40 การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยทำการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุดรธานี เขต 20 โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น 2. เริ่มดำเนินการทดลอง โดยชี้แจงรายละเอียดให้นักเรียนทราบถึงวิธีการเรียนด้วยแบบฝึก ทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง ความน่าจะเป็น 3. ดำเนินการสอน ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ซึ่งผู้วิจัยดำเนินการสอนเอง โดยใช้แบบฝึกทักษะที่ผ่านการหาประสิทธิภาพเรียบร้อยแล้ว จำนวน 4 ตอน ซึ่งสอนสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง และให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมฝึกทักษะทุกครั้ง เริ่มจากแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตอนที่ 1 จนถึงตอนที่ 4 ตามลำดับ พร้อมกับทดสอบย่อยก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบทดสอบคู่ขนานกัน ตรวจแบบฝึกทักษะและแบบทดสอบย่อย บันทึกคะแนนของนักเรียนแต่ละคนไว้ทำการวิเคราะห์ ข้อมูล 4. เมื่อสอนจบเนื้อหา เรื่อง ความน่าจะเป็น และปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ครบทั้ง 4 ตอนแล้ว ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Post-test) พร้อมตรวจและบันทึกคะแนนไว้ทำการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล 1. วิเคราะห์แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อหา ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) จากคะแนนปฏิบัติกิจกรรมฝึกทักษะรวมกับคะแนนทดสอบหลัง เรียนในแบบฝึกทักษะแต่ละตอน หาประสิทธิของผลลัพธ์ (E2 ) จากคะแนนการทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ แล้วนำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึก ทักษะ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 70/70 โดยใช้สูตร E1 /E2 2. วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ โดยใช้วิธีของกูดแมน เฟรทเชอร์ และสไนเดอร์
41 3. วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยนำข้อมูลจากคะแนนสอบ วัดผลฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน มาคำนวณหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และวิเคราะห์เปรียบเทียบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สูตร t – test for Dependent Samples สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Programs (TAP) 1.1 ค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.2 ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.3 ค่าความเชื่อมั่น (rtt) ของคูเดอร์ - ริชาร์ทสัน ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน 1.4 หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) IOC = ∑ R N เมื่อ IOC เป็นดัชนีความสอดคล้อง ∑ R เป็นผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N เป็นจำนวนของผู้เชี่ยวชาญ 2 สถิติพื้นฐาน ใช้ค่าเฉลี่ย (X̅) ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ 3 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ SPSS for Windows 3.1 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียน กับเกณฑ์ร้อยละ 75 คือ การทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว 3.2 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียน กับหลังเรียน คือ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ
42 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาดัชนีประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) จากคะแนนปฏิบัติกิจกรรมฝึกทักษะ รวมกับคะแนนทดสอบหลังเรียนในแบบฝึกทักษะแต่ละชุด และหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) จากคะแนนการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ แล้ว นำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้70/70 โดยใช้สูตร E1/E2 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้ วิธีของกูดแมน เฟรทเชอร์ และสไนเดอร์ ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยนำข้อมูล จากคะแนนสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบ คำนวณหาค่า ความแตกต่างของคะแนน วิเคราะห์โดยใช้สูตร t – test for Dependent Samples สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดความหมายของสัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ในการแปลความหมาย และเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลให้ถูกต้อง ตลอดจนการสื่อความหมายข้อมูล ที่ตรงกัน ดังนี้ n หมายถึง จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง x̅ หมายถึง คะแนนเฉลี่ย S.D. หมายถึง ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t หมายถึง ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤติในการแจกแจงแบบ t (t-distribution)
43 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) จากคะแนนปฏิบัติกิจกรรมฝึกทักษะรวม กับคะแนนทดสอบหลังเรียนในแบบฝึกทักษะแต่ละชุด และหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ( E 2 ) จาก คะแนนการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ แล้วนำมา วิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 70/ 70 โดยใช้สูตร E 1 / E 2 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพด้านกระบวนการ (E1 ) ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากคะแนนการฝึกปฏิบัติกิจกรรมฝึกทักษะแต่ละ ชุดรวมกัน ปรากฏผลการวิเคราะห์ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลการหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 70/70 เลขที่ แบบฝึกทักษะ รวม (100) ชุดที่ 1 (20) ชุดที่ 2 (30) ชุดที่ 3 (30) ชุดที่ 4 (20) 1 14 25 25 15 79 2 16 23 20 13 72 3 15 25 26 14 80 4 17 22 25 16 80 5 13 25 23 18 79 6 20 25 23 15 83 7 20 25 26 16 87 8 17 26 24 19 86 9 15 23 29 15 82 10 14 27 23 13 77 11 16 27 25 13 81 12 18 29 19 16 82 13 20 23 25 16 84 14 20 21 23 12 76 15 14 22 23 18 77
44 ตารางที่ 2 ผลการหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 70/70 (ต่อ) เลขที่ แบบฝึกทักษะ รวม (100) ชุดที่ 1 (20) ชุดที่ 2 (30) ชุดที่ 3 (30) ชุดที่ 4 (20) 16 13 23 27 18 81 17 14 24 24 12 74 18 18 22 23 18 81 19 15 27 26 12 80 20 13 18 21 14 66 21 16 27 22 16 81 22 18 22 23 17 80 23 19 24 28 18 89 24 20 26 23 18 87 25 12 23 23 15 73 26 13 21 21 18 73 27 15 26 27 16 84 28 20 29 29 15 93 29 16 22 30 14 82 x̅ 16.24 24.21 24.34 15.52 80.31 S.D. 2.60 2.54 2.70 2.10 5.57 ร้อยละ 81.21 80.69 81.15 77.59 80.31 ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) = 80.31 จากตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น จากการปฏิบัติกิจกรรมฝึกทักษะแต่ละ ชุดรวมกัน นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 80.31 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.31 ดังนั้นประสิทธิภาพ ของกระบวนการ (E1 ) ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่ากับร้อยละ 80.31
45 2. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) ของแบบฝึกทักษะ เรื่อง ความน่าจะ เป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากคะแนนทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คะแนนเต็ม 20 คะแนน ปรากฏผลการวิเคราะห์ดังแสดง ในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ผลการหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะ เป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 70/70 เลขที่ คะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเปลี่ยนแปลง ก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) 1 6 13 +7 2 7 12 +5 3 8 15 +7 4 13 17 +4 5 13 16 +3 6 9 14 +5 7 11 16 +5 8 10 16 +6 9 9 19 +10 10 7 15 +8 11 10 15 +5 12 10 19 +9 13 11 17 +6 14 12 20 +8 15 7 16 +9 16 5 16 +11 17 8 18 +10 18 6 15 +9 19 10 15 +5 20 9 16 +7 21 10 14 +4
46 ตารางที่ 3 ผลการหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความ น่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 70/70 (ต่อ) เลขที่ คะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเปลี่ยนแปลง ก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) 22 9 16 +7 23 7 20 +13 24 6 16 +10 25 8 18 +10 26 13 20 +7 27 12 16 +4 28 9 18 +9 29 10 16 +6 x̅ 9.14 16.34 7.21 S.D. 2.25 2.02 2.47 ร้อยละ 45.69 81.72 36.03 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์(E2) = 81.72 จากตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องคว่มน่าจะเป็น ได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนเท่ากับ 16.34 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.72 ดังนั้นประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่ากับร้อยละ 81.72 3. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 70/70 ผู้วิจัยได้นำคะแนนผลการทดลองมาวิเคราะห์โดยใช้ สถิติพื้นฐาน ปรากฏผลการวิเคราะห์ ดังแสดงในตารางที่ 4
47 ตารางที่ 4 ประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ (E1/E2 ) เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 คะแนน คะแนนเต็ม x̅ S.D. ร้อยละ คะแนนเฉลี่ยจากการปฏิบัติกิจกรรมฝึกทักษะ ทั้ง 4 ชุด 100 80.31 5.57 80.31 คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียน 20 16.34 2.02 81.72 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ (E1/E2) เท่ากับ 80.31/81.72 จากตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) เท่ากับ 80.31 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) เท่ากับ 81.72 แสดงว่า แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ เท่ากับ 80.31/81.72 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70/70 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์โดยใช้ วิธีของกูดแมน เฟรทเชอร์ และสไนเดอร์ การหาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำคะแนนที่ได้จาก การทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มาวิเคราะห์โดยใช้ ดัชนีประสิทธิผล ซึ่งปรากฏผลดังที่แสดงในตารางที่ 5 ตารางที่ 5 ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่3 ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน n ผลรวมของ คะแนนเต็ม ผลรวมของ คะแนนทดสอบ x̅ S.D. ก่อนเรียน 29 580 265 9.14 2.25 หลังเรียน 29 580 474 16.34 2.02 ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.66 จากตารางที่ 5 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 9.14 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.25 และคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.34 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.02 แสดงว่าดัชนีประสิทธิผล
48 ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.66 หรือคิด เป็นร้อยละ 66 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนร้อยละ 66 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยนำข้อมูล จากคะแนนสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบ คำนวณหาค่า ความแตกต่างของคะแนน วิเคราะห์โดยใช้สูตร t – test for Dependent Samples ผู้วิจัยได้นำคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนมาทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบ เพื่อทดสอบสมมติฐานที่ว่านักเรียนที่เรียนด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน ปรากฏผลการวิเคราะห์ดังที่แสดงในตารางที่ 6 ตารางที่ 6 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน n x̅ S.D. t ก่อนเรียน 29 9.14 2.25 15.72* หลังเรียน 29 16.34 2.02 ** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อน เรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 9.14 คะแนน หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.34 คะแนน และเมื่อ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่านักเรียนมี คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
49 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ผู้วิจัยได้นำเสนอผล การวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สมมติฐานของการวิจัย 3. สรุปผลการวิจัย 4. อภิปรายผลการวิจัย 5. ข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ (E1/E2 = 70/70) 2. เพื่อศึกษาประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐานของการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ (E1/E2 = 70/70) 2. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อให้เกิด ประสิทธิผลต่อผู้เรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
50 สรุปผลการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้สามารถสรุปผลได้ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น มีประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) เ ท ่ า ก ั บ 80.31 แ ล ะ ป ร ะ ส ิ ท ธ ิ ภ า พ ข อ ง ผ ล ล ั พ ธ ์ (E2 ) เ ท ่ า ก ั บ 81.72 แ ส ด ง ว่ า แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพของ กระบวนการและผลลัพธ์ เท่ากับ 80.31/81.72 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70/70 2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.66 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนสูงขึ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 66 ซึ่ง เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 3. ผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น พบว่านักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.14 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 41.38 และหลังเรียนเท่ากับ 16.34 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.72 และ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับก่อนเรียน พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อภิปรายผลการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีประเด็นที่จะอภิปรายผลการวิจัย ดังนี้ 1. ผลการศึกษาหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้สอนสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และผลการศึกษาดัชนีประ ประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ มีค่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ และที่เป็นดังนี้อาจเนื่องมาจากการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียเกิด การพัฒนาการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชาได้ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสมศักดิ์ ทาศรี (2556) ได้ พัฒนาชุดแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร สำหรับนักเรียนชั้นชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่าชุดแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 75.45/75.24 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 70/70 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสอดคล้องกับ แนวคิดของอุษณีย์ เสือจันทร์(2553: 17-18) กล่าวว่าแบบฝึกทักษะเป็นเครื่องมือวัดความก้าวหน้า และประเมินตนเองแก่นักเรียนได้หลังจากที่เรียนจบบทเรียนในแต่ละครั้ง ครูสามารถมองเห็นจุดเด่น จุดบกพร่องของนักเรียนได้อย่างชัดเจน นักเรียนได้ทราบผลความก้าวหน้าของตนเองทันที ซึ่งการให้
51 แบบฝึกทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถทำให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจในบทเรียน มีเหตุผล แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เกิดความมั่นใจในตนเอง รักความก้าวหน้า ได้แก้ไขปรับปรุงงานของตนเองอยู่ เสมอ รู้จักทำงานตามลำพัง ส่งผลให้ประสบความสำเร็จทางการเรียนมากขึ้น นอกจากนี้การจัดเนื้อหา ของแบบฝึกทักษะที่ต่อเนื่องกัน โดยจัดเนื้อหาจากง่ายไปหายาก ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ จาก การอ่าน การคิด และสามารถสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนซึ่งเป็นไปตาม สมมุติฐานที่ตั้งไว้ และที่เป็นดังนี้อาจเนื่องจากแบบฝึกทักษะที่ผู้สอนสร้างขึ้น มีคำถามพลิกแพลง หลายรูปแบบที่นักเรียนจะต้องใช้ความคิดในการตอบ หากนักเรียนได้ทำแบบฝึกบ่อยๆ จะช่วยฝึกฝน สติปัญญา ไหวพริบให้เกิดความคล่องแคล่วและชำนาญมากยิ่งขึ้น ช่วยให้นักเรียนมีทักษะและ ประสบการณ์เพียงพอที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะได้รับประสบการณ์ตรงมาแล้วจากการทำ แบบฝึกทักษะ ซึ่งสอดคล้องกับ งานวิจัยของ ทองจันทร์ ปะสีรัมย์ (2555: 73-75) ได้ทำการศึกษา ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบเศษส่วน สำหรับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านยาง “คุรุราษฎร์รังสรรค์” ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบเศษส่วนสำหรับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 พบว่าค่าคะแนนเฉลี่ยผลการเรียนรู้ของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ มีคะแนนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.66 หรือคิดเป็นร้อยละ 66 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการ เรียนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ และที่เป็นดังนี้อาจ เนื่องมาจากการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนเกิดการพัฒนาการ เรียนรู้ในเนื้อหาวิชาได้ดีขึ้น (ปาริชาติ สุพรรณกลาง, 2550: 23) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสมหมาย อัครศรีชัยโรจน์ (2555: 63 - 64) ได้ทำการศึกษาค้นคว้า “การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1” กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนบ้านม่วงนาดี อำเภอเดชอุดม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 32 ผลวิจัยพบว่าผลการวิเคราะห์ค่าดัชนี ประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มี ค่าเท่ากับ .60 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
52 ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้และข้อเสนอแนะสำหรับ การทำวิจัยครั้งต่อไปดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 การจัดทำแบบฝึกทักษะแต่ละเล่ม ต้องศึกษาคู่มือครู เนื้อหาในบทเรียน และควร ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ดำเนินการจัดทำ ปรับปรุงพัฒนาตามลำดับ 1.2 ก่อนนำไปใช้ควรศึกษาคู่มือการใช้แบบฝึกทักษะ เพื่อความสะดวกและเรียนได้รวดเร็ว 1.3 การใช้แบบฝึกทักษะแต่ละเล่มต้องให้สัมพันธ์และต่อเนื่องกันโดยสม่ำเสมอ ปรับใช้ ตามความสามารถของนักเรียน ทั้งเนื้อหาและจำนวนข้อ และใช้ควบคู่กับสื่อการสอนอื่นๆ ประเมินผล แล้วต้องบันทึกคะแนนความก้าวหน้า สังเกตการพัฒนาและแก้ไขนักเรียนต่อไป 1.4 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูต้องพยายามให้นักเรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองทุกคน เพื่อให้นักเรียนได้เกิดความรู้ความเข้าใจในบทเรียน มีความมั่นใจในตนเอง รักความก้าวหน้า รู้จักค้นคว้า และแก้ไขปรับปรุงงานของตนอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีทักษะ การเรียนรู้ที่ดียิ่งขึ้น 1.5 ครูควรแจ้งผลการปฏิบัติกิจกรรม เช่น ตรวจแบบทดสอบหลังเรียนทันทีที่เสร็จ กิจกรรม พร้อมเฉลยและอธิบายเพิ่มเติมในโจทย์ที่มีความยุ่งยากเพื่อให้นักเรียนได้ตรวจสอบ การเรียนรู้ของตนเองและเกิดการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น 1.6 ในการทำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ไม่ควรกำหนดเวลาให้นักเรียนทำให้เสร็จภายใน เวลาที่กำหนด อาจจะฝึกทักษะนอกเวลา เช่น การทำการบ้านเสริมนอกเวลาเรียนก็ได้ 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรจัดทำแบบฝึกทักษะที่พัฒนาขึ้นในวิชาคณิตศาสตร์เนื้อหาอื่นๆ 2.2 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ สำหรับเนื้อหาใด เนื้อหาหนึ่ง ควรพิจารณาความยากง่ายของเนื้อหาและการจัดกิจกรรม รวมถึงความเหมาะสมกับวัย และวุฒิภาวะของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างเหมาะสมและสามารถบรรลุ จุดประสงค์การเรียนรู้ในเนื้อหานั้นๆ ซึ่งจะส่งผลถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติที่ดีต่อวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนอีกด้วย
53 ภาคผนวก
54 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ
55 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน มีรายนามดังต่อไปนี้ 1. นางปรีญาภร กวีกุล ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร อ.เมือง จ.อุดรธานี 2. นางรุ่งทิวา สุทธศรี ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร อ.เมือง จ.อุดรธานี 3. นางสวนีย์ มากพิสุทธิ์ ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร อ.เมือง จ.อุดรธานี
56 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
57 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค23102) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ความน่าจะเป็น เรื่อง ผลลัพธ์ที่ทั้งหมดอาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองสุ่ม 1 เวลา 1 ชั่วโมง ผู้สอน นางสาววริศรา บับพาวันดี โรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร วันที่สอน วัน.......... ที่..... เดือน......................... 2565 มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น และนำไปใช้ ตัวชี้วัด ค 3.2 ม.3/1 เข้าใจเกี่ยวกับการทดลองสุ่มและนำผลที่ได้ไปหาความน่าจะเป็นของ เหตุการณ์ สาระสำคัญ การทดลองสุ่ม คือ การทดลอง ซึ่งทราบว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นอาจจะเป็นอะไรได้ บ้างแต่ไม่สามารถบอกได้อย่างถูกต้องแน่นอนว่าในแต่ละครั้งที่ทำการทดลอง ผลที่เกิดขึ้นจากการ ทดลองจะเป็นอะไรในบรรดาผลลัพธ์ที่อาจเป็นไปได้เหล่านั้น จุดประสงค์การเรียนรู้เมื่อเรียนจบบทเรียนนี้แล้วนักเรียนสามารถ 1. หาผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองสุ่ม (K) 2.แสดงวิธีหาผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นการทดลองสุ่ม (P) 3. แสดงออกถึงความพยายามในการหาผลลัพธ์ (A) สาระการเรียนรู้ การทดลองสุ่ม
58 กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ 1.นักเรียนทบทวนการทดลองสุ่มโดยให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ว่าเป็นการทดลองสุ่ม หรือไม่ ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 2. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 กลุ่ม จากนั้นให้นักเรียนกลุ่มที่ 1 ทำการทดลองโดยการโยน เหรียญ 2 เหรียญพร้อมกัน กลุ่มที่ 2 ทำการทดลองโยนลูกเต๋า 2 ลูกพร้อมกัน และให้นักเรียนจด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลองคนละ 1 ครั้งภายในกลุ่ม 3. ครูถามนักเรียนว่า จากการที่พวกเราได้ทำการทดลอง นักเรียนคิดว่ามีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอีก จากการทดลองอีกหรือไม่ (มี) 4. ครูเฉลยวิธีการหาผลลัพธ์ทั้งหมดจากการทดลองสุ่ม ดังนี้ ตัวอย่าง โยนเหรียญบาท 2 เหรียญพร้อมกัน 1 ครั้ง จงหาผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะ เกิดขึ้น โดยให้ H แทน ขึ้นหัว และ T แทน ขึ้นก้อย การหยิบหมากฝรั่ง จากโถเก็บหมากฝรั่ง (ไม่เป็น) การเสี่ยงเซียมซี (เป็น) การแข่งขันวิ่ง 100 เมตร ในการแข่งขันกีฬากลุ่มโรงเรียน (เป็น) การเดินทางกลับบ้าน (ไม่เป็น) โจซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล (เป็น) การหยิบบัตร 1 ใบ จากบัตร 10 ใบที่เขียนหมายเลข 1 – 10 (เป็น) แดงไปซื้อส้มจากตลาด (ไม่เป็น) นิภาใส่ถุงเท้านักเรียนมาโรงเรียน (ไม่เป็น)
59 วิธีที่ 1 แบบแผนภาพต้นไม้ เหรียญที่ 1 เหรียญที่ 2 H H (H,H) T (H,T) T H (T,H) T (T,T) - จากแผนภาพต้นไม้ จะได้ผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น มี 4 แบบ คือ (H,H) , (T,H) , (H,T) , (T,T) วิธีที่ 2 แบบตาราง เหรียญที่ 1 เหรียญที่ 2 H T H (H,H) (T,H) T (H,T) (T,T) - จากตาราง จะได้ผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น มี 4 แบบ คือ (H,H) , (T,H) ,(H,T) , (T,T) ตัวอย่าง 2 โยนลูกเต๋า 2 ลูกพร้อมกัน 1 ครั้ง จงหาผลลัพธ์ทั้งหมด วิธีที่ 1 แบบแผนภาพต้นไม้ ลูกเต๋า 1 ลูกเต๋า 2 ผลลัพธ์ 1 (1,1) 2 (1,2) 1 3 (1,3) 4 (1,4) 5 (1,5) 6 (1,6)
60 ลูกเต๋า 1 ลูกเต๋า 2 ผลลัพธ์ 1 (2,1) 2 (2,2) 2 3 (2,3) 4 (2,4) 5 (2,5) 6 (2,6) ลูกเต๋า 1 ลูกเต๋า 2 ผลลัพธ์ 1 (3,1) 2 (3,2) 3 3 (3,3) 4 (3,4) 5 (3,5) 6 (3,6) ลูกเต๋า 1 ลูกเต๋า 2 ผลลัพธ์ 1 (4,1) 2 (4,2) 4 3 (4,3) 4 (4,4) 5 (4,5) 6 (4,6)
61 ลูกเต๋า 1 ลูกเต๋า 2 ผลลัพธ์ 1 (5,1) 2 (5,2) 5 3 (5,3) 4 (5,4) 5 (5,5) 6 (5,6) ลูกเต๋า 1 ลูกเต๋า 2 ผลลัพธ์ 1 (6,1) 2 (6,2) 6 3 (6,3) 4 (6,4) 5 (6,5) 6 (6,6) - จากแผนภาพต้นไม้ จะได้ผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น มี 36 แบบ คือ (1,1),(1,2),(1,3),(1,4),(1,5),(1,6),(2,1),(2,2),(2,3),(2,4),(2,5), (2,6), (3,1),(3,2), (3,3), (3,4), (3,5), (3,6), (4,1),(4,2), (4,3), (4,4), (4,5),(4,6),(5,1),(5,2),(5,3), (5,4),(5,5), (5,6), (6,1), (6,2), (6,3), (6,4) ,(6,5),(6,6) ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป 5. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุป การหาผลลัพธ์ทั้งหมดจากการทดลองสุ่มหาได้ 2 วิธีคือ แผนภาพต้นไม้ และ ตาราง 6. นักเรียนทำแบบฝึกทักษะที่ 2 เรื่อง ผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองสุ่ม
62 สื่อ/แหล่งเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ พว. (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) เล่ม 2 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 2. แบบฝึกทักษะ เรื่อง ผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองสุ่ม แหล่งการเรียนรู้ 1. ห้องสมุดโรงเรียนประจักษ์ศิลปาคาร การวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ เครื่องมือ/วิธีการ เกณฑ์การ ประเมิน 1. หาผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น จากการทดลองสุ่ม (K) - แบบฝึกทักษะที่ 2 ผลลัพธ์ทั้งหมดที่ อาจจะเกิดขึ้นการทดลองสุ่ม ถูกต้องร้อยละ 70 ขึ้นไป 2.แสดงวิธีหาผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะ เกิดขึ้นการทดลองสุ่ม (P) - แบบฝึกทักษะที่ 2 ผลลัพธ์ทั้งหมดที่ อาจจะเกิดขึ้นการทดลองสุ่ม 3. แสดงออกถึงความพยายามในการ หาผลลัพธ์ (A) - แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ ผ่านเกณฑ์ระดับ 1 ขึ้นไป
63 รายการประเมินพฤติกรรม พฤติกรรม คะแนน 2 1 0 2.แสดงวิธีหาผลลัพธ์ ทั้งหมดที่อาจจะ เกิดขึ้นจากการทดลอง สุ่ม (P) แสดงวิธีหาผลลัพธ์ ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น จากการทดลองสุ่ม ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ แสดงวิธีหาผลลัพธ์ ทั้งหมดที่อาจจะ เกิดขึ้นการทดลองสุ่ม ไม่ปรากฏร่องรอย 3.แสดงออกถึงความ พยายามในการหา ผลลัพธ์ (A) แสดงออกถึงความ พยายามในการหา คำตอบจนนำไปสู้ คำตอบ แสดงออกถึงความ พยายามในการหา ผลลัพธ์ ไม่ปรากฏร่องรอย
64 แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ หน่วยการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คำชี้แจง : ให้ทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องผลการประเมินที่เป็นความจริงที่สุด เลข ที่ ด้านความรู้ ด้านทักษะ/กระบวนการ ด้านจิตพิสัย คะแนน ผลการประเมิน คะแนน ผลการประเมิน คะแนน ผลการประเมิน 6 5 4 3 2 1 0 ผ่าน ไม่ผ่าน 2 1 0 ผ่าน ไม่ผ่าน 2 1 0 ผ่าน ไม่ผ่าน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23
65 เลข ที่ ด้านความรู้ ด้านทักษะ/กระบวนการ ด้านจิตพิสัย คะแนน ผลการประเมิน คะแนน ผลการประเมิน คะแนน ผลการประเมิน 6 5 4 3 2 1 0 ผ่าน ไม่ผ่าน 2 1 0 ผ่าน ไม่ผ่าน 2 1 0 ผ่าน ไม่ผ่าน 24 25 26 27 28 29 30 *ด้านความรู้ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 (4 คะแนนขึ้นไป) **ด้านทักษะ ผ่านระดับ 1 ขึ้นไป *** ด้านคุณลักษณะ ผ่านระดับ 1 ขึ้นไป ลงชื่อ ………………………………………......ผู้ประเมิน (นางสาววริศรา บับพาวันดี)
66 บันทึกผลหลังการจัดการเรียนการสอน 1. ผลการเรียนการสอน 1.1 การประเมินด้านความรู้(K) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ........................................……………………………………………………………………........................................... 1.2 การประเมินด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม (A) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ........................................……………………………………………………………………........................................... 1.3 การประเมินด้านทักษะกระบวนการ (P) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ........................................……………………………………………………………………........................................... 2. ปัญหาและอุปสรรค ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ........................................……………………………………………………………………........................................... 3. แนวทางแก้ไขปัญหา ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ........................................……………………………………………………………………........................................... ลงชื่อ .......................................................................... (นางสาววริศรา บับพาวันดี) นักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา
67 ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยง 1. มาตรฐานการเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 2. จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 3. สาระสำคัญ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 4. สาระการเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 5. ชิ้นงาน/ภาระงาน เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 8. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม ข้อเสนอแนะ ...……………………………………………………………………..………………………………………............ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.................................................................. (นางปรีญาภร กวีกุล) ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ วันที่ .......... เดือน ..................... พ.ศ. ............. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 2. จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 3. สาระสำคัญ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 4. สาระการเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 5. ชิ้นงาน/ภาระงาน เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม 8. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เหมาะสม ควรแก้ไข/เพิ่มเติม ข้อเสนอแนะ ...……………………………………………………………………..………………………………………............ ลงชื่อ...................................................................... (นางปรีญาภร กวีกุล) ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ วันที่ .......... เดือน ......................... พ.ศ. ..............
68 ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดกิจกรรมโดยนำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 2. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………..……………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.................................................................... (นางสาวชนากานต์ จันทร์มงคล) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ วันที่ .......... เดือน ......................... พ.ศ. ..............
69 ภาคผนวก ค การหาประสิทธิภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
70 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คำชี้แจง ขอให้ท่านผู้เชี่ยวชาญได้กรุณาแสดงความคิดเห็นของท่านที่มีต่อแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใส่เครื่องหมาย () ลงในช่องความ คิดเห็นของท่านพร้อมเขียนข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ในการนำไปพิจารณาปรับปรุง ต่อไป โดยกำหนดเกณฑการพิจารณา มีดังนี้ +1 ถ้าแน่ใจว่าข้อสอบกับวัตถุประสงค์มีความสอดคล้องกัน 0 ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อสอบกับวัตถุประสงค์มีความสอดคล้องกัน -1 ถ้าแน่ใจว่าข้อสอบกับวัตถุประสงค์ไม่มีความสอดคล้องกัน จุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรม นักเรียนสามารถบอกเหตุการณ์ที่เป็นการทดลองสุ่มได้ ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 1.ข้อใดเป็นการทดลองสุ่ม ก. การใส่เสื้อสีเหลืองในวันจันทร์ ข. การแข่งขันฟุตบอลแบบพบกันหมดของทีม A,B,C ค. วีระชัยไปซื้อส้มที่ตลาด ง. แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวในห้างสรรพสินค้า 2. ข้อใดไม่เป็นการทดลองสุ่ม ก. หยิบลูกแก้วในกล่องทึบ ซึ่งมีลูกแก้วสีแดง 3 ลูก สีเหลือง 5 ลูก ข. หยิบหมาฝรั่งจากโถที่มีแต่หมากฝรั่ง ค. การออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ง. การแข่งขันเทเบิลเทนนิสแบบพบกันหมดทั้ง 4 ทีม
71 ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 3. ข้อใด ไม่ใช่ การทดลองสุ่ม ก. หยิบลูกอม 1 เม็ดโดยไม่มอง จาก กล่องทึบแสงที่มีลูกอมรสต่าง ๆกัน ข. การผสมสีระหว่างสีเหลืองกับสีน้ำเงิน ค. หลับตาหยิบไพ่ 1 ใบจาก 1 สำรับ ง. โยนลูกเต๋า 2 ลูก พร้อมกัน จุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรม นักเรียนสามารหาผลลัพธ์ทั้งหมดจากการทดลองสุ่มได้ ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 4. “โยนลูกเต๋า 2 ลูกพร้อมกัน 1 ครั้ง” ข้อใดคือ จำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น ก. 36 แบบ ข. 12 แบบ ค. 18 แบบ ง. 56 แบบ 5.หยิบลูกอมจากโถ ซึ่งมีลูกลมรสมะนาว 3 เม็ด รสน้ำ ผึ่งมะนาว 4 เม็ด โดยหยิบลูกอม 2 เม็ดโดยไม่ใส่คืน จำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นเท่ากับเท่าใด ก. 72 แบบ ข. 48 แบบ ค. 42 แบบ ง. 36 แบบ
72 ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 6. ข้อใดคือจำนวนผลลัพธ์ของการสุ่มหยิบการ์ด 4 ใบ โดยเขียนอักษร A , B , C , D โดยหยิบขึ้นมา 2 ใบ พร้อมกัน ก. (A,B),(A,C),(A,D),(B,C),(B,D),(C,D) ข. (A,B),(A,C),(A,D),(B,C),(B,D),(C,D), (B,A) ค. (A,B),(A,C),(A,D),(B,C),(B,D),(C,D), (A,A),(B,B),(C,C),(D,D) ง. (A,B), (C,D) 7. ในการหยิบบัตรตัวอักษร 2 ตัว โดยหยิบพร้อมกัน จากตัวอักษร x , y ,z ผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น คือข้อใด ก. (x,x),(x,y),(x,z),(y,y) ข. (x,y),(x,z),(y,z) ค. (x,y),(x,z),(y,z),(y,x),(y,z),(z,x),(z,y) ง. (x,y),(x,z),(y,z),(y,x),(y,z),(z,x),(z,y), (x,x),(x,y),(y,y) 8. จำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการโยน เหรียญ 1 เหรียญ 3 ครั้ง เท่ากับเท่าใด ก. 24 ข. 12 ค. 8 ง. 6 9.มีบัตรหมายเลข 1 , 2 และ 3 อย่างละ 1 ใบ มา วางเรียงกันเป็นจำนวนที่มีสามหลักจำนวนผลทั้งหมดที่ เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเท่าใด ก. 3 ข. 6 ค. 9 ง. 12
73 ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 10. ข้อใดเป็นผลทั้งหมดในการโยนเหรียญบาท 1 เหรียญ 2 ครั้ง ให้ H แทน ขึ้นหัว และ T แทน ขึ้นก้อย ก. (H,H) ,(H,T),(T,H),(T,T) ข. (H,H),(H,T),(T,T) ค. (H,H),(T,T) ง. (H,T) จุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรม นักเรียนสามารถหาเหตุการณ์จากการทดลองสุ่มได้ ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 11. ในการทอดลูกเต๋า 2 ลูกร้อมกัน 1 ครั้ง จำนวน เหตุการณ์ที่จะได้ผลรวมของแต้มลูกเต๋าเป็นจำนวนคู่ เท่ากับเท่าใด ก. 15 ข. 16 ค. 17 ง. 18 12. ในการทอดลูกเต๋า 2 ลูกพร้อมกัน 1 ครั้ง เหตุการณ์ที่จะได้แต้มเหมือนกันทั้งสองลูกคือข้อใด ก. (1,1),(2,2),(3,3),(4,4),(5,5),(6,6),(4,5) ข. (1,1),(2,2),(3,3),(4,4),(5,5) ค. (1,1),(2,2),(3,3) ง. (1,1),(2,2),(3,3),(4,4),(5,5),(6,6)
74 ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 13. ในการหยิบบัตรตัวอักษร 2 ตัว โดยหยิบที่ละตัว เมื่อหยิบแล้วไม่ใส่คืนจากตัวอักษร x , y ,z เหตุการณ์ที่ จะได้บัตรเหมือนกันทั้งสองใด คือข้อใด ก. (x,x) ข. (x,x),(y,y) ค. (x,x),(y,y),(z,z) ง. ไม่สามาถเกิดขึ้นได้ 14. กล่องใบหนึ่งบรรจุสลากหมายเลข 1 – 100 หลับตาหยิบมา 1 ใบ จำนวนเหตุการณ์ที่สนใจจะ หยิบได้สลากเป็นเลขคี่ที่หารด้วย 5 ลงตัว ก. 20 ข. 18 ค. 16 ง. 14 15. ข้อใดต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ที่โยนเหรียญบาท 2 เหรียญ พร้อมกัน 1 ครั้ง ขึ้นหัวอย่างน้อย 1 เหรียญ ให้ H แทน ขึ้นหัว และ T แทน ขึ้นก้อย ก. (H,T) ข. (H,H),(H,T) ค. (H,T), (T,H) ง. (H,H),(H,T),(T,H) 8. จำนวนผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการโยน เหรียญ 1 เหรียญ 3 ครั้ง เท่ากับเท่าใด ก. 24 ข. 12 ค. 8 ง. 6
75 ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 16. แป้นวงกลมดังรูปแบ่งออกเป็น 4 ส่วน เท่า ๆ กัน ถ้าจับเข็มหมุนแล้วปล่อยมือ เหตุการณ์ที่เข็มจะ หยุดและชี้ไปยังตัวอักษรที่เป็นสระในภาษาอังกฤษ ตรง กับข้อใด ก. i, h, u, w ข. u, w, i ค. i, u ง. w, h, i จุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรม นักเรียนสามารถหาค่าความน่าจะเป็นได้ ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 17. ถุงใบหนึ่งมีลูกบอลขนาดเดียวกัน สีแดง 5 ลูก สี ขาว 3 ลูก สีเหลือง 2 ลูก คละกันอยู่ในกล่องถ้าสุ่ม หยิบลูกบอล 1 ลูก จากกล่องนี้ ความน่าจะเป็นที่จะ หยิบได้ลูกบอลสีขาว เท่ากับข้อใด ก. 6 1 ข. 10 2 ค. 10 3 ง. 10 5 w h u i
76 ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 18. โยนเหรียญบาท 3 เหรียญพร้อมกัน ความน่าจะ เป็นที่จะขึ้นก้อย 2 เหรียญ เท่ากับข้อใด ก. 8 1 ข. 8 3 ค. 4 1 ง. 2 1 19. ดินสอสี 1 โหล มีสีเขียวอยู่ 5 แท่งสุ่มหยิบ ดินสอขึ้นมา 1 แท่ง จงหาความน่าจะเป็น ที่จะหยิบไม่ได้สีเขียว ก. 7 5 ข. 10 7 ค. 12 5 ง. 12 7 20. ในการโยนลูกเต๋า 2 ลูก พร้อมกัน ความน่าจะ เป็นที่ผลรวมของแต้มเท่ากับ 10 เท่ากับข้อใด ก. 12 1 ข. 13 1 ค. 9 1 ง. 6 1 21. ครอยคครัวหนึ่งต้องการมีลูก 2 คน ความน่าจะเป็น ที่จะได้ลูกชายทั้งสองคนเท่ากับเท่าใด ก. 1 4 ข. 5 8 ค. 1 3 ง. 1
77 ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 22. ในการจัดการแข่งขันฟุตบอล 3 ทีม คือ ทีมล้อ ลม ทีมก้าวไกล และทีมนำโชค จงหาความน่าจะเป็นที่ ทีมก้าวไกลลงแข่งทุกครั้ง ก. 3 2 ข. 2 1 ค. 4 1 ง. 4 3 23. ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง ก. ความน่าจะเป็นที่ทีมวอลเลย์บอลทีมหนึ่ง ชนะการแข่งขันแต่ละครั้ง เท่ากับ 2 1 ข. ความน่าจะเป็นของการเรียงเลข 2 ตัว คือ 1 และ2 จะได้จำนวนมีค่าน้อยกว่า 10 คือ 2 1 ค. ความน่าจะเป็นที่ครอบครัวหนึ่งจะมีบุตร 2 คน โดยที่บุตรคนแรกเป็นชายเท่ากับ 3 2 ง. ความน่าจะเป็นที่นายดำจะชกมวยชนะคู่ ต่อสู้ในแต่ละครั้งเท่ากับ 3 1 24. ฟลุ๊คชวนเพื่อนไปเล่นฟุตบอล 3 คน ความน่าจะ เป็นที่ฟลุ๊คจะได้เพื่อนไปเล่นฟุตบอลอย่างน้อย 1 คนมี ค่าเท่ากับข้อใด ก 8 1 ข. 8 3 ค. 8 5 ง. 8 7 25. ในการโยนลูกเต๋า 1 ลูก 2 ครั้ง ความน่าจะเป็นที่ ผลรวมของแต้มทั้งสองลูกเท่ากับ 7 คือข้อใด ก. 1 6 ข. 5 6
78 ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ ค. 1 2 ง. 3 5 26. ข้อใดไม่ถูกต้อง ก. การโยนลูกเต๋า 2 ลูก ให้ได้แต้มตรงกัน ทำได้ยากกว่าการโยนให้ได้หน้าต่างกัน ข. ความน่าจะเป็นที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ อย่างหนึ่งเป็น 1 หมายถึง เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแน่ ๆ ค. การที่โยนเหรียญบาท 1 เหรียญ 3 ครั้ง จะได้หัวทุกครั้งเสมอ ง. ความน่าจะเป็นที่จะเกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่ง เป็น 0 หมายถึง เหตุการณ์นั้นไม่มีทาง เกิดขึ้นเลย สมชายเที่ยวงานประจำปีของจังหวัดหนึ่ง ที่มีร้านค้า ต่าง ๆมากมายหลายประเภทมาจัดแสดงและจำหน่าย สินค้า รวมถึงการละเล่นและเสี่ยงโชคเพื่อการกุศล สมาคมแห่งหนึ่งได้นำเกมปาเป้าเสี่ยงโชค ซึ่งมีตัวเลข 1 –8 เรียงกันตามช่องที่แบ่งเท่ากันบนแป้น วงกลม ดังรูป กติกา 1. ให้ปาลูกดอกได้ 1 ครั้ง ต่อบัตร 1 ใบ ราคา 10 บาท 7 6 5 4 3 2 8 1
79 ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 2. ถ้าลูกศรชี้ที่เลข 1 หรือ 5 จะได้รับเงิน 20 บาท 27. ความน่าจะเป็นที่สมชายจะไม่ได้รับเงินรางวัลเท่ากับ ข้อใด ก. 8 2 ข. 8 4 ค. 8 6 ง. 8 1 28.จากสถานการณ์ข้อ 27 ความน่าจะเป็นของ เหตุการณ์ที่สมชายจะได้รับเงินรางวัลเท่ากับข้อใด ก. 8 1 ข. 4 1 ค. 4 3 ง. 2 1 จุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรม นักเรียนสามารถหาค่าคาดหมายได้ ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ 29. จากสถานการณ์ข้อ 27 ค่าคาดหมายที่สมชายจะได้ เงินเป็นเท่าใด ในการปาเป้า 1 ครั้ง ก. 10 บาท ข. 4 บาท ค. 2.5 บาท ง. 5 บาท 30 จากสถานการณ์ข้อ 27 ค่าคาดหมายที่สมชายจะได้ เงินเป็นเท่าใด ในการปาเป้า 1 ครั้ง และมีความหมาย อย่างไร
80 ข้อสอบ ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ +1 0 -1 ข้อเสนอแนะ ก. ในการซื้อตั๋วปาลูกดอก 10 บาท มีค่า คาดหมายที่จะได้เงิน 10 บาท ซึ่งเสมอตัว 10 – 10 = 0 บาท ข. ในการซื้อตั๋วปาลูกดอก 10 บาท มีค่า คาดหมายที่จะได้เงิน 8 บาท ซึ่งได้เปรียบอยู่ 10 – 8 = 2 บาท ค. ในการซื้อตั๋วปาลูกดอก 10 บาท มีค่า คาดหมายที่จะได้เงิน 2.5 บาท ซึ่งได้เปรียบอยู่ 10 – 2.5 = 7.5 บาท ง. ในการซื้อตั๋วปาลูกดอก 10 บาท มีค่า คาดหมายที่จะได้เงิน 5 บาท ซึ่งเสียบเปรียบ 10 – 5 = 5 บาท ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ( )
81 ภาคผนวก ง ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
82 ผลการวิเคราะห์แบบประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตารางที่ 7 ผลการประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ข้อ รายการพิจารณา ความคิดเห็น ผู้เชี่ยวชาญคนที่ ค่า IOC แปลผล 1 2 3 1 เนื้อหาแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสม และสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ เชิงพฤติกรรม +1 +1 +1 1 นำไปใช้ได้ 2 เนื้อหาในการทำแบบฝึกทักษะครอบคลุม หลักสูตร 0 +1 +1 0.67 นำไปใช้ได้ 3 แบบฝึกทักษะมีการฝึกกระบวนการคิด และการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ +1 0 1 0.67 นำไปใช้ได้ 4 เนื้อหาในแบบฝึกทักษะมีความสอดคล้องกัน ทุกขั้นตอน +1 +1 +1 1 นำไปใช้ได้ 5 เนื้อหาแบบฝึกทักษะเป็นไปตามลำดับขั้นตอน การเรียนรู้จากง่ายไปหายาก +1 +1 +1 1 นำไปใช้ได้ 6 แบบฝึกทักษะมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน +1 +1 +1 1 นำไปใช้ได้ 7 ภาษาที่ใช้ในการทำแบบฝึกมีการใช้สำนวน ภาษาได้ถูกต้อง ชัดเจน และเข้าใจง่าย +1 +1 +1 1 นำไปใช้ได้ 8 การพิมพ์แบบฝึกทักษะถูกต้องตามหลักเกณฑ์ มีภาพประกอบ รูปเล่มสวยงามเหมาะกับ การนำไปใช้ +1 +1 +1 1 นำไปใช้ได้ 9 แบบฝึกทักษะสามารถนำไปใช้ได้อย่างสะดวก ประหยัด และคุ้มค่า +1 +1 +1 1 นำไปใช้ได้ 10 เนื้อหาเหมาะสมกับระดับนักเรียน +1 +1 +1 1 นำไปใช้ได้
83 ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตารางที่8 ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ ข้อที่ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ R IOC แปลค่า คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 1 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 2 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 3 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 4 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้ 5 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 6 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 7 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 8 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 9 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 10 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 11 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้ 12 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 13 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 14 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 15 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 16 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 17 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 18 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 19 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 20 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 21 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 22 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 23 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
84 ตารางที่8 ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ (ต่อ) ข้อที่ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ R IOC แปลค่า คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 24 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 25 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 26 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 27 +1 +1 0 3 0.67 ใช้ได้ 28 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 29 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ 30 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้ หมายเหตุ เกณฑการพิจารณา มีดังนี้ +1 ถ้าแน่ใจว่าข้อสอบกับวัตถุประสงค์มีความสอดคล้องกัน 0 ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อสอบกับวัตถุประสงค์มีความสอดคล้องกัน -1 ถ้าแน่ใจว่าข้อสอบกับวัตถุประสงค์ไม่มีความสอดคล้องกัน คำนวณโดยใช้สูตร IOC = (∑R)/N IOC หมายถึง ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ∑R หมายถึง ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N หมายถึง จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ข้อสอบมีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 0.50–1.00 ซึ่งแสดงว่า วัตถุประสงค์นั้นวัดได้ครอบคลุมเนื้อหา ถ้าข้อใดได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 0.50 ต้องนำไปปรับปรุงเพราะว่ามีความสอดคล้องกันต่ำ สรุป ข้อสอบที่ใช้ได้ทั้งหมด จากตาราง พบว่าคะแนนผลการประเมินข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ผู้เชี่ยวชาญ ประเมิน จำนวน 3 คน ได้คะแนนการประเมินดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ มีค่า IOC เท่ากับ 0.67-1.00 แสดงให้เห็นว่าจุดประสงค์การเรียนรู้มีความสอดคล้องกับ เนื้อหาและข้อสอบที่สร้างขึ้นมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้
85 ผลการวิเคราะห์ค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตารางที่ 9 ค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ข้อที่ ค่าความยากง่าย (p) แปลผล ค่าอำนาจจำแนก (r) แปลผล แปลผลคุณภาพ ของข้อสอบ 1 0.55 ใช้ได้ 0.48 ใช้ได้ ใช้ได้ 2 0.62 ใช้ได้ 0.45 ใช้ได้ ใช้ได้ 3 0.72 ใช้ได้ 0.39 ใช้ได้ ใช้ได้ 4 0.69 ใช้ได้ 0.39 ใช้ได้ ใช้ได้ 5 0.52 ใช้ได้ 0.47 ใช้ได้ ใช้ได้ 6 0.59 ใช้ได้ 0.37 ใช้ได้ ใช้ได้ 7 0.45 ใช้ได้ 0.49 ใช้ได้ ใช้ได้ 8 0.69 ใช้ได้ 0.41 ใช้ได้ ใช้ได้ 9 0.45 ใช้ได้ 0.43 ใช้ได้ ใช้ได้ 10 0.59 ใช้ได้ 0.49 ใช้ได้ ใช้ได้ 11 0.69 ใช้ได้ 0.38 ใช้ได้ ใช้ได้ 12 0.59 ใช้ได้ 0.46 ใช้ได้ ใช้ได้ 13 0.59 ใช้ได้ 0.37 ใช้ได้ ใช้ได้ 14 0.52 ใช้ได้ 0.42 ใช้ได้ ใช้ได้ 15 0.45 ใช้ได้ 0.40 ใช้ได้ ใช้ได้ 16 0.62 ใช้ได้ 0.64 ใช้ได้ ใช้ได้ 17 0.72 ใช้ได้ 0.42 ใช้ได้ ใช้ได้ 18 0.59 ใช้ได้ 0.40 ใช้ได้ ใช้ได้ 19 0.52 ใช้ได้ 0.44 ใช้ได้ ใช้ได้ 20 0.48 ใช้ได้ 0.53 ใช้ได้ ใช้ได้ ค่าความเชื่อมั่น (จากสูตร KR-20) มีค่าเท่ากับ 0.86
86 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ตารางที่ 10 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบทีและระดับนัยสำคัญทางสถิติ ในการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ตารางที่11 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบที และระดับนัยสำคัญทางสถิติ ในการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนกับหลังเรียนของผู้เรียน
87 ประวัติผู้ศึกษา ชื่อ นางสาววริศรา บับพาวันดี วันเกิด วันที่ 21 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2543 สถานที่เกิด อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 998/228 หมู่ 4 ตำบลบ้านจั่น อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีรหัสไปรษณีย์ 41000 เบอร์โทร 065-2954296 E-mail [email protected] ประวัติการศึกษา ลำดับ ระดับการศึกษา ชื่อสถานศึกษา จังหวัด พ.ศ. 1 ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านหนองแวงจุมพล อุดรธานี 2550 – 2555 2 มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อุดรธานี 2556 – 2558 3 มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อุดรธานี 2559 – 2561 4 อุดมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาคณิตศาสตร์ อุดรธานี 2562 – ปัจจุบัน