หนว่ ยที่ 1 หลักการทำงานของเครื่องยนตด์ ีเซล
หัวขอ้ เร่ือง
1. ประวตั ิและวิวัฒนาการของเคร่อื งยนตด์ เี ซล
2. ความหมายของเครือ่ งยนต์ดเี ซล
3. ประเภทของเครื่องยนต์
4. ช่ือและหน้าทส่ี ่วนประกอบของเคร่อื งยนตด์ ีเซล
5. คำศัพทเ์ กี่ยวกับหลักการทำงานของเครื่องยนต์ดเี ซล
6. วฏั จกั รการทำงานของเคร่อื งยนต์ดีเซล
7. แผนภมู เิ วลาการเปิดปิดลนิ้ เครอื่ งยนต์ดเี ซล 4 จังหวะ
8. ขอ้ ดขี อ้ เสียของเครือ่ งยนตด์ ีเซล
สาระสำคัญ
เคร่ืองยนต์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่เครื่องยนต์เผาไหม้ภายนอกและเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน
ปัจจุบันนี้ใช้เฉพาะเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในซึ่งเคร่ืองยนต์ดีเซล (Diesel Engine) เป็นเครื่องยนต์เผาไหม้
ภายในท่ีใช้น้ำมันดีเซลหรือน้ำมันอ่ืนที่ทดแทนน้ำมันดีเชล ไม่มีหัวเทียนจุดระเบิดด้วยความร้อนจากการอัด
อากาศประดิษฐข์ ึ้นครงั้ แรกทป่ี ระเทศเยอรมัน โดย ดร.รดู อลฟ์ ดเี ซล มโี ครงสรา้ งส่วนประกอบจำแนกไดเ้ ป็น 3
ประเภทคือเป็นช้ินส่วนประเภทอยู่กับที่ ชิ้นส่วนประเภทเคลื่อนที่โดยการหมุนและชิ้นส่วนประเภทเคล่ือนที่
กลับไปกลับมา เคร่ืองยนต์เผาไหม้ภายในทุกชนิดมีหลักการทำงานเหมือนกันคือมีวัฏจักรการทำงาน ดูด-อัด-
ระเบิด-คาย ถ้าเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะครบวัฏจักรการทำงานลูกสูบจะเคลื่อนท่ีข้ึนและลงรวมกัน 4 ครั้ง
เครื่องยนต์ 2 จังหวะครบวัฏจักรการทำงานลูกสูบจะเคลื่อนที่ขนึ้ และลงรวมกัน 2 ครั้ง เครื่องยนต์ดเี ซลมีข้อดี
คือให้กำลังและแรงบดิ สูงกวา่ เครอื่ งยนตแ์ ก๊สโซลนี
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. บอกประวัติและวิวัฒนาการของเคร่ืองยนตด์ ีเซลได้
2. บอกความหมายของเครอ่ื งยนตด์ ีเซลได้
3. จำแนกประเภทของเคร่ืองยนตไ์ ด้
4. บอกชอื่ และหนา้ ทีส่ ่วนประกอบของเครื่องยนต์ดเี ซลได้
5. บอกคำศัพท์เกี่ยวกับหลักการทำงานทำงานของเครอ่ื งยนต์ดเี ซลได้
6. อธบิ ายวฏั จักรการทำงานของเคร่ืองยนตด์ เี ซลได้
7. เขยี นแผนภมู ิเวลาการเปดิ ปดิ ล้นิ เครอ่ื งยนต์ดีเซล 4 จังหวะได้
8. บอกข้อดขี อ้ เสยี ของเคร่อื งยนต์ดีเซลได้
9. มีเจตคตแิ ละกจิ นิสัยทด่ี ีในการเรยี น
1. ประวตั แิ ละววิ ฒั นาการของเครื่องยนตด์ เี ซล
ภาพท่ี 1-2 Dr.Rudolf Diesel
(ทมี่ า: www.speedace.infospeedace)
ตามประวตั ใิ นระยะเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องตน้ กำลงั ท่สี ำคัญในสมยั นั้นคอื เครื่องจักร
ไอน้ำ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เผาไหม้ภายนอกประสิทธิภาพต่ำ จึงได้มีวิศวกรและนักประดิษฐ์หลายคนประดิษฐ์
คดิ ค้นเครื่องยนต์ใหม่ โดยวศิ วกรท่ีประดิษฐ์เคร่ืองยนต์ดีเซล คือ ดร.รูดอล์ฟ ดเี ซล(Dr.Rudolf Diesel) ภาพที่
1-2 โดยในปี ค.ศ. 1892 เขาได้นำหลักการของเครื่องยนต์แก๊สโซลีนมาปรับปรุงพัฒนาใหเ้ คร่ืองยนตด์ ูดเฉพาะ
อากาศเพียงอย่างเดียวเข้าไปในกระบอกสูบ แล้วอัดให้ร้อนโดยลูกสูบและฉีดเชื้อเพลิงเข้าไปเผาไหม้ โดยครั้ง
แรกเขาได้ใช้ผงถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงฉีดพ่นเข้าไปปะทะอากาศร้อนท่ีถูกอัดตัวด้วยความดันสูงในห้องเผาไหม้
ปรากฎว่าทำให้เคร่ืองยนต์เกิดการระเบิดเสียหายเน่ืองจากผงถ่านหินให้ค่าความร้อนมากเกินไป ต่อมาในปี
ค.ศ. 1894 เขาได้ทดลองคร้ังที่ 2 โดยเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงแทนผงถ่านหินแต่ก็ไม่ประสบ
ความสำเร็จเน่ืองจากเคร่ืองยนต์ที่เขาสร้างมีกำลังอัดสูงเกินไปและไม่มีระบบระบายความร้อน ในที่สุดปี ค.ศ.
1895 เขาได้ทดลองคร้ังท่ี 3 เป็นผลสำเร็จโดยใช้น้ำมันโซล่าเป็นเชื้อเพลิงใช้หลักการทำงานของเครื่องยนต์ 4
จงั หวะมีกำลังอัดในกระบอกสูบประมาณ 31 กโิ ลกรมั ต่อตารางเซนติเมตร (k3/cm/ มีระบบระบายความร้อน
ด้วยนำ้ ต่อมาไดม้ กี ารนำชื่อสกลุ ของผู้ประดษิ ฐม์ าเรยี กเปน็ ชอื่ เครอื่ งยนต์ใหมว่ า่ "เครือ่ งยนตด์ ีเซล" เพื่อเปน็
การใหเ้ กียรตแิ กผ่ ้ปู ระดษิ ฐ์เคร่ืองยนตด์ ีเซลตัง้ แตน่ น่ั เป็นตน้
2. ความหมายของเครอ่ื งยนต์ดเี ซล
เครือ่ งยนต์ดเี ซล หมายถึง เครอื่ งยนตท์ ่ีจุดระเบดิ ดว้ ยการอดั อากาศ เคร่อื งยนต์ประเภทนจ้ี ะฉดี น้ำมัน
เชื้อเพลิงเข้าไปผสมกับอากาศหลังจากที่อากาศไหลเข้ากระบอกสูบแล้วโดยจะมีอากาศเพียงอย่างเดียว
หลงั จากนนั้ น้ำมันดเี ซลจะถูกฉีดเข้าไปสมั ผัสกบั อากาศรอ้ นเกิดการจุดระเบิดเผาไหม้ เรียกเครอื่ งยนต์ชนดิ นว้ี ่า
เคร่ืองยนต์ดีเซล (สมชาย, 2558: 5)
เครื่องยนต์ดีเซล หมายถึง เครื่องยนต์หรือเครื่องมือกล ใช้น้ำมันดีเซลเปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็น
พลังงานกล (มลู นิธิกลุ่มอชี ซู ุ, ม.ป.ป.: CD-ROM)
จากที่กล่าวมาข้างต้นได้มีผู้ให้ความหมายของเคร่ืองยนต์ดีเซลไว้หลายราย ทำให้พอสรุปได้ว่า
เคร่ืองยนต์ดีเซล (Diesel Engine) หมายถึงเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในท่ีใช้น้ำมันดีเซลหรือน้ำมันอ่ืนที่สามารถ
ทดแทนน้ำมันดีเซลได้เป็นเชื้อเพลิง ไม่มีหัวเทียนจุดระเบิดด้วยความร้อนจากการอัดอากาศ ปัจจุบันใช้
หลักการทำงานแบบ 4 จังหวะมากกวา่ แบบ 2 จงั หวะภาพที่ 1-3
ภาพที่ 1-3 เคร่อื งยนตด์ ีเซล (ที่มา: ธชั ชัย, 2558)
เครื่องยนต์ หมายถงึ เครอ่ื งต้นกำลงั ทเี่ ปลย่ี นพลังงานความร้อนเป็นพลังงานกล เชน่ เคร่ืองยนต์เบนชิน
เครื่องยนต์ดีเซลเปลี่ยนพลังงานความร้อนจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นพลังงานกลส่งถ่ายพลังงานกล
ออกทางเพลาขอ้ เหวีย่ ง จำแนกเปน็ เครือ่ งยนต์เผาไหม้ภายนอกและเผาไหม้ภายใน (อำพล, ม.ป.ป.: 54)
เคร่ืองยนต์ หมายถึงเคร่ืองหรือเคร่ืองมือกลสามารถเปลยี่ นพลังงานความรอ้ นเป็นพลังงานกล (มูลนิธิ
กลุ่มอีซซู ุ, ม.ป.ป.: CD-ROM)
จากท่ีกล่าวมามีผู้ให้ความหมายของเคร่ืองยนต์ไว้หลายรายซึ่งพอสรุปได้ว่าเครื่องยนต์ (Engine)
หมายถึงเครื่องยนต์ เครอ่ื งจกั รหรอื อุปกรณ์ท่ีสามารถเปลี่ยนพลงั งานความร้อนจากการเผาไหมน้ ำ้ มันเชื้อเพลิง
ใหก้ ลายเป็นพลงั งานกล
3. ประเภทของเครอ่ื งยนต์
3.1 เครื่องยนตเ์ ผาไหมภ้ ายนอก (External combustion engine)
เคร่ืองยนต์เผาไหม้ภายนอก หมายถึงเคร่ืองยนต์เผาไหม้เช้ือเพลิงภายนอกเครื่องยนต์ เคร่ืองยนต์ยุค
แรกๆ ของการพัฒนาอุตสาหกรรม ได้แก่เครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำ ปัจจุบันไม่เป็นเครื่องยนต์ใน
รถยนต์ภาพที่ 1-4
ภาพท่ี 1-4 เคร่ืองยนต์เผาไหม้ภายนอก (ที่มา: www.visitsurin.com)
ภาพที่ 1-5 เคร่ืองยนต์เผาไหม้ภายนอก (ทมี่ า: ธชั ชยั , 2558)
3.2 เคร่ืองยนต์เผาไหม้ภายใน (Internal combustion engine) หมายถึงเคร่ืองยนต์ที่เผาไหม้ ส่วนผสม
เช้อื เพลงิ ภายในเครอ่ื งยนต์ภาพท่ี 1-5 มีประสิทธิภาพสงู กวา่ เคร่อื งยนต์เผาไหมภ้ ายนอก มีการปรับปรุงพฒั นา
อย่างต่อเน่ืองเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบันซ่ึงมีอยู่หลายชนิดเช่น เคร่ืองยนต์ดีเซล เคร่ืองยนต์แก๊ส
โซลีน เครื่องยนต์เผาไหม้ภายในที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันน้ี สามารถจำแนกประเภทเพ่ือให้ง่ายต่อ
การศึกษาดงั น้ี
3.2.1 จำแนกตามการใช้งาน เป็นการจัดแบ่งประเภทของเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในตามการใช้งาน
เช่น ใช้กับรถยนต์น่ัง ใช้กับรถบรรทุก ใช้กับเคร่ืองยนต์ทางการเกษตร เคร่ืองยนต์เรือเคร่ืองยนต์เล็ก โดย
กรมการนส่งทางบกได้แบ่งประเภทการใช้งานไว้อย่างชัดเจนสังเกตได้จากคู่มือจดทะเบียนรถที่ระบุประเภท
ของรถไวแ้ ละสังเกตได้จากแผ่นป้ายทะเบียนเชน่ รถยนต์นั่งป้ายทะเบียนตัวอักษรสีดำ รถกระบะป้ายทะเบียน
ตวั อกั ษรสีเขียวเป็นต้น
ภาพท่ี 1-6 เครือ่ งยนตท์ ่ใี ชใ้ นรถยนต์ (ท่ีมา: www.autocar.in.th)
3.2.2 จำแนกตามเชอื้ เพลิงทใ่ี ช้ ไดแ้ ก่
3.2.2.1 ใช้เชื้อเพลงิ ประเภทนำ้ มันดีเซลหรอื น้ำมนั อื่นๆ ทส่ี ามารถทดแทนน้ำมันดเี ซลได้
เช่นน้ำมนั ปาล์ม น้ำมันไบโอดีเซล B3, B5, B7 เป็นต้น
3.2.2.2 ใช้เช้ือเพลงิ ประเภทนำ้ มนั เบนชินหรอื น้ำมนั ชนดิ อน่ื ๆ ทีส่ ามารถทดแทนน้ำมนั
เบนซนิ ได้เชน่ นำ้ มันแกส๊ โซฮอล์, เอทานอล E10, E20, E85 เป็นต้น
3.2.23 ใช้เช้ือเพลิงจากก๊าซธรรมชาติซ่ึงก๊าซที่เหมาะสมกับรถยนต์เป็นก๊าซอัดประเภท ก๊าซ CNG
(Compressed Natural Gas) หรือ NGV (Natural Gas Vehicles) แต่ปัจจุบันได้มีการดัดแปลงนำก๊าซ LPG
(liquefied Petroleum Gas) ซ่ึงเป็นก๊าซหุงต้มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ซึ่งไม่เหมาะสมกับการใช้งานและ
กระทบกบั กลไกการตลาส"องราคาก๊าซ
3.2.3 จำแนกตามหลกั การทำงานเครอ่ื งยนต์ แบ่งการทำงานออกเป็น 2 ประเภทคอื
3.2.3.1 หลักการทำงานแบบ 2 จังหวะ
3.2.3.2 หลักการทำงานแบบ 4 จงั หวะ
ปัจจุบันเคร่ืองยนต์สำหรับรถยนต์ท่ีจดทะเบียนใหม่ เป็นเครื่องยนต์ที่ทำงานแบบ 4 จังหวะ เน่ืองจากการ
ทำงานแบบ 2 จังหวะ เกิดมลพิษไอเสียสูง รัฐบาลจึงไม่อนุญาตให้นำมาใช้เป็นเครื่องยนต์สำหรับ
รถจักรยานยนตแ์ ละรถยนต์
3.2.4 จำแนกตามวธิ กี ารจุดระเบดิ ซึ่งมกี ารจดุ ระเบิดอยู่ 2 ลักษณะคอื
3.2.4.1 จุดระเบดิ ด้วยประกายไฟจากหวั เทียน โดยหลกั การจุดระเบดิ แบบนจี้ ะใช้กับ
เคร่ืองยนต์แกโซลีนหรือเคร่ืองยนต์ท่ีใช้เชื้อเพลิงจากก๊ชธรรมชาติหรือเชื้อเพลิงอื่นที่สามารถทดแทนน้ำมัน
เบนซนิ ได้
3.2.4.2 จุดระเบิดดว้ ยความรอ้ นจากการอัดอากาศ หลกั การจุดระเบดิ แบบน้จี ะใชก้ ับ
เครือ่ งยนตด์ ีเซล หรือเคร่อื งยนตท์ ใ่ี ช้น้ำมันเชื้อเพลิงอ่ืนท่ีสามารถทดแทนนำ้ มนั ดเี ซสได้
3.2.5 จำแนกตามจำนวนกระบอกสบู ไดแ้ ก่การจำแนกตามการนับจำนวนของกระบอกสูบเครอื่ งยนต์
เช่นเคร่ืองยนต์ 1 สูบ. 2 สูบ, 3 สูบ, 4 สูบ, 5 สูบ, 6 สูบ, 8 สูบ, 10 สูบ, 12 สูบเป็นตนั
ข้อสงั เกต: การจำแนกตามหวั ข้อน้ีจะปรากฎเปน็ หลักฐาน แสดงอยใู่ นเลม่ คูม่ อื จดทะเบียนรถทีอ่ อกให้
โดยกรมการขนสง่ ทางบก
3.2.6 จำแนกตามการระบายความรอ้ นสำหรับเครือ่ งยนต์ดเี ซลมีอยู่ 2 ลักษณะคอื
3.2.6.1 การระบายความร้อนด้วยอากาศ
3.2.6.2 การระบายความร้อนดว้ ยนำ้
ภาพที่ 1-8 เคร่อื งยนต์ทีร่ ะบายความร้อนดว้ ยอากาศ (ทีม่ า: ธชั ชัย, 2558)
ภาพที่ 1-9 เครอ่ื งยนต์ที่ระบายความร้อนด้วยนำ้ (ทม่ี า: ธชั ชัย, 2558)
3.2.7 จำแนกตามการจดั วางล้นิ ซึ่งปจั จบุ ันเคร่ืองยนต์ดีเซลสว่ นใหญ่มีการจัดวางตำแหน่งของล้ินไอดี
และล้ินไอเสียอยู่ 2 ลักษณะคือ
3.2.7.1 การจัดวางลิ้นเครื่องยนต์แบบลิ้นเหนือสูบ (Overhead valve) คือการจดั วางลิ้นไว้
ด้านบนฝาสบู โดยให้เพลาลูกเบ้ียวอยู่ด้านล่างในเสื้อสูบส่งกำลังผลักดันให้เกิดการกดลิ้นผ่านกลไกกดล้ินหลาย
ขัน้ ตอนประกอบด้วยเพลาลูกเบีย้ ว ลกู เบ้ยี ว ลูกกระทุง้ ก้านกระทงุ้ กระเดื่องกดลิ้น ภาพที่ 1-10
ภาพท่ี 1-10 การจัดวางล้ินเคร่อื งยนต์แบบลิน้ ลูกสูบ (ท่ีมา: ธชั ชัย, 2558)
3.2.7.2 การจัดวางล้ินเครื่องยนต์แบบเพลาลูกเบี้ยเหนือสูบ (Overhead camnshaft) คือ
การจัดวางล้ินไว้ด้านบนฝาสูบโดยมีเพลาลูกเบ้ียวอยู่บนฝาสูบส่งกำลังให้เกิดการกดล้ินผ่านกลไก
ประกอบด้วยเพลาลูกเบี้ยว ลูกเบย้ี วและกระเดื่องวาล์ว การจดั วางลน้ิ แบบน้ีมีทั้งกดลิ้นโดยใช้ลูกเบ้ียว
โดยตรงซงึ่ มีขอ้ ดีคือสามารถกดล้นิ ได้อยา่ งรวดเร็ว และมที ้ังการกดลน้ิ โดยใชก้ ระเดื่องกดลิ้นซง่ึ ปัจจุบัน
เคร่ืองยนต์ดีเซลรนุ่ ใหมห่ ลายรนุ่ ได้ใชล้ กู เบ้ยี วกดลนิ้ โดยตรงโดยไมผ่ า่ นกระเดือ่ งวาล์วภาพที่ 1-11
ภาพท่ี 1-11 การจดั วางล้ินเครอื่ งยนต์แบบเพลาลูกเบ้ยี วเหนอื สูบ (ที่มา:ธัชชยั , 2558)
3.2.8 จำแนกตามการจดั วางกระบอกสบู สว่ นใหญ่จำแนกออกเป็น 4 ลักษณะคือ
3.2.8.1. จัดวางกระบอกสูบตั้ง
3.2.8.2 จัดวางกระบอกสูบรูปตัววี
3.2.8.3 จัดวางกระบอกสูบนอน
3.2.8.4 จดั ว่างกระบอกสูบแบบรศั มหี รือแบบโรตาร่ี
1.กระบอกสูบตั้ง 2.กระบอกสูบรปู ตวั วี 4.กระบอกสูบรัศมี 3.กระบอกสูบนอน
ภาพที่ 1-12 แสดงการจดั วางกระบอกสูบ (ทีม่ า: www.hal-india.com)
4. ช่อื และหนา้ ท่สี ว่ นประกอบของเครื่องยนต์ดีเซล
4.1 ชอ่ื และหน้าทส่ี ่วนประกอบเครื่องยนต์ดเี ซลประเภทอยกู่ บั ที่
4.1.1 ฝาครอบล้ิน (Valve cover) มหี นา้ ที่ครอบปดิ ลน้ิ และชน้ิ สว่ นบนฝาสูบเพอื่ ปอ้ งกัน
ไมใ่ ห้นำ้ มันเครอ่ื งร่วั ไหลและป้องกันไมใ่ หส้ ิ่งสกปรกจากภายนอกเข้าไปภาพที่ 1-13
ภาพที่ 1-13 ฝาครอบลนิ้ (ที่มา: ธชั ชัย, 2558)
4.1.2 ฝาสูบ(Cylinder head) มหี นา้ ท่ีปดิ ครอบชิ้นส่วนบนและเป็นส่วนหน่งึ ของห้องเผาไหม้
เผาไหม้ส่วนผสมระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงกับอากาศเพ่ือนำกำลังมาใช้งาน ฝาสบู ประกอบติดกับส่วนบนของเส้ือ
สูบโดยมีปะเก็นฝาสูบคนั้ ไว้ระหวา่ งกลางภาพท่ี 1-14
ภาพท่ี 1-14 ฝาสบู (ที่มา: ธชั ชัย, 2558)
4.1.3 เสือ้ สบู (Cylinder block) มหี น้าที่ เปน็ ทอ่ี ย่ขู องกระบอกสูบและลกู สูบ เป็นชนิ้ ส่วนที
มีขนาดใหญ่ เป็นท่ียึดและติดต้ังของช้ินส่วนต่างๆ ในเคร่ืองยนต์ เช่น เพลาข้อเหว่ียง อ่างน้ำมันเคร่ือง ฝาสูบ
ท้ังยังเป็นที่ติดตั้งอุปกรณ์ของระบบต่างๆ เช่น เป็นท่ีติดต้ังของอุปกรณ์ระบบปรับอากาศรถยนต์ ระบบประจุ
ไฟฟ้าในรถยนต์ เป็นต้น นอกจากนั้นการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีจำเป็นต้องใช้หมายเลขเครื่องยนต์ ซึ่ง
หมายเลขเครอ่ื งยนต์จะถกู ประทบั ไว้ทีเ่ ส้อื สูบภาพท่ี 1-16
4.1.4 อ่างน้ำมนั เครอ่ื ง(Oil pan) มีหนา้ ทร่ี องรบั และเก็บนำ้ มันเคร่ืองเปน็ ชิน้ สว่ นทอ่ี ย่ลู า่ งสุด
ของเคร่ืองยนตอ์ ยตู่ ิดกบั ด้านลา่ งของเส้อื สูบภาพท่ี 1-15
ภาพท่ี 1-15 อ่างน้ำมันเคร่อื ง (ท่ีมา: ธชั ชยั , 2558)
4.1.5 กระบอกสูบ(Cylinder) ทำหน้าท่ีบงั คบั ให้ลูกสบู เคลื่อนท่ขี ้ึนและลงอยู่ในกระบอกสูบ
กระบอกสูบรุน่ เก่าท่ีถอดเปล่ียนได้จะเรยี กวา่ ปลอกสบู (Liner) แตป่ ัจจบุ ันเคร่ืองยนต์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่กระบอก
สูบจะถูกหล่อติดกับเสื้อสูบไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้หากเกิดสึกหรอเสียหายต้องซ่อมแซมแก้ไขด้วยการคว้าน
กระบอกสบู ภาพท่ี 1-16
ภาพท่ี 1-16 เสอื้ สูบและกระบอกสูบ (ที่มา: ธัชชยั , 2558)
4.1.6 ทอ่ รว่ มไอดี (Intake manifold) มหี น้าท่ีเป็นช่องทางสำหรับใหอ้ ากาศไหลผ่านเข้าไป
ในกระบอกสูบในจงั หวะดูดภาพที่ 1-17
ภาพท่ี 1-17 ทอ่ รว่ มไอดี (ท่มี า: ธัชชัย, 2558)
4.1.7 ทอ่ รว่ มไอเสยี (exhaust manifold) มีหนา้ ที่ เป็นชอ่ งทางสำหรบั ให้ไอเสยี จากการเผา
ไหมไ้ หลออกจากเคร่ืองยนตใ์ หห้ มดในจังหวะคายภาพที่ 1-18
ภาพท่ี 1-18 ท่อรว่ มไอเสยี (ทมี่ า: ธชั ชยั , 2558)
4.1.8 ปะเกน็ (Gasket) มหี น้าที่ ป้องกันการรว่ั ซมึ โดยจะรองอยกู่ ลางระหวา่ งชิน้ สว่ น 2 ช้ิน
เพือ่ ป้องกนั การรวั่ ต่างๆ เป็นวัสดทุ ส่ี ำคัญขาดไมไ่ ด้ในเครอ่ื งยนตภ์ าพท่ี 1-19
ภาพที่ 1-19 ปะเกน็ (ทม่ี า: ธชั ชัย, 2558)
4.2 ชอ่ื และหน้าทส่ี ่วนประกอบของเครอ่ื งยนตป์ ระเภทเคลือ่ นทีโ่ ดยการหมุน
4.2.1 เพลาขอ้ เหวยี่ ง (Crank shaft) มีหน้าทถ่ี า่ ยทอดกำลงั โดยการหมนุ เปล่ยี นทศิ ทางการ
เคล่ือนท่ีจากการหมนุ เปน็ การข้นึ ลงและเปล่ยี นทศิ ทางการเคลอื่ นท่จี ากการขึ้นลงเป็นการหมนุ
ภาพที่ 1-20 เพลาข้อเหว่ียง (ท่มี า: ธชั ชยั , 2558)
4.2.2 เพลาลูกเบยี้ ว (Cam shaft) มหี นา้ ที่รับกำลงั ชบั จากเพลาขอ้ เหวี่ยงและส่งต่อไป
ควบคมุ กลไกการกดลน้ิ ซ่งึ เพลาลกู เบย้ี วมีท้งั ชนิดทถี่ กู ติดต้งั ไวใ้ นเสือ้ สูบ และตดิ ตัง้ อยูบ่ นฝาสูบ
ภาพท่ี 1-21 เพลาลูกเบย้ี ว (ที่มา: ธัชชัย, 2558)
4.2.3 ล้อชว่ ยแรงหรือฟลายวลี (Fly wheel มีหนา้ ทีส่ ะสมกำลังจากการหมุนของเคร่ืองยนต์
และให้เครื่องยนต์เริ่มต้นทำงานจากการสตาร์ต ซ่ึงขณะสตาร์ตเครื่องยนต์น้ัน เฟืองขบของมอเตอร์สตาร์ตจะ
เข้าขบกับเฟืองของล้อช่วยแรง พาให้ล้อช่วยแรงหมุนฉุดเพลาขอ้ เหว่ียงเครอ่ื งยนต์ให้เคลื่อนท่ีพาช้นิ ส่วนต่างๆ
ทำงานตามวฎั จักรตอ่ ไปภาพท่ี 1-22
ภาพที่ 1-22 ล้อชว่ ยแรง (ท่มี า: ธัชชัย, 2558)
4.2.4 พูลเลย์ (Pulley) มีหน้าท่ี รบั การถา่ ยทอดกำลงั จากเครือ่ งยนต์และส่งต่อไปใชง้ าน
ภาพที่ 1-23 พูลเลย์ (ทมี่ า: ธชั ชยั , 2558)
4.2.5 ก้านสูบ (Connecting rod) มหี นา้ ทเี่ ปลย่ี นทศิ ทางการเคลื่อนทีข่ องลกู สูบจากการขนึ้
และลงเป็นการหมุน ก้านสูบจะประกอบอยู่ระหว่างลูกสูบกับเพลาข้อเหวี่ยง (ซ่ึงก้านสูบน้ีเป็นชิ้นส่วนที่
เคลื่อนที่ไดท้ ั้งขน้ึ ลงและการหมนุ ) ภาพท่ี 1-24
ภาพที่ 1-24 กา้ นสูบ (ทม่ี า: ธชั ชัย, 2558)
4.3 ชอ่ื และหนา้ ท่ีส่วนประกอบเคร่อื งยนต์ดเี ซลประเภทเคลอ่ื นท่กี ลบั ไปกลับมา
4.3.1 ลูกสบู (Piston) มหี น้าที่เคลือ่ นทีข่ น้ึ ลงทำงานตามวัฏจักร ดดู -อัด-ระเบิด-คาย และรับ
แรงจากการจดุ ระเบิดถา่ ยทอดแรงผ่านกา้ นสบู ส่งตอ่ ไปใหก้ บั เพลาข้อเหว่ียงภาพที่ 1-25
ภาพที่ 1-25 ลกู สูบ (ท่ีมา: ธชั ชยั , 2558)
4.3.2 แหวนลูกสบู (Piston ring) แบ่งออกเปน็ 2 ประเภทคือ
4.3.2.1 แหวนอัด (Compression Ring) มีหนา้ ที่ป้องกันไม่ใหก้ ำลังอดั รั่วไหลออก
จากกระบอกสูบและหอ้ งเผาไหม้แหวนอัดประกอบอยู่ในร่องแหวนลกู สบู ภาพที่ 1-26
ภาพที่ 1-26 แหวนอัด (ที่มา: ธัชชัย, 2558)
4.3.2.2 แหวนกวาดนำ้ มนั (Oil ring มีหนา้ ท่ีกวาดน้ำมนั เครอ่ื งทขี่ ้นึ มาหลอ่ ล่นื ผนังกระบอก
สูบใหไ้ หลกลบั ลงไปเกบ็ ไวท้ อ่ี ่างนำ้ มนั เครอื่ งแหวนกวาดน้ำมนั ประกอบอยใู่ นรอ่ งแหวนลกู สูบรอ่ งสุดท้ายภาพที่
1-27
ภาพท่ี 1-27 แหวนกวาดน้ำมัน (ทีม่ า: ธชั ชยั , 2558)
4.3.3 ลน้ิ หรอื วาล์ว (Valve) ในเครื่องยนต์ดีเซลแบง่ ล้นิ ออกเปน็ 2 ประเภทคือ
4.3.3.1 ลิ้นไอดี (Intake valve) มีหน้าที่ เปิดให้อากาศไหลเข้ากระบอกสูบเคร่ืองยนต์ใน
จังหวะดูด โดยลิ้นไอดจี ะถูกตดิ ต้งั อยูใ่ นฝาสูบเหนือห้องเผาไหม้และลกู สูบในกระบอกสบู โดยลนิ้ จะทำ
หนา้ ทเ่ี หมอื นประตเู ปิดให้อากาศไหลเข้าและปิดไม่ให้กำลังอัดรวั่ ออก โดยท่วั ไปส้นิ ไอดจี ะมีขนาดใหญ่
กว่าลิน้ ไอเสียภาพที่ 1-28
ภาพที่ 1-28 ลน้ิ ไอดี (ทมี่ า: ธชั ชยั , 2558)
4.3.3.2 ล้ินไอเสยี (Exhaust valve) มหี น้าท่เี ปิดใหไ้ อเสยี ท่ีเกิดจากการเผาไหมไ้ หลออกจาก
ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ในจังหวะคาย ล้ินไอเสียจะติดตั้งอยู่ในฝาสูบเหนือห้องเผาไหม้เช่นเดียวกับล้ินไอดี
และอยูใ่ กลก้ บั ล้ินไอดโี ดยทวั่ ไปสิน้ ไอเสยี จะมีขนาดเล็กกว่าลน้ิ ไอดภี าพที่ 1-29
ภาพท่ี 1-29 ลิ้นไอเสีย (ทีม่ า: ธัชชยั , 2558)
4.3.4 สลกั ลูกสูบ (Piston pin) มีหน้าท่ยี ึดลกู สูบตดิ กับก้านสบู และเคลอื่ นท่ไี ปกบั ลกู สบู
ภาพท่ี 1-30 สลกั ลูกสบู (ทม่ี า: ธชั ชัย, 2558)
4.3.5 สปรงิ ลิน้ (Valve spring) มีหน้าทดี่ งึ ลนิ้ ไอดแี ละลนิ้ ไอเสียใหส้ นทิ กบั บ่าล้ินภาพท่ี 1-31
ภาพที่ 1-31 สปรงิ ลนิ้ (ที่มา: ธัชชัย, 2558)
4.3.6 ลูกกระทุง้ (Tappet) มหี นา้ ทีร่ ับกำลังจากเพลาลูกเบี้ยวส่งใหก้ ับกา้ นกระทุ้ง ลูกกระทุ้ง
นจ้ี ะมีเฉพาะในเครือ่ งยนต์แบบล้นิ เหนือสูบเทา่ น้ันภาพที่ 1-32
ภาพท่ี 1-32 ลูกกระทงุ้ ล้นิ (ทม่ี า: ธชั ชัย, 2558)
4.3.7 ก้านกระท้งุ (Push rod) มีหน้าทร่ี ับกำลงั จากลูกกระท้งุ ล้นิ ส่งให้กบั กระเดือ่ งวาล์วเพ่ือ
ไปกดลน้ิ ซึ่งกา้ นกระทุ้งน้จี ะมใี ช้เฉพาะในเคร่อื งยนตแ์ บบลน้ิ เหนอื สูบเทา่ นนั้ ภาพท่ี 1-33
ภาพที่ 1-33 กา้ นกระทงุ้ (ทีม่ า: ธัชชยั , 2558)
4 3.8 กระเดอ่ื งกดลนิ้ (Rocker arm) ทำหน้าท่กี ดลิ้นใหเ้ ปิดตามจังหวะการทำงานของ
เครื่องยนตก์ ระเด่อื งกดลน้ิ ใชใ้ นเคร่อื งยนตแ์ บบลน้ิ เหนือสบู และเคร่อื งยนตแ์ บบเพลาลูกเบ้ยี วเหนือสูบ
ภาพท่ี 1-34 กระเดื่องวาลว์ (ท่มี า: ธชั ชยั , 2558)
5. คำศพั ทเ์ ก่ียวกับหลักการทำงานของเคร่ืองยนตด์ เี ซล
ศูนย์ตายบน (Top Dead Center) ใช้อักษรย่อ TDC หมายถึง จุดที่ลูกสูบเคลื่อนท่ีข้ึนไปในกระบอก
สูบไดส้ ูงทสี่ ดุ
ศูนย์ตายล่าง (Bottom Dead Center) ใช้อักษรย่อ BDC หมายถึง จุดที่ลูกสูบเคลื่อนท่ีลงไปใน
กระบอกสบู ไดต้ ำ่ ท่ีสุด
ระยะชัก (Stroke ) หมายถงึ ระยะทีล่ กู สูบเคลอ่ื นท่จี ากศูนยต์ ายบนถงึ ศนู ยต์ ายล่างหรอื จากศนู ยต์ าย
ลา่ งถึงศนู ย์ตายบน เมอื่ เคล่ือนทีไ่ ปสดุ ระยะชักแต่ละครั้งกจ็ ะเปลี่ยนทศิ ทางการเคล่ือนที่
ปรมิ าตรดูด (Swept Volume) หมายถงึ ปริมาตรความจุกระบอกสูบเครื่องยนต์หรือปริมาตรชว่ งชัก
ของลกู สบู
ปริมาตรอัด (Clearance Volume) หมายถึง ปริมาตรห้องเผาไหม้ในเครื่องยนต์หรือปริมาตรที่อยู่
เหนือหวั ลูกสูบ
ห้องเผาไหม้ (Chamber) หมายถึง ส่วนท่ีอยู่บนหัวลูกสูบทำหน้าท่ีเป็นห้องเผาไหม้ส่วนผสมระหว่าง
เชอื้ เพลิงกบั อากาศ
Intake Stroke หมายถึง จังหวะดดู
Compression Stroke หมายถึง จังหวะอดั
Combustion Stroke หมายถงึ จังหวะระเบดิ
Exhaust Stroke หมายถึง จังหวะคาย
6. วัฏจักรการทำงานของเครอื่ งยนต์ดเี ซล 4 จังหวะ
ภาพที่ 1-35 วัฏจกั รการทำงานของเครอื่ งยนต์ (ที่มา: ธชั ชัย, 2558)
เครื่องยนต์เผาไหม้ภายในทุกประเภทในปัจจุบัน ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล เคร่ืองยนต์แกโซลีน หรือ
เคร่ืองยนต์อ่ืนๆ จะมีวัฏจักรการทำงานท่ีเหมือนกัน คือมีการ ดูด-อัด-ระเบิด-คาย แตกต่างกันในส่วนของ
รายละเอียดการทำงานเท่านั้น
โดยเคร่ืองยนต์ 4 จังหวะ หมายถงึ เครื่องยนต์ท่ีครบวัฏจักรการทำงาน คือ ดูด-อัด-ระเบิด-คายลูกสูบ
เคลื่อนท่ีข้ึนและลงรวมกันทั้งหมด 4 คร้ัง เพลาข้อเหวี่ยงหมุน 2 รอบ เพลาลูกเบี้ยวหมุน 1 รอบจุดระเบิด 1
ครงั้ ตอ่ 1 สูบ
สว่ นเครือ่ งยนต์ 2 จังหวะ หมายถึงเครอ่ื งยนต์ทีค่ รบวัฏจักรการทำงาน คือ ดดู -อัด-ระเบิด-คายลูกสูบ
จะเคลอื่ นทขี่ ึ้นและลงรวมกัน 2 คร้งั เพลาข้อเหวีย่ งหมนุ 1 รอบ จดุ ระเบดิ 1 คร้ังตอ่ 1 สูบ
6.1 การทำงานในจงั หวะดดู
การทำงานในจังหวะดูด ลิ้นไอดีเปิด ล้นิ ไอเสียปิด ลูกสูบเคลอื่ นท่ีลงดดู อากาศเพียงอย่างเดียวผ่านท่อร่วมไอดี
และลิ้นไอดี เข้ามาในกระบอกสูบ ซึ่งการดูดอากาศเข้ามาได้น้ันเกิดจากการเคล่ือนที่ลงของลูกสูบ ทำให้เกิด
สญุ ญากาศ ดูดอากาศเข้ามาในกระบอกสูบได้ (การทำงานในช่วงจังหวะนลี้ ูกสบู จะเคล่ือนที่ลง 1 ครั้ง เพลาข้อ
เหวี่ยงหมุนไปประมาณครึ่งรอบหรอื ประมาณ 180 องศา)
ภาพท่ี 1-36 การทำงานในจงั หวะดูด (ทมี่ า: www.anjungsainssmkss.wordpress.com)
6.2 การทำงานในจงั หวะอัด
ในจังหวะอดั นี้ จะทำงานต่อเนอื่ งจากจงั หวะดูดเริม่ ขึน้ เม่ือลกู สบู เรม่ิ เคล่อื นทขี่ ึ้นสู่ศนู ยต์ าย
บนลิ้นไอดีและล้ินไอเสียจะเร่ิมปิดและปิดสนิทเพื่อไม่ให้อากาศไหลหนี จากนั้นลูกสูบจะเคล่ือนที่ข้ึนต่อไปเพื่อ
อัดอากาศ ให้มีปริมาตรเล็กลง ส่งผลให้มีความดันและอุณหภูมิสูงขึ้น รอรับการจุดระเบิดต่อไป(การทำงาน
มาถึงชว่ งนี้ นบั รวมเพลาข้อเหว่ยี งหมนุ ไปประมาณหน่งึ รอบหรอื ประมาณ 360 องศา)
ภาพที่ 1-37 การทำงานในจังหวะอัด (ท่มี า: www.anjungsainssmkss.wordpress.com)
6.3 การทำงานในจังหวะระเบิด
การทำงานในจงั หวะนี้ จะเกดิ ขน้ึ ต่อเนือ่ งจากชว่ งของการอัดสุด เมอ่ื อากาศถูกอัดตวั พรอ้ ม
สำหรบั การจุดระเบิดซ่ึงอยใู่ กลก้ บั ศูนยต์ ายบนเล็กน้อยประมาณ 10-25 องศา หัวฉีดจะฉีดนำ้ มันดเี ซลเปน็ ฝอย
ละอองเข้าไปในห้องเผาไหม้ละอองเชื้อเพลิงจะคลุกเคล้ากับอากาศร้อนท่ีหมุนวนอยู่จนระเหยเป็นไอเกิดการ
ระเบิดข้ึนด้วยตัวเองเกิดการระเบิดเผาไหม้ ความดันที่เกิดจากการเผาไหม้จะผลักดันลูกสูบให้เคล่ือนที่จาก
ศนู ย์ตายบนลงส่ศู ูนยต์ ายลา่ ง ซงึ่ จังหวะนเ้ี ปน็ จงั หวะกำลงั งานของเคร่อื งยนต์
ภาพที่ 1-38 การทำงานในจังหวะระเบิด (ที่มา: www.anjungsainssmkss.wordpress.com)
6.4 การทำงานในจงั หวะคาย
การทำงานในจงั หวะน้ี จะทำงานตอ่ เน่อื งจากจังหวะระเบดิ ซ่งึ เมอื่ จดุ ระเบดิ เผาไหมส้ ว่ นผสม
เรียบร้อยแล้วลูกสูบจะเคลื่อนที่ลงเกือบถึงศูนย์ตายล่าง ลิ้นไอเสียจะเปิดออกไอเสียจากการเผาไหมัซึ่งมีความ
ร้อนและความดันสูงจะถูกถ่ายเทออกจากห้องเผาไหม้ผ่านลิ้นไอเสียไปท่อไอเสียอย่างรวดเร็วและเม่ือ ลูกสูบ
เคลื่อนท่ีข้ึนศูนย์ตายบนไอเสียท่ีตกค้างอยู่ในกระบอกสูบจะถูกผลักดันออกไปให้หมดด้วยลูกสูบ โดยผ่านทาง
ล้ินไอเสียท่ีเปิดค้างอยู่ (ซ่ึงถึงการทำงานในช่วงน้ีนับรวมแล้ว ลูกสูบจะเคลื่อนที่ขึ้นและลงรวมกัน 4 ครั้ง คือ
เคลื่อนท่ีข้ึน 2 คร้ัง เคลื่อนที่ลง 2 คร้ัง เพลาข้อเหวี่ยงหมุนไปครบ 2 รอบหรือประมาณ 720 องศา) เม่ือ
ทำงานครบวัฏจักรแล้ว เครื่องยนต์จะเริ่มต้นทำงานใหม่ตามวัฏจักรการทำงานเดิมของเครื่องยนต์ไปเร่ือยๆ
จนกว่าจะดบั เครื่องยนต์
ภาพท่ี 1-39 การทำงานในจังหวะคาย (ที่มา: www.anjungsainssmkss.wordpress.com)
ข้อสงั เกต: การทำงานเมือ่ ครบวัฏจักรแลว้ ในช่วงของการส้ินสุดจงั หวะคายและเริม่ ตน้ การทำงานใหม่ต่อไปใน
จังหวะดูดนั้นลูกสูบเคล่ือนท่ีก่อนถึงศูนย์ตายบนเล็กน้อยก่อนสิ้นสุดจังหวะคายล้ินไอดีเริ่มเปิดส่วนล้ินไอเสีย
กำลังจะปิดสนิท และจะปิดสนิทหลังลูกสูบเคล่ือนท่ีผ่านศูนย์ตายบนไปเล็กน้อย ทำให้เกิดการเปิดเหลื่อมกัน
ระหว่างล้ินไอดีและล้ินไอเสีย ซึ่งตำแหน่งน้ีมีไว้เพ่ือให้อากาศเข้ามาไล่ไอเสียออกไปให้หมดจากกระบอกสูบ
และใช้ในการปรับต้ังระยะห่างล้ิน ขณะที่ล้ินไอดีเริ่มเปิดและล้ินไอเสียกำลังจะปิดสนิทน้ีเรียกว่า โอเวอร์แลป
(Overlap)
7. แผนภมู ิเวลาการเปดิ ปิดล้ินเครือ่ งยนต์ดเี ซล 4 จังหวะ
แผนภูมิเวลาการเปดิ ปีดล้ินของเคร่ืองยนต์ดีเซล 4 จังหวะ หมายถึง แผนภาพวงกลมแสดงการทำงาน
การเปิดปิดลิ้นของเครื่องยนต์ 4 จังหวะในจังหวะต่างๆ แสดงให้เห็นภาพการทำงานในแต่ละช่วงจังหวะของ
เคร่ืองยนตด์ งั ตวั อยา่ งต่อไปนี้
ภาพท่ี 1-40 แผนภูมเิ วลาการเปดิ ปดิ ลน้ิ เครื่องยนตด์ ีเซล (ท่มี า: ธชั ชยั , 2558)
จากภาพด้านบน อธบิ ายแผนภูมเิ วลาการเปิดปดี ล้ินของเครือ่ งยนต์ดเี ซล ได้ดังนี้
จังหวะดูด ล้ินไอดีจะเริ่มเปิดก่อนถึงศูนย์ตายบน 14 องศาและปิดหลังศูนย์ตายล่างที่ 44 องศารวม
ระยะของจงั หวะดูดเท่ากบั 14 องศา + 180 องศา + 44 องศา = 238 องศา
จังหวะอัด เรม่ิ เมื่อลน้ิ ไอดปี ดิ หลังศูนย์ตายล่าง 44 องศา หวั ฉีด ฉีดนำ้ มนั เช้อื เพลิง ที่ 25 องศาก่อนถึง
ศนู ยต์ ายบนรวมระยะของจงั หวะอัดเท่ากับ 180 องศา - 44 องศา - 25 องศา = 111 องศา
จังหวะระเบดิ เรมิ่ จากหัวฉดี ฉีดนำ้ มันเชอ้ื เพลิง 25 องศาก่อนศูนย์ตายบน ส้ินสุดจงั หวะระเบิดเม่ือลิ้น
ไอเสียเร่ิมเปิด 52 องศาก่อนศูนย์ตายล่างรวมระยะจังหวะระเบิดเท่ากับ 25 องศา + 180องศา - 52 องศา =
153 องศา (หรือ 25 องศา + 90 องศา + 38 องศา = 153 องศา)
จังหวะคาย เร่ิมเมื่อลิ้นไอเสียเปิดก่อนศูนย์ตายล่าง 52 องศาและปิดหลังศูนย์ตายบน 20 องศารวม
ระยะของจงั หวะคาย เทา่ กบั 52 องศา + 180 องศา + 20 องศา = 252 องศา
โอเวอร์แลป (Overlap) หมายถึงการเปิดเหลอื่ มกนั คือช่วงทีล่ ้ินไอดีเริม่ เปิดในขณะทลี่ นิ้ ไอเสียกำลังจะ
ปิดสนิทเกิดข้ึนในช่วงปลายจังหวะคายต่อกับช่วงต้นของจังหวะดูดโดยเคร่ืองยนต์ตามตัวอย่าง โจทย์น้ีเกิดโอ
เวอรแ์ ลป (Overlap) เหลื่อมกนั เทา่ กับ 14 องศา + 20 องศา = 34 องศา
7.1 การเขียนแผนภมู เิ วลาการเปดิ ปดิ ลิ้นเคร่ืองยนตด์ เี ซล 4 จังหวะ
การเขียนแผนภูมิเวลาการเปิดปิดลิ้นเคร่ืองยนต์ดีเซล 4 จังหวะ เร่ิมเขียนจากจังหวะดูดตามด้วย
จงั หวะอัด จังหวะระเบิดและจังหวะคายตามลำดบั ต่อเนอ่ื งกนั จบครบ
ตัวอย่างโจทย์ กำหนดให้เครื่องยนต์ดีเซลเคร่ืองหน่ึงลิ้นไอดีเปิด 18 องศาก่อนศูนย์ตายบนปิด 42 องศาหลัง
ศูนย์ตายล่าง หัวฉีดฉีดเชื้อเพลิงที่ 22 องศาก่อนศูนย์ตายบน ให้ล้ินไอเสียเปิด 42 องศาก่อนศูนย์ตายล่างและ
ปิดท่ี 18 องศาหลังศูนย์ตายบน จากตัวอย่างโจทย์สามารถเขียนแผนภูมิเวลาการเปิดปิดล้ินโดยเร่ิมเขียนจาก
จังหวะดูดภาพท่ี 1-41 ลิ้นไอดีเริ่มเปิดท่ี 18 องศาก่อนศูนย์ตายบนและปิดท่ี 42 องศาหลังศูนย์ตายล่างเมื่อ
เขียนจงั หวะดูดเสรจ็ เรยี บร้อยแลว้ ตอ่ ไปใหเ้ ขยี นจงั หวะอดั ตอ่ เนอื่ งกนั ไปกับจงั หวะดูด
ภาพที่ 1-41 การเขยี นแผนภูมเิ ปิดปิดลิ้นในจงั หวะดูด (ท่มี า: ธชั ชัย, 2558)
เขียนแผนภูมิเวลาการเปิดปิดล้ินในจังหวะอัดเริ่มจากจุดท่ีล้ินไอดีปิด 42 องศาหลังศูนย์ตายล่างและไปสิ้นสุด
จงั หวะอัด เมือ่ หวั ฉดี เรม่ิ ฉีดนำ้ มนั เชือ้ เพลงิ ที่ 22 องศากอ่ นถึงศูนย์ตายบนภาพที่ 1-42
ขอ้ สงั เกต: เมอื่ ลิ้นไอดีปดิ แสดงวา่ ส้ินสดุ จงั หวะดดู และเป็นการเรมิ่ ต้นการทำงานในจงั หวะอดั
ภาพท่ี 1-42 การเขยี นแผนภูมเิ ปิดปดิ ลน้ิ ในจงั หวะอัด (ทมี่ า: ธัชชัย, 2558)
เขียนแผนภูมิเวลาการเปิดปิดลิ้นในจังหวะระเบิดต่อจากจังหวะอัด เร่ิมจากจุดที่หัวฉีดเร่ิมฉีดน้ำมันเช้ือเพลิง
เพื่อจุดระเบิดที่ 22 องศาก่อนถึงศูนยต์ ายบนไปส้ินสุดเมื่อล้ินไอเสยี เร่มิ เปดิ ท่ี 42 องศาก่อนศูนย์ตายล่างภาพ
ท่ี 1-43
ข้อสังเกต: เมื่อหัวฉีดเริม่ ฉดี แสดงวา่ เป็นการสิ้นสดุ จังหวะอัดและเริ่มเขา้ สูก่ ารทำงานในจงั หวะระเบดิ
ภาพท่ี 1-43 การเขียนแผนภูมเิ ปิดปดิ ลิ้นในจังหวะระเบดิ (ท่มี า: ธชั ชยั , 2558)
จากน้ันเขียนแผนภูมิเวลาการเปิดปีดล้ินในจังหวะคาย เรม่ิ จากจดุ ท่ีลิ้นไอเสียเริ่มเปิดท่ี 42 องศาก่อนศูนย์ตาย
ล่างไปสิ้นสุดเม่ือล้นิ ไอเสียปดิ ท่ี 18 องศาหลังศนู ย์ตายบนภาพท่ี 1-44
ข้อสังเกต: ในช่วงของจังหวะคายนี้เป็นช่วงสุดท้ายของวัฏจักรการทำงาน ตามเวลาการเปิดปิดล้ินของ
เครอ่ื งยนต์นมี้ ชี ่วง โอเวอร์แลป (Overlap) เกิดขึน้ ดว้ ย
ภาพที่ 1-44 การเขียนแผนภูมิเปดิ ปิดล้ินในจงั หวะคาย (ท่มี า: ธชั ชยั , 2558)
8. ขอ้ ดีขอ้ เสียของเคร่อื งยนตด์ ีเซล
ข้อดีของเครอื่ งยนต์ดเี ซล
1.ราคาเชื้อเพลงิ ถกู กว่าเบนชนิ ดูแลรักษาง่าย
2. ให้ประสิทธภิ าพทางความรอ้ นสูง
3. ชน้ิ ส่วนเครื่องยนตแ์ ขง็ แรงทนทาน
4. ใหก้ ำลังสมำ่ เสมอ แรงบิดสงู
5. ประหยดั นำ้ มนั ไดด้ ี
6. อตั ราส่วนการอดั สูง ให้กำลังสูง
7. ใหแ้ รงบิดสูง
ข้อเสียของเครอ่ื งยนตด์ ีเซล
1. ให้ความเรว็ รอบต่ำ ไดน้ ำ้ หนักต่อแรงม้ามาก
2. ตน้ ทุนการผลติ สงู ราคาเครอื่ งแพง
3. เครอื่ งยนตม์ ีขนาดใหญ่ ไมก่ ะทัดรดั
4. อัตราสว่ นการอัดสูง ตอ้ งใช้มอเตอรส์ ตารต์ ทม่ี ีกำลงั สงู
5. เมื่อเคร่อื งยนตม์ ีภาระหนกั มักมคี วนั ดำ