The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย 5 บทพร้อมส่ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ludovicseehakhot14030, 2024-01-22 09:05:21

วิจัย 5 บทพร้อมส่ง

วิจัย 5 บทพร้อมส่ง

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ลูโดวิค สีหาโคตร วิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1 ตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี2566


ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ผู้วิจัย ลูโดวิค สีหาโคตร 62100107115 ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม สาขาวิชา พุทธศาสนศึกษา ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไกรฤกษ์ ศิลาคม) วันที่ 20 เดือน มกราคม พ.ศ. 2567 คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน ..........................................................................ประธานคณะกรรมการ (ผู้ช่วยศาสตร์ตราจารย์ สอนประจันทร์ เสียงเย็น) .........................................................................กรรมการ (อาจารย์มธุรส ศิลาคม) .........................................................กรรมการ ..................................................กรรมการ (นางลักขณา เครื่องพาที ฟิลิปป์) (นายอุทัย บุพิ) (ครูพี่เลี้ยง) (หัวหน้าฝ่ายวิชาการ)


ก บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี พระพุทธศาสนา โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw และ 3) ศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานีภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จํานวน 40 คน จากห้องเรียนจํานวน 1 ห้อง (ห้อง 7) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยได้มา โดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจในการ เรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และt-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1.การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศา สนพิธีสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.89/92.78 ซึ่งสูง กว่าเกณฑ์ที่กําหนดไว้ คือ 75/75 2. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจในการเรียนรู้ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศา สนพิธีโดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด


ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สําเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจากรอง ศาสตราจารย์ ดร.ประยุทธ์ จันทร์อร่อย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติญา เข็มทอง และผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.พีระญา ภัทรเศรษฐานภานนท์ ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โดยให้คําแนะนําอย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นส่วนสําคัญที่ทําให้การวิจัยนี้สําเร็จลุล่วง ด้วยดี ขอขอบพระคุณ นางเนตรชนก ชมภูธร ผู้อํานวยการโรงเรียนสตรีราชินูทิศ พร้อมทั้งคณะ ครูในโรงเรียนทุกท่าน และนักเรียนทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ได้ให้กําลังใจและให้ความอนุเคราะห์ เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอน้อมรําลึกถึงคุณบิดา มารดาผู้ให้ ชีวิตให้การศึกษา ตลอดจนบูรพาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่ได้ให้ความรู้และอบรมสั่งสอนแก่ผู้วิจัย จนประสบความสําเร็จในการศึกษา ลูโดวิค สีหาโคตร 62100107115


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ .................................................................................................................... ..... ก กิตติกรรมประกาศ ...........................................................................................................ข สารบัญ ...................................................................................................................... ...... ง สารบัญตาราง ................................................................................................................. . จ สารบัญภาพ.............................................................................................................................. ฉ บทที่ 1 บทนํา ..................................................................................................................... ...... 1 ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา ................................................................... 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย .......................................................................................... 2 สมมติฐานของการวิจัย .............................................................................................. 2 ขอบเขตของการวิจัย ................................................................................................. 3 นิยามศัพท์เฉพาะ ...................................................................................................... 3 ประโยชน์ที่ได้รับ ....................................................................................................................... 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง .................................................................................. 6 การเรียนแบบร่วมมือ .............................................................................................. 6 การเรียนรู้แบบ Jigsaw .......................................................................................................... 10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ................................................................................................... 14 กรอบแนวคิดการวิจัย ............................................................................................................. 18 3 วิธีดําเนินการวิจัย ....................................................................................................... .. 19 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ....................................................................................... 19 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย .......................................................................................................... 20 การเก็บรวบรวมข้อมูล ............................................................................................................. 25


ง สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า การวิเคราะห์ข้อมูล .................................................................................................. 25 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................... 26 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ................................................. .................................................. 32 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ........................................................................ 32 ลําดับขั้นในการนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ........................................................ 32 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................................ 33 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ..................................................................... 37 วัตถุประสงค์ของการวิจัย .......................................................................................... 37 สรุปผลการวิจัย ......................................................................................................... 38 การอภิปรายผล ......................................................................................................... 38 ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................ 41 เอกสารอ้างอิง ...................................................................................................................................... 42 ภาคผนวก ..................................................................................................................... ..... 43 ภาคผนวก ก คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ............................................................................................................... 43 ประวัติย่อของผู้วิจัย ............................................................................................................................. 48


จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และศาสนพิธีสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 .............................................................................. 33 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน ....................................................................................................................... 34 3. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ................................................. 35


ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ...................................................................................................................... 18 2 รูปแบบการทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design ................................................. 25


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นสิ่งที่ ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยมาตลอด ซึ่งแน่นอนว่าถ้าจะให้พูดถึงสิ่งที่คู่กับคนไทย ก็ต้องเป็นศาสนา พุทธ ทุกพื้นที่ทุกภาคของประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธทั้งสิ้นแต่ทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่เริ่มมีการลืม เลือนเรื่องของศาสนาพุทธไปอาจจะเป็นเพราะว่าพ่อแม่ไม่นับถือบ้างหรือทางครอบครัวไม่ปลูกฝังเด็ก ให้มีความเคารพนับถือในพุทธศาสนา เลยทำให้เด็กนักเรียนเริ่มห่างไกลจากพุทธศาสนา และที่สำคัญ คือศาสนาพุทธไม่ใช่แค่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทยเพียงอย่างเดียวศาสนาพุทธยังรวมกับหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างกับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ วัฒนธรรม ประเพณี การดำรงชีวิต แม้แต่ กฎหมายบ้านเมืองก็ยังหลักของพุทธศาสนามาเกี่ยวข้อง ดั้งนั้นในฐานะที่เป็นครู เราจะทำยังไงให้เด็ก มีความศรัทธาต่อศาสนาพุทธ โดยที่ไม่ใช่การไปบังคับนักเรียนให้มานับถือ อย่างแรกเราต้องให้เด็ก นักเรียนเข้าใจศาสนาพุทธก่อน ว่าคืออะไร โดยไม่ใช้หลักการของการงมงาย ต่อมาให้ความรู้แก่ นักเรียนเรื่องความรู้ต่างๆที่สำคัญเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ให้นักเรียนซึมซับศาสนาพุทธไปเรื่อยๆ และนี้ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งในการทำวิจัยครั้งนี้ คือ ให้เด็กนักเรียนเข้าใจ วันสำคัญทางศาสนาพุทธในวันต่างๆ การปฏิบัติตัว ในวันต่างๆ และศาสนาพิธีต่างๆ ก็คือพื้นฐานในสิ่งที่ควรรู้ ในศาสนาพุทธ แต่ในเนื้อหา บทนี้ยังมีการ สอนในเรื่องการปฏิบัติตนของศาสนาอื่น เช่น คริสต์ อิสลาม และพราหมณ์ – ฮินดู เพื่อเปรียบการปฏิบัติตัวของศาสนาอื่นร่วมด้วยและเป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกันของแต่ละศาสนา คำถามการวิจัย 1. กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 75/75 หรือไม่ 2. หลังจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และศาสนพิธีสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่


2 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง วัน สำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw หรือไม่ อย่างไร วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสน พิธีระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค Jigsaw 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค Jigsaw สมมติฐานของการวิจัย 1. กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw มีความพึงพอใจใน การเรียนรู้อยู่ในระดับมาก


3 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สตรีราชินูทิศ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2566 จํานวน 289 คน จากห้องเรียน จํานวน 7 ห้องเรียน 2. ตัวแปร 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2.2 ความพึงพอใจในการเรียนรู้ 3. เนื้อหาการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นํามาจากเนื้อหากลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี ประกอบไป ด้วยเนื้อหา 3 เรื่อง ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา วันอาสาฬหบูชา วันธรรมสาวนะ วันเทศกาลสำคัญ การทำบุญตักบาตร การกรวดน้ำ การถวายสังฆทาน การทอดกฐิน การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า หลักคำสอนวิธีปฏิบัติของศาสนาคริสต์ อิสลามลพราหมณ์ - ฮินดู แนวทางการปฏิบัติ หลักธรรม และหลักธรรมของทุกศาสนากับการนำไปใช้ 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 11 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่รวมเวลาในการ ทดสอบ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การเรียนแบบร่วมมือ หมายถึง การเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน รับผิดชอบ ร่วมกันในผลกระทําที่เกิดจากการเรียนในกลุ่ม มีการช่วยเหลือกัน ตามระดับความสามารถของ นักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน ทุกคนมีความสําคัญในการเรียนรู้และทุกคนต้องตระหนักในบทบาท


4 ของตนเอง ซึ่งจะทําให้ทุกคนประสบความสําเร็จตามจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ได้ซึ่งวัตถุประสงค์ สําคัญร่วมกัน คือ เป้าหมายของกลุ่ม 2. การเรียนรู้แบบ Jigsaw หมายถึง วิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือวิธีหนึ่งที่แบ่งนักเรียน ออกเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งเรียกว่า กลุ่มบ้าน (Home Group) ในแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยนักเรียนที่มี ความสามารถต่างกันทั้งเก่ง ปานกลาง และอ่อน โดยนักเรียนแต่ละคนในกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ ทําการศึกษาค้นคว้าคนละหัวข้อ สมาชิกของกลุ่มบ้านของทุกกลุ่มที่ได้รับหัวข้อเดียวกันจะรวมกัน ศึกษาในหัวข้อที่เหมือนกันเรียกว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือกลุ่มผู้มีประสบการณ์เมื่อศึกษาครบแล้ว สมาชิกทุกคนจะกลับเข้ากลุ่มบ้านของตนเอง และอธิบายความรู้เนื้อหาที่ได้รับจากการศึกษาจากกลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เพื่อนทั้งกลุ่มได้รู้เนื้อหาครบทุกหัวข้อ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทําให้ นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือด้าน พุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 4. ความพึงพอใจ หมายถึง ภาวะของอารมณ์ ความรู้สึกร่วมของบุคคลที่มีต่อการเรียนรู้ ประสบการณ์ที่เกิดจากแรงจูงใจซึ่งเป็นพลังภายในของแต่ละบุคคล อันเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง เป้าหมายที่คาดหวังและความต้องการด้านจิตใจ นําไปสู่การค้นหาสิ่งที่ต้องการมาตอบสนองเมื่อได้รับ การตอบสนองความต้องการแล้วจะเกิดความรู้สึกมีความสุข กระตือรือร้น มุ่งมั่นเกิดขวัญกําลังใจ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการกระทํากิจกรรมที่นําไปสู่เป้าหมายนั้นสําเร็จตามที่ กําหนดไว้ อีกนัยหนึ่งความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกในเชิงการประเมินค่าอันเป็นองค์ประกอบที่สําคัญ ในการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของการเรียนประสบการณ์ของแต่ละบุคคล


5 ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้กิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพสามารถนําไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเป็นแนวทาง ในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมใน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 2. ครูสามารถนํากิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสน พิธีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไปใช้เป็นสื่อสําหรับให้นักเรียนใช้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองใช้ ประกอบการสอนซ่อมเสริม และใช้ในการทบทวนบทเรียนให้กับนักเรียนได้ 3. เป็นแนวทางสําหรับครู และผู้ที่สนใจในการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ต่อไปตามความ เหมาะสม


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกการ นำเสนอเนื้อหาตามลำดับ ดังนี้ 1. การเรียนแบบร่วมมือ 1.1 ความหมายของการเรียนแบบร่วมมือ 1.2 ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ 1.3 ขั้นตอนการเรียนแบบร่วมมือ 2. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw 2.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw 2.2 องค์ประกอบสําคัญของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw 2.3 ข้อดีและข้อจํากัดของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4. กรอบแนวคิดการวิจัย การเรียนแบบร่วมมือ การนําเสนอเกี่ยวกับการเรียนแบบร่วมมือ ผู้วิจัยได้แบ่งการนําเสนอออกเป็น 4 หัวข้อคือ 1) ความหมายของการเรียนแบบร่วมมือ 2) ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ 3) ขั้นตอนการเรียนแบบร่วมมือ และ 4) ประสิทธิภาพการเรียนแบบร่วมมือ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายของการเรียนแบบร่วมมือ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2540: 57) ได้ให้ความหมายของการเรียน แบบร่วมมือไว้ว่า การเรียนแบบร่วมมือ เป็นวิธีการเรียนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถ แตกต่างกัน แต่ละคนจะต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และความสําเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งเป็นกําลังใจแก่กันและกันคนที่เรียน เก่งจะช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่จะรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง


7 เท่านั้น แต่จะต้องรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่มความสําเร็จของแต่ละบุคคล คือความสําเร็จของกลุ่ม ทิศนา แขมมณี (2548: 98) ให้ความหมายว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ คือการเรียนรู้เป็น กลุ่มย่อยโดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันประมาณ 3-6 คนโดยสมาชิกในกลุ่มบ้านของ เราได้รับมอบหมายให้ศึกษาเนื้อหาสาระคนละ 1 ส่วน (เปรียบเสมือนได้ชิ้นส่วนของภาพตัดต่อคนละ 1 ชิ้น) และหาคําตอบในประเด็นปัญหาที่ผู้สอนมอบหมายให้ช่วยกันเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552: 182) ได้ให้ความหมายของการเรียนแบบร่วมมือไว้ว่าการ เรียนแบบร่วมมือ เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนทํางานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยทั่วไปมีสมาชิกกลุ่มละ 4 คน สมาชิกกลุ่มมีความสามารถในการเรียนแตกต่างกัน สมาชิกกลุ่มจะมี ความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับการสอนและช่วยเพื่อนสมาชิกให้เกิดการเรียนรู้ด้วยมีการช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน โดยมีเป้าหมายในการทํางานร่วมกันคือเป้าหมายของกลุ่ม Slavin (1999: 1-2) ได้ให้ความหมายของการเรียนแบบร่วมมือไว้ว่า เรียนแบบร่วมมือ เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนทํางานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถ ในการเรียนที่ต่างกัน สมาชิกในกลุ่มทํางานร่วมกัน มีความรับผิดชอบร่วมกัน และช่วยเหลือสมาชิกให้ เกิดการเรียนรู้ด้วยโดยมีเป้าหมายในการทํางานร่วมกัน Johnson and Johnson (2002: 1) ได้ให้ความหมายของการเรียนแบบร่วมมือไว้ว่า การเรียนแบบร่วมมือเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและ กัน ในการเรียนรู้โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มเล็กๆประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน ทํางานร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวมมีการฝึกและการใช้ทักษะการทํางานร่วมกันเพื่อผลงานของ กลุ่มขึ้นอยู่กับผลงานของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มสมาชิกต่างได้รับความสําเร็จร่วมกัน จากความหมายของการเรียนแบบร่วมมือ ดังที่กล่าวมานั้นสามารถสรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง คือการเรียนรู้โดยเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ละคนมีความสามารถต่างกันและหลายด้าน แต่ทุกคนมี หน้าที่รับผิดชอบทุกคน ช่วยเหลือกันและมีเป้าหมายเดียวกัน 2. ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2540: 58-59) กล่าวถึงประโยชน์ของการ เรียนแบบร่วมมือไว้ว่า การเรียนแบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะในการทํางาน ทักษะการแก้ปัญหา การตัดสินใจ การแสวงหาความรู้ใหม่ และการยอมรับซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้จะ ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมทั้งพัฒนาความดีและความรู้ความสามารถ


8 จันทรา ตันติพงศานุรักษ์ (2543: 45-46) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือมีประโยชน์ต่อ นักเรียนทั้งในด้านสังคมและวิชาการ ดังนี้ 1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อระหว่างสมาชิก เพราะทุก ๆ คนร่วมมือในการทํางานกลุ่ม ทุก ๆ คนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกัน จนทําให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียน 2. ส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนมีโอกาสคิด พูด แสดงออก แสดงความคิดเห็น ลงมือกระทํา อย่างเท่าเทียมกัน 3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น เด็กเก่งช่วยเหลือเด็กที่เรียนไม่เก่ง ทําให้เด็กเก่งภาคภูมิใจ รู้จักเสียสละ ส่วนเด็กอ่อนเกิดความซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนสมาชิกด้วยกัน 4. ทําให้รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การร่วมคิด การระดมความคิดนําข้อมูลที่ได้มา พิจารณาร่วมกันเพื่อหาคําตอบที่เหมาะสมที่สุด เป็นการส่งเสริมให้ช่วยกันคิดหาข้อมูลให้มากคิด วิเคราะห์และเกิดการตัดสินใจ 5. ส่งเสริมทักษะทางสังคม ทําให้ผู้เรียนรู้จักปรับตัวในการอยู่ร่วมกันด้วยมนุษย์สัมพันธ์ ที่ดีต่อกัน เข้าใจกันและกัน 6. ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ทักษะการทํางานเป็นกลุ่ม สามารถทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น รุจิร์ ภู่สาระ (2545: 101-102) ได้กล่าวถึง ผลดีของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ดังนี้ 1. มีความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายมากขึ้น (Greater Efforts to Achieve)การ เรียนรู้แบบร่วมมือ ช่วยให้ผู้เรียนมีความพยายามที่จะเรียนให้บรรลุเป้าหมาย เป็นผลให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้น และมีผลงานมากขึ้น การเรียนรู้มีความคงทนมากขึ้น (Long-term-retention) มี แรงจูงใจภายในและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ มีการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพใช้เหตุผลดีขึ้นและคิดอย่างมี วิจารณญาณมากขึ้น 2. มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น (Greater Efforts Psychological Health) การเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ช่วยให้ผู้เรียนมีสุขภาพจิตดีขึ้น มีความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตนเองและมีความเชื่อมมั่นในตนเอง มากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม ความสามารถในการเผชิญกับความเครียด และ ความผันแปรต่าง ๆ สรุปความสําคัญหรือประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ได้ว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่ได้ความรู้ในการพัฒนาร่างกาย แต่ยังได้พัฒนาตนเองในด้านจิตใจ มีความ มั่นใจมากขึ้น ยอมรับความแตกต่างจากคนอื่น คนอื่นยอมรับความแตกต่างของตนเอง หรือการ ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดี


9 3. ขั้นตอนการเรียนแบบร่วมมือ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545: 39 อ้างถึงใน ศิรินภา น้อยสว่าง, 2562: 29)ขั้นตอนการ เรียนแบบร่วมมือ ได้แก่ 1. ขั้นเตรียม กิจกรรมในขั้นเตรียม ประกอบด้วย ครูแนะนําทักษะในการเรียนร่วมกัน และจัดเป็นกลุ่มย่อย ประมาณ 2-6 คนครูควรแนะนาระเบียบของกลุ่ม บทบาทและหน้าที่ของสมาชิก กลุ่ม แจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน และการทํากิจกรรมร่วมกัน และการฝึกฝนทักษะพื้นฐานจําเป็น สําหรับการทํากิจกรรมกลุ่ม 2. ขั้นสอน ครูนําเข้าสู่บทเรียน แนะนําเนื้อหา แนะนําแหล่งข้อมูลและมอบหมายงานให้ นักเรียนแต่ละกลุ่ม 3. ขั้นทํากิจกรรมกลุ่ม ผู้เรียน เรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มย่อย โดยที่แต่ละคนมีบทบาทและ หน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย เป็นขั้นตอนที่สมาชิกในกลุ่มจะได้ร่วมกันรับผิดชอบต่อผลงานของกลุ่ม ในขั้นนี้ครูอาจกําหนดให้นักเรียนใช้เทคนิคต่างๆ เช่น แบบ JIGSAW, TGT, STAD,TAI GT, LT, CIRC, CO-CO เป็นต้น ในการทํากิจกรรมแต่ละครั้งเทคนิคที่ใช้แต่ละครั้งจะต้องเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ใน การเรียนแต่ละเรื่อง ในการเรียนครั้งหนึ่ง ๆ อาจใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือหลาย ๆ เทคนิค ปะปนกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการเรียน 4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ ในชั้นนี้เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติหน้าที่ ครบถ้วนแล้วหรือยัง ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เน้นการตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคลในบาง กรณีผู้เรียนอาจต้องซ่อมเสริมส่วนที่ยังขาดตกบกพร่อง ต่อจากนั้นเป็นการทดสอบความรู้ 5. ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทํางานกลุ่ม ครูและผู้เรียนช่วยกันสรุปบทเรียน ถ้ามีสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจครูควรอธิบายเพิ่มเติม ครูและผู้เรียนช่วยกันประเมินผลการทํางานกลุ่ม และพิจารณาว่าอะไรคือจุดเด่นของงาน และอะไรคือสิ่งที่ควรปรับปรุง อาภรณ์ ใจเที่ยง (2546: 122-123 อ้างถึงใน ศิรินภา น้อยสว่าง, 2562: 29-30)ขั้นตอน การจัดกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ ได้แก่ 1. ขั้นเตรียมการ 1.1 ผู้สอนชี้แจงจุดประสงค์ของบทเรียน 1.2 ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละประมาณไม่เกิน 6 คนมีสมาชิกที่มี ความสามารถแตกต่างกัน ผู้สอนแนะนําวิธีการทํางานกลุ่มและบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม 2. ขั้นสอน 2.1 ผู้สอนนําเข้าสู่บทเรียน บอกปัญหาหรืองานที่ต้องการให้กลุ่มแก้ไขหรือคิดวิเคราะห์ หาคําตอบ 2.2 ผู้สอนแนะนําแหล่งข้อมูล ค้นคว้า หรือให้ข้อมูลพื้นฐานสําหรับการคิดวิเคราะห์


10 2.3 ผู้สอนมอบหมายงานที่ลุ่มต้องทําให้ชัดเจน 3. ขั้นทํากิจกรรมกลุ่ม 3.1 ผู้เรียนร่วมมือกันทํางานตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับ ทุกคนร่วมรับผิดชอบร่วมคิดร่วม แสดงความคิดเห็น การจัดกิจกรรมในขั้นนี้ ครูควรใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจที่น่าสนใจ และเหมาะสมกับผู้เรียน เช่น การเล่าเรื่องรอบวง มุมสนทนา คู่ตรวจสอบ คู่คิด 3.2 ผู้สอนสังเกตการณ์ทํางานของกลุ่ม คอยเป็นผู้อํานวยความสะดวกให้ความกระจ่าง ในกรณีที่ผู้เรียนสงสัยต้องการความช่วยเหลือ 4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ ขั้นนี้ผู้เรียนจะรายงานผลการทํางานกลุ่มผู้สอนและ เพื่อนกลุ่มอื่นอาจซักถามเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจน เพื่อเป็นการตรวจสอบผลงานของกลุ่มและ รายบุคคล 5. ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทํางานกลุ่ม ขั้นนี้ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันสรุป บทเรียน ผู้สอนควรช่วยเสริมเพิ่มเติมความรู้ ช่วยคิดให้ครบตามเป้าหมายการเรียนที่กําหนดไว้และ ช่วยกันประเมินผลการทํางานกลุ่มทั้งส่วนที่เด่นและส่วนที่ควรปรับปรุงแก้ไข สรุปได้ว่า ขั้นตอนการเรียนแบบร่วมมือจะประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นนํา ขั้นสอน ขั้นทํากิจกรรมหรือขั้นปฏิบัติ ขั้นทดสอบ ขั้นสรุปและประเมินผลของการการทํางาน การเรียนรู้แบบ Jigsaw การนําเสนอเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบ Jigsaw ผู้วิจัยได้แบ่งการนําเสนอออกเป็น 3 หัวข้อคือ 1) ความหมายของการเรียนรู้แบบ Jigsaw 2) องค์ประกอบสําคัญของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค Jigsaw และ 3) ข้อดีและข้อจํากัดของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw มี รายละเอียด ดังนี้ 1. ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw กระทรวงศึกษาธิการ กรมวิชาการ (2544: 14) ได้ให้ความหมายของการเรียนแบบ ร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ทุกกลุ่มจะ ได้รับมอบหมายให้ทํากิจกรรมเดียวกัน โดยครูผู้สอนแบ่งเนื้อหาของเรื่องที่จะเรียนออกเป็นหัวข้อย่อย เท่าจํานวนสมาชิกแต่ละกลุ่ม และมอบหมายให้นักเรียนแต่ละกลุ่มค้นคว้าคนละหัวข้อโดยนักเรียนแต่ ละคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องที่ตนได้รับมอบหมายจากกลุ่ม สมาชิกต่างกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย ในหัวข้อเดียวกันจะร่วมกันศึกษา จากนั้นแต่ละคนจะกลับเข้ากลุ่มเดิมของตนเพื่ออธิบายหัวข้อที่ตน ศึกษาให้เพื่อนร่วมกลุ่มฟัง เพื่อให้เพื่อนทั้งกลุ่มได้รู้เนื้อหาครบทุกหัวข้อ


11 ชวลิต ชูกําแพง (2551: 120-128) กล่าวว่า ผู้ที่คิดค้นการสอนแบบจิ๊กซอว์ เริ่มแรกคือ Elliot Aronson และคณะ (1987: Unpage) หลังจากนั้น Slavin ได้นําเสนอแนวคิดดังกล่าวมาปรับ เพื่อให้สอดคล้องกับการสอนแบบร่วมมือ ซึ่งเหมาะกับวิชาสังคมศึกษาวรรณคดี วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2553: 75-76) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบจิ๊กซอว์คือ การแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มทํากิจกรรมเนื้อหาย่อย ต้องอาศัยความร่วมมือในการศึกษาค้นคว้าแต่ ละหัวข้อจึงได้เนื้อหาครบถ้วน ศศิธร เวียงวะลัย (2556: 134) ได้กล่าวถึงการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ว่า เป็นการจัดการเรียนรู้แบบวิธีการติดต่อภาพความคิด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีส่วน ช่วยเหลือกันและพึ่งพากันในกลุ่ม มีการแบ่งสมาชิกเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มละประมาณ 3-6 คนแต่ละกลุ่ม จัดผู้เรียนที่มีความสามารถคละกันทั้งเก่ง ปานกลาง และอ่อน เรียกว่ากลุ่มบ้าน (HomeGroup) สมาชิกของแต่ละกลุ่มแยกไปศึกษาหัวข้อที่ได้รับมอบหมายให้อ่านในกลุ่มผู้มีประสบการณ์(Expert Group) จนเกิดความเข้าใจแล้วนําความรู้ไปอธิบายให้เพื่อนในกลุ่มบ้านฟังเป็นการเรียนที่ส่งเสริม ความร่วมมือและถ่ายทอดความรู้ระหว่างเพื่อนในกลุ่ม จากความหมายของการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค Jigsaw ดังที่กล่าวมานั้น สามารถสรุปได้ว่า การเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค Jigsaw เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ การทำงานเป็นกลุ่ม โดยกลุ่มนั้นจะได้หัวข้อเดียวกัน แต่ละคนก็มีหน้าที่จำเนื้อหาของตัวเอง หรือแบ่ง เนื้อหาไปคนละส่วน มีการเก็บข้อมูลคนละส่วนแล้วนำข้อมูล มาประติดประต่อกัน 2. องค์ประกอบสําคัญของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ไสว ฟักขาว (2542: 135) กล่าวว่า องค์ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ มีดังนี้ 1. การเตรียมสื่อการสอน (Preparation materials) ครูสร้างใบงานให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ ละคนของกลุ่ม และสร้างแบบทดสอบย่อยในแต่ละหน่วยการเรียน แต่ถ้ามีหนังสือเรียนอยู่แล้วยิ่งทํา ให้ง่ายขึ้นได้ โดยแบ่งเนื้อหาในแต่ละหัวข้อเรื่องที่จะสอนเพื่อทําใบงานสําหรับผู้เชี่ยวชาญ ในใบงาน ควรบอกว่านักเรียนต้องทําอะไร เช่น ให้อ่านหนังสือหน้าอะไร อ่านหัวข้ออะไร จากหนังสือหน้าไหน ถึงหน้าไหน ให้ดูวีดีทัศน์ หรือให้ลงมือปฏิบัติการทดลอง พร้อมกับมีคําถามให้ตอบตอนท้ายของ กิจกรรมที่ทําด้วย 2. การจัดสมาชิกของกลุ่มและของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Teams and expertgroups) ครู จะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ (Home groups) แต่ละกลุ่มจะมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องตามใบงาน ของตน ก่อนที่จะแยกไปตามกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญ (expert groups) เพื่อทํางานตามใบงานนั้น ๆ เมื่อ นักเรียนพร้อมที่จะทํากิจกรรม ครูแยกกลุ่มนักเรียนใหม่ตามใบงาน กิจกรรมในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแต่ละ


12 กลุ่มอาจแตกต่างกัน ครูพยายามกระตุ้นให้นักเรียนศึกษาหัวข้อตามใบงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นใบงาน ที่ครูสร้างขึ้นจึงมีความสําคัญมาก เพราะในใบงานจะนําเสนอด้วยกิจกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่ง ผู้เชี่ยววชาญในแต่ละกลุ่มอาจจะลงมือปฏิบัติการทดลอง ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับมอบหมาย พร้อม กับเตรียมการนําเสนอสิ่งนั้น ๆ อย่างสั้น ๆ เผื่อว่าเขาจะได้นํากลับไปสอนสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มที่ ไม่ได้ศึกษาในหัวข้อดังกล่าว 3. การรายงานและการทดสอบย่อย (Reports and quizzes) เมื่อกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแต่ ละกลุ่มทํางานสําเร็จแล้ว ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็จะกลับไปยังกลุ่มเดิมของตัวเองแล้วสอนเรื่องที่ตนเอง ทําให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่ม ครูกระตุ้นให้นักเรียนใช้วิธีการต่าง ๆ ในการนําเสนอสิ่งที่จะสอน นักเรียนอาจใช้วิธีการสาธิต อ่านรายงาน ใช้คอมพิวเตอร์ รูปถ่ายไดอะแกรมแผนภูมิหรือภาพวาดใน การนําเสนอความคิดเห็น ครูกระตุ้นให้สมาชิกในกลุ่มได้มีการอภิปรายและซักถามปัญหาต่าง ๆ โดยที่ สมาชิกแต่ละคนต้องมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้แต่ละเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนนําเสนอ เมื่อ ผู้เชี่ยวชาญได้รายงานผลงานกับกลุ่มของตัวเองแล้ว ควรมีการอภิปรายร่วมกันทั้งห้องเรียนอีกครั้ง หนึ่ง หรือมีการถามคําถาม และตอบคําถามในหัวข้อเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนได้ศึกษาหลังจากนั้น ครูทําการทดสอบ สุวิทย์ มูลคํา และอรทัย มูลคํา (2545: 178) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดย ใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ มีองค์ประกอบสําคัญ 3 ส่วน คือ 1. การเตรียมสื่อการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องเตรียมใบงาน ใบความรู้ สื่อการเรียนรู้อื่น ๆ สําหรับผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลุ่ม และสร้างแบบทดสอบย่อยในแต่ละหน่วยการเรียน 2. การจัดการจัดสมาชิกของกลุ่ม ผู้สอนจะต้องแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ เรียกว่า “กลุ่มพื้นฐาน” (Home Groups) แต่ละกลุ่มจะมีผู้เชี่ยวชาญ (Expert Groups) แต่ละกลุ่มจะมี ผู้เชี่ยวชาญ (Expert Groups) แต่ละเรื่องตามใบงานที่ผู้สอนสร้างขึ้น 3. การรายงานและทดสอบย่อย เมื่อผู้เชี่ยวชาญกลับเข้ากลุ่มตัวเองและสอนเรื่องที่ ตนเองได้เรียนรู้มา สอนหรือรายงานให้กับสมาชิกในกลุ่มแล้ว ควรมีการอภิปรายกันทั้งห้องเรียนอีก ครั้งหรือมีการถาม-ตอบในหัวข้อเรื่องที่เรียนรู้ หลังจากนั้นผู้สอนทําการทดสอบย่อยและประเมินให้ คะแนน สรุปได้ว่า องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw จะมี 3 ส่วน องค์ประกอบหลักๆ ที่สำคัญ 1. สื่อการเรียน 2.การจัดกลุ่มนักเรียน 3.การรายงาน ซึ่งแต่ละ องค์ประกอบ จะต้องมีทริคเล็กๆที่สำคัญในองค์ประกอบนั้นเช่น การรายงาน เราต้องทำให้เด็ก รายงาน โดยใช้วิธีต่างๆโดยที่ไม่ใช่แค่การมา พูดให้เพื่อนฟัง เช่น การเล่นตอบถาม-ตอบ หรือการตอบ ด้วยภาพเพื่อสื่อความหมายต่างๆ


13 3. ข้อดีและข้อจํากัดของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw สุวิทย์ มูลคํา และอรทัย มูลคํา (2545: 177) กล่าวว่า ข้อดีและข้อจํากัดของการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw มีดังนี้ ข้อดี 1. ผู้เรียนมีความเอาใจใส่ รับผิดชอบตัวเองและกลุ่มร่วมกับสมาชิกอื่น 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน 3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนผลัดกันเปลี่ยนเป็นผู้นํา 4. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกและเรียนรู้ทักษะทางสังคมโดยตรง ข้อจํากัด 1. หากผู้เรียนขาดความเอาใจใส่และขาดความรับผิดชอบจะส่งผลให้ผลงานกลุ่มและการ เรียนรู้ไม่ประสบความสําเร็จ 2. เป็นวิธีการที่ผู้สอนจะต้องใช้เวลาในการเตรียมการ และต้องดูแลช่วยเหลือเอาใจใส่ใน กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด Johnson and Johnson (1990) ได้กล่าวถึงข้อดีของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ ดังนี้ 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น 2. นักเรียนมีเหตุผลมากขึ้น 3. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพที่เรียน 4. นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในชั้นเรียนมากขึ้น 5. นักเรียนสามารถทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น 6. นักเรียนเข้าใจความแตกต่างของคนอื่น ๆ มากขึ้น 7. นักเรียนมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น สรุปได้ว่า ข้อดีละข้อจํากัดของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw สอนให้ทุกคน เป็นผู้นำ แต่ตรงกันข้ามถ้าไม่ รับผิดรอบงานตัวเองจะทำให้ ทีมไม่ประสบผลสำเร็จไปด้วย


14 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยในประเทศ บุษกรณ์ พรหมพิลา (2556: 3-72) ได้ทําการวิจัย เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ สาระประวัติศาสตร์ เรื่อง อารยธรรมโบราณชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ สาระประวัติศาสตร์ เรื่อง อารยธรรมโลกยุคโบราณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ สาระ ประวัติศาสตร์ เรื่อง อารยธรรมโลกยุคโบราณชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มี ต่อการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์สาระประวัติศาสตร์ เรื่อง อารยธรรมโลกยุคโบราณ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/10 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนสตรีสิริเกศ อําเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ สํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาเขต 28 จํานวนนักเรียน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม ( Cluster Random Sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ แบบจิ๊กซอว์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ สาระประวัติศาสตร์เรื่อง อารยธรรม โลกยุคโบราณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.15/81.81 2) ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ สาระ ประวัติศาสตร์ เรื่อง อารยธรรมโลกยุคโบราณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับ 0.6763 แสดงว่านักเรียน มีความก้าวหน้าในการเรียนคิดเป็นร้อยละ 67.63 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ สาระประวัติศาสตร์เรื่อง อารยธรรมโลกยุค โบราณ อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅=4.52) ศิริธร เชาว์ชื่น (2556: 4-91) ได้ทําการวิจัย เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง อาณาจักรสุโขทัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษ ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง อาณาจักรสุโขทัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 80/80 2) ศึกษาดัชนี ประสิทธิผลของพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw)กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง อาณาจักรสุโขทัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3)


15 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์(Jigsaw) กลุ่ม สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง อาณาจักรสุโขทัยชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความเป็นผู้นําทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับจากพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเรื่อง อาณาจักรสุโขทัย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 จํานวน 28 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนบ้านคํากลิ้ง สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จาก 1 ห้อง ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Simpling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ แบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความเป็นผู้นําทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และt-test ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์(Jigsaw) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง อาณาจักรสุโขทัยชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.2/86.61 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ กําหนดไว้ 2) ดัชนีประสิทธิผลของพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw)กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง อาณาจักรสุโขทัย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.7684 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เรื่อง อาณาจักรสุโขทัย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw) มีความเป็นผู้นําทางการเรียน อยู่ในระดับมาก ที่สุด ศิรินุช ฝ่ายพรม (2556: 4-121) ได้ทําการวิจัย เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และพฤติกรรมการทํางานกลุ่ม ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค Jigsaw โดยมี จุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคSTAD และเทคนิค Jigsaw 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค Jigsaw 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค Jigsaw กับเกณฑ์ร้อยละ 75 4) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทํางานกลุ่มของนักเรียนชั้น


16 มัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิคJigsaw และ 5) เพื่อ เปรียบเทียบพฤติกรรมการทํางานกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2จากการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD และเทคนิค Jigsaw กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนมารดาวนารักษ์ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จํานวน 1 ห้องเรียน ซึ่งมีจํานวน 45 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่มสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบค่า (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.69 คะแนนคิดเป็นร้อยละ 52.30 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.05 คะแนน หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.80คิดเป็นร้อยละ 82.67 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.24 คะแนน มีความก้าวหน้าเฉลี่ย 9.11 คิดเป็นร้อยละ 30.37 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.40 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนมีพฤติกรรมการทํางานกลุ่มก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ย 28.12คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5.12 คะแนน และหลังเรียนนักเรียนมีพฤติกรรมการทํางาน กลุ่มมีค่าเฉลี่ยน 32.30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.05 คะแนน โดยมีความก้าวหน้าเฉลี่ย4.18 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.29 คะแนน และ 5) พฤติกรรมการทํางานกลุ่มในภาพรวม หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ได้แก่ ด้าน การแสดงความคิดเห็นในการทํางานกลุ่ม ด้วยการรับผิดชอบงานกลุ่ม ด้านการสร้างบรรยากาศในการ ทํางานกลุ่ม และด้านการให้ความช่วยเหลือเพื่อนในการทํางานกลุ่ม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยุสนีย์ เจะมะ (2560: 62-97) ได้ทําการวิจัย เรื่อง ผลการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค จิ๊กซอว์ที่มีต่อผลการคิดเชิงวิจารณญาณ วิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน เอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานี โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาผลการเรียน แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อผลการคิดเชิงวิจารณญาณ วิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จังหวัดปัตตานี 2) ศึกษาผลการสอนแบบปกติที่มีต่อการคิดเชิงวิจารณญาณวิชา สังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จังหวัดปัตตานี และ 3) เปรียบเทียบการคิดเชิง วิจารณญาณวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนที่เป็นผลมาจากการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์และ การสอนแบบปกติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียน


17 หญิงที่กําลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนดรุณ ศาสน์วิทยา อําเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จํานวน 90 คน แบ่งนักเรียนเป็น2 กลุ่มเท่ากัน คือ กลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค จิ๊กซอว์ แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ และแบบทดสอบวัดความสามารถการคิดเชิงวิจารณญาณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1) คะแนนความสามารถการคิดเชิงวิจารณญาณวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มทดลองหลังทดลองสูงกว่าคะแนนก่อนทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 2) คะแนนความสามารถการคิดเชิงวิจารณญาณวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มควบคุมหลังทดลองสูงกว่าคะแนนก่อนทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และ 3) ความสามารถการคิดเชิงวิจารณญาณวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 กลุ่มทดลองสูงกว่าคะแนนของนักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ศิรินภา น้อยสว่าง (2562: 6-78) ได้ทําการวิจัย เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ เรื่อง วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนร็ เรื่อง วันสําคัญทาง พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ เรื่องวันสําคัญทาง พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊ก ซอว์ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา ก่อนเรียนและหลัง เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊ก ซอว์ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนเรื่องวันสําคัญทาง พระพุทธศาสนา ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ วิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง ม.4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จํานวน 27 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบค่า t-test ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.54/86.67 ดัชนี ประสิทธิผล มีค่าเท่ากับ 0.7791 หรือร้อยละ 77.91ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดย วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิคจิ๊คซอว์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก


18 กรอบแนวคิดการวิจัย กรอบแนวคิดการวิจัยในครั้งนี้ ปรากฏดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย การการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เทคนิค Jigsaw 1. ผลสมัฤทธิ์ทางการเรียน 2. ความพึงพอใจในการเรียนรู้


บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ประเด็นการศึกษาของผู้วิจัยส่วนใหญ่มีขอบเขตอยู่ที่การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดย ใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ผู้วิจัยได้กำหนดหัวข้อการดำเนินการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ที่เรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 289 คน จาก ห้องเรียนจำนวน 7 ห้อง 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีราชินู ทิศ สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ที่เรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่ม สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 41 คน จาก ห้องเรียนจำนวน 1 ห้อง (ห้อง 5) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)


20 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี(ส22103) ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 จํานวน 3 แผน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสน พิธี(ส22103) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน 40 ข้อ 3. แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี(ส22103) ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ จํานวน 15 ข้อ วิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี(ส22103) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จํานวน 3 แผน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ผู้วิจัย ดําเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เกี่ยวกับหลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตัวชี้วัด (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 6- 51) 1.2 ศึกษาเทคนิควิธีการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้จากคู่มือการจัดการการเรียนรู้กลุ่ม สาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม การเขียนแผนจัดการเรียนรู้ของคู่มือครูตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน 1.3 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสําคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการ เรียนรู้ กําหนดเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1.4 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้จํานวน 3 แผน โดยแต่ละแผนจะประกอบด้วย มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสําคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้สื่อและ แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมินผล กิจกรรมข้อเสนอแนะและบันทึก หลังการสอนในแต่ละแผน ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 วันฆาบูชา วันวิสาขบูชา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 วันอัฏฐมีบูชา วันอาสาฬหบูชา แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 วันธรรมสาวนะ เทศกาลสำคัญ


21 1.5 นําแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ ความถูกต้องของมาตรฐานการเรียนรู้ สาระสําคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผลเกณฑ์การวัดและ ประเมินผล กิจกรรมข้อเสนอแนะและบันทึกหลังการสอน 1.6 นําแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงและแก้ไขข้อบกพร่องทางด้านเนื้อหาการสื่อ ความหมายและเวลาที่ใช้ในการดําเนินกิจกรรมแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งพร้อมแบบประเมิน แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี(ส22103) โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เกณฑ์การประเมินดัดแปลงมาจากมาตรา ส่วนประมาณค่าของ บุญชม ศรีสะอาด (2553 : 103) ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ผลการประเมินต้องมีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 3.51 - 5.00 หรืออยู่ในระดับคุณภาพ ระดับมากขึ้นไป จึงจะถือว่าเป้นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพเพื่อนําไปใช้ในการวิจัยต่อไป 1.7 นําแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี(ส22103) โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการประเมินจาก ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่ามีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถนําไปใช้ได้ไปทดลองใช้ (Tryout) ร่วมกับเอกสาร ประกอบการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (ส22103) โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค Jigsaw ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1.8 พิมพ์แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี (ส22103)โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ฉบับจริง เพื่อ นําไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสน พิธี (ส22103) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน40 ข้อ ผู้วิจัยดําเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้


22 2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เกี่ยวกับหลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตัวชี้วัด (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 6- 51) 2.2 ศึกษาวิธีเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบจากตําราการวัดผลการศึกษา (สมนึกภัททิยธนี. 2553 : 98) 2.3 สร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบ โดยยึดตามจุดประสงค์การเรียนรู้เพื่อกําหนดข้อสอบ โดยสร้างเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน 60 ข้อ ซึ่งจะใช้จริง 40 ข้อ (เขียน ข้อสอบเผื่อไว้50%) โดยข้อสอบในแต่ละข้อมีคําตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียวการตรวจให้คะแนน แบบทดสอบมีหลักเกณฑ์ คือ ตอบถูกในแต่ละข้อให้คะแนนข้อละ 1 คะแนนถ้าตอบผิดในแต่ละข้อให้ 0 คะแนน ถ้าตอบมากกว่า 1 ข้อ หรือไม่ตอบให้ 0 คะแนน 2.4 นําแบบทดสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรง ด้วยการประเมินความ สอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยใช้สูตร IOC (ทรงศักดิ์ภูสีอ่อน. 2556 :50) ผล การประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบและจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) ของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน 2.5 ปรับปรุงข้อความในข้อสอบบางข้อตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญและจัดพิมพ์ เป็นแบบทดสอบฉบับทดลอง 2.6 นําแบบทดสอบไปทดลองใช้ (Tryout) กับนักเรียนที่เคยเรียนเนื้อหานี้มาก่อนได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ตําบลหมากแข้ง อําเภอเมืองอุดรธานีจังหวัด อุดรธานี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จํานวน 41 คน 2.7 วิเคราะห์ข้อสอบเพื่อหาค่าความยาก (P) และค่าอํานาจจําแนก (r) เป็นรายข้อแบบ อิงกลุ่มโดยใช้เทคนิค 30% ข้อสอบที่เข้าเกณฑ์ต้องมีค่าความยากตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.80และค่าอํานาจ จําแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 1.00 (ทรงศักดิ์ภูสีอ่อน. 2556 : 57 - 58) 2.8 นําแบบทดสอบที่คัดเลือกไว้ใช้จํานวน 40 ข้อ มาหาค่าความเชื่อมั่น(Reliability) ของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้สูตร KR-20 ตามวิธีของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Method) (ทรงศักดิ์ภูสีอ่อน. 2556 : 88 – 89) 2.9 พิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และศาสนพิธี (ส22103) โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ฉบับจริง ซึ่งเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน 40 ข้อเพื่อนําไปใช้ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลต่อไป


23 3. แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี(ส22103) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับจํานวน 15 ข้อ ผู้วิจัยดําเนินการสร้างและหาคุณภาพตามขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจในการ เรียนรู้จากตําราวัดผลทางการศึกษาของ สมนึก ภัททิยธนี(2544 : 36-42) ดังนี้ 3.1 ศึกษาข้อความที่แสดงถึงความพึงพอใจในการเรียนรู้โดยสร้างแบบสอบถามเป็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ผู้วิจัยกําหนดค่าคะแนนเป็น 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคริท (Likert) โดยกําหนดขอบเขตการวัดความพึงพอใจของนักเรียนออกเป็น 4 ด้าน คือ 1) ด้านเนื้อหา 2) ด้านปฏิบัติงาน 3) ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน และ 4) ด้านการวัดและ ประเมินผล แล้วสร้างข้อคําถามจํานวน 20 ข้อ ต้องการใช้จริง 15 ข้อ 3.2 นําแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นทั้ง 20 ข้อ เสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความสอดคล้องของข้อคําถามกับประเด็นที่ต้องการวัดด้านความพึงพอใจใน การเรียนรู้ในแต่ละข้อ โดยมีเงื่อนไขการให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคําถามนั้นสอดคล้องกับประเด็นด้านความพึงพอใจในการ เรียนรู้ ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคําถามนั้นสอดคล้องกับประเด็นด้านความพึงพอใจใน การเรียนรู้ ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคําถามนั้นไม่สอดคล้องกับประเด็นด้านความพึงพอใจใน การเรียนรู้ ผลการประเมินความสอดคล้องของข้อคําถามกับประเด็นที่ต้องการวัดด้านความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ หมายความว่า ข้อคําถามมีความ สอดคล้องกับประเด็นที่ต้องการวัดด้านความพึงพอใจในการเรียนรู้ ซึ่งเข้าเกณฑ์ทั้งหมด 20 ข้อ 3.3 พิมพ์แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีโดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ตําบลหมากแข้ง อําเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จํานวน 50 คน แล้วนําผลการทดลองใช้แบบสอบถาม ความพึงพอใจในการเรียนรู้มาหาคุณภาพด้านค่าอํานาจจําแนกและค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 3.4 หาคุณภาพของแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้เป็นรายข้อ โดยนํา แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้มาตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์ที่กําหนดไว้ ดังนี้ พึงพอใจน้อยที่สุด ให้น้ำาหนักคะแนนเป็น 1


24 พึงพอใจน้อย ให้น้ำาหนักคะแนนเป็น 2 พึงพอใจปานกลาง ให้น้ำาหนักคะแนนเป็น 3 พึงพอใจมาก ให้น้ำาหนักคะแนนเป็น 4 พึงพอใจมากที่สุด ให้น้ำาหนักคะแนนเป็น 5 นํามาวิเคราะห์ข้อมูลตามลําดับ ดังนี้ 3.4.1 วิเคราะห์หาค่าอํานาจจําแนกของแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ ด้วย วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (ItemTotal Correlation) โดยคะแนนรวมนั้นได้หักคะแนนของข้อนั้น ๆ ออกแล้ว (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน.2556: 71) จึงคัดเลือกไว้ ใช้จํานวน 15 ข้อตามต้องการ 3.4.2 นําแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ที่คัดเลือกไว้ใช้จํานวน15 ข้อ มาหา ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ทั้งฉบับ โดยวิธีการใช้สูตรสัมประสิทธิ์ แอลฟา ( -Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) (ทรงศักดิ์ภูสีอ่อน. 2556:90) 3.5 พิมพ์แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ฉบับจริง จํานวน 15 ข้อเพื่อนําไปใช้ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลต่อไป


25 การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ทดลองตามแบบแผนการวิจัยก่อนทดลอง (Pre Experimental Design)แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลัง (The One Group Pretest –Posttest Design) (มาเรียม นิลพันธุ์,2551: 143-144) ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลังเรียน T1 X T2 เมื่อ T1 คือ การทดสอบก่อนการจัดการเรียนการสอน X คือ การจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีสอนแบบธรรมสากัจฉา T2 คือ การทดสอบหลังการจัดการเรียนการสอน การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. นําคะแนนระหว่างเรียน และคะแนนหลังเรียนมาวิเคราะห์ เพื่อหาประสิทธิภาพของ กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โดยใช้มาตรฐาน E1/E2 ตามเกณฑ์ 75/75 2. นําคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ t-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) 3. นําผลการตอบแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2มาทําการวิเคราะห์โดยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยเกณฑ์ ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2553 : 103) คะแนน 1.00 - 1.50 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด คะแนน 1.51 - 2.50 หมายถึง พึงพอใจน้อย คะแนน 2.51 - 3.50 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง คะแนน 3.51 - 4.50 หมายถึง พึงพอใจมาก คะแนน 4.51 - 5.00 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด


26 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบเครื่องมือ 1.1 หาค่าความตรงรายข้อของแบบทดสอบ/และแบบสอบถามโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ เรียกว่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC : Index of Item Objective Congruence) เป็นความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ โดยอาศัยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก มีสูตรในการ คำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 153) R IOC N = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 วิเคราะห์หาค่าความยาก (P) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ แบบปรนัยเป็นรายข้อ มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 154-156) P P H L P n + = 2 n P P r H − L = เมื่อ P แทน ค่าความยาก r แทน ดัชนีอำนาจจำแนก PH แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ n แทน จำนวนนักเรียนที่ตอบทั้งหมดของกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ 1.3 วิเคราะห์หาค่าความยาก (P) และค่าอำนาจจำแนก (D) ของแบบทดสอบ ภาคปฏิบัติเป็นรายข้อ โดยวิธีการของวิทนีย์และซาเบอร์ส (Whitney and Sabers) มีสูตรในการ คำนวณ ดังนี้ (ไพศาล วรคำ. 2559 : 299-308)


27 P = H L mim max mim S + S - (2nX ) 2n(X - X ) D = H L max mim S - S n(X - X ) เมื่อ P แทน ค่าความยากของแบบทดสอบภาคปฏิบัติ D แทน ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบภาคปฏิบัติ SH แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มสูง SL แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มต่ำ n แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Xmax แทน คะแนนสูงสุดในข้อนั้น Xmin แทน คะแนนต่ำสุดในข้อนั้น 1.4 การหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อของแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item Total Correlation) โดยคะแนนรวมนั้นได้หักคะแนนของข้อนั้น ๆ ออกแล้ว มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 71) X (Y-X ) i i r = ( ) i i i i 2 2 2 2 i i i i N X (Y - X ) - X (Y - X ) N X - ( X ) N (Y - X ) - (Y - X ) เมื่อ X (Y-X ) i i r แทน ค่าอำนาจจำแนกของข้อคำถามข้อที่ i Xi แทน ชุดของคะแนนจากคำถามข้อที่ i Y แทน ชุดของคะแนนรวมจากข้อคำถามทุกข้อ N แทน จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่นำมาวิเคราะห์ 1.5 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบแบบปรนัยทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 โดยวิธีการของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Method) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 88 - 89)


28 tt r = 2 k pq 1 - k -1 S เมื่อ tt r แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ p แทน ค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนค่าความยากแต่ละข้อ (q = 1 - p) S 2 แทน ค่าความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จำนวนข้อสอบในแบบทดสอบ 1.6 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบภาคปฏิบัติและแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยวิธีการใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา ( -Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 90) α = 2 i 2 t k S 1 - k - 1 S เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 2 Si แทน ผลรวมของความแปรปรวนรายข้อ 2 St แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จำนวนข้อ


29 2. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2.1 ร้อยละ มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 211) f N p = x 100 เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่หรือจำนวนข้อมูลที่ต้องการหาร้อยละ n แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด 2.2 ค่าเฉลี่ย ( X ) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 213) X X = n เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 225) n X - X ( ) S = n(n - ) 2 2 1 เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน ข้อมูลแต่ละค่าของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง


30 3. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ตามเกณฑ์ 75/75 วิเคราะห์โดยใช้สูตร E1/E2 ดังนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2556 : 10) X N E = × A 1 100 F N E = × B 2 100 เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ X แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดปฏิบัติ กิจกรรมหรืองานที่ทำ ระหว่างเรียน F แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์ของการประเมินหลังเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกปฏิบัติทุกชิ้นรวมกัน B แทน คะแนนเต็มของการประเมินสุดท้าย (การสอบหลังเรียน) N แทน จำนวนผู้เรียน


31 4. สถิติที่ใช้ในการการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pre-test) กับหลังเรียน (Post-test) ของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ t-test แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 244) D t = n D - ( D ) n - 2 2 1 , df = n - 1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบ ความมีนัยสำคัญ D แทน ผลต่างระหว่างคู่คะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่คะแนน


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดําเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามลําดับ ดังต่อไปนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ลําดับขั้นในการนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล x̅แทน ค่าเฉลี่ย n แทน จํานวนนักเรียน S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E₁ แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E₂ แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ t แทน ค่าสถิติทดสอบที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤตเพื่อทราบความมีนัยสําคัญ ลําดับขั้นในการนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดําเนินการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลําดับ ดังต่อไปนี้ 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีสําหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2


33 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้ วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธี สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยนําคะแนนระหว่างเรียนและ คะแนนหลังเรียนมาวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ประสิทธิภาพของประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 คะแนน คะแนนเต็ม X S.D. ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย - ระหว่างเรียน (E1 ) - หลังเรียน (E2 ) 90 40 77.37 37.21 3.35 2.20 85.89 92.78 จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนมีค่าเท่ากับ 77.37 คิดเป็นร้อยละ 85.89 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 37.21 คิดเป็นร้อยละ 92.78 ซึ่งแสดงว่าการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี สําหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.89/92.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กําหนดไว้ คือ 75/75 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และศาสนพิธีระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธี โดยนําคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 2


34 ตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน การทดสอบ n X S.D. t p ก่อนเรียน 40 17.40 1.88 47.462* .000 หลังเรียน 40 67.25 2.25 * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 2 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 17.66 และมี คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 37.21 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติ t พบว่า ค่าสถิติ tเท่ากับ 47.462 มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 3. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีสําหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยนําผลการตอบแบบสอบถาม ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนมาทําการวิเคราะห์ ปรากฏผลดังตารางที่ 3


35 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนาและศาสนพิธีสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ X S.D. ความพึงพอใจ ด้านเนื้อหา 1 พึงพอใจต่อเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ 4.90 .364 มากที่สุด 2 เนื้อหามีความเหมาะสม เข้าใจง่าย 4.88 .385 มากที่สุด 3 ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ 4.88 .385 มากที่สุด 4 เนื้อหามีความแปลกใหม่ น่าสนใจ 4.88 .385 มากที่สุด 5 นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 4.88 .385 มากที่สุด เฉลี่ยด้านเนื้อหา 4.88 .380 มากที่สุด ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 6 มีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกขั้นตอน 4.86 .405 มากที่สุด 7 กิจกรรม/กระบวนการช่วยให้เข้าใจเนื้อหามากขึ้น 4.86 .405 มากที่สุด 8 การยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน 4.84 .468 มากที่สุด 9 สืบค้นข้อมูลและสร้างความรู้ด้วยตนเอง 4.88 .385 มากที่สุด 10 กิจกรรมการเรียนรู้มีความหลากหลาย 4.82 .438 มากที่สุด เฉลี่ยด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 4.85 .420 มากที่สุด 11 12 13 14 15 ด้านการวัดและประเมินผล นักเรียนมีส่วนร่วมในการวัดและประเมินผล เนื้อหาสอดคล้องกับจุดประสงค์ จุดประสงค์มีความชัดเจน มีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน การดำเนินการเป็นขั้นตอน 4.92 .274 มากที่สุด 4.90 .364 มากที่สุด 4.92 .340 มากที่สุด 4.90 .364 มากที่สุด 4.92 .340 มากที่สุด เฉลี่ยด้านการวัดและประเมินผล 4.91 .336 มากที่สุด เฉลี่ยรวม 4.88 .378 มากที่สุด


36 จากตารางที่ 3 พบว่า ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาและศาสนพิธีสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมากที่สุด(X = 4.88 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ ในระดับมากที่สุด สามารถเรียงลําดับความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนในแต่ละด้านจาก ค่าเฉลี่ยสูงไปหาต่ําได้ดังนี้ ด้านการวัดและประเมินผล (X = 4.91) ด้านเนื้อหา (X = 4.88) ด้าน กิจกรรมการเรียนการสอน (X = 4.12) และด้านกิจกรรมการเรียนการสอน (X = 4.85) ตามลําดับ


บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและ ศาสนพิธีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ซึ่งมี ขั้นตอนการนําเสนอผลดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สรุปผลการวิจัย 3. การอภิปรายผล 4. ข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค Jigsaw สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค Jigsaw


38 สรุปผลการวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.89/92.78ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ที่กําหนดไว้ คือ 75/75 2. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนา โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด การอภิปรายผล 1. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสําหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.89/92.78ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ กําหนดไว้ คือ 75/75 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก กิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนา ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้วิจัยได้ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เกี่ยวกับ หลักการ จุดมุ่งหมายโครงสร้าง ศึกษาสาระและมาตรฐานการ เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตัวชี้วัด (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 6- 51) และได้นําแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงและแก้ไขข้อบกพร่องทางด้านเนื้อหา การสื่อ ความหมายและเวลาที่ใช้ในการดําเนินกิจกรรมแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งพร้อมแบบประเมิน แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (ส22103) โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค Jigsaw ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เกณฑ์การประเมินดัดแปลงมาจากมาตราส่วนประมาณ ค่าของ บุญชม ศรีสะอาด (2553 :103) อีกทั้งได้นําเอากิจกรรมต่าง ๆ มาช่วยเสริมและจัดให้ สอดคล้องกับลักษณะของผู้เรียนเนื่องจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นนักเรียนในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้นกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ ผู้เรียนทํางานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก โดยทั่วไปมีสมาชิกกลุ่มละ 4 คน สมาชิกกลุ่มมีความสามารถในการ เรียนแตกต่างกัน สมาชิกกลุ่มจะมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับการสอนและช่วยเพื่อนสมาชิกให้เกิด การเรียนรู้ด้วยมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายในการทํางานร่วมกันคือเป้าหมายของกลุ่ม


39 ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552:182) ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ศิรินุช ฝ่ายพรม (2556: 4-121) ได้ทํา การวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และพฤติกรรมการทํางานกลุ่ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ก่อน เรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.69 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 52.30 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.05คะแนน หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.80 คิดเป็นร้อยละ 82.67 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.24คะแนน มี ความก้าวหน้าเฉลี่ย 9.11 คิดเป็นร้อยละ 30.37 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.402) ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหน่วยการเรียนรู้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้วัน สำคัญทางพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนมีพฤติกรรมการทํางานกลุ่มก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ย 28.12 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5.12 คะแนน และหลังเรียนนักเรียนมีพฤติกรรมการทํางานกลุ่มมี ค่าเฉลี่ยน 32.30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน4.05 คะแนน โดยมีความก้าวหน้าเฉลี่ย 4.18 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.29 คะแนนและ 5) พฤติกรรมการทํางานกลุ่มในภาพรวม หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ได้แก่ ด้าน การแสดงความคิดเห็นในการทํางานกลุ่มด้านการรับผิดชอบงานกลุ่ม ด้านการสร้างบรรยากาศในการ ทํางานกลุ่ม และด้านการให้ความช่วยเหลือเพื่อนในการทํางานกลุ่ม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก กิจกรรม การเรียนการสอน เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้วิจัย ได้ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 เกี่ยวกับ หลักการ จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ตัวชี้วัด (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551:6- 51) จึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งผลการทดสอบที่ได้มีความน่าเชื่อถือ เนื่องมาจากเครื่องมือที่ใช้คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ ศึกษาสร้างขึ้นได้รับการตรวจสอบปรับปรุง แก้ไข ประเมินตรวจสอบคุณภาพความเหมาะสมจาก ผู้เชี่ยวชาญ และได้ดําเนินการเป็นขั้นตอนอย่างเป็นระบบ มีการวิเคราะห์หาดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อสอบและจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) และสาระการเรียนรู้ จากหลักสูตรแกนกลาง


40 การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 และศึกษาเอกสารการจัดทําแบบฝึกเสริมทักษะ การวัดผล ประเมินผลจนเข้าใจ และนําความรู้มาสร้างแบบทดสอบ ตลอดจนนําไปทดลองใช้ (Try out) แล้วนํา แบบทดสอบมาวิเคราะห์หาคุณภาพก่อนที่จะนําไปใช้จริง ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ยุสนีย์ เจะ มะ(2560: 62-97) ได้ทําการวิจัย เรื่อง ผลการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อผลการคิด เชิงวิจารณญาณ วิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในจังหวัดปัตตานีผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนความสามารถการคิดเชิงวิจารณญาณวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มทดลองหลังทดลองสูงกว่าคะแนนก่อนทดลองอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 2) คะแนนความสามารถการคิดเชิงวิจารณญาณวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มควบคุมหลังทดลองสูงกว่าคะแนนก่อนทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และ 3) ความสามารถการคิดเชิงวิจารณญาณวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 กลุ่มทดลองสูงกว่าคะแนนของนักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw เรื่อง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนา โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก การเรียนแบบ ร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์ ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้แบบวิธีการติดต่อภาพความคิด โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีส่วนช่วยเหลือกันและพึ่งพากันในกลุ่ม มีการแบ่งสมาชิกเป็นกลุ่ม เล็ก กลุ่มละประมาณ 3-6 คน แต่ละกลุ่มจัดผู้เรียนที่มีความสามารถคละกันทั้งเก่งปานกลาง และอ่อน เรียกว่ากลุ่มบ้าน (Home Group) สมาชิกของแต่ละกลุ่มแยกไปศึกษาหัวข้อที่ได้รับมอบหมายให้อ่าน ในกลุ่มผู้มีประสบการณ์ (Expert Group) จนเกิดความเข้าใจแล้วนําความรู้ไปอธิบายให้เพื่อนในกลุ่ม บ้านฟังเป็นการเรียนที่ส่งเสริมความร่วมมือและถ่ายทอดความรู้ระหว่างเพื่อนในกลุ่ม ศศิธร เวียงวะ ลัย (2556: 134) จึงทําให้นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับ ผลการวิจัยของ บุษกรณ์ พรหมพิลา (2556: 3-72) ) ได้ทําการวิจัย เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ สาระประวัติศาสตร์เรื่อง อารยธรรมโบราณ ชั้นมัธยมศึกษา ปี ที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย กลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ สาระประวัติศาสตร์เรื่อง อารยธรรมโลกยุคโบราณ อยู่ในระดับมากที่สุด (x̅= 4.52) และศิรินภา น้อยสว่าง (2562:6-78) ได้ทําการวิจัย เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ โดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์เรื่อง วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊คซอว์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก


41 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะสําหรับการนําไปใช้ 1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูควรให้คําแนะนํา ดูแลอย่างใกล้ชิด และคอยกระตุ้นให้ นักเรียนมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น โดยครูกล่าวนําเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักเรียนและแสดงความ ชื่นชมในผลการเรียนของนักเรียน 1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ควร กําหนดเวลาให้นักเรียนทํากิจกรรมการเรียนรู้ให้เสร็จภายในเวลาที่กําหนด ควรให้นักเรียนได้อ่านและ ทําแบบฝึกหัดในเวลา เช่น ทํากิจกรรมกลุ่มในห้องเรียน เป็นต้น 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม หลาย ๆ เรื่อง และทําต่อเนื่องทุกระดับชั้น 2.2 ควรนํากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Jigsaw ไปใช้ ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบอื่น ๆ เช่น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นต้นเพื่อจะได้ เลือกใช้สื่อที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อนักเรียนในการพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


42 เอกสารอ้างอิง บุษกรณ์ พรหมพิลา. (2556). การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิ๊กซอว์ สาระประวัติศาสตร์เรื่อง อารยธรรมโบราณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 การศึกษาค้นคว้าอิสระของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาการศึกษา มหาบัณฑิตสาขาวิหลักสูตรและสอนมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยุสนีย์ เจะมะ. (2560). ผลการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อผลการคิดเชิง วิจารณญาณวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานีวิทยานิพนธ์ การศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชา จิตวิทยามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ศิริธร เชาว์ชื่น. (2556). การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ (Jigsaw)กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมเรื่อง อาณาจักรสุโขทัยชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอนมหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ศิรินภา น้อยสว่าง. (2562).การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคจิ๊กซอว์เรื่องวัน สําคัญทางพระพุทธศาสนาสําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาสังคมศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาสารคาม. ศิรินุช ฝ่ายพรม. (2556). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนาและพฤติกรรมการทํางานกลุ่มของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และ เทคนิค Jigsaw. วิทยานิพนธ์การศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอนมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา.


Click to View FlipBook Version