The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงาน งานจริยธรรมทางการบริหาร นายศตวรรษ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by natratchakom821, 2021-03-07 01:43:40

รายงาน งานจริยธรรมทางการบริหาร นายศตวรรษ

รายงาน งานจริยธรรมทางการบริหาร นายศตวรรษ

รายงาน

เรอื่ ง

การบริหารงานตามแนวพุทธ

จดั ทำโดย

ศตวรรษ พะโย่

๖๓๒๘๔๐๔๐๑๕

รายงานน้ีเป็ นส่วนหน่ึงของรายวิชาจริ ยธรรมทางการบริ หาร
ตามหลกั สูตรปริญญารฐั ประศาสนศาสนบณั ฑิต
สาขาวิชารัฐประศาสศาสตร์
วิทยาลยั สงฆเ์ ชียงราย
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๓

1

รายงาน

เร่อื ง
การบรหิ ารงานตามแนวพทุ ธ

จัดทำโดย

สบิ เอกศตวรรษ พะโย่

รายงานน้ีเป็นส่วนหน่ึงของรายวชิ าจริยธรรมทางการบริหาร
ตามหลกั สูตรปริญญารัฐประศาสนศาสนบณั ฑิต
สาขาวิชารัฐประศาสศาสตร์
วิทยาลยั สงฆเ์ ชียงราย
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
พุทธศกั ราช ๒๕๖๓

คำนำ

รายงานเรื่อง การบริหารงานตามแนวพุทธ เป็นส่วนหนึ่งของวิชารายวิชาจริยธรร
ทางการบริหารตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสนบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสศาสตร์
วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในเนื้อหารายงานประกอบด้วย
ความหมายของจริยธรรม ความสำคัญของจริยธรรม หลักการบริหารทางพุทธศาสนา

และหลกั ธรรมทีน่ ำมาใชใ้ นการบรหิ ารงาน
ผู้จดั ทำรายงานหวังเปน็ อย่างยง่ิ ว่าเน้อื หาในรายงานฉบับน้ีจะเปน็ ประโยชน์ตอ่ ผู้อ่าน

หรอื นกั เรยี นนักศึกษาท่ีกำลงั ศึกษาหาข้อมลู น้อี ยู่หากมสี ง่ิ ใดทีจ่ ะให้ข้อเสนอแนะปรับปรุงผูจ้ ดั ทำรายง
านขอน้อมรับไว้ด้วยความขอบพระคณุ ยิง่

ผจู้ ัดทำ
ธนั วาคม ๒๕๖๓

สารบญั

เร่ือง หนา้
คำนำ ข

บทที่ ๑ จรยิ ธรรม ผิดพลาด! ไมไ่ ดก้ ำหนดบุ๊กมาร์กบทท่ี ๒ หลักการบริหารทางพทุ ธศาสนา
7

บทท่ี ๓ หลักธรรมท่ีนำมาใช้ในการบรหิ ารงาน 10
บรรณานกุ รม

13

1

บทที่ ๑

จริยธรรม

๑.๑ ความหมายจริยธรรม

โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงคำว่าจริยธรรม
ผ ู ้ ฟ ั ง ห ร ื อ ผ ู ้ อ ่ า น ม ั ก จ ะ พ ิ จ า ร ณ า อ ย ู ่ ใ น ก ร อ บ ค ิ ด เ ก ี ่ ย ว ก ั บ ศ า ส น า ท ั ้ ง น้ี
เพราะคำสอนทางศาสนามีส่วนสร้างระบบจริยธรรมให้สังคม ดังคำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ท ี ่ ว ่ า “ จ ร ิ ย ธ ร ร ม ข อ ง ส ั ง ค ม ไ ท ย ข ึ ้ น อ ย ู ่ ก ั บ ร ะ บ บ ศ ี ล ธ ร ร ม ข อ ง พ ุ ท ธ ศ า ส น า ว่ า
กำหนดหลกั ในการปฏิบตั ใิ นชีวิตประจำไว้อยา่ งไร หลักจริยธรรมก็จะกำหนดใหป้ ฏบิ ัตติ ามนน้ั ”

ทั้งนี้ จริยธรรมมาจากคำว่า จริย กับ ธรรมะ จริย หมายถึง ความประพฤติ
กิริยาที่ควรประพฤติ ธรรมะหมายถึง คุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักประพฤติปฏิบัติในศาสนา
ความจริง ความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎเกณฑ์ กฎหมาย สิ่งของทั้งหลาย
เมื่อพิจารณาตามรูปคำจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้คำนิยามว่า
“จรยิ ธรรม” คือ ธรรมท่เี ป็น ขอ้ ประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม

จากความหมายดังกล่าวหากมีการจัดระดับจริยธรรม สาโรช บัวศรี ได้ให้ความเห็นว่า
จริยธรรมมีหลายระดบั ซึง่ สามารถจำแนกตามระดบั กว้าง ๆ ได้ ๒ ระดบั ไดแ้ ก่ ระดับของผู้ครองเรือน
คือ โลกยี ธ์ รรม กบั ระดับของผูท้ ี่สละบ้านเรอื นแล้ว คือ โลกุตตรธรรม

ในความหมายที่เฉพาะเจาะจงนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ เห็นว่า
จริยธรรม หมายถึง ความถูกต้องดีงาม สังคมทุกสังคมจะกำหนดกฎเกณฑ์กติกา
บรรทัดฐานของตนเองว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดีงาม และอะไรคือความถูกต้อง
โดยทั่วไปมิได้มีการเขียนเป็นกฎข้อบังคับให้สมาชิกทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติตาม
ซ่ึงหากมกี ารละเมดิ จะถูกลงโทษโดยสงั คมในขณะเดยี วกัน

ส ่ ว น ศ า ส ต ร า จ า ร ย ์ เ ก ี ย ร ติ ค ุ ณ แ ส ง จ ั น ท ร ์ ง า ม เ ห ็ น ว่ า
จ ร ิ ย ธ ร ร ม ก ั บ ค ่ า น ิ ย ม ม ี ค ว า ม ห ม า ย แ ต ก ต ่ า ง ก ั น เ ฉ พ า ะ ใ น ท า ง ท ฤ ษ ฎี
แต่ในทางปฏิบัตยิ ากท่จี ะชีใ้ ห้เหน็ ความแตกต่างกนั อย่างชัดเจน กล่าวคอื

จริยธรรม หมายถึง คุณสมบัติทางความประพฤติ ที่สังคมมุ่งหวังให้คนในสังคมนั้นประพฤติ
มีความถูกต้องในความประพฤติ มีเสรีภาพภายในขอบเขตของมโนธรรม (Conscience)
เป็นหน้าที่ที่สมาชิกในสังคมพึงประพฤติปฏิบัติต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม

2

ทั้งนี้เพื่อก่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองขึ้นในสังคม การที่จะปฏิบัติให้เป็นไปเช่นนั้นได้
ผ้ปู ฏิบตั ิจะตอ้ งรู้ว่าสิง่ ใดถกู ส่ิงใดผิด

ค่านิยม หมายถึง ความโน้มเอียง
หรือแนวทางที่คนจะประพฤติตนไปในแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่ตัวเองได้พิจารณาไตร่ตรองแล้วว่า
เป็นสิ่งที่ดีสำหรับตนหรือสังคมยอมรับนับถือและปฏิบัติตามแนวคิดนั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ
อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ค่านิยมมีความหมายถึงแนวคิดเกี่ยวกับความดีงามในความประพฤติ
โดยผา่ นการพิจารณาอย่างรอบคอบถงึ ผลที่จะเกิดข้นึ จากความประพฤตินัน้ ๆ ถ้าหากเปน็ เพียงเจตคติ
(Attitude) ความเชื่อ (Belief)
ยังไม่อาจเรียกได้วา่ เป็นคา่ นิยมจนกว่าจะได้พิจารณาถึงผลท่ีจะตามมาจากความประพฤตหิ รือการกระ
ทำนน้ั ๆ อยา่ งรอบคอบและมกี ารปฏิบัตติ ามอยา่ งสมำ่ เสมอ

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าโครงสร้างของแนวคิดด้านจริยธรรม
จะประกอบดว้ ยคุณธรรมหลายประการ ซึง่ ส่วนมากมาจากคำสอนทางศาสนา ดงั น้ี

๑ . ค ว า ม ร ั บ ผ ิ ด ช อ บ ( A c c o u n t a b i l i t y ) คื อ
ความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความผูกพัน ด้วยความพากเพียร และความละเอียดรอบคอบ
ยอมรับผลการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย
ทั้งพยายามทจ่ี ะปฏิบตั ิหน้าที่ ให้ดียิง่ ขนึ้

๒. ความซื่อสัตย์ (Honesty) คือ การประพฤติอย่างเหมาะสม
และตรงต่อความเป็นจรงิ ประพฤติ ปฏิบัติ อย่างตรงไปตรงมา ทัง้ กาย วาจา ใจ ต่อตนเองและผู้อนื่

๓. ความมีเหตุผล (Rationality) คือ ความสามารถในการใช้ปัญญา
ในการประพฤติปฏิบัติ รู้จักไตร่ตรอง พิสูจน์ให้ประจักษ์ ไม่หลงงมงาย มีความยับยั้งชั่งใจ
โดยไมผ่ ูกพันกับอารมณแ์ ละความยดึ ม่ันของตนเอง ทม่ี อี ยู่เดมิ ซ่งึ อาจผดิ ได้

๔ . ค ว า ม ก ต ั ญ ญ ู ก ต เ ว ท ี ( G ratitude) คื อ
ความรู้สำนกึ ในอปุ การคณุ หรอื บญุ คณุ ท่ีผู้อืน่ มตี ่อเรา

๕ . ค ว า ม ม ี ร ะ เ บ ี ย บ ว ิ น ั ย ( D i s c i p l i n e d ) คื อ
การควบคุมความประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องและเหมาะสมกับจรรยามารยาท ข้อบังคับ ข้อตกลง
กฎหมาย และศลี ธรรม

๖ . ค ว า ม เ ส ี ย ส ล ะ ( S a c r i fi c e ) ค ื อ ก า ร ล ะ ค ว า ม เ ห ็ น แ ก ่ ตั ว
การใหป้ ันแก่บคุ คลทคี่ วรให้ด้วยกำลังกาย กำลังสติปัญญา รวมทงั้ การรู้จกั สลัดทิ้งอารมณ์รา้ ยในตนเอง

๗ . ก า ร ป ร ะ ห ย ั ด ( T h r i f t y ) คื อ
การใช้สิ่งของพอเหมาะพอควรให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ให้มีส่วนเกินมากนัก
รวมทัง้ การรู้จกั ระมดั ระวงั ร้จู กั ยบั ยั้งความต้องการใหอ้ ย่ใู นกรอบและขอบเขตทพี่ อเหมาะ

3

๘ . ค ว า ม อ ุ ต ส า ห ะ ( D i l i g e n c e ) ค ื อ ค ว า ม พ ย า ย า ม อ ย ่ า ง เ ข ้ ม แข็ง
เพื่อใหเ้ กิดความสำเรจ็ ในงาน

๙ . ค ว า ม ส า ม ั ค ค ี ( H a r m o n y ) ค ื อ ค ว า ม เ ป ็ น น ้ ำ ห น ึ ่ ง ใ จ เ ด ี ย ว กั น
ม ี ค ว า ม พ ร ้ อ ม เ พ ร ี ย ง ร ่ ว ม ม ื อ ก ั น ก ร ะ ท ำ ก ิ จ ก า ร ใ ห ้ ส ำ เ ร ็ จ ล ุ ล ่ ว ง ด ้ ว ย ดี
โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกวา่ ส่วนตัว

๑๐. ความเมตตาและกรุณา (Loving Kindness and Compassion) คือ
ความรักใคร่ปรารถนาจะให้ผอู้ ่ืนมีสขุ กรุณา หมายถงึ ความสงสาร คดิ จะชว่ ยใหผ้ ูอ้ นื่ พ้นทุกข์

๑๑. ความยุติธรรม (Justice) คือ การปฏิบัติด้วยความเที่ยงตรง
สอดคล้องกับความเปน็ จริงและเหตุผล ไมม่ ีความลำเอยี ง

พ ร ะ ร า ช ว ร ม ุ น ี ไ ด ้ ก ล ่ า ว ถ ึ ง จ ร ิ ย ธ ร ร ม ใ นค ว า ม หม า ย อ ย ่ า ง ก ว ้ า ง ห ม า ย ถึ ง
การดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ การคลองชีวิตการใช้ชีวิตการเคลื่อนไหวของชีวิตทุกด้านทุกระดับ
ทง้ั ทางกาย ทางวาจา ทางใจ การปฏิบตั กิ รรมฐานเจรญิ สมาธิ บำเพ็ญสมถะ เจรญิ วปิ สั สนา

จากนิยามข้างต้น แม้ว่าจริยธรรมไม่สามารถแยกเด็ดขาดจากศีลธรรม แต่คำว่าจริยธรรม
จะมีความหมายกว้างกว่าศีลธรรม
เพราะศลี ธรรมเป็นหลกั คำสอนทางศาสนาท่ีว่าด้วยความประพฤติปฏิบัติชอบ สว่ นจรยิ ธรรม หมายถึง
หลักแห่งความประพฤติปฏิบัติชอบ ซึ่งมีรากฐานอยู่บนหลักคำสอนของศาสนา
ป ร ั ช ญ า แ ล ะ ข น บ ธ ร ร ม เ น ี ย ม ป ร ะ เ พ ณี
เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติตนเพื่อการบรรลุถึงสภาพชีวิตอันทรงคุณค่าที่พึงประสงค์ ทั้งน้ี
เหตุที่จริยธรรมมักอิงอยู่กับศาสนา เนื่องจากคําสอนทางศาสนามีส่วนสร้างระบบจริยธรรมให้สังคม
แต่ไม่ได้หมายความว่าจริยธรรมอิงอยู่กับหลักคําสอนทางศาสนาเพียงอย่างเดียว
แท้ที่จริงจริยธรรมยังหยั่งรากอยู่บนวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี และโดยนัยนี้
บางท่านเรียกหลักแห่งความประพฤติอันเนื่องมาจากคําสอนทางศาสนาว่า ศีลธรรม
และเรียกหลักแห่งความประพฤติอันพัฒนามาจากแหล่งอื่นว่าจริยธรรม
นอกจากนี้จริยธรรมยังมิใช่กฎหมาย เนื่องจากกฎหมายเป็นสิ่ งบังคับให้คนทำตาม
และมีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน สาเหตุที่คนเคารพเชื่อฟังกฎหมายเพราะกลัวถูกลงโทษ
ขณะที่จริยธรรมไม่มีบทลงโทษ ดังนั้น คนมีจริยธรรมเพราะมีแรงจูงใจ อย่างไรก็ตาม
กฎหมายกม็ ีส่วนเก่ียวขอ้ งกับจริยธรรมในฐานะเป็นแรงหนนุ จากภายนอกเพื่อใหค้ นมีจรยิ ธรร

นอกจากนี้ ยังมีคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าจริยธรรม
ซึ่งบางกรณีอาจก่อให้เกิดความสับสน มีการนำไปใช้ในความหมายที่แตกต่างกัน
และไม่ตรงกับความหมายที่แท้จริง อาทิคำว่า จรรยา คุณธรรม ศีลธรรม จรรยาบรรณ มโนธรรม
มารยาท ธรรมาภบิ าล กลา่ วคือ

4

“จรรยา” (Etiquette) หมายถึง ความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติในหมู่คณะ เช่น
จรรยาครู จรรยาตำรวจ ฯลฯ

“คุณธรรม” (Virtue) คือ คุณ + ธรรมะ เป็นคุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติ
ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
คุณธรรมจึงเป็นจริยธรรมที่แยกเป็นรายละเอียดแต่ละประเภท
หากประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอก็จะเป็นสภาพคุณงามความดีทางความประพฤติและจิตใจของ
ผนู้ ้ัน คุณธรรมจงึ เปน็ จริยธรรมที่ฝึกฝนจนเปน็ นิสยั เช่น ซ่ือสัตย์ ขยัน อดทน เสียสละ รับผิดชอบ

“จ ร ร ย า บ ร ร ณ ” ( C o d e o f C o n d u c t ) ห ม า ย ถึ ง
ป ร ะ ม ว ล ค ว า ม ป ร ะ พ ฤ ต ิ ท ี ่ ผ ู ้ ป ร ะ ก อ บ อ า ช ี พ ก า ร ง า น แ ต ่ ล ะ อ ย ่ า ง ก ำ ห น ด ข้ึ น
เพื่อรักษาและส่งเสรมิ เกียรตคิ ณุ ช่อื เสียง และฐานะของสมาชิก

“มโนธรรม” (Conscience)หมายถึง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความรู้สึกว่าอะไรควรทำ
อะไรไม่ควรทำ เชื่อกันว่า มนุษย์ทุกคนมีมโนธรรม
เนื่องจากบางขณะเราจะเกิดความรู้สึกขัดแย้งในใจระหว่างความรู้สึกว่าต้องการทำสิ่งหนึ่ง
และร้วู ่าควรทำอกี สิง่ หน่งึ

“ม า ร ย า ท ” ( M a n n e r ) ห ม า ย ถ ึ ง ก ิ ร ิ ย า ว า จ า
ท่ีสังคมกำหนดไวเ้ ป็นท่ยี อมรบั ในกลุ่มแต่ละท้องถ่นิ ซ่งึ มแี ตกตา่ งกันไป

“ธ ร ร ม า ภ ิ บ า ล ” ( G o o d G o v e r n a n c e ) ห ม า ย ถ ึ ง ก า ร จ ั ด ก า ร ป ก ค ร อ ง
ก า ร บ ร ิ ห า ร ก ิ จ ก า ร บ ้ า น เ ม ื อ ง ก า ร ค ว บ ค ุ ม ด ู แ ล ก ิ จ ก า ร ก า ร ก ำ ก ั บ ด ู แ ล ท ี ่ ดี
อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ (Process) และระบบ
(System)lซึ่งองค์การหรือสังคมได้มีการปฏิบัติหรือดำเนินการ (Operate) ปกครองด้วยคุณความดี
ซื่อตรงต่อกัน มั่นคงในสัญญาที่มีต่อกัน ซึ่งจะครอบคลุมประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน
นิติธรรม ความโปร่งใส การตอบสนอง การแสวงหาฉันทามติ ความถูกต้อง ความเสมอภาค ยุติธรรม
เทีย่ งธรรม ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ภาระรบั ผดิ ชอบ

นอกจากนี้ ยังคำที่มีความเกี่ยวขอ้ งกับคำว่า จริยธรรม อีกหนึ่งคำ คือ คำว่า ทศพิธราชธรรม
(Virtues of the King) ซึ่งหมายถึงจริยวัตร ๑๐
ป ร ะ ก า ร ท ี ่ พ ร ะ เ จ ้ า แ ผ ่ น ด ิ น ท ร ง ป ร ะ พ ฤ ต ิ เ ป ็ น ห ล ั ก ธ ร ร ม ป ร ะ จ ำ พ ร ะ อ ง ค์
หรือเป็นคุณธรรมประจำตนของผู้ปกครองบ้านเมือง
ให้มีความเป็นไปโดยธรรมและยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชน
ถื vไ ด ้ ว ่ า เ ป ็ น ห ล ั ก จ ร ิ ย ธ ร ร ม อ ี ก อั น ห น ึ ่ ง ส ำ ห ร ั บ น ั ก ก า ร เ ม ื อ ง
ที่ต้องนำไปปฏิบัติในหน้าที่ทางการงานการปกครอง คุณธรรมทั้ง ๑๐ ประการ สามารถแจกแจงได้
ดังนี้

5

ผอู้ าวุโส ทาน คือ การให้ การเสียสละ การใหน้ ้ำใจ
ศลี คอื ความประพฤตทิ ่ดี ีงาม ทั้ง กาย วาจา ใจ ใหป้ ราศจากโทษ
บรจิ าค คือ การเสียสละความสขุ สว่ นตน เพอื่ ความสขุ ส่วนรวม
ความซอ่ื ตรง คอื ความซือ่ ตรงในฐานะท่เี ป็นผปู้ กครอง ดำรงอยู่ในสัตยส์ จุ ริต
ความอ่อนโยน คือ การมีอัธยาศัยอ่อนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร มีสัมมาคารวะต่อ

ความเพยี ร คอื ความอุตสาหะในการปฏิบัติงาน โดยปราศจากความเกยี จคร้าน
ความไมโ่ กรธ คอื ไม่มุง่ รา้ ยผอู้ ่ืน แม้จะลงโทษผทู้ ำผดิ กท็ ำตามเหตุผล
ความไม่เบยี ดเบยี น คอื การไมก่ ่อทกุ ขห์ รอื เบียดเบยี นผ้อู ืน่
ความอดทน คือ การรักษาอาการ กาย วาจา ใจให้เรียบรอ้ ย การอดทนต่อสิง่ ทั้งปวง
ความยุตธิ รรม คอื ความหนักแนน่ ถือความถกู ต้อง เท่ยี งธรรมเป็นหลัก

๑.๒ ประเภทจริยธรรม

ประเภทของจริยธรรม การแบง่ ประเภทของจรยิ ธรรม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดงั น้ี
1. จ ร ิ ย ธ ร ร ม ภ า ย น อ ก
เป็นจริยธรรมที่บุคคลแสดงออกทางพฤติกรรมภายนอกที่ปรากฏให้เห็นอย่าง ชัดเจน เช่น
ความรับผิดชอบ ความเปน็ ระเบียบเรยี บร้อย ความมวี ินยั การตรงต่อเวลา เปน็ ตน้
2. จ ร ิ ย ธ ร ร ม ภ า ย ใ น
เป็นจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติของบุคคลตามสภาพ
ของจิตใจและสภาวะแวดล้อม เช่น ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความเมตตากรุณา
ความกตัญญูกตเวที เป็นต้น ความสำคัญของจริยธรรม
จรยิ ธรรมนบั เป็นหลกั ขนั้ พ้นื ฐานทม่ี นษุ ย์ทุกคนและทกุ วงการวิชาชีพควรตระหนัก และยึดถือเป็นหลัก
ในการประพฤติปฏิบัติ หากบุคคลใดหรือผู้ประกอบวิชาชีพใดขาดความมีจริยธรรม
ก ็ อ า จ ส ่ ง ผ ล ใ ห ้ เ ก ิ ด ค ว า ม เ ส ื ่ อ ม เ ส ี ย ต ่ อ ต น เ อ ง ว ง ก า ร ว ิ ช า ชี พ
และเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสังคมและประเทศชาติได้ จริยธรรมมีความส
า ค ั ญ ท ั ้ ง ต ่ อ ต น เ อ ง แ ล ะ ส ั ง ค ม ส ่ ว น ร ว ม ช ่ ว ย พ ั ฒ น า จ ิ ต ใ จ แ ล ะ พ ฤ ต ิ ก ร ร ม ข อ ง บ ุ ค ค ล ใ ห้
เป็นพลเมืองดีใช้ความรู้ความสามารถที่จะด าเนินชีวิตอยู่ ในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข
และไม่ก่อให้เกิดความ เดือดร้อนแก่ผู้อื่น สามารถสร้างสรรค์คุณประโยชน์ต่างๆ
แกต่ นเองและประเทศชาติได้อยา่ งมีหลักหรือ แนวทางที่ถกู ตอ้ ง

6

๑.๓ ความสำคัญจริยธรรม
ค ุ ณ ธ ร ร ม จ ร ิ ย ธ ร ร ม น ั บ ว ่ า เ ป ็ น พ ื ้ น ฐ า น ท ี ่ ส ำ ค ั ญ ข อ ง ค น ท ุ ก ค น แ ล ะ ท ุ ก ว ิ ช า ชี พ

หากบคุ คลใดหรอื วิชาชีพใดไมม่ ีคุณธรรมจริยธรรมเป็นหลักยึดเบื้องต้นแล้วกย็ ากทีจ่ ะกา้ วไปสู่ความสำ
เร็จแห่งตนและแห่งวิชาชีพนั้นๆ
ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือการขาดคุณธรรมจริยธรรมทั้งในส่วนบุคคลและในวิชาชีพ อาจมีผลร้ายต่อตนเอง
สังคมและวงการวิชาชีพในอนาคตได้อีกด้วย
ดังจะพบเห็นได้จากการเกิดวิกฤติศรัทธาในวิชาชีพหลายแขนงในปัจจุบัน ทั้งวงการวิชาชีพครู แพทย์
ตำรวจ ทหาร นักการเมืองการปกครอง ฯลฯ
จึงมีคำกล่าวว่าเราไม่สามารถสร้างครูดีบนพื้นฐานของคนไม่ดี และไม่สามารถสร้างแพทย์ ตำรวจ
ทหารและนักการเมืองที่ดี ถ้าบุคคลเหล่านั้นมีพื้นฐานทางนิสัยและความประพฤติที่ไม่ดี
ดังพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ในพระราชพิธีบวงสรวงสมเดจ็ พระมหากษัตริ-ยาธริ าช ณ ทอ้ งสนามหลวง เมอ่ื วันจนั ทร์ท่ี 5 เมษายน
พ. ศ.2525 ไว้ ดังนี้

“.....การจะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลที่พึงปรารถนา คือให้เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น
จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ
แ ล ะ ค ว า ม ถ ู ก ต ้ อ ง เ ป ็ น ธ ร ร ม ป ร ะ ก อ บ ด ้ ว ย เ พ ร า ะ เ ห ต ุ ว ่ า ค ว า ม ร ู ้ นั้ น
เสมือนเครื่องยนต์ที่ทำให้ยวดยานเคลื่อนที่ไปได้ประการเดียว ส่วนคุณธรรมดังกล่าวแล้ว
เ ป ็ น เ ส ม ื อ น ห น ึ ่ ง พ ว ง ม า ล ั ย ห ร ื อ ห า ง เ สื อ
ซงึ่ เป็นปจั จยั ท่นี ำทางให้ยวดยานดำเนนิ ไปถกู ทางด้วยความสวสั ดี คือ ปลอดภยั บรรลุจดุ ประสงค์..”

จริยธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญในสังคม
ท ี ่ จ ะ น ำ ค ว า ม ส ุ ข ส ง บ แ ล ะ ค ว า ม แ ล ะ ค ว า ม เ จ ร ิ ญ ก ้ า ว ห น ้ า ม า สู่ ส ั ง ค ม น ั ้ น ๆ
เพราะเมื่อคนในสังคมมีจริยธรรม จิตใจก็ย่อมสูงส่ง มีความสะอาด และสว่างในจิตใจ
จะทำการงานใดก็ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ไมก่อให้เกิดทุกข์แก่ตนเองและผู้อ่ืน
เป็นบคุ คลมีคุณค่ามปี ระโยชน์ และสร้างสรรคค์ ุณงามความดี อันเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมอื งตอ่ ไป

วศิน อินทสระ (2541 : 6-9)
ไดก้ ลา่ วถงึ ความสำคัญและประโยชนข์ องจริยธรรมดงั จะกล่าวโดยยอ่ ดังนี้

1. จ ร ิ ย ธ ร ร ม เ ป ็ น ร า ก ฐ า น อ ั น ส ำ ค ั ญ แ ห ่ ง ค ว า ม เ จ ร ิ ญ ร ุ ่ ง เ ร ื อ ง
ค ว า ม ม ั ่ น ค ง แ ล ะ ค ว า ม ส ง บ ส ุ ข ข อ ง ป ั จ เ จ ก ช น ส ั ง ค ม แ ล ะ ป ร ะ เ ท ศ ช า ต ิ อ ย ่ า ง ยิ่ ง
รัฐควรส่งเสริมประชาชนให้มีจริยธรรมเป็นอันดับแรก เพื่อให้เป็นแกนกลางของการพัฒนาด้านอื่นๆ
ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ฯลฯ

7

การพัฒนาที่ขาดจริยธรรมเป็นหลักยึดย่อมเกิดผลร้ายมากกว่าดี เพราะผู้มีความรู้แต่ขาดคุณธรรม
ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมเสียได้มากกว่าผู้ด้อยความรู้ โดยท่านกล่าวว่า “
ผู้มีความรู้แต่ไม่รู้วิธีที่จะประพฤติตน ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมเสียได้มากกว่าผู้มีความรู้น้อย
ถ ้ า เ ป ร ี ย บ ค ว า ม ร ู ้ เ ห ม ื อ น ด ิ น จ ร ิ ย ธ ร ร ม ย ่ อ ม เ ป ็ น เ ห ม ื อ น น้ ำ
ด ิ น ท ี ่ ไ ม ่ ม ี น ้ ำ ย ึ ด เ ห น ี ่ ย ว เ ก า ะ ก ุ ม ย ่ อ ม เ ป ็ น ฝ ุ ่ น ล ะ อ อ ง ใ ห ้ ค ว า ม ร ำ ค า ญ ม า ก ก ว ่ า ใ ห ้ ป ร ะ โ ย ช น์
คนทม่ี ีความร้แู ต่ไมม่ ีจริยธรรมจึงมกั เป็นคนท่ีก่อความรำคาญหรือเดอื ดร้อนใหแ้ ก่ผอู้ ่นื อยู่เนืองๆ”

2. ก า ร พ ั ฒ น า บ ้ า น เ ม ื อ ง ต ้ อ ง พ ั ฒ น า จ ิ ต ใ จ ค น ก ่ อ น
หรืออย่างน้อยก็ให้พร้อมๆไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษาวิชาการอื่นๆ
เพราะการพัฒนาทีไ่ มม่ ีจรยิ ธรรมเป็นแกนนำน้ันจะสูญเปล่าและเกิดผลเสียเป็นอันมากทำให้บุคคลลุม่
ห ล ง ใ น วั ต ถุ แ ล ะอบ า ย ม ุ ข กา ร ท ี ่ เ ศ ร ษ ฐ ก ิ จ ต ้ อง เ ส ื ่ อม โ ท ร ม ป ร ะช า ช น ท ุ ก ข ์ ย า ก
เพราะคนในสังคมละเลยจริยธรรม
ก อ บ โ ก ย ท ร ั พ ย ์ ส ิ น เ ป ็ น ป ร ะ โ ย ช น ์ ส ่ ว น ต ั ว ม า ก เ ก ิ น ไ ป ข า ด ค ว า ม เ ม ต ต า ป ร า ณี
แล้งนำ้ ใจในการดำเนนิ ชวี ติ ซ่งึ กนั และกนั

3. จริยธรรม มิได้หมายถึง การถือศีล กินเพล เข้าวัดฟังธรรม จำศีลภาวนา
โ ดยไม่ช ่ว ยเหลือทำประโ ยช น์ให้แก่สังคม แต่จริยธ รรมหมายถึงคว ามประพฤติ
การกระทำและความคิดที่ถูกต้องเหมาะสมการทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องสมบูรณ์ เว้นสิ่งควรเว้น
ทำสิ่งควรทำ ด้วยความฉลาดรอบคอบ รู้เหตุรู้ผลถูกต้องตามกาลเทศะและบุคคล
ด ั ง น ั ้ น จ ะ เ ห ็ น ว ่ า จ ร ิ ย ธ ร ร ม จ ึ ง จ ำ เ ป็ น แ ล ะ ม ี ค ุ ณ ค ่ า ส ำ ห ร ั บ ท ุ ก ค น ใ น ท ุ ก ว ิ ช า ช ี พ ท ุ ก ส ั ง ค ม
สงั คมจะอยรู่ อดด้วยจริยธรรม

4.ก า ร ท ุ จ ร ิ ต ค ด โ ก ง
การเบียดเบียนกันในรูปแบบต่างๆอันเป็นเหตุให้สังคมเสื่อมโทรม
มีสาเหตุมาจากการขาดจริยธรรมของคนในสังคม
ทรัพยากรธรรมชาติในโลกนี้น่าจะพอเลี้ยงชาวโลกไปได้อีกนาน
ถา้ ชาวโลกช่วยกนั ละทงิ้ ความละโมบโลภมาก แล้วมามชี วี ิตอยูอ่ ย่างเรียบง่าย ชว่ ยกันสรา้ งสรรค์สังคม
ยึดเอาจริยธรรมเป็นทางดำเนินชีวิต ไม่ใช่ยึดเอาลาภยศความมีหน้ามีตาในสังคมเป็นจุดหมาย
ถ้าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นก็ถือเป็นเพียงผลพลอยได้และนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการประพฤติธรรม เช่น
อาศยั ลาภผลเป็นเครื่องมือในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อาศยั ยศและความมีหนา้ มเี กียรตใิ นสังคมเ
ป็นเครอื่ งมือในการจูงใจคนผเู้ คารพนับถือเข้าหาธรรม

5. จ ร ิ ย ธ ร ร ม ส อ น ใ ห ้ เ ร า เ ล ิ ก ด ู ห ม ิ ่ น ก ด ข ี ่ ค น จ น
ใ ห ้ เ อ า ใ จ ใ ส ่ ด ู แ ล เ อ ื ้ อ อ า ท ร ต ่ อ ผ ู ้ ส ู ง อ า ย ุ ซ ึ ่ ง เ ป ็ น บ ุ พ ก า ร ี ข อ ง ช า ติ
สอนให้เราถ่อมตัวเพื่อเข้าหากันได้ดีกับคนทั้งหลาย และไม่วางโตโอหังอวดดีหรือก้าวร้าวผู้อ่ืน

8

สอนใหเ้ ราลดทฏิ ฐิมานะลงให้มากๆเพื่อจะไดม้ องเห็นส่ิงต่างๆตามความจรงิ ไมห่ ลงสำคญั ตัวว่ารู้ดีกว่า
มีความสามารถกว่าใคร ผู้นำที่มีจริยธรรมสูงย่อมเป็นที่เคารพกราบไหว้ของทั้งหลายได้อย่างสนิทใจ
เราควรเลือกผู้นำที่สามารถนำความสงบสุขทางใจมาสู่มวลชนได้ด้วย
เพื่อสันติสุขจะเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก ความแข็งแกร่งทางกำลังกายกำลังทรัพย์และอาวุธนั้น
ถ้าปราศจากความแข็งแกร่งทางจริยธรรมเสียแล้ว บุคคลหรือประเทศชาติจะมั่นคงอยู่ได้ไม่นาน
ส ั ง ค ม ท ี ่ เ จ ร ิ ญ ม ั ่ น ค ง ต ้ อ ง มี จ ร ิ ย ธ ร ร ม เ ป ็ น เ ค ร ื ่ อ ง ร ั บ ร อ บ ห ร ื อ เ ป ็ น แ ก น ก ล า ง
เหมือนถนนที่มั่นคงหรือตึกที่แข็งแรง
เขาใช้คอนกรีตเสริมเหล็กแม้เหล็กจะไม่ปรากฏออกมาให้เห็นภายนอก
แ ต ่ ม ี ค ว า ม ส ำ ค ั ญ อ ย ู ่ ภ า ย ใ น น า ย ช ่ า ง ย ่ อ ม ร ู ้ ดี
ทำนองเดียวกันกบั บณั ฑติ ยอ่ มมองเห็นอย่างแจ่มแจง้ ว่าจริยธรรมมคี วามสำคัญในสงั คมเพียงใด

๑.๔ สรุป

จากที่กล่าวมาข้างต้นคำว่าจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม จรรยาบรรณ
ล ้ ว น ม ี เ ป ้ า ห ม า ย เ พ ื ่ อ ก า ร ค ว บ ค ุ ม ต น เ อ ง แ ล ะ ส ่ ง ผ ล ต ่ อ พ ฤ ต ิ ก ร ร ม ข อ ง บ ุ ค ค ล น้ั น
ส่วนคำว่าธรรมาภิบาลใช้เพื่อเป็นกลไกควบคุม โครงสร้าง ระบบ
และกระบวนการส่งผลต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานหรือองค์กร กล่าวโดยสรุปจริยธรรมคือ
ส ิ ่ ง ท ี ่ ม ี อ ย ู ่ แ ล ้ ว ใ น ต ั ว ม น ุ ษ ย ์ โ ด ย ธ ร ร ม ช า ติ
ซงึ่ จะตอ้ งพัฒนาขึ้นโดยอาศยั กฎเกณฑค์ วามประพฤติท่ีมนุษยค์ วรประพฤติทีไ่ ด้จากหลักการทางศีลธร
รม หลักปรัชญา วัฒนธรรม กฎหมายหรือจารีตประเพณี เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนเองและสังคม
นอกจากนี้ จริยธรรมยังใช้เป็นแนวทางประกอบการติดสินใจเลือกความประพฤติ
การกระทำที่ถูกต้องเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ เป็นศีลธรรมที่ใช้เฉพาะกลุ่ม
คุณธรรมจริยธรรมเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคน
เ พ ื ่ อ ใ ห ้ ค น ม ี ช ี ว ิ ต ท ี ่ ด ี ง า ม ส า ม า ร ถ ใ ช ้ ค ว า ม ร ู ้ แ ล ะ แ ก ้ ป ั ญ ห า ไ ด ้ ส ร ้ า ง ส ร ร ค ์ ไ ด้
ปฏิบัติต่อเทคโนโลยีอย่างถูกต้อง อยู่ในระบบการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ บริโภคผลผลิตด้วยปัญญา
รอู้ ะไรดี อะไรชั่ว มที ศั นคติทางจรยิ ธรรมท่ีเหมาะสม ฯลฯ

9

บทท่ี ๒

หลกั การบริหารทางพทุ ธศาสนา

๒.๑ บทนำ

การบริหารจดั การองค์กรตา่ ง ๆ ในปัจจุบนั มีความจำเป็นท่ีตอ้ งอาศัยวทิ ยาการบรหิ ารจัดการ

เขา้ มาใชเ้ พอื่ ใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุดแก่องคก์ ร และสง่ิ ทสี่ ำคญั มากคือผบู้ ริหารต้องมีวสิ ัยทศั น์

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้บริหารต้องมีจักขมุ า แปลว่า มสี ายตาทีย่ าวไกล คือมองการณ์ไกล”

วสิ ยั ทศั นช์ ว่ ยใหผ้ บู้ รหิ ารสามารถวาดภาพจุดหมายปลายทางได้ชัดเจนและใช้ส่อื สารให้สมาชิกในองค์

กรยอมรบั และดำเนินไปส่จู ุดหมายปลายทางน้ันองค์กรท้งั หมดกจ็ ะถูกขบั เคลื่อนไปด้วยวสิ ัยทัศน์นี้

พระพุทธเจ้าทรงกำหนดจุดหมายปลายทางในพระพุทธศาสนาไวว้ า่ การประพฤตปิ ฏิบัติธรรมทกุ อยา่ ง

มเี ป้าหมายสงู สุดอยทู่ ีจ่ ุดเดียวคอื วมิ ตุ ติ(ความหลดุ พน้ ทุกข์)ดังพุทธพจนท์ ี่วา่ “เปรียบเหมือนมหาสมทุ ร

มรี สเดียวคอื รสเค็ม ฉนั ใด ธรรมวนิ ัยนี้ก็มรี สเดยี วคือวิมุตติรส ฉนั นนั้ ”

๒.๒ การบริหารและพทุ ธวิธีการบริหาร

2.2.1 ความหมายของการบรหิ าร
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้ให้ความหมาย การบริหาร หมายถึง
การทำงานให้สำเรจ็ โดยอาศัยคนอื่น
สมพงศ์ เกษมสิน ได้สรุปว่า การบริหาร คือ การใช้ศาสตร์และศิลป์ นำเอาทรัพยากร
(Administrative Resources) มาประกอบการตามกระบวนการ (Process of administration)
ใหบ้ รรลุวตั ถุทปี่ ระสงคท์ ี่กำหนดไวอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
ธ ง ช ั ย ส ั น ต ิ ว ง ษ ์ ก ล ่ า ว ถ ึ ง ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร บ ร ิ ห า ร ว่ า
ก า ร บ ร ิ ห า ร เ ป ็ น ง า น ข อ ง ห ั ว ห น ้ า ง า น ท ุ ก ค น ท ี ่ ต ้ อ ง ป ฏ ิ บ ั ต ิ ใ น ฐ า น ะ ท ี ่ เ ป ็ น ผ ู ้ น ำ ข อ ง ก ลุ่ ม
ซึ่งจะต้องมีภารกิจในการเป็นผู้ทำ การจัดระเบียบทรัพยากรต่าง ๆ
และประสานกิจกรรมเพื่อใหเ้ กิดความสำเร็จขององค์กร
Ricky W. Griffin ได้ให้ความหมายของการบริหารจัดการธุรกิจหรือองค์กรว่าหมายถึง
แสดงใหเ้ ห็นจากกลุม่ ของบคุ คลทม่ี าร่วมกนั ทำงานดว้ ยโครงสร้างและการประสานงานเป็นหลักการชัด
เจนแน่ชัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามที่กำหนดเป้าหมา ยไว้,
ซึ่งต้องใชท้ รัพยากรจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (เรยี กวา่ การบริหารแบบ ๔ M.) ซึ่งประกอบด้วย

10

(๑) คน (Man)
(๒) เงนิ (Money)
(๓) วัตถุดิบ (Material) เครื่องจกั ร
(๔) การบริหาร (Management)
ดังนั้น สรุปความหมายต่าง ๆ ข้างต้น ได้ว่า “การบริหารจัดการ”
จ ึ ง เ ป ็ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ข อ ง ก ิ จ ก ร ร ม ท ี ่ ต ่ อ เ น ื ่ อ ง แ ล ะ ป ร ะ ส า น ง า น กั น
ซึ่งผู้บริหารต้องเข้ามาช่วยเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กร ประเด็นสำคัญของการบริการจัดการ
(Management) มดี ังน้ี

(๑) การบรหิ ารจดั การสามารถประยุกตใ์ ช้กบั องคก์ รใดองค์กรหนึง่ ได้
(๒) เปา้ หมายของผ้บู ริหาร คอื ความสำเร็จ และบรรลุวตั ถปุ ระสงคข์ ององคก์ ร
(๓) การบริหารจัดการเกี่ยวข้องกับการเพิ่มผลผลิต ( Productivity)
โดยมุ่งสู่ประสิทธิภาพ (Efficiency) (วิธีการใช้ทรัพยากรโดยประหยัดที่สุด) และประสิทธิผล
(Effectiveness) (บรรลเุ ปา้ หมายคือประโยชน์สูงสุด)
(๔) การบรหิ ารจดั การสามารถนำมาใชส้ ำหรบั ผบู้ รหิ ารในทกุ ระดับช้นั ขององค์กร

2.2.2 ความหมายของพุทธวธิ ีการบริหาร
การศึกษาพุทธวิธีการบริหารในครั้งนี้ขอใช้หน้าที่ของนักบริหารเป็นกรอบในการพิจารณา
หน้าท่ี (Function) ของนกั บรหิ ารมอี ยู่ ๕ ประการ ตามคำย่อในภาษาอังกฤษวา่ POSDC
P คือ Panning หมายถึง การวางแผน เป็นการกำหนดแนวทางดำเนินงานในปัจจุบัน
เพอ่ื ความสำเรจ็ ท่จี ะตามมาในอนาคต ผูบ้ รหิ ารทีด่ ีจะตอ้ งมีวสิ ยั ทัศน์เพ่ือกำหนดทิศทางขององค์กร
O คือ Organizing หมายถึง การจัดองค์กร
เป็นการกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ของสมาชิกและสายบังคับบัญชาภายในองค์กร
มกี ารแบ่งงานกนั ทำและการกระจายอำนาจ
S ค ื อ S t a f fi n g ห ม า ย ถ ึ ง ง า น บ ุ ค ล า ก ร เ ป ็ น ก า ร ส ร ร ห า บ ุ ค ล า ก ร ใ ห ม่
การพัฒนาบุคลากรและการใช้คนใหเ้ หมาะกบั งาน
D คอื Directing หมายถงึ การอำนวยการ เป็นการสื่อสารเพ่อื ใหเ้ กิดการดำเนนิ ตามแผน
ผู้บริหารตอ้ งมมี นุษยส์ ัมพนั ธ์ท่ีดีและมภี าวะผู้นำ
C ค ื อ C o n t r olling ห ม า ย ถ ึ ง ก า ร ก ำ ก ั บ ด ู แ ล
เปน็ การควบคุมคุณภาพของการปฏิบตั งิ านภายในองค์กรรวมท้งั กระบวนการแกป้ ญั หาภายในองค์กร

11

ดังนั้น เมื่อพิจารณาพุทธวิธีบริหารในประเด็นที่เกี่ยวกับการวางแผน การจัดองค์กร
การบรหิ ารงานบุคคล การอำนวยการ และการกำกับดแู ล ตามลำดับดังตอ่ ไปน้ี

(๑) พุทธวิธีในการวางแผน คือ การใช้วิสัยทัศน์กำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์
แ ล ะ พ ั น ธ ก ิ จ ใ ห ้ ช ั ด เ จ น เ พ ื ่ อ ใ ห ้ ส ม า ช ิ ก ไ ด ้ ป ฏ ิ บ ั ต ิ ไ ป ใ น ท ิ ศ ท า ง เ ด ี ย ว กั น
วิสัยทัศน์ชว่ ยใหผ้ ้บู รหิ ารสามารถวาดภาพจุดหมายปลายทางไดช้ ัดเจนและใช้ส่ือสารให้สมาชิกภายใน
องค์กรยอมรับและดำเนนิ ไปสูจ่ ุดหมายปลายทางนั้นองค์กรทัง้ หมดก็จะถูกขับเคลื่อนไปด้วยวสิ ยั ทศั น์
น้ี

(๒ ) พ ุ ท ธ ว ิ ธ ี ใ น ก า ร จ ั ด อ ง ค ์ ก ร ค ื อ ก า ร ก ร ะ จ า ย อ ำ น า จ
การให้คว า มเ ค าร พ ซึ ่ง ก ัน แล ะ กั น หมายถึง ลูกน้องต้ อ งใ ห้ คว า มเ ค าร พห ั ว ห น้ า
ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้พระภิกษุต้องเคารพกันตามลำดับพรรษา
ผ้บู วชทหี ลงั ตอ้ งแสดงความเคารพตอ่ ผบู้ วชก่อน และการใชค้ นใหเ้ หมาะกบั งานในองค์กร

(๓) พุทธวิธีในการบริหารงานบุคคล คือ การจัดอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากร
การจัดสรรภาระหน้าที่ให้ปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถ มีระบบการให้รางวัลและการลงโทษ
นน่ั คอื ใครทำดีก็ควรไดร้ บั การยกย่อง ใครทำผิดกค็ วรได้รบั การลงโทษ

(๔) พทุ ธวธิ ีในการอำนวยการ คือ การสอื่ สารเพ่ือการบริหารการดำเนินงาน ใช้หลัก
๔ ส. ได้แก่

๑ ) ส ั น ท ั ส ส น า ( แ จ ่ ม แ จ ้ ง ) ห ม า ย ถึ ง
อธิบายข้ันตอนการดำเนินงานไดอ้ ย่างชดั เจนแจม่ แจ้งชว่ ยใหส้ มาชิกปฏิบตั ติ ามไดง้ ่าย

๒ ) ส ม า ท ป น า ( จ ู ง ใ จ ) ห ม า ย ถึ ง
อธบิ ายให้เขา้ ใจและเหน็ ชอบกับวสิ ยั ทัศนจ์ นเกดิ ศรัทธาและความรสู้ ึกว่าตอ้ งฝนั ให้ไกลและไปใหถ้ งึ

๓ ) ส ม ุ ต เ ต ช น า ( แ ก ล ้ ว ก ล ้ า ) ห ม า ย ถึ ง
ปลกุ ใจใหเ้ กดิ ความเช่ือม่ันในตนเองและมีความกระตือรือรน้ ในการดำเนินการไปสเู่ ปา้ หมาย และ

๔ ) ส ั ม ป ห ั ง ส น า ( ร ่ า เ ร ิ ง ) ห ม า ย ถึ ง
สร้างบรรยากาศในการทำงานร่วมกันแบบกัลยาณมิตรซึ่งจะส่งเสริมให้สมาชิกมีความสุขในการงาน
และความสามารถในการจูงใจคนของพระพุทธเจ้า ตรงกับพระสมัญญาว่า ตถา คต หมายถึง
คนที่พูดอย่างไรแล้วทำอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทรงมีภาวะผู้นำสูงมากเพราะทรง สอนให้รู้ (ยถาวาที)
ทำใหด้ ู (ตถาการ)ี และอยใู่ หเ้ หน็ (ยถาวาที ตถาการี)

ย ิ ่ ง ไ ป ก ว ่ า นั้ น
การสั่งการแต่ละครั้งของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยอมรับได้ง่ายเพราะไม่ทรงใช้วิธีเผด็จการ
แต่ทรงใช้วิธีการแบบธรรมาธิปไตย ดังที่ทรงจำแนกแรงจูงใจในการทำความดี ซึ่งเรียกว่า อธิปไตย ๓
ประการ ดงั น้ี

12

๑) อัตตาธิปไตย
การทำความดเี พราะยึดผลประโยชน์หรอื ความพอใจของตนเป็นทตี่ ้ัง

๒) โลกาธิปไตย การทำความดีเพราะต้องการให้ชาวโลกยกย่อง นั่นคือ
ยดึ ทัศนะหรอื คะแนนนยิ มจากคนอนื่ เป็นท่ตี ั้ง

๓) ธรรมาธิปไตย การทำความดีเพื่อความดี ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
นน่ั คอื ยดึ ธรรมคือหน้าทีเ่ ปน็ สำคัญ

(๕ ) พ ุ ท ธ ว ิ ธ ี ใ น ก า ร ก ำ ก ั บ ด ู แ ล ค ื อ ก า ร ค ว บ คุ ม
การกำกับดูแลสมาชิกภายในองค์กรให้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
พ ร ะ พ ุ ท ธ เ จ ้ า ท ร ง ใ ห ้ ค ว า ม ส ำ ค ั ญ แ ก ่ ก า ร ก ำ ก ั บ ด ู แ ล อ ง ค ์ ก ร เ ป ็ น อ ย ่ า ง ย่ิ ง
ดังที่ทรงบัญญัติพระวินัยเพื่อให้พระสงฆ์ใช้เป็นมาตรฐานควบคุมความประพฤติให้เป็นแบบเดียวกัน
ทรงให้เหตุผลในการบัญญัติพระวินัยไว้ ๑๐ ประการ เช่น เพื่อความผาสุขแห่งคณะสงฆ์
เพื่อข่มบุคคลผู้ไร้ยางอาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เพ่อื ความม่นั คงแห่งพระพุทธศาสนา

๒.๓ สรปุ

สรุปว่า พุทธวิธีการบริหาร ยึดหลักธรรมาธิปไตยเป็นสำคัญด้วยเหตุผลที่ว่า
ผู้บริหารเองต้องประพฤติธรรมและใช้ธรรมเป็นหลักในการบริหาร
พุทธวิธีบริหารจึงไม่เป็นทั้งเป็นอัตตาธิปไตย (การถือตนเองเป็นใหญ่) และโลกาธิปไตย
(การถอื คนอื่นเป็นใหญ่)

บทที่ ๓

13

หลักธรรมทีน่ ำมาใชใ้ นการบรหิ ารงาน

๓.๑ บทนำ

หลักการบริหารเชิงพุทธศาสตร์ เกี่ยวข้องกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่า
มากกว่าสองพันห้ารอ้ ยกว่าปี ในยุคโลกาภิวัตน์หรือยุคทนุ นิยมในปัจจุบัน การบริหารจดั การสมยั ใหม่
ต ่ า ง ก ็ ก ล ั บ ม า ท บ ท ว น บ ท บ า ท ท า ง ว ิ ช า ก า ร ใ น ก า ร บ ร ิ ห า ร จ ั ด ก า ร ส ม ั ย ใ ห ม ่ ว่ า
ยังคงเป็นแนวทางเดียวหรือไม่ ที่การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
จะต้องสนองตอบต่อระบบทุนนิยมที่เน้นการแข่งขัน และสร้างผลกำไร
หรือการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรเพียงอย่างเดียว การบริหารจัดการสมัยใหม่
ย ั ง ข า ด อ ะ ไ ร บ ้ า ง ท ี ่ เ ป ็ น น า ม ธ ร ร ม ท ี ่ เ ก ี ่ ย ว ก ั บ ม น ุ ษ ย ์ ท ี ่ จ ะ ต ้ อ ง อ ยู่ ร ่ ว ม กั น
รวมทั้งสิ่งแวดล้อมในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและ มีผลกระทบต่อสังคมและองค์กร
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงการบริหารจัดการมีอยู่มากมาย
เปน็ คำสอนขององคส์ มเด็จพระสมั มาสมั พุทธเจา้ ที่ยงั ทนั สมยั อยจู่ นถึงปัจจบุ ันและในอนาคต แต่ในท่ีนี้
จะได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาบางประการ ได้แก่ หลักสัปปุริสธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง
ไว้ในสัปปุริสสูตร ( พระไตรปิฎกเล่มที่ 23) อันเป็นแนวทางในการบรหิ ารจัดการเชิงพุทธศาสตร์เพียง
หลักธรรมหนึ่ง เพื่อประกอบการพิจารณาว่า หลักการบริหารเชิงพุทธศาสตร์มิได้มุ่งหวังกำไร
หรือการแข่งขัน เพียงอย่างเดียว แต่ได้บรรจุหลักการที่สร้างความยั่งยืน การไม่เบียดเบียน
การอยู่รว่ มกันอย่างสงบสันติ มีความเมตตาต่อกัน และรู้เทา่ ทนั โลก โดยมไิ ด้ปฎเิ สธกระแสโลกาภิวัตน์
หรือระบบทนุ นิยมในปจั จบุ นั แต่ให้ยึดหลักการอยู่รว่ มกันและรู้เท่าทนั โลก

3.2 หลกั ธรรท่ีนำมาใช้ในการบริหารงาน

หลักสปั ปุรสิ ธรรม ที่เกี่ยวข้องกบั การบรหิ ารจดั การ มี 7 ประการ คอื

1. ธัมมัญญุตา (Knowing the Law, Knowing the Cause) ความเป็นผู้รู้จักเหตุ
คือรคู้ วามจรงิ รู้หลกั การ รู้กฎเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมได้ รกู้ ฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรจู้ กั หลักการทจี่ ะทำ
ให้เกิดผล รวมความว่า การบริหารจัดการในองค์กร
ผ้บู ริหารจำเป็นตอ้ งพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง เพอื่ บรรลุเปา้ หมายขององค์กรใหม้ ีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล รู้จักการวิเคราะห์ความจริงที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติ อันว่า “ สิ่งทั้งหลายเกิดข้ึน
ต้งั อยดู่ ับไป เป็นธรรมดา” โดยพิจารณาหลักการและเกณฑ์แหง่ เหตผุ ลมาบรหิ ารจดั การองคก์ ร

2. อัตถัญญุตา (Knowing the Meaning, Knowing the Purpose) ความเป็นผู้รู้จักผล
หรือความมุ่งหมาย คือรู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่เกิดข้ึน

14

สืบเนื่องจากการกระทำตามหลัก หมายถึง การบริหารงานองค์กรให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์
และรู้ถึงประโยชน์ของ องค์กรที่นำไปสู่ความมั่นคง และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อองค์กร
ในท่ีน้ีก็หมายถงึ การมแี ผนงานทีด่ ี การวางแผนทีว่ ิเคราะห์ผลกระทบดา้ นตา่ ง ๆ

3. อัตตัญญุตา (Knowing Oneself) ความเป็นผู้รู้จักตน คือ รู้จักเราว่าเรานั้น
โดยฐานะภาวะเพศ ความรู้ความสามารถ และคุณธรรมเป็นอย่างไร และเท่าใด
แ ล ้ ว ป ร ะ พ ฤ ต ิ ใ ห ้ เ ห ม า ะ ส ม แ ล ะ ร ู ้ จ ั ก ท ี ่ จ ะ ป ร ั บ ป ร ุ ง ต ่ อ ไ ป ใ น ท ี ่ น ี ้ ห ม า ย ถึ ง
รู้จักองค์กรที่เราบริหารเป็นอย่างดีว่ามีจุดด้อย จุดแข็งอย่างไร มีขีดความสามารถอย่างไร
และรู้จักการปรับปรุงองค์กรให้ทันต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบ รวมทั้งการบริหาร
ความแตกต่างที่จะทำให้องค์กรเป็นเลศิ มีประสทิ ธภิ าพ และมน่ั คงถาวร

4. มัตตัญญุตา (Moderation, Knowing how to be temperate) ความผู้รู้จักประมาณ
ค ื อ ค ว า ม พ อ ด ี ใ น ก า ร จ ่ า ย โ ภ ค ท ร ั พ ย ์ ใ น ท ี ่ น ี ้ ห ม า ย ถ ึ ง ก า ร บ ริ ห า ร ก า ร เ ง ิ น ห รื อ
การขยายกิจการต้องพิจารณาให้รู้จักประมาณในความเพียงพอขององค์กร
ขีดความสามารถขององค์กร ขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร รวมทั้งการ
แข่งขันทรี่ อบคอบและรู้จกั ประมาณขีดความสามารถขององค์กร

5. กาลัญญุตา (Knowing the Propertime) ความเป็นผู้รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลา
อันเหมาะสม และระยะเวลาในการประกอบกิจ ในที่นี้หมายถึง การบริหารจัดการ
จะต้องมีความเข้าใจถึงระยะเวลาที่เหมาะสม การสร้างโอกาสขององค์กรจะต้องพิจารณา
ถึงสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ ว่า ควรจะดำเนินการอย่างไร อะไรควรงด อะไรควรกระทำ
เวลาใดควรขยายกจิ การ หรอื ช่วงเวลาใดที่จะบริหารองค์กรใหป้ ระสบผลสำเรจ็ ต่อองค์กรมากทส่ี ดุ

6. ปริสญั ญุตา (Knowing the Assembly, Knowing the Society) ความเป็นผรู้ ูจ้ ัก ชุมชน
คือ รู้กริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้น ว่าควรจะดำเนินการอย่างไร การบริหารจัดการ จำเป็นต้อง
ปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต่าง ๆ ทั้งที่เป็นพันธมิตร และคู่แข่ง การสร้างสรร หรือ
การประสานงานกับชุมชน หรือกลุ่มบุคคลที่มีผลต่อองค์กร ก็คือเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา
เป็นการบริหารจัดการที่สร้างความสัมพันธ์ด้วยเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อชุมชน
หรือสาธารณะชน จะเปน็ ภาพลกั ษณ์ทีด่ ีขององค์กร

7. ปุคคลัญญุตา (Knowing the individual, Knowing the different individuals)
ความเป็นผู้รู้จักบุคคล คือ รู้จักความแตกต่างของบุคคลว่าโดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม
ตลอดถึงรู้ในความสามารถของบุคคล และใช้มอบงานที่เหมาะสมให้การบริหารจัดการในการรู้บุคคล
เปรียบเสมือนการพัฒนาและบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่จะต้องมีการพัฒนา
และบริหารบุคคลในองค์กรให้มีความรู้ความสามารถ และภักดีต่อองค์กร มีความสามัคคี

15

สร้างความเป็นธรรม และเสมอภาคให้แก่ บุคลากรในองค์กร
รวมถึงการทำงานเป็นหมู่คณะการติดต่อสื่อสารกับบุคคลต่าง ๆ ด้วยค วามเป็นมิตรไมตรี
รวมทั้งมคี วามจรงิ ใจต่อกัน

๓.๓ สรุป

จ า ก ส า ร ะ ข อ ง ส ั ป ป ุ ร ิ ส ธ ร ร ม ข ้ า ง ต ้ น จ ะ เ ห ็ น ว่ า
พระพุทธศาสนาอธิบายความสัมพันธ์ของการบริหารจัดการเกี่ยวข้องกับคนและสิ่งแวดล้อม
โ ด ย ค ำ น ึ ง ถ ึ ง ค ุ ณ ธ ร ร ม แ ล ะ จ ร ิ ย ธ ร ร ม ท ี ่ ม ี ค ุ ณ ค ่ า พ บ ไ ด ้ ใ น ส ั ง ค ม ม น ุ ษ ย์
หรือปัจจัยแห่งสังคมในกระบวนการอาศัย ซึ่งกันและกัน การพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล รู้จักโลก
รู้จักธรรมชาติ เพราะมนุษย์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่บริหารจัดการองค์การที่ดีได้ สำหรับในส่วนของ
หลักการบริหารสมัยใหม่จะเน้นเทคนิคและวิธีการ โดยแสวงหากำไร และการแข่งขันให้องค์กรบรรลุ
สู่เป้าหมาย ตามแบบของทุนนิยม
แ ต ่ ห า ก ผ ู ้ บ ร ิ ห า ร จ ะ น ำ ห ล ั ก ก า ร บ ร ิ ห า ร เ ช ิ ง พ ุ ท ธ ศ า ส ต ร ์ เ ข ้ า ม า ป ร ะ ก อ บ ห รื อ
บ ู ร ณ า ก า ร ใ ห ้ เ ข ้ า ก ั บ ก า ร บ ร ิ ห า ร ง า น ใ น ป ั จ จ ุ บ ั น ก ็ ถ ื อ ว ่ า เ ป ็ น แ น ว ท า ง ใ ห ม่
หรือเข้าสู่มิติของการบริหารงาน ที่ยั่งยืน มีความมั่นคง และสร้างความเป็นธรรมต่อบุคคล
หรือสังคมที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอย่างชาญฉลาด รวมทั้งสร้างประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
ต่อการบริหารงานอย่างยั่งยืนและมั่นคง
รวมทั้งจะเป็นหลักการของนักบริหารในการบริหารจัดการองค์กรของตนอย่างมีระบบ
โดยท่ยี งั มีคณุ ธรรมมาประกอบในการพจิ ารณาบริหารจัดการดว้ ยอีกโสตหนึง่ ดว้ ย

บรรณานกุ รม

๑. หนังสือ:

16

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). ภาวะผ้นู ำ. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๖.
พระธรรมโกศาจารย์ ( ประยูร ธมฺมจิตโต ). พุทธวิธีบริหาร. กรุงเทพมหานคร :

โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๙.

๒.ขอ้ มลู ออนไลน์

จรวยพร ธรณนิ ทร.์ ความหมายและหลกการของคณุ ธรรม ศีลธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณ และ
ธรรมาภบิ าล. ขอ้ มูลออนไลน์ เข้าถงึ ได้จาก
http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5375
831&Ntype=6

ความหมายของคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาวชิ าชีพ. ขอ้ มลู ออนไลน์. เข้าถงึ ได้จาก.
www.thaigoodview.com/, www.charuaypontorranin.com, แ ล ะ
http://sw06840.blogspot.com/2009/

ความหมายของจรยิ ธรรม. ข้อมลู ออนไ์ ลน.์ เขา้ ถึงได้จาก. http://number1.igetweb.com/
จ ร ิ ย ธ ร ร ม แ ล ะ ค ุ ณ ธ ร ร ม ใ น ก า ร ใ ช ค อ ม พ ิ ว เ ต อ ร์
http://sw06971.blogspot.com/2009/02/blogpost.html

พระครจู ริ ธรรมธัช (จริ ธมฺโม / ศรหี งษ์ทอง). การประยุกตห์ ลักพทุ ธธรรมทีใ่ ช้ในการบริหารจดั การวง
ดนตรีหมอลำคณะเสียงอิสาน นกน้อย อุไรพร. ข้อมูลออนไลน์. เข้าถึงได้จาก.
https://mlmg9999g.wordpress.com/บทที่ 3/

สำนักงานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาต.ิ หลักการบริหารทางพุทธศาสนา. ข้อมูลออนไลน์. เขา้ ถงึ ได้จาก
http://www.onab.go.th/articles/บทความทางพระพุทธศาสนา/หลักการบริหารงานสมยั
ใหม่.


Click to View FlipBook Version