว่านันทนาการ ซึ่งการจัดให้เด็กได้มี
ส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหว อย่างมีเงื่อนไขเป�นระบบ จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะมากมาย
นอกเหนือจากการเล่นหรือการเคลื่อนไหวร่างกายตามธรรมชาติของตนเอง เช่น การคิด การตัดสินใจ
การแก้ป�ญหา การจัดลำดับขั้นตอนการปฏิบัติ ภาษา ทักษะการเข้าสังคม การสื่อสาร การสังเกต
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งควรจะมีกิจกรรมให้เด็กได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป�นการกระตุ้นและ
พัฒนาส่งเสริมด้านร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมไปถึงการพัฒนาความคิด สติป�ญญา
ในการรบั ร้คู วามสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายของตนเองได้อยา่ งฉลาด

การที่เด็กได้มีโอกาสประกอบกิจกรรมทางกายหรือเข้าร่วมรับรู้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติทักษะการ
เคลื่อนไหว จะช่วยกระตุ้นให้ประสาทกลไกการรับรู้ (Sensory Motor) และประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการ
เคลื่อนไหว (Motor Control) ตลอดจนหน่วยความจำของสมองเกิดการรบั รู้เรียนรู้และจดจำขอ้ มูลได้แม่นยำ
จากการย้ำทำย้ำปฏิบัติด้วยกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย ทักษะความสามารถในการรับรู้เรียนรู้และ
การเรียกใช้ข้อมูลของหน่วยความจำของสมองผ่านกระบวนการปฏิบัติการเคลื่อนไหว ก็จะยิ่งเป�นไปอย่าง
ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เป�นการพัฒนาโปรแกรมการทำงานของสมอง
ท่ีเรียกวา่ ชุดขอ้ มลู การเคล่ือนไหว (Motor Program) ซ่งึ สามารถพฒั นาการเรียนรหู้ รอื พัฒนาสมองได้โดยผ่าน
กิจกรรมทางกาย (เจริญ, 2558) ขณะเดยี วกนั การเคล่อื นไหวขั้นพ้ืนฐานเปน� ทกั ษะสำคญั ทเ่ี ดก็ ควรไดร้ บั การ
เรยี นร้แู ละการฝก� ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามลำดับข้ันตอนของการเคล่ือนไหวแต่ละรปู แบบ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนา
ความสัมพันธ์ของระบบการรับรู้สั่งงานของสมองในการควบคุมการเคลื่อนไหวที่จะช่วยส่งเสริมความเร็วใน
การคิด การตัดสนิ ใจ ตลอดจนการแก้ไขปญ� หาให้มปี ระสิทธิภาพยง่ิ ขน้ึ (เจริญ, 2552)

¤ÙÁè ×ͼÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

72

-72-

สรุป
ด้วยเหตุนี้ ความสามารถในการรับรู้เรียนรู้การเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างฉลาด (Physical
Literacy) จึงมิใช่มีความหมายหรือคำจำกัดความที่เป�นแต่เพียงแค่คุณลักษณะที่พึงประสงค์ท่ี
ปรารถนาหรือต้องการให้เกิดขึ้นกับเด็กเท่านั้น ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ กิจกรรมการเคลื่อนไหวช่วย
กระตุ้นให้เด็กเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และเกิดจินตนาการ เกิดความภาคภูมิใจ
และความมั่นใจในตนเอง สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม สภาพแวดล้อม และบุคคลรอบข้างได้อย่าง
มีเหตุผล ดังนั้น การจัดรูปแบบกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายให้เด็กได้ฝ�กปฏิบัติอย่างถูกต้องเป�น
ระบบ จะช่วยนำไปสู่การบูรณาการต่อยอดในการเคลื่อนไหว ช่วยให้เกิดการประสานงานของระบบ
ประสาทกล้ามเนื้อที่มีความซับซ้อน จึงเป�นรากฐานสำคัญที่จะกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจหรือ
แรงจูงใจที่ท้าทายและผลักดันให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ การแก้ป�ญหา และจินตนาการในการรับรู้
เรียนรู้การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างไรให้มีคุณค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้เกิดการพัฒนา
ดา้ นรา่ งกาย สตปิ ญ� ญา จติ ใจ อารมณ์ และสังคมอย่างครบถว้ น

¤ÙèÁÍ× ¼éÙÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·èÕÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

73

-73-

เอกสารอา้ งอิง

เจรญิ กระบวนรตั น.์ (2558). ทกั ษะพ้ืนฐานการเคล่อื นไหวกบั การพฒั นาสมอง. วารสารสุขศึกษา
พลศึกษา และสนั ทนาการ ปท� ่ี 41 เลม่ 1 มกราคม – มถิ นุ ายน 2558. น. 1-12.

เจรญิ กระบวนรตั น์. (2552). ตาราง 9 ชอ่ งกับการพัฒนาสมอง. พิมพค์ รัง้ ท่ี 2 กรงุ เทพฯ : สนิ ธนาก๊อปป�
เซ็นตเ์ ตอร์.

ประยกุ ตจ์ ากวารสารสมาคมสขุ ศกึ ษา พลศกึ ษา และสันทนาการ ปท� ่ี 42 เล่ม 2 กรกฎาคม – ธนั วาคม 2559.
หน้า 16-24 ISSN 0125-2674.

Ayres, A.J. (2008). Sensory Integration and the Child. Los Angeles : Western Psychological
Services.

Davis, R.J., Bull, C.R., Roscoe, J.V., and Roscoe, D.A. (1991). Physical Education & The Study
of Sport. London : Wolfe Publishing Ltd.

Landy, Joanne M., and Burridge, Keith R. (2000). Ready-To-Use Motor Skills & Movement
Station Lesson Plans for Young Children : Teaching, Remediation and
Assessment. New Jersey : Pearson Education Inc.

Maude, P. (2001). Physical Children Active Teaching. Buckingham : Open University Press,
Perry, J. (2001). Outdoor Play ; Teaching Strategies with young Children. New York :

Teachers College Press.
Ratey, J.J., and Hageman, E. (2008). SPARK : The Revolutionary New Science of Exercise and
The Brain. New York : Little, Brown & Company.
Singer, D. (2006). Play = Learning. London : Oxford University Press.
Whitehead, Margaret. (2010). Physical Literacy. New York : Routledge
Jensen, Clayne R., Schultz, Gordon W., and Bangerter, Blauer L. (1984). Applied Kinesiology

and Biomechanics. 3re ed. New York : McGraw-Hill Book Company.
Landy, Joanne M., and Burridge, Keith R. (1999). Ready-To-Use Fundamental Motor Skill

& Movement Activities for Young Children : Teaching, Remediation and Assessment.
New Jersey : Pearson Education Inc.

¤ÙÁè ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

-74-

บทที่ 5

¤ÙèÁÍ× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

-7755-

การจดั บรหิ ารหลกั สูตรและการเรียนรู้พลศกึ ษาและกิจกรรมทางกาย
สำหรับเด็กบกพรอ่ งทางสตปิ �ญญาในสถานศึกษา

o รองศาสตราจารย์ ดร.วาสนา คุณาอภสิ ทิ ธ์ิ

ตามปกติ การจัดบริหารหลักสูตรและการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระในสถานศึกษาแต่ละแห่ง ตามหลักสูตร

แกนแกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน โรงเรียนสามารถจดั ไว้ในโครงสร้างหลักสตู รสถานศึกษาได้ 3 ลกั ษณะ สำหรับ
กลุ่มสาระการเรยี นรูส้ ุขศกึ ษาและพลศึกษา ในสว่ นสาระพลศึกษาสำหรับเด็กบกพรอ่ งทางสติปญ� ญาสามารถจัด
ไดเ้ ช่นเดียวกัน รวมเป�น 3 คาบตอ่ สปั ดาห์ (หรืออาจมากกวา่ ) ดงั ตารางท่ี 5.1

ตารางที่ 5.1 การจัดบริหารหลักสูตรและการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทาง
สตปิ �ญญาในสถานศึกษา

โครงสรา้ งหลกั สตู รสถานศกึ ษา

1.สาระพน้ื ฐาน 2.สาระเพ่ิมเติม/รายวชิ าเพ่ิมเตมิ 3.กิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียน

กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ กิจกรรมนักเรยี น

และพลศึกษา พลศกึ ษา บงั คับเลอื ก

บังคบั รายวชิ าพลศึกษา 1 ช่วั โมง เลือก รายวชิ าพลศึกษา 1 ชวั่ โมงต่อ -ครั้งละ 40 นาทีต่อครั้ง ตอน

ต่อสัปดาห์ ภาคเรียนละ 20 สัปดาห์ ภาคเรียนละ 20 ชั่วโมง บ่าย-เย็น

ชวั่ โมง ปล� ะ 40 ชวั่ โมง ปล� ะไมน่ อ้ ยกว่า 40 ชัว่ โมง -ในสัปดาห์หนึ่งมีกี่คาบขึ้นอยู่กับ

หมายเหตุ อาจมีการตั้งชื่อรายวิชา นโยบายของโรงเรยี นแต่ละแหง่

ตามความเหมาะสมให้น่าสนใจ เชน่

“กิจกรรมทางกายเพื่อการพัฒนา

สมอง”

“มาลอง มาเรยี นกจิ กรรมทางกาย”

“สนุกกับการเลน่ ”

“ ฉลาดรู้ด้วยการเคล่ือนไหว”

¤ÙÁè Í× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

76

-76-

ภาวะความบกพร่องทางสตปิ �ญญา/ภาวะปญ� ญาอ่อน (Intellectual Disabilities / Mental Retardation)

สถาบันราชานุกูล กระทรวงสาธารณสุข (https://th.rajanukul.go.th/preview-4009.html)
กล่าวว่า ภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญา เป�นภาวะที่มีพัฒนาการบกพร่องซึ่งทำให้มีข้อจำกัดด้านสติป�ญญา
การเรียนรู้และการปรับตัวในการดำรงชีวิตประจำวัน ในป�จจุบันใช้คำว่า ความบกพร่องทางสติป�ญญา แทน
ภาวะป�ญญาอ่อน บคุ คลบกพร่องทางสตปิ �ญญามกั มีพัฒนาการดา้ นรา่ งกาย สังคม อารมณ์ ภาษาและสติปญ� ญา
ล่าชา้ กว่าบคุ คลทว่ั ไป

ตามเกณฑ์ของ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fourth Edition,
Text Revision (DSM- IV-TR) โดย American Psychiatric Association (APA) ในป� พ.ศ. 2543 ภาวะความ
บกพร่องทางสติป�ญญาหรือภาวะป�ญญาอ่อน หมายถึง ภาวะที่มี 1) ระดับเชาวน์ป�ญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย
เกณฑ์ภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญาด้านเชาวน์ป�ญญา คือ การมีระดับเชาวน์ป�ญญาต่ำกว่า 70 2)
พฤตกิ รรมการปรับตนบกพรอ่ งตง้ั แต่ 2 ดา้ นข้ึนไป จากท้ังหมด 10 ดา้ น และ3) อาการแสดงก่อนอายุ 18 ป�

พฤตกิ รรมการปรบั ตน หมายถึง การปฏิบัตติ นในชวี ติ ประจำวันทั่วๆ ไป ซึง่ เปน� ความสามารถของ
บคุ คลนั้นที่จะสามารถดำรงชีวติ ไดด้ ว้ ยตนเองในสงั คม ประกอบดว้ ย

1. การสอ่ื ความหมาย (Communication)
2. การดูแลตนเอง (Self-care)
3. การดำรงชีวติ ภายในบ้าน (Home living)
4. การปฏสิ มั พนั ธ์กบั ผู้อ่นื ในสงั คม (Social and Interpersonal Skills)
5. การใชแ้ หลง่ ทรัพยากรในชุมชน (Use of Community Resources)
6. การควบคุมตนเอง (Self- direction)
7. การนำความรูม้ าใชใ้ นชีวิตประจำวัน (Functional Academic Skills)
8. การใชเ้ วลาวา่ ง (Leisure)
9. การทำงาน (Work)
10. การมสี ุขอนามัยและความปลอดภยั เบื้องตน้ (Health and Safety)
การประเมินพฤติกรรมการปรับตน ตามเกณฑ์การวินิจฉัยในป� พ.ศ.2535 ซึ่งจะต้องบกพร่อง
อยา่ งนอ้ ย 2 ด้านจาก 10 ด้าน ในทางปฏบิ ตั ไิ มม่ ีเครอื่ งมือใดเคร่อื งมอื หน่ึงทจ่ี ะประเมนิ ไดค้ รบท้ัง 10 ด้าน เมื่อ
ป� พ.ศ. 2545 จึงได้ปรับเกณฑ์การวินิจฉัยเรื่องพฤติกรรมการปรับตนเป�นการปฏิบัติตนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ในข้อ
ก หรือ ขอ้ ข ดังน้ี
ก. ทักษะด้านใดด้านหนึ่งใน 3 ด้านของพฤติกรรมการปรับตน ได้แก่ ทักษะด้านความคดิ รวบยอด
(conceptual skills) ทกั ษะดา้ นสงั คม (social skills) หรือทักษะด้านการปฏิบัตติ น (practical skills) หรือ
ข. ทกั ษะทง้ั 3 ดา้ น ตามขอ้ ก โดยดูจากคะแนนรวมทงั้ หมด

¤èÁÙ ×ͼéÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÁÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

77

-77-

ทั้งนี้การประเมินพฤติกรรมการปรับตนนี้ AAMR หรือ AAIDD ได้พัฒนาเครื่องมือการประเมินคือ
Diagnostic Adaptive Behavior Scale เพื่อให้การประเมินมีมาตรฐานมากขึ้น แบบทดสอบเชาวน์ป�ญญาที่
นิยมใช้เป�นมาตรฐานในประเทศไทย ได้แก่ Stanford-Binet Intelligence Scale และ Wechsler
Intelligence Scale for Children ส่วนเครื่องมือวัดพฤติกรรมการปรับตนที่ใช้ ได้แก่ Vineland Adaptive
Behavior Scales

อายุที่แสดงภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญา ตาม DSM-IV-TR อาการที่แสดงภาวะความ
บกพร่องทางสติป�ญญาต้องแสดงก่อนอายุ 18 ป� แต่อย่างไรก็ตามเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ป� ที่มีอาการแสดงภาวะ
ความบกพร่องทางสติป�ญญา ยังไม่ควรได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางสติป�ญญา ยกเว้นพบความ
บกพร่องอย่างรุนแรงและ/หรือพบภาวะที่มีความสัมพันธ์สูงกับภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญา เช่น กลุ่ม
อาการดาวน์ ดังนั้น เด็กอายุต่ำกว่า 2 ป� ที่ไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าวข้างต้น ควรได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ
บกพร่องทางพัฒนาการและควรตดิ ตามการวนิ ิจฉัยตอ่ ไปเมอ่ื เดก็ อายมุ ากขึน้

การแบง่ ประเภทของภาวะความบกพร่องทางสตปิ ญ� ญา
1. แบ่งตามระดับความรุนแรง เป�นการแบ่งโดยใช้ค่าคะแนนระดับเชาวน์ป�ญญาหรือ IQ ในป�
พ.ศ. 2535 AAMR ได้เปลี่ยนการแบ่งเหลือเพียง 2 ระดับ คือ เล็กน้อย (ระดับเชาวน์ป�ญญาเท่ากับ 50-70)
และ มาก (ระดับเชาวน์ป�ญญาน้อยกวา่ 50) โดยเนน้ ทร่ี ะดับความช่วยเหลอื ท่ีบคุ คลทม่ี ีภาวะความบกพร่องทาง
สติป�ญญาต้องการ การแบ่งระดับความรุนแรงแบบน้ีเพื่อช่วยแยกกลุ่มที่ระดับเชาวน์ป�ญญาสูงกว่า 50 ซึ่งถือวา่
เป�นกลุ่มที่เรียนได้ (educable) ให้ได้รับประโยชน์จากโปรแกรมการศึกษา ส่วนกลุ่มที่ระดับเชาวน์ป�ญญาต่ำ
กวา่ 50 จะเนน้ ที่การฝ�กทักษะท่ีจำเป�นต้องใชใ้ นการดำรงชีวติ (trainable)
2. แบ่งตามระดับความช่วยเหลือที่ต้องการ เป�นการแบ่งเพื่อออกแบบและจัดหาบริการ
สนบั สนนุ สำหรับผู้บกพร่องทางสติปญ� ญาแต่ละบุคคลทมี่ ีขอ้ จำกดั ให้เข้าถึงระบบการศึกษาทั่วไป และดำรงชีวิต
อยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด แบ่งเป�น 4 ระดับ และประเมินอย่างนอ้ ย 9 ด้าน ได้แก่ พัฒนาการ
การเรียนการสอน การใช้ชีวิตในบ้าน การใช้ชีวิตในชุมชน การจ้างงาน สุขภาพและความปลอดภัย พฤติกรรม
ทักษะทางสังคม การแก้ต่างและการป้องกัน อย่างไรก็ตามการแบ่งแบบนี้ก็ยังมีความสัมพันธ์กับการแบ่งตาม
ระดับความรุนแรง
การฟ�นฟสู มรรถภาพในบคุ คลทม่ี ีภาวะความบกพร่องทางสติปญ� ญา มดี ังน้ี
1. การฟ�นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ (Medical Rehabilitation) ในช่วงแรกเกิด ถึง 6 ป�
ได้แก่ การส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟ�นฟูสมรรถภาพ นอกจากการส่งเสริมสุขภาพเช่นเด็กปกติ
การบำบัดรักษาความผิดปกติที่อาจพบร่วมด้วย เช่น โรคลมชัก Cretinism, PKU, cerebral palsy, โรคหัวใจ
พิการแต่กำเนิดหรือภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนที่พบในกลุ่มอาการดาวน์ ให้การส่งเสริมพัฒนาการเพื่อพัฒนา
ทักษะด้านกล้ามเน้ือมัดใหญ่ กลา้ มเนอื้ มัดเลก็ และสตปิ ญ� ญา ภาษา สงั คม และการช่วยเหลือตนเองเพื่อให้เด็ก
มีความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา การดูแลโดยทีมสหวิชาชีพ เช่น อรรถบำบัด กายภาพบำบัด
กิจกรรมบำบัด เป�นตน้

¤ÙÁè ×ͼÙÊé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

78

-78-

o การสง่ เสรมิ พฒั นาการ (Early Intervention) หมายถึง การจดั โปรแกรมการฝ�กทักษะ
ที่จำเป�นในการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่พัฒนาการปกติตามวัยของเด็ก จากการวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับการฝ�กทักษะที่
จำเป�นในการพัฒนาแต่เยาว์วัย จะสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าการฝ�กเมื่อเด็กโตแล้ว ทันทีที่วินิจฉัยว่าเด็กมีภาวะ
ความบกพร่องทางสติป�ญญา เช่น เด็กกลุ่มอาการดาวน์ หรือเด็กที่มีอัตราเสี่ยงสูงว่าจะมีภาวะความบกพร่อง
ทางสติป�ญญา เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด มารดาตกเลือดคณะตั้งครรภ์ เป�นต้น สามารถจัดโปรแกรมส่งเสริม
พัฒนาการให้เด็กกลุ่มนี้ได้ทันที โดยไม่ต้องนำเด็กมาไว้ที่โรงพยาบาล โปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการ คือ
การจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของเด็ก บิดามารดา และคนเลี้ยงดูมีบทบาทสำคัญยิ่งในการ
ฝ�กเด็กให้พัฒนาได้ตามโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอ ผลสำเร็จของการส่งเสริมพัฒนาการจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือ
และความตัง้ ใจจริงของบุคคลในครอบครวั ของเด็กมากกวา่ ผ้ฝู ก� ทเ่ี ป�นนกั วชิ าชีพ (Professional staff)

o กายภาพบำบัด เดก็ ทม่ี ภี าวะความบกพรอ่ งทางสตปิ �ญญา มกั จะมีพัฒนาการดา้ นการ
เคลื่อนไหวร่างกาย (motor development) ช้ากว่าวัย เด็กที่มีภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญาขนาดหนัก
และหนักมาก สว่ นใหญ่จะมคี วามพกิ ารทางระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) ดว้ ย ทำให้มี
การเกร็งของแขน ขา ลำตัว จึงจำเป�นต้องแก้ไขอาการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เพื่อช่วยลดการยึดติดของข้อต่อ
และการสญู เสยี กล้ามเนอื้ เดก็ จะชว่ ยตวั เองได้มากขน้ึ เมือ่ เจริญวัยขน้ึ

o กิจกรรมบำบัด การฝก� การใชก้ ล้ามเน้ือมัดเลก็ ได้แก่ การใชม้ อื หยบิ จับส่ิงของ ฝก� การ
ทำงานของตาและมือให้ประสานกัน (eye-hand co-ordination) เด็กสามารถหยิบจับสิ่งของ เช่น จับถ้วย
กนิ นำ้ จับแปรงสฟี �น หยิบช้อนกนิ ข้าว การรักษาทางกจิ กรรมบำบดั จะชว่ ยใหก้ ารดำเนินชีวิตประจำวัน เป�นไป
อยา่ งราบร่นื และสะดวกขนึ้

o อรรถบำบัด เด็กที่มีภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญาเกินกว่าร้อยละ 70 มีป�ญหาการ
พูดและการสื่อความหมาย กระบวนการฝ�กในเรื่องนี้ มิใช่เพื่อให้เปล่งสำเนียงเป�นภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจเท่าน้ัน
แต่จะเริ่มจากเด็กต้องฝ�กใช้กล้ามเนื้อช่วยพูด บังคับกล้ามเนื้อเปล่งเสียง ออกเสียงให้ถูกต้อง ซึ่งการฝ�กพูดต้อง
กระทำตัง้ แต่เด็กอายุตำ่ กว่า 4 ป� จงึ จะไดผ้ ลดีที่สดุ

2. การฟ�นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา (Educational Rehabilitation) ในช่วงอายุ 7 -15 ป�
มีการจัดการการศึกษาโดยมีแผนการศึกษาสำหรับแต่ละบุคคล (Individualized Educational Program :
IEP) ในโรงเรียน ซึ่งอาจเป�นการเรียนในชั้นเรียนปกติ เรียนรวม หรือมีการจัดการศึกษาพิเศษ ในประเทศไทย
โรงเรียนที่รับเด็กที่มีภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญามีอยู่ทั่วไปทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด แต่
ในทางปฏิบตั ิกย็ งั ไม่เพียงพอทีจ่ ะรับเดก็ กลมุ่ นี้

คำแนะนำ การฝ�กสอนบุคคลที่มีภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญา มีจุดมุ่งหมายสูงสุดเพื่อให้มี
ความเป�นอย่ใู กลเ้ คียงคนปกติ ซึง่ จะประสบความสำเร็จหรอื ไม่เพียงใดนน้ั ขึ้นอยกู่ ับตวั แปรต่อไปน้ี คอื

1.ระดับของภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญา ผู้ที่มีภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญาระดับ
เล็กน้อย มีโอกาสจะพัฒนาให้สามารถดำเนินชีวิตใกล้เคียงบุคคลปกติได้ดีกว่า ผู้ที่มีภาวะความบกพร่องทาง
สตปิ �ญญาระดบั ปานกลางหรอื รนุ แรง

¤ÙèÁ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕÁè Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

79

-79-

2. ความผิดปกติที่พบร่วมด้วย ซึ่งเป�นอุปสรรคต่อการฟ�นฟูสมรรถภาพ ทำให้ไม่ประสบผลดี
เท่าท่ีควร

3. การส่งเสริมพัฒนาการ ถ้าเด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการตัง้ แต่ระยะเริ่มแรก จะมีความพร้อม
ในการเรียนรว่ มกบั เด็กปกติในโรงเรียนทวั่ ไป มากกวา่ การฝ�กเมือ่ เดก็ โตแล้ว

4. ความรว่ มมอื ของครอบครัวเด็ก ครอบครัว
มีความสำคัญต่อเด็กมากที่สุด ตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวติ
จึงควรจะเตรียมครอบครัวให้เข้าใจความพิการของเด็ก
ข้อจำกัดของความสามารถ ความต้องการพิเศษ ความ
คาดหวัง ตลอดจนวิธีการอบรมเลี้ยงดูและฝ�กสอนใน
ทิศทางที่ถูกต้อง เพราะสมาชิกทุกคนในครอบครัวมี
ความสำคญั ต่อพัฒนาการของเด็กอยา่ งย่ิง

จากข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีภาวะความบกพร่องทางสติป�ญญาดังกล่าวข้างต้น จึงสามารถ
ออกแบบการจัดบริหารหลักสูตรและการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทาง
สติปญ� ญาในสถานศกึ ษาไดด้ ังนี้

1. การจดั กจิ กรรมทางกายสำหรับเดก็ บกพร่องทางสตปิ ญ� ญาในสาระพ้นื ฐาน

ในการบังคับเรียนรายวิชาพลศึกษา 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ภาคเรียนละ 20 ชั่วโมง ป�ละ 40 ชั่วโมงของ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป�นการจัดให้เด็ก
บกพร่องทางสติป�ญญาได้เรียนรวมกับเด็กทั่วไป สำหรับเด็กระดับประถมศึกษา ตัวช้ีวัดและเนื้อหาสาระเป�น
เรื่องของทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานต่างๆ ทั้งอยู่กับที่ เคลื่อนที่ ประกอบอุปกรณ์ รูปแบบการเคลื่อนไหว
ทักษะกลไก หลักการเคลื่อนไหว เกม และกิจกรรมสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ ไม่ได้มุ่งเน้นเร่อื ง
การเล่นกีฬา จึงสะดวกต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกายทุกระดับ คุณภาพผู้เรียนท่ี
คาดหวงั ไวใ้ นหลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนรู้สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา มดี ังน้ี

คุณภาพผู้เรยี นเม่อื จบชัน้ ประถมศกึ ษาป�ท่ี 3

• มคี วามรู้และเข้าใจในเรื่องการเจริญเตบิ โตและพฒั นาการของมนุษย์ ป�จจัยท่มี ีผลตอ่
การเจริญเติบโตและพัฒนาการ วธิ ีการสร้างสมั พนั ธภาพในครอบครัว และกลมุ่ เพื่อน

• มสี ุขนิสัยทีด่ ีในเรื่องการกิน การพักผอ่ นนอนหลับ การรกั ษาความสะอาดอวัยวะทกุ ส่วนของ
ร่างกาย การเล่น และการออกกำลังกาย

• ควบคมุ การเคล่อื นไหวของตนเองไดต้ ามพัฒนาการในแตล่ ะช่วงอายุ มที ักษะการเคล่ือนไหวข้นั

¤èÁÙ Í× ¼Êé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕÁè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

80

-80-

พื้นฐาน และมีส่วนร่วม ในกิจกรรมทางกาย กิจกรรมสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ และเกมได้
อยา่ งสนกุ สนานและปลอดภยั

• มที กั ษะในการเลอื กบรโิ ภคอาหาร ของเลน่ ของใชท้ ม่ี ผี ลดีตอ่ สุขภาพ หลีกเลย่ี งและป้องกนั
ตนเองจากอุบัตเิ หตุได้

• ปฏิบัติตนตามกฎ ระเบียบ ข้อตกลง คำแนะนำ และข้ันตอนต่างๆ และให้ความร่วมมือ กับผู้อืน่
ด้วยความเต็มใจจนงานประสบความสำเร็จ

• ปฏบิ ตั ติ ามสิทธขิ องตนเอง และเคารพสทิ ธขิ องผอู้ ื่นในการเล่นเป�นกลุม่

คุณภาพผู้เรียนเมอ่ื จบชั้นประถมศกึ ษาปท� ี่ 6

• มีทักษะการเคลอ่ื นไหวพ้ืนฐานและการควบคุมตนเองในการเคล่อื นไหวแบบผสมผสาน
• รู้หลักการเคลื่อนไหว และสามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมทางกาย เกม การละเล่นพื้นเมือง
กีฬาไทย กีฬาสากลได้อย่างปลอดภัยและสนุกสนาน มีน้ำใจนักกีฬา โดยปฏิบัติตามกฎ กติกา สิทธิ และ
หนา้ ทีข่ องตนเองจนงานสำเร็จลุลว่ ง
• วางแผนและปฏิบัติกิจกรรมทางกาย กิจกรรมสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพได้ตาม
ความเหมาะสมและความต้องการเป�นประจำ
• จัดการกับอารมณ์ ความเครียด และปญ� หาสุขภาพไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

สำหรับคณุ ภาพผเู้ รียนท่ีคาดหวังไว้ดงั กลา่ วข้างต้น ครสู ามารถนำไปกำหนดเปน� จุดประสงคก์ าร
เรยี นรู้ในแผนการจัดการเรยี นรูก้ ิจกรรมทางกายให้นกั เรียนต่อไปได้

ในการจัดกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพรอ่ งทางสติป�ญญาในสาระพ้ืนฐาน ครอู าจเตรยี มการดังน้ี
� นักเรียน ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะของนักเรียนที่บกพร่องทางสติป�ญญาว่าอยู่ใน
ระดับใด ในแต่ละห้องเรียนมีจำนวนเท่าไร เพื่อเตรียมจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผลใน
ช้ันเรยี นรวม ตลอดจนการประเมินตัดสนิ ผลการเรียนปลายภาค/ปลายป�

� สภาพแวดล้อม ศึกษาสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อความเหมาะสมในการส่งเสริมการเรียนรู้กิจกรรม
ทางกายในชั่วโมงเรียนพลศึกษารวมกับเด็กทั่วไป และเพื่อให้นักเรียนมีความปลอดภัยและสนุกกับการเรียน
เช่น วสั ดุ อปุ กรณ์ พ้ืนผวิ แสง เสยี ง รวมทงั้ การบรหิ ารจัดการชนั้ เรยี น สอื่ ส่ิงอำนวยความสะดวก

� กิจกรรมการจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมทางกายในชั่วโมงพลศึกษาขึ้นอยู่กับป�จจัย
ดังกล่าวมาแล้ว คือ ลักษณะของนักเรียนและสภาพแวดล้อม สิ่งที่ต้องเพิ่มเติม คือความยากง่ายของกิจกรรม

¤èÁÙ Í× ¼Êé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕÁè ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

81

-81-

ทางกายว่าควรจะอยู่ในระดับใด จะจัดให้ปฏิบัติกิจกรรมทางกายแตกต่างจากเด็กทั่วไปหรือไม่ ใช้เวลาเท่าไร
ประเมนิ ผลอยา่ งไร แตกตา่ งจากเด็กทัว่ ไปอยา่ งไร ตง้ั เกณฑ์ความสำเรจ็ เทา่ ไรและอยา่ งไร จงึ จะเป�นการสง่ เสรมิ
สนับสนุน จูงใจนักเรียนที่บกพร่องทางสติป�ญญาให้เรียนรู้ได้ประสบความสำเร็จ เกิดความมั่นใจ ภาคภูมิใจ
และพฒั นาไดอ้ ยา่ งต่อเนอ่ื งต่อไป

“การจัดการศึกษาให้ผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป�นพิเศษได้รับโอกาสเข้าเรียนในสถานศึกษาเดียวกันกับ
เด็กทั่วไป โดยมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้การดำรงชีวิต อย่างไม่มีข้อจากัด และอุปสรรคใดๆ ตาม
ศักยภาพของ ผเู้ รียนทม่ี ีความต้องการจำเป�นพิเศษทจี่ ะสามารถเรยี นได้”(กระทรวงศกึ ษาธิการ.2551)

2.การจัดกิจกรรมทางกายสำหรบั เด็กบกพร่องทางสติปญ� ญาในสาระเพมิ่ เตมิ หรือ รายวิชาเพ่มิ เติม

• รายวิชาเพม่ิ เตมิ เป�นรายวิชาท่สี ถานศึกษาแตล่ ะแหง่ สามารถเป�ดสอนเพม่ิ เติมจากสิ่งทก่ี ำหนดไว้ใน
หลักสูตรแกนกลาง ฯ เพื่อให้สอดคล้องกับจุดเน้น ความต้องการและความถนัดของผู้เรียน หรือ
ความต้องการของท้องถิ่น โดยกำหนด “ผลการเรียนรู้” เป�นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนใน
รายวิชาเพ่ิมเติมต่างๆ”

• รายวิชา / กิจกรรมที่สถานศึกษาจัดเพิ่มเติมตามความพร้อมและจุดเน้น ระดับประถมศึกษา ป�ละ
ไม่นอ้ ยกวา่ 40 ช่ัวโมงในแตล่ ะระดบั ชั้น (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551)

จากการอธิบายรายละเอียดของรายวิชาเพิ่มเติมในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานดังกล่าว
โรงเรียนจึงสามารถจัดกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติป�ญญาไว้ในรายวิชาเพิ่มเติมของหลักสูตร
สถานศึกษาได้ ในฐานะเป�นรายวิชาเลือกตามความต้องการจำเป�น (needs) ของนักเรียนบางคน เป�นหลักสูตร
หรือแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP ) หรือ แผนการจัดการ
ศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งกำหนดแนวทางการจัดการศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการ
จำเป�นพิเศษของคนพิการ ตลอดจนกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และ ความช่วยเหลืออื่นใดทาง
การศึกษา ซึ่งเป�นรายวิชาพลศึกษาเพิ่มเติม (หรือตั้งชื่ออื่นให้น่าสนใจ) อีก 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ภาคเรียนละ
ไมน่ อ้ ยกวา่ 20 ช่ัวโมง ปล� ะไม่นอ้ ยกวา่ 40 ช่ัวโมง โดยจัดไว้ในกลุม่ สาระการเรียนรู้สขุ ศึกษาและพลศึกษาใน
ฐานะรายวิชาเลอื กสำหรับเดก็ กล่มุ น้เี ฉพาะ เชน่ สนกุ กบั การเล่น ฉลาดรู้ด้วยการเคลือ่ นไหว เป�นต้น

ตามเงื่อนไขการใช้หลักสูตรแกนกลาง ฯ วิชาที่เป�นสาระเพิ่มเติม หรือ รายวิชาเพิ่มเติม ครู/โรงเรียน
ต้องกำหนด “ผลการเรียนรู้” เพื่อเป�นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนเอง เป�นการเป�ดโอกาสให้ครูได้ใช้ความรู้

¤ÁÙè ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÕÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

82

-82-

ความสามารถ และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับทั้งตัวนักเรียน ความมุ่งหวังของพ่อแม่ผู้ปกครอง และนโยบาย
ของโรงเรียนโดยตรง ในการจัดกจิ กรรมทางกายสำหรับเด็กบกพรอ่ งทางสตปิ �ญญาจงึ ต้องได้รับการเลือกกำหนด
“ผลการเรียนร้”ู ใหเ้ หมาะสมในแต่ละโรงเรียน โดยอาจยังคงยึดตามคุณภาพผ้เู รียนไวไ้ ด้ แตค่ วรเนน้ ด้านทกั ษะ
การเคลื่อนไหวและสมรรถภาพทางกาย หรือความสามารถทางกาย(physical competence) หรือ
ความสามารถในการปฏบิ ัตเิ ปน� สำคัญ

ในการกำหนดผลการเรยี นรู้ มหี ลักการเขยี นเช่นเดียวกบั การเขยี นมาตรฐานและตัวชว้ี ัด ดงั น้ี

คำกริยา+คำนาม

ตัวอย่างการเขียนผลการเรียนรู้กิจกรรมทางกาย สำหรับเด็กบกพร่องทางสติป�ญญา (ซึ่งไม่เน้นด้าน
ความร)ู้ เช่น

o มีสุขนิสัยที่ดี A /ในเรื่องการกิน 1 การพักผ่อนนอนหลับ 2 การรักษาความสะอาดอวัยวะ
ทกุ ส่วนของรา่ งกาย3 การเลน่ 4 และการออกกำลงั กาย 5
คำอธบิ าย
A=Affective หมายถึง พฤติกรรมด้านเจตคติ หรือ ท่าที ความรู้สึก อารมณ์ ค่านิยม ความ
เชื่อ คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งต้องเขียนด้วยคำกริยาที่สามารถสังเกตและประเมินพฤติกรรม
นักเรียนไดช้ ัดเจน และยังนำไปสกู่ ารจดั กจิ กรรมการเรยี นรใู้ ห้สอดคลอ้ งด้วย
1, 2, …….หมายถงึ คำขยายคำกริยา ซึ่งตอ้ งเขยี นดว้ ยคำนาม อนั แสดงถึงสาระเนอ้ื หาของผล
การเรยี นรขู้ ้อน้ี และสามารถมีไดห้ ลายเรอ่ื ง หลายเน้ือหา(คำนาม) ในตวั อยา่ งน้ีมี 5 เร่อื ง

o ควบคุม P การเคลื่อนไหวของตนเองได้ตามพัฒนาการในแต่ละช่วงอายุ1 มีทักษะ P
การเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน1 และมีส่วนร่วม A+P ในกิจกรรมทางกาย1กิจกรรมสร้างเสริม
สมรรถภาพทางกายเพือ่ สุขภาพ 2 และเกม 3 ไดอ้ ยา่ งสนุกสนานและ
คำอธิบาย
P=Practice, Process หมายถึง พฤติกรรมด้านการปฏิบัติ การแสดงทักษะต่างๆ อันเป�น
คำกริยาที่สามารถสังเกตและประเมินพฤติกรรมนักเรียนได้ชัดเจน และยังนำไปสู่การจัด
กจิ กรรมการเรียนรูใ้ ห้สอดคล้อง ผลการเรยี นรูข้ อ้ น้ี มคี ำกรยิ าพฤติกรรมหลายตัว คือ ควบคุม
..... มที กั ษะ....มีสว่ นรว่ ม สว่ นคำนามทีเ่ ปน� หรอื สาระเนอื้ หามีหลายเร่ืองเชน่ เดยี วกนั

¤ÙèÁ×ͼÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

83

-83-

3. การจัดกิจกรรมทางกายสำหรับเดก็ บกพร่องทางสติปญ� ญาในกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน-กจิ กรรมนักเรียน

กิจกรรมพฒั นาผู้เรียนเป�นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2551 และฉบับปรับปรุง 2560 ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้นำองค์ความรู้ ทักษะจากการเรียนรู้ และประสบการณ์ของ
ผู้เรียนมาปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาตนเองเพื่อเป�นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีวินัย และมีจิตสำนึกสาธารณะที่ดี
งาม เป�นคนมีป�ญญาในการใช้ทักษะชีวิต การคิด การสื่อสาร การแก้ป�ญหา และการใช้เทคโนโลยี และเป�นคน
มคี วามสขุ ในการดำเนนิ ชวี ิตอย่างพอเพยี งโดยอยูร่ ่วมกับผอู้ น่ื ในสงั คมได้อย่างสรา้ งสรรค์

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป�นการบูรณาการองค์ความรู้ ทักษะ และเจตคติที่เกิดจากการเรียนรู้ท้ัง
8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนมาปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ช่วยให้ผู้เรียนเกิด
สมรรถนะสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ป�ญหา
ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลในการพัฒนาผู้เรียนให้มี
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ไดแ้ ก่ รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ซอื่ สัตยส์ จุ รติ มวี ินัย ใฝเ่ รียนรู้ อยู่อยา่ งพอเพยี ง มุ่งมั่น
ในการทำงาน รกั ความเปน� ไทย และมีจิตสาธารณะ เกิดทักษะการทำงาน และอยรู่ ว่ มกับผู้อ่นื ในสงั คมได้อย่างมี
ความสุขในฐานะเป�นพลเมืองไทยและพลโลก (กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2551)

ตารางท่ี 5.2 กจิ กรรมพฒั นาผูเ้ รียน 3 ลกั ษณะ (กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2551)

กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน 3 ลกั ษณะ

1. กิจกรรมแนะแนว 2. กจิ กรรมนกั เรียน 3. กจิ กรรมเพอื่ สังคมและ

เป�นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนา เป�นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความมี สาธารณประโยชน์

ผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์ ระเบียบวินัย ความเป�นผู้นำ เป�นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน

สิ่งแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ ผู้ตามที่ดี ความรับผิดชอบการ บำเพ็ญตนให้เป�นประโยชน์ต่อ

คิดแก้ป�ญหา กำหนดเป้าหมาย ทำงานร่วมกัน การรู้จักแก้ป�ญหา สังคม ชุมชน และท้องถิ่นตาม

วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียนและ การตัดสินใจที่เหมาะสม ความมี ความสนใจในลักษณะอาสาสมัคร

อาชีพ สามารถปรับตน ได้อย่าง เหตุผล การช่วยเหลือแบ่งป�นเอื้อ เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ

เหมาะสม ช่วยให้ครูรู้จักและ อาทรและสมานฉันท์ โดยจัดให้ ความดีงาม ความเสียสละต่อ

เข้าใจผู้เรียน เป�นกิจกรรมที่ สอดคล้องกับความสามารถ ความ สังคม การมีจิตสาธารณะ เช่น

ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ ถนัด และความสนใจของผู้เรียน กิจกรรมอาสาพัฒนาต่าง ๆ

ผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมพัฒนา ให้ได้ปฏิบัติด้วยตนเองในทุก กิจกรรมสร้างสรรค์สงั คม

ผ้เู รยี น ข ั ้ น ตอน ได้ แ ก ่ ก า ร ศ ึ ก ษ า

วิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตาม

¤ÁèÙ Í× ¼ÙéÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

84

-84-

กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น 3 ลักษณะ
แผน ประเมิน และปรับปรุงการ
ทำงาน เน้นการทำงานร่วมกัน
เป�นกล่มุ ตามความเหมาะสมและ
สอดคล้องกับวุฒิภาวะของ
ผู้เรียนและบริบทของสถาน
ศึกษาและท้องถน่ิ ประกอบดว้ ย
2.1 กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี
ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์
และนกั ศกึ ษาวิชาทหาร
2.2 กจิ กรรมชุมนมุ ชมรม

• หลกั การของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

1. มเี ปา้ หมายของการจัดกิจกรรมท่ชี ดั เจน เป�นรปู ธรรม และครอบคลมุ ผ้เู รยี นทกุ คน
2. เป�นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองอย่างรอบด้านเต็มตามศักยภาพตามความสนใจ ความถนัด
ความต้องการ เหมาะสมกับวยั และวุฒิภาวะ
3. เป�นกิจกรรมที่ปลูกฝ�งและส่งเสริมจิตสำนึกในการบำเพ็ญตนให้เป�นประโยชน์ต่อสังคมในลักษณะ
ต่าง ๆ ท่ีสอดคล้องกบั วถิ ชี วี ิต ประเพณี และวฒั นธรรมอย่างตอ่ เน่ืองและสมำ่ เสมอ
4. เป�นกิจกรรมที่ยึดหลักการมีส่วนร่วม โดยเป�ดโอกาสให้ครู พ่อแม่ ผู้ปกครองผู้นำชุมชน ปราชญ์
ชาวบา้ น องคก์ ร และหน่วยงานอน่ื มสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรม (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551)

• แนวการจัดกิจกรรม

สถานศึกษาจดั ใหผ้ ้เู รยี นทกุ คนเข้าร่วมกิจกรรม โดยมแี นวการจดั กจิ กรรม ดงั นี้
1. ใหผ้ ูเ้ รียนปฏิบตั กิ ิจกรรมตามความสนใจ
2. ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมผ่านประสบการณ์ที่หลากหลาย ฝ�กการทำงานที่สอดคล้องกับชีวิตจริง
ตลอดจนสะทอ้ นความรู้ ทักษะ และประสบการณข์ องผเู้ รียน
3. จัดกจิ กรรมอยา่ งสมดุลทงั้ 3 ลกั ษณะ คือ กจิ กรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียนและกิจกรรม
เพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ โดยจัดกิจกรรมรายบุคคล กิจกรรมกลุ่ม ทั้งในและนอกสถานศึกษาอย่าง
สมำ่ เสมอและต่อเนอ่ื ง

¤èÙÁÍ× ¼Êé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

85

-85-

4. จดั กิจกรรมให้ผู้เรียนเปน� ผูด้ ำเนนิ การ โดยการศึกษาและใช้ขอ้ มลู ประกอบการวางแผนอยา่ ง
เปน� ระบบ เน้นการคดิ วเิ คราะห์และใชค้ วามคิดสรา้ งสรรคใ์ นการดำเนินกิจกรรม

5. ใชก้ ระบวนการมีสว่ นรว่ มและการเรยี นรแู้ บบร่วมมือมากกวา่ เน้นการแข่งขันบนพน้ื ฐาน
การปฏบิ ตั ิตามวิถีประชาธปิ ไตย

6. จดั ให้มีการแลกเปล่ยี นเรยี นรแู้ ละเผยแพรก่ ิจกรรม (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551)

• โครงสร้างการจดั กิจกรรมพฒั นาผู้เรียน

โครงสรา้ งเวลาการจัดกิจกรรมพัฒนาผเู้ รียนในแต่ละระดับชนั้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษา
ข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551

ตารางท่ี 5.3 โครงสร้างเวลาการจัดกจิ กรรมพฒั นาผู้เรียนในแตล่ ะระดบั ชัน้ ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษา

ขนั้ พืน้ ฐาน (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551)

กิจกรรม ประถมศึกษา มธั ยมศกึ ษาตอนต้น มัธยมศกึ ษาตอน
ปลาย

ป. 1 ป. 2 ป. 3 ป. 4 ป. 5 ป. 6 ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม.4-ม.6

- กจิ กรรมแนะแนว

- กจิ กรรมนกั เรยี น

- กิจกรรมเพอ่ื สังคม 60 ชม. 45 ชม. 60 ชม
และสาธารณประโยชน์

รวม 120 120 120 120 120 120 120 120 120 360

ดังนั้น การจัดบริหารหลักสูตรและการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่อง
ทางสติป�ญญาในสถานศึกษา โรงเรียนจึงสามารถจัดไว้ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยเฉพาะในส่วนของ
กิจกรรมนักเรยี นในลักษณะของกิจกรรมชุมนมุ ชมรมไดต้ ามเจตนารมณ์ของหลักสูตรแกนกลางดงั กล่าว

¤ÁèÙ ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

86

-86-

• แนวทางการประเมินการเขา้ ร่วมกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น
มลี กั ษณะดังภาพประกอบดังนี้

กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน

กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรยี น กจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและ
สาธารณประโยชน์
ซอ่ มเสรมิ ประเมนิ
ไม่ผา่ น เกณฑก์ ารประเมิน
ไม่ตามเกณฑ์ 1. เวลาเขา้ รว่ มกิจกรรม
2. การปฏิบตั ิกิจกรรม
3. ผลงาน/ชิน้ งานคณุ ลกั ษณะ
ของผเู้ รยี น

ตามเกณฑ์
ผา่ น

ผลการจดั กจิ กรรม

แผนภาพท่ี 5.1 แนวทางการประเมินการเข้ารว่ มกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น

¤ÁèÙ ×ͼÊé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

87

-87-

• เกณฑก์ ารตดั สินกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น

ผ้เู รยี นจะต้องได้รับการประเมนิ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและผ่านเกณฑต์ ามท่ีสถานศกึ ษา
กำหนดโดยกำหนดเกณฑ์ในการประเมินอย่างเหมาะสม ดังนี้

1. กำหนดคุณภาพหรือเกณฑ์ในการประเมินตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด
ไว้ 2 ระดบั คอื ผ่าน และไม่ผา่ น

2. กำหนดประเด็นการประเมินให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ในแต่ละกิจกรรม และกำหนดเกณฑ์
การผ่านการประเมนิ ดงั น้ี

2.1 เกณฑ์การตัดสินผลการประเมนิ รายกิจกรรม
ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมครบตามเกณฑ์ ปฏิบัติกิจกรรมและมีผลงาน/
ชน้ิ งาน/คณุ ลกั ษณะตามเกณฑท์ ีส่ ถานศกึ ษากำหนด
ไม่ผ่าน หมายถงึ ผเู้ รยี นมีเวลาเขา้ รว่ มกจิ กรรมไมค่ รบตามเกณฑ์ ไมผ่ ่านการปฏบิ ัติกิจกรรม
หรอื มีผลงาน/ชนิ้ งาน/คุณลกั ษณะไมเ่ ปน� ไปตามเกณฑท์ ่ีสถานศกึ ษากำหนด
2.2 เกณฑก์ ารตดั สนิ ผลการประเมินกิจกรรมพฒั นาผู้เรยี นรายป�/รายภาค
ผา่ น หมายถึง ผเู้ รียนมผี ลการประเมินระดบั “ผ่าน” ในกจิ กรรมสำคญั ทง้ั 3 ลกั ษณะ คอื
กจิ กรรมแนะแนว กจิ กรรมนกั เรียนและกจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์
ไมผ่ ่าน หมายถึง ผเู้ รียนมผี ลการประเมินระดับ “ไมผ่ ่าน” ในกิจกรรมสำคญั กิจกรรมใด
กจิ กรรมหนง่ึ จาก 3 ลกั ษณะ คือ กจิ กรรมแนะแนว กจิ กรรมนักเรยี น กจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์
2.3 เกณฑก์ ารตดั สินผลการประเมนิ กจิ กรรมพฒั นาผู้เรียนเพือ่ จบระดับการศกึ ษา
ผา่ น หมายถึง ผู้เรียนมผี ลการประเมนิ ระดับ “ผ่าน” ทกุ ช้ันปใ� นระดับการศึกษาน้ัน
ไมผ่ ่าน หมายถึง ผเู้ รยี นมผี ลการประเมินระดบั “ไม่ผา่ น” บางช้นั ป� ในระดับการศึกษานน้ั

การจดั กิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนใดๆ ควรมอี งค์ประกอบในการดำเนินการ คือ มีครูทป่ี รึกษา
กจิ กรรม และมแี ผนการดำเนนิ กิจกรรม มีหลกั ฐาน ชน้ิ งาน หรอื แฟ้มสะสมงาน มีผรู้ บั รองผลการเข้า
รว่ มกจิ กรรม มีรายงานแสดงการเขา้ ร่วมกจิ กรรม
(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551)

ผบู้ รหิ าร มีบทบาทสำคญั ตอ่ การจัดกจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น ดังนี้

1. กำหนดแผนการจดั กิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนไวใ้ นหลักสตู รสถานศกึ ษา และโดยการมสี ่วนร่วมของ
ผเู้ กี่ยวข้องทกุ ฝ่าย

2. ผ้บู ริหารช้แี จง ทำความเขา้ ใจ และสร้างความตระหนักให้บคุ ลากรและผมู้ สี ว่ นเก่ยี วขอ้ งทุกคนเห็น
คุณค่าและรว่ มมือในการจดั กจิ กรรมพัฒนาผ้เู รียน

¤ÁÙè ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

88

-88-

3. พฒั นาและส่งเสริมสนบั สนนุ ให้ครมู คี วามรู้ ความสามารถ ความเชยี่ วชาญ และมคี วามทนั สมยั ใน
การจัดกิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี นทห่ี ลากหลายสอดคลอ้ งกับความตอ้ งการของผเู้ รยี นและสถานการณป์ �จจบุ นั อย่าง
ต่อเนื่องและมปี ระสทิ ธิภาพ

4. สร้างเครือขา่ ยและประสานความร่วมมอื และความเขา้ ใจอันดีระหวา่ งสถานศกึ ษากบั ผเู้ รยี น
ผปู้ กครอง ชมุ ชน องคก์ รภาครัฐและภาคเอกชนเพอื่ สนับสนนุ การจดั กิจกรรม

5. นิเทศ ติดตาม ใหค้ ำปรกึ ษา ประเมินผล และสรา้ งขวญั กำลงั ใจแกผ่ ปู้ ฏบิ ัติงานในการจัดกิจกรรม
พฒั นาผเู้ รียน

6. แลกเปลี่ยนเรยี นรแู้ ละเผยแพร่ผลงานทปี่ ระสบผลสำเรจ็ กบั หน่วยงานและบคุ ลากร
ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551)

บทบาทของครูผู้รับผดิ ชอบกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน

1. ศกึ ษาหลักการ วัตถุประสงค์ ขอบขา่ ย แนวการจัดกจิ กรรม การประเมินผลพัฒนาผ้เู รียน และจดั
กิจกรรมพัฒนาผเู้ รียนใหบ้ รรลตุ ามเป้าหมาย

2. ช้แี จงและทำความเขา้ ใจกบั ผเู้ รยี นและผ้ปู กครองเก่ียวกับการจดั กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน
3. รว่ มกบั ผู้เรียนออกแบบกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกับความสามารถ ความถนดั ความสนใจของผู้เรยี น
และเป�นไปตามหลักการ ปรชั ญา และแนวการจัดกจิ กรรมพฒั นานกั เรยี น
4. ส่งเสริม กระตนุ้ และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรยี นแสดงความคิดเหน็ อยา่ งอิสระในการจดั ทำ
แผนงาน โครงการ ร่วมปฏบิ ตั ิกิจกรรม และการประเมินผล
5. ใหค้ ำปรึกษา ดูแล ติดตาม ประสานงาน และอำนวยความสะดวกให้แกผ่ เู้ รียนในการร่วมกิจกรรม
ใหเ้ ปน� ไปตามแผน
6. ประเมนิ ผลการเขา้ ร่วมกิจกรรมของผเู้ รียน และซอ่ มเสรมิ กรณีท่ีผูเ้ รยี นไม่ผ่านเกณฑ์พรอ้ มจดั ทำ
เอกสารหลกั ฐานการประเมนิ ผล
7. รายงานผลการดำเนินกจิ กรรมใหผ้ ูเ้ กีย่ วข้องทราบ แลว้ นำผลการจัดกิจกรรมมาพฒั นาและปรับปรงุ แก้ไข
8. แลกเปลยี่ นเรยี นรู้และเผยแพรผ่ ลงานที่ประสบผลสำเรจ็ กับหน่วยงานและบคุ ลากรท่ีเกี่ยวข้อง

คณะกรรมการสถานศกึ ษา มีบทบาทสำคญั คอื ให้ความเห็นชอบและมสี ่วนรว่ มในการกำหนด
วางแผนดำเนินกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี นตามหลกั สูตรแกนกลางฯ และสง่ เสรมิ สนบั สนุนการดำเนนิ การจัดกจิ กรรม
พัฒนาผเู้ รยี นตามความเหมาะสม

¤ÁÙè ×ͼÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

89

-89-

บทบาทของผปู้ กครองและชมุ ชน มคี วามสำคัญดังตอ่ ไปน้ี
1. มสี ว่ นร่วมในการวางแผนการจัดกจิ กรรม และอาสาร่วมกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของสถานศกึ ษาและชุมชน
2. ยอมรบั ในศกั ยภาพของผูเ้ รียน ใหโ้ อกาสใหผ้ ูเ้ รียนได้สำรวจตนเองเพอ่ื ประกอบการตดั สินใจในการ
เลือกแผนการเรียน การศกึ ษาตอ่ และการประกอบอาชพี
3. ดูแล เอาใจใสผ่ ู้เรียน และใหข้ ้อมูลทเี่ ปน� ประโยชนต์ ่อการพฒั นา ป้องกัน และแกไ้ ขปญ� หาของ
ผเู้ รยี น
4. เปน� ที่ปรกึ ษาหรือแนะแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดีงามให้แกผ่ เู้ รียน
5. ร่วมมอื กบั สถานศกึ ษาเพอื่ ตดิ ตามประเมินผลพฒั นาและการปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรยี น
(กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551)

¤ÁèÙ ×ͼÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

แนว9-09กนา0รกั -จเรดั ยี กนจิ กรรม

1. เพอื่ พฒั นาผเู้ รยี นใหม้ ีระเบยี บวินยั มี แนวการจดั กิจกรรม เป�นกิจกรรมทส่ี ่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นได้
ความเป�นผ้นู ำผู้ตามท่ีดี มคี วาม เข้าร่วมกจิ กรรมตามความถนัดและ
นหลักักเรกียารน

รบั ผิดชอบ ความ สนใจ โดยเน้นเร่อื งคุณธรรม

12. เพอ่ื พัฒนาผูเ้ รยี นให้มีรทะกั เบษยีะบกาวรนิ ทัยำมงาี น วหตั ถลปุักกระาสรงค์ เจปรน� ิยกธจิรรกมรรกมาทรส่ีไมง่ เ่ สหรน็ มิ แใกหต่ผ้ ัว้เู รคยี วนาไมดม้ ี
ครว่ ามมกเันปน�รู้จผกัูน้ แำผกูต้ปาญ� มหทา่ดี มี มีเหีควตาผุ มล มกี าร เรขะา้ เรบ่วียมบกวจิ นิ กยั รรคมวตาามมเปค�นวาผม้นู ถำนผัดูต้ แามละท่ี

รตับัดผสดิ นิ ชใอจทบเ่ี หมาะสม ช่วยเหลอื แบ่งปน� คดวี คามวาสมนรบัใจผิดโดชยอเบนน้ กเารรือ่ ทงำคงุณานธรรม

2. เพอ่อื้ พอาัฒทนราแผล้เู ะรสียมนาใหน้มฉทีันทักษ์ ะการทำงาน วตั ขถอุปบระขสา่ งยค์ จรรว่ ยิมธกรนั รมกากรารร้จู ไกัมแ่เหกน็ป้ แญ� กห่ตาวั กคาวรามมี
3. รสว่ ่งมเสกรนั ิมสรู้จนักบแสกน้ปนุ �ญใหหผ้ าู้เรมยี เี หนตมผุ คี ลุณมธกี รารรม รตะดั เสบนิียใบจวินคยัวาคมวมาีเมหเตปุผ�นลผกนู้ าำรผช้ตู ่วายมที่

ตจัดริยสธนิ รใรจมทเี่ แหลมะาคะุณสมลักชษ่วณยเะหอลนั อื พแงึบง่ ป�น ดเหี คลวอื าแมบร่งบั ปผน� ิดชแอลบะคกวาารมทเอำงอ้ื าอนาทร

เปอร้อื ะอสางทคร์ และสมานฉันท์ ร่วขมอกบจิ ขก่ารยรม รแว่ ลมะกสันมากนาฉรันรู้จทกั ์ แกป้ ญ� หา การ
34. สง่ เสรมิ สแนลบัะสนับุนสใหน้ผุนู้เใรหียผ้นเู้ รมยี คี นุณไดธป้รรฏมิบัติ ตัดสนิ ใจ ความมเี หตผุ ล การชว่ ย

จกริจยิ กธรรรรมมตาแมลคะวคาุณมลถักนษัดณควะาอมนั สพนงึ ใจ เหลอื แบ่งปน� และความเอื้ออาทร

ประสงค์ รว่ มกจิ กรรม และสมานฉนั ท์
4. กสง่จิ ซเกส่อรรมรมิ มเแสตลรามิะมสคนวบั าสมนถนนุ ัดใหค้ผวู้เารมยี สนนไดใจป้ ฏบิ ตั ิ ประเมนิ

ซอ่ ไมเ่ผสา่ รนมิ ไม่ตามเกณฑ์ ประเมนิ ตามเกณฑ์
ไม่ผา่ น ไมต่ ามเกณฑ์ ผ่าน
ตามเกณฑ์

ส่งผลกผาา่ รนประเมนิ

แผนภาพที่ 5.2 แนวการจดั กจิ กรรมนกั เรยี น
ส่งผลการประเมนิ

แผนภาพท่ี 5.2 แนวการจัดกจิ กรรมนักเรยี น

¤ÙèÁÍ× ¼éÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

91

-91-

นโยบายการนำแผนการจัดการเรยี นรพู้ ลศกึ ษาและกจิ กรรมทางกายไปใช้ในช้ันเรียนของโรงเรยี น

กิจกรรมทางกายทุกกิจกรรมที่จัดให้นักเรียน ต้องอยู่ภายใต้ปรัชญาและนโยบายของคณะกรรมการ

สถานศึกษาของแต่ละโรงเรียน ครูต้องตระหนักในขั้นตอนและคำแนะนำในการจัดกิจกรรมพลศึกษาและกิจกรรม

ทางกายโดยเฉพาะดา้ นความปลอดภยั ครอู าจตอ้ งการคำปรกึ ษาช้ีแนะจากผู้บริหารเสยี กอ่ น ตัวอยา่ งเช่น

-“ กิจกรรมทางกายประจำวันควรควบรวมเข้าไปอยู่ในการเรียนการสอนแต่ละวันด้วยวิธีการหลาย ๆ วิธี

สิ่งที่ต้องกำหนดไว้ตายตัวคือ ใช้เวลา 20 นาทีหรือ

มากกว่าในชั่วโมงสอนสุขศึกษาและพลศึกษาในช้ัน

เรยี น”

-“เมื่อกิจกรรมพลศึกษาเป�นเพียงองค์ประกอบ

หนึ่งเดียวของการส่งเสริมให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์

หลกั สูตรพลศกึ ษาในโรงเรียนก็จะต้องมีกิจกรรมทางกาย

มากกว่า 1 คร้งั ตอ่ สัปดาห์ทงั้ ในและนอกช้นั เรยี น จงึ ควร

ต้องจัดกิจกรรมทางกายแยกไว้ในช่วงเวลาต่างๆในแต่ละ ภาพประกอบที่ 5.1
วัน โดยอาจหลอมรวมไวใ้ นการเรยี นรู้รายวิชาอ่ืนๆด้วย”

-“กิจกรรมทางกายต่างๆต้องปรับให้เหมาะสม เช่น มีความหลากหลาย มากเพียงพอ และสามารถมั่นใจได้

ว่านักเรียนทุกคนได้เข้าร่วมตามความต้องการ(needs) สิ่งที่เป�นหลักฐานสำคัญของการจัดการบริหารเช่นนี้คือ

แผนการจดั กจิ กรรมทางกายสำหรับนักเรียนเปน� รายบุคคล (individual education plan-IEP)”

- “การจัดชั้นเรียนกิจกรรมทางกายประจำวันสำหรับนักเรียนเป�นรายบุคคล อาจมีขั้นตอนแตกต่างจาก

แผนการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนตามปกติ คือ ใช้ช่วงเวลานอ้ ยกว่า(อย่างน้อยช่วงละ 10 นาที)ในการเรียนรู้แตล่ ะวัน

ครูและผู้บริหารโรงเรียน ควรต้องพยายามทำให้เกิดความแน่ใจได้ว่านักเรียนทุกคน (โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา)

ได้เรียนรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 20 นาทีอย่างสม่ำเสมอทุกวัน และเป�นกิจกรรมทางกายที่มี

ความหนักระดับปานกลางถึงระดบั หนกั ในช่วงเวลาการเรียนการสอนตามนโยบายของโรงเรียน”

จึงสรปุ ได้ว่า หลักสตู รกจิ กรรมทางกายสำหรบั เดก็ บกพร่องทางสติปญ� ญาทค่ี ณะผ้จู ดั ทำได้พัฒนาข้นึ น้ี
สามารถนำไปใชจ้ รงิ ในโรงเรียนได้อยา่ งกว้างขวางดังกลา่ วมาแลว้

¤ÙÁè Í× ¼éÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

92

-92-

เอกสารอา้ งอิง

กระทรวงศึกษาธกิ าร.(2560).หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานและมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ช้ีวดั ฯ
ปรับปรงุ พ.ศ. 2560 (ฉบบั สมบูรณ)์ .
http://academic.obec.go.th/images/document/1559878925_d_1.pdf

กระทรวงศึกษาธิการ.(2551). ตัวชว้ี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลางกลมุ่ สาระการเรยี นรู้สขุ ศึกษาและ
พลศกึ ษาตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐานพุทธศกั ราช 2551.
http://academic.obec.go.th/images/document/1559878925_d_1.pdf

กระทรวงศกึ ษาธิการ.(2551).ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลางกลมุ่ สาระการเรยี นรู้สขุ ศึกษาและ
พลศกึ ษาตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2551.
https://sgs.bopp-obec.info/menu/Data/guidance01.pdf

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2553). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผ้เู รยี นตามตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขนั้ พนื้ ฐานพทุ ธศักราช 2551. https://sgs.bopp-obec.info/menu/Data/guidance01.pdf

วาสนา คณุ าอภสิ ิทธิ.์ (2541). หลักสตู รพลศกึ ษา.พมิ พค์ รง้ั ท่ี 2.กรงุ เทพมหานคร:ศนู ย์สง่ เสริมวชิ าการ.
วาสนา คุณาอภสิ ทิ ธ.์ิ (2559).การพัฒนาหลกั สูตรกิจกรรมทางกายสำหรบั นกั เรียนไทย.กรงุ เทพมหานคร:

สำนกั งานกองทุนสนบั สนนุ การสร้างเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.)
วาสนา คณุ าอภิสิทธ์.ิ (2560).คูม่ อื หลักสตู รกิจกรรมทางกายสำหรับนกั เรียนไทย. กรงุ เทพมหานคร:

สำนักงานกองทนุ สนบั สนนุ การสร้างเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.)
วาสนา คณุ าอภสิ ิทธ์ิ.(2563).หลกั สตู รและการจัดการเรียนรู้พลศึกษา ฉบบั ปรับปรงุ .พิมพ์ครั้งที่ ๔.

กรุงเทพมหานคร:ศูนย์ตำรา SCL.
สำนักงานกองทุนสนบั สนุนการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ.(2549).แบบทดสอบและเกณฑม์ าตรฐานสมรรถภาพ

ทางกายทีส่ ัมพันธ์กับสขุ ภาพสำหรับเด็กไทยอายุ 7-18 ป.�
https://dol.thaihealth.or.th/resourcecenter/sites/default/files/documents/_7-18_pii1_0.pdf
กรมพลศึกษา.(2562).คมู่ ือแบบทดสอบและเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายของเด็ก เยาวชน และ

ประชาชนไทย. https://www.dpe.go.th/manual-files-421391791798
ครแู ต้ว.(2012 ).มารู้จกั I.E.P. กันเถอะ. https://www.gotoknow.org/posts/209435
สถาบนั ราชานุกลู กรมสขุ ภาพจติ กระทรวงสาธารณสุข.(2019). ภาวะบกพรอ่ งทางสติปญ� ญา/ภาวะปญ� ญา

อ่อน. https://th.rajanukul.go.th/preview-4009.html
Brozena, Catherine. (2013).Ten Ideas to Build Physical Activity in Your School.

https://thrivingschools.kaiserpermanente.org/ten-ideas-to-build-physical-activity-in-
your-school/. http://www.activelivingresearch.org/blog/2012/04/node/12551
Kerpan, Serene. (2016). The Effects of Integrated Classroom-Based Physical Activity on

¤èÙÁÍ× ¼éÙÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

อ่อน. https://th.rajanukul.go.th/preview-4009.html
Brozena, Catherine. (2013).Ten Ideas to Build Physical Activity in Your School.

yhottuprs-:s/c/hthoroivl/in. ghstcthpo:/o/wlsw.kawis.aecrtpiveermlivainnge-rne9t9se3e3.oa-rrcgh/t.eonrg-/idbeloags/-t2o0-1b2u/i0ld4-/pnhoydseic/a1l2-a5c5t1ivity-in-
Kerpan, Serene. (2016). The Effects of Integrated Classroom-Based Physical Activity on

On-Task Behaviour for Indigenous Elementary School Students.
https://www.semanticscholar.org/paper/The-Effects-of-Integrated-Classroom-Based-
Physical-Kerpan/1d8b4744e64579d9163bc6dcb51166e65179cfca
Runde’s Room.(). Math Vocabulary Math Circle for Physical Activity in Upper Grades.
https://www.pinterest.com/pin/359936195201579859/

¤èÁÙ ×ͼÙÊé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕÁè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)


Click to View FlipBook Version