คำนำ
ด้วยทางโรงเรยี นบ้านแหลมสักได้การจัดทำเอกสารคู่มือการปฏิบตั ิงานกลุม่ บรหิ ารงานบุคคลเลม่ นี้ เพอ่ื ใช้
เปน็ แนวทาง ในการดำเนินงานกลุ่มบรหิ ารงานบคุ คล ของขา้ ราชการครแู ละบุคลากร โดยมวี ัตถุประสงคเ์ พื่อ
อำนวยความสะดวกให้ทุกคนได้รบั ทราบและเข้าใจขั้นตอนของกฎ ระเบยี บ และการปฏบิ ัตงิ าน ได้อย่างถูกต้อง
และเป็นไปในทิศทางเดยี วกัน
คณะผจู้ ดั ทำ หวงั เปน็ อย่างยิง่ วา่ ข้อมลู สารสนเทศ รายละเอียดในคู่มอื การปฏิบตั งิ านกลมุ่ บรหิ ารงาน
บุคคล เล่มนจี้ ะเป็นประโยชน์แก่ขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทกุ ท่าน ในการปรับปรงุ พัฒนาคุณภาพการศึกษาของ
โรงเรียนบา้ นแหลมสกั ให้มีคุณภาพดี ยิ่งข้นึ ตอ่ ไป
คณะผจู้ ดั ทำ
ฝ่ำยบรหิ ำรงำนบคุ คล โรงเรยี นบำ้ นแหลมสกั
สารบญั 1
2
คำนำ
สารบญั 3
สว่ นท่ี 1 3
4
วิสยั ทศั น์ พนั ธกิจ เปา้ ประสงค์ 4
ความหมายของการบริหารงานบุคคล 5
สว่ นที่ 2 5
ขอบขา่ ยงานบุคคล 11
1.การวางแผนอตั รากำลงั /การกำหนดตำแหนง่ 15
2.การสรรหาและบรรจุแต่งต้ัง 16
3.การพัฒนาบุคลากร
4.วินยั และการรักษาวนิ ัย
5.การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงาน และบำเหน็จความดีความชอบ
-การลา
-วินยั และการดำเนินการทางวินัย
-การอทุ ธรณ์
6.เคร่ืองราชอสิ ริยาภรณ์
1
ส่วนท่ี 1
วสิ ัยทัศน์
ภายในปีการศึกษา ๒๕๖4 มุ่งพัฒนาผ้เู รียนให้มคี วามร้ตู ามมาตรฐานการศึกษาและใหไ้ ด้รับการศึกษาขั้น
พื้นฐานอยา่ งเทา่ เทียมกนั ผเู้ รยี นมีคณุ ธรรม จริยธรรม มสี ขุ สขุ ภาวะที่ดี มีคา่ นยิ มท่พี งึ ประสงค์ สง่ เสรมิ คา่ นยิ ม
หลกั ๑๒ ประการ จัดใหน้ กั เรียนไดเ้ รยี น ๓ ปี ๓ อาชพี ในระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ น้อมนำปรชั ญาเศรษฐกจิ
พอเพียงสู่การปฏิบตั ิ ยึดม่นั ในการปกครองระบบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ พระประมุข ดำรงไว้
ซ่ึงความเปน็ ไทย โรงเรียนมภี มู ิทศั น์และบรรยากาศสวยงามน่าอยู่ มีความปลอดภัย ครูและบคุ ลากรไดร้ บั การ
พัฒนาสูค่ รมู ืออาชพี ภายใต้การบริหารจดั การแบบมีส่วนรว่ ม
พันธกจิ
๑. บริหารจัดการโรงเรยี นขยายโอกาสทางการศึกษาให้ไดร้ บั การศึกษาอย่างมีคณุ ภาพ สอดคล้องกบั นโยบาย
โรงเรียนคณุ ภาพของชมุ ชน
๒. พัฒนาผเู้ รียนใหม้ ีคุณภาพเต็มศักยภาพของแต่ละบคุ คลเปน็ มนษุ ย์ที่สมบูรณ์ ส่งเสริมคุณธรรม
จริยธรรม ยดึ มนั่ ในการปกครองระบบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นพระประมุข และดำรงไวซ้ ่ึงความ
เป็นไทย มที ัศนคติทีถ่ ูกตอ้ งต่อบ้านเมือง
๓. วางรากฐานการศกึ ษาเพ่ืออาชพี ท่ีตรงตามศักยภาพและความถนดั ส่งเสริมให้นักเรียนไดเ้ รยี นอาชีพ
๓ ปี ๓ อาชีพในระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาตอนตน้
๔. สง่ เสริมและพฒั นาครแู ละบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นบคุ ลากรแห่งการเรยี นรู้สูค่ รูมืออาชีพ
๕. พฒั นาระบบดูแลชว่ ยเหลอื นักเรยี น ให้เด็กได้รับการศึกษาขน้ั พ้นื ฐานอยา่ งเท่าเทยี มกัน
๖. ปรบั ปรุง พัฒนา ส่งิ แวดลอ้ มภายในห้องเรียนให้เปน็ ห้องเรยี นคุณภาพเออื้ ต่อการเรียนรู้
๗. ปรบั ปรุง พฒั นา อาคารสถานที่ สง่ิ แวดลอ้ มให้สวยงาม มคี วามปลอดภยั ตามมาตรฐานโรงเรยี นคมุ
ครองเด็ก และเป็นแหลง่ เรยี นรู้
๘. สง่ เสริมความรว่ มมือทั้งภาครฐั เอกชนและชมุ ชนในการพฒั นาการศึกษา การอนรุ ักษ์วฒั นธรรม
ประเพณีไทยและประเพณที ้องถ่นิ
๙. พัฒนาระบบการบรหิ ารจดั การให้มีประสทิ ธิภาพตามหลกั ธรรมาภบิ าล
เปา้ ประสงค์
๑. ประชากรในเขตบริการของโรงเรียน ไดร้ ับการศกึ ษาภาคบังคบั อยา่ งทวั่ ถึงและมีคุณภาพ
๒. นักเรยี นอ่านคลอ่ ง เขยี นคลอ่ ง คิดคำนวณได้ตามระดับช้นั
๓. นักเรียนมีเจตคติทด่ี ตี ่อโรงเรยี น และอนุรักษ์สิ่งแวดลอ้ ม
๔. นกั เรียนเรยี นร้จู ากแหล่งเรียนรู้ และภูมิปัญญาท้องถ่ินทุกคน
๕. ชมุ ชนเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการบรหิ ารจัดการ ให้เกดิ ประสทิ ธิผล
๖. โรงเรยี นเป็นแหลง่ เรยี นรแู้ ละมสี ภาพแวดล้อมท่เี อ้อื ตอ่ การจัดการเรยี นรู้
2
๗. ครู บุคลากร และนกั เรยี น เป็นบุคคลแห่งความพอเพียง
๘. ระบบการบริหารจัดการแบบมสี ว่ นร่วม มปี ระสทิ ธภิ าพภายใตห้ ลกั ธรรมาภิบาล
กลยุทธใ์ นการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
กลยทุ ธ์ท่ี ๑ พฒั นาคุณภาพผู้เรยี นตามเกณฑม์ าตรฐานการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน
กลยุทธท์ ี่ ๒ พัฒนาระบบริหารและการจัดการศึกษาแบบมสี ว่ นรว่ มและส่งเสรมิ ความร่วมมอื ระกวา่ งโรงเรียน
และชุมชนภายใตห้ ลกั ธรรมาภิบาล
กลยุทธ์ท่ี ๓ พฒั นาการจดั การเรียนการสอนโดยมรี ปู แบบท่ีหลากหลายเนน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคญั และการมสี ่วนร่วม
ของชมุ ชน
กลยทุ ธท์ ่ี ๔ พฒั นาระบบประกนั คุณภาพการศึกษาให้มปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธิผล
การบริหารงานบุคคล
หมายถึง การหาทางใช้คนที่อยู่ร่วมกันในองค์กรนั้น ๆให้ทำงานได้ผล ดีที่สุด สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย
ที่สุด ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้ผู้ร่วมงานมีความสุขมีความพอใจ ที่จะให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกับ
ผ้บู ริหาร เพอ่ื ให้งานขององคก์ รนนั้ ๆ สำเรจ็ ลุลว่ งไปดว้ ยดี
แนวคดิ
1) ปัจจยั ทางการบรหิ ารทงั้ หลายคนถอื เป็นปัจจยั ทางการบริหารท่ีสำคญั ที่สุด
2) การบริหารงานบุคคลจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลผู้บริหารจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจและมี
ความสามารถสูงในการบริหารงานบคุ คล
3) การจัดบุคลากรใหป้ ฏบิ ตั งิ านไดเ้ หมาะสมกบั ความรู้ความสามารถจะมีส่วนทำให้บุคลากร มขี วัญ
กำลังใจ มีความสุขในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้งานประสบผลสำเร็จอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
4) การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจะทำให้บุคลากร
เปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมและกระตอื รอื ร้นพฒั นางานให้ดยี ิ่งข้นึ
5) การบริหารงานบคุ คลเน้นการมสี ว่ นรว่ มของบุคลากรและผู้มสี ่วนไดเ้ สยี เปน็ สำคัญ
3
ขอบข่ายงานบุคลากร
1. สง่ เสรมิ และพฒั นาระบบการบรหิ ารจดั การใหม้ ีประสิทธภิ าพ
2. ส่งเสรมิ ให้บคุ ลากรในโรงเรียนปฏบิ ัติตามในหนา้ ท่ีตามมาตรฐานวชิ าชพี และจรรยาบรรณวิชาชพี ครู
3. ส่งเสริมการประชาสัมพนั ธ์ข้อมูลข่าวสารของบุคลากรภายในโรงเรียนแก่ผ้เู กี่ยวข้องอยา่ งท่ัวถึง และมี
ประสทิ ธิภาพ
4. สง่ เสรมิ และสนับสนนุ ใหค้ รูและบุคลากรได้รบั การพัฒนาตามสมรรถนะวชิ าชพี ครู
5. ประสานความรว่ มมือระหว่างโรงเรียน ผูป้ กครอง และชุมชน ในการพฒั นา โรงเรียน
6. สง่ เสรมิ ใหค้ ณะครูปฏิบตั หิ นา้ ท่ดี ว้ ยความซ่ือสตั ยส์ ุจริต
7. ส่งเสรมิ ใหค้ ณะครปู ฏิบตั ิตนในการดำเนนิ ชวี ิตโดยยดึ หลักเศรษฐกิจพอเพียง
เปา้ หมาย (Goals)
1. ส่งเสริมและพัฒนาระบบการบรหิ ารจัดการใหม้ ีประสทิ ธภิ าพ
2. สง่ เสริมให้บุคลากรในโรงเรยี นปฏบิ ตั ิตามในหน้าทต่ี ามมาตรฐานวชิ าชีพ และจรรยาบรรณวชิ าชีพครู
3. ส่งเสรมิ การประชาสัมพนั ธ์ข้อมูลขา่ วสารของบุคลากรภายในโรงเรียนแก่ผู้เก่ียวข้องอย่างท่ัวถึง และมี
ประสทิ ธิภาพ
4. สง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ใหค้ รแู ละบุคลากรไดร้ บั การพฒั นาตามสมรรถนะวิชาชีพครู
5. ประสานความร่วมมอื ระหวา่ งโรงเรียน ผูป้ กครอง และชุมชน ในการพฒั นา โรงเรียน
6. สง่ เสรมิ ให้คณะครูปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ดี ว้ ยความซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ
7. สง่ เสรมิ ใหค้ ณะครูปฏบิ ัติตนในการดำเนนิ ชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
1.การวางแผนอัตรากำลงั /การกำหนดตำแหนง่
มีหน้าท่ี
1. จดั ทำแผนงาน/โครงการ แผนปฏบิ ัติงานประจำปีและปฏิทินปฏิบัตงิ าน
2. จัดทำแผนงานอัตรากำลังครู / การกำหนดตำแหน่งและความต้องการครูในสาขาที่โรงเรียนมีความ
ตอ้ งการ
3. จัดทำรายงานอตั รากำลงั ครูต่อหนว่ ยงานต้นสังกดั
2.การสรรหาและบรรจแุ ตง่ ตงั้
มีหน้าที่
1. วางแผนดำเนินการสรรหาและเลือกสรรและกำหนดรายละเอยี ดแผนปฏิบตั ิงาน
2. กำหนดรายละเอียดเก่ยี วกบั การสรรหาการเลอื กสรรคณุ สมบตั ิของบุคคลทีร่ ับสมัคร
4
3. จดั ทำประกาศรับสมคั ร
4 รับสมัคร
5 การตรวจสอบคุณสมบัตผิ ้สู มคั ร
6 ประกาศรายชอื่ ผู้มีสิทธิรับการประเมิน
7 แตง่ ตั้งคณะกรรมการดำเนนิ การสรรหาและเลือกสรร
8 สอบคดั เลอื ก
9 ประกาศรายชือ่ ผ้ผู ่านการเลอื กสรร
10 การเรยี กผ้ทู ี่ผา่ นการคดั เลือกมารายงานตัว
11. จัดทำรายตอ่ หนว่ ยงานตน้ สังกัด
3.การพัฒนาบคุ ลากร
การพัฒนาตนเอง มหี น้าท่ี
1. จดั ทำแผนงาน/โครงการ/แผนปฏบิ ตั กิ ารประจำปี
2. สำรวจความตอ้ งการในการพฒั นาครูและบคุ ลากรในโรงเรยี น
3. จดั ทำแผนพฒั นาตนเองของครูและบคุ ลากรในโรงเรียน
4. สง่ เสริมและสนับสนนุ ใหค้ รูและบุคลากรได้รบั การพฒั นา
5. จดั ทำแฟ้มบุคลากรในโรงเรยี น
6. ตดิ ตาม ประเมินผล สรปุ รายงานผลการปฏบิ ัติงานเสนอผู้อำนวยการ
7. งานอื่นๆ ทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย
สวสั ดกิ ารครู
มหี น้าที่
1.วางแผนดำเนินงานเก่ียวกบั สวสั ดกิ ารของครูและบคุ ลากรในโรงเรยี น
2. มอบของขวัญเป็นกำลงั ใจในวนั สำคัญต่างๆ วนั เกิด แสดงความยินดีท่ีผ่านการประเมนิ ครชู ำนาญ
การพิเศษ ของครแู ละบุคลากรในโรงเรียน
3. ซื้อของเยี่ยมไข้เมอ่ื เจ็บป่วยหรือนอนพักรักษาตวั ในโรงพยาบาล
4.วนิ ัยและการรักษาวินยั
มีหน้าท่ี
1. จดั รวบรวมเอกสารเกย่ี ววินัยและการรักษาวนิ ยั ของขา้ ราชการครูและบุคลากรในโรงเรียน
2. จัดทำแฟ้มข้อมูลเก่ียวกบั การทำผดิ เกย่ี วกับวินยั ของข้าราชการครแู ละบุคลากรในโรงเรยี น
5
5.การประเมินผลการปฏิบัติงาน และบำเหน็จความดีความชอบ
5.1 การเลอื่ นขน้ั เงินเดือน มีหน้าท่ี
1. จัดทำแผนงาน/โครงการ/แผนปฏบิ ัตกิ ารประจำปี
2. นิเทศ ตดิ ตามผลการปฏบิ ัตงิ านของครแู ละบุคลากรในโรงเรยี น
3. ประชุมคณะกรรมการในการพจิ ารณาเล่อื นข้ันเงินเดือนประจำปี
4. จัดทำบัญชีผู้ทีไ่ ด้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นประจำปโี ดยยดึ หลักความโป่รงใส คุณธรรมจริยธรรมและ
การปฏบิ ตั งิ านท่รี ับผดิ ชอบ
5. แต่งตงั้ ผทู้ ่ีไดร้ ับการเลอ่ื นขน้ั เงินเดือนรายงานตอ่ ตน้ สังกดั
5.2 การปฏบิ ัตริ าชการของข้าราชการครู
1. การลา การลาแบ่งออกเปน็ 9 ประเภท คอื
1.การลาป่วย
2.การลาคลอดบตุ ร
3.การลากิจส่วนตวั
4.การลาพกั ผ่อน
5.การลาอุปสมบทหรอื การลาไปประกอบพธิ ีฮจั ย์
6.การลาเขา้ รับการตรวจเลือกหรอื เขา้ รับการเตรยี มพล
7.การลาไปศึกษา ฝกึ อบรม ดูงาน หรอื ปฏิบตั กิ ารวจิ ยั
8.การลาไปปฏบิ ัตงิ านในองค์การระหว่างประเทศ
9. การลาตดิ ตามคู่สมรส
การลาป่วย ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาป่วยเพื่อรักษาตัวให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลำดบั จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตก่อนหรือในวันที่ลาเว้นแต่ในกรณีจำเปน็ จะเสนอหรือจัดส่งใบลา ในวันแรกท่ีมา
ปฏิบัติราชการก็ได้ ในกรณีที่ข้าราชการผู้ขอลามีอาการป่วยจนไม่สามารถจะลงชื่อในใบลาได้จะให้ผู้อื่นลาแทนก็
ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว การลาป่วยตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป ต้องมีใบรับรอง
ของแพทย์ซ่งึ เปน็ ผ้ทู ไี่ ดข้ น้ึ ทะเบียนและ รับใบอนญุ าตเป็นผู้ประกอบวชิ าชพี เวชกรรมแนบไปกับใบลาดว้ ย ในกรณี
จำเป็นหรือเห็นสมควรผู้มีอำนาจอนุญาตจะสั่งให้ใช้ใบรับรองของแพทย์ซึ่งผู้มีอำนาจอนุญาตเห็นชอบแทนก็ได้
การลาป่วยไม่ถึง 30 วัน ไม่ว่าจะเป็นการลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งติดต่อกัน ถ้าผู้มีอำนาจ อนุญาตเห็นสมควร
จะส่งั ให้มใี บรบั รองแพทยต์ ามวรรคสามประกอบใบลา หรอื สัง่ ใหผ้ ลู้ าไปรบั การ ตรวจจากแพทยข์ องทางราชการ
6
เพอื่ ประกอบการพจิ ารณาอนญุ าตก็ได้
การลาคลอดบุตร ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาคลอดบุตร ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลำดับ จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตก่อนหรือในวันทีล่ า เว้นแต่ไม่สามารถจะลงชื่อในใบลาได้ จะให้ผู้อื่นลาแทน ก็
ได้ แตเ่ ม่อื สามารถลงชือ่ ไดแ้ ล้วให้เสนอหรอื จัดส่งใบลาโดยเรว็ และมสี ทิ ธิลาคลอดบุตรโดยได้รบั เงินเดือนครั้งหนึ่ง
ได้ การลาคลอดบุตรจะลาในวนั ทีค่ ลอดกอ่ นหรือหลังวนั ท่คี ลอดบตุ รก็ได้ แตเ่ มื่อรวมวันลาแล้ว ตอ้ งไม่เกิน 90 วนั
การลากิจส่วนตัว ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลากิจส่วนตัว ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลำดับ จนถงึ ผู้มอี ำนาจอนญุ าต และเมอื่ ได้รับอนุญาตแลว้ จึงจะหยุดราชการได้ เวน้ แต่มเี หตจุ ำเปน็ ไมส่ ามารถ
รอรับอนุญาตได้ทันจะเสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมดว้ ยระบุเหตุจำเป็นไว้แล้ว หยุดราชการ ไปก่อนก็ได้ แต่จะต้อง
ช้แี จงเหตผุ ลใหผ้ ูม้ อี ำนาจอนุญาตทราบโดยเร็ว ในกรณีมเี หตพุ ิเศษที่ไม่อาจเสนอหรือจัดสง่ ใบลาก่อนตามวรรคหนึ่ง
ได้ ให้เสนอหรือจดั ส่ง ใบลาพรอ้ มทั้งเหตุผลความจำเป็นต่อผูบ้ ังคบั บัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตทันที
ในวันแรก ที่มาปฏิบัติราชการ ข้าราชการมีสิทธิลากิจส่วนตัว โดยได้รับเงินเดือนปีละไม่เกิน 45 วันทำการ
ข้าราชการที่ลาคลอดบุตรตามข้อ 18 แล้ว หากประสงค์จะลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรใหม้ ี สิทธิลาต่อเนื่องจาก
การลาคลอดบตุ รไดไ้ ม่เกนิ 150 วันทำการ โดยไมม่ ีสทิ ธิไดร้ บั เงินเดือนระหวา่ งลา
การลาพกั ผอ่ น ขา้ ราชการมสี ทิ ธลิ าพักผ่อนประจำปีในปหี นึ่งได้ 10 วันทำการ
เวน้ แตข่ ้าราชการดังต่อไปน้ี ไม่มสี ิทธิลาพกั ผอ่ นประจำปีในปที ีไ่ ดร้ ับบรรจเุ ข้ารบั ราชการยงั ไม่ถงึ 6 เดือน
1. ผู้ซึ่งได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครั้งแรก ผู้ซึ่งลาออกจากราชการเพราะเหตุส่วนตัว แล้ว
ต่อมาได้รับบรรจเุ ขา้ รับราชการอกี
2. ผูซ้ ่งึ ลาออกจากราชการเพ่ือดำรงตำแหนง่ ทางการเมือง หรอื เพอื่ สมคั รรบั เลือกตงั้
แล้ว ตอ่ มาได้รับบรรจุเข้ารบั ราชการอีกหลัง 6 เดือน นับแต่วนั ออกจากราชการ
3. ผู้ซ่งึ ถกู สัง่ ใหอ้ อกจากราชการในกรณีอน่ื นอกจากกรณไี ปรบั ราชการทหารตามกฎหมาย วา่ ด้วยการรับ
ราชการทหารและกรณีไปปฏบิ ตั งิ านใด ๆ ตามความประสงคข์ องทางราชการ แล้วต่อมา ไดร้ ับบรรจเุ ข้ารับราชการ
อกี ถ้าในปีใดข้าราชการผูใ้ ดมิได้ลาพักผ่อนประจำปีหรอื ลาพักผ่อนประจำปี แล้วแตไ่ ม่ครบ 10 วันทำการ ให้สะสม
วันที่ยังมิได้ลาในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆไปได้ แต่วันลาพักผ่อน สะสมรวมกับวันลาพักผ่อนในปีปัจจุบันจะต้องไม่
เกนิ 20 วันทำการ สำหรบั ผ้ทู ไ่ี ดร้ ับราชการตดิ ตอ่ กนั มาแล้วไม่น้อยกวา่ 10 ปี ให้มสี ิทธินำวนั ลาพกั ผอ่ นสะสม รวม
กบั วันลาพักผอ่ นในปีปจั จบุ นั ได้ไม่เกนิ 30 วันทำการ
การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพธิ ฮี ัจย์ ข้าราช การซึ่งประสงค์จะลาอุปสมบทใน
พระพทุ ธศาสนา หรือขา้ ราชการท่ีนับถอื ศาสนา อสิ ลามซึง่ ประสงค์จะลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมอื งเมกกะ
ประเทศซาอุดีอาระเบียให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาต
ก่อนวนั อุปสมบท หรอื ก่อนวนั เดนิ ทางไปประกอบพิธีฮัจยไ์ มน่ อ้ ยกวา่ 60 วนั ในกรณีมเี หตุพิเศษไม่อาจเสนอหรอื
7
จัดสง่ ใบลาก่อนตามวรรคหนงึ่ ให้ชี้แจงเหตุผลความ จำเป็นประกอบการลา และให้อยูใ่ นดุลพนิ จิ ของผมู้ ีอำนาจที่จะ
พจิ ารณาให้ลาหรอื ไม่ก็ได้ ขา้ ราชการทไี่ ด้รบั พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ลาอปุ สมบทหรือไดร้ ับอนุญาตให้
ลาไป ประกอบพิธีฮัจย์แล้วจะต้องอุปสมบทหรือออกเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ภายใน 10 วัน นับแต่ วันเริ่มลา
และจะต้องกลับมารายงานตัวเข้าปฏิบัติราชการภายใน 5 วัน นับแต่วันที่ลาสิกขา หรือ วันที่เดินทางกลับถึง
ประเทศไทยหลงั จากการเดินทางไปประกอบพธิ ีฮัจย์
การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล ข้าราชการที่ได้รับหมายเรียกเข้ารับการตรวจ
เลือก ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวัน เข้ารับการตรวจเลือกไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง ส่วนข้าราชการที่ได้รับ
หมายเรยี กเขา้ รบั การเตรยี มพล ใหร้ ายงานลาตอ่ ผ้บู งั คับบัญชาภายใน 48 ชวั่ โมง นบั แต่เวลารบั หมายเรียกเป็นต้น
ไป และให้ไปเข้า รับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพลตามวันเวลาในหมายเรียกนั้นโดยไม่ต้องรอรับคำสั่ง
อนุญาต และให้ผู้บังคับบัญชาเสนอรายงานลาไปตามลำดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้า ส่วนราชการ
ขน้ึ ตรง
การลาไปศึกษา ฝกึ อบรมดูงาน หรอื ปฏิบตั กิ ารวิจัย ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาไปศกึ ษาฝกึ อบรม ดงู าน
หรือปฏิบัติการวิจัย ณ ต่างประเทศ ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงปลัดกระทรวงหรือ
หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงเพื่อพิจารณาอนุญาตสำหรับการลาไปศึกษาฝึกอบรมดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยใน
ประเทศให้เสนอหรือจดั สง่ ใบลาตามลำดบั จนถงึ หวั หนา้ สว่ นราชการ หรือหวั หน้าส่วนราชการขึ้นตรงเพอื่ พิจารณา
อนุญาต เว้นแต่ข้าราชการกรุงเทพมหานครให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อปลัดกรุงเทพมหานคร สำหรับหัวหน้า
ส่วนราชการให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงและข้าราชการ ใน
ราชบัณฑติ ยสถานให้เสนอหรือจดั สง่ ใบลาต่อรฐั มนตรเี จา้ สังกัด
ส่วนปลดั กรงุ เทพมหานครให้เสนอ หรือจดั ส่งใบลาต่อผ้วู า่ ราชการกรงุ เทพมหานคร เพื่อพจิ ารณาอนุญาต
การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาไปปฏิบัติงานในองค์การ
ระหว่างประเทศ ให้เสนอหรือจัดส่งใบลา ตอ่ ผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงรฐั มนตรเี จ้าสังกัดเพื่อพจิ ารณา โดยถือ
ปฏิบตั ติ ามหลกั เกณฑ์ ทีก่ ำหนด
การลาติดตามคู่สมรส ข้าราชการซึ่งประสงค์ติดตามคู่สมรสให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ตามลำดับ จนถึงปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงแล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาอนุญาตให้ลาได้ไม่เกิน
สองปีและในกรณีจำเป็นอาจอนุญาตให้ลาได้อีกสองปี แต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกินสี่ปี ถ้าเกินสี่ปี ให้ลาออกจาก
ราชการสำหรับปลดั กระทรวง หวั หน้าสว่ นราชการข้ึนตรง และขา้ ราชการ ในราชบัณฑติ ยสถานใหเ้ สนอหรอื จัดส่ง
ใบลาต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ส่วนปลัดกรุงเทพมหานครให้เสนอ หรือจัดส่งใบลาต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
เพื่อพจิ ารณาอนุญาต
8
เกณฑก์ ารลากับการเลื่อนขนั้ เงินเดือน
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนในแต่ละครั้งต้องอยู่ใน
เกณฑ์ ดังน้ี
1. ในครึ่งปีที่แล้วมามีผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติในการรักษาวินัย คุณธรรม จริยธรรม และ
จรรยาบรรณวชิ าชีพอยใู่ นเกณฑ์ที่สมควรไดเ้ ล่อื นข้นั เงินเดอื น
2. ในครึ่งปีที่แล้วมาจนถึงวันออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนไม่ถูกลงโทษทางวินัยที่หนักกว่าโทษ ภาคทัณฑ์
หรือถูกลงโทษในคดีอาญาให้ลงโทษในความผิดท่ีเกย่ี วกับการปฏิบัติหน้าทร่ี าชการ หรอื ความผิดท่ีทำให้เสื่อมเสีย
เกียรตศิ ักด์ขิ องตำแหนง่ หน้าท่ีราชการของตน ซง่ึ ไมไ่ ช่ความผดิ ที่ได้กระทำ โดยประมาทหรอื ความผิดลหุโทษ
3. ในคร่ึงปที ีแ่ ลว้ มาตอ้ งไมถ่ ูกส่ังพักราชการเกินกวา่ สองเดือน
4. ในครงึ่ ปที แ่ี ลว้ มาต้องไมข่ าดราชการโดยไม่มเี หตุผลอันสมควร
5. ในครงึ่ ปที ่ีแลว้ มาได้รับการบรรจุเขา้ รับราชการมาแลว้ เป็นเวลาไมน่ ้อยกวา่ ส่ีเดือน
6.ในครึ่งปีที่แล้วมาถ้าเป็นผู้ได้รับอนุญาตไปศึกษาในประเทศฝึกอบรมและดูงาน ณ ต่างประเทศต้องได้
ปฏบิ ัตหิ น้าท่รี าชการในครง่ึ ปที ีแ่ ลว้ มาเป็นเวลาไมน่ ้อยกวา่ ส่ีเดือน
7. ในครึ่งปีท่ีแลว้ มาต้องไมล่ าหรอื มาทำงานสายเกินจำนวนคร้ังท่หี ัวหนา้ ส่วนราชการกำหนด
8. ในคร่ึงปที ่ีแลว้ มาต้องมเี วลาปฏิบัติราชการหกเดือนโดยมวี ันลาไม่เกินย่สี บิ สามวนั
แตไ่ ม่รวมวนั ลา ดงั ต่อไปน้ี
- ลาอปุ สมบทหรือลาไปประกอบพธิ ีฮัจย์
- ลาคลอดบตุ รไม่เกนิ เกา้ สิบวนั
- ลาป่วยซึง่ จำเปน็ ต้องรักษาตวั เป็นเวลานานไมว่ ่าคราวเดียวหรอื หลายคราวรวมกนั
ไมเ่ กินหกสบิ วนั ทำการ
- ลาป่วยเพราะประสบอนั ตรายในขณะปฏบิ ัตริ าชการตามหนา้ ท่ีหรอื ในขณะเดินทางไป หรอื กลบั จาก
การปฏิบตั ิราชการตามหนา้ ท่ี
- ลาพักผอ่ น
- ลาเข้ารับการตรวจเลอื กหรอื เข้ารบั การเตรยี มพล
- ลาไปปฏบิ ัติงานในองคก์ ารระหวา่ งประเทศ
การฝึกอบรมและลาศกึ ษาตอ่
การฝกึ อบรม หมายความว่า การเพิ่มพูนความรู้ความชำนาญ หรือประสบการณ์ด้วยการเรียน หรือ
การวิจัยตามหลักสูตรของการฝึกอบรม หรือการสัมมนาอบรมเชิงปฏิบัติการ การดำเนินงานตาม โครงการ
แลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ การไปเสนอผลงานทางวิชาการ และการประชุมเชิงปฏิบัติการ ทั้งนี้โดยมิได้มี
วตั ถุประสงค์เพ่อื ใหไ้ ด้มาซ่ึงปรญิ ญาหรือประกาศนยี บตั รวชิ าชีพท่ี ก.พ.รับรอง และหมายความรวมถงึ การฝึกฝน
9
ภาษาและการรับคำแนะนำก่อนฝึกอบรมหรือการดูงานที่เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมหรือต่อจากการฝึกอบรม
นนั้ ด้วย
การดงู าน หมายความว่า การเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ด้วยการสังเกตการณ์ และการ
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น (การดูงานมีระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน ตามหลักสูตรหรือโครงการ หรือแผนการดูงานใน
ตา่ งประเทศ หากมรี ะยะเวลาเกินกำหนดให้ดำเนนิ การเป็นการฝึกอบรม)
การลาศึกษาต่อ หมายความว่า การเพิ่มพูนความรู้ด้วยการเรียนหรือการวิจัยตามหลักสูตรของสถาบัน
การศึกษา หรือสถาบันวิชาชีพ เพื่อให้ได้มาซึ่งปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพท่ี ก.พ.รับรองและหมายความ
รวมถึงการฝึกฝนภาษาและการได้รับคำแนะนำก่อนเข้าศึกษาและการฝึกอบรม หรือการดูงานที่เป็นส่วนหนึ่งของ
การศึกษา หรอื ตอ่ จากการศกึ ษาน้นั ด้วย
การออกจากราชการของขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษาออกจากราชการเม่ือ(มาตรา 107พ.ร.บ.ระเบยี บขา้ ราชการครูฯ)
1) ตาย
2) พน้ จากราชการตามกฎหมายวา่ ดว้ ยบำเหนจ็ บำนาญขา้ ราชการ
3) ลาออกจากราชการและได้รบั อนญุ าตใหล้ าออก
4) ถูกส่งั ใหอ้ อก
5) ถกู สงั่ ลงโทษปลดออกหรอื ไลอ่ อก
6) ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เว้นแต่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นที่ไม่ต้องมี ใบอนุญาต
ประกอบวิชาชีพ
การลาออกจากราชการ
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ ให้ยื่นหนังสือลาออกต่อ
ผ้บู ังคบั บญั ชาเพ่ือใหผ้ ูม้ อี ำนาจตาม มาตรา 53เปน็ ผู้พิจารณาอนญุ าต
กรณีผู้มีอำนาจตาม มาตรา 53 พิจารณาเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการจะยับยั้งการอนุญาตให้
ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกิน 90 วนั นบั แตว่ นั ขอลาออกก็ได้ แตต่ อ้ งแจ้งการยับย้ัง พร้อมเหตผุ ลให้ผู้ขอลาออกทราบ
เมือ่ ครบกำหนดเวลาทย่ี ับยัง้ แล้วให้การลาออกมผี ลต้ังแตว่ ันถัดจากวันครบกำหนดเวลาทยี่ บั ย้ัง
ถ้าผมู้ อี ำนาจตามมาตรา 53 ไม่ไดอ้ นญุ าตและไมไ่ ดย้ บั ยงั้ การอนญุ าตใหล้ าออก
ใหก้ ารลาออก มผี ลตงั้ แตว่ ันขอลาออก
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการเพื่อดำรงตำแหน่ง ทาง
การเมอื งหรือเพ่ือสมคั รรับเลือกตั้งใหย้ ืน่ หนังสือลาออกตอ่ ผบู้ ังคบั บญั ชา
และให้การลาออกมีผลนับตง้ั แตว่ ันทผ่ี ู้น้ันขอลาออก
10
ระเบยี บ ก.ค.ศ ว่าด้วยการลาออกของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ.2548
ข้อ 3 การยื่นหนังสอื ขอลาออกจากราชการใหย้ ่นื ล่วงหนา้ ก่อนวันขอลาออกไมน่ ้อยกว่า 30 วัน
กรณีผู้มีอำนาจอนุญาตการลาออกเห็นว่ามีเหตุผลและความจำเป็นพิเศษ จะอนุญาตเป็นลายลักษณ์
อกั ษรกอ่ นวันขอลาออกให้ผู้ประสงคจ์ ะลาออกยนื่ หนังสอื ขอลาออกลว่ งหนา้ นอ้ ยกว่า 30 วนั กไ็ ด้
หนังสือขอลาออกที่ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกน้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็น ลายลักษณ์
อกั ษรจากผมู้ ีอำนาจอนุญาต หรอื ทีม่ ิได้ระบวุ ันขอลาออก ใหถ้ ือวนั ถดั จากวันครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันย่ืนเป็น
วันขอลาออก
ข้อ 5 ผู้มีอำนาจอนุญาตการลาออกพิจารณาว่าจะสั่งอนุญาตให้ผู้นั้นลาออกจากราชการหรือจะสั่งยับยั้ง
การอนญุ าตใหล้ าออกใหด้ ำเนนิ การ ดังนี้
(1) หากพิจารณาเหน็ ว่าควรอนุญาตให้ลาออกจากราชการได้ให้มคี ำสัง่ อนญุ าตให้ลาออก เป็นลายลักษณ์
อกั ษรให้เสร็จส้ินกอ่ นวันขอลาออกแล้วแจ้งคำสง่ั ดังกล่าวให้ผขู้ อลาออกทราบก่อนวนั ขอลาออกดว้ ย
(2) หากพิจารณาเห็นว่าควรยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกเนื่องจากจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ ราชการ ให้มี
คำสั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรให้เสร็จส้ินก่อนวันขอลาออกแล้วแจ้งคำสั่งดังกล่าวพร้อม
เหตุผลให้ผู้ขอลาออกทราบก่อนวันขอลาออกด้วย ทั้งนี้การยับยั้งการอนุญาต ให้ลาออกให้สั่งยับยั้งไว้ได้เป็นเวลา
ไมเ่ กนิ 90 วนั และสง่ั ยับยงั้ ไดเ้ พียงครั้งเดียวจะขยายอีกไม่ได้ เม่ือครบกำหนดเวลาท่ยี บั ย้ังแล้วให้การลาออกมีผล
ต้ังแตว่ ันถดั จากวนั ครบกำหนดเวลาทีย่ บั ยง้ั
ข้อ 6 กรณีที่ผู้ขอลาออกได้ออกจากราชการไปโดยผลของกฎหมาย เนื่องจากผู้มีอำนาจ อนุญาตมิได้มี
คำสั่งอนุญาตให้ลาออกและมิได้มีคำสั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกก่อนวันขอลาออก หรือเนื่องจากครบ
กำหนดเวลายับยั้งการอนุญาตให้ลาออกให้ผู้มีอำนาจอนุญาตมีหนังสือแจ้ง วันออกจากราชการให้ผู้ขอลาออก
ทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันทีผ่ ูน้ นั้ ออกจากราชการและแจง้ ใหส้ ่วนราชการทเ่ี กีย่ วข้องทราบด้วย
ข้อ 7 การยืน่ หนังสือขอลาออกจากราชการเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หรือเพ่ือสมัครรบั เลือกตงั้ ใหย้ ื่นต่อผ้บู ังคบั บัญชาอย่างช้าภายในวันที่ขอลาออกและให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเสนอ
หนังสือขอลาออกนั้นต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนอื ขึ้นไปตามลำดบั จนถึงผู้มีอำนาจอนญุ าตการลาออกโดยเร็วเมื่อผู้มี
อำนาจอนญุ าตไดร้ ับหนังสือขอลาออกแลว้ ให้มีคำส่ังอนญุ าตออกจากราชการไดต้ ้ังแต่ วันท่ีขอลาออก
11
2. วนิ ัยและการดำเนินการทางวนิ ัย
วินัย : การควบคุมความประพฤตขิ องคนในองคก์ รให้เป็นไปตามแบบแผนทพี่ งึ ประสงค์
วินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา : ข้อบัญญัติที่กำหนดเป็นข้อห้ามและ ข้อปฏิบัติตาม
หมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2551
โทษทางวนิ ัย มี 5 สถาน คอื
1.วนิ ยั ไม่รา้ ยแรง มีดงั นี้
1. ภาคทัณฑ์
2. ตดั เงนิ เดือน
3. ลดขั้นเงินเดอื น
2.วนิ ยั รา้ ยแรง มดี ังนี้
4. ปลดออก
5. ไลอ่ อก
การว่ากล่าวตักเตือนหรือการทำทัณฑ์บนไม่ถือว่าเป็นโทษทางวินัยใช้ในกรณีที่เป็นความผิด เล็กน้อย
และมเี หตอุ นั ควรงดโทษ การว่ากล่าวตักเตือนไมต่ ้องทำเปน็ หนังสือ
แตก่ ารทำทัณฑ์บนต้องทำเปน็ หนงั สือ(มาตรา 100 วรรคสอง)
โทษภาคทัณฑ์
ใช้ลงโทษในกรณีที่เป็นความผิดเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน โทษภาคทัณฑ์ไม่ต้องห้ามการเลื่อนขั้น
เงนิ เดือน
โทษตัดเงนิ เดอื นและลดข้นั เงินเดือน
ใช้ลงโทษในความผิดทไ่ี มถ่ งึ กบั เป็นความผิดรา้ ยแรง และไม่ใชก่ รณีท่เี ปน็ ความผดิ เลก็ น้อย
โทษปลดออกและไลอ่ อก
ใชล้ งโทษในกรณีท่เี ปน็ ความผดิ วนิ ัยร้ายแรงเท่านัน้
การลดโทษความผิดวนิ ยั ร้ายแรง
ห้ามลดโทษต่ำกว่าปลดออก ผู้ถูกลงโทษปลดออกมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนลาออกการสั่งให้
ออกจากราชการไมใ่ ช่โทษทางวินยั
วินัยไม่รา้ ยแรง ไดแ้ ก่
1. ไม่สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูแหง่
ราชอาณาจกั รไทยดว้ ยความบรสิ ุทธิ์ใจ
12
2. ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสมอภาค และเที่ยงธรรม ต้องมีความวิริยะ อุตสาหะ
ขยันหมั่นเพียร ดูแลเอาใจใส่ รักษาประโยชนข์ องทางราชการ และต้องปฏิบัติตน ตามมาตรฐานและจรรยาบรรณ
วชิ าชีพ
3. อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจและหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือ ทางอ้อมหา
ประโยชนใ์ หแ้ กต่ นเองและผอู้ ่นื
4. ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและ หน่วยงาน
การศึกษามติครม. หรือนโยบายของรัฐบาลโดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน และไม่ให้ เกิดความเสียหายแก่
ราชการ
5. ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและ ระเบียบของ
ทางราชการแต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะ เป็นการไม่รักษาประโยชน์
ของทางราชการจะเสนอความเหน็ เป็นหนงั สือภายใน 7 วนั เพือ่ ให้ผ้บู ังคับ บัญชาทบทวนคำส่ังก็ได้ และเมื่อเสนอ
ความเห็นแล้ว ถ้าผูบ้ ังคับบัญชายนื ยนั เปน็ หนังสอื ใหป้ ฏบิ ตั ิ ตามคำสง่ั เดิม ผอู้ ยูใ่ ตบ้ ังคับบญั ชาต้องปฏิบตั ิตาม
6. ไมต่ รงต่อเวลา ไมอ่ ุทิศเวลาของตนให้แกท่ างราชการและผูเ้ รยี น ละท้ิงหรือทอดท้ิงหน้าที่ ราชการโดย
ไมม่ เี หตผุ ลอันสมควร
7. ไม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียนชุมชน สังคม ไม่สุภาพเรียบร้อยและรักษา ความสามัคคี
ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้เรียนและข้าราชการด้วยกัน หรือผู้ร่วมงานไม่ต้อนรับหรือ ให้ความสะดวก ให้ความเป็น
ธรรมตอ่ ผ้เู รียนและประชาชนผมู้ าติดต่อราชการ
8. กล่ันแกลง้ กล่าวหา หรอื ร้องเรยี นผู้อน่ื โดยปราศจากความเป็นจรงิ
9. กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรม หรือเสื่อม
เสียเกียรติศักดใ์ิ นตำแหน่งหนา้ ที่ราชการของตน
10. เปน็ กรรมการผู้จดั การ หรอื ผ้จู ดั การ หรอื ดำรงตำแหน่งอื่นใดทมี่ ีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนนั้ ในหา้ ง
หุ้นสว่ นหรอื บรษิ ัท
11. ไม่วางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้อง กับ
ประชาชนอาศัยอำนาจและหน้าท่ีราชการของตนแสดงการฝักใฝส่ ่งเสริม เกือ้ กูล สนบั สนุนบุคคล กลุ่มบุคคลหรือ
พรรคการเมอื งใด
12. กระทำการอนั ใดอนั ได้ชือ่ วา่ เปน็ ผู้ประพฤติชว่ั
13. เสรมิ สร้างและพัฒนาให้ผู้อย่ใู ต้บังคับบัญชามีวนิ ัย ไม่ป้องกนั มิใหผ้ ู้อยู่ใต้บังคับบญั ชา กระทำผิดวินัย
หรือละเลย หรือมีพฤติกรรมปกป้อง ช่วยเหลือมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาถูกลงโทษทางวินัย หรือปฏิบัติหน้าท่ี
ดงั กลา่ วโดยไม่สุจรติ
13
วนิ ัยร้ายแรง ได้แก่
1. ทจุ รติ ตอ่ หน้าที่ราชการ
2. จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติครม.หรือ
นโยบายของรัฐบาลประมาทเลินเล่อหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ ของทางราชการอันเป็นเหตุ
ใหเ้ กดิ ความเสยี หายแก่ราชการอย่างรา้ ยแรง
3. ขดั คำสง่ั หรือหลกี เลี่ยงไม่ปฏิบตั ติ ามคำสัง่ ของผบู้ ังคับบญั ชาซ่ึงส่งั ในหน้าทร่ี าชการ
โดยชอบดว้ ยกฎหมายและระเบยี บของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสยี หายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
4. ละทิ้งหน้าที่หรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่าง
ร้ายแรง
5. ละทงิ้ หนา้ ทร่ี าชการติดตอ่ ในคราวเดยี วกนั เปน็ เวลาเกนิ กว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
6. กลั่นแกล้ง ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงผู้เรียนหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการ อย่าง
รา้ ยแรง
7. กลั่นแกล้ง กล่าวหา หรือร้องเรียนผู้อื่นโดยปราศจากความเป็นจริง เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับ ความ
เสยี หายอย่างรา้ ยแรง
8. กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรม หรือเสื่อม
เสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการโดยมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
หรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะ เป็นการใหห้ รือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือ
สทิ ธปิ ระโยชน์อื่นเพอื่ ใหต้ นเองหรอื ผอู้ ่นื ไดร้ ับการบรรจแุ ละ แต่งต้ังโดยมิชอบ
9. คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบหรือนำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อ่ืน
หรือจา้ งวาน ใช้ผู้อืน่ ทำผลงานทางวชิ าการเพ่อื ไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุงการกำหนดตำแหนง่ การเล่ือน
ตำแหนง่ การเลอ่ื นวิทยฐานะ หรือการใหไ้ ดร้ ับเงินเดือนในระดับท่สี งู ขนึ้
10. ร่วมดำเนนิ การคดั ลอกหรือลอกเลียนผลงานของผู้อ่ืนโดยมิชอบ หรือรบั จัดทำผลงานทางวิชาการ ไม่
วา่ จะมีคา่ ตอบแทนหรือไมเ่ พื่อให้ผู้อ่ืนนำผลงานนน้ั ไปใช้ประโยชน์เพื่อปรบั ปรุงการกำหนดตำแหน่งเลื่อนตำแหน่ง
เลอ่ื นวิทยฐานะ หรอื ให้ได้รบั เงินเดือนในอนั ดับที่สูงขึ้น
11. เข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการทุจริตโดยการซื้อสิทธิหรือขายเสียงใน
การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นหรือการเลือกตั้งอืน่ ที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริม
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งการส่งเสริม สนับสนุน หรือ ชักจูงให้ผู้อื่นกระทำการในลักษณะ
เดยี วกนั
12. กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก
หรอื ใหร้ บั โทษทห่ี นกั กวา่ จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดท่ีไดก้ ระทำโดยประมาท หรอื ลหโุ ทษ หรือกระทำ
14
การอื่นใดอันไดช้ ่อื วา่ เป็นผู้ประพฤตชิ ั่วอยา่ งร้ายแรง
13. เสพยาเสพตดิ หรอื สนบั สนนุ ให้ผู้อ่นื เสพยาเสพติด
14. เลน่ การพนันเป็นอาจณิ
15. กระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนหรือนักศึกษาไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบ ของตน
หรือไม่
การดำเนินการทางวินยั
การดำเนนิ การทางวินัย กระบวนการและขน้ั ตอนการดำเนนิ การในการออกคำสั่งลงโทษ ซ่ึงเป็นข้ันตอน
ที่มีลำดับก่อนหลังต่อเนื่องกัน อันได้แก่ การตั้งเรื่องกล่าวหาการสืบสวนสอบสวน การพิจารณาความผิดและ
กำหนดโทษและการส่ังลงโทษรวมท้งั การดำเนินการต่าง ๆ ในระหว่างการสอบสวนพิจารณา เช่น การสั่งพัก การ
ส่ังใหอ้ อกไวก้ ่อน เพอ่ื รอฟังผลการสอบสวนพิจารณา
หลกั การดำเนนิ การทางวินัย
1. กรณีที่ผู้บังคับบัญชาพบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้ว
ผู้บงั คบั บัญชาก็สามารถดำเนนิ การทางวนิ ัยได้ทันที
2. กรณีท่ีมกี ารรอ้ งเรียนดว้ ยวาจาให้จดปากคำ ให้ผู้ร้องเรยี นลงลายมอื ชือ่ และวัน เดือน ปี พร้อมรวบรวม
พยานหลักฐานอื่นๆ ประกอบการพจิ ารณาแลว้ ดำเนนิ การให้มีการสืบสวนข้อเทจ็ จริง โดยตง้ั กรรมการสืบสวนหรือ
ส่งั ใหบ้ ุคคลใดไปสบื สวนหากเหน็ วา่ มมี ูลก็ต้ังคณะกรรมการสอบสวน ต่อไป
3. กรณีมีการร้องเรียนเป็นหนังสือผู้บังคับบัญชาต้องสืบสวนในเบื้องต้นก่อนหากเห็นว่า ไม่มีมูลก็สั่งยุติ
เรอื่ งถา้ เหน็ วา่ มีมูลกต็ ้ังคณะกรรมการสอบสวนต่อไป กรณีหนงั สอื ร้องเรยี นไม่ลง ลายมอื ชอ่ื และที่อยขู่ องผู้
ร้องเรียนหรือไมป่ รากฏพยานหลักฐานท่ีแน่นอนจะเข้าลักษณะของบัตร สนเท่ห์ มตคิ รม.ห้ามมิให้รับฟังเพราะจะ
ทำให้ข้าราชการเสียขวัญในการปฏิบัตหิ นา้ ที่
ขนั้ ตอนการดำเนินการทางวินยั
1. การตั้งเร่ืองกลา่ วหาเป็นการตง้ั เรื่องดำเนินการทางวนิ ัยแก่ขา้ ราชการเม่อื ปรากฏ
กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่า กระทำผิดวินัยมาตรา 98 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวนเพอ่ื
ดำเนินการ สอบสวนให้ได้ความจริงและความยุติธรรมโดยไม่ชักช้าผู้ตั้งเรื่องกล่าวหาคือผู้บังคับบัญชาของผู้ถูก
กล่าวหาความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นคือ ผู้อำนวยการสถานศึกษาสามารถแต่งตั้ง กรรมการ
สอบสวนข้าราชการในโรงเรียนทุกคนความผิดวินัยร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจบรรจุ และแต่งตั้งตามมาตรา
53 เปน็ ผู้มอี ำนาจบรรจแุ ละแต่งต้งั คณะกรรมการสอบสวน
2. การแจ้งข้อกลา่ วหา มาตรา 98 กำหนดไว้ว่า ในการสอบสวนจะต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุป
พยานหลักฐาน ท่สี นบั สนนุ ข้อกล่าวหาเทา่ ที่มใี ห้ผู้ถูกกลา่ วหาทราบ โดยระบหุ รือไม่ระบุชื่อพยานกไ็ ดเ้ พื่อให้ ผู้ถกู
15
กลา่ วหามีโอกาสชี้แจงและนำสืบแก้ขอ้ กลา่ วหา
3. การสอบสวน คือ การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการท้ังหลายอื่นเพ่ือจะทราบข้อเท็จจริง
และพฤติการณ์ต่าง ๆ หรือพสิ ูจนเ์ ก่ยี วกับเรอ่ื งท่ีกลา่ วหาเพื่อให้ไดค้ วามจริงและยตุ ธิ รรม
และ เพื่อพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยจริงหรือไม่ถ้าผิดจริงก็จะได้ลงโทษ ข้อยกเว้น กรณีที่เป็น
ความผิดที่ปรากฏชดั แจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ.จะดำเนินการ ทางวินัยโดยไม่สอบสวนกไ็ ด้ ความผิดที่ปรากฏ
ชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยกรณคี วามผิดท่ปี รากฏชดั แจง้ พ.ศ.2549
ก. การกระทำผิดวินยั อย่างไม่รา้ ยแรงทเี่ ป็นกรณีความผิดทป่ี รากฏอย่างชัดแจง้ ไดแ้ ก่
(1) กระทำความผิดอาญาจนต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้นั้นกระทำผิดและผู้บังคับ บัญชาเห็นว่า
ข้อเทจ็ จริงตามคำพพิ ากษาประจักษช์ ัด
(2) กระทำผิดวินัยไมร่ ้ายแรงและได้รบั สารภาพเปน็ หนังสือต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ถ้อยคำรับสารภาพต่อ
ผ้มู หี นา้ ทส่ี ืบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวนโดยมกี ารบันทึกถ้อยคำเป็นหนังสือ
ข. การกระทำผิดวนิ ยั อย่างรา้ ยแรงทเ่ี ปน็ กรณีความผดิ ทป่ี รากฏชดั แจง้ ได้แก่
(1) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
หรอื ลงโทษทห่ี นักกวา่ จำคุก
(2) ละทิ้งหน้าทีร่ าชการติดต่อในคราวเดียวกนั เป็นเวลาเกนิ กว่า 15 วันผู้บังคับบัญชา สืบสวนแล้วเห็นวา่
ไมม่ เี หตผุ ลสมควร หรอื มีพฤติการณ์อนั แสดงถึงความจงใจไม่ปฏบิ ัติตามระเบยี บ ของทางราชการ
(3) กระทำผดิ วินยั อยา่ งร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนงั สือต่อผบู้ ังคับบัญชาหรือให้ ถอ้ ยคำรับสารภาพ
ตอ่ ผมู้ ีหน้าท่สี ืบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวนโดยมีการบนั ทกึ ถ้อยคำเปน็ หนงั สือ
3.การอทุ ธรณ์
มาตรา 121 และมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา
พ.ศ. 2547 บัญญัติให้ผู้ถูกลงโทษทางวินัยมีสทิ ธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่ออ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ.ท่ี
ก.ค.ศ. ตัง้ แลว้ แตก่ รณี ภายใน 30 วนั
เงอื่ นไขในการอุทธรณ์
ผูอ้ ุทธรณ์ ต้องเป็นผู้ที่ถูกลงโทษทางวินัยและไม่พอใจผลของคำสั่งลงโทษผู้อุทธรณ์ ต้องอุทธรณ์
เพอ่ื ตนเองเทา่ นนั้ ไมอ่ าจอทุ ธรณแ์ ทนผูอ้ น่ื ได้
ระยะเวลาอุทธรณ์ ภายใน 30 วัน นับแต่วนั ที่ไดร้ ับแจง้ คำสง่ั ลงโทษต้องทำเปน็ หนังสอื
การอุทธรณโ์ ทษวนิ ยั ไมร่ ้ายแรง การอุทธรณ์คำสั่งโทษภาคทัณฑ์ ตดั เงินเดือน หรอื ลดขัน้ เงินเดอื นท่ี
16
ผ้บู ังคับบัญชาสัง่ ด้วยอำนาจของตนเอง ตอ้ งอุทธรณต์ อ่ อ.ก.ค.ศ. เขตพน้ื ที่การศึกษาหรอื อ.ก.ค.ศ.ส่วนราชการ
เว้นแต่ การสัง่ ลงโทษตามมติใหอ้ ทุ ธรณ์ต่อ ก.ค.ศ.
การอุทธรณ์โทษวินัยร้ายแรง การอุทธรณ์คำสัง่ ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการต้องอุทธรณ์ต่อ
ก.ค.ศ.ทั้งนี้การร้องทุกข์คำสั่งให้ออกจากราชการหรือคำสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนก็ต้องร้อง
ทุกขต์ อ่ ก.ค.ศ.เช่นเดียวกนั
การร้องทุกข์ หมายถงึ ผ้ถู ูกกระทบสิทธหิ รอื ไมไ่ ด้รับความเป็นธรรมจากคำสงั่ ของฝ่ายปกครอง
หรอื คบั ข้องใจจากการกระทำของผู้บงั คบั บัญชาใช้สทิ ธริ ้องทุกข์ขอความเป็นธรรมขอให้เพิกถอนคำสั่งหรือทบทวน
การกระทำของฝา่ ยปกครองหรือของผู้บังคับบญั ชา
มาตรา 122 และมาตรา 123 แห่งพระราชบญั ญัติระเบียบขา้ ราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาพ.ศ.
2547บัญญัติให้ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการมีสิทธิร้องทุกข์ต่อก.ค.ศ.และผู้ซ่ึงตน เห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม
หรือมีความคับข้องใจเน่ืองจากการกระทำของผู้บังคับบญั ชาหรือ กรณีถูกตั้งกรรมการสอบสวนมีสิทธริ ้องทกุ ข์ต่อ
อ.ก.ค.ศ.เขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาอ.ก.ค.ศ.ทีก่ .ค.ศ.ตงั้ หรือก.ค.ศ.แลว้ แต่กรณภี ายใน30วัน
ผ้มู สี ทิ ธริ อ้ งทุกข์ ได้แก่ ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา
เหตุท่ีจะร้องทุกข์
(1) ถูกสัง่ ให้ออกจากราชการ
(2) ถูกสั่งพักราชการ
(3) ถูกสั่งใหอ้ อกจากราชการไว้กอ่ น
(4) ไม่ได้รบั ความเป็นธรรม หรอื คบั ข้องใจจากการกระทำของผบู้ ังคบั บัญชา
(5) ถกู ต้ังกรรมการสอบสวน
6.เครอื่ งราชอสิ รยิ าภรณ์
มหี น้าที่
1. จดั รวบรวมเอกสารในการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสรยิ าภรณ์
2. สำรวจความตอ้ งการขอพระราชทานเคร่อื งราชอิสรยิ าภรณ์ของคณะครูและบคุ ลากร
3. ส่งเสริมและสนบั สนนุ ขอพระราชทานเครอื่ งราชอสิ รยิ าภรณ์ของคณะครูและบคุ ลากรในโรงเรยี น
4. จดั ทำแฟม้ ข้อมูลการได้รับพระราชทานเคร่ืองราชอสิ ริยาภรณข์ องคณะครูและบุคลากรในโรงเรยี น