หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒
การสร้างองค์ความรู้ใหม่
ทางประวัติศาสตร์ไทย
จุดประสงค์การเรียนรู้
• สร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวติศาสตร์โดยใชวิธีการทางประวติศาสตร์อย่างเป็นระบบได ้
ั
้
ั
ความหมาย ความส าคัญ และประโยชน์ของวิธีการทางประวัติศาสตร์
ความหมายของวิธีการทางประวัติศาสตร์
• วิธีการทางประวัติศาสตร์ เป็นวิธีการหรือขั้นตอน ที่ใช้ในการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยอาศัยจากหลักฐานที่เป็น
ลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้สามารถฟื้นหรือจ าลองอดีตขึ้นมาใหม่ได้อย่างถูกต้อง น่าเชื่อถือ
ความส าคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร์
• ท าให้เรื่องราว กิจกรรม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มีความน่าเชื่อถือ มีความถูกต้องเป็นจริง หรือใกล้เคียงกับความเป็น
จริงมากที่สุด เพราะมีการศึกษาอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน
ประโยชน์ของวิธีการทางประวัติศาสตร์
• ท าให้เป็นคนละเอียดรอบคอบ มีการตรวจสอบเรื่องราวที่ศึกษา รู้จักประเมินความน่าเชื่อถือของเหตุการณต่างๆ
์
ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์
การก าหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา
• เริ่มจากความสงสัย อยากรู้
• หลังจากนั้นก าหนดเรื่องหรือประเด็นที่ต้องการศึกษา
• ประเด็นที่จะศึกษาควรก าหนดไว้กว้างๆ ก่อน แล้วจ ากัดประเด็นให้แคบลง เพื่อความชัดเจนในภายหลัง
• การก าหนดหัวเรื่องอาจเกี่ยวกับเหตุการณ์ ความเจริญ ความเสื่อมของอาณาจักร ตัวบุคคลในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
การรวบรวมหลักฐาน
• เป็นการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะศึกษา มีทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์-
อักษร หลักฐานชั้นต้นหรือหลักฐานปฐมภูมิกับหลักฐานชั้นรองหรือหลักฐานทุติยภูมิ
หลักฐานชั้นต้น
• เป็นหลักฐานร่วมสมัยของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง
ประกอบด้วยหลกฐานทางราชการทั้งที่เป็นเอกสารลบ
ั
ั
เอกสารที่เปิดเผย กฎหมาย ประกาศ สนทรพจน์ บันทึก
ุ
์
ู้
ความทรงจาของผที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ หรือ
ู้
อัตชีวประวัติผที่ได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์ การรายงาน
่
์
ข่าวของผู้รู้ ผู้เห็นเหตุการณ วีดิทัศน์ ภาพยนตร์ ภาพถาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นต้น
ภาพถ่ายเหตุการณ์มหาวิปโยค ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖
เป็นหลักฐานชั้นต้น
หลักฐานชั้นรอง
ั
ั
ั
ั้
• หลกฐานที่จดท าขึ้นโดยอาศัยหลกฐานชนต้น
หรือโดยบุคคลที่ไมได้เกี่ยวข้อง ไมได้รู้เห็นเหตุการณ ์
่
่
่
่
ด้วยตนเอง แต่ได้รับรู้โดยผานบุคคลอื่น เชน ผลงาน
ของนักประวัติศาสตร์หรือหนังสอประวัติศาสตร์
ื
์
รายงานของสอมวลชนที่ไมได้รู้เห็นเหตุการณด้วย
ื่
่
ตนเอง
สารนิพนธ์ของ ศ.ดร. ประเสริฐ ณ นคร
เป็นหลักฐานชั้นรอง
การประเมินคุณค่าของหลักฐาน
การประเมินคุณค่าภายนอกหรือวิพากษ์วิธีภายนอก
• ประเมินคุณค่าจากลักษณะภายนอกของหลักฐาน บางครั้งอาจมีการปลอมแปลงเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ ท าให้หลงผิด จึงมีการประเมินว่า
หลักฐานนั้นเป็นของจริงหรือไม่ โดยพิจารณาจากสิ่งที่ปรากฏภายนอก เช่น เนื้อกระดาษ เป็นต้น
การประเมินคุณค่าภายในหรือวพากษ์วิธีภายใน
ิ
• ประเมินคุณค่าจากข้อมูลภายในหลักฐานนั้น เช่น มีชื่อบุคคล สถานที่ เหตุการณ์ ในช่วงเวลาที่หลักฐานนั้นท าขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้
ยังสังเกตได้จากการกล่าวถึงตัวบุคคล เหตุการณ์ สถานที่ ถ้อยค า เป็นต้น
การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ข้อมูล
้
• ต้องศึกษาข้อมูลในหลักฐานนั้นว่าใหข้อมูลอะไรบ้าง มีความสมบูรณ์เพียงใด มีจุดมุ่งหมายเบื้องต้นอย่างไร เป็นต้น
• น าข้อมูลทั้งหลายมาจัดหมวดหมู่
• เมื่อได้ข้อมูลเป็นประเด็นแล้ว ต้องหาความสัมพันธ์ของประเด็นต่างๆ และตีความข้อมูล
์
• ในการวิเคราะห์ สังเคราะหข้อมูล ผู้ศึกษาควรมีความรอบคอบ วางตัวเป็นกลาง
การเรียบเรียงหรือการน าเสนอ
• เป็นขั้นตอนสุดท้ายของวิธีการทางประวัติศาสตร์
• เป็นการน าข้อมูลทั้งหมดมารวบรวม เรียบเรียง หรือน าเสนอให้ตรงกับประเด็นที่ตนสงสัยหรืออยากรู้
• ควรน าเสนอเหตุการณ์อย่างมีระบบ ให้มีความสอดคล้องต่อเนื่อง มีความเป็นเหตุเป็นผล โดยมีข้อมูลสนับสนุนอย่างมีน้ าหนัก
รวมทั้งสรุปผลการศึกษาที่สามารถให้ค าตอบในเรื่องที่สงสัยหรืออยากรู้
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย
ลักษณะของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
• จารึกหรือจาร มีหลายลักษณะ ที่สลักลงบนแท่งหินหรือแผ่นหิน เรียก ศิลาจารึก จารึกลงแผ่นทองค า เรียก จารึกลานทอง
จารึกลงแผ่นเงิน เรียก จารึกลานเงิน ที่จารลงใบลาน เรียก หนังสือใบลาน และยังมีการพบจารึกที่ฐานพระพุทธรูปอีกด้วย
ซึ่งจารึกที่มีอยู่หลายลักษณะนั้น จารึกบนแท่งหินหรือศิลาจารึกมีความคงทนมากที่สุด
จารึกลานทอง พบที่วัดส่องคบ อ าเภอเมือง จังหวัดชัยนาท จารึกด้วยอักษรขอม - อักษรไทยสมัยอยุธยา พ.ศ. ๑๙๕๑
พระราชพงศาวดาร
• เป็นการจดบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์
• เขียนลงบนสมุดไทย
• เริ่มเขียนขึ้นในสมัยอยุธยาเรื่อยมาจนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ ๕
• พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ถือเป็นพระราชพงศาวดารที่เก่าแก่ที่สุดที่มีเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน
ปกพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ
และปกพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ ๔ จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร
ต านาน
• เป็นการเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของบุคคล โบราณสถาน โบราณวัตถุสืบทอดกันมา
• เป็นการบอกเล่า จดจ า และบันทึก
• จัดว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์น้อย เพราะไม่ทราบว่าใครแต่ง แต่งเมื่อใด และมีหลักฐานอ้างอิงอย่างไร
์
ชินกาลมาลีปกรณ์และต านานพื้นเมืองเชียงใหม่ เป็นต านานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตรล้านนา
เอกสารส่วนบุคคล
• เป็นบันทึกส่วนตัวของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆ
• เช่น จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในรัชกาลที่ ๕ จดหมายเหตุความทรงจ าของกรมหลวงนรินทรเทวี และบันทึก
ของคณะราษฎรหลายท่านที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้น
เอกสารส่วนบุคคล (จากภาพ) ลายพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชทานแก่นางแอนนา เลียวโนเวนส์
หนังสือราชการ
• เป็นเอกสารเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการด้านจัดการปกครองที่รัฐมีต่อส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ู้
้
• มีความส าคัญ เพราะเป็นบันทึกของผที่เกี่ยวของกับเหตุการณ์โดยตรง
• ส่วนใหญ่เป็นของสมัยรัตนโกสินทร์ ที่มีมาแต่ครั้งโบราณได้สูญหายเกือบหมดแล้ว
ตัวอย่างหนังสือราชการ
บันทึกของชาวต่างชาติ
• เป็นเอกสารของชาวต่างชาติที่เขียนหรือบันทึกเกี่ยวกับเมืองไทย
• อาจอยู่ในรูปของบันทึกประจ าวัน การเล่าเรื่อง หรือจดหมายเหตุ
• มีคุณค่ามากในทางประวัติศาสตร์ โดยบางเรื่องอาจให้ข้อมูลนอกเหนือจากที่มีอยู่แล้ว หรือบางเรื่องอาจเป็นการเสริมข้อมูล
ที่ไทยมีอยู่ เช่น จดหมายเหตุลาลูแบร์ ของซิมง เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
จดหมายเหตุลาลูแบร์ ของซิมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยอยุธยา
หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
้
• ส่วนใหญ่เป็นหลักฐานประเภทโบราณสถาน โบราณวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องมือเครื่องใชต่างๆ
ปัจจุบันมีการบันทึกเหตุการณ์ สถานที่ ทั้งที่เป็นภาพเสียง หรือทั้งภาพและเสียง เช่น ภาพถ่าย แถบบันทึกเสียง วีดิทัศน์
รายงานข่าวของสื่อมวลชน
ประเภทของของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย
หลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นร่องรอยของมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่จากอดีต หลักฐานทางประวัติศาสตร์มีทั้งวัตถุ เอกสาร จารึก
โดยแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท
หลักฐานชั้นต้น • หรือหลักฐานปฐมภูมิ คือ หลักฐานที่เป็นของร่วมสมัย เช่น เอกสารหรือบันทึกที่เขียนขึ้นโดย
บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเหตุการณ์ เช่น ภาพถ่าย วัตถุร่วมสมัย เช่น โบราณวัตถุ เครื่องมือ
เครื่องใช้ จารึก ผู้ศึกษาควรมีความระมัดระวัง เนื่องจากหลักฐานบางอย่างมักจะกล่าวถึงแต่
้
เรื่องราวในด้านดีหรือไม่เป็นกลาง เพื่อใหเรื่องราวมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น จึงต้องมีการตรวจสอบ
ประเมินหลักฐาน โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์
หลักฐานชั้นรอง • หรือหลักฐานทุติยภูมิ คือ หลักฐานที่เขียนขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น โดยผู้บันทึก
อาจได้ยินค าบอกเล่าผ่านบุคคลอื่น หรือเป็นหลักฐานที่เขียนขึ้นโดยบุคคลที่อาศัยข้อมูลจาก
หลักฐานชั้นต้น เช่น หนังสือ งานวิจัย บทความ รวมทั้งหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น
ภาพยนตร์ ละคร ข่าวโทรทัศน์
ความส าคัญของของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย
๑ มีความส าคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมาก เพราะหลักฐานข้อมูลทั้งหลายท าหรือเขียนขึ้น
โดยผู้เกี่ยวข้องโดยตรง หรือมีความใกล้ชิดกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้น
๒ หลักฐานทางประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นโลกทัศน์ วัฒนธรรมประเพณี ตลอดจนความเชื่อของ
คนในสมัยก่อน
๓ หลักฐานควรได้รับเก็บรักษาให้ดี เพื่อจะได้น ามาศึกษาค้นคว้าเผยแพร่ต่อไป อันจะช่วยให้
ประวัติศาสตร์ไทยมีความชัดเจน ถูกต้องมากขึ้น
๔ การใช้หลักฐานของชาวต่างชาติ ผู้ศึกษาควรมีความระมัดระวัง เนื่องจากชาวต่างชาติมีพื้นฐาน
ความคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทย
แหล่งรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทยที่ส าคัญ
ส านักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยต่างๆ
ตัวอย่างการน าวิธีการทางประวัติศาสตร์มาใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย
๑ การก าหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา
• หัวข้อที่สนใจ คือ การฟื้นฟูบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๑
๒ การรวบรวมหลักฐาน
หลักฐานชั้นต้น หลักฐานชั้นรอง
• พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ • หนังสือหรือบทความที่เขียนขึ้นเกี่ยวกับสมัยรัชกาลที่ ๑
• จดหมายเหตุความทรงจ าของกรมหลวงนรินทรเทวี หรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
• พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ เช่น กลอน เพลงยาวนิราศ
เรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง
๓ การประเมินคุณค่าของหลักฐาน
• ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเรื่องราวที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร โดยเปรียบเทียบกับพระราชพงศาวดารของรัฐ
เพื่อนบ้านที่มีฉบับแปลเป็นภาษาไทย เช่น พระราชพงศาวดารลาว เขมร พม่า หรือตรวจสอบกับหลักฐานไทยร่วมสมัย
เช่น จดหมายเหตุความทรงจ าของกรมหลวงนรินทรเทวี ตรวจสอบ พระบรมราชโองการในพระราชพงศาวดารกับ
กฎหมายที่ออกในสมัยรัชกาลที่ ๑
๔ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ข้อมูล
• ศึกษาจุดมุ่งหมายเบื้องต้นและจุดมุ่งหมายแฝงของหลักฐาน เช่น จุดมุ่งหมายเบื้องต้น คือ พระราชพงศาวดารต้องการ
บอกให้ทราบเรื่องราวการท าสงครามกับเพื่อนบ้านในสมัยรัชกาลที่ ๑ ส่วนจุดมุ่งหมายแฝง คือ การยกย่องเชิดชู
พระปรีชาสามารถทางการทหารของรัชกาลที่ ๑ ความเป็นผู้น าและสมมติเทพของพระมหากษัตริย์ เป็นต้น
• นอกจากนี้ยังต้องค านึงว่าข้อมูลในหลักฐานนั้นมีความเป็นกลางหรือไม่ เช่น พระราชพงศาวดารเป็นหนังสือที่เขียนขึ้น
เพื่อยกย่องพระมหากษัตริย์ จึงมีเนื้อหาเชิดชูยกย่องพระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกันก็อาจให้ข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับข้าศึก
ศัตรู ในการเลือกใช้ข้อมูลต่าง ๆ จึงควรพิจารณาถึงประเด็นเหล่านี้และควรศึกษาค้นคว้าจากหลักฐานที่หลากหลาย
เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน จะท าใหเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ค้นคว้ามีความน่าเชื่อถือ และใกล้เคียงความจริงมากที่สุด
้
๕ การเรียบเรียงและน าเสนอข้อมูล
• น าข้อมูลที่ตีความได้มาน าเสนอ โดยมีการเรียบเรียงอย่างเป็นระบบ เช่น มีหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย มีการล าดับหัวข้อ
การใช้หลักฐานประกอบการอ้างอิง การอธิบายตามล าดับเหตุการณ์หรืออธิบายตามประเด็น เช่น อธิบายการฟื้นฟ ู
บ้านเมืองของรัชกาลที่ ๑ เรียงตามปี หรืออธิบายการฟื้นฟูบ้านเมืองของรัชกาลที่ ๑ ตามประเด็น เช่น ด้านการเมือง
การปกครอง ด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านการต่างประเทศ เป็นต้น