The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

e-book เรื่องกระบวนการทางประวัติศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suwanna daungsawad, 2023-09-10 06:23:31

เอกสารทบทวน

e-book เรื่องกระบวนการทางประวัติศาสตร์

เอกสาร ประกอบการทบทวนบทเรียน เรื่อง กระบวนการทางประวัติศาสตร์ รายวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย รหัสวิชา 20000-1502 ครูสุวรรณา ดวงสวัสดิ์ หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง วิทยาลัยการอาชีพกาญจนบุรี


กระบวนการทางประวัติศาสตร์ เฮโรโดตัส Herodotus บิดาแห่งประวัติศาสตร์ได้นำคำว่า ประวัติศาสตร์ history มาจากคำ ในภาษา กรีกว่า historeo ที่แปลวา่การถักทอ มาเขียนเป็นชื่อเรื่องราวการทำสงครามระหว่างเปอร์เซียกับกรีกโดยใช้ หลักฐานต่าง ๆ เป็นขอ้มูลในการเขียนเป็นเรื่องราว ซึ่งคล้ายกับการ ถักทอผืนผ้าให้เป็นลวดลายที่ต้องการ เฮโรโดตัส Herodotus จึงเป็น นักประวัติศาสตร์คนแรก ที่นำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มาศึกษาเพื่อเขียน เป็นเรื่องราวอย่างไรก็ตาม การศึกษาเหตุการณ์ในอดีต อาจมีผู้สงสัยว่า มีทางเป็นไปได้ หรือไม่และจะศึกษา อย่างไรเนื่องจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วและ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานมาก จนสุดวิสัยที่คนปัจจุบันจะจำเรื่องราวหรือศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยยตนเอง นักประวัติศาสตร์ได้อาศัย ร่องรอยในอดีตเป็นขอ้มูลในการอธิบายเรื่องราวต่าง ๆที่เกิดขึ้นในอดีต ร่องรอยที่ว่า เรียกวา่ หลักฐาน ประวัติศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นข้อมูลในอดีตที่ยังคงปรากฏให้เห็นและนำมาใช้เป็นข้อมูลใน การศึกษา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและหาข้อสรุปที่ใกล้ความจริงมากที่สุด จัดแบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น การแบ่งตามยุคสมัย (หลักฐานก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานสมัยประวัติศาสตร์) แบ่งตามลักษณะการบันทึก (หลักฐานที่ ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่บันทึก เป็น ลายลักษณ์อักษร) แบ่งตามเจตนารมณ์ของ ผู้เกี่ยวข้อง (หลักฐานที่ถ่ายทอดโดยไม่เจตนา หลักฐานที่ถ่ายทอด โดย เจตนา) แบ่งตามคุณค่าและคุณสมบัติของหลักฐาน 1. หลักฐานชั้นต้น (primary sources) หมายถึง หลักฐานที่บันทึกและบอกเล่าโดยผู้เกี่ยวข้อง โดยตรง หรือรู้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง 2. หลักฐานชั้นรอง (secondary sources) หมายถึง การบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ของผู้ที่รับทราบ เหตุการณ์จากคำบอกเล่าของบุคคลหนึ่งอีกต่อหนึ่ง ตำราหรือหนังสือทางประวัติศาสตร์ที่มีผู้เขียนขึ้น โดย อาศัย หลักฐานชั้นต้น ในสมัยประวัติศาสตร์จะแบ่งตามลักษณะการบันทึกซึ่งแยกได้เป็น 2 ประเภทคือ 1. หลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษร หมายถึง หลักฐานที่เป็นตัวหนังสือ เช่น หลักศิลาจารึก พงศาวดาร ตำนาน จดหมายเหตุ บันทึกความทรงจำ วรรณกรรม เอกสารทางวิชาการ ชีวประวัติ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร บันทึกคำให้การหรือการสัมภาษณ์ และเอกสารราชการ หลักฐานประเภทนี้ นับเป็น พื้นฐานที่สำคัญ ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย


2. หลักฐานประเภทไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ หลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งให้ความรู้ เกี่ยวกับ โครงสร้างและวัฒนธรรม ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภทคือ (1) โบราณวัตถุ เช่น พระพุทธรูป เทวรูป สัญลักษณ์ทางศาสนา และเครื่องประดับ เครื่องมือ เครื่องใช้ (2) โบราณสถาน ได้แก่ สิ่งก่อสร้าง โดยฝีมือมนุษย์อยู่ติดกับพื้นดิน เช่น กำแพงเมือง คูเมือง คูน้ำ วัด เจดีย์ ปราสาท ถนน สระน้ำ วิธีการหรือกระบวนการทางประวัติศาสตร์หมายถึง ขั้นตอน หรือวิธีการที่นักประวัติศาสตร์หรือผู้ศึกษา ทางด้านประวัติศาสตร์ใช้เพื่อการศึกษา ค้นคว้า และเรียบเรียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จากหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องและชัดเจนมากที่สุด วิธีการทางประวัติศาสตร์มีความสำคัญ คือ สามารถใช้ในการสืบค้นเรื่องราวต่าง ๆที่สนใจได้ เช่น การหา ความรู้เกี่ยวกับโรงเรียน วัด ชุมชน จังหวัด หรือภูมิภาคของตน ซึ่งเป็นเรื่องราวใกล้ตัวและเราสามารถหา หลักฐานได้จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ในพื้นที่ เช่น วัด พิพิธภัณฑ์ สถานที่สำคัญในท้องถิ่น เป็นต้น การใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ถ้านักเรียนสนใจอยากทราบว่าภูมิภาคของตนมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีเรื่องราวใดที่น่าสนใจน่ารู้ บ้าง นักเรียนสามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ศึกษาค้นคว้าได้ตาม ขั้นตอน 5ขั้น ดังนี้ 1. การกำหนดหัวเรื่องที่ศึกษา 2. การรวบรวมหลักฐาน 3. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน 4. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ข้อมูล 5. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ 1. การกำหนดหัวเรื่องที่ศึกษา เป็นขั้นตอนแรกของวิธีการทางประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องที่นักประวัติศาสตร์หรือผู้สนใจทางประวัติศาสตร์มี ความสนใจ อยากรู้ สงสัย จึงตั้งประเด็นหรือหัวข้อที่ต้องการศึกษาขึ้นมา


ตัวอย่าง ประเด็นการศึกษาเกี่ยวกับภูมิภาคอาจเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว และขยายขอบเขตการศึกษาออกไปเป็น ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับภูมิภาค เช่น ประวัติวัดสำคัญในชุมชน / อำเภอ / จังหวัด / ภูมิภาค สถานที่สำคัญในท้องถิ่น / จังหวัด / ภูมิภาค บุคคลสำคัญในท้องถิ่น / จังหวัด / ภูมิภาค 2. การรวบรวมหลักฐาน ขั้นรวบรวมหลักฐานต่างๆ ทั้งหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นรอง คือ เอกสารหรือหนังสือเกี่ยวกับ เรื่องที่อยากรู้หรือสนใจในการรวบรวมหลักฐาน ควรเริ่มด้วยการศึกษาหลักฐานชั้นรองโดยตรงก่อน เพื่อให้ เข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษา และรวบรวมความคิดของผู้ที่ศึกษาเรื่องดังกล่าวมา ก่อน แล้วจึงไปค้นคว้าจากหลักฐานชั้นต้น ซึ่งจะทำให้ได้รายละเอียดมากขึ้นและอาจมีแนวคิดเพิ่มเติมขึ้นจาก ผู้ศึกษาไว้แต่เดิม 3. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน เป็นการประเมินความถูกต้องและความสำคัญของหลักฐาน เพราะหลักฐานบางอย่างอาจเป็นของ ปลอม หรือเลียนแบบของเก่า หรือเขียนโดยบุคคลที่ไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง แล้วมาบันทึกไว้เสมือนได้รู้ เห็นเอง หรือแม้จะรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง แต่อาจมีความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่วางตัวเป็นกลาง การวิเคราะห์หลักฐานแบ่งเป็น 2 วิธีดังนี้ 1. การประเมินภายนอก เป็นการประเมินหลักฐานจากสภาพที่ปรากฏภายนอกว่าเป็นของแท้ ถูกต้องตาม ยุคสมัยหรือไม่ เช่น กระดาษที่บันทึกเป็นของเก่าจริงหรือไม่ สมัยนั้นมีกระดาษแบบนี้ใช้หรือยัง วัสดุที่ใช้ เขียนเป็นของร่วมสมัยหรือไม่ 2. การประเมินภายใน เป็นการประเมินหลักฐานว่าถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ เช่น การกล่าวถึงตัว บุคคล สถานที่ เหตุการณ์ว่าถูกต้อง มีจริงในยุคสมัยของหลักฐานนั้นหรือไม่ หรือแม้แต่สำนวนภาษาว่าใน สมัยนั้นใช้กันหรือยัง 4. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ข้อมูล เป็นขั้นตอนต่อจากที่ได้รวบรวมหลักฐาน และวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือนั้นๆแล้ว ข้อมูล คือเรื่องราว ต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในหลักฐานที่รวบรวมและวิเคราะห์แล้วจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ จากนั้นจึง นำข้อมูลมาวิเคราะห์ คือ แยกประเภท โดยเรียงเหตุการณ์ ตามลำดับเวลาก่อนหลัง เพราะความสำคัญของ ข้อมูล แล้วทำการสังเคราะห์ คือจัดเหตุการณ์ เรื่องเดียวกัน และเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน และศึกษา ความต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ ตลอดจนปัจจัยต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อเหตุการณ์ 5. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ เป็นการเรียบเรียงข้อมูลที่ได้ค้นคว้า วิเคราะห์ และสังเคราะห์มาแล้ว เพื่อนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่ เป็นการตอบหรืออธิบายความอยากรู้ ข้อสงสัย ตลอดจนความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า นั้น ในรูปแบบการเขียนรายงานอย่างมีเหตุผล การนำเสนอหน้าชั้นเรียน การเล่า การจัดทำแผ่นพับ และอื่นๆ


Click to View FlipBook Version