แนวคดิ เชิงคำนวณ (Computational Thinking)
กำรแยกส่วนประกอบ และกำรย่อยปัญหำ (Decomposition)
แนวคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) เป็นกระบวนกำรวเิ ครำะห์ปัญหำ เพ่ือใหไ้ ดแ้ นวทำงหำคำตอบ
อยำ่ งเป็นข้นั ตอนที่สำมำรถนำไปปฏิบตั ิไดโ้ ดยบุคคลหรือคอมพวิ เตอร์อยำ่ งถูกตอ้ ง กำรคิดเชิงคำนวณ เป็นกระบวนกำร
แกป้ ัญหำในหลำกหลำยลกั ษณะ เช่น กำรจดั ลำดบั เชิงตรรกศำสตร์ กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล และกำรสร้ำงสรรคว์ ธิ ีแกป้ ัญหำไปทีละ
ข้นั รวมท้งั กำรยอ่ ยปัญหำที่ช่วยใหร้ ับมือกบั ปัญหำท่ีซบั ซอ้ นหรือมีลกั ษณะเป็นคำถำมปลำยเปิ ดไดว้ ธิ ีคิดเชิงคำนวณ จะช่วยทำ
ใหป้ ัญหำที่ซบั ซอ้ นเขำ้ ใจไดง้ ่ำยข้ึน เป็นทกั ษะท่ีเป็นประโยชน์อยำ่ งยงิ่ ต่อทุก ๆ สำขำวชิ ำ และทุกเรื่องในชีวิตประจำวนั ซ่ึงไม่ได้
จำกดั อยเู่ พียงกำรคิดใหเ้ หมือนคอมพวิ เตอร์แต่เป็นกระบวนกำรคิดแกป้ ัญหำของมนุษย์ เพ่อื สั่งใหค้ อมพิวเตอร์ทำงำนและช่วย
แกป้ ัญหำตำมที่เรำตอ้ งกำรไดอ้ ยำ่ งมีประสิทธิภำพ
แนวคิดเชิงคำนวณมีองคป์ ระกอบท่ีสำคญั 4 ส่วน ไดแ้ ก่ กำรแบ่งปัญหำใหญ่เป็ นปัญหำย่อย (Decomposition) กำร
พจิ ำรณำรูปแบบ (Pattern Recognition) กำรคดิ เชิงนำมธรรม (Abstraction) กำรออกแบบอลั กอริทมึ
(Algorithm) ในบทเรียนน้ีจะกล่ำวเพยี ง กำรแบ่งปัญหำใหญ่เป็นปัญหำยอ่ ย (Decomposition) เท่ำน้นั โดยมี
รำยละเอียดดงั น้ี
ภำพท่ี 1 แนวคิดเชิงคำนวณ
กำรแบ่งปัญหำใหญ่เป็ นปัญหำย่อย (Decomposition)
เป็นกำรแยกส่วนประกอบเป็นวธิ ีคิดรูปแบบหน่ึงของแนวคิดเชิงคำนวณ เป็นกำรพจิ ำรณำเพอ่ื แบ่งปัญหำหรืองำนออกเป็น
ส่วนยอ่ ย ทำใหส้ ำมำรถ จดั กำรกบั ปัญหำหรืองำนไดง้ ่ำยข้ึน กำรแตกปัญหำท่ีซบั ซอ้ นใหเ้ ป็นปัญหำยอ่ ยที่มีขนำดเลก็ ลงและ
ซบั ซอ้ นนอ้ ยลง เพื่อช่วยใหก้ ำรวเิ ครำะห์และออกแบบวธิ ีกำรแกป้ ัญหำทำไดง้ ่ำยข้ึน ในกำรเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น กำร
เขียนโปรแกรมแยกเป็นส่วน ๆ แยกเป็นแพก็ เกจ แยกเป็นโมดูล หรือมองเป็น layer หรือกำรแบ่งปัญหำเม่ือจะแกไ้ ขอุปกรณ์
เช่น กำรแยกส่วนประกอบของพดั ลม แบ่งเป็นใบพดั มอเตอร์ ตะแกรงหนำ้ ขอบตะแกรง ฝำครอบ ฐำนพดั ลม เป็นตน้ หรือ กำร
แยกส่วนประกอบของรถจกั รยำน แบ่งเป็น ลอ้ หนำ้ ลอ้ หลงั หลงั อำน โซ่ โช๊ค แฮนด์ มือเบรก เป็นตน้ ถำ้ มองในรำยละเอียดของ
ลอ้ จกั รยำนจะเห็น วำ่ ประกอบดว้ ย ยำงลอ้ วงลอ้ และซี่ลวด หรือถำ้ พิจำรณำชุด ขบั เคลื่อนกจ็ ะพบวำ่ ประกอบดว้ ยเฟื อง โซ่ และ
บนั ได เป็นตน้
ภำพที่ 2 องคป์ ระกอบของจกั รยำย
กำรแกป้ ัญหำที่มีควำมซบั ซอ้ นทำไดย้ ำก กำรแบ่งปัญหำใหญ่ใหเ้ ป็นปัญหำยอ่ ย ๆ ทำใหม้ ีควำมซบั ซอ้ นของปัญหำลดลง ช่วย
ใหก้ ำรวเิ ครำะห์และพิจำรณำรำยละเอียดขอปัญหำทำไดอ้ ยำ่ งถ่ีถว้ น ส่งผลใหส้ ำมำรถออกแบบข้นั ตอนกำรแกป้ ัญหำยอ่ ยแตล่ ะ
ปัญหำไดง้ ่ำยข้ึน
กรณตี วั อย่ำงกำรแบ่งปัญหำใหญ่เป็ นปัญหำย่อย (Decomposition)
1. รถของกวิน
กวิน เป็นคุณครูที่เดก็ ๆ รัก และกำลงั จะเดินทำงไปโรงเรียนในเชำ้ ของวนั น้ี แต่ดว้ ยกวนิ ไม่สำมำรถสตำร์ทรถยนตค์ ู่ใจท่ีใชท้ ุก
วนั ใหต้ ิดได้ เนื่องจำกเกิดปัญหำ 3 ปะกำร ไดแ้ ก่ เมื่อคืนเปิ ดไฟในรถทิ้งไวท้ ้งั คืนอำจจะทำใหแ้ บตเตอร่ีหมด หรือ ก่อนเขำ้ บำ้ น
เขำไม่ไดเ้ ติมน้ำมนั ใหเ้ ตม็ ถงั อำจจะเป็นไปไดว้ ำ่ น้ำมนั ในถงั เชิงเพลิงหมด หรืออำจจะเป็นปัญหำเครื่องยนต์ เมื่อกวนิ ตอ้ งกำรใช้
แนวคิดเชิงคำนวณแกป้ ัญหำที่เกิดข้ึน กวนิ จะสำมำรถแกป้ ัญหำดว้ ยกำรแบ่งปัญหำใหญ่เป็นปัญหำยอ่ ย ไดด้ งั น้ี
กำรแบ่งปัญหำใหญ่เป็นปัญหำยอ่ ย (Decomposition)
1. แบตเตอรี่หมด
2. น้ำมนั เช้ือเพลิงหมด
3. เคร่ืองยนตม์ ีปัญหำ
ภำพที่ 3 รถของครูกวนิ
2. กำรพำจรวดไปดำวองั คำร
จำกเวบ็ ไซต์ https://csunplugged.org/en/topics/kidbots/unit-plan/sending-a-
rocket-to-mars/ เป็นกิจกรรมท่ีจะใหจ้ รวดเดินทำงไปดำวองั คำร โดยใชล้ ูกศรในกำรเดิน กำรหมุน เพือ่ ทำภำระกิจพิชิต
ดำวองั คำรใหส้ ำเร็จ เพอื่ ฝึกกระบวนกำรคิดเป็นข้นั ตอนของผเู้ รียน และกระบวนกำรแกป้ ัญหำ
ภำพที่ 4 ส่งจรวดไปดำวองั คำร
ในชีวติ ประจำวนั ของเรำ เรำไม่ไดใ้ หค้ ำแนะนำตำมที่กล่ำวไวว้ ำ่ "เล้ียวขวำ กำ้ วไปขำ้ งหนำ้ กำ้ วไป
ขำ้ งหนำ้ อีก แลว้ กำ้ วเล้ียวขวำ" คนส่วนใหญ่จะบอกวำ่ ตรงไปท่ีดำวองั คำร แต่เม่ือเขียนโปรแกรม
จะตอ้ งเจำะจงรำยละเอียดกำรเดินทำงไปดำวองั คำรมำกกวำ่ ปกติ เพรำะตอ้ งบอกคอมพวิ เตอร์วำ่ จะทำ
อยำ่ งไรในแต่ละข้นั ตอน นอกจำกน้ีกำรสงั่ ใหโ้ ปรแกรมทำงำนตำมที่เรำตอ้ งกำรโดยระบุรำยละเอียด
แลว้ แทนท่ีจะพยำยำมแกไ้ ขปัญหำท้งั หมด จะเห็นไดว้ ำ่ เกมส่งจรวดไปดำวองั คำร ยงั มีกำรแบ่งกำร
เขียนโปรแกรมออกเป็นส่วนยอ่ ย ๆ ทำใหง้ ำนมีนอ้ ยลง กจ็ ะสำมำรถทำใหถ้ ึงจุดหมำยไดอ้ ยำ่ งรวดเร็วข้ึน เช่น
กำรแบ่งปัญหำใหญ่เป็นปัญหำยอ่ ย (Decomposition)
1. เดินตรงไป 2 ช่อง
2. เล้ียวขวำ
3. เดินตรงไป 3 ช่อง
3. พดั ลม
นอกจำกกำรเขียนโปรแกรมส่ิงของในชีวิตประจำวนั เช่น จะเรียนรู้วำ่ พดั ลมทำงำนอยำ่ งไร กใ็ หพ้ ิจำรณำแยกชิ้นส่วนของพดั ลม
วำ่ มีอะไรบำ้ งและศึกษำทีละชิ้น
ภำพท่ี 5 ส่วนประกอบพดั ลม
กำรแบ่งปัญหำใหญ่เป็นปัญหำยอ่ ย (Decomposition) ของพดั ลม
1. มอเตอร์พร้อมกะโหลกหลงั และฐำนพดั ลม
2. ตะแกรงหลงั
3. ใบพดั
4. ตะแกรงหนำ้
4. กำรเดนิ ทำง
หำกจะเดินทำงไปเท่ียวหวั หิน จะมีกำรวำงแผนเดินทำงอยำ่ งไร ซ่ึงอำจแยกยอ่ ยวิธีเดินทำงเป็น 4 รูปแบบ เช่น ขบั รถไปเอง นงั่
รถทวั ร์ นงั่ รถตู้ หรือนง่ั รถไฟ จำกน้นั กม็ ำวิเครำะห์ถึงขอ้ ดีขอ้ เสียแต่ละวธิ ีกำร
ภำพท่ี 6 กำรเลือกกำรเดินทำง
กำรแบ่งปัญหำใหญ่เป็นปัญหำยอ่ ย (Decomposition) ของพดั ลม
1. ขบั รถไปเอง
2. นง่ั รถทวั ร์
3. นง่ั รถตู้
4. นงั่ รถไฟ
วเิ ครำะห์ถึงขอ้ ดีขอ้ เสียแต่ละวธิ ีกำรรวมถึงกำรคำนวณค่ำใชจ้ ่ำยของแต่ละวธิ ีกำรเดินทำงเพอ่ื เลือก
กำรเดินทำงท่ีดีท่ีสุด
แนวคิดเชิงคำนวณ ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กำรแบ่งปัญหำใหญ่เป็นปัญหำยอ่ ย
(Decomposition) น้นั เป็นกำรแตกปัญหำท่ีซบั ซอ้ นใหเ้ ป็นปัญหำยอ่ ยที่มีขนำดเลก็ ลงและ
ซบั ซอ้ นนอ้ ยลง เพื่อช่วยใหก้ ำรวเิ ครำะห์และออกแบบวธิ ีกำรแกป้ ัญหำทำไดง้ ่ำยข้ึนทำใหค้ ิดอยำ่ งเป็น
ระบบมำกยงิ่ ข้ึน โดยผำ่ นกำรแยกยอ่ ยปัญหำต่ำง ๆ เนื่องดว้ ยกระบวนงำนบำงกระบวนงำน มีวธิ ีกำรที่
ทำงำนอยำ่ งเป็นข้นั ตอน และมีระบบยอ่ ย จึงมีควำมจำเป็นที่ตอ้ งแยกปัญหำน้นั ออกมำเป็นส่วนยอ่ ย
ๆ เพื่อสำมำรถศึกษำปัญหำของกระบวนกำรไดช้ ดั เจนยง่ิ ข้ึน
แนวคดิ เชิงคำนวณ สำมำรถแบ่งออกเป็ น 4 องค์ปรกอบ ดงั นี้
1. แนวคิดกำรแยกย่อย
กำรแตกปัญหำใหญ่ออกเป็นปัญหำยอ่ ย ใหป้ ัญหำน้นั มีขนำดเลก็ ลงเพือ่ ใหส้ ำมำรถจดั กำรปัญหำในแต่ละส่วนไดง้ ่ำยข้ึน
2. แนวคดิ กำรหำรูปแบบ
กำรกำหนดแบบแผนหรือรูปแบบท่ีมีลกั ษณะคลำ้ ยคลึงกนั จำกปัญหำแต่ละส่วนต่ำงๆกล่ำวคือ ปัญหำยอ่ ยแต่ละปัญหำน้นั
สำมำรถใชร้ ูปแบบในกำรแกป้ ัญหำท่ีคลำ้ ยคลึงกนั ได้
3. แนวคดิ เชิงนำมธรรม
กำรหำแนวคิดเชิงนำมธรรมหรือแนวคิดรวบยอดของปัญหำ ซ่ึงเป็นกำรกำหนดหลกั กำรทว่ั ไป มุ่งเนน้ เฉพำะส่วนที่สำคญั
ของปัญหำ โดยไม่สนใจรำยละเอียดท่ีไม่จำเป็น
4. แนวคิดกำรออกแบบข้ันตอนวธิ ี
กำรออกแบบลำดบั ข้นั ตอนกำรแกป้ ัญหำดว้ ยกำรใชแ้ นวคิดกำรออกแบบข้นั ตอนวิธี เป็นแนวคิดท่ีสำมำรถนำไปใชใ้ นกำร
แกป้ ัญหำที่มีลกั ษณะแบบเดียวกนั ได้
Smart Home บำ้ นอจั ฉริยะ
บทคดั ยอ่
ผพู้ ฒั นำเลง็ เห็นวำ่ วกิ ฤติพลงั งำน และกำรมิไดร้ ับกำรสนบั สนุนและช่วยเหลืออยำ่ งเพียงพอของ
ผสู้ ูงอำยแุ ละผพู้ กิ ำรในประเทศไทยเป็นวำระสำคญั ของชำติ เรำจึงมีควำมคิดท่ีจะพฒั นำโครงกำรน้ี
ไม่เพยี งแค่อำนวยควำมสะดวกแก่ผใู้ ชง้ ำนทว่ั ไปแต่ยงั คำนึงถึงผสู้ ูงอำยแุ ละผพู้ ิกำรดว้ ย โดยผใู้ ชง้ ำน
สำมำรถควบคุมและตรวจสอบเครื่องใชไ้ ฟฟ้ำภำยในบำ้ นตนเองไดง้ ่ำยๆผำ่ นกำรสงั่ งำนทำง Web
application ผพู้ ฒั นำมีควำมคิดท่ีจะพฒั นำชุดโปรแกรมน้ีควบคูก่ บั กำรสงั่ งำนดว้ ยสียง เพื่อ
อำนวยควำมสะดวกผพู้ ิกำรยง่ิ ข้ึนไป นอกจำกน้ียงั มีกำรนำ sensor มำปรับใชใ้ นลกั ษณะของ
ระบบรักษำควำมปลอดภยั ดว้ ย ท้งั น้ีท้งั น้นั โครงกำรเกิดข้ึนไดเ้ พรำะผพู้ ฒั นำเลง็ เห็นวำ่ เทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยกี ำรสื่อสำรของประทศไทยน้นั มีศกั ยภำพ
เปรียบเทียบคุณภำพน้ำมนั ไบโอดีเซล
บทคดั ยอ่
เปรียบเทียบคุณภำพน้ำมนั ไบโอดีเซลที่ผลิตจำกน้ำมนั ถว่ั เหลือง น้ำมนั ปำลม์ และน้ำมนั พืชท่ีใชแ้ ลว้ ในอตั รำส่วนต่ำง ๆ (The Study of the
Quality of Biodiesel from Soy Been Oil, Palm Oil and Used Oil)
ไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นเช้ือเพลิงดีเซลท่ีผลิตจำกวตั ถุดิบตำมธรรมชำติ เช่น น้ำมนั ถวั่ เหลือง น้ำมนั ปำลม์ ไขมนั สตั ว์ เป็นตน้ เม่ือไตรกรีเซอ
ไรด์ (Triglyceride) ซ่ึงเป็นองคป์ ระกอบทำงเคมีของน้ำมนั พชื และไขมนั สตั ว์ รวมตวั กบั สำรเร่งปฏิกิริยำท่ีเป็นด่ำง (Base catalyst) เช่น
โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (Potassium Hydroxide (KOH)) และแอลกอฮอล์ (Alcohol) จะทำใหเ้ กิดกำรรวมพนั ธะของกรดไขมนั
และแอลกอฮอล์ เกิดเป็นไบโอดีเซล (Biodiesel) และกลีเซอรอล (Glycerol) เรียกปฏิกิริยำน้ีวำ่ Trans-esterification ดงั น้นั กลุ่ม
ของขำ้ พเจำ้ จึงไดท้ ำกำรศึกษำสมบตั ิบำงประกำรของไบโอดีเซลที่ผลิตจำกน้ำมนั ถว่ั เหลือง น้ำมนั ปำลม์ และน้ำมนั พชื ท่ีใชแ้ ลว้ ในอตั รำส่วนต่ำงๆ
โดยใชไ้ ฮโดรมิเตอร์หำค่ำ API ของน้ำมนั แต่ละชนิด พบวำ่ ไบโอดีเซลทุกชนิดและทุกอตั รำส่วนมีค่ำ API อยใู่ นเกณฑม์ ำตรฐำนท่ีกรมธุรกิจ
พลงั งำนกำหนด โดยไบโอดีเซลท่ีผลิตจำกน้ำมนั ปำลม์ อตั รำส่วน 80:20 มีค่ำ API สูงที่สุดคือ 29.47 ซ่ึงแสดงวำ่ น้ำมนั ชนิดดงั กล่ำวเบำท่ีสุด
และไบโอดีเซลท่ีผลิตจำกน้ำมนั ถว่ั เหลืองอตั รำส่วน 90:10 มีค่ำ API ต่ำท่ีสุด คือ 25.77 เป็นน้ำมนั ท่ีหนกั ท่ีสุด
ต่อเงินต่อทอง
บทคดั ยอ่
โครงงำนเร่ือง “ต่อเงินต่อทอง” เป็นโครงงำนส่ิงประดิษฐร์ ะดบั มธั ยมศึกษำตอนตน้ ที่จดั ทำข้ึนเพื่อ
เป็นของใชแ้ ละหำรำยไดร้ ะหวำ่ งเรียน โดยอำศยั มะพร้ำวหลอดท่ีไม่สำมำรถใหน้ ้ำและเน้ือหรือลูก
มะพร้ำวที่ไม่สมบูรณ์ไม่ตอ้ งทิ้งใหเ้ ปล่ำประโยชน์ สมำชิกในกลุ่มมีควำมสำมำรถดำ้ นกำรออกแบก
และงำนช่ำงจึงรวมกลุ่มประดิษฐ์ ซ่ึงสำมำรถทำในเวลำวำ่ งจำกกำรเรียนหรือท่ีบำ้ น ทำให้
สร้ำงสรรคผ์ ลงำนออกมำไดจ้ ำนวนมำก เม่ือจำหน่ำยไดไ้ ม่เน่ำเสีย เมื่อผลิตไดจ้ ำนวนมำกสำมำรถ
ฝำกขำยที่ร้ำน OSOP ของโรงเรียน ร้ำนอำหำรครัวตน้ คูณ ร้ำนศึกษำนำนำภณั ฑ์ รีสอร์ทภูสำ
และที่อทุ ยำนแห่งชำติป่ ำหินงำม เป็นตน้
กำรศึกษำอตั รำส่วนที่เหมำะสมในกำรผลิตถ่ำนเช้ือเพลิงอดั แท่ง
จำกวสั ดุเหลือใชข้ องยำงพำรำ
บทคดั ยอ่
กำรศึกษำอตั รำส่วนที่เหมำะสมในกำรผลิตถ่ำนเช้ือเพลิงอดั แท่งจำกวสั ดุเหลือใชข้ องยำงพำรำ (The study of a suitable proportion
to produce stick charcoal from the Para-Rubber’s leftover)
เช้ือเพลิงเป็นแหล่งพลงั งำนท่ีสำคญั ในชีวติ ในปัจจุบนั ควำมตอ้ งกำรใชเ้ ช้ือเพลิงมำกข้ึนเร่ือย ๆ ทำใหเ้ ช้ือเพลิงขำดแคลนและมีรำคำสูง (อนุชิต กิจ
สวสั ด์ิ, 2543) ในกำรทำสวนยำงพำรำพบวำ่ ไมย้ ำงพำรำและเปลือกนอกของเมลด็ ยำงพำรำมีปริมำณมำก และวสั ดุดงั กล่ำวไม่ไดถ้ ูกนำมำใช้
ประโยชน์ นอกเหนือจำกปล่อยใหย้ อ่ ยสลำยเองตำมธรรมชำติ งำนวจิ ยั น้ีศึกษำอตั รำส่วนท่ีเหมำะสมในกำรผลิตถ่ำนอดั แท่งจำกไมย้ ำงพำรำและ
เปลือกนอกของเมลด็ ยำงพำรำที่ใหค้ ่ำพลงั งำนเช้ือเพลิงมำกที่สุด ทำกำรทดลองโดยนำถ่ำนจำกไมย้ ำงพำรำมำผสมกบั ถ่ำนจำกเปลือกนอกของเมลด็
ยำงพำรำในอตั รำส่วนต่ำงๆ กนั โดยใชต้ วั ประสำน 2 ชนิด คือ น้ำแป้งสุกกบั ดินเหนียวละลำยน้ำ สำมำรถผลิตถ่ำนอดั แท่งไดท้ ้งั หมด 22 สูตร คือ
ถ่ำนท่ีใชน้ ้ำแป้งสุกเป็นตวั ประสำน (A1-A11) และถ่ำนท่ีใชด้ ินเหนียวละลำยน้ำเป็นตวั ประสำน (B1-B11) เมื่อนำไปหำค่ำพลงั งำนควำม
ร้อนดว้ ยเคร่ืองบอมบแ์ คลอรีมิเตอร์พบวำ่ ถ่ำนสูตร A1 (ไมย้ ำงพำรำ) และถ่ำนสูตรB11 (เปลือกนอกของเมลด็ ยำงพำรำ) มีค่ำพลงั งำนควำมร้อน
มำกท่ีสุดและนอ้ ยที่สุด คือ 4666.66 และ 3119.12 cal/g ตำมลำดบั
แนวคิดเชิงนำมธรรม
เพยี งพอในกำรแกป้ ัญหำในกำรแกป้ ัญหำต่ำงๆ ในชีวิตประจำวนั นกั เรียนจะตอ้ งพจิ ำรณำรำยละเอียด ทำควำมเขำ้ ใจเง่ือนไขท่ี
เกี่ยวขอ้ ง และตอ้ งทรำบประเดน็ ท่ีสำคญั จึงจะนำไปสู่วธิ ีกำรแกป้ ัญหำไดอ้ ยำ่ งมีประสิทธิภำพ
เช่น นกั เรียนไดร้ ับมอบหมำยจำกคุณแม่ ใหไ้ ปซ้ือของมำทำผดั กะเพรำ นกั เรียนตอ้ งพจิ ำรณำวำ่ ผดั กะเพรำทำอยำ่ งไร มีวตั ถุดิบ
อะไรบำ้ ง ในครัวของเรำ มีอะไรบำ้ ง ในสวนครัวมีอะไรบำ้ ง งบประมำณท่ีคุณแม่ใหใ้ ชม้ ีเท่ำไหร่ เมื่อไปท่ีตลำดจะเดินไปร้ำน
ไหน จึงจะซ้ือของไดค้ ุณภำพดีและประหยดั ถำ้ หำกนกั เรียนทรำบขอ้ มูลต่ำงๆ แลว้ นกั เรียนจะสำมำรถแกป้ ัญหำไดอ้ ยำ่ งมี
ประสิทธิภำพ
กำรนำแนวคิดเชิงนำมธรรมมำใชแ้ กป้ ัญหำ จะช่วยใหส้ ำมำรถแกป้ ัญหำไดม้ ีประสิทธิภำพมำกข้ึน
แนวคิดเชิงนำมธรรม (abstract thinking หรือ abstraction) เป็นองคป์ ระกอบหน่ึงของแนวคิดเชิงคำนวณ
(computational thinking) ซ่ึงใชก้ ระบวนกำรคดั แยกคุณลกั ษณะท่ีสำคญั ออกจำกรำยละเอียดปลีกยอ่ ย ในปัญหำ
หรืองำนที่กำลงั พจิ ำรณำ เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มูลท่ีจำเป็นและ
นี่คือป้ำยหอ้ งน้ำ ที่ใครๆ กส็ ำมำรถเขำ้ ใจไดท้ นั ที วำ่ เป็นหอ้ งน้ำหญิง หอ้ งน้ำชำย และหอ้ งน้ำผพู้ ิกำร ซ่ึงกำรใชแ้ นวคิดเชิง
นำมธรรม จะช่วยลดทอนรำยละเอียดใหน้ อ้ ยท่ีสุด ใหเ้ หลือเพยี งสิ่งที่เรำตอ้ งกำรจะส่ือสำรเท่ำน้นั
*กรณศี ึกษา*
แสดงผลงานทมี่ ปี ระสิทธิภาพสูงสุดด้วยกรณศี ึกษ
กรณีศึกษาคืออะไร
กรณีศึกษาทางธุรกิจนาเสนอตวั อยา่ งผลงานที่ประสบความสาเร็จในอดีตเพ่ือดึงดูดธุรกิจใหม่ๆ กรณีศึกษาเป็นรูปแบบเน้ือหาท่ีมีประสิทธิภาพ
มาก ซ่ึง 73% ของลูกคา้ จะอา้ งอิงกรณีศึกษาก่อนทาการตดั สินใจซ้ือแบบ B2B
กรณีศึกษาทว่ั ไปเริ่มตน้ ดว้ ยการอธิบายเป้าหมายของโครงการ จากน้นั จะแสดงการดาเนินการของบริษทั เพื่อใหบ้ รรลุเป้าหมาย โดยนาเสนอ
ขอ้ มูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณท่ีแสดงใหเ้ ห็นถึงความสาเร็จที่วดั ผลได้ ควรเป็นในรูปแบบของรายงานท่ีออกแบบมาอยา่ งดีหรือวิดีโอท่ีแชร์
บนเวบ็ ไซตข์ องบริษทั ในรูปแบบส่ิงพิมพ์ หรือในช่องทางโซเชียลมีเดีย
ข้นั ตอนแรก
สร้ างเป้าหมาย
ตดั สินใจต้งั แต่เน่ินๆ วา่ คุณตอ้ งการจะแสดงอะไรพร้อมกบั กรณีศึกษาน้ีและกรณีใดท่ีจะเป็ นเครื่องพิสูจนค์ ุณค่าของบริษทั ของคุณไดด้ ีท่ีสุด
โครงการน้ีจะสร้างแรงบนั ดาลใจใหผ้ คู้ นท่ีทางานร่วมกบั คุณไดอ้ ยา่ งไร เร่ิมตน้ ดว้ ยเหตุผลท่ีลูกคา้ จา้ งบริษทั ของคุณ คุณถูกขอใหแ้ กป้ ัญหา
อะไร
กำรออกแบบอลั กอริทึม (Algorithm)ฃ
กำรออกแบบอลั กอริทมึ (Algorithm) เป็นกำรพฒั นำกระบวนกำรหำคำตอบใหเ้ ป็นข้นั ตอนท่ีบุคคลหรือคอมพิวเตอร์
สำมำรถนำไปปฏิบตั ิตำมเพือ่ แกป้ ัญหำได้ อีกท้งั เป็นกำรพฒั นำแนวทำงแกป้ ัญหำอยำ่ งเป็นข้นั เป็นตอน เพอ่ื ดำเนินตำมทีละ
ข้นั ตอนในกำรแกไ้ ขปัญหำ เช่น เมื่อเรำตอ้ งกำรสั่งคอมพิวเตอร์ใหท้ ำงำนบำงอยำ่ ง เรำจะตอ้ งเขียนโปรแกรมคำสั่งเพอื่ ให้
คอมพวิ เตอร์ทำงำนไปตำมข้นั ตอน ตำมแนวทำงกำรแกป้ ัญหำเพ่ือใหค้ อมพวิ เตอร์ทำงำนตอบสนองควำมตอ้ งกำรของเรำ วธิ ีคิด
น้ีที่เรียกวำ่ วธิ ีคิดแบบอลั กอริทึม คอมพวิ เตอร์จะทำงำนไดด้ ีเพยี งใดน้นั ข้ึนอยกู่ บั ชุดคำส่ังอลั กอริทึมที่เรำออกแบบใหม้ นั ทำงำน
นนั่ เอง กำรออกแบบอลั กอริทึมยงั เป็นประโยชน์ต่อกำรคำนวณ กำรประมวลผลขอ้ มูลและกำรวำงระบบอตั โนมตั ิต่ำง ๆ
กำรนำอลั กอริทึมไปใชแ้ กป้ ัญหำ ไม่จำกดั เฉพำะกำรเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่สำมำรถใชก้ บั ปัญหำอ่ืน ๆ ไดเ้ ช่นเดียวกนั
เพ่ือใหเ้ กิดกำรใชท้ รัพยำกรอยำ่ งมีประโยชน์สูงสุด ซ่ึงจำเป็นตอ้ งวำงแผนอยำ่ งเป็นระบบ เป็นข้นั ตอน จึงจำเป็นตอ้ งอำศยั
อลั กอริทึม ดว้ ย เพอ่ื ใหท้ รำบถึงข้นั ตอนตำ่ ง ๆ และสำมำรถตดั ทอนข้นั ตอนท่ีเกินควำมจำเป็น อีกท้งั ยงั สำมำรถปรับปรุง และ
เพิ่มเติมข้นั ตอนใหม่ เขำ้ ไปได้ ช่วยลดควำมสบั สนขณะทำงำนดว้ ย อีกท้งั ปัญหำบำงปัญหำอำจจะมีอลั กอริทึมในกำรแกป้ ัญหำ
ไดห้ ลำยวธิ ี นอกจำกกำรเขียนคำสัง่ ใหค้ อมพวิ เตอร์ทำงำนตำมลำดบั ข้นั ตอนที่เรำวำงไว้ ในชีวติ ประจำวนั มนุษยก์ ล็ ว้ นมีแนวคิด
กำรออกแบบข้นั ตอนในกำรแกไ้ ขปัญหำ ทำใหท้ รำบวำ่ จะตอ้ งทำอะไรก่อนอะไรหลงั เช่น กำรแต่งตวั มำโรงเรียน กำรทำอำหำร
กำรทำงำนในชีวิตประจำวนั กำรเดินทำง เป็นตน้
คุณสมบตั ขิ องอลั กอริทมึ
1. มีควำมถูกตอ้ ง (correctness) ควำมถูกตอ้ งเป็นคุณสมบตั ิขอ้ แรกที่สำคญั จะตอ้ งพิจำรณำ
ตอ้ งไดผ้ ลลพั ธท์ ่ีถูกตอ้ ง ซ่ึงถำ้ ผลลพั ธท์ ี่ไดจ้ ำกอลั กอริทึมไม่ถูกตอ้ ง จะถือวำ่ ไม่ใช่อลั กอริทึมท่ีดี
2. ใชเ้ วลำในกำรปฏิบตั ิงำนนอ้ ยที่สุด (efficiency) อลั กอริทึมท่ีดีตอ้ งใชเ้ วลำในกำร
ปฏิบตั ิงำนนอ้ ย มีข้นั ตอนในกำรปฏิบตั ิงำนท่ีถูกตอ้ ง
3. ตอ้ งมีลำดบั ข้นั ตอนที่ชดั เจน ในกำรประมวลผลชุดคำสงั่ ต่ำง ๆ ท่ีถูกกำหนดดว้ ย
กฎเกณฑใ์ นกำรแกป้ ัญหำของ อลั กอริทึม จะตอ้ งประมวลผลเป็นลำดบั ตำมข้นั ตอน เพรำะกำร
แกป้ ัญหำดว้ ยคอมพิวเตอร์จะตอ้ ง มีลำดบั ข้นั ตอนท่ีแน่นอน ซ่ึงแต่ละข้นั ตอนของอลั กอริทึมจะตอ้ งทำ
หนำ้ ท่ีอยำ่ งชดั เจนและต่อเน่ืองโดยกำรเร่ิมตน้ ทำงำนแต่ละข้นั ตอนมีกำรรับและส่งขอ้ มูลต่อเนื่องกนั
ไปจนสิ้นสุดกำรทำงำน ถำ้ ลำดบั ไม่ดีอำจจะทำใหก้ ำรประมวลผลผดิ พลำดได้
4. ใชเ้ น้ือท่ีในหน่วยควำมจำนอ้ ยท่ีสุด เน้ือที่ในหน่วยควำมจำจะถูกใชส้ ำหรับเกบ็ ค่ำของตวั
แปร และเกบ็ คำสง่ั ท่ีใชใ้ นกำรทำงำน ดงั น้นั ถำ้ อลั กอริทึมยำวเกินควำมจำเป็น จะทำใหใ้ ชเ้ น้ือที่มำก
และ ถำ้ มีตวั แปรมำกเกินควำมจำเป็น กจ็ ะทำใหเ้ สียเน้ือที่ในหน่วยควำมจำไปดว้ ย
5. มีควำมยดื หยนุ่ ในกำรใชง้ ำน
6. ใชเ้ วลำในกำรพฒั นำนอ้ ยท่ีสุด เมื่อนำอลั กอริทึมไปแปลงเป็นโปรแกรม
ภำษำคอมพิวเตอร์แลว้ จะตอ้ งใชเ้ วลำนอ้ ยที่สุด
7. ง่ำยต่อกำรทำควำมเขำ้ ใจ (readability) อ่ำนง่ำยเขำ้ ใจลำดบั ข้นั ตอนไดง้ ่ำย มีควำม
ชดั เจนของข้นั ตอน
เคร่ืองมือช่วยในกำรเขยี นอลั กอริทมึ
กำรออกแบบอลั กอริทึม เป็นแนวทำงในกำรเขียนโปรแกรม ช่วยใหก้ ำรเขียนโปรแกรมทำไดง้ ่ำยข้ึน ช่วยใหโ้ ปรแกรมมี
ขอ้ ผดิ พลำดนอ้ ยลง นอกจำกน้ียงั ช่วยตรวจสอบกำรทำงำนของโปรแกรม ทำใหท้ รำบข้นั ตอนกำรทำงำนของโปรแกรมไดอ้ ยำ่ ง
รวดเร็ว โดยไม่ตอ้ งดูจำกโปรแกรมจริงในกำรเขียนอลั กอริทึม มีเคร่ืองมือช่วยในกำรเขียนที่นิยมใช้ 3 แบบ คือ
1. บรรยำย (narrative description) เป็นกำรอธิบำยแบบใชภ้ ำษำท่ีเรำ
สื่อสำรกนั ทวั่ ไป เป็นกำรแสดงข้นั ตอนกำรทำงำนในลกั ษณะกำรบรรยำยเป็นขอ้ ควำมดว้ ย
ภำษำพดู ใด ๆ เช่น ภำษำไทย ภำษำองั กฤษ ภำษำญ่ีป่ ุน หรือ ภำษำจีน เป็นตน้ ข้ึนอยกู่ บั ควำม
ถนดั ของผเู้ ขียนอลั กอริทึม มกั เขียนบรรยำยข้นั ตอนกำรทำงำนเป็นขอ้ ๆ เช่น กำรตม้ บะหม่ีก่ึง
สำเร็จรูป
1. เทน้ำสะอำดใส่หมอ้ และตม้ น้ำจนเดือด
2. ฉีกซองและนำบะหม่ีก่ึงสำเร็จรูปใส่ลงในหมอ้
3. เทเคร่ืองปรุงลงในหมอ้
4. ปิ ดฝำ
5. รอประมำณ 3 นำที
6. เทใส่ชำมรับประทำนได้
2. ผงั งำน (flowchart) เป็นกำรใชร้ ูปภำพสญั ลกั ษณ์ แทนข้นั ตอนกำรเขียน
โปรแกรมช่วยลำดบั ข้นั ตอนกำรทำงำนของโปรแกรม และสำมำรถนำไปเขียนโปรแกรมได้
อยำ่ งถูกตอ้ ง ทำใหต้ รวจสอบ และแกไ้ ขโปรแกรมไดง้ ่ำย เมื่อเกิดขอ้ ผดิ พลำดช่วยใหก้ ำร
ดดั แปลง แกไ้ ข ทำไดอ้ ยำ่ งสะดวกและรวดเร็ว ผอู้ ่ืนสำมำรถศึกษำกำรทำงำนของโปรแกรมได้
อยำ่ งง่ำย และรวดเร็ว มำกข้ึน
3. รหัสเทยี ม (pseudo code) เป็นกำรเขียนคำอธิบำยข้นั ตอนกำรทำงำนของ
โปรแกรม โดยใชถ้ อ้ ยคำผสมระหวำ่ งภำษำองั กฤษและภำษำกำรเขียนโปรแกรมแบบโครงสร้ำง ซ่ึงจะ
ช่วยใหผ้ เู้ ขียนโปรแกรมสำมำรถพฒั นำข้นั ตอนต่ำง ๆ ใหเ้ ป็นโปรแกรมไดง้ ่ำยข้ึน ส่วนใหญ่มกั ใชค้ ำ
เฉพำะ (Reserve Word) ท่ีมีในภำษำกำรเขียนโปรแกรมและมกั เขียนดว้ ยตวั อกั ษรตวั
ใหญ่ รหสั เทียมที่ดี จะตอ้ งมีควำมชดั เจน ส้นั และไดใ้ จควำม ขอ้ มูลต่ำง ๆ ที่ใชจ้ ะถูกเขียนอยใู่ น
รูปของตวั แปร
กำรพจิ ำรณำรูปแบบ (Pattern Recognition)
เป็นกำรหำรูปแบบซ่ึงเป็นทกั ษะกำรหำควำมสัมพนั ธ์ที่เก่ียวขอ้ ง แนวโนม้ และลกั ษณะ ทวั่ ไปของสิ่งต่ำง ๆ โดยทว่ั ไปแลว้
ผเู้ รียนจะเร่ิมพิจำรณำปัญหำหรือส่ิงท่ีสนใจ จำกน้นั อำจใชท้ กั ษะกำรแยกส่วนประกอบทำใหไ้ ดอ้ งคป์ ระกอบภำยในอ่ืน ๆ แลว้
จึงใชท้ กั ษะกำรหำรูปแบบเพื่อสร้ำงควำมเขำ้ ใจระหวำ่ งองคป์ ระกอบเหล่ำน้นั โดยพิจำรณำวำ่ เคยพบปัญหำลกั ษณะน้ีมำก่อน
หรือไม่ หำกมีรูปแบบของปัญหำที่คลำ้ ยกนั สำมำรถนำวธิ ีกำรแกป้ ัญหำน้นั มำประยกุ ตใ์ ช้ และพจิ ำรณำรูปแบบปัญหำยอ่ ยซ่ึงอยู่
ภำยในปัญหำเดียวกนั วำ่ มีส่วนใดท่ีเหมือนกนั เพ่ือใชว้ ธิ ีกำรแกป้ ัญหำเดียวกนั ได้ ทำใหจ้ ดั กำรกบั ปัญหำไดง้ ่ำยข้ึน และกำร
ทำงำนมีประสิทธิภำพเพ่มิ ข้ึน เช่น ในส่วนประกอบของจกั รยำนผเู้ รียนจะพบวำ่ ระบบขบั เคล่ือนประกอบดว้ ยเฟื องหนำ้ และ
เฟื องหลงั เช่ือมกนั ดว้ ยโซ่จกั รยำนมีลกั ษณะเหมือนระบบรอก ดงั น้นั ถำ้ นกั เรียนทรำบถึงคุณสมบตั ิกำรทดแรงของระบบรอก
ดงั กล่ำว นกั เรียนกจ็ ะเขำ้ ใจกำรทดแรงของระบบขบั เคล่ือนของจกั รยำน เช่นเดียวกนั ในกรณี กำรหำรูปแบบเกิดข้ึนเม่ือผเู้ รียน
เปรียบเทียบส่ิงท่ีสนใจกบั สิ่งอื่นที่เคยทรำบมำก่อน
แบบรูป (Pattern)
เป็นกำรแสดงควำมสมั พนั ธ์ของส่ิงต่ำง ๆ ท่ีมีลกั ษณะสำคญั บำงอยำ่ งร่วมกนั อยำ่ งมีเงื่อนไข ซ่ึงสำมำรถอธิบำย
ควำมสมั พนั ธเ์ หล่ำน้นั ไดโ้ ดยใชก้ ำรสงั เกต กำรวิเครำะห์ หำเหตุผลสนบั สนุนจนไดบ้ ทสรุปอนั เป็นที่ยอมรับได้
แบบรูปนบั เป็นปัจจยั พ้ืนฐำนอนั หน่ึงในกำรช่วยคิดแกป้ ัญหำต่ำง ๆ ในชีวติ ประจำวนั โดยที่เรำไดเ้ คยพบเห็น
และไดผ้ ำ่ นกำรใชก้ ระบวนกำรคิดวเิ ครำะห์ดว้ ยเหตุดว้ ยผลกบั แบบรูปในลกั ษณะต่ำง ๆ กนั มำแลว้ แบบรูปท่ีจะ
กล่ำวถึงน้ีเป็นแบบรูปในลกั ษณะต่ำง ๆ เพอ่ื ใหเ้ ห็นรูปแบบของกำรจดั ลำดบั และกำรกระทำซ้ำอยำ่ งต่อเน่ืองเพอื่
จะไดใ้ ชก้ ำรสงั เกต กำรวิเครำะห์ กำรใหเ้ หตุผลในกำรบอกควำมสมั พนั ธข์ อง ส่ิงต่ำง ๆ ที่พบเห็นไดอ้ ยำ่ ง
ถูกตอ้ งจนถึงข้นั สรุปเป็นกฎเกณฑ์
โดยทวั่ ไปในคณิตศำสตร์จะพบเห็นกำรใชแ้ บบรูปในเรื่องของจำนวน รูปภำพ รูป เรขำคณิตจำก
แบบรูปของจำนวนเรำสำมำรถเขียนแสดงควำมสมั พนั ธโ์ ดยใชต้ วั แปร และสมบตั ิของกำรเท่ำกนั สร้ำง
สมกำรเพ่อื ใชแ้ กป้ ัญหำได้ จำกเง่ือนไขขำ้ งตน้ สรุปไดว้ ำ่ แบบรูปจึงเป็นรูปร่ำง หรือลกั ษณะของส่ิง
ต่ำง ๆ ท่ีนำมำประกอบกนั ตำมควำมสมั พนั ธ์ระหวำ่ งส่ิงเหล่ำน้นั
ในทำงวทิ ยำกำรคำนวณ กำรหำรูปแบบจึงเป็นกำรหำรูปแบบที่เหมือนและแตกต่ำงกนั ระหวำ่ งส่ิงของ
ต่ำง ๆ ที่สนใจหลำยชิ้นกำรพจิ ำรณำรูปแบบน้ีจะช่วยระบุองคป์ ระกอบสำคญั ร่วมกนั ของส่ิงของ
เหล่ำน้นั ไดซ้ ่ึงจะเป็นพ้นื ฐำนในกำรสร้ำงควำมเขำ้ ใจเชิงนำมธรรม เช่น
เมำส์ จะเห็นวำ่ เมำส์น้นั มีรูปลกั ษณ์ภำยนอกที่แตกต่ำงกนั ออกไปแต่สงั เกตไดว้ ำ่ รูปแบบกำรใชง้ ำน
น้นั เหมือนกนั คือสำมำรถบงั คบั ตำแหน่งตวั ช้ีไดโ้ ดยกำรขยบั เมำส์และใชก้ ดหรือสมั ผสั บนป่ ุมเมำส์
เพื่อกระทำกำรสิ่งใดสิ่งหน่ึงตำมที่โปรแกรมไว้
นอกจำกกำรหำรูปแบบของส่ิงของแลว้ นกั เรียนยงั สำมำรถหำรูปแบบท่ีเหมือนกนั ของปัญหำไดด้ ว้ ยลองพิจำรณำกำรคน้ หำ
ขอ้ มูลภำยใตส้ ถำนกำรณ์ต่อไปน้ี โรงเรียนแห่งหน่ึงมีนกั เรียนช้นั ม.4 จำนวน 200 คน ครูไดน้ ำสมุดกำรบำ้ นวิชำคณิตศำสตร์มำ
คืน นกั เรียนตอ้ งกำรคน้ หำสมุดของตนเองจำกกองสมุดน้นั ในกำรคน้ หำ อำจเริ่มจำกกำรพจิ ำรณำสมุดเลม่ ที่อยบู่ นสุด ถำ้ พบวำ่
เป็นสมุดของตนเอง นกั เรียนกส็ ำมำรถหยบิ สมุดเล่มน้นั แลว้ จบกระบวนกำรคน้ หำ ถำ้ ไม่ใช่ กต็ อ้ งคน้ หำในกองสมุดท่ีเหลือ
ต่อไปอีก 199 เล่ม
สังเกตวำ่ หลงั จำกพิจำรณำสมุดหน่ึงเลม่ แลว้ ปัญหำท่ีเหลืออยกู่ ค็ งเป็นปัญหำกำรคน้ หำสมุดจำกกองสมุดกำรบำ้ นเช่นเดิม แต่มี
จำนวนสมุดในกองท่ีตอ้ งคน้ หำนอ้ ยลง นอกจำกน้ี เม่ือนกั เรียนพจิ ำรณำสมุดเล่มต่อไปและพบวำ่ ไม่ใชเ้ ลม่ ที่ตอ้ งกำรอีก แมว้ ำ่
จำนวนสมุดในกองท่ีตอ้ งคน้ หำจะลดลง แตป่ ัญหำท่ีเหลืออยกู่ ย็ งั คงเป็นปัญหำท่ีมีรูปแบบไม่แตกตำ่ งจำกปัญหำเดิมเท่ำใดนกั
ถำ้ ใชแ้ นวคิดแบบแยกองคป์ ระกอบ นกั เรียนจะพบปัญหำกำรคน้ หำสมุดจำกกองสมุด 200 เลม่ น้นั ประกอบดว้ ยปัญหำ
ยอ่ ยๆ อีกหลำยปัญหำ คือ ปัญหำกำรหำสมุดจำกกองสมุด 199 เล่ม ปัญหำกำรหำสมุดจำกกองสมุด 198 เล่ม ไปเร่ือยๆ เป็นตน้
และปัญหำยอ่ ยเหลำ่ น้ีรูปแบบที่เหมือนกนั โดยมีควำมแตกต่ำงกนั ท่ีจำนวนสมุดเท่ำน้นั
เมื่อพบวำ่ ปัญหำมีรูปที่เหมือนกนั นกั เรียนจะสำมำรถใชว้ ธิ ีกำรแบบเดียวกนั ในกำรแกป้ ัญหำท้งั หมดได้
ดงั น้นั กำรพิจำรณำรูปแบบ เป็นกำรหำรูปแบบซ่ึงเป็นทกั ษะกำรหำควำมสัมพนั ธ์ท่ีเกี่ยวขอ้ ง แนวโนม้ และลกั ษณะ
ทว่ั ไปของส่ิงต่ำง ๆ กำรหำรูปแบบเพอ่ื สร้ำงควำมเขำ้ ใจระหวำ่ งองคป์ ระกอบเหลำ่ น้นั เช่น กำรจดั หมวดหมู่สตั วท์ ี่คลำ้ ยคลึงกนั
ใหอ้ ยใู่ นสปี ชีส์เดียวกนั เพ่อื ใหง้ ่ำยต่อกำรศึกษำ กำรหำพฤติกรรมกำรบริโภคของคน วำ่ นิยมซ้ืออะไร ช่วงเวลำไหน มีรูปแบบ
พฤติกรรมซ้ำ ๆ อะไรบำ้ ง ควำมสัมพนั ธ์ของเฟื องหนำ้ และเฟื องหลงั ของรถจกั รยำนที่เช่ือมกนั ดว้ ยโซ่จกั รยำนมีลกั ษณะเหมือน
ระบบรอก ส่ิงของเช่นมำส์น้นั มีรูปลกั ษณ์ภำยนอกที่แตกตำ่ งกนั ออกไปแต่สงั เกตไดว้ ำ่ รูปแบบกำรใชง้ ำนน้นั เหมือนกนั กำร
เขียนโปรแกรมท่ีทำซ้ำ ๆ กนั หลำย ๆ คร้ัง จะมีลกั ษณะรูปแบบท่ีเหมือนกนั รูปแบบของปัญหำที่คลำ้ ยกนั สำมำรถนำวธิ ีกำร
แกป้ ัญหำมำประยกุ ตใ์ ช้ เพอ่ื ใชว้ ธิ ีกำรแกป้ ัญหำเดียวกนั ได้