The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ploypailin262002, 2022-07-15 03:51:23

การสวนปัสสาวะ

คำนำ


หนังสืออิเล็กทรอนิกส0 (E-Book) เล8มนี้ เป=นส8วนหนึ่งของรายวิชาหลักการและเทคนิคการพยาบาล

พย.1202 จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการสวนปSสสาวะและการสวนลTางกระเพาะปSสสาวะ

โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงานของระบบขับถ8ายปSสสาวะ อาการแสดงที่ผิดปกติของระบบขับถ8ายปSสสาวะ
วิธีการสวนปSสสาวะ การคาสายสวนปSสสาวะและการสวนลTางกระเพาะปSสสาวะ ขTอควรปฏิบัติต8างๆเกี่ยวกับ

กระบวนการทางการพยาบาล เป=นตTน


ผูTจัดทำหวังว8าหนังสืออิเล็กทรอนิกส0 (E-Book) เล8มนี้จะเป=นประโยชน0อย8างยิ่ง ต8อผูTอ8านหรือนักเรียน

นักศึกษาที่กำลังหาขTอมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู8 หากมีขTอผิดพลาดประการใด ผูTจัดทำขอนTอมรับไวTและขออภัยมา
ณ ที่นี้ดTวย

คณะผูTจัดทำ





สารบัญ

หน#า
คำนำ ก

สารบัญ ข

กายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบทางเดินป;สสาวะ 1

การขับถ>ายป;สสาวะ (Micturition or urination or voiding) 5
การประเมินการขับป;สสาวะ 6

ลักษณะของป;สสาวะผิดปกติ (Abnormal characteristics of urine) 7

อาการและอาการแสดงที่ผิดปกติของผู_ป`วยระบบทางเดินป;สสาวะ 8

การพยาบาลผู_ป`วยที่มีอาการและอาการแสดงที่ผิดปกติของผู_ป`วยระบบทางเดินป;สสาวะ 9

การพยาบาลผู_ป`วยที่ได_รับการสวนป;สสาวะ 11

การสวนป;สสาวะผู_ป`วยหญิง 15
การสวนป;สสาวะผู_ป`วยชาย 19

การสวนคาสายป;สสาวะในผู_ป`วยหญิง 21

การสวนคาสายป;สสาวะในผู_ป`วยชาย 22

ภาวะแทรกซ_อนจากการสวนคาสายป;สสาวะ 23

การพยาบาลผู_ป`วยที่คาสายสวนป;สสาวะ 25
การเอาสายสวนป;สสาวะออก 26

วิธีถอดสายสวนป;สสาวะที่คาไว_ออก 27

การสวนล_างกระเพาะป;สสาวะ 28

การสวนล_างกระเพาะป;สสาวะด_วยระบบเปmด 29

วิธีการสวนล_างกระเพาะป;สสาวะต>อเนื่องตลอดเวลา 32
วิธีการใส>ถุงยางอนามัยเพื่อระบายป;สสาวะ 33

การเตรียมถุงยางอนามัยเพื่อระบายป;สสาวะ 34

การดูแลผู_ป`วยขณะใส>ถุงยางอนามัยเพื่อระบายป;สสาวะ 35

การเก็บป;สสาวะส>งตรวจ 36

การเก็บป;สสาวะเพื่อเพาะเชื้อและดูแลความไวต>อยาในผู_ป`วยที่คาสายสวนป;สสาวะ 38
การตรวจหาอซีโตนบอดี้ในป;สสาวะ 39

การตรวจหาอัลบูมินในป;สสาวะ 40

เอกสารอ_างอิง 42

1




การสวนป(สสาวะและการสวนล,างกระเพาะป(สสาวะ

วัตถุประสงค5การเรียนรู, เมื่อสิ้นสุดการศึกษาเนื้อหาบทนี้แล9ว ผู9ศึกษาสามารถ


1. อธิบายการทำงานของระบบขับถGายปIสสาวะได9


2. อธิบายการประเมินสภาวะการทำหน9าที่ของระบบขับถGายปIสสาวะได9

3. บอกอาการและอาการแสดงที่ผิดปกติของผู9ปOวยระบบทางเดินปIสสาวะได9


4. อธิบายการพยาบาลผู9ปOวยที่มีอาการและอาการแสดงที่ผิดปกติของระบบทางเดินปIสสาวะได9


5. บอกวิธีการสวนปIสสาวะ การคาสวนปIสสาวะ และการสวนล9างกระเพาะปIสสาวะได9


6. อธิบายการพยาบาลผู9ปOวยที่คาสายสวนปIสสาวะได9


7. บอกวิธีการใสGถุงยางอนามัย เพื่อระบายปIสสาวะ และการเก็บปIสสาวะสGงตรวจได9


8. บอกวิธีการตรวจหา Acetone หรือ Ketone Body และ Albumin ในปIสสาวะได9


ผลจากการทำงานของเซลลjตGางๆ ในรGางกาย ทำให9เกิดของเสีย น้ำ ยูเรีย อิเล็กโทรลัยทj และสารเคมีที่
ละลายในน้ำเข9าสูGกระแสเลือด สิ่งตGางๆ เหลGานี้ต9องถูกกำจัดทิ้งออกไปจากรGางกาย ดังนั้นรGางกายจึงมีอวัยวะที่

ทำหน9าที่นี้ โดยมีผิวหนังกำจัดของเสียทางเหงื่อ ปอดกำจัดคารjบอนไดออกไซตjทางลมหายใจ ระบบทางเดิน

อาหารกำจัดกากอาหาร ระบบทางเดินปIสสาวะกำจัดน้ำและสารที่เกินความต9องการของรGางกายและของเสีย
เพื่อรักษาความสมดุลของเกลือแรG กรด-ดGางของรGางกาย การขับถGายปIสสาวะถือเปnนกิจวัตรประจำวันที่สำคัญ

ตGอชีวิต


นอกจากนี้ไตยังทำหน9าที่สร9างฮอรjโมนที่สำคัญและจำเปnนตGอรGางกาย เชGน Renin ซึ่งเปnนฮอรjโมนที่

ชGวยปรับความดันเลือดให9สูงขึ้น และ Erythropoietin ซึ่งเปnนฮอรjโมนที่ชGวยในการสร9างเม็ดเลือดแดง


กายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบทางเดินป(สสาวะ


ระบบทางเดินปIสสาวะ (Urinary System) แบGงเปnน 2 สGวน คือ

1. ทางเดินป(สสาวะสCวนบน (Upper urinary tract) ทำหน9าที่ กรองของเสีย ดูดกลับและขับเกลือ

แรG สร9างปIสสาวะและสGงปIสสาวะไปยังอวัยวะสGวนถัดไป ประกอบด9วยไต (Kidney) กรวยไต (Pelvis) และทGอ

ไต (Ureters)

2. ทางเดินป(สสาวะสCวนลCาง (Lower urinary tract) ที่พักของปIสสาวะและสGงออกนอกรGางกาย

ประกอบด9วย กระเพาะปIสสาวะ (Urinary bladder) และทGอปIสสาวะ (Urethra)

2



ไต (Kidney) มี 2 ข9าง แตGละข9างมีขนาดประมาณความยาว 11 ซม.

กว9าง 6 ซม. หนา 3 ซม. มีน้ำหนักประมาณร9อยละ 0.5 ของน้ำหนักกาย ตั้งอยูGใต9
กระบังลมนอกเยื่อบุชGองท9องด9านหลัง อยูGชิดกระดูกสันหลังที่ระดับกระดูกสันหลัง

ชGวงอกชิ้นที่ 12 ถึงกระดูกสันหลังชGวงเอวระดับที่ 3 (T12-L3) ข9างขวาอยูGต่ำกวGา

ข9างซ9ายประมาณ 1 ซม. เนื่องจากมีตับตั้งซ9อนทับอยูGด9านบน

ไตมีรูปรGางคล9ายเมล็ดถั่วแดง สGวนเว9าตรงกลางด9านในคือขั้วไต (Hilus) ภาพที่ 1

ซึ่งเปnนทางผGานของหลอดเลือด เส9นประสาท หลอดน้ำเหลือง และทGอไต

ไตมีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ชั้นนอกเรียกวGา Cortex ซั้นในเรียกวGา Medulla


ไตเปnนอวัยวะที่สำคัญมีหน9าที่ตGางๆ ดังนี้

1. รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแรG น้ำและเกลือแรGสGวนเกินจะถูกขับออกทางปIสสาวะ เกลือแรG


ดังกลGาว ได9แกG โซเดียม โปตัสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส เปnนต9น

2. ควบคุมกรดดGางของรGางกาย โดยการดูดกลับและขับออกเพิ่มขึ้นของไฮโดรเจนไอออน และไบ

คารjบอเนตไอออน

3. ขับถGายของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีนออกจากรGางกาย ได9แกG ยูเรีย ครีเอ

ตินีน กรดยูริก และสารประกอบไนโตรเจนอื่นๆ และขับถGายสารพิษ สารเคมี ที่ได9รับจากภายนอกออกจาก

รGางกาย

4. สร9างฮอรjโมน Erythropoietin กระตุ9นไขกระดูกให9สร9างเม็ดเลือดแดง ทำให9รGางกายมีปริมาณ

เลือดเลี้ยงสGวนตGางๆ ของรGางกายอยGางเพียงพอ ปˆองกันการเกิดภาวะโลหิตจาง


5. สร9างเอนไซมj Renin ทำหน9าที่เปลี่ยน Angiotensin ให9เปnน Angiotensin I หลังจากนั้น

Angiotensin converting enzyme (ACE) จะเปลี่ยน Angiotensin I ให9เปnน Angiotensin II ที่ปอด เมื่อ

สารน้ำในรGางกายต่ำกวGาปกติ ระบบ Renin – Angiotensin จะไปกระตุ9นหลอดเลือด ทำให9หลอดเลือดหดรัด
ตัว และกระตุ9นการหลั่งฮอรjโมน Aldosterone ที่ตGอมไตสGวนนอก (Adrenal cortex) ทำให9เพิ่มการดูดกลับ

ของโซเดียมและน้ำที่ไตมากขึ้น ปริมาณเลือดไหลเวียนในรGางกายจะเพิ่มขึ้น


6. สร9าง Active form ของวิตามิน D ซึ่งมีบทบาทควบคุมระดับเกลือแรG แคลเซียม และฟอสฟอรัสใน

รGางกาย ทำให9มีการดูดซึมแคลเซียมไปใช9อยGางมีประสิทธิภาพ ชGวยทำให9กระดูกแข็งแรง

ไตแตGละข9างประกอบด9วยหนCวยไต (Nephron) 1-1.5 ล9านหนGวย ที่ทำหน9าที่กรองของเสียและน้ำ

ออกจากหลอดเลือดแดงของไต แตGละหนGวยไตประกอบด9วยโครงสร9างสำคัญ คือ Glomerulus ซึ่งเปnนกลุGม

หลอดเลือดฝอยพันไปมาภายในถุงเยื่อหุ9มบางๆ มีลักษณะคล9ายถ9วยที่เรียกวGา Bowman’ s capsule เยื่อนี้ทำ

3



หน9าที่กรองสารตGางๆ ที่อยูGในเลือด ซึ่งผGานเข9ามาใน Glomerulus และโครงสร9างสGวนที่ 2 คือ หลอดเลือดฝอย

(Renal tubules) ซึ่งแบGงเปnน 3 สGวนดังนี้




















ภาพที่ 2 โครงสร9างของไต


1. หลอดไตฝอยสCวนต,น (Proximal convoluted tubule) เปnนสGวนตGอจาก Bowman’ s
capsule เซลลjผนังของหลอดไตสGวนนี้มีลักษณะเปnนชั้นเดียว ผนังด9านในทGอมี Microvilli เหมือนขนแปรงคลุม

และมีปุOมยื่นที่ฐานเซลลj ทำหน9าที่ดูดกลับและขับสารตGางๆ ออก


2. หลอดไตสCวนกลาง (Henle’ s loop) ตGอจากหลอดไตสGวนต9น ผนังมีเซลลjแบนบางๆ มี 2 สGวน
คือ สGวนบางขาลง (Thin descending limb) ที่ยื่นไปในเนื้อไตชั้นใน แล9วโค9งกลับขึ้นมาในเนื้อไตชั้นนอกจนมี

ลักษณะคล9ายอักษรตัวยูเปnนสGวนที่มีผนังหนาขาขึ้น (Thick ascending limb) หลอดไตสGวนกลางนี้ทำหน9าที่

ดูดน้ำกลับ โซเดียมไอออน และคลอรjไอออนที่ถูกกรองมาและขับยูเรียออก นอกจากนี้ยังทำหน9าที่ปรับ
ปIสสาวะให9เข9มข9นหรือเจือจาง


3. หลอดไตฝอยสCวนปลาย (Distal convoluted tubule) มีลักษณะขดไปมาในเนื้อไตชั้นนอก ทำ

หน9าที่ดูดกลับน้ำ โซเดียมไอออน และคลอไรดjไอออนกลับเข9าหลอดเลือด และขับไฮโดรเจนไอออนและโปแต

สเซียมไอออนและรGวมในการปรับปIสสาวะให9เข9มข9นหรือเจือจาง ปรับความเปnนกรด-ดGาง (PH) สGวนปลายของ

หลอดไตนี้ตGอกับทGอรวม (Collecting tubule)

กรวยไต (pelvis) เปnนสGวนที่รองรับปIสสาวะที่ผGานการกรองจากหนGวยไตมายังทGอนำรวม และมารวม

ที่แอGงเล็ก (Minor calyx) หลายๆ แอGงเล็กหรือไมเนอรjเคลิกซjรวมเปnนแอGงใหญGหรือที่เรียกวGา เมเจอรjเคลิกซj
(Major calyx) จากเมเจอรjเคลิกซj นำไปสูGบริเวณที่เปnนกรวยเรียกวGา กรวยไต ซึ่งเปnนที่รวมปIสสาวะลงไปสูGทGอ

ไตหรือเรียกวGา ไมเนอรjเคลิกซj


ทCอไต (Ureter) เปnนทGอที่เชื่อมระหวGางกรวยไตกับกระเพาะปIสสาวะ ยาวประมาณ 30 ซม. ทอดไป
ด9านข9างกระดูกสันหลังชGวงเอวหลังเยื่อบุชGองท9อง แล9วข9ามขอบกระดูกเชิงกรานไปเป–ดเข9าสูGกระเพาะปIสสาวะ

ทางด9านหลังในลักษณะเอียงโดยไมGมีหูรูดกั้น สGวนปลายเป–ดของทGอไตมีเยื่อบุพับขึ้นทำหน9าที่เปnนลิ้น จึงไมGทำ

ให9ปIสสาวะไหลย9อนกลับแม9ในกระเพาะปIสสาวะมีปIสสาวะเต็มหรือมีความดันเพิ่มขึ้น หลอดไตนำปIสสาวะจาก

4



กรวยไตไปกระเพาะปIสสาวะตามแรงดึงดูดของโลก และการหดตัวแบบบีบรูดของหลอดไตในอัตรา 1-5 ครั้งตGอ

นาทีให9ปIสสาวะไหลลงสูGกระเพาะปIสสาวะ


กระเพาะป(สสาวะ (Bladder) เปnนที่เก็บปIสสาวะเพื่อขับทิ้งเปnนครั้งคราว ตั้งอยูGในอุ9งเชิงกราน
ด9านหลังกระดูกหัวเหนGา อวัยวะที่อยูGหลังกระเพาะปIสสาวะในเพศหญิง คือ มดลูกและชGองคลอด (Vagina) ใน

เพศชายอยูGเหนือตGอมลูกหมากและข9างหน9าไส9ตรงและทวารหนัก เปnนอวัยวะที่ประกอบด9วยกล9ามเนื้อเรียบดีท

รูเซอ (Detrusor muscle)

ชั้นในสุดและชั้นนอกสุดเรียงตัวตามยาว สGวนชั้นกลางเรียงตัวเปnนวงกลม ผนังด9านในสุดมีลักษณะเปnน

รอยยGน (Rugae) ทำให9สามารถยืดขยายและหดได9 โดยปกติวัยผู9ใหญGเก็บปIสสาวะได9ประมาณ 200-300
มิลลิลิตร จึงจะเกิดอาการปวดปIสสาวะ กระเพาะปIสสาวะสามารถขยายรับปIสสาวะได9ถึง 500 มิลลิลิตร แล9ว

ขับถGายออก หากไมGสามารถขับถGายปIสสาวะออกได9โดยสาเหตุตGางๆ เชGน จากการอุดกั้นที่ทGอปIสสาวะ จะทำให9

กล9ามเนื้อกระเพาะปIสสาวะยืดตัวออกมาก จนสูญเสียความสามารถในการหดตัวขับปIสสาวะออก


กระเพาะปIสสาวะมีรูเป–ด 3 ชGอง สGวนบนเปnนรูเป–ดของทGอไต 2 ข9าง ด9านลGางเปnนรูเป–ดของทGอปIสสาวะ
ทำให9ผนังด9านในกระเพาะปIสสาวะบริเวณรูเป–ดทั้ง 3 ชGอง เกิดเปnนบริเวณสามเหลี่ยม เรียกวGา ยูรินารีไตรโกน

(Urinary trigone) มีคุณสมบัติไมGขยายตัวหรือหดตัวตามปริมาณปIสสาวะ ซึ่งเปnนผลดีที่ไมGทำให9รูเป–ดทั้ง 3 ป–ด
เมื่อปริมาณปIสสาวะเพิ่มขึ้นหรือลดลง


ทCอป(สสาวะ (Urethra) เปnนทGอตGอจากกระเพาะปIสสาวะสูGภายนอก มีรูเป–ดสูGภายนอก เรียกวGา เอกซ

เทอนัล ยูรีทราลออริฟ–ส (External urethral orifice)


ในเพศหญิงทGอปIสสาวะยาวประมาณ 2 นิ้ว ตั้งอยูGด9านหลังของกระดูกหัวเหนGาและอยูGติดกับผนัง

ด9านหน9าของชGองคลอด รูเป–ดของทGอปIสสาวะอยูGใต9คลิตอริส (Clitoris) และเหนือชGองคลอด ทGอปIสสาวะในเพศ

หญิง ทำหน9าที่เปnนทางผGานของปIสสาวะออกสูGภายนอกเทGานั้น ที่ปลายทGอปIสสาวะมีกล9ามเนื้อลายล9อมรอบชั้น

กล9ามเนื้อเรียบ ทำหน9าที่เปnนหูรูดชั้นนอก ควบคุมและกลั้นการถGายปIสสาวะ















ภาพที่ 3 ระบบสืบพันธุjและทางเดินปIสสาวะเพศหญิง ภาพที่ 4 ระบบสืบพันธุjและทางเดินปIสสาวะเพศชาย

ในเพศชายทGอปIสสาวะยาวประมาณ 6-8 นิ้ว มีหน9าที่เปnนทางผGานของปIสสาวะและตัวอสุจิกับน้ำหลGอ

เลี้ยง ทGอปIสสาวะในเพศชายแบGงออกเปnน 3 สGวน คือ

5



สGวนที่ 1 ทGอปIสสาวะสGวนต9น เปnนสGวนที่ตGอจากการกกระเพาะปIสสาวะผGานตGอมลูกหมาก (Prostatic

urethra) ยาวประมาณ 1 นิ้ว เปnนสGวนที่กว9างที่สุด มีทGอเล็กๆ จากตGอมลูกหมากและทGอนำตัวอสุจิกับน้ำหลGอ
เลี้ยง (Ejaculatory duct) มาเป–ดเข9าสGวนนี้


สGวนที่ 2 ทGอปIสสาวะสGวนเยื่อ (Membranous urethra) เปnนสGวนที่บางแคบและสั้นที่สุด ยาว

ประมาณ ½ นิ้ว ทอดผGานกล9ามเนื้อลายของอุ9งเชิงกราน ทำหน9าที่เปnนหูรูดชั้นนอก ซึ่งทำงานภายใต9อำนาจ

จิตใจ ทำให9ควบคุมและกลั้นการถGายปIสสาวะได9

สGวนที่ 3 ทGอปIสสาวะสGวนที่ผGานองคชาต (Penile urethra) เปnนสGวนที่ยาวที่สุดประมาณ 6 นิ้ว ทอด

ยาวขององคชาต รูเป–ดของทGอปIสสาวะอยูGตรงปลายสุดขององคชาตและมีหนังหุ9มปลายเป–ดอยูG



















ภาพที่ 5 อวัยวะของระบบทางเดินปIสสาวะ




การขับถCายป(สสาวะ (Micturition or urination or voiding)


การขับถGายปIสสาวะ เปnนกระบวนการทำให9กระเพาะปIสสาวะวGาง โดยการทำงานรGวมกันของระบบปะ
สาทที่ทำงานอยูGภายใต9อำนาจจิตใจ (Voluntary nervous system) และระบบประสาทที่ทำงานนอกอำนาจ

จิตใจ (Involuntary nervous system) ไตทำหน9าที่ขับปIสสาวะตลอดเวลาผGานมาทางทGอไตมายังกระเพาะ

ปIสสาวะ

ในผู9ใหญGเมื่อมีจำนวนปIสสาวะอยูGในกระเพาะปIสสาวะประมาณ 200-300 มิลลิลิตร ปริมาณปIสสาวะ

นี้ ทำให9เกิดแรงดันกระตุ9นผนังกระเพาะปIสสาวะ เส9นประสาทบริเวณผนังกระเพาะปIสสาวะ จะสGงความรู9สึกไป

ยังเส9นประสาทไขสันหลังระดับเชิงกรานคูGที่ 2 – 4 และสGงตGอไปสมองทำให9เกิดความรู9สึกปวดถGายปIสสาวะ

สมองจะสGงกระแสประสาทกลับมาที่ไขสันหลังผGานทางระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic)
ทำให9กล9ามเนื้อเรียบกระเพาะปIสสาวะหดรัดตัว กล9ามเนื้อหูรูดชั้นในและชั้นนอกคลายตัวเป–ดออก รGวมกับการ

หดตัวของกล9ามเนื้อหน9าท9องและการคลายตัวของกล9ามเนื้ออุ9งเชิงกราน ชGวยขับถGายปIสสาวะออก ผู9ใหญGถGาย
ปIสสาวะครั้งละประมาณ 250 - 400 มิลลิลิตร และอาจมีปIสสาวะค9างอยูGในกระเพาะปIสสาวะได9ประมาณ 5 –

10 มิลลิลิตร เมื่อรู9สึกปวดถGายปIสสาวะแตGโอกาสและสถานที่ยังไมGเหมาะสม สมองจะสGงกระแสประสาทไปยัง

6



ไขสันหลังกระตุ9นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic) ทำให9กล9ามเนื้อเรียบกระเพาะปIสสาวะคลายตัว

กล9ามเนื้อหูรูดชั้นในจะหดตัวกลั้นปIสสาวะไว9 ทำให9กลั้นปIสสาวะไว9ได9




การประเมินการขับถCายป(สสาวะ


1. แบบแผนการขับถCายป(สสาวะ แบบแผนการขับถGายปIสสาวะในแตGละคนจะแตกตGางกัน โดยทั่วไป
ใหญGจะถGาย 4-6 ครั้งตGอวัน ในเวลากลางคืนไตจะทำหน9าที่ลดลงประมาณ 1 ใน 3 ของกลางวัน ทำให9ไมGถGาย

ปIสสาวะหรืออาจถGายประมาณ 1 ครั้งในเวลากลางคืน ในวัยผู9ใหญGจำนวนปIสสาวะในหนึ่งวันประมาณ 1,200 -
1,500 มล. ความแตกตGางขึ้นอยูGกับจำนวนน้ำที่ได9รับ การขับน้ำออกจากรGางกายออกทางอื่นๆ และการทำ

หน9าที่ของไต โดยเฉลี่ยถGายปIสสาวะครั้งละประมาณ 250-400 มิลลิลิตร ปIสสาวะไหลพุGงออกเปnนสาย ไมGมี

อาการปวดขณะถGายปIสสาวะ


2. ลักษณะและสCวนประกอบของป(สสาวะ

2.1 สี ปIสสาวะปกติมีสีเหลืองอGอน สีปIสสาวะจะสัมพันธjกับจำนวนน้ำที่รGางกายได9รับ ถ9า

ได9รับน้ำจำนวนมากปIสสาวะจะมีสีเหลืองอGอนใสหรือไมGมีสี หากได9รับน้ำจำนวนน9อยหรือมีการขับน้ำ

ออกจากรGางกายทางอื่นมาก เชGน เหงื่อออกมาก ท9องเสีย ปIสสาวะจะมีสีเหลืองเข9ม อาหาร ยา และ

สารสีตGางๆ มีผลให9สีปIสสาวะเปลี่ยนไป

2.2 ความใส ปกติปIสสาวะมีความใส ไมGมีตะกอน แตGหากทิ้งไว9นานสGวนประกอบที่เจือปนจะ

ตกตะกอนขุGนได9 นอกจากนี้อาจมีแบคที่เรียเจริญเติบโตอยGางรวดเร็วทำให9ปIสสาวะขุGนได9


2.3 กลิ่น ปIสสาวะจะมีกลิ่นอGอนๆ หากทิ้งไว9นานจะมีกลิ่นของแอมโมเนีย


2.4 สGวนประกอบ ปIสสาวะประกอบด9วยน้ำร9อยละ 90-95 ที่เหลือประกอบด9วยของเสีย
สารอินทรียj และเกลือแรGที่ขับออกมาจากไต ได9แกG สารในโตรเจน ยูเรีย ครีเอตินีน กรดยูริค โซเดียม

แมกนีเซียม แอมโมเนีย และสิ่งเจือปนเล็กน9อย ได9แกG เซลลjเยื่อบุผิว และผลึกของเกลือ


3. ความถCวงจำเพาะ คGาปกติอยูGระหวGาง 1.003-1.030 เปnนการวัดความสามารถของไตในการ
ควบคุมความเข9นข9นและสGวนประกอบของของเหลวในรGางกายให9คงที่ คGาความถGวงจำเพาะสูงแสดงวGาปIสสาวะ

เข9มข9น อาจเกิดจากการดื่มน้ำน9อยหรือเสียน้ำมาก คGาความถGวงจำเพาะต่ำแสดงวGาปIสสาวะเจือจาง อาจเกิด

จากการดื่มน้ำมากหรือเปnนโรคที่ทำให9ปIสสาวะออกมากผิดปกติ เชGน โรคเบาจืด

4. ความเปqนกรด-ดCาง (pH) น้ำปIสสาวะมีสภาพเปnนกรดอGอนๆ pH ประมาณ 4.5-6 คGาความเปnน

กรดดGางของปIสสาวะเปลี่ยนแปลงตามการเผาผลาญอาหาร ชนิดของอาหาร โรค และยา อาหารประเภทเนื้อ

ทำให9ปIสสาวะมีฤทธิ์เปnนกรด ผัก ผลไม9 ทำให9ปIสสาะมีฤทธิ์เปnนดGาง

7



ลักษณะของป(สสาวะผิดปกติ (Abnormal characteristics of urine)


ลักษณะของปIสสาวะผิดปกติ สามารถบGงบอกถึงความผิดปกติของรGางกาย ซึ่งความผิดปกติของ

ปIสสาวะสามารถสังเกตเห็นได9ด9วยตาเปลGาและการตรวจทางห9องปฏิบัติการ ลักษณะของปIสสาวะผิดปกติ ที่

พบบGอยมีดังนี้

1. มีเลือดในป(สสาวะ (Hematuria) เปnนภาวะที่มีเม็ดเลือดแดงปนในปIสสาวะ อาจเห็นด9วยตาเปลGา

หากมีจำนวนเลือดปนมากเปnนสีน้ำล9างเนื้อหรือมีลิ่มเลือดปน บางครั้งอาจสังเกตเห็นเพียงปIสสาวะแสดงถึงการ

มีพยาธิสภาพที่ไต ทGอไต หรือกระเพาะปIสสาวะ

2. มีเม็ดเลือดขาวในป(สสาวะ (Pyuria) เปnนภาวะที่มีเม็ดเลือดขาวในปIสสาวะและอาจพบแบคทีเรีย

รGวมด9วย ปIสสาวะจะมีลักษณะขุGน มีตะกอน ตรวจพบเม็ดเลือดขาวจากการวิเคราะหjทางห9องปฏิบัติการ การมี

เม็ดเลือดขาวปนในปIสสาวะ แสดงถึงมีการอักเสบติดเชื้อที่ระบบทางเดินปIสสาวะ

3. มีโปรตีนในป(สสาวะ (Proteinuria หรือ albuminuria) เปnนการตรวจพบอัลบูมิน (Albumin)

ในปIสสาวะ แสดงถึงภาวะที่ไต ทGอไต หรือกระเพาะปIสสาวะมีการอักเสบ หรือพบในหญิงตั้งครรภjที่มีภาวะ
ความดันเลือดสูง หรือการสัมผัสสารโลหะหนักบางชนิด เชGน ปรอท แคดเนียม มีฤทธิ์ในการทำลายเนื้อไต และ

อาจพบเปnนครั้งคราวในผู9ที่ออกกำลังกายอยGางหนัก


4. มีน้ำตาลในป(สสาวะ (Glycosuria) เปnนการตรวจพบน้ำตาลในปIสสาวะ แสดงถึงการมีระดับ

น้ำตาลในเลือดสูงกวGาปกติจนถูกขับออกทางไต ซึ่งพบในผู9ปOวยโรคเบาหวาน

5. มีคีโตนในป(สสาวะ (Ketonuria) เปnนการตรวจพบดีโตนหรืออซีโตน ซึ่งเปnนรูปแบบหนึ่งของคี

โตนในปIสสาวะ คีโตนเกิดจากการเผาผลาญไขมัน เพื่อให9ได9พลังงานแทนพลังงานที่ได9จากกลูโคส พบในผู9ปOวย

เบาหวานที่ขาดอินซูลิน (Insulin) ทำให9เซลลjไมGสามารถนำกลูโคสไปสลายเปnนพลังงาน หรือผู9ที่ขาดอาหาร

อยGางรุนแรง

6. มีเซลล5เยื่อบุทางเดินป(สสาวะ (Epithelial cells) เปnนภาวะที่ตรวจพบเซลสjเยื่อบุในปIสสาวะ

แสดงถึงการอักเสบหรือมีพยาธิสภาพของทางเดินปIสสาวะ


7. มีผลึก (Crystal) เปnนการตรวจพบผลึกของเกลือออกซาเลตหรือฟอสเฟตในปIสสาวะ แสดงถึงการ

มีนิ่วในระบบทางเดินปIสสาวะ

8. ป(สสาวะมีสีเหลืองน้ำตาลของบิลิรูบิน (Bilirubinuria) เปnนภาวะที่มีเกลือน้ำดีในปIสสาวะ ทำให9

มีสีน้ำตาลเข9ม สาเหตุจากการอุดตันของทGอน้ำดีจากตับสูGลำไส9เล็ก ทำให9น้ำดีไหลย9อนกลับไปที่ตับและถูก

เปลี่ยน เปnนเกลือที่ละลายน้ำได9ขับออกมาทางปIสสาวะ

8




อาการและอาการแสดงที่ผิดปกติของผู,ป„วยระบบทางเดินป(สสาวะ

1. ป(สสาวะลำบาก (Dysuria) มีลักษณะถGายไมGออก ถGายขัด ถGายไมGสุด น้ำปIสสาวะไหลช9า ต9องออก

แรงเบGงเพิ่มขึ้น และอาจมีอาการเจ็บปวดมากขณะถGาย อาจเกิดเนื่องจากกระเพาะปIสสาวะอักเสบ ทGอปIสสาวะ
ตีบตันจากการบาดเจ็บ หรือตGอมลูกหมากโตในเพศชาย ผู9ปOวยมักจะบอกเลGาอาการวGา “ต9องออกแรงเบGงตอน

เริ่มถGายหรือตอนใกล9ถGายสุด” “ถGายปIสสาวะไมGพุGง ออกเปnนสายเล็ก” “ปIสสาวะขาดตอน ถGายได9นิดเดียวก็หยุด”


2. ถCายป(สสาวะบCอยครั้งหรือถCายป(สสาวะกระปริบกระปรอย (Pollakiuria) เปnนการถGายปIสสาวะ
บGอยครั้งกวGาปกติ แตGละครั้งจำนวนน9อย อาจเกิดจากกระเพาะปIสสาวะมีความจุน9อยลงจากก9อนเนื้องอก นิ่ว

หรือกระเพาะปIสสาวะมีการหดตัวตลอดเวลาจากการอักเสบติดเชื้อ การตีบตันบริวณคอคอดกระเพาะปIสสาวะ

ตGอกับทGอปIสสาวะ หรือมีปIญหาจากมีการอุดกั้นที่ทGอปIสสาวะบางสGวน เชGน ภาวะตGอมลูกหมากโต

3. ถCายป(สสาวะไมCออก (Urinary retention) เปnนภาวะที่มีปIสสาวะจำนวนมากคั่งอยูGในกระเพาะ

ปIสสาวะ แตGไมGสามารถขับถGายปIสสาวะออกได9 อาจเกิดเนื่องจากการตีบตันบริเวณคอคอดกระเพาะปIสสาวะที่

ตGอกับทGอปIสสาวะหรือตีบตันที่ทGอปIสสาวะ เชGน ภาวะตGอมลูกหมากโต หรือมีการกระทบกระเทือนจากการ

ผGาตัดอวัยวะบริเวณใกล9เคียง หรือการได9รับยาระงับความรู9สึก เชGน ผู9ปOวยหลังผGาตัด หลังคลอด

4. กลั้นป(สสาวะไมCได, (Urinary incontinence) เปnนภาวะที่ปIสสาวะเล็ดไหลออกมา หรือกลั้น

ไมGได9ถGายออกทันทีที่ปวด มีอาการแสดงได9หลายลักษณะและจากสาเหตุที่ตGางกัน ดังนี้

4.1 กลั้นปIสสาวะไมGได9เลย (True incontinence) เปnนภาวะที่มีการไหลของปIสสาวะ

ตลอดเวลาทั้งขณะหลับและตื่น โดยไมGมีความรู9สึกปวดอยากถGายปIสสาวะ อาจเกิดเนื่องจากมีรูรั่วของ

ทางเดินปIสสาวะ และอาจพบได9ในผู9ปOวยที่พึ่งเอาสายสวนปIสสาวะออกหลังจากใสGสายสวนเปnน
เวลานาน ในระยะแรกนี้ผู9ปOวยจะกลั้นปIสสาวะไมGได9 เพราะกล9ามเนื้อหูรูดชั้นในตรงคอคอดกระเพาะ


ปIสสาวะและกล9ามเนื้อหูรูดชั้นนอกตรงหลอดปIสสาวะสGวนต9นเสียหน9าที่ในการหดตัวกลั้นปIสสาวะ

4.2 กลั้นปIสสาวะไมGอยูGชนิดรีบดGวน (Urgency incontinence) เปnนภาวะที่มีปIสสาวะไหล

ออกมาทันทีที่รู9สึกปวดถGายปIสสาวะ เกิดจากกล9ามเนื้อกระเพาะปIสสาวะและหูรูดทำงานผิดปกดี ไมG

สามารถกลั้นการไหลของปIสสาวะได9

4.3 กลั้นปIสสาวะไมGอยูGชนิดมีปIสสาวะเล็ด (Stress incontinence) เปnนภาวะที่มีปIสสาวะ

เล็ดออกมาเมื่อมีการกระทำให9มีความดันในชGองท9องเพิ่มขึ้น เชGน ไอ จาม หัวเราะ เบGง การเปลี่ยนทGา
นั่งหรือยืน เกิดจากการทำงานของกล9ามเนื้อหูรูดชั้นในและชั้นนอกลดลง การกลั้นปIสสาวะไมGอยูGชนิด

นี้พบบGอยมากในผู9สูงอายุ สตรีที่มีบุตรมาก เนื่องจากกล9ามเนื้อภายในอุ9งเชิงกรานหยGอนยาน


5. จำนวนป(สสาวะผิดปกติ

9



5.1 ไมGมีปIสสาวะ (Anuria) เปnนภาวะที่ไมGมีปIสสาวะหรือปIสสาวะออกน9อยกวGา 100 มิลลิลิตร

ตGอวัน และผู9ปOวยไมGมีอาการปวดอยากถGายปIสสาวะ พบในผู9ปOวยที่ไตทำงานบกพรGอง ผู9ปOวยที่อยูGใน

ภาวะช็อคมีระบบไหลเวียนเลือดล9มเหลว

5.2 ปIสสาวะน9อย (Oliguria) เปnนภาวะที่มีปIสสาวะออกน9อยกวGา 500 มิลลิลิตรตGอวัน สาเหตุ

จากการทำงานของไตบกพรGอง ภาวะขาดน้ำ


5.3 ปIสสาวะบGอยและมีจำนวนมากผิดปกติ (Polyuria) เปnนภาวะที่มีปริมาณปIสสาวะ
มากกวGาปกติ ปIสสาวะจะมากกวGา 2,500 มิลลิลิตรตGอวัน พบในผู9ปOวยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาล

ไมGได9 ผู9ปOวยได9รับยาขับปIสสาวะ ผู9ปOวยโรคเบาจืด


6. ป(สสาวะเวลากลางคืน (Nocturia) เปnนภาวะที่ปIสสาวะมากกวGา 3 ครั้งในเวลากลางคืน พบในผู9ที่

ดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอลjกGอนนอน ผู9ที่ได9รับยาขับปIสสาวะ ผู9ที่มีตGอมลูกหมากโต ผู9ปOวยเบาหวาน

7. ป(สสาวะค,าง (Residual urine) เปnนภาวะที่มีปIสสาวะค9างในกระเพาะปIสสาวะภายหลังการถGาย

ปIสสาวะมากกวGา 50 มิลลิลิตร สาเหตุจากความบกพรGองของการหดตัวของกล9ามเนื้อกระเพาะปIสสาวะ




การพยาบาลผู,ป„วยที่มีอาการและอาการแสดงที่ผิดปกติของระบบทางเดินป(สสาวะ


พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการแนะนำ สGงเสริมและดูแลให9การทำหน9าที่ของระบบขับถGายปIสสาวะ

ของผู9ปOวยเปnนไปได9อยGางปกติ โดย

1. สCงเสริมให,ได,รับน้ำอยCางเพียงพอ แนะนำให9ผู9ปOวยดื่มน้ำสะอาดอยGางน9อยวันละ 6-8 แก9ว หรือ

1,500-2,000 มิลลิลิตร หากไมGมีข9อห9ามทางสุขภาพ ประโยชนjที่สำคัญของการได9รับน้ำที่เพียงพอมี 2 ประการ


1) มีการสร9างจำนวนน้ำปIสสาวะที่มากพอที่จะชะล9างเชื้อโรค และลดโอกาสการเกิดการอุด

กั้นทางเดินปIสสาวะจากก9อนนิ่ว

2) จำนวนปIสสาวะที่มากจะกระตุ9นการหดตัว คลายตัวของกล9ามเนื้อกระเพาะปIสสาวะ

ปˆองกันการฝOอลีบของกล9ามเนื้อกระเพาะปIสสาวะ นอกจากนี้ควรสGงเสริมอุปนิสัยให9ดื่มน้ำในชGวง

กลางวัน และดื่มน้ำลดลงในชGวงกGอนเข9านอน เพื่อหลีกเสี่ยงการปIสสาวะในเวลากลางคืน

2. ป‡องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินป(สสาวะ นอกจากการสGงเสริมให9ดื่มน้ำอยGางเพียงพอ การ


ปฏิบัติที่จะชGวยปˆองกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปIสสาวะ ได9แกG

1) ถGายปIสสาวะทุก 4 ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงการค9างนิ่งของปIสสาวะในกระเพาะปIสสาวะ งด

เว9นการกลั้นปIสสาวะ เพศหญิงควรปIสสาวะทันทีหลังการมีเพศสัมพันธุj

10



2) รักษาความสะอาดของอวัยวะสืบพันธj เพื่อปˆองกันเชื้อโรคบริเวณชGองคลอดและทวารหนัก

เข9าไปในทGอปIสสาวะ เพศหญิงให9เช็ดทำความสะอาดอวัยวะจากบริเวณด9านหน9าไปด9านหลังหรือจาก
บนลงลGางภายหลังการถGายปIสสาวะหรืออุจจาระทุกครั้ง ไมGเช็ดย9อนขึ้นหรือจากด9านหลังมาด9านหน9า

ขณะมีประจำเดือนและระยะหลังคลอดต9องทำความสะอาดบGอยครั้งขึ้น และล9างมือด9วยน้ำสบูGทุกครั้ง

กGอน และหลังสัมผัสบริเวณอวัยวะสืบพันธุj ไมGใช9น้ำยาทำความสะอาดที่ผสมน้ำยาระงับเชื้อหรือ
น้ำหอมสวนล9างบริเวณอวัยวะสืบพันธุjและชGองคลอด เพราะอาจทำให9เกิดการระคายเคืองที่รูเป–ดของ

ทGอปIสสาวะได9


พยาบาลควรแนะนำให9ผู9ปOวยรู9จักสังเกตอาการและอาการแสดงเกี่ยวกับการติดเชื้อของระบบทางเดิน
ปIสสาวะ เชGน มีไข9 ปIสสาวะบGอย ปIสสาวะแสบขัด ลักษณะปIสสาวะที่ผิดปกติ เพื่อประเมินตนเอง และการ

รักษาที่รวดเร็วและถูกต9อง


3. สCงเสริมความแข็งแรงของกล,ามเนื้ออุ,งเชิงกรานและชCองคลอด เพศหญิงที่กล9ามเนื้ออุ9งเชิงกราน
และชGองคลอดหยGอนสมรรถภาพจะทำให9ปIสสาวะไมGออกหรือกลั้นปIสสาวะไมGได9 การบริหารกล9ามเนื้ออยGาง

สม่ำเสมอ จะชGวยปˆองกันกล9ามเนื้อหยGอนสมรรถภาพได9 โดยการออกกำลังกายแบบเคกเจล (Kegel exercise)

ทำโดยการขมิบกล9ามเนื้อฝŸเย็บ นับ 1 ถึง 10 หรือประมาณ 3 วินาที แล9วคลายออก ทำซ้ำ 10-25 ครั้ง ทำซ้ำ

เชGนนี้วันละ 3-4 เวลา

4. สCงเสริมการถCายป(สสาวะเองตามแบบแผนปกติ ความไมGสุขสบาย ความเจ็บปOวย ความวิตกกังวล

กิจกรรมการรักษาพยาบาลและการเข9าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลที่เปnนสภาพแวดล9อมใหมG สูญเสียความเปnน
สGวนตัว การไมGได9เคลื่อนไหวรGางกายเปnนเวลานาน เปnนปIจจัยที่ทำให9มีการหดรัดตัวของกล9ามเนื้อกระเพาะ

ปIสสาวะและกล9ามเนื้อหูรูดของกระเพาะปIสสาวะทำงานลดลง สGงผลให9การควบคุมการขับถGายปIสสาวะไมGดี
ผู9ปOวยอาจมีอาการปIสสาวะไมGออก หรือถGายปIสสาวะไมGหมด หรือมีอาการกลั้นปIสสาวะไมGได9 เปnนต9น การ


ปฏิบัติที่สGงเสริมให9ผู9ปOวยมีแบบแผนการขับถGายที่ปกติ มีดังนี้

4.1 ชGวยบรรเทาความไมGสุขสบาย ความปวด และความวิตกกังวลของผู9ปOวย โดยให9กำลังใจ

เอาใจใสGดูแลผู9ปOวย ให9คำแนะนำวิธีการคลายความวิตกกังวล ประเมินความปวด อาจจำเปnนต9องให9ยา

บรรเทาปวดตามแผนการรักษา

4.2 กระตุ9นให9ผู9ปOวยถGายปIสสาวะทุก 4 ชั่วโมง โดยพาไปถGายที่ห9องน้ำ ในผู9ปOวยที่ไมGมี

ข9อจำกัดการเคลื่อนไหว หากจำเปnนต9องถGายปIสสาวะที่เตียง จัดให9ผู9ปOวยหญิงนั่งถGายปIสสาวะบนหม9อ
นอนที่สะอาดแห9งและอุGน ผู9ปOวยชายให9กระบอกปIสสาวะ (Uriner) ที่สะอาดและแห9ง และควรจัดให9

ผู9ปOวยอยูGในทGายืนถGายปIสสาวะหรือทำนั่ง ทั้งนี้เพื่อให9เหมือนกับทGาที่ถGายปIสสาวะปกติตามความเคย

ชินจะทำให9ผู9ปOวยถGายปIสสาวะงGายขึ้น กระตุ9นการถGายปIสสาวะในรายที่ถGายปIสสาวะไมGออก ผู9ปOวยบาง
รายมีปIญหาถGายปIสสาวะออกเองได9ยาก ในระยะเริ่มแรกควรกระตุ9นให9กล9ามเนื้อกระเพาะปIสสาวะหด

ตัวและกล9ามเนื้อหูรูดคลายตัวดังนี้

11




1) แชGมือและเท9าด9วยน้ำอุGน เพื่อผGอนคลายการหดเกร็งของกล9ามเนื้อหูรูด

2) ใช9มือลูบบริเวณท9องน9อยเหนือหัวเหนGาเบาๆ หรือวางกระเป าน้ำร9อนบริเวณท9องน9อย เพื่อ

กระตุ9นการหดตัวของผนังกล9ามเนื้อหน9าท9อง

3) เทน้ำอุGนจำนวนเล็กน9อยราดบริเวณต9นขาค9านในและบริเวณอวัยวะสืบพันธุj เพื่อชGวยให9

กล9ามเนื้อหูรูดคลายตัว


4) เป–ดน้ำให9มีเสียงดังหรือรินน้ำให9ได9ยินเสียงน้ำไหล เพื่อกระตุ9นความรู9สึกอยากถGายปIสสาวะ


5) ให9หายใจเข9าออกลึกๆ แนะนำให9ผู9ปOวยผGอนคลายและไมGเรGงรัดให9ปIสสาวะออกโดยเร็ว




การพยาบาลผู,ป„วยที่ได,รับการสวนป(สสาวะ


การสวนปIสสาวะ (Urinary Catheterization) คือ การสอดใสGสายสวนที่ปราศจากเชื้อผGานทางทGอ

ปIสสาวะเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะ เพื่อระบายปIสสาวะให9ไหลออกสูGภายนอก


ชนิดของการสวนป(สสาวะ


การสวนปIสสาวะมี 2 วิธีคือ

1. การสวนป(สสาวะทิ้งเปqนครั้งๆ (Intermittent catheterization) เปnนการสอดใสGสายสวนที่

ปราศจากเชื้อผGานทางทGอปIสสาวะเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะ เพื่อระบายปIสสาวะให9ไหลออกสูGภายนอก และ

ถอดสายสวนออก เมื่อปIสสาวะไหลออกหมด

ข,อบCงชี้


1. ผู9ปOวยถGายปIสสาวะเองไมGได9 เนื่องจากบริเวณไขสันหลังได9รับบาดเจ็บ


2. ผู9ปOวยถGายปIสสาวะเองไมGใด9ภายใน 6 ชั่วโมงหลังจากปIสสาวะครั้งสุดท9าย เนื่องจากทGอปIสสาวะ
ได9รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือน เชGน ผู9ปOวยหลังผGาตัด ผู9ปOวยหลังคลอดบุตร หรือจากฤทธิ์ยาระงับ


ความรู9สึก เปnนต9น

3. ต9องการให9กระเพาะปIสสาวะวGางในกรณีที่ต9องทำผGาตัดหรือเตรียมตรวจ


4. วัดปริมาณของปIสสาวะค9าง (Residual urine) ผู9ปOวยที่มีปIสสาวะค9างหรือผู9ปOวยที่จำเปnนต9องได9รับ
การสวนปIสสาวะ เพื่อวัดปริมาณปIสสาวะหรือระบายปIสสาวะออกนั้น ปIจจุบันในตGางประเทศนิยมใช9

เครื่องมืออัลตราชาวคjกระเพาะปIสสาวะ (UIltrasoundbladder scanner) วัดปริมาณปIสสาวะที่ค9างใน

กระเพาะปIสสาวะ เครื่องนี้ทำงานโดยใช9คลื่นเสียงความถี่สูงผGานทรานสjคิวเซอรj (Transducer) ที่เปnนหัวตรวจ
ขนาดเล็ก ผู9ตรวจใช9ทรานสjดิวเซอรjวางบนผิวหนังบริเวณที่ตรงกับกระเพาะปIสสาวะ คลื่นเสียงผGานเข9าไปและ

12



สะท9อนกลับออกมาเปnนภาพที่แสดงขนาดและโครงสร9างของกระเพาะปIสสาวะ พร9อมทั้งปริมาณปIสสาวะที่ค9าง

ในกระเพาะปIสสาวะ การตรวจโดยใช9เครื่องมือนี้ เปnนการตรวจที่ไมGมีการสอดใสGเครื่องมือเข9าไปภายในรGางกาย
ชGวยลดจำนวนการสวนปIสสาวะ ลดความไมGสุขสบายของผู9ปOวยจากการสวนปIสสาวะ ลดความเสี่ยงตGอการติด

เชื้อจากการใสGสายสวนปIสสาวะ และลดคGาใช9จGาย (Palese, Buchini, Deroma, & Barbone, 2010)


ในประเทศไทยมีการใช9เครื่องมือนี้ในวงจำกัด ใช9ในโรงพยาบาลบางแหGง และในบางหอผู9ปOวยที่มีผู9ปOวย
มีปIญหาเรื่องการขับถGายปIสสาวะมากๆ เนื่องจากเครื่องมือยังมีราคาแพง


2. การสวนคาสายป(สสาวะ (Retention of urethral catheter) เปnนการสอดใสGสายสวนที่

ปราศจากเชื้อผGานทางทGอปIสสาวะเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะ เพื่อระบายปIสสาวะให9ไหลออกสูGภายนอกและคา

สายสวนไว9เพื่อให9ปIสสาวะไหลออกได9ตลอดเวลา


ข,อบCงชี้

1. ผู9ปOวยถGายปIสสาวะเองไมGได9 เนื่องจากมีการอุดกั้นของทางเดินปIสสาวะสGวนลGาง เชGน ตGอมลูกหมาก

โต ทGอปIสสาวะตีบ


2. ผู9ปOวยอาการหนักที่ต9องได9รับการประเมินจำนวนปIสสาวะตGอชั่วโมง เพื่อประเมินการทำหน9าที่ของ

ไต เชGน ผู9ปOวยช็อค

3. ผู9ปOวยที่มีปIสสาวะค9างจำนวนมากกวGา 50 มิลลิลิตร แม9ได9รับการสวนปIสสาวะทิ้ง (Intermittent)

มากกวGา 2 ครั้งแล9วไมGดีขึ้น และไมGสามารถแก9ไขด9วยวิธีการอื่นๆ


4. ผู9ปOวยที่ต9องจำกัดการเคลื่อนไหวบริเวณสะโพก เชGน ผู9ปOวยที่กระดูกอุ9งเชิงกรานหัก


5. ผู9ปOวยเตรียมผGาตัดใหญGที่จะได9รับปริมาณสารน้ำจำนวนมากหรือยาขับปIสสาวะระหวGางผGาตัด หรือ

ผู9ปOวยที่ได9รับการผGาตัดที่ใช9เวลานานและได9รับยาระงับความรู9สึก

6. ผู9ปOวยหญิงที่ควบคุมการขับถGายไมGได9 เพื่อสGงเสริมการหายของแผลเป–ดบริเวฌอวัยวะสืบพันธุjหรือ

ก9นกบ


7. ผู9ปOวยที่มีเลือดออกในกระเพาะปIสสาวะต9องได9รับการสวนล9าง (Irrigation)


8. ผู9ปOวยระยะสุดท9าย เพื่อสGงเสริมความสุขสบายของผู9ปOวย




อุปกรณ5สำหรับการสวนป(สสาวะ

การสGวนปIสสาวะ เปnนการสอดใสGสายข9าไปภายในอวัยวะและมีโอกาสเสี่ยงตGอการติดเชื้อ ดังนั้น

อุปกรณjเครื่องมือที่ใช9 จะต9องปราศจากเชื้อ

13



1. สายสวนป(สสาวะ (Urinary catheter) มีลักษณะเปnนทGอกลวง ทำจากวัสดุชนิดตGางๆ เชGน ยาง

แดงยางลาเท็กซj ซิลิโคน มีหลายขนาด ควรเลือกใช9ขนาดเล็กที่สุดให9เหมาะสมกับขนาดทGอปIสสาวะของผู9ปOวย
เพราะสายที่มีขนาดใหญGเกินไปจะทำให9ผู9ปOวยไมGสุขสบาย และเกิดการบาดเจ็บตGอเยื่อบุทางเดินปIสสาวะและ
บริเวณคอของกระเพาะปIสสาวะ (Bladder neck) (Healthcare Infection Control Practices Advisory


Committee, 2009) สGวนขนาดที่เล็กเกินไป จะทำให9ปIสสาวะรั่วซึมออกรอบๆ สายสวน

ขนาดของสายสวนปIสสาวะกำหนดเปnนเบอรj วัดจากความยาวของเส9นผGาศูนยjกลางรอบนอกของสาย

สวนปIสสาวะที่มีหนGวยวัดเปnนมาตรฐานตามมาตราฝรั่งเศส คือ เฟรนซj (French: Fr.) โดย 1 เฟรนซj มีขนาด

เทGากับ 1/3 มม. ขนาดของสายสวนที่ใหญGตัวเลขจะเพิ่มขึ้น ขนาดของสายสวนปIสสาวะที่ใช9ในผู9ปOวยเด็ก คือ

ขนาค 6-8 เฟรนซj ผู9หญิงใช9ขนาด 14-16เฟรนซj ผู9ชายใช9ขนาด 16-20 เฟรนซj


สายสวนปIสสาวะแบGงตามวัตถุประสงคjการใช9ได9 2 แบบ ดังนี้


1.1 สายสวนปIสสาวะชนิดตรง ทำจากยางแดง ปลายข9างที่ใสGในกระเพาะปIสสาวะ มีลักษณะ

เปnนทGอกลวงปลายมน มีรูเป–ดตาเดียว ใช9สำหรับสวนปIสสาวะเปnนครั้งคราว ภาพที่ 6 ก

1.2 สายสวนปIสสาวะโฟเลGยj (Foley's catheter) ใช9สำหรับสวนคาปIสสาวะ ทำจากยางลา

เท็กซjหรือซิลิโคน ลักษณะเปnนทGอกลวงปลายมนใกล9ๆ สGวนปลายมีบอลลูนเล็กๆ รอบทGอภายในทGอ
กลวงนี้มีทGอเล็กอีก 1 ทGอ สำหรับเปnนทางให9ใสGน้ำกลั่นปราศจากเชื้อเข9าไปโปOงบอลลูนเล็กที่อยูGใกล9กับ

ปลายสายสวนที่จะใสGเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะ เพื่อให9สายสวนสามารถค9างอยูGในกระเพาะปIสสาวะ

ได9 มีชนิด 2 หางกับ 3 หาง ภาพที่ 6 ข และ ค สำหรับชนิด 2 หาง หางที่ 1 เปnนทางให9น้ำปIสสาวะ
ไหลออก หางที่ 2 เปnนทางสำหรับใสGน้ำกลั่นที่ปราศจากเชื้อจำนวนประมาณ 5-10 มิลลิลิตร เข9าไป

โปOงบอลลูนให9พอง จำนวนน้ำกลั่นที่ใช9จะระบุที่ซองบรรจุและที่ปลายสาย เชGน "16Fr - 5ml" สำหรับ


ชนิด 3 หาง หางที่ 3 เปnนทางใสGน้ำเกลือปราศจากเชื้อหรือน้ำยาเข9าไป เพื่อชะล9างกระเพาะปIสสาวะ


ภาพที่ 6

ก. สายสวนปIสสาวะชนิดตรง


ข. สายสวนปIสสาวะโฟเลGยj ชนิด 2 หาง



ค. สายสวนปIสสาวะโฟเลGยj ชนิด 3 หาง



2. ชุดสวนป(สสาวะ (Urinary catheterization set) จัดเตรียมเครื่องใช9ไว9เปnนชุด เพื่อความ

สะดวกตGอการหยิบใช9 1 ชุดประกอบด9วย


2.1 ชามรูปไต 1 ใบ ใช9รองรับปIสสาวะที่สวนได9

14



2.2 ถ9วยใสGสำลี 4-5 ก9อน และ ผ9าก¨อสขนาด 3x3 นิ้ว 1 ผืน บางสถาบันใช9วิธีเติมสำลี และ

ผ9าก¨อส ภายหลัง


2.3 ชามรูปไต หรือ ถ9วยสำหรับใสGสำลีที่ใช9แล9ว

2.4 ปากคีบชนิดไมGมีเขี้ยว (Non tooth forceps) ใช9หยิบจับสำลีทำความสะอาดอวัยวะ

สืบพันธุjกGอนการสวนปIสสาวะ สถานพยาบาลบางแหGงใช9ถุงมือปราศจากเชื้อแทน


2.5 ผ9าสี่เหลี่ยมเจาะกลาง 1 ผืน ใช9คลุมบริเวณอวัยวะสืบพันธุjถึงหน9าท9องและโคนขา


2.6 ถุงมือปราศจากเชื้อ 2 คูG หากใช9ปากคีบหยิบสำลี


3. น้ำยาทำความสะอาดหรือน้ำยาทำลายเชื้อ (Antiseptic solution) เพื่อใช9ทำความสะอาด
อวัยวะสืบพันธุjภายนอกกGอนใสGสายสวนปIสสาวะ เชGน แซฟลอน 1 : 100

บางสถานพยาบาล ใช9น้ำเกลือปราศจากเชื้อ น้ำสบูG


4. สารหลCอลื่นชนิดที่ละลายในน้ำได, เชGน เค-วายเจลลี (K-Y
jelly) ซึ่งควรใช9แบบบรรจุใช9ครั้งเดียว (Healthcare Infection

Control Practices Advisory Committee, 2009)


ในกรณีคาสายสวนปIสสาวะมีอุปกรณjเพิ่ม ดังนี้ ภาพที่ 7 การทำความสะอาดอวัยวะ

สืบพันธุj

5. ถุงใสCป(สสาวะ (Urine bag) เปnนถุงพลาสติกใส ขนาด

2,000 มล. มีขีดบอกปริมาตรปIสสาวะ มีทางเป–ดให9ระบายปIสสาวะออก

บางชนิดมีลิ้นป–ด-เป–ด หรือมีฝาป–ด เพื่อปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อโรคถุงใสG
ปIสสาวะ จะมีทGอสำหรับตGอกับสายสวนปIสสาวะ และมีสายสำหรับแขวน

ยืดกับเตียงผู9ปOวย


6. กระบอกฉีดยาปราศจากเชื้อ (Sterile syringe) ภาพที่ 8 การแหวกแคมเล็กทั้ง 2 ข9าง

บรรจุน้ำกลั่นปราศจากเชื้อปริมาณตามที่ระบุไว9ที่ปลายสายสวนปIสสาวะ
วางไว9ในซองบรรจุหรือภาชนะปราศจากเชื้อ


7. พลาสเตอร5 สำหรับติดสายสวนปIสสาวะ

15



การสวนป(สสาวะหญิง ปฏิบัติดังนี้


วิธีปฏิบัติ เหตุผล

1. ตรวจสอบชื่อ-สกุลผู9ปOวย และชนิดของการสวน • เพื่อจัดเตรียมอุปกรณjให9ถูกต9อง
ปIสสาวะจากคําสั่งการรักษา

2. ทวนสอบชื่อ-สกุลจากผู9ปOวยและเลขที่ผู9ปOวยในจาก •เพื่อระบุตัวผู9ปOวยได9ถูกต9อง

ปˆายข9อมือ
3. อธิบายให9ผู9ปOวยทราบเหตุผล วิธีการทำโดยยGอและ • ลดความกลัว ความวิตกกังวลรวมทั้งผู9ปOวยให9ความ

ละวิธีปฏิบัติตัวของผู9ปOวย รGวมมือ
4. ประเมินความสามารถในการเคลื่อนไหวรGางกาย • ประเมินความสามารถของผู9ปOวยในการจัดทGานอน

สําหรับการสวนปIสสาวะ

5. ล9างมือ • ลดการแพรGกระจายเชื้อโรค
6. จัดเตรียมอุปกรณj นำมาที่เตียงผู9ปOวย ป–ดประตูกั้น • ไมGเป–ดเผยผู9ปOวย

มGานให9มิดชิด ป–ดตาและคลุมผ9าหGมให9ผู9ปOวย • ลดความกระดากอาย
7. ผู9ปฏิบัติยืนข9างเตียงผู9ปOวยด9านที่ตนถนัด เชGน ผู9ที่ •เพื่อที่จะปฏิบัติได9ถนัด

ถนัดขวา ควรเข9าข9างขวาของผู9ปOวย

8. ชGวยถอดผ9านุGงหรือกางเกงออกและรองใต9ก9นด9วย • ปˆองกันไมGให9ผ9านุGงและผ9าปูที่นอนเป«¬อนเปŸยก
ผ9ายาง • ทGานี้จะทำให9เห็นรูเป–ดของชGองปIสสาวะได9ชัดเจน

9. จัดให9ผู9ปOวยอยูGในทGานอนหงายชันเขGาแยกขาทั้ง 2

ข9าง ออก ถ9าผู9ปOวยตั้งขาทั้ง 2 ข9างไมGอยูGให9ใช9หมอน
รองใต9เขGาทั้ง 2 จัดผ9าคลุมให9เรียบร9อย โดยไมGเป–ดเผย • เปnนการพิทักษjสิทธิของผู9ปOวย

ผู9ปOวยเกินความจําเปnน
10. ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุjจนถึงทวารหนัก • ลดจำนวนเชื้อโรคบริเวณอวัยวะสืบพันธุjที่อาจติด

ด9วย น้ำสบูGและล9างด9วยน้ำสะอาด ตามวิธีการทำความ สายสวนเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะ

สะอาด สายอวัยวะสืบพันธุj ในกรณีที่ผู9ปOวยชGวยเหลือ
ตัวเองได9แนะนำให9ผู9ปOวยฟอกทำความสะอาดอวัยวะ

สืบพันธุjด9วยน้ำสบูGที่ห9องน้ำ
11. ล9างมือ • ลดการแพรGกระจายเชื้อโรค

12.วางชุดสวนปIสสาวะไว9ที่ระหวGางขาผู9ปOวย ผู9ปOวยที่

ระดับความรู9สึกตัวไมGดี ให9วางชุดสวนปIสสาวะบนโต¨ะ
ข9างเตียงโดยทำความสะอาดโต¨ะด9วยน้ำยาทำลายเชื้อ

ตามนโยบายของสถาบัน

13. เป–ดชุดสวนปIสสาวะด9วยเทคนิคปราศจากเชื้อ เติม
ของในชุดสวนปIสสาวะเพิ่มเติม

16



- เติมสำลีปราศจากเชื้อใสGในถ9วย และก¨อซใสGในชามรูป • เตรียมของให9พร9อมใช9

ไต (ถ9าไมGมีในชุด)
- เทน้ำยาทำลายเชื้อหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อลงใน • เตรียมไว9ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณอวัยวะ

ถ9วยใสGสำลีพอให9สำลีเปŸยกชุGม สืบพันธุjและรูเป–ดของทGอปIสสาวะ

- บีบสารหลGอลื่นสGวนต9นที่อยูGในหลอดทิ้งไปเล็กน9อย •ปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อโรค และได9สารหลGอลื่น
แล9วบีบสGวนถัดไปลงบนผ9าก¨อซ และป–ดฝาหลอดให9 ปราศจากเชื้อไว9หลGอลื่นสายสวนปIสสาวะ

สนิท ในกรณีที่ใช9สารหลGอลื่นในบรรจุภัณฑjชนิดใช9ครั้ง

เดียวไมGต9องบีบสGวนต9นทิ้ง
- ฉีกซองสายสวนปIสสาวะ และใสGสายสวนในชุดสวน • อุปกรณjพร9อมใช9และปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อโรค

ปIสสาวะด9วยเทคนิคปราศจากเชื้อสำหรับสายสวน
ปIสสาวะและสารหลGอลื่นอาจเติมภายหลังการทำความ

สะอาดอวัยวะสืบพันธุj และกGอนใสGถุงมือคูGที่ 2
14. เป–ดผ9าคลุมให9เห็นเฉพาะบริเวณที่จะสวนปIสสาวะ • ไมGเป–ดเผยผู9ปOวย เปnนการพิทักษjสิทธิของผู9ปOวย

15. ล9างมือ

16. สวมถุงมือคูGที่ 1 ด9วยเทคนิคปราศจากเชื้อจัดวาง • ลดการแพรGกระจายเชื้อโรค
เครื่องมือในชุดสวนปIสสาวะเรียงจากด9านใกล9ตัวผู9ปOวย • เตรียมอุปกรณjไว9ตามลำดับการใช9 เพื่อไมGให9ข9าม

ตามลำดับการใช9 ดังนี้ คือ ชามรูปไตใบเล็กหรือย9ายใสG อุปกรณjปราศจากเชื้อขณะทําความสะอาด

สำลีใช9แล9ว ถ9วยใสGสำลีพร9อมน้ำยาทำลายเชื้อตามรูป
ใดใบใหญG และผ9าสี่เหลี่ยมเจาะกลางโดยจัดให9อุปกรณj

ทั้งหมดอยูGภายในชุดสวนปIสสาวะ ซึ่งต9องเว9นจากริมผ9า

เข9าไปประมาณ 1 นิ้วหลGอลื่นปลายสายสวนด9วยสาร
หลGอลื่นที่อยูGในผ9าก¨อส ยาว 1-2 นิ้ว และวางไว9ในชาม

รูปไตใบใหญG • สารหลGอลื่นชGวยให9ใสGสายสวนได9สะดวก ลดโอกาส
17. แยกสำลีที่ชุบน้ำยาทำลายเชื้อจำนวน 1 ใสGไว9ใน เกิดการบาดเจ็บบริเวณทGอปIสสาวะ

ชามรูปไตใบใหญG ใช9สำลีชุบน้ำยาทำลายเชื้อหรือ • เพื่อปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อโรคจากบริเวณทวาร

น้ำเกลือปราศจากเชื้อเช็ดทำความสะอาดอวัยวะ หนักมาที่รูเป–ดของทGอปIสสาวะ
สืบพันธุj โดยหยิบทีละก9อนบิดพอหมาด เช็ดจากบน ลง

ลGางทีละก9อนดังนี้ ภาพที่ 7
ก9อนที่ 1 แคมเล็กด9านไกลตัว

ก9อนที่ 2 แคมเล็กด9านใกล9ตัว

ก9อนที่ 3 นิ้วชี้และหัวแมGมือข9างไมGถนัดแหวกและรั้ง
แคมเล็ก 2 ข9างขึ้นข9างบน จะเห็นรูเป–ดของทGอปIสสาวะ

(Urethral meatus) เช็ดบริเวณรูเป–ดของทGอปIสสาวะ ภาพที่ 9 การใสCสายสวนป(สสาวะ

17



(ANZUNS, 2014) สำลีใช9แล9วทิ้งลงในชามรูปไตใบเล็ก

หรือถ9วยใสGสำลีใช9แล9ว • ปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อโรค
18. หยิบชามรูปไตใบเล็กหรือถ9วยใสGสำลีใช9แล9วและ

ถ9วยสำลีออกนอกชุดสวนปIสสาวะ • ปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อโรค เนื่องจากมือที่ใสGถุงมือคูG

19. ถอดถุงมือวางในถ9วยสำลี ล9างมือ และใสGถุงมือคูG ที่ 1 ได9สัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะสืบพันธุjขณะทำ
ใหมGด9วยเทคนิคปราศจากเชื้อ ความสะอาด จึงเกิดการปนเป«¬อนเชื้อโรคแล9ว

20.คลี่ผ9าสี่เหลี่ยมเจาะกลางออกและปูผ9าคลุมอวัยวะ •ปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อโรคจากบริเวณอวัยวะ
สืบพันธุjภายนอกให9ชGองสี่เหลี่ยมตรงกับบริเวณที่จะใสG สืบพันธุjและไมGเป–ดเผยผู9ปOวยเกินความจำเปnน

สายสวนปIสสาวะ เลื่อนชามรูปไตใบใหญGที่มีสำลี 1

ก9อน และสายสวนปIสสาวะวางอยูGมาวางบนผ9า
สี่เหลี่ยมเจาะกลางใกล9กับอวัยวะสืบพันธุj

21. มือข9างไมGถนัดแหวกแคมเล็กออกให9เห็นรูเป–ดของ
ทGอปIสสาวะได9ชัดเจน มือข9างที่ถนัดหยิบสำลีที่แยกไว9

1 ก9อน เช็คตรงรูเป–ดของทGอปIสสาวะ ระวังไมGให9ถุงมือ •เพื่อให9บริเวณรูเป–ดของทGอปIสสาวะสะอาดที่สุด

สัมผัสบริเวณอวัยวะสืบพันธุj หลังเช็ดเสร็จให9ค9างมือที่
แหวกแคมเล็กไว9เชGนเดิม ภาพที่ 8 ทิ้งสำลีใช9แล9วใน

ภาชนะนอกชุดสวนปIสสาวะ

22. มือข9างที่ถนัดหยิบสายสวนปIสสาวะที่หลGอลื่นไว9 • ปˆองกันไมGให9ปลายสายสวนปIสสาวะด9านที่จะใสGเข9า
แล9วโดยจับหGางจากปลายสายสวนประมาณ 3 นิ้ว และ ไป ในกระเพาะปIสสาวะปนเป«¬อนเชื้อโรคจากบริเวณ

ให9ปลายอีกข9างที่ปIสสาวะจะไหลออกมาอยูGในชามรูป อวัยวะสืบพันธุj

ไตใบใหญG
23. บอกให9ผู9ปOวยหายใจเข9าออกลึกๆ ช9าๆ แล9วคGอยๆ • เพื่อให9กล9ามเนื้อหูรูดชั้นนอกและชั้นในคลายตัวและ

สอดใสGสายสวนปIสสาวะเข9าทางรูเป–ดทGอปIสสาวะอยGาง ปˆองกันการบาดเจ็บตGอเยื่อบุทางเดินปIสสาวะ
นุGมนวล ภาพที่ 9 ถ9ามีแรงด9านขณะสอดสายสวน

ปIสสาวะให9หยุดประมาณ 2-3 นาที แล9วจึงคGอยๆ สอด
ตGอเบาๆ ให9ลึกประมาณ 3 นิ้ว จะมีปIสสาวะไหล

ออกมา ในกรณีที่ใสGสายสวนผิดเข9าชGองคลอด ให9คา • ปˆองกันการใสGผิดครั้งที่ 2

สายไว9เพื่อเปnนสัญญลักษณj และดึงสายนี้ออกเมื่อสวน
ปIสสาวะแล9วเสร็จ ใช9ชุดและสายสวนปIสสาวะ

ปราศจากเชื้อใหมGและปฏิบัติขั้นตอนการสวนปIสสาวะ

ใหมG
24. ขณะที่ปIสสาวะไหลออก ปลGอยมือที่แยกแคมเล็ก • ปˆองกันไมGให9สายสวนปIสสาวะเลื่อนหลุดออก

และเลื่อนมาจับสายสวนปIสสาวะ โดยให9ปลายสาย

18



สวนปIสสาวะจุGมในชามรูปไตใบใหญG • ประเมินลักษณะปIสสาวะผู9ปOวย

สังเกตลักษณะของปIสสาวะที่ออกมา • ให9ได9ปIสสาวะที่สะอาดปราศจากการปนเป«¬อนจาก
25. ถ9าต9องการเก็บปIสสาวะสGงตรวจให9รองเก็บ เชื้อโรคภายนอก

ปIสสาวะชGวงกลางโดยบีบสายสวนปIสสาวะให9หยุดไหล

และให9ผู9ชGวยนำภาชนะเก็บปIสสาวะมารองปIสสาวะ
ประมาณ 30 มล. • เพื่อให9ปIสสาวะในกระเพาะปIสสาวะไหลออกจนหมด

26. เมื่อปIสสาวะไหลช9าลงหรือหยุดไหลให9ใช9มือข9างที่
ไมGถนัดกดเบาๆ ที่ท9องน9อยเหนือหัวเหนGา มือข9างที่

ถนัดคGอยๆ ดึงสายสวนออกมาทีละน9อย ช9าๆ • เพื่อให9ผู9ปOวยรู9สึกสบาย

27. เช็ดบริเวณอวัยวะสืบพันธุjและก9นให9สะอาดแห9ง
ชGวยผู9ปOวยแตGงตัวพร9อมกับจัดทGานอนที่สุขสบาย • เพื่อบันทึกจำนวนปIสสาวะที่สวนออกมาได9ถูกต9อง

28. ตวงปIสสาวะที่สวนได9 • ทำลายเชื้อโรค และปˆองกันการแพรGกระจายเชื้อโรค
29. เก็บอุปกรณjที่ใช9แล9วออกจากเตียงผู9ปOวยไปล9างทำ

ความสะอาด ทิ้งลงถังขยะติดเชื้อ และล9างมือ • เปnนหลักฐานในการพยาบาลและเปnนประโยชนjใน

30. บันทึกชนิดของการสวนปIสสาวะ เหตุผลเวลาที่ การติดตามประเมินผลการพยาบาล
สวนวันที่และเวลาที่สวน ขนาดของสายสวน ลักษณะ

และจํานวนของปIสสาวะ รวมทั้งความรู9สึกของผู9ปOวย

และอาการผิดปกติตGางๆ ที่พบในบันทึกทางการ
พยาบาล ถ9ามีการบันทึกจำนวนน้ำที่เข9าและออกจาก

รGางกายผู9ปOวย พยาบาลต9องบันทึกจำนวนปIสสาวะที่

สวนออกมาในแผGนบันทึกปริมาณสารน้ำเข9าและออก
ด9วย

19



การสวนป(สสาวะผู,ป„วยชาย


วิธีปฏิบัติในการสวนปIสสาวะผู9ปOวยชายสGวนใหญGเหมือนกับการสวนปIสสาวะผู9ปOวยหญิง แตกตGางกันที่

การจัดทGา การทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุj และการสอดใสGสายสวนปIสสาวะ หากเปnนไปได9ผู9ที่ทำการสวน
ปIสสาวะผู9ปOวยชายควรเปnนพยาบาลชาย เพื่อลดความกระดากอายของผู9ปOวย แตGถ9าพยาบาลผู9หญิงจําเปnนต9อง

เปnนผู9สวนปIสสาวะ จะต9องแสดงพฤติกรรมให9ผู9ปOวยเห็นถึงความมั่นใจและความเข9าใจในการปฏิบัติในบทบาท
ของวิชาชีพจะชGวยลดความกระดากอายของผู9ปOวยและลดโอกาสการแข็งตัวของอวัยวะเพศได9
















ภาพที่ 10 การเช็ดทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ5












ภาพที่ 11 การใสCสายสวนป(สสาวะ


การสวนป(สสาวะผู,ป„วยชาย ปฏิบัติดังนี้

วิธีปฏิบัติ เหตุผล

ปฏิบัติตามวิธีการสวนปIสสาวะผู9ปOวยหญิง ขั้นตอนที่

1 - 16 ยกเว9นการจัดทGาให9ผู9ปOวยนอนหงายแยกขา
2 ข9างออก วางชุดสวนปIสสาวะระหวGางขาผู9ปOวย

17. คลี่ผ9าสี่เหลี่ยมเจาะกลางออกและปูผ9าคลุม • ปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อโรคจากบริเวณอวัยวะ

อวัยวะสืบพันธุjภายนอกให9ชGองสี่เหลี่ยมตรงกับ สืบพันธุjและไมGเป–ดเผยผู9ปOวยเกินความจำเปnน
บริเวณที่จะใสGสายสวนปIสสาวะ

18. ใช9ก¨อสจับองคชาตด9วยมือข9างไมGถนัด ตั้งขึ้นทำ
มุม 90 องศา

กรณีไมGได9ขลิบหนังหุ9มปลายองคชาตให9รูดหนังหุ9ม • องคชาตที่มีหนังหุ9มปลายคลุมป–ดอยูGอาจมีการ

ปลายองคชาตลงมากGอน มือข9างที่ถนัดหยิบสำลีมชุบ หมักหมมของสารคัดหลั่งและเนื้อเยื่อบุผิวที่หลุด
น้ำยาทำลายเชื้อทีละก9อนเช็ดทำความสะอาดโดย ลอก ทำให9เปnนแหลGงของเชื้อโรคได9

20



เช็ดบริเวณรูเป–ดของทGอปIสสาวะ และวนเปnนวงกลม

ไปด9านนอกจนถึงฐานองคชาต โดยไมGให9ถุงมือสัมผัส
กับผิวหนังผู9ปOวย การเช็ดแตGละครั้งให9ใช9สำลีก9อน

ใหมG ไมGเช็ดย9อนกลับไป-มา และเช็ดลงนํ้าหนัก

เล็กน9อย ภาพที่ 10
19. มือข9างที่ถนัดหยิบสายสวนปIสสาวะที่หลGอลื่นไว9 • หลีกเลี่ยงการกระตุ9นที่จะทำให9อวัยวะเพศแข็งตัว

แล9ว โดยจับหGางจากปลายสายสวนประมาณ 3 นิ้ว • ปˆองกันไมGให9ปลายสายสวนปIสสาวะด9านที่จะใสGเข9า
และให9ปลายอีกข9างที่ปIสสาวะจะไหลออกมาอยูGใน ไปในกระเพาะปIสสาวะมีการปนเป«¬อนเชื้อโรคจาก

ชามรูปไตใบใหญG บริเวณอวัยวะสืบพันธุj

20. ขณะที่จับองคชาตตั้งตรง 90 องศา • การจับองคชาตตั้งขึ้น 90 องศา จะทำให9ทGอ
ปIสสาวะเปnนแนวตรง สามารถสวนปIสสาวะได9งGาย

บอกให9ผู9ปOวยหายใจเข9าออกลึกๆ ช9าๆ แล9วคGอยๆ • เพื่อให9กล9ามเนื้อหูรูดชั้นนอกและชั้นในคลายตัว
สอดใสGสายสวนปIสสาวะเข9าทางรูเป–ดทGอปIสสาวะ และปˆองกันการบาดเจ็บตGอเยื่อบุทางเดินปIสสาวะ

อยGางนุGมนวล ภาพที่ 11

ถ9ามีแรงต9านขณะสอดสายสวนปIสสาวะให9หยุด • การดันสายเข9าไปขณะที่มีแรงต9านหรือใสGลำบาก
ประมาณ 2-3 นาที ให9หมุนสายสวนเล็กน9อย บอก จะทำให9เกิดการบาดเจ็บของทางเดินปIสสาวะ

ผู9ปOวยหายใจเข9าออกลึกๆ หมุนเท9าผู9ปOวยเข9าด9านใน

และขยับนิ้วเท9าขึ้นลง หรือเปลี่ยนมุมในการจับ
องคชาตแล9วจึงคGอยๆ สอดตGอเบาๆ ให9ลึกประมาณ

8 นิ้ว จะมีปIสสาวะไหลออกมา หากยังมีแรงต9านไมG

สามารถใสGสายได9ให9หยุดการสวนปIสสาวะและแจ9ง
แพทยjทราบ (deWit, 2009)

21. เมื่อมีปIสสาวะไหลออกมา จับองคชาตลดองศา • ปˆองกันไมGให9สายสวนปIสสาวะเลื่อนหลุดออก
ต่ำลงและจับสายสวนปIสสาวะให9อยูGกับที่ถ9าปIสสาวะ

ไมGคGอยไหลจัดทGาให9ผู9ปOวยนอนตะแคงเล็กน9อย • เพื่อชGวยให9ปIสสาวะไหลออกเพิ่มขึ้น
22. เมื่อปIสสาวะหยุดไหลดึงสายสวนออกมาทีละ

น9อยช9าๆ และดึงหนังหุ9มปลายองคชาตกลับมาป–ดที่ • ปˆองกันการบาดเจ็บที่ปลายองคชาต

เดิมและปฏิบัติกิจกรรมที่เหลือเชGนเดียวกับการสวน
ปIสสาวะในเพศหญิง

21



การสวนคาสายป(สสาวะ ในผู,ป„วยหญิง ปฏิบัติดังนี้


วิธีปฏิบัติ เหตุผล

1. ใช9สายสวนปIสสาวะโฟเลยj (Foley's catheter) • สายสวนชนิดนี้มีบอลลูนอยูGใกล9กับปลายสายสวนที่
ในการสวนคา เติมถุงใสGปIสสาวะปราศจากเชื้อพร9อม จะใสGเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะเพื่อให9สายสวน

อุปกรณjอื่นๆ ลงในชุดสวนปIสสาวะในขั้นตอนที่ 13 สามารถค9างอยูGในกระเพาะปIสสาวะ

และปฏิบัติตามขั้นตอนการสวนปIสสาวะในผู9ปOวย
หญิงขั้นตอนที่ 1 - 24

2. วางปลายสายสวนปIสสาวะจุGมในชามรูปไตใบใหญG
ภายหลังเห็นวGาปIสสาวะไหลดีให9ใสGสายสวนเข9าไปอีก • ให9แนGใจวGาบอลลูนอยูGในกระเพาะปIสสาวะ ไมGอยูG

1 นิ้ว ขณะที่ปIสสาวะไหลออกปลGอยมือที่แยกแคม ในทGอปIสสาวะ เพื่อปˆองกันทGอปIสสาวะบาดเจ็บ

เล็ก และเลื่อนมาจับสายสวนปIสสาวะ
3. หยิบกระบอกฉีดยาบรรจุน้ำกลั่น ใช9มือที่จับสาย

สวนชGวยปลดหัวเข็มออก ใสGน้ำกลั่นบริสุทธิ์เข9าไป • เพื่อให9บอลลูนโปOงในขนาดที่เหมาะสมและทำให9-
ทางหางที่เปnนแถบสีของสายสวน (ปริมาณตามที่ สายสวนคาอยูGไว9ในกระเพาะปIสสาวะได9

ระบุไว9ตรงปลายสายสวน เชGน 10 มิลลิลิตร) โดยดัน

ปลายกระบอกฉีดยาเข9าไปให9สุด จับบริเวณข9อตGอให9
แนGน แล9วดันน้ำกลั่นในกระบอฉีดยาเข9าไปจนหมด

4. ขยับสายสวนปIสสาวะกลับคืนออกมาเบาๆ จน • เพื่อทดสอบวGาสายสวนคาอยูGในกระเพาะปIสสาวะ

รู9สึกเข9าไปเล็กน9อย ดันสายกลับเพื่อไมGให9บอลลูนกดที่คอของกระเพาะ
ปIสสาวะ (Bladder neck)

5. ตGอปลายสายสวนปIสสาวะกับข9อตGอของถุงรองรับ • ปˆองกันการเลื่อนหลุดของสายบริเวณข9อตGอ
ปIสสาวะจนสุด โดยไมGมีการปนเป«¬อนเชื้อโรค แล9ว

เป–ดฝาที่ครอบรูเป–ดสําหรับเทปIสสาวะของถุงรองรับ

ปIสสาวะ และป–ดแคลมjปที่รูเป–ดไว9 • ปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อจากภายนอกเข9าไปในถุง
6. สอดถุงรองรับปIสสาวะที่ตGอเข9ากับสายสวน รองรับปIสสาวะ

ปIสสาวะไว9แล9วผGานผ9าสี่เหลี่ยมเจาะกลาง โดยไมGต9อง
ปลดสายที่ตGอไว9

7. ป–ดพลาสเตอรjตรึงสายสวนปIสสาวะไว9ที่ต9นขา • ปˆองกันการดึงรั้งสายสวนปIสสาวะ

ด9านในไมGให9ดึงรั้งหรือหยGอนเกินไป
8. พันพลาสเตอรjรอบข9อตGอระหวGางสายสวน • ปˆองกันการเลื่อนหลุดของสายบริเวณข9อตGอ

ปIสสาวะและถุงรองรับปIสสาวะ

9. ถอดถุงมือ ล9างมือ • ลดการแพรGกระจายเชื้อโรค
ยกราวกั้นเตียงขึ้น

22



10. สอดถุงปIสสาวะลงชGองวGางระหวGางเตียงและราว

ข9างเตียงแขวนถุงรองรับปIสสาวะไว9ที่ข9างเตียง โดย • ปˆองกันการติดเชื้อในทางเดินปIสสาวะจากการไหล
ให9อยูGในระดับต่ำกวGาตัวของผู9ปOวยและอยูGสูงกวGาพื้น ย9อนของปIสสาวะ และปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อโรค

จากพื้น

11. ชGวยผู9ปOวยแตGงตัวพร9อมกับจัดทGานอนที่สุขสบาย • ให9ผู9ปOวยรู9สึกสบาย
12. เก็บอุปกรณjที่ใช9แล9วออกจากเตียงผู9ปOวยไปล9าง

ทำความสะอาด ทิ้งขยะลงถังขยะติดเชื้อและล9างมือ • ลดการแพรGกระจายเชื้อ
13. บันทึกชนิดของการสวนปIสสาวะ ระบุวันที่และ

เวลาที่ทำ ขนาดของสายสวน ลักษณะและจำนวน • เปnนหลักฐานในการพยาบาลและเปnนประโยชนjใน

ของปIสสาวะ รวมทั้งอาการผิดปกติอื่นๆ ของผู9ปOวย การติดตามประเมินผลการพยาบาล
ลงในแผGนบันทึกทาง การพยาบาล

14. สวมถุงมือสะอาดเทน้ำปIสสาวะในถุงรองรับ
ปIสสาวะทุก 4 ชั่วโมงหรือเมื่อมีปริมาณปIสสาวะ • ปˆองกันปIสสาวะไหลย9อนกลับไปในสาย

ประมาณ 3/4 ของถุง ทำความสะอาดบริเวณรูเป–ด

ของถุงกGอนและหลังเทปIสสาวะด9วยน้ำยาทำลายเชื้อ
และบันทึกในแบบบันทึกปริมาณสารน้ำ • ปˆองกันการติดเชื้อ




การสวนคาสายป(สสาวะในผู,ป„วยชาย ปฏิบัติดังนี้


วิธีปฏิบัติ เหตุผล

1. ใช9สายสวนปIสสาวะโฟเลGยj (Foley's catheter) • สายสวนชนิดนี้มีบอลลูนอยูGใกล9กับปลายสายสวนที่
ในการสวนคา เติมถุงใสGปIสสาวะปราศจากเชื้อพร9อม จะใสGเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะ เพื่อให9สายสวน

อุปกรณjอื่นๆ ลงในชุดสวนปIสสาวะในขั้นตอนที่ 13 สามารถค9างอยูGในกระเพาะปIสสาวะ
และปฏิบัติตามขั้นตอนการสวนปIสสาวะในผู9ปOวย

ชายขั้นตอนที่ 1 - 20


2. วางปลายสายสวนปIสสาวะจุGมในชามรูปไตใบใหญG

ภายหลังเห็นวGาปIสสาวะไหลดี ให9ใสGสายสวนเข9าไป • เพื่อให9แนGใจวGาตำแหนGงบอลลูนอยูGในกระเพาะ
อีกจนกระทั่งใกล9ถึงทางแยกของสาย (Bifurcation) ปIสสาวะ1) ไมGอยูGในทGอปIสสาวะ

บริเวณหาง ขณะที่ปIสสาวะไหลออก ปลGอยมือที่จับ

องคชาติมาจับสายสวนปIสสาวะ ภาพที่ 12


3. มือข9างที่ถนัดหยิบกระบอกฉีดยาบรรจุน้ำกลั่น ใช9

23



มือที่จับสายสวนชGวยปลดหัวเข็มออก ใสGน้ำกลั่น • เพื่อให9บอลลูนโปOงในขนาดที่เหมาะสมและทำให9

บริสุทธิ์เข9าไปทางหางที่เปnนแถบสีของสายสวน สายสวนคาไว9ในกระเพาะปIสสาวะ
(ปริมาณตามที่ระบุไว9ตรงปลายสายสวน เชGน 10

มิลลิลิตร) โดยคันปลายกระบอกฉีดยาเข9าไปให9สุด

จับบริเวณข9อตGอให9แนGน แล9วดันน้ำกลั่นในกระบอก
ฉีดยาเข9าไปจนหมด


4. ขยับสายสวนปIสสาวะกลับคืนออกมาเบาๆ จน • ทดสอบวGาสายสวนคาไว9ในกระเพาะปIสสาวะ และ

รู9สึกตึงมือ สายไมGเลื่อนหลุดออกมา ดันสายกลับเข9า บอลลูนไมGกดที่คอของกระเพาะปIสสาวะ (Bladder

ไปเล็กน9อย และรุGนหนังหุ9มปลายองคชาตกลับมาป–ด neck)
เหมือนเดิม


5. ตGอปลายสายสวนปIสสาวะกับข9อตGอของถุงรองรับ • ปˆองกันการเลื่อนหรือหลุดบริเวณข9อตGอ

ปIสสาวะจนสุด โดยไมGมีการปนเป«¬อนเชื้อ แล9วเป–ดฝา

ที่ครอบรูเป–ดสำหรับเทปIสสาวะของถุงรองรับ •ปˆองกันการปนเป«¬อนเชื้อจากภายนอกเข9าไปภายใน
ปIสสาวะและป–ดแคลมjปที่รูเป–ดไว9 ถุงรองรับปIสสาวะ



ปฏิบัติตามวิธีการสวนคาสายปIสสาวะในผู9ปOวยหญิง
ขั้นตอนที่ 6-14





ภาวะแทรกซ,อนจากการสวนคาสายป(สสาวะ


1. การติดเชื้อระบบทางเดินป(สสาวะ (Urinary tract infection) การติดเชื้อระบบทางเดิน

ปIสสาวะในผู9ปOวยที่รักษาในโรงพยาบาลประมาณ 75% เกิดในผู9ปOวยที่ได9รับการสวนคาสายปIสสาวะไว9 และ
ประมาณ 15-25% ของผู9ปOวยที่นอนรักษาในโรงพยาบาลได9รับการสวนคาสายปIสสาวะ การติดเชื้อจากการคา

สายสวนปIสสาวะ (Catheterassociated Urinary Tract Infections : CAUTI) นี้ทำให9ผู9ปOวยต9องนอนอยูG

โรงพยาบาลนานขึ้น คGาใช9จGายเพิ่มขึ้น มีการใช9ยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้น และเปnนสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตของ
ผู9ปOวยในโรงพยาบาลนอกจากนี้ถุงเก็บปIสสาวะอาจเปnนแหลGงสะสมของเชื้อดื้อยาและแพรGกระจายไปยังผู9ปOวย

คนอื่นๆได9 (The Association for Professionals in Infection Control and Epidemiology : APIC,

2014)

24



















ภาพที่ 12 ความลึกการใสCสายสวนป(สสาวะกCอนฉีดน้ำกลั่นเข,าไปทางหาง


จากการศึกษาพบวGาแม9จะทำการสวนปIสสาวะอยGางถูกวิธีก็ยังมีโอกาสเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดิน

ปIสสาวะได9ร9อยละ 3 เนื่องจากมีทางเข9าของเชื้อแบคทีเรียสูGระบบทางเดินปIสสาวะบริเวณรูเป–ดของทGอปIสสาวะ

ข9อตGอของสายสวนปIสสาวะกับถุงเก็บปIสสาวะ และรูเป–ดของถุงปIสสาวะ และโอกาสการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นตาม
จำนวนวันที่คาสายสวนปIสสาวะ (Trautner, Hull, Darouiche, 2005) ดังนั้น การสวนปIสสาวะจะกระทำใน

รายที่มีข9อบGงชี้ชัดเจนเทGานั้น และทำการสวน














ภาพที่ 13 การฉีดน้ำกลั่นเข,าไปโป„งบอลลูน


ปIสสาวะโดยเทคนิคปราศจากเชื้อ (Aseptic technique) อยGางเครGงครัดโปOงบอลลูนสวนปIสสาวะโดย
ผู9ที่มีความชำนาญ เลือกขนาดของสายสวนปIสสาวะที่มีขนาดเหมาะสม ดูแลผู9ปOวยและสายสวนอยGางถูกต9อง

ในรายที่สวนคาสายปIสสาวะไว9รีบนำสายสวนปIสสาวะออกโดยเร็วที่สุดเมื่อไมGมีข9อบGงชี้ (Centers for Disease

Control and Prevention, 2012)


2. การบาดเจ็บของระบบทางเดินป(สสาวะและอวัยวะสืบพันธุ5 ซึ่งอาจเกิดจากความไมGชำนาญของผู9
สวนปIสสาวะ ผู9ปOวยดิ้น กระสับกระสGาย หรือออกแรงต9านเกร็งขณะใสGสายสวนปIสสาวะ ผู9ปOวยเคยได9รับ

อุบัติเหตุหรือมีการติดเชื้อของทางเดินปIสสาวะบGอยๆ หรือขนาดสายสวนปIสสาวะใหญGเกินไป


3. ความเจ็บปวด รำคาญ ไมCสุขสบาย การใสGสายสวนแตGละครั้งกGอให9เกิดความเจ็บปวดได9 ในรายที่
ใสGสายสวนคาไว9 ผู9ปOวยอาจรู9สึกรำคาญ มีสายถGวง เดินหรือทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุjไมGสะดวก


4. ความอาย ไมCมั่นใจ สูญเสียภาพลักษณjในผู9ปOวยที่คาสายสวนปIสสาวะ เนื่องจากมีสายสวน

ปIสสาวะและถุงปIสสาวะพร9อมทั้งน้ำปIสสาวะติดตัว และอาจเกรงวGาผู9อื่นรังเกียจ

25



จะเห็นวGาการคาสายสวนปIสสาวะทำให9เกิดผลกระทบทั้งรGางกายและจิตใจของผู9ปOวย ดังนั้น การสวน

ปIสสาวะจะกระทำในผู9ปOวยที่มีความจำเปnนจริงๆ และต9องมีคำสั่งการรักษาจะไมGทำการสวนปIสสาวะ เพื่อความ
สะดวกหรืองGายในการดูแลรักษา




การพยาบาลผู,ป„วยที่คาสายสวนป(สสาวะ


ผู9ปOวยที่สวนคาสายปIสสาวะไว9จะมีความไมGสุขสบายและอาจเกิดภาวะแทรกซ9อนดังได9กลGาวข9างต9น

โดยเฉพาะการติดเชื้อในระบบทางเดินปIสสาวะ ดังนั้นจึงต9องสGงเสริมความสุขสบายและปˆองกัน
ภาวะแทรกซ9อนโดยปฏิบัติดังนี้


1. สGงเสริมความสุขสบาย การมีสายสวนปIสสาวะคาไว9อาจทำให9ผู9ปOวยปฏิบัติกิจกรรมตGางๆ ไมGสะดวก

หรือกังวลในการปฏิบัติกิจกรรมตGางๆ หรือมีการดึงรั้งหรือการเลื่อนเข9าออกของสายสวน ควรดูแลให9ผู9ปOวยสวม
เสื้อผ9าที่ไมGคับเกินไป หรือให9สวมผ9าถุง แนะนำการปฏิบัติตัวขณะคาสายสวนปIสสาวะให9ผู9ปOวยเข9าใจ


2. สGงเสริมความมั่นใจ ผู9ปOวยอาจจะอาย รู9สึกสูญเสียภาพลักษณj ทำให9แยกตัว ควรเป–ดโอกาสให9

ผู9ปOวยระบายความรู9สึก ความกังวล รับฟIงและรGวมกันหาวิธีการปฏิบัติตัวให9เหมือนปกติมากที่สุด


3. แนะนำให9ผู9ปOวยดื่มน้ำมากๆ วันละ 2,500 - 3,000 มิลลิลิตร ในผู9ปOวยที่ไมGมีข9อจำกัดเรื่องการได9รับ
สารน้ำ ปริมาณปIสสาวะที่มากจะชGวยฉลามภายในทางเดินปIสสาวะปIสสาวะเจือจางไมGตกตะกอน


4. ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุjและบริเวณรูเป–ดของทGอปIสสาวะ อยGางน9อยวันละ 2 ครั้ง ช9า-

เย็นขณะอาบนํา และหลังขับถGายอุจจาระด9วยน้ำเปลGา (The Joanna Briggs Institute, 2010) หรือน้ำกับสบูG
และซับให9แห9ง เชGนเดียวกับการทำความสะอาดรGางกายทั่วไป ไมGควรทำความสะอาดด9วยน้ำยาทําลายเชื้อ

(Healthcare Infection Control Practices Advisory Committee, 2009)


5. ล9างมือกGอนและหลังทันทีที่ทำการสวนปIสสาวะเสร็จและเมื่อสัมผัสสายสวนปIสสาวะ


6. ดูแลสายสวนปIสสาวะไมGให9หัก พับงอ หากมีตะกอนหรือลิ่มเลือด อาจบีบรีดสาย (Milking) โดยมือ
ข9างหนึ่งจับสายยางให9อยูGกับที่ มืออีกข9างหนึ่งบีบรีดสายออกจากตัวผู9ปOวย เพื่อมิให9สายอุดตัน


7. ดูแลระบบสวนปIสสาวะให9เปnนระบบป–ดตลอดเวลา ห9ามปลดข9อตGอตGางๆ ของชุดสวนปIสสาวะหาก

มีการกระทำที่ไมGเปnนระบบป–ด เชGน สายสวนปIสสาวะหลุดเลื่อนออกจากสายตGอลงถุงเก็บปIสสาวะ หรือมีการ
รั่วซึมของระบบสวนปIสสาวะ จะต9องเปลี่ยนชุดสวนปIสสาวะและถุงรองรับใหมGด9วยเทคนิคปลอดเชื้อ


8. ดูแลไมGให9สายสวนปIสสาวะดึงรั้งโดยยึดตรึงสายด9วยพลาสเตอรjที่บริเวณต9นขาด9านใน สำหรับผู9ปOวย

หญิง และบริเวณท9องน9อยหรือต9นขาด9านในสำหรับผู9ปOวยชาย

26



9. ดูแลให9สายสวนปIสสาวะและถุงรองรับปIสสาวะอยูGต่ำกวGาระดับของกระเพาะปIสสาวะตลอดเวลา

แขวนถุงปIสสาวะไว9กับขอบเตียง โดยไมGให9แตะพื้น ไมGแขวนกับราวกั้นเตียง ในกรณีที่ต9องยกสายหรือถุงรองรับ
ปIสสาวะ เชGนเคลื่อนย9ายผู9ปOวย ให9หักพับสายกGอนยกถุงเพื่อปˆองกันการไหลย9อนของปIสสาวะ


10. เทปIสสาวะออกจากถุงรองรับปIสสาวะ เมื่อมีน้ำปIสสาวะประมาณ 3 ใน 4 ของถุงปIสสาวะ เช็ด

บริเวณฝาป–ดทGอทางออกกGอนและหลังเทปIสสาวะด9วยแอลกอฮอลj 70% และขณะที่เทปIสสาวะระมัดระวัง
ไมGให9ทGอทางออกและรูเป–ดสัมผัสกับภาชนะรองรับปIสสาวะ


11. เปลี่ยนสายสวนปIสสาวะใหมGเมื่อมีข9อบGงชี้ เชGน การติดเชื้อ มีการอุดตัน และมีการรั่วซึมไมGเปnน

ระบบป–ด ไมGมีการกำหนดเวลาที่แนGนอนในการเปลี่ยนสายสวน (Healthcare Infection Control Practices
Advisory Committee, 2009)


12. ประเมินอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อทางเดินปIสสาวะหรือแนวโน9มของการติดเชื้อเชGน

ปIสสาวะขุGน มีตะกอน กลิ่นฉุน มีเลือดปน ผลวิเคราะหjปริมาณเม็ดเลือดขาวในปIสสาวะ 5 – 10 เซลลjตGอ

ลูกบาศกjเซนติเมตร และมีไข9 เปnนต9น ให9รายงานแพทยjเพื่อการตรวจวิเคราะหjและการรักษาตGอไป

13. การมีระบบเตือน (Reminder) โดยพิจารณาข9อบGงชี้ของการคาสายสวนปIสสาวะอยGางน9อยวันละ

1 ครั้ง ซึ่งอาจกระทำขณะตรวจเยี่ยมผู9ปOวยระหวGางสGงตGอรอบการปฏิบัติงาน หรือการตรวจเยี่ยมรGวมกันของ

สายสาขาวิชาชีพ หากไมGมีความจำเปnนต9องคาสายสวนปIสสาวะ ควรรายงานแพทยjเพื่อพิจารณาถอดสายสวน
ปI ส ส า ว ะ (Apisarnthanarak et.al., 2007; Healthcare Infection Control Practices Advisory

Committee, 2009)


การเอาสายสวนป(สสาวะออก


เมื่อหมดความจำเปnนของการคาสายสวนปIสสาวะ แพทยjจะมีคำสั่งการรักษาให9เอาสายสวนปIสสาวะ
ออก พยาบาลสองรีบดำเนินการตามแผนการรักษาทันทีเพื่อลดภาวะแทรกซ9อนที่อาจเกิดขึ้น


อุปกรณjการถอดสายสวนปIสสาวะที่คาไว9บอก


1. อุปกรณjทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุj


2. น้ำเปลGา หรือน้ำสบูG


3. ถุงมือสะอาด 1 คูG


4. กระบอกฉีดยาขนาด 10 มิลลิลิตร

27



วิธีการถอดสายสวนป(สสาวะที่คาไว,ออก ปฏิบัติดังนี้


วิธีปฏิบัติ เหตุผล

1. ล9างมือ สวมถุงมือสะอาด • ปˆองกันการแพรGกระจายเชื้อ
2. ตรวจสอบชื่อสกุล และเลขที่โรงพยาบาลของ • เพื่อปฏิบัติให9ผู9ปOวยถูกคน

ผู9ปOวย

3. อธิบายให9ผู9ปOวยทราบวิธีการโดยยGอและเหตุผลใน • เพื่อผู9ปOวยให9ความรGวมมือ
การถอดสายสวนปIสสาวะออก

4. กั้นมGานและจัดทGาให9ผู9ปOวยนอนหงาย ถ9าเปnน • ปˆองกันการเป–ดเผยผู9ปOวย
ผู9ปOวยหญิงให9จัดทGานอนหงายชันเขGาแยกขาทั้ง 2

ข9างออกหGมผ9าและเป–ดเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุj

5. ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุjภายนอกให9สะอาด • เพื่อให9บริเวณที่จะถอดสายออกสะอาด
6. ตGอกระบอกฉีดยาเข9ากับปลายสายสวนทางหางที่

เปnนแถบสีที่เปnนทางที่โปOงบอลลูน ดูดน้ำที่อยูGใน • ปˆองกันการบาดเจ็บของทGอปIสสาวะ
บอลลูนออกให9หมดจนกระทั่งมีแรงต9านดึงตGอไมGได9

7. บอกให9ผู9ปOวยหายใจเข9าออกลึกๆ มือข9างที่ถนัด • เพื่อให9ผู9ปOวยผGอนคลายขณะดึงสายออก ถ9าผู9ปOวย

จับสายสวนปIสสาวะบริเวณใกล9ๆ รูเป–ดของทGอ เกร็ง จะมีอาการปวด
ปIสสาวะพับสายและดึงสายสวนปIสสาวะออกมา • ปIสสาวะที่ค9างอยูGในสายสวนปIสสาวะจะไหลลงสูGถุง

อยGางนิ่มนวลโดยให9ปลายสายชี้ขึ้น วางสายสวน รองรับปIสสาวะ

ปIสสาวะในชามรูปไต
8. ตรวจสอบความสมบูรณjของสายสวนปIสสาวะ • เพื่อให9แนGใจวGาไมGมีชิ้นสGวนของสายสวนปIสสาวะ

9. จัดทGาให9ผู9ปOวยสุขสบาย ค9างอยูGในกระเพาะปIสสาวะ
10. ตวงปริมาณของปIสสาวะในถุงรองรับปIสสาวะ • เพื่อทราบปริมาณปIสสาวะที่ถูกต9อง

เทปIสสาวะในห9องน้ำ

ทิ้งกระบอกฉีดยา ถุงรองรับปIสสาวะและสายสวน • ปˆองกันการแพรGกระจายเชื้อ
ปIสสาวะในถุงขยะติดเชื้อ ทำความสะอาดอุปกรณj

11. ถอดถุงมือ ล9างมือ • ปˆองกันการแพรGกระจายเชื้อ
12. แนะนำให9ผู9ปOวยดื่มน้ำมากๆ • การดื่มน้ำมากๆจะทำให9มีจำนวนปIสสาวะมาก

พอที่จะกระตุ9นการบีบตัวของกล9ามเนื้อกระเพาะ

ปIสสาวะ
แจ9งให9ผู9ปOวยทราบวGาอาจมีอาการแสบเล็กน9อยใน • สายสวนปIสสาวะอาจทำให9มีการระคายเคืองเยื่อบุ

การถGายปIสสาวะครั้งแรกๆ ผิวในทGอปIสสาวะ

บอกเวลาโดยประมาณที่ควรถGายปIสสาวะได9เอง • การคาสายสวนปIสสาวะนานๆ จะทำให9กล9ามเนื้อ
หลังจากเอาสายสวนออก โดยทั่วไประมาณ 6 กระเพาะปIสสาวะบีบตัวลดลง

28



ชั่วโมง กระตุ9นให9ผู9ปOวยไปถGายปIสสาวะที่ห9องน้ำหรือ

จัดให9ผู9ปOวยถGายปIสสาวะที่เตียงหลังจากเอาสายสวน
ออก 2-3 ชั่วโมง

12. บันทึกปริมาณปIสสาวะ เวลาที่เอาสายสวน • สื่อสารให9ผู9รGวมงานทราบ และใช9ประโยชนjการวาง

ปIสสาวะออก และเวลาที่ผู9ปOวยควรถGายปIสสาวะได9 แผนการพยาบาลและเปnนหลักฐานการปฏิบัติ
เองในบันทึกทางการพยาบาล




การสวนล,างกระเพาะป(สสาวะ


การสวนล9างกระเพาะปIสสาวะเปnนการใสGน้ำยาผGานทางสายสวนปIสสาวะเข9าชะล9างกระเพาะปIสสาวะ
แล9วปลGอยน้ำยาออกมา มีจุดประสงคjเพื่อระงับภาวะเลือดออกในกระเพาะปIสสาวะ และล9างเลือดหรือตะกอน

ที่จะอุดกั้นทางเดินปIสสาวะ การสวนล9างกระเพาะปIสสาวะจะกระทำได9เมื่อมีคำสั่งการรักษาซึ่งพิจารณาเมื่อมี
ความจำเปnนจริงๆ


ข,อบCงชี้


1. ผู9ปOวยที่มีเลือดออกในกระเพาะปIสสาวะ ปIสสาวะเปnนเลือด เชGน ผู9ปOวยที่มีการบาดเจ็บของระบบ

ทางเดินปIสสาวะ มีนิ่วในทางเดินปIสสาวะ ผู9ปOวยผGาตัดกระเพาะปIสสาวะ ผGาตัดตGอมลูกหมากโต


2. ผู9ปOวยที่มีปIสสาวะเปnนตะกอนขุGน เชGน ผู9ปOวยที่คาสายสวนปIสสาวะเปnนเวลานาน ผู9ปOวยที่เปnนนิ่ว

น้ำยาที่ใช,สวนล,างกระเพาะป(สสาวะ


1. น้ำเกลือ 0.9% นิยมใช9มากที่สุด เนื่องจากเปnนสารละลายที่มีความเข9มข9นเทGากับแรงดึงดูดของ

ของเหลวในรGางกายและเปnนน้ำที่ไมGมีสี จึงเหมาะที่จะใช9กับผู9ปOวยที่ถGายปIสสาวะเปnนเลือดหรือหลังผGาใน

ระยะแรก


2. น้ำกลั่น เปnนสารละลายที่มีความเข9มข9นน9อยกวGาแรงดึงดูดของของเหลวภายในรGางกาย อาจมีการ
ดูดซึมผGานผนังกระเพาะปIสสาวะด9วยกระบวนการออสโมซิสและผGานเข9าหลอดเลือด ทำให9เม็ดเลือดแดงบวม

และแตกได9 อาจพิจารณาใช9ในกรณีไมGมีน้ำเกลือปราศจากเชื้อและใช9กับผู9ปOวยที่มีเลือดออกน9อยๆ หลังผGาตัด
หลายๆ วัน (The ACI Urology Nursing, 2012)


การสวนล,างกระเพาะป(สสาวะมี 2 วิธี คือ


1. การสวนล9างกระเพาะปIสสาวะด9วยระบบเป–ด (Irrigation the catheter using the open

systems)


2. การสวนล9างกระเพาะปIสสาวะตGอเนื่องตลอดเวลา (Continuous bladder irrigation)

29



1. การสวนล,างกระเพาะป(สสาวะด,วยระบบเป”ด เปnนการสวนล9างโดยการปลดข9อตGอของสายสวน

กระเพาะปIสสาวะกับสายตGอของถุงรองรับปIสสาวะ ใช9กระบอกสวนล9างใสGน้ำยาตGอกับสายสวนปIสสาวะ ต9นน้ำ
สวนล9างเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะ กระทำเปnนครั้งคราว ใช9ในรายที่มีปIสสาวะไหลออกทางสายสวนไมGสะดวก

หรือไมGไหลจากการอุดกั้นของลิ่มเลือด เศษชิ้นเนื้อ นิ่ว หรือในรายที่ต9องการระงับเลือดเนื่องจากมีเลือดออกใน

กระเพาะปIสสาวะ การสวนล9างวิธีนี้ทำให9เชื้อโรคมีโอกาสเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะมากกวGาวิธีอื่น เนื่องจากมี
การทำลายระบบการสวนปIสสาวะที่เปnนระบบป–ด


อุปกรณjสำหรับการสวนล9างกระเพาะปIสสาวะด9วยระบบเป–ด


1. ชุดสวนล9างกระเพาะปIสสาวะ ประกอบด9วย 1) ชามรูปไต 2 ใบ 2) กระบอกสวนล9าง ขนาด50
มิลลิลิตร 1 เครื่อง 3) ผ9าก¨อสขนาด 3x3 นิ้ว 1 ผืน


2. สารน้ำปราศจากเชื้อที่ใช9สวนล9างกระเพาะปIสสาวะตามแผนการรักษา เชGน น้ำเกลือ 0.9%จํานวน

1,000 มิลลิลิตร


3. ถุงมือสะอาด 1 คูG ถุงมือปราศจากเชื้อ 1 คูG


4. สำลี และน้ำยาฆGาเชื้อ เชGน แอลกอฮอลj 70% หรือคลอเฮกซิลีน กลูโคเนท 2% ใน
แอลกอฮอลj70% หรือ ยาอื่นตามนโยบายของสถาบัน


วิธีการสวนล,างกระเพาะป(สสาวะด,วยระบบเป”ด ปฏิบัติดังนี้


วิธีปฏิบัติ เหตุผล

1. ตรวจสอบชื่อ สกุล และเลขที่โรงพยาบาลของผู9ปOวย • เพื่อปฏิบัติได9ทุกคน
2. อธิบายให9ผู9ปOวยทราบ • เพื่อผู9ปOวยให9ความรGวมมือ

3. จัดทGานอนหงาย และเลื่อนตัวผู9ปOวยมาใกล9ขอบเตียง • สะดวกในการปฏิบัติการพยาบาล

ด9านที่พยาบาลยืนอยูG
4. ล9างมือ • ปˆองกันการแพรGกระจายเชื้อ

5. เป–ดชุดสวนล9างบนโต¨ะข9างเตียงผู9ปOวยด9วยเทคนิค • เตรียมอุปกรณjให9พร9อมใช9

กีดกั้นเชื้อ เทสารน้ำที่จะใช9สวนล9างลงในชามรูปไต
ใบที่ 1

6. สวมถุงมือสะอาด ใช9สำลีชุบน้ำยาฆGาเชื้อ เช็ดตรง • ปˆองกันเชื้อเข9าไปในสายสวนปIสสาวะ
รอยตGอสายสวนกับสายตGอลงถุงรองรับปIสสาวะแล9ว

จึงปลดแยกออกจากกัน วางปลายสายสวนปIสสาวะลง

ในชามรูปไตใบที่ 2 ใช9ผ9าก¨อสที่ปลอดเชื้อหุ9มสGวน
ปลายสายตGอ ในกรณี ที่ยังไมGมีการคาสายสวนปIสสาวะ

ต9องสวนคาและปลGอยให9ปIสสาวะไหลให9หมดกGอน

30



7. ถอดถุงมือ ล9างมือ และสวมถุงมือปราศจากเชื้อ • เพื่อปˆองกันเชื้อเข9าไปในสายสวนปIสสาวะ

ด9วยเทคนิคกีดกั้นเชื้อ
8. ใช9กระบอกสวนล9างดูดสารน้ำจากชามรูปไตใบที่ 1

โดยไมGให9มีฟองอากาศแล9วตGอเข9ากับปลายสายสวน

ปIสสาวะพร9อมกับยกขึ้นสูงเล็กน9อยเพื่อปลGอยให9สารน้ำ • การปลGอยให9น้ำขาไหลเข9า-ออกตามความสูง-
ไหลเข9าสูGกระเพาะปIสสาวะช9าๆ รอสักครูGแล9ว ออกแรง ต่ำจะชGวยลดการกระตุ9นไมGให9ผู9ปOวยรู9สึกปวด

ดูดเบาๆให9สารน้ำที่ใสGเข9าไป ไหลออกมา หรือปลด
กระบอกสวนออกวางสายสวนต่ำลงเล็กน9อยให9สารน้ำที่

ใสGเข9าไปไหลลงชามรูปไตใบที่ 2

9. สังเกตลักษณะและจำนวนสารน้ำสวนล9างที่ไหล • เพื่อรวบรวมข9อมูลในการประเมินผลการ
ออกมาจำนวนสารน้ำที่ไหลออกมาควรใกล9เคียงกับสาร พยาบาล

น้ำที่ใสGเข9าไป ถ9าจำนวนสารน้ำที่ไหลออกมาน9อยกวGาสาร
น้ำที่ใสGเข9าไปมากอาจมีสิ่งอุดกั้นอยูG ให9ออกแรงดูดเพิ่ม

อีกเล็กน9อย จะทำให9จำนวนสารน้ำไหลออกมากขึ้น แตG

ถ9าไมGได9ผลต9องหยุดการสวนล9างและรายงานหัวหน9า • ปˆองกันไมGให9เกิดภาวะแทรกซ9อน
พยาบาลที่รับผิดชอบ เพราะสารน้ำอาจรั่วออกนอก

ทางเดินปIสสาวะ

10. หากจำนวนสารน้ำที่ใสGเข9าและไหลออกมีจำนวน • ลักษณะสารน้ำไหลออกที่ใสแสดงวGาสิ่งที่อุด
ใกล9เคียงกัน ให9ทำการสวนล9างเชGนเดิมจนกระทั่งสารน้ำ ตัน หรือเลือดที่ออกหยุดแล9ว

ที่ไหลออกมามีลักษณะใสสีเหลืองอGอน แล9วจึงตGอปลาย

สายสวนกับปลายสายตGอของถุงรองรับปIสสาวะ เชGนเดิม
11. จัดให9ผู9ปOวยอยูGในทGาที่สุขสบาย และนำอุปกรณjไป • ผู9ปOวยสุขสบายและปˆองกันการกระจายเชื้อ

ล9างทำความสะอาด
12. บันทึกการสวนล9างกระเพาะปIสสาวะในบันทึก • เปnนประโยชนjในการติดตามประเมินผลการ

ทางการพยาบาล โดยระบุวัน เวลา ชนิดและจำนวนสาร พยาบาลและเปnนหลักฐานการปฏิบัติการ
น้ำที่สวนล9าง จำนวนและลักษณะสารน้ำที่ไหลออกมา พยาบาล

31



2. การสวนล,างกระเพาะป(สสาวะตCอเนื่องตลอดเวลา เปnนวิธีการสวนล9างที่ใสGน้ำยาเข9าไปสวนล9าง

ตลอดเวลา เปnนระบบป–ดไมGมีการปลดสายสวน ใช9กับผู9ปOวยที่มีเลือดสดๆออกคGอนข9างมาก หรือมีออกมาเรื่อยๆ
เพื่อปˆองกันไมGให9เกิดลิ่มเลือดอุดกั้นการไหลของปIสสาวะ นอกจากนี้สารน้ำที่ใสGเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะอยGาง

ตGอเนื่องจะมีแรงกดทำให9เลือดหยุดไหล เชGน ผู9ปOวยที่ผGาตัดตGอมลูกหมาก มีก9อนเนื้องอกหรือนิ่วในทางเดิน

ปIสสาวะ ผู9ปOวยที่จะได9รับการสวนล9างกระเพาะปIสสาวะวิธีนี้จะต9องคาสายสวนปIสสาวะโฟเลGยjชนิด 3 หาง ซึ่ง
จะมีอุปกรณjเพิ่มเดิมจากการสวนคาสายปIสสาวะดังนี้


1. สายสวนปIสสาวะโฟเลGยj ชนิด 3 หาง ภาพที่ 6 ค แตGละหางมีหน9าที่ดังนี้


หางที่ 1 เปnนทางให9สารน้ำและปIสสาวะไหลออกจากกระเพาะปIสสาวะจะตGอกับสายตGอของถุงรองรับปIสสาวะ


หางที่ 2 เปnนทางสำหรับใสGน้ำกลั่นที่ปราศจากเชื้อจำนวนประมาณ 5-10 มิลลิลิตร เข9าไปโปOงบอลลูนให9พอง
ให9สายสวนปIสสาวะคงอยูGในกระเพาะปIสสาวะได9


หางที่ 3 เปnนทางให9สารน้ำที่สวนล9างไหลเข9าสายสวน โดยตGอกับสายชุดให9สารน้ำซึ่งตGอกับขวดสารน้ำที่ใช9สวน

ล9างกระเพาะปIสสาวะ


2. ชุดให9สารน้ำ

3. สารน้ำสวนล9างปราศจากเชื้อที่ใช9สวนล9างกระเพาะปIสสาวะตามแผนการรักษา เชGน น้ำเกลือ 0.9%

จำนวน 1,000 มิลลิลิตร


4. สำลี และ น้ำยาฆGาเชื้อ เชGน แอลกอฮอลj 70% คลอเฮ็กซิดีน กลูโคเนท 2% ในแอลกอฮอลj 70%

หรือน้ำยาอื่นตามนโยบายสถาบัน
5. ถุงมือสะอาด 1 คูG























ภาพที่ 14 การล9างสวนปIสสาวะตGอเนื่องตลอดเวลา

32



วิธีการสวนล,างกระเพาะป(สสาวะตCอเนื่องตลอดเวลา ปฏิบัติดังนี้


วิธีปฏิบัติ เหตุผล

1. ตรวจสอบชื่อ-นามสกุล และเลขที่โรงพยาบาล • เพื่อให9การพยาบาลผู9ปOวยได9ถูกคน และชนิดของ
ของผู9ปOวย และตรวจสอบความถูกต9องของสารน้ำที่ สารน้ำถูกต9อง

ใช9สวนล9างกระเพาะปIสสาวะ

2. อธิบายให9ผู9ปOวยทราบ • เพื่อผู9ปOวยให9ความรGวมมือ
3. สวนคาสายปIสสาวะด9วยสายสวนปIสสาวะโฟเลGยj • เพื่อเตรียมสวนล9างกระเพาะปIสสาวะ

ชนิด 3 หาง ในกรณีที่ยังไมGได9สวนคาไว9
4. จัดผู9ปOวยให9อยูGในทGาที่สุขสบาย และพยาบาลอยูG • เพื่อความสุขสบายของผู9ปOวยและพยาบาล

ในทGาที่สามารถหยิบจับสายสวนปIสสาวะได9สะดวก ปฏิบัติการได9อยGางราบรื่น รวดเร็ว นุGมนวล

5. ล9างมือ และใสGถุงมือสะอาด • ปˆองกันการแพรGกระจายเชื้อ
6. ตGอชุดให9สารน้ำกับขวดน้ำยาสวนล9างด9วยเทคนิค • เตรียมอุปกรณjให9พร9อมใช9

กีดกั้นเชื้อ แขวนขวดน้ำยาให9สูงประมาณ 3 ฟุต
จากระดับเตียง และเป–ดสายชุดให9สารน้ำไลGอากาศ

ออกจากสายจนหมด ปอดสายชุดให9สารน้ำและสวม

จุกครอบป–ดปลายสาย
7. ใช9สำลีชุบน้ำยาทำลายเชื้อเช็ดบริเวณปลายของ • ปˆองกันเชื้อเข9าไปในสายสวนปIสสาวะ

สายสวนปIสสาวะหางที่ 3 และตGอปลายสายชุดให9

สารน้ำเข9ากับหางที่ 3 ด9วยเทคนิคกีดกั้นเชื้อ
8. เป–ดให9สารน้ำไหลเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะด9วย • สารน้ำที่ไหลเข9าในอัตราเร็วที่เหมาะสมจะชGวยลด

อัตราการไหลตามแผนการรักษาโดยทั่วไปประมาณ การกระตุ9นไมGให9ผู9ปOวยรู9สึกปวด
60-80 มิลลิลิตรตGอชั่วโมง หรือวันละประมาณ

1,500-2,000 มิลลิลิตร

9. จัดให9ผู9ปOวยอยูGในทGาที่สุขสบาย และนำอุปกรณjไป • ผู9ปOวยสุขสบายและปˆองกันการแพรGกระจายเชื้อ
ล9างทำความสะอาด

10. เทน้ำที่สวนล9างที่อยูGในถุงรองรับปIสสาวะทุก 4 • น้ำในถุงไมGไหลล9นออกมา
ชั่วโมงหรือเมื่อจำนวนน้ำประมาณ 3 ใน 4 สGวนของ

ถุงปIสสาวะ

11. บันทึกการสวนล9างกระเพาะปIสสาวะในบันทึก • เปnนประโยชนjในการติดตามประเมินผลการ
ทางการพยาบาล โดยระบุวัน เวลา ชนิดและจำนวน พยาบาลและเปnนหลักฐานการปฏิบัติการพยาบาล

น้ำยาที่ไหลออกมา อาการและอาการแสดงและ

ความสุขสบายของผู9ปOวย
บันทึกจำนวนสารน้ำที่ใสGเข9าและจำนวนสารน้ำและ

33



ปIสสาวะที่ไหลออกมาในแผGนบันทึกปริมาณน้ำเข9า

ออกทุกรอบการทำงานของพยาบาล



การสวนล9างกระเพาะปIสสาวะตGอเนื่องตลอดเวลาจะกระทำจนกระทั่งปIสสาวะที่ออกมามีลักษณะใสขึ้น

โดยทั่วไปประมาณ 24 - 48 ชั่วโมง พยาบาลต9องประเมินลักษณะการไหล ปริมาณและลักษณะของสารน้ำ

และปIสสาวะที่ไหลออกมาเปnนระยะ และต9องคอยดูแลปรับอัตราการไหลของสารน้ำที่ใสGเข9าไปชะล9างกระเพาะ
ปIสสาวะให9สอดคล9องกับจำนวนสารน้ำและปIสสาวะที่ไหลออกมา ถ9าสารน้ำไหลเข9าน9อย จำนวนสารน้ำและ

ปIสสาวะที่ไหลออกมามีเลือดออกมาก จะเกิดลิ่มเลือดหรือเปnนตะกอนอุดกั้นการไหลของสารน้ำและปIสสาวะได9
ซึ่งประเมินได9จากปIสสาวะไหลน9อยลงหรือหยุดไหล ผู9ปOวยรู9สึกปวดถGายปIสสาวะ หน9าท9องโปOงนูน หรือมี

ปIสสาวะและสารน้ำไหลซึมรอบทGอสายสวนปIสสาวะ





วิธีการใสCถุงยางอนามัยเพื่อระบายป(สสาวะ


ผู9ปOวยชายที่ไมGสามารถควบคุมการขับถGายปIสสาวะ การใสGถุงขางอนามัยเพื่อระบายปIสสาวะเปnนวิธีที่ดี
เนื่องจากการใสGถุงยางอนามัยไมGมีความเสี่ยงของการนำเชื้อโรคเข9าไปในกระเพาะปIสสาวะ ถุงยางอนามัยทำ

จากวัสดุจำพวกยางหรือพลาสติกที่มีความอGอนนุGมบางเบาและยืดหยุGน เมื่อใสGหGอหุ9มองคชาตสามารถถอดออก
ได9งGายผู9ปOวยไมGรู9สึกรำคาญ ปกติจุดประสงคjของการใช9ถุงยางอนามัยคือเพื่อคุมกำเนิด แตGสามารถนำมา

ประยุกตjใช9เพื่อระบายปIสสาวะให9ผู9ปOวยได9 ถุงยางอนามัยมีหลายชนิดหลายแบบ และมีรูปรGางลักษณะแตกตGาง

กันตามบริษัทผู9ผลิตมักบรรจุโดยม9วนเก็บขดเปnนวงกลมคล9ายโดนัทเพื่อสะดวกในการสวมใสG เมื่อคลี่ถุงยาง
อนามัยที่ม9วนขดออกจะเห็นเปnนทGอหรือถุงคล9ายลูกโปˆงยาวประมาณ 4 นิ้ว เส9นผGาศูนยjกลางประมาณ 1/2 นิ้ว

ตรงปลายมีกระเปาะสำหรับเก็บน้ำและอสุจิ


















ภาพที่ 15 การเตรียมถุงยางอนามัยเพื่อระบายปIสสาวะ

34



















ภาพที่ 16 การสวมถุงยางอนามัยเข9ากับองคชาต




การเตรียมถุงยางอนามัยเพื่อระบายป(สสาวะ


ขั้นตอนที่ 1 สวมถุงยางอนามัยด9านปลายที่เปnนกระเปาะเข9ากับทGอระบายซึ่งโดยมากจะใช9สายยาง

เหลืองให9ปลายสายตGออยูGสุดกระเปาะ พันปลาสเตอรjรอบกระเปาะหGางจากปลายทGอประมาณ 2 นิ้ว ให9แนGน
เปnน 2 ปล9อง เพื่อปˆองกันปIสสาวะรั่วซึมออกข9างๆ


ขั้นตอนที่ 2 ตัดบริเวณปลายกระเปาะถุงยางอนามัยให9มีรูเป–ด เพื่อเปnนชGองทางให9ปIสสาวะไหลลงสูGทGอ

ระบายได ,


ขั้นตอนที่ 3 พับตลบถุงยางอนามัยให9หุ9มปลายทGอที่เปnนรูเป–ด พันปลาสเตอรjทับปลายถุงยางอีกครั้ง
ตรงตำแหนGงเดียวกับที่พันปลาสเตอรjครั้งแรก


ขั้นตอนที่ 4 คลี่ถุงยางอนามัยเพื่อเตรียมไว9สวมหุ9มองคชาต สGวนปลายทGอระบายอีกด9านหนึ่งตGอกับ

ภาชนะหรือถุงรองรับปIสสาวะ





















ภาพที่ 17 การพันปลาสเตอรjติดถุงยางอนามัยระบายปIสสาวะกับองคชาต

35



วิธีใสCถุงยางเพื่อระบายป(สสาวะ ปฏิบัติดังนี้


วิธีปฏิบัติ เหตุผล

1. อธิบายเหตุผลและวิธีการทำให9ผู9ปOวยทราบโดยยGอ • เพื่อให9ผู9ปOวยเข9าใจและให9ความรGวมมือ
2. จัดให9ผู9ปOวยนอนหงาย คลุมผ9าให9เรียบร9อยเป–ด • เป–ดเผยผู9ปOวยเทGาที่จำเปnนเปnนการพิทักษjสิทธิ์

เฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธุj ผู9ปOวย

3. ทำความสะอาคอวัยวะสืบพันธุjและบริเวณโดยรอบ • เพื่อให9สะอาดปˆองกันการติดเชื้อ ผู9ปOวยรู9สึกสบาย
ให9สะอาดด9วยน้ำสบูG เช็ดให9แห9งประเมินบริเวณ

องคชาตวGามีรอยถลอก บวมเเดงหรือไมG ถ9ามีรอย
ถลอก บวมแดงจะงดใสGถุงยางอนามัยเพื่อระบาย • เนื่องจากปIสสาวะที่อยูGในถุงยางอนามัยมีฤทธิ์เปnน

ปIสสาวะ กรดอGอนจะยิ่งทำให9องคชาดมีการอักเสบยิ่งขึ้น

บางสถาบันอาจให9โกนขนที่อวัยวะสืบพันธุjในรายที่จะ • เพื่อยึดถุงยางอนามัยโดยไมGให9ขนติดพลาสเตอรj
สวมถุงยางอนามัยเพื่อระบายปIสสาวะ ซึ่งต9อง ซึ่งจะเจ็บเวลาลอกพลาสเตอรjออก

โกนขนกGอนทำความสะอาด
4. สวมถุงยางอนามัยที่ตGอกับถุงรองรับปIสสาวะไว9 • เพื่อทำทางระบายปIสสาวะให9ไหลลงถุงรองรับ

แล9วเข9ากับปลายองคชาตของผู9ปOวยหุ9มถึงโคนโดยไมG ปIสสาวะ

ต9องรGนหนังหุ9มปลายองคชาต
5. จัดให9ถุงยางอนามัยสGวนที่ตGอกับทGอระบายหGางจาก • ปˆองกันองคชาตเสียดสีกับปลายสายยางและไมGให9

ปลายสุดขององคชาต 1-2 นิ้ว ภาพที่ 16 ปIสสาวะระคายเคืองเนื้อเยื่อองคชาต

6. พันปลาสเตอรjรอบถุงยางอนามัยให9ติดกับโคน • การพันเปnนวงกลมและแนGนเกินไปจะทำให9ผู9ปOวย
องคชาตให9เปnนรอบเกลียวไมGติดเปnนวงกลม โดยไมGให9 ไมGสุขสบายและองคชาตขาดเลือดมาเลี้ยง สGวนการ

แนGนหรือหลวมเกินไป ภาพที่ 17 พันหลวมๆจะทำให9หลุดงGาย
7. แขวนถุงรองรับปIสสาวะในระดับต่ำกวGาตัวผู9ปOวย • เพื่อผู9ปOวยจะได9เคลื่อนไหวได9ตามปกติ

สำหรับผู9ปOวยที่ลุกเดินได9ให9ติดถุงรองรับปIสสาวะกับ

ดันขาด9านในหรือจัดใสGภาชนะให9ผู9ปOวยถือเดินได9
8. บันทึกวันเวลาการใสGถุงยางอนามัยเพื่อระบาย • สื่อสารให9บุคลากรที่เกี่ยวข9องทราบ เปnน

ปIสสาวะและลักษณะผิวหนังบริเวณองคชาตในบันทึก ประโยชนjในการดูแลและการประเมินผลและเปnน
ทางการพยาบาล หลักฐานการปฏิบัติการพยาบาล




การดูแลผู,ป„วยขณะใสCถุงยางอนามัยเพื่อระบายป(สสาวะ


ถุงยางอนามัยทำด9วยวัสดุบางเบา จึงมีโอกาสที่จะหักพับหรือหมุนบิดเปnนเกลียวบริเวณรอยตGอของ

ถุงยางอนามัยและทGอระบาย ทำให9เกิดการอุดตันการไหลของปIสสาวะ องคชาดแชGอยูGในปIสสาวะ หรือมีการ
รั่วซึม ดังนั้นต9องตรวจดูเปnนระยะ 3 นอกจากนี้ผู9ปOวยที่ใสGถุงยางอนามัยเพื่อระบายปIสสาวะอาจมีการ

36



เปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ เชGน ผิวหนังองคชาตแดง บวม หรือมีรอยถลอกเนื่องจากการระคายเคืองจากปIสสาวะ

หรือจาการอับชื้น ดังนั้นจึงต9องถอดเปลี่ยนถุงยางอนามัยเพื่อทำความสะอาดทุกวันด9วยสบูGและน้ำ ซับให9แห9ง
ประเมินลักษณะผิวหนัง ถ9ามีอาการผิดปกติต9องงดใสGชั่วคราวและรายงานแพทยjเพื่อการรักษา


การเก็บป(สสาวะสCงตรวจ


การตรวจปIสสาวะมีวัตถุประสงคj เพื่อการวิเคราะหjค9นหาพยาธิสภาพที่ผิดปกติของระบบทางเดิน

ปIสสาวะและระบบอื่นๆที่เกี่ยวข9อง เปnนการตรวจที่สำคัญและมีประโยชนjมาก ดังนั้นวิธีปฏิบัติที่ถูกต9อง จะทำ
ให9ได9ผลที่ถูกต9อง เชื่อถือได9และเปnนประโยชนjในการคัดกรองโรค วินิจฉัยโรครGวมกับอาการและการตรวจอื่นๆ

ติดตามการดำเนินของโรคและรักษาโรค การเก็บตัวอยGางปIสสาวะสGงตรวจ (Urine specimen)
มีชนิดของการเก็บ ดังนี้


1. การตรวจป(สสาวะ (Urinary Analysis : UA) เปnนการตรวจวิเคราะหjเพื่อตรวจคุณสมบัติทาง

กายภาพ ได9แกG สี ความขุGน ความถGวงจำเพาะ คุณสมบัติทางเคมี ได9แกG ความเปnนกรด-ดGาง สารเคมีตGางๆ เชGน

โปรตีน กลูโคส ดีโตน และบิลลิรูบิน เปnนต9น ตรวจด9วยกล9องจุลทรรศนj เพื่อดูเซลลjตGางๆ เชGน เม็ดเลือดแดง
เม็ดเลือดขาว และเซลลjเยื่อบุผิว เปnนต9น


รายการ คCาปกติ

White Blood Cells (WBC, เม็ดเลือดขาว) Negative

Red Blood Cells (RBC, เม็ดเลือดแดง) Negative
Epithelial Cells (Epi, เซลเยื่อบุทางเดินปIสสาวะ) Negative

Glucose (GLU, น้ำตาลในปIสสาวะ) Negative

Bilirubin (BIL, น้ำดี) Negative
Ketones (KET, ภาวะเปnนกรดในรGางกาย) Negative

Specific Gravity (SG, ความถGวงจำเพาะ) 1.003-1.030

Blood (BLD, เลือด) Negative
pH (ความเปnนกรด - ดGาง) 4.6-8.0

Protein (PRO, โปรตีน) Negative

Urobilinogen (UBG, สารที่ได9จากน้ำดี) 0.3-1.0 EU/dL
Nitrite (NIT, ภาวะติดเชื้อแบคที่เรีย) Negative

Leukocytes (LEU, เม็คเลือดขาว) Negative

Color (COL, สี) Yellow Clear
ตารางตัวอยCางรายการรายงานผลการตรวจป(สสาวะ

37



วิธีการเก็บตัวอยGางปIสสาวะ สามารถก็บปIสสาวะสGงตรวจได9ทุกชGวงเวลาที่ต9องการ (Random urine

collection) เพื่อมิให9ปIสสาวะปนเป«¬อน มีวิธีการเก็บที่เรียกวGา การเก็บตัวอยGางปIสสาวะชGวงกลาง (Clean-
voided midstream urine) ดังนี้


1. ล9างมือให9สะอาด


2. ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุj เพศหญิงทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุjด9วยน้ำสะอาดหรือ

น้ำสบูG เช็ดให9แห9งจากสGวนบนไปสGวนลGาง เพศชายรGนผิวหนังหุ9มปลาของคชาต ทำความสะอาดบริเวณรูเป–ด
ของหGอปIสสาวะและและรอบๆปลายองคชาตด9วยน้ำสะอาด หรือน้ำสบูGเช็ดให9แห9ง


















ภาพที่ 18 การเก็บปIสสาวะจากสายสวนปIสสาวะ


3. ถGายปIสสาวะชGวงต9นทิ้งไปเล็กน9อย ประมาณ 15-30 มิลลิลิตร เก็บปIสสาวะชGวงถัดมาประมาณ 30-

50 มิลลิลิตร ลงในภาชนะที่เตรียมไว9และป–ดฝาทันที ในกรณีที่ปIสสาวะน9อยการเก็บตัวอยGางให9ได9อยGางน9อย 10
มิลลิลิตร และควรสGงตัวอยGางไปห9องปฏิบัติการภายใน 1 ชั่วโมง ในกรณีเก็บตัวอยGางในเด็กทารกหรือเด็กเล็ก

ไมGสามารถรองปIสสาวะสGวนกลางได9 การเก็บปIสสาวะจะทำโดยหลังทำความสะอาดอวัยวะเพศโดยใช9

ถุงพลาสติกชนิดพิเศษสำหรับรองรับปIสสาวะป–ดรอบอวัยวะเพศ

ในบางกรณีอาจต9องเก็บปIสสาวะตามเวลา เชGน การตรวจหาฮอรjโมนฮิวแมนโคลิโอนิค โกนาโดโทรปŸน

(Human chorionic gonadotropin : HICG) ในหญิงตั้งครรภjต9องใช9ปIสสาวะหลังตื่นนอนตอนเช9า สตรีที่มี

รอบเดือนควรเลื่อนการตรวจปIสสาวะจนกวGารอบเดือนจะหมด หากจำเปnนต9องตรวจในชGวงเวลาดังกลGาวต9อง
ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุjอยGางเครGงครัดและถGายปIสสาวะชGวงต9นทิ้งเพิ่มขึ้น และแจ9งให9ผู9ทำการรักษา

ทราบหากมีการตรวจพบเม็ดเลือดแดงในปIสสาวะ


2. การตรวจป(สสาวะเพื่อเพาะเชื้อและดูความไวตCอยา (Urine culture and sensitivity)
เปnนการตรวจปIสสาวะเพื่อวิเคราะหjชนิดของเชื้อในระบบทางเดินปIสสาวะโดยการเพาะเชื้อ และทดสอบความ

ไวตGอยาปฏิชีวนะ ซึ่งผลที่แนGนอนใช9เวลาประมาณ 3 วัน หรือมากกวGาหากเชื้อที่สงสัยมีการเจริญเติบโตช9า

ตัวอยGางปIสสาวะที่เก็บต9องคำนึงถึงความสะอาดไมGให9ปนเป«¬อนเชื้อโรคจากภายนอก ใช9วิธีการเก็บตัวอยGางชGวง
กลาง เพศหญิงให9แยกแคมเล็กขณะทำความสะอาดและถGายปIสสาวะ

38



การเก็บป(สสาวะเพื่อเพาะเชื้อและดูความไวตCอยาในผู,ป„วยที่คาสายสวนป(สสาวะ


วิธีปฏิบัติ เหตุผล

1. เตรียมภาชนะปราศจากเชื่อที่จะใสGปIสสาวะเขียน • ปˆองกันการเก็บผิดคน
ชื่อ นามสกุลผู9ปOวย เลขที่โรงพยาบาลของผู9ปOวยติด

2. แจ9งให9ผู9ปOวยทราบและอธิบายให9ผู9ปOวยเข9าใจ • เพื่อให9ผู9ปOวยรGวมมือ

3. ใช9คีมจับหนีบสายสวนปIสสาวะที่ใต9รอยตGอระหวGาง • เพื่อให9มีปIสสาวะจำนวนมากพอในสายสวน
สายสวนกับสายตGอของถุงปIสสาวะนานประมาณ ปIสสาวะ

15-30 นาที
4. ล9างมือและสวมถุงมือสะอาด • ปˆองกันการแพรGกระจายเชื่อและปˆองกันการ

5. เช็ดทำความสะอาดสายสวนกระเพาะปIสสาวะตรง สัมผัสสารคัดหลั่งจากผู9ปOวย

กระเปาะปลายสายสวนทางด9านหางข9างที่ให9ปIสสาวะ • ปˆองกันไมGให9เชื้อจากภายนอกเข9าไปในระบบ
ไหลด9วยน้ำยาเบตาดีนหรือน้ำยาทำลายเชื้ออื่นตาม ทางเดินปIสสาวะ

นโยบายของสถาบัน
6. ใช9กระบอกฉีดยาขนาด 10 มล.ที่ตGอกับเข็มปลอด • เพื่อให9ได9ปIสสาวะสGงตรวจ หากเจาะด9านที่ใสGน้ำ

เชื้อเบอรj 23 แทงที่กระเปาะสายสวนด9านที่ปIสสาวะ กลั่นจะไมGได9ปIสสาวะและลูกบอลลูนแฟบ สาย

ไหลตรงตำแหนGงที่ทำความสะอาดฆGาเชื้อไว9 และดูด สวนปIสสาวะจะเลื่อนหลุดได9
ปIสสาวะประมาณ 10 มล. ระมัดระวังไมGแทงด9านที่ใสG

น้ำกลั่นเข9าไปโปOงบอลลูน

7. เช็ดบริเวณที่แทงเข็มด9วยเบตาดีน • ปˆองกันการติดเชื้อเข9าทางสายสวน
ถอดคีมหนีบออก • เพื่อให9ปIสสาวะไหลออกตามปกติ

8. สGงปIสสาวะตรวจทันที • ปIสสาวะที่ทิ้งไว9นานมีผลตGอการแบGงตัวของเชื้อ



3. การเก็บป(สสาวะ 24 ชั่วโมง เปnนการเก็บปIสสาวะทั้งหมดที่ขับถGายตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อตรวจหา

ปริมาณสารที่ขับออกมากับปIสสาวะ และมีอัตราการขับออกไมGสม่ำเสมอตลอดเวลา เชGน การตรวจหาปริมาณ

โปรตีนทั้งหมด หรือวิเคราะหjหาระดับฮอรjโมนจากตGอมหมวกไต เปnนต9น การเก็บปIสสาวะสGงตรวจวิธีนี้อาจ
ปฏิบัติที่โรงพยาบาลหรือที่บ9าน ไมGต9องมีการเตรียมตัวผู9ปOวย แตGผู9ปOวยต9องได9รับการแนะนำวิธีการเก็บที่ถูกต9อง

ห9องปฏิบัติการจะเตรียมภาชนะบรรจุปIสสาวะเปnนกระปˆองพลาสติกขนาดใหญG ความจุประมาณ 3,800 มล.
บรรจุสารกันปIสสาวะบูดซึ่งอาจใช9กรดเกลือ หรือโทลูอีน หรือสารอื่นๆตามจุดประสงคjของการตรวจปIสสาวะ

ทำให9เก็บปIสสาวะไว9ในอุณหภูมิห9องได9โดยไมGต9องเก็บในตู9เย็น วิธีการเก็บปIสสาวะเวลา 08.00-08.00 น. ของ

วันถัดไปมีดังนี้

39



1. เวลา 8.00 น. ผู9ปOวยต9องถGายปIสสาวะทิ้งไป และหลังจากนั้นทุกครั้งที่ถGายปIสสาวะทั้งกลางวันและ

กลางคืนให9ถGายปIสสาวะใสGในภาชนะที่เตรียมไว9ให9 จนถึงเวลา 8.00 น. ของวันถัดไปให9ผู9ปOวยถGายปIสสาวะใสGใน
ภาชนะเปnนครั้งสุดท9ายจะได9ปIสสาวะกรบ 24 ชั่วโมง และนำสGงห9องปฏิบัติการ


2. ต9องถGายปIสสาวะและเก็บใสGภาชนะกGอนการถGายอุจจาระและกGอนอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อปˆองกันการ

ปนเป«¬อนและการเก็บไมGครบ


3. ให9ผู9ปOวยถGายปIสสาวะใสGภาชนะอื่นแล9วจึงเทใสGภาชนะเก็บปIสสาวะ 24 ชั่วโมง ห9ามถGายปIสสาวะ ใสG
ภาชนะเก็บปIสสาวะ 24 ชั่วโมงโดยตรง เพราะในภาชนะเก็บปIสสาวะ 24 ชั่วโมง มีสารกันปIสสาวะบูดอยูG

ภายใน อาจสัมผัสอวัยวะและเกิดอาการระคายเคือง


การตรวจหาอซีโตนหรือคีโตนบอดี้ในป(สสาวะ


ผู9ปOวยเบาหวานที่ควบคุมไมGได9 ได9รับอินสูลินไมGเพียงพอ หรืออดอาหารเปnนเวลานาน กรดไขมันจะถูก
นำมาใช9เปnนต9นกำเนิดของพลังงานแทนคารjโบไฮเครต การเผาผลาญของไขมันจะทำให9เกิดคีโตนออกมาทาง

ปIสสาวะ การตรวจวิธีนี้เปnนวิธีการตรวจแบบกึ่งหาปริมาณ (Semi-Quantitative)


การตรวจหาอซีโตนหรือคีโตนบอดี้ในป(สสาวะ


วิธีปฏิบัติ เหตุผล
1. เตรียมภาชนะที่จะใช9ใสGปIสสาวะ ใช9ภาชนะเก็บที่แห9ง

สะอาดพร9อมฝาป–ดเขียนชื่อ นามสกุล เลขประจำตัว • ปˆองกันการเก็บผิดคน
โรงพยาบาลของผู9ปOวยติดที่ภาชนะ

2. บอกให9ผู9ปOวยทราบวGาจะเก็บปIสสาวะไปตรวจหา • เพื่อให9ผู9ปOวยรGวมมือและสามารถเก็บปIสสาวะได9เอง

อซีโตน พร9อมทั้งอธิบายวิธีการเก็บโดยบอกให9ผู9ปOวยถGาย โดยถูกต9อง
ปIสสาวะทิ้งเสร็จแล9วดื่มน้ำ 1 แก9ว ประมาณ 30-45 • ปIสสาวะที่นำไปตรวจจะเปnนปIสสาวะที่ได9จากการ

นาที ตGอมาจึงให9ผู9ปOวยถGายปIสสาวะอีกครั้งลงในภาชนะที่ กรองจากไตใหมGๆซึ่งจะแสดงถึงระดับของอซีโตนใน

เตรียมไว9 ให9นำปIสสาวะที่ถGายครั้งที่ 2 นี้ไปตรวจ ในกรณี ขณะนั้นจริง
ที่ผู9ปOวยมีสายสวนปIสสาวะคาไว9ให9เก็บปIสสาวะ • ปIสสาวะที่เก็บไว9นานอาจมีแบคทีเรียเจริญเติบโตทำ

เชGนเดียวกับการเก็บปIสสาวะสGงตรวจเพื่อเพาะเชื้อ ให9ปริมาณของอซีโตนเปลี่ยนไป

3. ตรวจหาอซีโตนในปIสสาวะด9วยแผGนทดสอบคีโตส
(Ketostix) โดยนำแผGนทดสอบคีโตสติค 1 แผGน ออกมา • ถ9าแผGนดีโตสติดถูกความชื้น จะทำให9สารเคมีในแผGน

จากภาชนะที่บรรจุอยูGและป–ดภาชนะให9แนGนจุGมแผGน ทดสอบนั้นสลายได9
ทดสอบลงในปIสสาวะที่ใหมGแล9วยกขึ้นทันที ทิ้งไว9 15

วินาที

เปรียบเทียบสีของแผGนกระดาษทดสอบกับแถบสี
มาตรฐาน ซึ่งจะมีคGาตั้งแตGจำนวนอซีโตนบ9าง (Trace)

40



จำนวนเล็กน9อย ปานกลาง จนถึงจำนวนมาก

4. ล9างทำความสะอาดเครื่องมือเครื่องใช9เก็บให9เรียบร9อย • กำจัดสิ่งสกปรกและเตรียมพร9อมที่จะใช9ในคราว
ตGอไป

5. บันทึกผลการทดสอบอซีโตนในปIสสาวะที่ได9เวลาที่ • เพื่อเปnนข9อมูลในการวางแผนการพยาบาลตGอไป

ตรวจและลงชื่อผู9ตรวจในบันทึกการพยาบาล
*เเผGนทดสอบ อาจจะมีชื่อเรียกแตกตGางกันไปตาม

บริษัทผู9ผลิต



การตรวจหาอัลบูมินในป(สสาวะ


การตรวจหาอัลบูมิน ซึ่งเปnนโปรตีนชนิดหนึ่งในปIสสาวะเปnนการวิเคราะหjหาพยาธิสภาพของระบบ

ทางเดินปIสสาวะ หรือค9นหาความผิดปกติในหญิงตั้งครรภj เชGน โรคความดันเลือดสูงเนื่องจากการตั้งครรภj ซึ่งมี
วิธีการตรวจดังนี้


วิธีปฏิบัติ เหตุผล

1. เตรียมภาชนะที่จะใสGปIสสาวะโดยต9องเปnนภาชนะ

ที่แห9งสะอาดพร9อมฝOาป–ด เขียนชื่อ สกุล และเลข • ปˆองกันการเก็บผิดคน
ประจำตัวโรงพยาบาลของผู9ปOวยติดที่ภาชนะ

2. บอกให9ผู9ปOวยทราบวGาจะเก็บปIสสาวะไปตรวจหา • เพื่อให9ผู9ปOวยรGวมมือและสามารถก็บปIสสาวะได9

ปริมาณอัลบูมิน พร9อมทั้งอธิบายวิธีการเก็บ โดย อยGางถูกต9อง
บอกให9ผู9ปOวยล9างอวัยวะสืบพันธุjภายนอกด9วยน้ำ • เพื่อให9ได9ปŸสสาวะที่สะอาด เนื่องจากเยื่อบุผิวหรือ

และสบูGเสียกGอน เก็บปIสสาวะตอนกลางๆ ระยะถGาย ระดูขาวอาจตกลงไปปนทำให9เกิดปฏิกิริยาให9ผลเปnน
ลงในภาชนะที่เตรียมไว9ให9 บวกได9

3. จุGมแผGนทดสอบยูริสติค* (Uristix) ลงในปIสสาวะ

แล9วยกขึ้นทันที แตะขอบของแผGนทดสอบกับ • เพื่อมิให9มีปริมาณของปIสสาวะบนแผGนทดสอบมาก
ภาชนะที่ใสGปIสสาวะ เปรียบเทียบสีของแผGนทดสอบ เกินไป ซึ่งจะทำให9สารเคมีซึ่งฝIงอยูGในแผGนทดสอบ

กับแถบสีมาตรฐานผลที่ได9เปnนผลลบหรือผลบวก สลายตัวออก ทำให9ผลไมGถูกต9องแมGนยำ
จากที่มีจำนวนอัลบูมินบ9าง (Trace) จนถึงคGาสูงสุด

คือ 4+ • กำจัดสิ่งสกปรกและเตรียมพร9อมที่จะใช9ในคราว

4. ล9างทำความสะอาดเครื่องมือเครื่องใช9เก็บให9 ตGอไป
เรียบร9อย • เพื่อเปnนข9อมูลในการวางแผนการพยาบาลตGอไป

5. บันทึกผลการทดสอบที่ได9ลงในแผGนบันทึกการ

พยาบาล
*แผ$นทดสอบอาจมีชื่อเรียกแตกต$างกันไปตามบริษัทผู>ผลิต

41



ข9อมูลจากการตรวจปIสสาวะสามารถแสดงถึงความผิดปกติของระบบการขับถGายปIสสาวะและความ

ผิดปกติระบบอื่นๆของรGางกาย เชGน ความผิดปกติของฮอรjโมนของระบบตGอมไร9ทGอ ซึ่งข9อมูลที่ได9จากการตรวจ
ปIสสาวะนี้เปnนข9อมูลที่สำคัญในการวินิฉัยโรค ระยะของโรค และติดตามผลการรักษาพยาบาล ดังนั้น พยาบาล

จึงต9องให9ความสำคัญกับวิธีการเก็บปIสสาวะและวิธีการตรวจที่ถูกต9อง


สรุป การพยาบาลผู9ปOวยที่มีอาการและอาการแสดงที่ผิดปกติของระบบทางเดินปIสสาวะ พยาบาล
จำเปnนต9องมีความรู9ทางวิทยาศาสตรjแขนงกายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบทางเดินปIสสาวะ เพื่อเปnนพื้นฐาน

ให9เข9าใจอาการและอาการแสดงที่ผิดปกติของผู9ปOวยเละนำไปใช9ในการปฏิบัติการพยาบาลรวมทั้งพยาบาลยัง

ต9องมีความสามารถในการประเมินสภาวะอาการของผู9ปOวย โดยรวบรวมข9อมูลทั้งที่ผู9ปOวยบอกเลGาและสิ่งที่
พยาบาลประเมินจากการสังเกต ตรวจวัด เพื่อวินิจฉัยการพยาบาล วางแผนการพยาบาล และปฏิบัติการได9

ถูกต9อง เพื่อชGวยเหลือให9ผู9ปOวยมีการขับถGายปIสสาวะที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในกรณีสามารถถGายปIสสาวะได9เอง
หรือจำเปnนต9องสวนปIสสาวะ พยาบาลต9องมีความรู9และทักษะในการปฏิบัติการสวนปIสสาวะได9อยGางถูกต9อง

และนุGมนวล หากผู9ปOวยต9องคาสายสวนปIสสาวะพยาบาลต9องให9การพยาบาลผู9ปOวยกลุGมนี้อยGางเหมาะสมเพื่อ

ปˆองการเกิดภาวะแทรกซ9อนโดยเฉพาะการติดเชื้อจากการคาสายสวนปIสสาวะ

42



เอกสารอ,างอิง


ณัฐสุรางคj บุญจันทรj (2553). การสGงเสริมสุขภาพด9านการขับถGายปIสสาวะ ในสิริรัตนj ฉัตรชัยสุชา

ปรางทิพยj อุจะรัตนj ณัฐสุรางคj บุญจันทรj (บรรณาธิการ). ทักษะพื้นฐานทางการพยาบาล (พิมพjครั้งที่3 หน9า
171). กรุงเทพฯ: หจก. เอ็น พี เพลส.

สาธิต ศิริบุญฤทธิ์ (2554). การตรวจปIสสาวะ (Urinalysis). เวชสารแพทยjทหารบก, 64(2), 85-89.
Apisaaravong, S., Thongphubeth, K., Sirinvaravong, S., Kitkangvan, D., Yuekyen, C.,

Warachan, B., et al.,(2007). Effectiveness of multifaceted hospitalwide quality improvement
programs featuring an intervention to remove unnecessary urinary catheters at a tertiary care

center in Thailand. InfectControl Hosp Epideminol. 28(7), 791-8.

The Joanna Briggs Institute (2010). Management of short-term indwelling urethral
catheters to prevent urinary tract infections. Best Practice : Evidence Based Practice

Information Sheets for Health Professionals 14(12), 1-4.

Trautner, B., Hull, R., & Darouiche, R. (2005). Prevention of catheter-associated urinary
tract infections Disease. Current Ppinion in Infectious Diseasa. 18, 37-40.

The ACI Urology Nursing. (2012). Bladder Irrigation Guidelines. Retrieve Sep 1, 2014

available at http://www.aci.health.news.gov.aw/_/Bladder-Irrigation-Toolkit
The Association for Professionals in Infection Control and Epidemiology. (2014). Guide

to Preventing Catheter-Associated Urinary Tract Infections. Retrieve Sep 1, 2014 available at
http://www.apic.org/Resource/EliminationGuideForm/c0790db8-2aca-4179-a7ae-

676c27592de2/File/APIC-CAUTI-Guide.pdf

Healthcare Infection Control Practices Advisory Committee : HICPAC. (2009).
Guideline for prevention of catheter-associated urinary tract infections 2009. Retrieve Sep 1,

2014 available at http://www.cdc.gov/hicpac/pdf/CAUTI/CAUTIguideline2009final.pdf
Palese, A., Buchini, S., Deroma, L., and Barbone, F. (2010). The effectiveness of the

ultrasound bladder in reducing urinary tract infections: a meta-analysis. Journal of Clinical

Nursing. 19(21-22), 2970-2979
Trautner,B.,Hull, R., & Darouiche, R. (2005). Prevention of catheter-associated urinary

tract infections Disease. Current Ppinion in Infectious Diseasa. 18, 37-40.

de Wit, S.D. (2009). Fundamental concepts and skills for nursing. 3' ed. 563-565. St.
Louis: Elsevier.

Harkreader, H., Hogan, M. A., & Thobaben, M. (2007). Fundamentals of nursing: caring
and clinical judgement. 3'd ed. p.752. St. Louis: Elsevier.

จัดทำโดย



นางสาวขวัญฤดี ร.มงาม เลขที่ 8 รหัสประจำตัว 64118301014

นางสาวป@ทมพร ศิรินัย เลขที่ 34 รหัสประจำตัว 64118301069

นางสาวพลอยไพลิน ดอนสีโยเพชร เลขที่ 40 รหัสประจำตัว 64118301076

นางสาวพิชญKสินี ปุญญศิริกุล เลขที่ 42 รหัสประจำตัว 64118301079

นางสาวเพชรลดา อาธรรมระชะ เลขที่ 49 รหัสประจำตัว 64118301089

นักศึกษาพยาบาลศาสตรKชั้นปTที่ 2



เสนอ



อาจารยKสิริอร ขUอยุ.น



วทยาลัยพยาบาลบรมราชชนน อุดรธาน ี




Click to View FlipBook Version