การประเมินสุขภาพทั่วไป ( General Assessment) เป็นการตรวจและซักประวัติสุขภาพโดยทั่วไป ว่ามีปัจจัยเสี่ยงโรคประจ�ำตัวหรือพฤติกรรมเสี่ยงใดบ้าง รวมถึงสภาวะสุขภาพอื่น ๆ โดยการตรวจร่างกาย ได้แก่ การชั่งน�้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดรอบเอว ประเมินค่า BMI การวัดความดันโลหิตสูง รวมถึงการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจความสมบูรณ์ของ เม็ดเลือด (Complete blood count :CBC) การตรวจปัสสาวะ (Urine analysis: UA) หาสารเสพติด ในปัสสาวะ การเอกซเรย์ปอด และการตรวจสมรรถภาพปอด เป็นต้น รวมถึง การซักประวัติทางร่างกาย เฉพาะด้านเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ
การประเมินสมรรถนะความพร้อมในการขับขี่ A การประเมินสุขภาพทั่วไป ว่ามีโรคประจ�าตัว หรือสภาวะสุขภาพทั่วไป การประเมินสุขภาพทั่วไป (General assessment)
การประเมินสมรรถนะของผู้ขับขี่ยานยนต์ B1 การประเมินการรับรู้ การคิดวิเคราะห์และการประเมินเพื่อค้นหาโรคทางจิตเวชเพื่อจ�ำแนก ระดับความผิดปกติในการรับรู้ การตอบสนองต่อสิ่งเร้า รวมทั้งการตัดสินใจของผู้รับการตรวจประเมิน 1) แบบคัดกรองทั่วไป ได้แก่ แบบคัดกรองภาวะทางจิตเบื้องต้น โดยใช้แบบคัดกรองภาวะทางจิต แบบวัดความเครียด ของกรมสุขภาพจิต แบบคัดกรองประเมินโรคซึมเศร้า (2 ค�ำถาม และ 9 ค�ำถาม) และ แบบประเมินการฆ่าตัวตาย 8 ค�ำถาม เกณฑ์คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 2) แบบคัดกรองเฉพาะโรค ส�ำหรับใช้คัดกรอง ประเมินการท�ำงานของความคิดและประสิทธิภาพ ของสมอง (Cognitive Functions) ร่วมกับการรับรู้ (Perception) และความจ�ำ โดยให้ความส�ำคัญ กับความเร็วในการตอบ เพราะการตอบได้ถูกต้องและความเร็วสะท้อนว่าสมองท�ำงานประมวลผลได้ ตามที่ควรจะเป็น และแสดงถึงความสามารถแยกแยะความต่างและการตัดสินใจภายใต้ความกดดัน ผลการตรวจวิเคราะห์นี้เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาได้เหมาะสม ได้แก่ แบบประเมิน พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง แบบทดสอบ MMSE (Mini-Mental state examination: Thai version) หรือ แบบทดสอบด้านอารมณ์และสมาธิ (Stroop test)
Bการประเมินสมรรถนะ ของผู้ขับขี่ยานยนต์ B1. การประเมินการรับรู้ การคิดวิเคราะห์และ การประเมิน เพื่อค้นหาโรคทางจิตเวช (Perception, Cognitive function, and Psychiatric assessment) a. ใช้แบบทดสอบ MMSE Thai 2002, Stroop test b. คัดกรองภาวะทางจิตเบื้องต้น : ใช้แบบคัดกรองภาวะทางจิต
B2 การรับความรู้สึก (Sensory input) ระบบรับความรู้สึกเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมา เพื่อท�ำหน้าที่ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น ร่างกายในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การกระตุ้นผ่านการสัมผัส การได้ยินเสียง และการกระตุ้นทางเคมี เช่น ระบบการเห็น ระบบการได้ยิน ระบบรับความรู้สึกทางกาย ระบบรู้รส ระบบรู้กลิ่น และระบบการทรงตัว มาตรฐานทางการแพทย์ ในการประเมินสมารรถนะผู้ขับขี่ยานยนต์ ก�ำหนดว่าบุคคลที่ไม่ควรถือ ใบอนุญาตขับรถแบบไม่มีเงื่อนไข ถ้าบุคคลนั้นมีความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน หากไม่มีอุปกรณ์ ช่วย จะต้องมีการเข้ารับการทดสอบเป็นครั้งคราว และปฏิบัติตามค�ำแนะน�ำ ทั้งนี้โดยค�ำนึงถึงลักษณะงาน ขับรถ ความปลอดภัยของผู้โดยสาร เพื่อลดความเสี่ยงจากการขับขี่ ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน
B2. การรับความรู้สึก (Sensory input) ระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมา เพื่อท�าหน้าที่ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ที่มากระตุ้นร่างกายในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การตรวจตา การมองเห็น ลานสายตา ตาบอดสี การตรวจหู การได้ยิน
B3 การท�างานของระบบกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว (Motor function and coordination) ผู้ท�ำงานขับรถมีหลายประเภท เช่น ขับรถโดยสารประจ�ำทาง ขับรถสองแถว ขับรถบรรทุก ขับรถตู้ประจ�ำทาง หรือ ขับรถแท็กซี่ เป็นต้น การประกอบอาชีพขับรถมีความส�ำคัญต่อระบบ เศรษฐกิจ ความเจริญเติบโตของประเทศ เนื่องจากเป็นระบบในการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว การขนส่งผู้โดยสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เป็นต้น ผู้ขับขี่รถต้องอาศัยการท�ำงานของระบบกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว หากมีความบกพร่อง ทางร่างกาย หรือมีข้อจ�ำกัดเฉพาะที่สัมพันธ์กับความบกพร่องด้านระบบกล้ามเนื้อและกระดูก จะต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ก่อน ในขณะที่ผู้ขับขี่อาจมีภาวะสุขภาพหรือการบาดเจ็บ ระยะยาวทางระบบกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการขับรถ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้นั้นสามารถขับรถได้อย่างปลอดภัย ต้องมีการทบทวนการให้ใบอนุญาตขับรถ ของบุคคลนั้น โดยต้องเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อแสดงสมรรถภาพของร่างกายเพื่อการขับขี่ โดยการพิจารณาออกใบอนุญาตขับรถแบบมีเงื่อนไข หรือต้องพิจารณาถึงการยึดใบอนุญาต ขับรถ
B3. การท�างานของระบบกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหว (Motor function and coordination) การตรวจการท�ำงานที่ควบคุมด้วยเส้นประสาทสมอง, การใช้งาน ของกล้ามเนื้อ ความสัมพันธ์การเคลื่อนไหวของอวัยวะ ประกอบด้วย a. ก�ำลังของกล้ามเนื้อ (Motor power) b. การเคลื่อนไหวของข้อ (Range of motion and stiffness) c. การประสานงานของอวัยวะ (Coordination) เช่น - Rapidly Alternating Movement Evaluation - Point-to-Point Movement Evaluation: Finger to nose test
C การประเมินสมรรถนะผู้ขับขี่เฉพาะโรค การประเมินสมรรถนะผู้ขับขี่เฉพาะโรคในกลุ่มที่มีภาวะหรือโรค มีเกณฑ์การประเมิน มาตรฐานการออกใบขับขี่ โดย - อิงตามเกณฑ์มาตรฐานการออกใบขับขี่ของประเทศอังกฤษ และออสเตรเลีย แต่ปรับ ความละเอียดซับซ้อนให้น้อยลง และสามารถปรับใช้กับบริบทของประเทศไทยได้ง่าย - ลดความซับซ้อนของเกณฑ์อนุญาตในแต่ละโรค โดยน�ำเฉพาะเกณฑ์หลักที่มีผลกระทบ ต่อการขับขี่มาก มาปรับใช้ เพื่อความสะดวกในการตรวจมากยิ่งขึ้น - จัดกลุ่มโรคใกล้เคียงกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อลดความสับสนและซับซ้อนในการออก ใบอนุญาตขับขี่ ส�ำหรับประเทศไทย กรมควบคุมโรค มอบกองป้องกันการบาดเจ็บ ประชุมปรึกษาหารือ ทีมแพทยสภา สาขาต่าง ๆ สรุปข้อตกลงในการประเมินสมรรถนะผู้ขับขี่เฉพาะโรคในกลุ่มที่มีภาวะ หรือโรค ดังต่อไปนี้
C การประเมินสมรรถนะผู้ขับขี่เฉพาะโรค 1. โรคและความผิดปกติทางระบบประสาท (Neurological disorders) 2. โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disorders) 3. โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) 4. โรคทางจิตเวช (Psychiatric disorders) 5. การใช้ยาเสพติดและโรคติดสุรา (Drug or Alcohol misuse or dependence) 6. ความผิดปกติของไตและระบบทางเดินหายใจ (Renal and Respiratory disorders) 7. ความผิดปกติทางสายตา (Visual disorders) 8. กลุ่มโรคอื่น ๆ (Miscellaneous conditions)
1. โรคทางระบบประสาท (Neurological Disorders) การท�ำงานของระบบประสาท ประกอบด้วย สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทในร่างกาย ท�ำหน้าที่ ร่วมกันในการรับความรู้สึกของอวัยวะต่าง ๆ และตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รู้สึกเย็น ร้อน เจ็บ คัน ปวด แสบ ควบคุมการท�ำงานของร่างกาย ตลอดจนความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ ความทรงจ�ำต่าง ๆ สมองเป็นหนึ่งในอวัยวะที่มีความสลับซับซ้อนในการท�ำงาน เซลล์สมองมีความจ�ำเพาะและเปราะบาง มีมากกว่าพันล้านเซลล์ สมองท�ำให้เรามีความสามารถที่จะพูด คิด แก้ปัญหา จ�ำ สั่งการการเคลื่อนไหว ของกล้ามเนื้อ ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ ท�ำหน้าที่ แทบทุกอย่างที่คนเราท�ำ การดูแลรักษาให้สมองท�ำงานเป็นปกติ จึงเป็นสิ่งส�ำคัญ
1 โรคทางระบบประสาท (Neurological Disorders) ผู้ขับขี่ต้องตรวจประวัติรักษาโรคทางระบบประสาท ตรวจร่างกาย ตรวจ ECG ตรวจ Visual field หากเคยมีประวัติการรักษาโรคทางสมอง จะต้องมีผล CT brain หลังการรักษา โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทางและรถบรรทุก ลมชักและอาการชัก (Seizure and epilepsy) ห้ามขับขี่ และต้องแจ้งหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ อาจพิจารณาการออกใบขับขี่ให้ หากไม่มีอาการ หมดสติ และอาการของโรคลมชัก เป็นเวลา 2 ปี ปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่ พิจารณาการออกใบขับขี่ให้ได้ หากไม่มีอาการชักจากโรคลมชักในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาและไม่ได้ใช้ยาใด ๆ เพื่อรักษาโรคลมชัก และไม่มีอาการคล้าย โรคลมชักที่แน่ชัด (Epileptiform activity) จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ภายใน 6 เดือน ภาวะบาดเจ็บที่สมอง (Traumatic Brain Injury) ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subdural Hematoma) ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Subarachnoid Hemorrhage) เนื้องอกในสมอง (Benign Brain Tumors) โรคมะเร็งสมอง (Malignant Brain Tumors) ห้ามขับขี่ และต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ ให้มีการประเมินส�ำหรับการออกใบขับขี่เป็นรายบุคคล โดยดูจากหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจน หน่วยงาน ตรวจสอบใบขับขี่เป็นประจ�ำทุกปี ห้ามขับขี่ และต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ อาจพิจารณาออกใบขับขี่ใบใหม่ 1 ปี หลังจากเสร็จสิ้น การรักษาเบื้องต้น หากผู้ป่วยไม่มีอาการป่วยเกิดซ�้ำ อาจพิจารณาออกใบขับขี่ใหม่ 2 ปี หลังจากเสร็จสิ้น การรักษาเบื้องต้น หากไม่มีอาการชัก ห้ามขับขี่ หน่วยงานจะท�ำการปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่ ต้องหยุดการขับขี่ เป็นเวลา 12 เดือน แต่หน่วยงานอาจพิจารณาออกใบขับขี่ใบใหม่ได้ หลังจาก ผู้ป่วยมีการสแกนสมอง 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 12 เดือน และผลตรวจแสดง ให้เห็นว่ารอยโรคมีอาการคงที่ หน่วยงานปฏิเสธการออกใบขับขี่หรือเพิกถอนใบขับขี่อย่างถาวร ห้ามขับขี่ แต่อาจจ�ำเป็นต้องแจ้งหน่วยงานผู้ออก ใบอนุญาตขับขี่ พิจารณาออกใบขับขี่ใบใหม่ให้ หลังจาก 6 เดือน ถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับอาการที่อาจส่งผลต่อการขับขี่ หน่วยงาน จะท�ำการปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่ หน่วยงานจะท�ำการปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่
โรคทางระบบประสาท (Neurological Disorders) (ต่อ) โรค/ภาวะทางระบบประสาทที่ส�ำคัญ ได้แก่ ลมชักและอาการลมชัก ภาวะบาดเจ็บที่สมอง ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง ภาวะเลือดออกใต้ เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง เนื้องอกในสมอง โรคมะเร็งสมอง เนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง โรคหลอดเลือดในสมองโป่งพอง โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ ภาวะที่ หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดด�ำเชื่อมต่อกันอย่างผิดปกติ ภาวะกระจุก เส้นเลือดผิดปกติ พบโรคโดยบังเอิญโดยไม่มีภาวะเลือดออก ภาวะโพรงสมอง คั่งน�้ำ ถุงน�้ำในสมอง การผ่าตัดเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึกด้วยไฟฟ้า การใส่ เครื่องกระตุ้นสมองเพื่อบรรเทาอาการปวด โรคสมองน้อยย้อย การผ่าตัด ผ่านกล้องส่องทางศัลยกรรมประสาท เป็นต้น ผู้ขับขี่รถจ�ำเป็นต้องได้รับการตรวจประวัติการรักษาโรคทางระบบ ประสาท ตรวจร่างกาย ECG ตรวจ Visual field ทั้งนี้หากเคยมีประวัติการ รักษาโรคทางสมอง จะต้องมีผล CT brain หลังการรักษา เพื่อประกอบการ พิจารณาออกใบอนุญาตขับขี่รถต่อไป
เนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง (Pituitary Tumor) ภาวะโพรงสมองคั่งน�้ำ (Hydrocephalus) โรคหลอดเลือดในสมองโป่งพอง (Intracranial Aneurysm) โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ (Arteriovenous malformation - AVM) ภาวะที่หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดด�ำ เชื่อมต่อกันอย่างผิดปกติ (Dural Arteriovenous Fistula) ภาวะกระจุกเส้นเลือดผิดปกติ (Cavernous Malformation) พบโรคโดยบังเอิญโดยไม่มีภาวะเลือดออก ห้ามขับขี่และต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ สามารถกลับมาขับขี่ได้เหมือนเดิม หลังการรักษา สมบูรณ์ 6 เดือน หากไม่มีความผิดปกติของลานสายตา ขับขี่ได้ หากไม่มีอาการแสดง โดยใช้ใบขับขี่แบบปกติ จะมีการประเมินส�ำหรับการออกใบขับขี่เป็นรายบุคคล จากหลักฐานทางการแพทย์ที่ชัดเจนและหน่วยงาน จะตรวจสอบใบขับขี่เป็นประจ�ำทุกปี ห้ามขับขี่ แต่ไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออก ใบอนุญาตขับขี่ สามารถกลับมาขับขี่ได้เหมือนเดิมหลังจากการฟื้นตัว จากอาการหรือรักษาสมบูรณ์แล้ว ห้ามขับขี่และต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ อาจพิจารณาออกใบขับขี่ใบใหม่ 2 ปีหลังการรักษา ผู้ขับขี่จะต้องไม่มี ความผิดปกติ จากอาการป่วยหลงเหลืออยู่ ห้ามขับขี่ หน่วยงานจะท�ำการปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่ ห้ามขับขี่ หน่วยงานจะท�ำการปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่ โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทางและรถบรรทุก 1 โรคทางระบบประสาท (Neurological Disorders) (ต่อ)
โรคทางระบบประสาท (Neurological Disorders) (ต่อ) ผู้ขับขี่รถจ�ำเป็นต้องได้รับการตรวจประวัติการรักษาโรคทางระบบประสาท ตรวจร่างกาย ECG ตรวจ Visual field ทั้งนี้หากเคยมีประวัติการรักษาโรคทางสมอง จะต้องมีผล CT brain หลังการรักษา เพื่อประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาตขับขี่ รถต่อไป
การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึกด้วยไฟฟ้า (Deep Brain Stimulation) การใส่เครื่องกระตุ้นสมองเพื่อบรรเทาอาการปวด (Implanted Motor Cortex Stimulator For Pain Relief) การผ่าตัดผ่านกล้องส่องทางศัลยกรรมประสาท (Neuroendoscopic procedures) อุปกรณ์วัดความดันในกะโหลกศีรษะ (Intracranial Pressure Monitoring Device) การใส่ท่อระบายในโพรงสมอง (Intraventricular Shunt) ห้ามขับขี่ หน่วยงานจะท�ำการปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่ ถุงน�้ำในสมอง (Arachnoid Cysts) คอล์ลอยด์ซีสต์ (Colloid Cysts) ผู้ป่วยที่ไม่จ�ำเป็นต้องมีการรักษา รักษาโดยการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ (craniotomy) และ/หรือการส่องกล้อง (endoscopically) ห้ามขับขี่ และต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ อาจออกใบขับขี่หรือเปลี่ยนใบขับขี่ให้ใหม่ได้หลังจาก 6 เดือน ถ้าหากต้นก�ำเนิดของความเจ็บปวดไม่ได้มาจากสมอง หากสาเหตุทางกายวิภาคมาจากสมอง อาจออกใบขับขี่ / หรือ เปลี่ยนใบขับขี่ให้ใหม่ได้หลังจาก 12 เดือน ถ้าหากผู้ขับขี่ไม่มี ความผิดปกติจากอาการป่วยหลงเหลืออยู่ สามารถขับขี่ได้ และไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้ทราบ ห้ามขับขี่ แต่ไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้ทราบ สามารถขับขี่ได้ หากมีผลรับรองทางการแพทย์ว่าตนไม่มีความผิดปกติจากอาการป่วย ที่กระทบต่อการขับขี่อย่างปลอดภัย สามารถขับขี่ได้และไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้ทราบ ห้ามขับขี่ เป็นระยะเวลา 6 เดือนและต้องแจ้งให้หน่วยงาน ผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ อาจพิจารณาออกใบขับขี่ใบใหม่ 6 เดือนหลังการรักษา ห้ามขับขี่ หน่วยงานจะท�ำการปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่ สามารถขับขี่ได้ และไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้ทราบ ห้ามขับขี่ หน่วยงานจะท�ำการปฏิเสธหรือเพิกถอน ใบขับขี่ อาจพิจารณาออกใบขับขี่ใบใหม่ 2 ปีหลังการรักษา โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทางและรถบรรทุก โรคสมองน้อยย้อย (Chiari Malformation) ผู้ป่วยที่ไม่จ�ำเป็นต้องมีการรักษา การผ่าตัดรักษา / Foramen Magnum Decompression 1 โรคทางระบบประสาท (Neurological Disorders) (ต่อ)
2. โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disorders) กลุ่มของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่แสดงความผิดปกติ ในส่วนหลอดเลือดหัวใจและส่งผลต่อ การไหลเวียนปริมาณเลือดไปเลี้ยงยังกล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์สมอง โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเกิด ภาวะลิ่มเลือด ไขมันสะสมและอุดตันการไหลเวียนของเลือด ที่เป็นต้นเหตุของกลุ่มโรคนี้ ได้แก่ โรค Angina Aortic aneurysm Hypertension Arrhythmias Complete Heart block Pacemaker implant ผู้ขับขี่ควรได้รับการประเมินจากประวัติการักษาและผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) กรณีโรค ACS/ Myocardial infarction MI ท�ำ PCI โรค ACS/ MI ในกรณีท�ำ CABG โรค Takosubo’s cardiomyopathy และผู้ที่มีภาวการณ์หดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ Cardiomyopathy ผู้ขับขี่ต้องได้รับการประเมินจากประวัติการรักษา ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และผลการตรวจ Echocardiogram ร่วมด้วย
Angina 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disorders) โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทางและรถบรรทุก ให้ประเมินจากประวัติการรักษาและผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ให้ประเมินจากประวัติการรักษา ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และผลการตรวจ Echoc ardiogram ห้ามขับขี่เมื่อมีอาการกลับมาขับขี่ได้เมื่ออาการหายไป ห้ามขับขี่เมื่อมีอาการ กลับมาขับขี่ได้ 6 สัปดาห์ หลังอาการหายไป Aortic aneurysm สามารถขับขี่ได้หากหลอดเลือดโป่งพองมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 6 ซม. สามารถขับขี่ได้หากหลอดเลือดโป่งพองมีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5.5 ซม. Hypertension สามารถขับขี่ได้ หากความดันโลหิตมีค่าน้อยกว่า 180/110 mmHg Arrhythmias สามารถขับขี่ได้ หากสามารถควบคุมภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias) ได้ เป็นเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และสามารถหาสาเหตุของอาการป่วยที่เป็นอยู่ได้ สามารถขับขี่ได้ หากสามารถควบคุมภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias) ได้เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน และสามารถหาสาเหตุของอาการป่วยที่เป็นอยู่ได้ Complete heart block สามารถขับขี่ได้หากไม่มีอาการ หรือมีอาการแต่ได้ใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ แล้ว สามารถขับขี่ได้หากไม่มีอาการ Pacemaker implant ACS/Myocardial infarction MI ในกรณีท�ำ PCI ACS/MI ในกรณีท�ำ CABG Cardiomyopathy Takosubo’s cardiomyopathy สามารถกลับมาขับขี่ได้ 1 สัปดาห์ หลังจากมีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (ACS) หากการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดผ่านสายสวน (PCI) ประสบความส�ำเร็จ และมี LV Ejection Fraction อย่างน้อย 40% สามารถกลับมาขับขี่ได้ 4 สัปดาห์ หลังจากมีภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (ACS) หากการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดผ่านการผ่าตัด CABG ประสบความส�ำเร็จ และมี LV Ejection Fraction อย่างน้อย 40% สามารถขับขี่ได้หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถขับขี่ได้หลังจากรักษาประสบความส�ำเร็จ 1 สัปดาห์ สามารถขับขี่ได้หลังผ่านไป อย่างน้อย 6 สัปดาห์ ถ้าหากการรักษาโรคหัวใจ และหลอดเลือดผ่านสายสวน (PCI) ประสบความส�ำเร็จและผู้ป่วยมีค่า LV Ejection Fraction อย่างน้อย 40% สามารถขับขี่ได้หลังผ่านไป อย่างน้อย 3 เดือน หากการรักษาโรคหัวใจและ หลอดเลือดผ่านการผ่าตัด CABG ประสบความส�ำเร็จและมี LV Ejection Fraction อย่างน้อย 40% สามารถขับขี่ได้หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน และต้องมีค่า LVEF > 40% สามารถขับขี่ได้หลังจากรักษาประสบความส�ำเร็จ 6 สัปดาห์ ห้ามขับขี่เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หลังจากท�ำการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า หัวใจ และการผ่าตัดเปลี่ยนเครื่องกระตุ้นหัวใจใหม่ ห้ามขับขี่เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ หลังจากท�ำการใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า หัวใจและการผ่าตัดเปลี่ยนเครื่องกระตุ้นหัวใจใหม่
3. โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) โรคเบาหวาน คือ โรคที่เซลล์ร่างกายมีความผิดปกติในขบวนการเปลี่ยนน�้ำตาลในเลือดให้เป็น พลังงาน โดยขบวนการนี้เกี่ยวข้องกับอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน เพื่อใช้ควบคุมระดับ น�้ำตาลในเลือด เมื่อน�้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงท�ำให้ระดับน�้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับปกติ เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลด ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวจากเบาหวาน ท�ำได้โดยการควบคุมระดับน�้ำตาล ในปัจจุบันระดับน�้ำตาล ที่เป็นเป้าหมายจะมีค่าที่เหมาะในผู้ป่วยแต่ละราย โดยขึ้นกับอายุ ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน การมี โรคแทรกซ้อน ความเจ็บป่วยและโรคร่วม รวมถึงประวัติการเกิดน�้ำตาลในเลือดต�่ำ ผู้ขับขี่รถที่มีประวัติโรคเบาหวานจ�ำเป็นต้องตรวจวัดระดับน�้ำตาลในเลือดอย่างถูกต้องเหมาะสม และรู้สัญญาณเตือนเมื่อตนเองเกิดภาวะน�้ำตาลในเลือดต�่ำ ทั้งนี้ในการขับขี่รถจะต้องได้รับการตรวจ ประเมินสุขภาพ และทดสอบสายตาและลานสายตาอย่างต่อเนื่อง
Hypoglycemia Hypoglycemic provoked seizure Diabetes ขับขี่ได้หากไม่มีภาวะนี้ ห้ามขับขี่ มีความตระหนักถึงสัญญาณเตือนเมื่อตนเองเกิดภาวะน�้ำตาลในเลือดต�่ำ (Adequate Awareness of Hypoglycemia) ภาวะน�้ำตาลในเลือดต�่ำระดับรุนแรง (Severe Hypoglycemia) ไม่เกิน 1 ครั้ง ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และอาการที่เกิดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นนานกว่า 3 เดือนก่อน วัดระดับน�้ำตาลได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ผ่านการทดสอบสายตาและลานสายตา 3 โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทางและรถบรรทุก ให้ประเมินจากประวัติการรักษาและผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
4. โรคทางจิตเวช (Psychiatric Disorders) โรคจิตเวช หรือโรคทางจิตเวช คือ ปัญหาที่เกี่ยวกับจิตใจ เกิดจากความผิดปกติของสมองที่ควบคุม เรื่องความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม โดยภาวะและโรคที่ต้องมีการประเมินความพร้อมในการขับขี่ใน โรคทางจิตเวช ได้แก่ โรค Anxiety, Depression, Psychotic disorder, Schizophrenia, Mania/ hypomania, Personality disorder, Dementia/ Learning disability/ Behavioral disorders โรคทางจิตเวชเหล่านี้ ต้องได้รับการประเมินและรับรองโดยจิตแพทย์ จะสามารถขับขี่ได้หาก ไม่ได้อยู่ในระดับรุนแรง
Anxiety Depression Schizophrenia และ Psychotic disorder Mania/hypomania Personality disorder เงื่อนไขเพิ่มเติมทุกกรณี : จะสามารถขับขี่ได้เมื่อให้ความร่วมมือในการรักษา ไม่ได้รักษาโดยยาที่รบกวนการขับขี่ และได้รับการประเมินและรับรองโดยแพทย์ที่ดูแลรักษา Dementia/Learning disability/ Behavioral disorders ขับขี่ได้หากไม่ได้อยู่ในระดับร้ายแรง ขับขี่ได้หากไม่ได้อยู่ในระดับร้ายแรง ขับขี่ได้หากไม่ได้อยู่ในระดับร้ายแรง กรณีอาการก�ำเริบจะไม่สามารถขับขี่ได้ สามารถขับขี่ได้เมื่อเข้าเงื่อนไข ดังนี้ อาการสงบและคงที่อย่างน้อย 3 เดือน ไม่สามารถขับขี่ได้ในกรณีอยู่ในช่วงอาการก�ำเริบ สามารถขับขี่ได้เมื่อเข้าเงื่อนไข ดังนี้ อาการสงบและคงที่อย่างน้อย 3 เดือน (กรณีอาการคงที่) หรืออย่างน้อย 6 เดือน (กรณีมีประวัติอาการก�ำเริบ มากกว่าหรือเท่ากับ 4 ครั้งใน 12 เดือนที่ผ่านมา) ขับขี่ได้ หากไม่ใช่ severe personality disorder กรณีอาการก�ำเริบจะไม่สามารถขับขี่ได้ สามารถขับขี่ได้เมื่อเข้าเงื่อนไข ดังนี้ อาการสงบและคงที่อย่างน้อย 12 เดือน ไม่สามารถขับขี่ได้ในกรณีอยู่ในช่วงอาการก�ำเริบ สามารถขับขี่ได้เมื่อเข้าเงื่อนไข ดังนี้ อาการสงบและคงที่อย่างน้อย 12 เดือน ไม่สามารถขับขี่ได้ 4 โรคทางจิตเวช (Psychiatric Disorders) โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทางและรถบรรทุก แบบคัดกรองที่ใช้ในการประเมินความพร้อมในการขับขี่ของผู้ที่มีโรคหรือภาวะทางจิตเวช 1) แบบคัดกรองทั่วไป : แบบคัดกรองโรคจิต (คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชโดยรวมในทุกกรณี) 2) แบบคัดกรองเฉพาะโรค : แบบวัดความเครียด กรมสุขภาพจิต แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง แบบคัดกรองโรคซึมเศร้า 2 ค�ำถาม และ 9 ค�ำถาม แบบประเมินการฆ่าตัวตาย 8 ค�ำถาม เกณฑ์คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง แบบทดสอบ MMSE (Mini-Mental state examination : Thai version) หรือแบบทดสอบด้านอารมณ์และสมาธิ (Stroop Test)
5. การใช้ยาเสพติดและโรคติดสุรา (Drug or Alcohol Misus or Dependence) 5.1 โรคติดสุรา (Alcohol dependence) ให้ประเมินจากประวัติ ตรวจร่างกาย และ ผล AUDIT test ผู้ขับขี่เสพสารเสพติดขณะขับรถจะมีความผิด จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ที่ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท โดยมีการระบุภาวะและโรคที่ต้องมีการประเมินความพร้อมในการขับขี่ในภาวะการใช้ยาเสพติด และการ ติดสุรา ได้แก่ โรคติดสุรา (Alcohol dependence) และการดื่มสุรามากเกินไป (Persistent alcohol misuse) รวมถึงผู้ที่มีปัญหาจากการใช้สารเสพติด (Drug misuse or dependence) ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการกระท�ำความผิด ในกรณีติดสุรา ศาลจะแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ (กรมการขนส่งทางบก) ทราบถึงผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการกระท�ำความผิด (High Risk Offenders) จะมีการ ตรวจสุขภาพอีกครั้ง เมื่อหน่วยงานได้รับค�ำขอคืนใบขับขี่แล้ว ประกอบด้วย แบบสอบถาม การตรวจ serum CDT assay และการทดสอบเพิ่มเติม
1) การดื่มสุรามากเกินไป ภาวะการติดสุรา (Persistent alcohol misuse) ได้รับการยืนยัน โดยข้อมูลทางการแพทย์และ / หรือ ค่าแอลกอฮอล์ในเลือด* 2) อาการติดยาเสพติดและ โรคติดสุราได้รับการยืนยัน โดยข้อมูลทางการแพทย์ 3) การติดสุรา จนเกิดสภาวะ hepatic cirrhosis with chronic encephalopathy ห้ามขับขี่/แจ้งกรมการขนส่งทางบก ปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่จนกว่า.. - สามารถควบคุมหรืองดเว้นการดื่มสุราได้อย่างน้อย 6 เดือน และมีค่าแอลกอฮอล์ในเลือดน้อยกว่า 50 mg / dl - ผล AUDIT test อยู่ในระดับผู้ดื่มแบบความเสี่ยงต�่ำ ห้าม/แจ้งกรมการขนส่งทางบก ปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่จนกว่า.. - จะเลิกสุราได้อย่างน้อย 1 ปี โดยจ�ำเป็นต้องงดเว้นการดื่ม และมีค่าแอลกอฮอล์ในเลือดน้อยกว่า 50 Mg / dl - ผล AUDIT test อยู่ในระดับผู้ดื่มแบบความเสี่ยงต�่ำ ห้ามขับขี่/แจ้งกรมการขนส่งทางบก ปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่จนกว่า.. - สามารถควบคุมหรืองดเว้นการดื่มสุราได้อย่างน้อย 1 ปี และมีค่าแอลกอฮอล์ในเลือดน้อยกว่า 50 mg / dl - ผล AUDIT test อยู่ในระดับผู้ดื่มแบบความเสี่ยงต�่ำ ห้าม/แจ้งกรมการขนส่งทางบก ปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่จนกว่า.. - จะเลิกสุราได้อย่างน้อย 3 ปีโดยจ�ำเป็นต้องงดเว้นการดื่ม และมีค่าค่าแอลกอฮอล์ในเลือดน้อยกว่า 50 Mg / dl - ผล AUDIT test อยู่ในระดับผู้ดื่มแบบความเสี่ยงต�่ำ ห้ามขับขี่ / แจ้งกรมการขนส่งทางบก 5 การใช้ยาเสพติดและโรคติดสุรา (Drug or Alcohol Misuse or Dependence) โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทางและรถบรรทุก 5.1 โรคติดสุรา (Alcohol dependence) ให้ประเมินจากประวัติ ตรวจร่างกาย และ ผล AUDIT test *การดื่มในปริมาณที่เหมาะสมการดื่ม โดยยึดหลักเกณฑ์ด้านสุขภาพที่รัฐบาลแนะน�ำ (ปัจจุบันคือ 14 หน่วยต่อสัปดาห์)
5.2 ปัญหาจากการใช้สารเสพติด (Drug misuse or dependence) ประเมินจากประวัติการรักษา และ การตรวจสารเสพติด หน้า 26 กรณีมีปัญหาจากการใช้สารเสพติด (Drug misuse or dependence) กลุ่มกัญชา แอมเฟตามีน ยาอี เคตามีน สารที่ออกฤทธิ์ทางจิตประสาท รวมถึงสารเสพติด LSD และสารหลอนประสาท (hallucinogens) ส่วนกลุ่มเฮโรอีน มอร์ฟีน เมทาโดน โคเคน เมทแอมเฟตามีน ยาเบนโซไดอะซีปีน ห้ามขับขี่และต้องแจ้ง ให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ (กรมการขนส่งทางบก) ทราบถึงอาการติดยาหรือการใช้ยาดังกล่าว การออกใบขับขี่ใบใหม่อาจต้องมีการประเมินทางการแพทย์ และท�ำการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด โดยหน่วยงาน ผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ (กรมการขนส่งทางบก)
1) ปัญหาจากการใช้สารเสพติดกลุ่มตัวยา : - Cannabis - Methamphetamine - MDMA - Ketamine - สารที่ออกฤทธิ์ทางจิตประสาทอื่น ๆ รวมถึงสารเสพติด LSD และ hallucinogens 2) ปัญหาจากการใช้สารเสพติดกลุ่มตัวยา : - Heroin - Morphine - Methadone* - Cocaine - Methamphetamine* - Benzodiazepines* ห้ามขับขี่ / แจ้งกรมการขนส่งทางบก หากผลยืนยันว่ามีปัญหาดังกล่าวจริง ให้ปฏิเสธหรือ เพิกถอนใบขับขี่เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน จนกว่าจะไม่มี การใช้ยาในทางที่ผิด / อาการผิดปกติใดใด การออกใบขับขี่ใบใหม่ อาจต้องมีการประเมินทางการ แพทย์และท�ำการตรวจปัสสาวะ โดยกรมการขนส่งทางบก ห้าม/แจ้งกรมการขนส่งทางบก หากผลยืนยันว่ามีปัญหาดังกล่าวจริง ให้ปฏิเสธหรือ เพิกถอนใบขับขี่เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี จนกว่าจะไม่มี การใช้ยาในทางที่ผิด/อาการผิดปกติใดใด การออกใบขับขี่ใบใหม่ อาจต้องมีการประเมินทางการ แพทย์และท�ำการตรวจปัสสาวะ โดยกรมการขนส่งทางบก ห้ามขับขี่/แจ้งกรมการขนส่งทางบก หากผลยืนยันว่ามีปัญหาดังกล่าวจริง ให้ปฏิเสธหรือ เพิกถอนใบขับขี่เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี จนกว่าจะไม่มี การใช้ยาในทางที่ผิด / อาการผิดปกติใดใด การออกใบขับขี่ใบใหม่ อาจต้องมีการประเมินทางการ แพทย์และท�ำการตรวจปัสสาวะ โดยกรมการขนส่งทางบก ห้าม/แจ้งกรมการขนส่งทางบก หากผลยืนยันว่ามีปัญหาดังกล่าวจริง ให้ปฏิเสธหรือ เพิกถอนใบขับขี่เป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี จนกว่าจะไม่มี การใช้ยาในทางที่ผิด/อาการผิดปกติใดใด การออกใบขับขี่ใบใหม่ อาจต้องมีการประเมินทางการ แพทย์และท�ำการตรวจปัสสาวะ โดยกรมการขนส่งทางบก โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทางและรถบรรทุก 5.2 ปัญหาจากการใช้สารเสพติด (Drug misuse or dependence) ประเมินจากประวัติการรักษา และการตรวจสารเสพติด * ยกเว้นการบ�ำบัด ตามที่แพทย์สั่งเพื่อการบ�ำบัดตามปริมาณมาตรฐาน โดยที่ไม่พบว่าผู้ป่วยมีสมรรถนะทางร่างกายแย่ลง จะไม่นับเป็นการใช้ในทางที่ผิดหรือการติดยา (แม้ว่าอาจมีอาการติดยาอยู่จริงก็ตาม) และสามารถพิจารณาซ�้ำเมื่อหยุดการรักษา
6. ความผิดปกติทางสายตา (Visual Disorders) ภาวะและโรคที่ต้องมีการประเมินความพร้อมในการขับขี่ ในผู้ที่มีความผิดปกติทางสายตา ได้แก่ ต้อกระจก (Cataract) ภาวะการมองเห็นด้วยตาข้างเดียว (Monocular Vision) ความผิดปกติของ ลานสายตา (Visual field defects) ภาวะเห็นภาพซ้อน (Diplopia) ตาฟางตอนกลางคืน (Nyctalopia) ภาวะตาบอดสี (Color Blindness) ภาวะตาปิดเกร็ง (Blepharospasm) ภาวะตากระตุก (Nystagmus) ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ต้องได้รับการซักประวัติและตรวจประเมินสมรรถภาพการมองเห็น บางภาวะห้ามขับขี่ และ ต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ (กรมการขนส่งทางบก) ทราบ หากมีปัญหาการมองเห็น การเห็นภาพซ้อน ปัญหาลานสายตา ทั้งนี้อาจขับขี่ได้โดยต้องปฏิบัติตามค�ำแนะน�ำ
ต้อกระจก (Cataract) ตาฟางตอนกลางคืน (Nyctalopia) ภาวะตาปิดเกร็ง (Blepharospasm) ภาวะตากระตุก (Nystagmus) ภาวะเห็นภาพซ้อน (Diplopia) ภาวะการมองเห็นด้วยตาข้างเดียว (Monocular Vision) ห้ามขับขี่และต้องแจ้งกรมการขนส่งทางบก ต้องผ่านการทดสอบ Visual acuity และ visual field ห้ามขับขี่และต้องแจ้งกรมการขนส่งทางบก อาจขับขี่ได้เหมือนเดิมหลังจากที่ ได้รับการยืนยันว่า ผู้ป่วยควบคุมภาวะเห็นภาพซ้อน (Diplopia) ได้แล้วด้วย วิธีการ : การใส่แว่นตา หรือ ใช้ผ้าปิดตาระหว่างขับขี่ ห้ามขับขี่และต้องแจ้งกรมการขนส่งทางบก ห้ามขับขี่และต้องแจ้งกรมการขนส่งทางบก ต้องมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานขั้นต�่ำที่ก�ำหนดไว้ ห้ามขับขี่ และต้องแจ้งกรมการขนส่งทางบก อาจออกใบขับขี่ให้ได้ โดยจะพิจารณาเป็นรายบุคคล หากผู้ขับขี่ผ่านการทดสอบสายตา และการรักษาเป็นไปตามมาตรฐาน ห้ามขับขี่และต้องแจ้งกรมการขนส่งทางบก ไม่ออกใบขับขี่ให้กรณีอาการรุนแรงแม้ว่าจะรักษาหาย อาจออกใบขับขี่ให้กรณีอาการเล็กน้อยและผู้เชี่ยวชาญยอมรับหรือผู้ป่วยฉีดโบทูลินัมท็อกซิน (Botulinum Toxin) เพื่อควบคุมภาวะตาปิดเกร็ง (Blepharospasm) ผ่านการทดสอบทางสายตาในการขับขี่และมีการแจ้งปัญหาสุขภาพ 6 ความผิดปกติทางสายตา (Visual Disorders) โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทางและรถบรรทุก ให้ประเมินจากประวัติการรักษาและการตรวจร่างกาย ตามขั้นตอนคัดกรองเบื้องต้น และมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานขั้นต�่าที่ก�าหนด ร่วมกับการพิจารณา ดังต่อไปนี้
7. ความผิดปกติของไตและระบบทางเดินหายใจ (Renal and Respiratory disorders) ภาวะและโรคที่ต้องมีการประเมินความพร้อมในการขับขี่ในผู้ที่มีความผิดปกติของไตและโรคทางระบบ ทางเดินหายใจ ได้แก่ภาวะไตวายเรื้อรัง (Chronic Renal Failure) การล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis หรือ CAPD) หรือการฟอกไต (Hemodialysis) โรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับไต (All Other Renal Disorders) ส่วนโรคระบบทางเดินหายใจ (Disorders of Respiratory Function) โรคหอบหืด (Asthma) และ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และเนื้องอกชนิดร้ายแรงในปอด (Primary Lung Carcinoma) สามารถขับขี่ได้และไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ (กรมการขนส่งทางบก) ทราบ ยกเว้น ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน ที่อาจท�ำให้สูญเสียสมรรถภาพในการขับขี่ หรืออาการใด ๆ ก็ตามที่อาจ ส่งผลต่อการขับขี่
โรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับไต (All Other Renal Disorders) การล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis) หรือการฟอกไต (Hemodialysis) ภาวะไตวายเรื้อรัง (Chronic Renal Failure) โรคระบบทางเดินหายใจ (Disorders of Respiratory Function) โรคหอบหืด (Asthma) และโรคปอดอุดกั้น เรื้อรัง (COPD) สามารถขับขี่ได้และไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออก ใบอนุญาตขับขี่ทราบหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน สามารถขับขี่ได้และไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออก ใบอนุญาตขับขี่ ทราบ เว้นแต่ผู้ป่วยจะมีภาวะแทรกซ้อน** พิจารณาอาการและภาวะแทรกซ้อน *หากมีจะถูกปฏิเสธหรือเพิกถอนใบขับขี่ ต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ทราบ สามารถขับขี่ได้และไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้หน่วยงาน ออกใบอนุญาตขับขี่ ทราบ เว้นแต่ผู้ป่วยจะมีภาวะแทรกซ้อน** พิจารณาอาการและภาวะแทรกซ้อน *หากมีหน่วยงานจะไม่ออกใบขับขี่ให้ สามารถขับขี่ได้และไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ทราบ ยกเว้น ผู้ป่วยมีปัญหาสุขภาพที่อาจท�ำให้สูญเสียสมรรถภาพในการขับขี่ 7 ความผิดปกติของไต และโรคทางระบบทางเดินหายใจ (Renal and Respiratory Disorders) โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทางและรถบรรทุก เกณฑ์การประเมินสุขภาพก่อนท�าใบขับขี่ในผู้ที่มีความผิดปกติของไต เกณฑ์การประเมินสุขภาพก่อนท�าใบขับขี่ในผู้ที่มีโรคทางระบบทางเดินหายใจ *อาการและภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ภาวะไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกายขั้นรุนแรง (Severe Electrolyte Disturbance) หรือ อาการมึนเวียนศีรษะ (Dizziness) หรืออาการเป็นลมที่ท�ำให้สูญเสียสมรรถภาพในการขับขี่โดยฉับพลัน **ภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ อาการเป็นลมเพราะไอ (Cough Syncope), อาการเวียนศีรษะที่ท�ำให้สูญเสียสมรรถภาพในการขับขี่ (Disabling Dizziness), เป็นลม (Fainting) หรือ ภาวะหมดสติ (Loss of Consciousness)
8. ภาวะอื่น ๆ (Miscellaneous conditions) ภาวะและโรคอื่น ๆ ที่ต้องมีการประเมินความพร้อมในการขับขี่ ได้แก่ ภาวะง่วงนอนมากผิดปกติ (Excessive sleepiness) รวมถึงกลุ่มอาการที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea Syndrome) ภาวะ หูหนวกขั้นรุนแรง (Profound Deafness) มะเร็ง (Cancers) การปลูกถ่ายอวัยวะ (Transplant) การใส่เครื่อง กระตุ้น (Devices or implants) ภาวะสมองท�ำงานลดลง (Cognitive Decline or Impairment) หลังจากผู้ป่วย มีภาวะสมองขาดเลือดหรือมีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (Cognitive Disability) การขับขี่ หลังการผ่าตัด (Driving after surgery) ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นชั่วคราว (Temporary Medical Conditions) กระดูกหัก (Fractures) ผลข้างเคียงจากยา (Medication Effects) อาจก่อให้เกิดภาวะง่วงนอนมากผิดปกติ รวมถึงโรคลมหลับ (Narcolepsy) ต้องได้รับการซักประวัติและการประเมินสมรรถภาพทางร่างกาย บางภาวะ/ โรค เช่น ภาวะง่วงนอนมากผิดปกติ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หากอาการรุนแรงจ�ำเป็นต้องห้ามขับขี่ สามารถ กลับมาขับขี่ได้เหมือนเดิมเมื่อสามารถควบคุมอาการได้ในระดับที่น่าพอใจ ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นชั่วคราว โดยทั่วไปผู้ขับขี่ไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้กรมการขนส่งทางบกทราบ เกี่ยวกับ ปัญหาสุขภาพที่แพทย์แนะน�ำว่าควรหยุดขับขี่เป็นเวลาต�่ำกว่า 3 เดือน ถ้าหากแพทย์ที่ท�ำการรักษาผู้ป่วยมีความ เห็นว่า ควรท�ำการแจ้งให้กรมการขนส่งทางบกทราบ บุคลากรทางการแพทย์ควรแนะน�ำให้ผู้ป่วยติดต่อ กรมการขนส่งทางบก เนื่องจากปัญหาสุขภาพบางอย่างอาจส่งผลกระทบชั่วคราวต่อการขับขี่ ได้แก่ การฟื้นตัว หลังผ่าตัด โรคไมเกรนขั้นรุนแรง อาการบาดเจ็บที่แขนขาซึ่งคาดว่าจะหายได้ตามปกติ หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการ เป็นลมหรืออาการหน้ามืด อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง ภาวะความดันโลหิตสูงในหญิงตั้งครรภ์ การพักฟื้นหลังการ ผ่าคลอด ภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดด�ำส่วนลึกที่ขา หรือโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด
ผู้ขับขี่มีภาวะง่วงนอนมากผิดปกติที่เกิดจาก ปัญหาสุขภาพ (Mild Obstructive Sleep Apnea Syndrome) มะเร็ง (Cancers) ทั้งสองกลุ่มจะได้รับผลกระทบ การใส่เครื่องกระตุ้น (Devices or implants) ภาวะสมองท�ำงานลดลง (Cognitive Decline or Impairment) การปลูกถ่ายอวัยวะ (Transplant) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea Syndrome) ห้ามขับขี่ สามารถกลับมาขับขี่ได้เหมือนเดิมต่อเมื่อสามารถควบคุมอาการได้ ในระดับที่น่าพอใจแล้ว จะต้องได้รับการประเมิน แต่อาจไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ สามารถขับขี่ได้ และไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ ห้ามขับขี่ และต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ สามารถขับขี่ได้ และไม่จ�ำเป็นต้องแจ้งให้หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ ห้ามขับขี่ สามารถกลับมาขับขี่ได้เหมือนเดิมต่อเมื่อสามารถควบคุมอาการได้ ในระดับที่น่าพอใจแล้ว - ประวัติการรักษา - การตรวจร่างกาย - การตรวจการนอนหลับ (Sleep test) - ประวัติการรักษา - การตรวจร่างกาย - ประวัติการรักษา - การตรวจร่างกาย - ประวัติการรักษา - การตรวจร่างกาย - ประวัติการรักษา - การตรวจร่างกาย - ประวัติการรักษา - การตรวจร่างกาย - การตรวจการนอนหลับ (Sleep test) 8 ภาวะอื่นๆ (Miscellaneous Conditions) โรค/ภาวะ ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ รถประจ�าทาง และรถบรรทุก การตรวจประเมิน ภาวะและโรคอื่นๆที่ต้องประเมินความพร้อมในการขับขี่ เช่น ภาวะง่วงนอนมากผิดปกติ (Excessive sleepiness) กลุ่มอาการที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea Syndrome) อาจเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นชั่วคราว (Temporary Medical Conditions) เช่น กระดูกหัก (Fractures) และ ผลข้างเคียงจากยา (Medication Effects) จะต้องผ่านเกณฑ์ประเมินสุขภาพโดยดุลพินิจของแพทย์ พิจารณาจาก 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1) โรค / ภาวะ 2) ประเภทของการขับขี่ (ส่วนบุคคล / สาธารณะ) 3) การตรวจประเมิน ตามตารางตัวอย่างเกณฑ์การประเมินสุขภาพก่อนท�ำใบขับขี่ในภาวะและโรคอื่นๆ หมายเหตุ : หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตขับขี่ (กรมการขนส่งทางบก) การขับขี่หลังการผ่าตัด (Driving after surgery) และปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นชั่วคราว (Temporary Medical Conditions) ผู้ถือใบขับขี่ที่ประสงค์จะขับรถหลังการผ่าตัดควรปรึกษาแพทย์ประจ�ำตัว ว่าเมื่อใดจึงจะสามารถท�ำได้อย่างปลอดภัย ตัวอย่างสภาวะที่สามารถมีผลกระทบต่อการขับขี่ของผู้ขับขี่เป็นระยะเวลาชั่วคราว เช่น กระดูกหัก (Fractures) แพทย์ที่รักษาควรให้ค�ำแนะน�ำว่าเมื่อใดผู้ป่วยจึงจะสามารถกลับมาขับขี่ได้เหมือนเดิม ผลข้างเคียงจากยา กลุ่มยาที่ต้องพิจารณาในการใช้ ผลคือท�ำให้ง่วงซึมและท�ำให้เกิดอันตรายขณะขับขี่ เช่น ยาเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) ยารักษาโรคซึมเศร้า (Antidepressants) ยาต้านอาการทางจิต (Antipsychotics) และสารโอปิออยด์ (Opioids)
บทน�า ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปี 2561 พบผู้เสียชีวิตบนท้องถนน เพิ่มขึ้นเป็น 1.35 ล้านคนต่อปี โดยประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุดเป็นล�ำดับที่ 9 ของโลกโดยมีประมาณการผู้เสียชีวิต 32.7 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน หรือมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย ปีละ 22,491 คน (เฉลี่ย 60 คนต่อวัน) และปี 2565 องค์การอนามัยโลกได้จัดให้ประเทศไทยมีถนนที่อันตรายที่สุดในอาเซียน อุบัติเหตุทางถนนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ประสบภัยเท่านั้น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนส่งผลต่อการเสียชีวิต และทรัพย์สิน ซึ่งความเสียหายเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สิน ปัญหา สุขภาพ ความเป็นอยู่ของผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ และคนในครอบครัวก็ได้รับผลกระทบนี้ด้วย สัดส่วนผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางถนนทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตจากรถยนต์มากที่สุด ร้อยละ 29 จาก รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 28 ที่เหลือเป็นผู้ขี่จักรยานและผู้เดินเท้า ร้อยละ 26 และผู้ใช้ถนนอื่นๆ ร้อยละ 17 ทั้งนี้ สัดส่วนผู้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยเป็นผู้เสียชีวิตที่เกิดจากรถจักรยานยนต์มากที่สุด ร้อยละ 74.4 รถยนต์ ร้อยละ 12.3 ผู้เดินเท้า ร้อยละ 7.6 ผู้ขี่จักรยาน ร้อยละ 3.5 และผู้ใช้ถนนอื่น ๆ ร้อยละ 2.3
คณะผู้จัดท�า คู่มือ การประเมินสมรรถนะความพร้อมในการขับขี่ (Assessing Fitness to Drive) คณะที่ปรึกษา นายแพทย์สุทัศน์ โชตนะพันธ์ แพทย์หญิงศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ แพทย์หญิงชุลีกร ธนธิติกร นายแพทย์ชาโล สาณศิลปิน คณะผู้จัดท�ำเนื้อหา นายสุขสันต์ จิตติมณี นางเขมกร เที่ยงทางธรรม นางสาวสมรักษ์ ศิริเขตรกรณ์ นายศิวกร บุญธรรม นางสาวกมลชนก กองห้าห้อง จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่อยู่ 24-56 ถ.พหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โทร 0 2521 0943 , โทรสา ร 0 2591 5726 พิมพ์ครั้งที่ : 1 พิมพ์ที่ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ�ำกัด ปีที่พิมพ์ : 2566 จ�ำนวนพิมพ์ : 7,000 เล่ม
การประเมินสมรรถนะความพร้อม QR CODE ภาพพลิก การประเมินสมรรถนะความพร้อมในการขับขี่ (ASSESSING FITNESS TO DRIVE) QR CODE คู่มือบรรยาย การประเมินสมรรถนะความพร้อมในการขับขี่ (ASSESSING FITNESS TO DRIVE) (ASSESSING FITNESS TO DRIVE) สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค Institute For Urban Disease Control And Prevention ในการขับขี่