The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กระใช้เทคโลโลยีในงานสัมนา2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kullanat2544jj, 2021-08-05 23:00:10

กระใช้เทคโลโลยีในงานสัมนา2

กระใช้เทคโลโลยีในงานสัมนา2

การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
ในงานจัดประชมุ สมั มนา

เรอ่ื ง การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในงานจดั ประชมุ สมั มนา

เสนอ
ครปู รี ปันธยิ ะ

ช่อื นาวสาวกลุ ณัฐ ปิกตะหลก
เลขท่ี 1 สบจ. 63.1

สาขาวิชาการจดั การสานกั งาน

รายงานน้เี ป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 30216-2101
เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การจดั การสานกั งาน

สาขาวิชาการจัดการสานกั งาน แผนกวิชาการจดั การสานักงาน
คณะบรหิ ารธรุ กจิ

วิทยาลยั อาชวี ศึกษาลาปาง
ภาคเรียนศึกษาท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563

คานา

รายงานนเี้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของรายวิชา 30216-2101 เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การจัดการสานักงานซง่ึ
ได้รับมอบหมายจากครปู รยี า ปนั ธิยะ ให้ศกึ ษาค้นควา้ เกีย่ วกบั เรอ่ื งการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศในงานจัด
ประชุมสัมมนา โดยมเี นื้อหาสาระรายงานเลม่ นปี้ ระกอบด้วย ความหมาย, ความสาคัญของการสมั มนา,
ประโชน์ของการสมั มนา และการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการจดั สัมมนา

ผู้จัดทา ได้ทาการค้นคว้าและเรยี บเรียง เป็นรายงานฉบบั สมบรู ณ์ เพือ่ ให้ผูท้ ่ีสนใจศกึ ษาเกี่ยวกับการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศในงานประชมุ สัมมนา เพ่มิ เตมิ จากรายงานเลม่ นี้

ผู้จัดทา หวังเป็นอยา่ งยง่ิ วา่ ผู้อา่ น ผทู้ ่ีสนในจะได้รับผลประโยชน์ และนาไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจาวันได้

กลุ ณฐั ปกิ ตะหลก
สาขาการจดั การสานกั งาน

สารบญั หนา้

เร่ือง 1-2
3-4
ความรทู้ ั่วไปเกย่ี วกับการสมั มนา 5-7
- ความหมายของการสัมมนา 8-9
10-13
ความสาคญั ของการสัมมนา
14-15
ประโยชน์ของการสมั มนา
16
วัตถปุ ระสงคข์ องการสมั มนา
17
องค์ประกอบของการสัมมนา

รปู แบบของการจดั สัมมนา
- รูปแบบการจัดสัมมนาโดยใช้เทคนคิ อ่ืน ๆ
- ลกั ษณะการสัมมนาที่ดี

การนาเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกต์ในการประชุมสมั มนา

สารบญั ภาพ

ภาพที่ หนา้

ภาพที่ 1 การประชุมกล่มุ น้อย 2

ภาพท่ี 2 การประชมุ การคา้ ขาย 2
ภาพท่ี 3 การประชุมสมั มนาราชการ 4
ภาพท่ี 4 การประชมุ ถามหวั ข้อ 7

ภาพท่ี 5 การประชุมกลมุ่ ทีม 9
ภาพที่ 6 การประชมุ เปน็ ทีม 9

ภาพที่ 7 การประชุมกลมุ่ งาน 9
ภาพที่ 8 การประชมุ หรือแนะนา 13
ภาพท่ี 9 การประชมุ สมั มนางาน 15

ภาพท่ี 10 การประชุมสัมมนาโครงการ 16
ภาพที่ 11 การประชมุ สมั มนาอบรมงาน 16

ภาพท่ี 12 การประชุมทางไกล 17

ความรทู้ วั่ ไปเกย่ี วกบั การสมั มนา

ความรูท้ ัว่ ไปเกย่ี วกบั การสมั มนา เปน็ พ้นื ฐานเบอ้ื งตน้ ในการเรยี นรู้วิธีการสมั มนา
ซึ่งจะ ก่อใหเ้ กิดความเข้าใจ การรว่ มคิดร่วมวิเคราะห์ ปรึกษาและเปลีย่ นเรยี นรูร้ ะหวา่ งกลุม่
เพ่อื หาทาง ออกของปัญหาร่วมกัน สรา้ งปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างกันดว้ ยกนั สื่อสารซึง่ เป็นท่มี าของคาว่า สมั มนา

ความหมายของการสมั มนา

เทคนิคการหลอ่ หลอมแนวความคิดในรูปของการประชมุ กลุม่ ร่วมคิด หาแนวทาง
จากการ หารอื และแนวคิดตามหลักการมีส่วนรว่ มในการวิเคราะห์ปญั หา ซ่ึงได้มี นกั วชิ าการได้ให้
ความหมาย ดังต่อไปนี้

สมคิด แก้วสนธิ และสนุ นั ท์ ปัทมาคม. (2545 หนา้ 45) กลา่ วว่า การสมั มนาเปน็ การจดั ใน

ลักษณะอภปิ ราย และแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ ประสบการณ์ หรือ เป็นการระดมความคิด เร่อื งใดเรื่องหนง่ึ
เหมาะสาหรับกรณีที่ ผู้เข้ารว่ มสัมมนามีประสบการณ์ ผูเ้ ข้ารว่ มประชมุ ทุกคน มคี วามเทา่ เทียมกันในการแสดง
ความคิดเห็น ไม่มี วทิ ยากร มีแต่ผูป้ ระสานงาน หรอื ผจู้ ัด ด าเนินการคอยอานวยความสะดวก และให้
ผู้เขา้ ร่วมสัมมนาจะเลือก ผูน้ ากลุม่ การสมั มนาจาก ผเู้ ขา้ รว่ มสมั มนาดว้ ยกัน เพื่อเป็นตวั แทนในการรายงานการ
อภิปรายและด าเนินการ สัมมนาไป ตามตาราง ที่กาหนดไว

ราชบณั ฑิตยสถาน ( 2546 หน้า 1170) การสมั มนาเป็นการประชุมรูปแบบหนงึ่ ทมี่ ี
วตั ถปุ ระสงคเ์ พือ่ แลกเปลยี่ นความรู้ ความคดิ และหาขอ้ สรุป หรอื ขอ้ เสนอแนะในเรอ่ื งใดเรือ่ งหนง่ึ ผลสรปุ ท่ี
ได้ถอื ว่าเปน็ เพียง ขอ้ เสนอแนะ สว่ นผ้ทู ีเ่ กี่ยวขอ้ งจะน าไปปฏบิ ัตติ ามหรือไมก่ ไ็ ด้ ไพพรรณ เกยี รติโชติชัย.
( 2548 หนา้ 7) การสมั มนา คอื การท่ีกลุ่มบคุ คลไดร้ ่วมใจ พยายามเสาะแสวงหาความร้เู รอื่ งใดเรอ่ื งหนง่ึ แล้ว
พยายามแลกเปล่ียน ความรู้ความคิดท่ีแต่ละคน ศึกษามาเพ่ือหาแนวทาง หาขอ้ สรปุ ในเรอ่ื งนนั้ ๆ ทาให้
ผ้เู ข้ารว่ มสมั มนาสามารถใช้ ความรจู้ ากการ สมั มนา ไปปฏบิ ัติหน้าทขี่ องตนอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและเกดิ
ประโยชน์ตอ่ สว่ นรวมใหม้ ากท่สี ุด นริ นั ดร์ จุลทรัพย.์ ( 2550 หน้า 270) การสัมมนา เป็นทัง้ รปู แบบของการ
ประชมุ ร่วมกนั ของคณะบุคคล เปน็ กระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนรูปแบบหนึง่ ในการจดั การศึกษา
ระดบั สูง เปน็ กระบวนการเรยี นรูห้ รอื แกป้ ัญหาโดยอาศยั กระบวนการกลมุ่ ( Group Process) เปน็ สาคญั

ผล ยาวชิ ยั ( 2553 หนา้ 3) การสมั มนา คอื สถานการณ์การประชมุ กลุม่ บคุ คลทมี่ ีพ้ืน ความร้คู วามสามารถ
ความสนใจ ประสบการณ์ในงานสาขาวชิ าชีพเดยี วกนั มีเงอ่ื นไขจดุ มุ่งหมาย หรือวตั ถุประสงคเ์ ดยี วกัน เพ่อื
การศกึ ษาค้นคว้าเร่อื งใดเรอื่ งหนึ่งร่วมกัน สารวจ เรียนรู้ แลกเปล่ียน ความคดิ เห็นซึง่ กันและกัน วิเคราะห์
ปญั หาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ประสบอย่อู ย่างเป็น ระบบ โดยคานึงถึงบทบาทของการมสี ่วนรว่ มจากทกุ
สว่ นตามหลักการประชาธปิ ไตยภายใตเ้ วลาท่ี เหมาะสม

ไพโรจน์ เนียมนาค (2554 หน้า 2) การสมั มนา “Seminar” หมายถึง การประชุมเพ่ือ

แลกเปลยี่ นความรู้ และความคิดเห็นเพื่อหาขอ้ สรุปในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง ผลของการสมั มนาถอื ว่า เป็นเพียง
ขอ้ เสนอแนะผู้ท่เี กีย่ วขอ้ งจะน าไปปฏบิ ัติตามหรือไมก่ ไ็ ด้ โดยมจี ดุ มุ่งหมายเพอ่ื อบรม ฝึกฝน ช้ีแจง แนะนา
สั่งสอน ปลกู ฝงั ทัศนะคติและให้ค าปรกึ ษา ในเร่อื งท่เี กย่ี วข้องหรอื แสวงหา ขอ้ ตกลงด้วยวิธกี ารอภิปราย
แลกเปลีย่ นความคิดเห็นอย่างเสรี ซักถาม ถกเถียง ปรกึ ษาหารือ ภายในหัวขอ้ ทีก่ าหนด ซง่ึ ผลจากการสมั มนา
จะชว่ ยให้ระบบและวิธกี ารท างานมีประสทิ ธิภาพ สงู ข้นึ

จาก ความหมายขา้ งตน้ สรุปไดว้ ่า การสมั มนา หมายถึง การประชุมเพ่ือแสวงหา ความรู้
แลกเปลยี่ นเรยี นรูแ้ ละความคดิ เหน็ โดยมีวตั ถุประสงคห์ รือการศึกษาในเร่ืองเดียวกัน รวมท้งั ร่วม วเิ คราะห์
ปญั หา หาแนวทางแกไ้ ข และหาขอ้ สรปุ รว่ มกนั เพือ่ ใหเ้ ป็นประโยชนต์ อ่ สว่ นรวมรว่ มกนั ดงั นั้น การสอนวิชา
สมั มนา เป็นกระบวนการหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้ ศกึ ษาคน้ ควา้ โดยวธิ กี าร ต่าง ๆ เปน็ การฝกึ ทักษะการคดิ
อยา่ งเป็นระบบ การวเิ คราะหป์ ัญหา และการเสนอแนวทางแกไ้ ข การแสดงออกโดยการพูด การสนทนา
การอภิปรายทเ่ี กย่ี วกบั เนือ้ หาของเรอ่ื งนน้ั ๆ เพอ่ื ให้ได้ ข้อสรุปของแนวทางท่ีมีความเปน็ ไปได้ โดยวธิ ีการ
ปรึกษาหารือร่วมกนั

ภาพท่ี 1 การประชมุ กลมุ่ น้อย

ภาพที่ 2 การประชุมการค้าขาย

ความสาคัญของการสมั มนา

กระบวนการด าเนินงานทด่ี ี ควรจะมีการวางแผนกอ่ นการปฏบิ ัตงิ าน และการตดั สนิ ใจที่
เหมาะสม โดยการคิดรว่ มกนั เพ่อื หาข้อสรุปท่ีดที ี่สุด แต่ละเรือ่ งอาจใช้วธิ กี ารประชมุ การสนบั สนนุ จากผูม้ ีสว่ นได้
สว่ นเสียและผู้ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง จึงถอื ว่าการประชมุ มคี วามสาคญั มีผใู้ ห้ความหมายไว้ หลายทัศนะ ดังนั้น

เกษกานดา สภุ าพจน์ (2549 :1) กล่าววา่ การประชุมสัมมนาเป็นเทคนิคของการให้ไดม้ า ซงึ่
แนวคดิ และประสบการณเ์ พื่อเปน็ แนวทางของการหาขอ้ สรปุ และน าไปใชแ้ ก้ไขหรอื พัฒนาใหม้ ี ประสิทธภิ ายิง่ ข้นึ

ปาน กิมปี และกรรณิการ์ แย้มเกสร (2545 หน้า 586) กล่าววา่ การประชุมมี ความสาคัญ
เป็นการแสวงหาแนวทางในการปฏบิ ตั ิงานเสนอแนวคดิ การตัดสนิ ใจและการ แก้ปัญหา ในการประกอบ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ นน้ั จะตอ้ งมีการปรกึ ษาหารือเป็นหมคู่ ณะเพ่อื ใหไ้ ด้ ขอ้ สรุปหรอื แนวทางท่เี ปน็ ทย่ี อมรับของ
บุคคลโดยสว่ นรวม หรือเปน็ ความเห็นชอบของคนสว่ นใหญ่ ในกลุ่ม จงึ เป็นเครอ่ื งมือสาคญั ทจ่ี ะท าใหค้ นใน
องค์กรมคี วามเข้าใจตรงกัน และลดความขดั แยง้

สมคดิ บางโม (2551หน้า 159) กลา่ วว่า การท างานเปน็ กลุ่มหรอื เป็นคณะบคุ คล จาเป็น

ตอ้ งมกี ารประชมุ ปรกึ ษาหารอื กนั มคี วามเข้าใจตรงกัน จึงจะท าให้งานสาเร็จตามเป้าหมาย
สมิตร สัชฌุกร (2552 หน้า16) กล่าววา่ ความสาคญั ของการประชุม เป็นกลไกสาคัญ

ของทุกองค์กร ในระดับท้องถนิ่ ระดับประเทศ และระดบั โลก เปน็ ศนู ย์รวมของความคดิ การ ตดั สินใจ การ
กาหนดนโยบาย การลงมติ การรเิ ร่ิมสร้างสรรค์ การวเิ คราะห์ การวิจัย และการแกไ้ ข ปัญหาตา่ ง ๆ ดว้ ยเหตุที่
การประชมุ มคี วามสาคญั เราจงึ ต้องใชก้ ารประชมุ ให้เกิดประโยชนอ์ ยา่ งมี ประสทิ ธภิ าพ โดยไมส่ าคัญผดิ ว่าเมอ่ื
มีการประชุมก็เป็นการเพยี งพอแล้ว
จากแนวคิดท่กี ลา่ วมาข้างตน้ สรุปให้เห็นไดว้ า่ ความสาคญั ของการประชมุ สัมมนามีดังน้ี

1. เป็นการตดิ ตอ่ ส่ือสารที่รวดเรว็ เม่อื บุคลากรไดม้ าพบปะพดู คุยแบบเผชญิ หนา้ ประชุม
โต้ตอบ กนั ในทนั ทที ันใด ทาความเข้าใจกันไดใ้ นเวลาอนั ส้นั ไม่ต้องเสยี เวลาในการสื่อสารมาก

2. เปน็ การระดมความคิดเห็นแลกเปล่ยี นประสบการณ์ หาข้อสรุปหรอื แนวทางในการ
ตัดสนิ ใจให้ บรรลุตามวัตถุประสงค์ท่ีตัง้ ไว้เป็นอยา่ งดี

3. เป็นสือ่ กลางในการพบปะแลกเปล่ยี นขา่ วสาร ความรู้ ฯลฯ ซึ่งผูเ้ กยี่ วขอ้ งจะมีโอกาส
ช้ีแจงข้อ ซักถามข้อสงสัยได้ กอ่ ให้เกิดความรสู้ ึกร่วมแรงรว่ มใจ มีความรสู้ กึ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของ หนว่ ยงานนน้ั ๆ ทา
ใหเ้ กดิ การเรียนรถู้ ึงวธิ กี ารปรับตนเองใหเ้ ข้ากบั ผู้อ่ืนและทราบขา่ วสารเรอ่ื งราวความเคล่ือนไหว ในกิจการต่าง ๆ
ในสังคมที่เกี่ยวข้อง

4. เปน็ เทคนิคของการใหไ้ ดม้ าซ่งึ ความรู้ แนวคิดและประสบการณเ์ พื่อเป็นแนวทางของการ
หาขอ้ สรปุ และนาไปใชแ้ ก้ไขหรือพัฒนาให้มปี ระสทิ ธภิ าพย่งิ ขึ้น

5. เปน็ เคร่อื งมือสาคญั ในการปฏิบัตหิ นา้ ที่ เออื้ อ านวยในการปฏบิ ตั ิงานและการ ถา่ ยทอด
ความรู้หรือข่าวสารต่าง ๆ เช่น การประชมุ ช้แี จงเก่ียวกบั นโยบายตา่ ง ๆ ของหนว่ ยงาน หรอื การประชมุ ทาง
วชิ าการ

ผล ยาวชิ ยั . (2553 หน้า4) กล่าวว่า การปฏิบัติงานในชวี ติ ประจาวัน ปจั จุบนั ต้องมีการ
ปรับตวั อยูต่ ลอดเวลา เพอ่ื ให้เกดิ ความสมั พนั ธก์ ับการเปลยี่ นแปลง มีการแข่งขันด้านเทคโนโลยี สารสนเทศสูง
การแลกเปล่ียนข้อมูลขา่ วสารเพอื่ ปรับปรงุ ประสทิ ธภิ าพ การบริหารจดั การองค์กร ตลอดเวลา มีความจ าเป็น
ต่อการประกอบอาชีพของบุคคลทั่วไป มีบทบาทอยา่ งย่ิงตอ่ การพฒั นา เศรษฐกิจสงั คม การเมอื ง และ
เทคโนโลยีของประเทศ การดาเนนิ ชวี ิต การประกอบอาชพี จาเปน็ ท่ี จะต้องมีการแขง่ ขันในทกุ ๆ ด้าน โดย
มุง่ หวงั ทจ่ี ะใหอ้ าชีพทีต่ นยดึ ถือปฏบิ ัติมคี วามเจริญรุ่งเรอื ง เปน็ ที่นยิ มชมชอบของผทู้ ีม่ ีสว่ นเก่ยี วขอ้ ง สิง่ ท่ี
ตามมาก็ คือ ความสาเร็จจากการดาเนนิ งานนนั่ เอง อันหมายถงึ การอยดู่ กี ินดีบรรลุผลสาเร็จในกจิ การทปี่ ฏิบตั ิ
เป็นอยา่ งดี

สงั คมปจั จุบนั จึงใหค้ วามสาคญั ในข้อมูลข่าวสาร ( Information Society) เป็นอย่างมาก
ซ่งึ โลกปัจจุบนั ต้องยึดขอ้ มลู ท่ีเปน็ จรงิ และทนั สมยั อยู่เสมอ ทั้งน้ีเพราะเทคโนโลยกี ารติดต่อสอ่ื สาร มีความ
ทนั สมัยก้าวหน้า สามารถติดต่อส่ือสารได้อยา่ งรวดเรว็ มคี วามคลอ่ งตวั สูง กิจการใดที่มี ขอ้ มูลข่าวสารท่เี ปน็
ปัจจุบันมากเทา่ ใด กจิ กรรมหรอื กจิ การนนั้ ๆ ยอ่ มมโี อกาสท่จี ะพัฒนาตวั เองให้ เจริญกา้ วหน้ามากยิ่งข้ึน
สถานประกอบการหรือองค์กรธุรกจิ ตา่ ง ๆ จึงมคี วามจ าเป็นทจี่ ะต้อง ขวนขวายเสาะแสวงหาขอ้ มูลข่าวสารที่
ทนั สมยั เพือ่ ส่งผลต่อการพฒั นาบคุ ลากรและพฒั นา ทรพั ยากรต่าง ๆ ของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมี
คณุ ภาพในการบริหารจัดการมากท่ีสุดเทา่ ท่ีจะ มากได้

การสัมมนาหรือการประชุมสัมมนา จงึ เป็นรูปแบบหน่ึงหรอื เทคนคิ ของการใหไ้ ดม้ าซ่งึ ความรู้
แนวคิดและประสบการณ์โดยอาศยั การประชมุ พบปะพดู คยุ บรรยาย ซกั ถาม อภปิ ราย ระดมความคิดเหน็ ทัง้ ผู้
นาเสนอวิทยากรหรอื ผ้เู ชี่ยวชาญ รวมทั้งผฟู้ งั ตา่ งมโี อกาสได้และเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณซ์ งึ่ กนั และกัน
เพือ่ เปน็ หนทางของการหาขอ้ สรุป และน าข้อมลู ที่ได้จาก การสัมมนาไปปรับปรุงแกไ้ ขปญั หา หรือพัฒนา
บุคลากรและทรัพยากรอ่ืน ๆ ให้มีประสิทธภิ าพ มากยิ่งขนึ้ ต่อไป นามาซ่ึงความสาเรจ็ มาสเู่ จา้ ของกิจการ
สถานประกอบการและองคก์ รต่าง ๆ

สรุปได้วา่ การสมั มนา มีความสาคญั ตอ่ การพฒั นาองค์กร และการพัฒนาบุคลากรเพ่อื เพิ่ม
ประสทิ ธิภาพการท างาน โดยการจัดกระบวนการสมั มนา เปน็ ส่วนสาคญั ท่จี ะเสรมิ สรา้ ง ประสทิ ธภิ าพด้านการ
บรหิ ารจัดการให้เกดิ รปู แบบการพัฒนาอยา่ งสร้างสรรค์ ใหเ้ กิดความรู้
แนวคดิ ประสบการณโ์ ดยการพูดคุย บรรยาย ซักถาม อภปิ ราย ระดมความคิดเหน็ ภายในกลุ่ม และวทิ ยากร
ผู้ทรงคณุ วุฒิทั้งประสบการณแ์ ละความรู้ ตอ่ องค์กรและบคุ ลากรต่อไป

ภาพท่ี 3 การประชมุ สมั มนาราชการ

ประโยชนข์ องการสมั มนา

ผลของการจัดสัมมนา หรอื การจัดการเรียนการสอนสมั มนา กอ่ ให้เกดิ ความ เจริญก้าวหนา้ ทางวิ
ชาการ อนั เปน็ ผลมาจากการศกึ ษา คน้ คว้า เพื่อเสนอบทความทางวิชาการ และการประมวลขอ้ เท็จจริงทาง
วชิ าการใหม่ ๆ เพอ่ื น าเสนอในรปู ของเอกสารประกอบการสมั มนา สามารถนาไปเปน็ แนวทางในการปรบั ปรุง
แก้ปัญหา หรอื สร้างสรรค์ การท างาน ดังไดม้ ีนกั วชิ าการ กล่าวถงึ ประโยชนข์ องการสัมมนา ดังตอ่ ไปน้ี
เกษกานดา สภุ าพจน์ (2549 หน้า3) ได้กล่าวถงึ ประโยชนข์ องการสัมมนา ดังนี้

1. ผ้จู ัดสัมมนาหรอื ผ้เู รยี นสามารถจัดสมั มนาไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ
2. ผู้เขา้ ร่วมสมั มนา ได้รบั ความรู้ แนวคิดจากการสัมมนา สามารถนาไปปรบั ใช้ในการทางาน
และชีวติ ส่วนตวั ได้
3.ผลจากการทีผ่ ู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับความรู้และความสามารถมากขึน้ จากการ สัมมนา
ชว่ ยทาให้ระบบและวิธกี ารทางานมีประสทิ ธภิ าพสูงขึ้น

4. การจดั สมั มนาจะช่วยแบ่งเบาภาระการปฏิบตั งิ านของผูบ้ ังคบั บญั ชา เพราะผู้ได้ บงั คับ
บญั ชาได้รบั การ สมั มนา ทาให้เขา้ ใจถงึ วิธีการปฏิบตั งิ านตลอดจนปัญหาต่าง ๆ และวธิ ีการ แกไ้ ขปรับปรงุ และ
พัฒนางานใหไ้ ดผ้ ลดี

5. เปน็ การพัฒนาผู้ปฏบิ ตั ิงานให้พรอ้ มอยเู่ สมอ ท่ีจะกา้ วไปรับตาแหนง่ ที่สูงกวา่ เดมิ
หรืองานทจ่ี าเปน็ ต้อง
อาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึง่ ผู้ปฏิบตั ิงานจะไม่ร้สู กึ ลาบากใน การปรบั ตวั เพราะไดร้ ับความรู้
ใหม่ ๆ ตลอดเวลา

6. เปน็ การสง่ เสริมความก้าวหน้าของผ้ปู ฏิบตั ิงาน เพราะโดยปกติแล้วการพจิ ารณา เลอ่ื น
ตาแหนง่ ผทู้ ่ีได้รบั การสัมมนาย่อมมีโอกาสได้รบั การพจิ ารณาก่อน

7. เกิดความคิดรเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์ เปน็ ผลให้เกิดแรงบันดาลใจม่งุ กระทากิจกรรมอนั ดี งามให้สังคม
8. สามารถสรา้ งความเข้าใจอันดงี ามต่อเพือ่ นร่วมงาน มีมนษุ ย์สัมพันธ์ เกดิ ความ ร่วมมือรว่ ม

ใจในการทางาน สามารทางานเป็นทีมไดเ้ ปน็ อย่างด
9. เกดิ ความกระตือรอื ร้น กล้าคิด กล้าทากล้าตัดสินใจ มีความรบั ผดิ ชอบ รูจ้ กั ยอมรับความ

คิดเหน็ ของผู้อื่น รู้จักใช้ดุลยพินจิ วิเคราะหป์ ัญหา สามารถแก้ปัญหาในการทางาน และเกิดภาวะผู้นา
ผล ยาวิชยั (2553 หนา้ 5) ได้กลา่ วถงึ ประโยชน์ของการสัมมนาไว้ดังน้ี

1. เปน็ การแลกเปลย่ี นข้อมูล ข่าวสารระหว่างผเู้ ข้าสมั มนา ทาให้มีความเข้าใจข้อเท็จจรงิ
ตา่ ง ๆ ดขี น้ึ ซงึ่ จะทาใหเ้ กิดความรว่ มมือเพ่อื ความสาเรจ็ ตอ่ ไป

2. เปน็ การรว่ มกนั แกป้ ัญหาโดยผนกึ ความคดิ ความรแู้ ละประสบการณ์ของคนหลายคน เขา้
ด้วยกนั ซงึ่ ย่อมไดผ้ ลดกี ว่าคน ๆเดยี ว และเป็นการชักจงู ใหห้ ลายคนเขา้ มามีสว่ นรว่ มในการ รับผิดชอบ

3. ก่อใหเ้ กิดความรู้สกึ ร่วมแรงรว่ มใจ มคี วามรูส้ ึกเป็นสว่ นหนึ่งของกิจกรรมนั้น ๆ เพราะ
ได้รับทราบเรือ่ งราว และมีสว่ นเปน็ ผกู้ าหนดเก่ยี วกับความเคล่อื นไหวเหล่านนั้ อย่ดู ว้ ย

4. เป็นการชวยผ่อนผันหรือทเุ ลาปญั หาท่ียังไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะผเู้ ข้าสัมมนาท่มี ี ปัญหา
ได้มโี อกาสระบายความอดั อั้นตนั ใจบ้างแลว้

5. เปน็ การช่วยให้ผเู้ ข้าสัมมนาไดฟ้ ังความคิดเห็นของผอู้ นื่ ซง่ึ จะทาใหม้ ที ศั นะท่ี กว้างขวางขึน้
และเกิดแนวคดิ ของตนเอง

6. ช่วยในการประสานงานได้ดี ถ้าผ้เู ข้าสมั มนาจากสถานท่หี ลายแหง่ ดว้ ยกัน ความสมั พันธท์ ่ี
เกิดขึ้นในระหว่างประชุมกลุ่มยอ่ ยจะช่วยใหม้ ีความเข้าอกเขา้ ใจเห็นอกเหน็ ใจกนั ยง่ิ ข้ึน

ไพโรจน์ เนียมนา ค (2554 หน้า 3) ได้กลา่ วไว้วา่ การสัมมนาและการฝกึ อบรมเป็น กิจกรรม

ทสี่ าคัญย่ิงในกที่ างานร่วมกัน ซง่ึ ตอ้ งอาศัยความคดิ ร่วมกันดว้ ย ผลที่ได้จากการสัมมนา และฝกึ อบรมทุกคนจะ
ได้รบั เช่นเดยี วกัน ไมอ่ ยา่ งใดก็อยา่ งหน่ึง ซงึ่ สามารถ

สรปุ ประโยชน์ของการสัมมนาและฝึกอบรมท่วั ไป มีดังนี้
1. เปดิ โอกาสให้สมาชิกมกี ารรับผิดชอบรว่ มกนั ในการดาเนินงานเพราะถ้าผู้หน่ึงผู้ใด ตัดสินใจ

ตามลาพังและเกดิ ผดิ พลาดข้นึ ผูน้ ้นั จะตอ้ งรบั ผิดชอบทั้งหมด แตถ่ า้ เป็นมตขิ องทป่ี ระชมุ ทุกคนจะต้อง
รบั ผดิ ชอบร่วมกัน

2. เปน็ เครือ่ งมอื สาคัญในการกระจายข่าวสารต่าง ๆ ไปไดท้ กุ ทศิ ทาง โดยแจ้งให้ผู้เข้า ประชมุ

ทราบแล้วนาไป ถ่ายทอดต่อไป นับว่าเปน็ การประชาสัมพนั ธข์ า่ วสารท่ดี อี ีกวธิ หี น่ึง
3.ชว่ ยใหก้ ารตัดสินใจรอบคอบยิง่ ขนึ้ เพราะการวนิ จิ ฉยั คนเดยี วอาจทาให้เกดิ ความ ผิดพลาดเน่อื งจาก

ขอ้ จากดั ทางความรู้ ความคิด ประสบการณ์และอื่น ๆ
4. ผู้เข้าสมั มนาหรอื ฝกึ อบรมได้มโี อกาสรับฟังความคดิ เหน็ ของผูอ้ ื่น ทาใหต้ นเองมีทศั นะ ที่กวา้ งขวางขน้ึ

5. เปน็ โอกาสดีที่ผเู้ ข้ารว่ มการสมั มนาและฝกึ อบรมจะได้พบปะสงั สรรค์ แลกเปลีย่ น ความ

คิดเหน็ ในเร่ืองตา่ ง ๆ ทงั้ เร่ืองสว่ นตวั และเรื่องหนา้ ทก่ี ารงาน จะก่อให้เกดิ ความรู้สึกร่วมแรง ร่วมใจ สร้าง
ความรู้สึกเปน็ ส่วนหนง่ึ ของหนว่ ยงานและช่วยใหเ้ กิดการประสานงานทด่ี ีในโอกาส ต่อไป

6. ชว่ ยเพ่มิ ผลผลติ ทง้ั ปรมิ าณและคุณภาพ
7. ชว่ ยแก้ปญั หาในการปฏิบตั ิงาน ลดภาระในการควบคุม รวมถงึ ชว่ ยลดอุบตั ิเหตุ
8. ชว่ ยส่งเสริมทัศนคติตอ่ องค์การ

9. ช่วยลดการส้นิ เปลอื งต่าง ๆ ลดต้นทุน
10. ช่วยใหพ้ นักงานมขี วัญและกาลังใจดขี น้ึ

11. ช่วยพัฒนาบคุ ลากรใหม้ คี ุณภาพสูงข้ึน นอกจากประโยชนท์ ่ีไดจ้ ากการสัมมนาและการ
ฝึกอบรม ดงั กล่าว ข้างต้น ซ่ึง ล้วนแตเ่ ปน็ กระบวนการพฒั นาทรพั ยากรบคุ คลใหม้ ีคุณภาพ อันจะนาไปสกู่ าร
ทางานท่ีมี ประสิทธภิ าพ องค์การเจรญิ ก้าวหน้า สามารถจะแบ่งตามภารกิจของประโยชนแ์ ต่ละด้าน แบ่ง

ได้ดังนี้
1. ประโยชน์ต่อตนเอง ไดแ้ ก่

1.1 ช่วยเพม่ิ ทักษะ ความรูค้ วามสามารถ นาไปสกู่ ารเพมิ่ ประสิทธภิ าพในการ ปฏบิ ัตงิ าน
1.2 ชว่ ยให้สามารถปรบั ตวั ใหท้ นั กับความเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกจิ สงั คม เทคโนโลยี
และการเปลี่ยนแปลงอ่ืน ๆ

1.3 ช่วยพัฒนาบคุ ลกิ ภาพของตนเองและปรับปรงุ วิธีการปฏบิ ตั ิงานใหเ้ หมาะสมกับงานทป่ี ฏิบัติ
1.4 ชว่ ยใหม้ คี วามเชอื่ ม่ันในตนเอง พร้อมทีจ่ ะทางาน กล้าเผชญิ ปัญหา

1.5 ช่วยให้เปน็ ผู้รู้จกั ศึกษาเรียนรูต้ ลอดชีวิต เปน็ ทรพั ยากรบุคคลทม่ี ีค่าขององคก์ ร
และประเทศชาติ

1.6 ชว่ ยใหร้ จู้ ักบคุ คลหรือมิตรมากขน้ึ อันจะเปน็ ประโยชน์ต่อการประสานการทางานให้

พฒั นาก้าวหนา้ ต่อไปได้
2. ประโยชนต์ อ่ องคก์ ร ได้แก่

2.1 ชว่ ยเสรมิ สรา้ งทัศนคติท่ถี กู ตอ้ งในการปฏิบัติงานของบุคลากรและเป็นทีพ่ ึง ประสงค์ของ
หน่วยงาน

2.2 ช่วยเสรมิ สร้างขวัญกาลังใจในการทางานแกผ่ ู้ปฏิบตั งิ าน

2.3 ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้ปฏิบัติงาน โดยการเพิ่มคณุ ภาพของผูป้ ฏิบตั งิ านที่ มอี ยู่
จากดั แทนการเพม่ิ งบประมาณ หรอื เพิม่ จานวนผูป้ ฏิบตั ิงาน

2.4 ช่วยยกระดบั ความสามารถของบคุ ลากรในการปฏบิ ตั งิ านให้เป็นไปตามทิศทาง เป้าหมาย
และนโยบายขององค์การ

2.5 ชว่ ยเสรมิ สร้างความรูค้ วามเขา้ ใจ เพ่อื หลกี เล่ียงปัญหาท่ีเกดิ ขึ้นได้
2.6 ช่วยประหยดั งบประมาณรายจา่ ย
2.7 ช่วยให้บคุ ลากรเกิดการเรยี นรู้ และมปี ระสบการณ์โดยมีผลกระทบตอ่ งานที่ ปฏบิ ัติ
2.8 ทาใหเ้ กิดความสามัคคใี นหน่วยงาน การสัมมนา และการฝึกอบรมจะทาให้ บุคลากรมี
โอกาสไดแ้ ลกเปลยี่ นประสบการณ์ซง่ึ กันละกัน ช่วยใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจกันมากย่งิ ขนึ้
2.9 ชว่ ยเพม่ิ ผลผลติ ในการบริหารจัดการ
สรปุ ไดว้ ่า ประโยชนท์ ่ีไดร้ ับจากการสมั มนาและการฝึกอบรมนัน้ จะมี ความครอบคลุม ทง้ั ใน
สว่ นผู้บรหิ าร เจ้าหนา้ ที่ในการดาเนินการจดั การฝึกอบรม และแม้แตผ่ ู้เขา้ รับการฝึกอบรม เพ่อื ใหท้ ราบว่าควร
จะตอ้ งจดั เตรียมสง่ิ ใดกอ่ นเขา้ อบรมสัมมนา และรวมถึงผลประโยชนท์ ท่ี กุ ฝา่ ย ควรจะไดร้ บั ภายหลังท่ีส้นิ สุด
สัมมนาและการฝกึ อบรม เป็นตน้ นอกจากประโยชนด์ งั กล่าวแลว้ ผล ของการจดั สมั มนา หรือการจัดการเรียน
การสอนสมั มนา ยงั กอ่ ใหเ้ กดิ ความเจรญิ กา้ วหน้าทาง วิชาการ อนั เป็นผลมาจากการศกึ ษา ค้นคว้า เพือ่ เสนอ
บทความทางวิชาการ และการประมวล ข้อเทจ็ จริงทางวชิ าการใหมๆ่ เพ่อื น ๆเสนอในรปู ของเอกสาร
ประกอบการสัมมนา รวมทั้งสรุปผล รายงานสมั มนาทีไ่ ด้หลังจากการสมั มนาเสร็จส้นิ สามารถนาไปเปน็
แนวทางในการปรับปรุง แกป้ ญั หา หรือสรา้ งสรรค์การทางาน นอกจากน้ียงั เปน็ หนทางให้บรรลุขอ้ ตกลง
เกดิ การ ประนปี ระนอมกนั ในระหวา่ งหนว่ ยงานเดยี วกนั หรือตา่ งหน่วยงาน และเกิดการพัฒนาตน พฒั นาคน
พัฒนางาน และสังคมโดยส่วนรวม

ภาพท่ี 4 การประชมุ ถามหวั ขอ้

วัตถปุ ระสงคข์ องการสมั มนา

วัตถุประสงค์หรอื ความมุ่งหมายในการสัมมนา นอกจากจะได้เพิ่มทกั ษะ ความรู้ให้แก่ผู้ เข้ารับ
สัมมนาแลว้ ยงั มีวัตถุประสงคท์ ่ีสาคัญหลายประการ ดังนักวชิ าการได้กลา่ วไว้ ดังนี้

สทุ ธนู ศรไี สย์ (2544 หน้า5) ได้กลา่ วถงึ วตั ถุประสงค์ของการสมั มนาไว้ดงั นี้

1. เพอ่ื การศกึ ษาและเรยี นรู้ประเดน็ ต่าง ๆ ของปญั หาเพือ่ น าไปสู่การแกป้ ญั หา
2. เพอ่ื คน้ คว้าหาคาตอบ ขอ้ เสนอแนะหรือหาข้อยตุ ทิ ่ีจะใช้แกป้ ัญหาร่วมกัน

3. เพอ่ื น าผลของการสมั มนาเปน็ เคร่ืองมอื ในการตัดสินใจหรอื กาหนดนโยบาย
4. เพ่ือการพัฒนาและการปฏบิ ัติงานใหบ้ รรลุตามเป้าประสงค์ สมจิตร เกิดปรางค์ และ นตุ
ประวณี ์ เลศิ กาญจนวตั (2545,หนา้ 73) ได้กลา่ ววา่ การ สมั มนาโดยทัว่ ไปมวี ัตถปุ ระสงค์ทส่ี าคญั ดังน้ี คือ

1. เพ่อื เพิม่ พูนความรู้ ความสามารถ และประสบการณแ์ กผ่ ้เู ข้าร่วมสมั มนา
2. เพื่อแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ ซึ่งกันและกัน ระหวา่ งผ้เู ขา้ สมั มนาด้วยกนั และผู้เขา้ สัมมนา

กับวทิ ยากร
3. เพอ่ื คน้ หาวธิ ีการแกป้ ัญหาหรือแนวทางปฏบิ ัตริ ว่ มกัน
4. เพอื่ ให้ไดแ้ นวทางประกอบการตัดสินใจหรอื การหนดนโยบายบางประการ

5. เพ่อื กระตุ้นให้ผู้ร่วมเข้าสมั มนานาหลักวธิ ีการที่ไดเ้ รียนรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ การสัมมนา
แตล่ ะครง้ั จะบรรลุวัตถุประสงคม์ ากน้อยเพียงใดนอกเหนอื จากกระบวนการ จดั สัมมนาและวทิ ยาการแลว้

สมาชิกผ้เู ข้าร่วมสมั มนา มีความสาคัญมากเช่นเดียวกนั เพราะ เปา้ หมายท่ีเด่นชัดของการสัมมนากค็ อื ผู้เข้ารว่ ม
สมั มนาทกุ คนตอ้ งทาหนา้ ท่เี ปน็ ท้ังผใู้ หแ้ ละ ผ้รู บั คือเปน็ ผฟู้ งั ความคิดเหน็ จากผู้เขา้ รว่ มสัมมนาดว้ ยกนั และใน
ขณะเดียวกันก็เป็นผเู้ สนอความ คดิ เหน็ ใหแ้ กก่ ลมุ่ ด้วย ดังน้นั หวั ใจของการสัมมนาจงึ อยทู่ วี่ ่าสมาชกิ ทุกคนได้มี

สว่ นร่วม ไดแ้ สดง ความคดิ เห็น และได้เสนอแนวคิดใหแ้ ก่กลุม่ เป็นประการสาคญั
ไพพรรณ เกียรติโชติชยั . (2548, หน้า 56) ไดก้ ล่าวว่า การสัมมนา มวี ตั ถุประสงค์เพื่อ

ยกระดบั ประสิทธิภาพทมี่ ีลกั ษณะเดน่ อยา่ งหนง่ึ หรอื มากกว่าหนึ่งขนึ้ ไป เพือ่ ใหเ้ กดิ ผลสาเรจ็ ทงั้ ความรใู้ หม่
และขอ้ มลู ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน โดยการสอนทักษะใหมใ่ ห้หรือโดยการสรา้ งใหแ้ ตล่ ะ คนมีเจตคติใหม่ คา่ นยิ ม
มีแรงจูงใจ พรอ้ มทง้ั มคี ณุ สมบัติของบคุ ลกิ ภาพท่ีดี การสัมมนาโดยทว่ั ไป มักจะจดั เปน็ หลกั สูตรเฉพาะสาหรับ

กลุ่มงาน หรอื กลุ่มบรหิ าร มีความมงุ่ หมายเพ่อื เป็นการพัฒนา บทบาทพฤติกรรมและใหม้ ีความเขา้ ใจในการ
ปฏบิ ตั งิ านเพ่ือให้เกดิ ประสิทธิภาพในการปฏบิ ตั งิ าน ของทุกคน การใช้โอกาสในการสัมมนา เพ่ือฝึกอบรมหรือ

พฒั นาให้มีประสทิ ธภิ าพและให้มี ผลสัมฤทธใ์ิ นการทางาน
นริ นั ดร์ จุลทรพั ย์ (2550 หนา้ 270) ได้กล่าววา่ การสมั มนาโดยทว่ั ไปมวี ัตถปุ ระสงค์ท่ี สาคัญดังนี้

1. เพื่อเพ่มิ พูนและเตมิ เตม็ ความรู้ความสามารถ ทักษะประสบการณท์ ง้ั ดา้ นวชิ าการ หรอื ด้าน

วชิ าชพี แกผ่ เู้ ขา้ ร่วมสมั มนาโดยตรง
2. เพื่อแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นระหว่างกันและกนั ของผเู้ ขา้ ร่วมสัมมนากับ วทิ ยากรหรอื ผู้

เชียวชาญในเรือ่ งหรือสาขาวิชาเฉพาะทางนั้น ๆ
3. เพื่อค้นหาคาตอบ วิธีการแก้ปญั หาหรือแนวทางการแกป้ ญั หาในทางปฏบิ ตั ริ ว่ มกนั
4. เพอ่ื ใหไ้ ด้แนวทางสรุป ประกอบการตัดสินใจ หรอื หาแนวทางการแกป้ ญั หา หรือ กาหนด

นโยบายของหน่วยงาน องค์กรบางประการ
5. เพอ่ื สร้างความตระหนักหรอื กระตุ้นใหผ้ ้เู ข้าร่วมสมั มนา นาหลักการวธิ ีการเรยี นรู้หรือ

แนวทางปฏบิ ัติไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหนา้ ท่ีและภาระงานทป่ี ฏิบัตหิ รอื รับผิดชอบต่อไป

จากความหมาย ข้างต้น สรุปไดว้ า่ วตั ถุประสงค์ของการสมั มนาการ คอื การเพ่มิ พูน ความรู้
ทักษะและประสบการณ์ แลกเปล่ยี นความคดิ เห็นระหวา่ งผู้เข้าร่วมสัมมนา ค้นหา แนวทางวิธีในการปฏิบตั ิ
ร่วมกันเพื่อแกไ้ ขปัญหา หรอื กาหนด นโยบายบางประการ และเพ่ือ ฝึกอบรมหรอื พัฒนาให้ผู้เข้าร่วมให้มี
ประสิทธิภาพในการปฏิบัตงิ านท่ีสูงข้ึน ท้ังนย้ี อ่ มขึ้นอยกู่ บั กระบวนการจดั การสัมมานาทดี่ ีควบค่กู ันไปด้วย

ภาพท่ี 5 การประชมุ กลมุ่ ทีม

ภาพท่ี 6 การประชุมเป็นทีม

ภาพท่ี 7 การประชุมกลุม่ งาน

องคป์ ระกอบของการสัมมนา

การสัมมนาเปน็ วิธีการประชุมและการสอนรูปแบบหน่ึง ทมี่ ีกลุ่มบคุ คลมารว่ มแสดง
ความคดิ เห็นโดยใช้หลกั การ เหตุผล ประสบการณ์ และความรตู้ ่าง ๆ นามาเสนอแนะแลกเปลย่ี น เพม่ิ พูนหา
ประโยชน์ร่วมกันในการแก้ปัญหานนั้ ๆ ให้สาเร็จลุล่วงดว้ ยดี หรือนาแนวทางท่ไี ด้รบั จาก การสมั มนาไป
ปรับปรุงแก้ไข พฒั นาการดาเนินการสมั มนาแตล่ ะครั้งมีองคป์ ระกอบสาคัญ 5 ดา้ น
(เกษกานดา สภุ าพพจน์.2549 หนา้ 22-41,ผล ยาวชิ ัย .2553 หนา้ 7-12)

1. องค์ประกอบด้านเนอื้ หา องคป์ ระกอบด้านเนอ้ื หาของการสมั มนาไดแ้ กส่ าระของ เรื่องราวที่นามาจัดลาดับ
ก่อนหลังอยา่ งเป็นระบบประกอบดว้ ยรายละเอยี ด ดังนี้

1.1 ชือ่ เรอ่ื ง หรือช่ือโครงการทีน่ ามาจัดสัมมนานบั ว่าเป็นปัจจัยสาคญั อยา่ งหน่งึ ที่ผู้ จัด
สัมมนาควรจะไดพ้ จิ ารณาว่าจะเลอื กเรอื่ งอะไร ทจี่ ะนามาจดั สมั มนาจงึ จะไดร้ บั ประโยชน์คุ้มคา่ สงิ่ ที่ควร
คานงึ ถงึ ในการพจิ ารณาเกย่ี วกับ ชอ่ื เรอ่ื ง ในการจัดสมั มนา ได้แก่

1.1.1 ควรเปน็ เร่ืองท่ตี อ้ งการศึกษาปัญหา หาแนวทางแกไ้ ขทีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั งาน หรอื เร่อื งท่ี
กาลงั ศกึ ษาอยู่และเป็นเร่ืองทีต่ นเองถนดั รแู้ จ้ง รู้ลกึ ซง้ึ เปน็ อยา่ งดี

1.1.2 มคี วามทันสมยั สอดคลอ้ งกับสภาการณ์ปัจจุบัน
1.1.3 สามารถกาหนดปญั หา หาแนวทางการแกไ้ ขปญั หาไดอ้ ย่างเป็นระบบ
1.1.4 เป็นเรือ่ งที่ไมก่ วา้ ง ไม่แคบจนเกนิ ไป ควรเป็นเรอ่ื งท่มี ีขอบเขตเฉพาะเรอ่ื ง สามารถ
กาหนดปัญหา และแนวทางการดาเนนิ การจัดสมั มนาไดช้ ดั เจน
1.2 จดุ มงุ่ หมายของการจัดสมั มนา โดยปรกตแิ ลว้ การจัดสมั มนาก็เพือ่ เป็นการฝกึ ผเู้ ข้ารว่ ม
สัมมนา หรอื นกั ศกึ ษาทีน่ อกจากเพื่อใหไ้ ด้เกิดการเรียนรู้ แลกเปล่ียนความคิดเหน็ แล้วยงั ทาให้เกิดการเพม่ิ พนู
ความรปู้ ระสบการณ์ ไดร้ บั แนวความคิดใหมๆ่ สามารถนาไปปรบั ปรุงแก้ไข และพฒั นาตนเอง หนว่ ยงานที่
รับผดิ ชอบเปน็ การสรา้ งสรรค์ตอ่ สว่ นรวมและสงั คม อย่างไรกต็ ามในการสมั มนาจาเป็นทีจ่ ะตอ้ งมี หรอื เขยี น
จดุ มงุ่ หมายของการสัมมนา ไวใ้ หช้ ดั เจน เพือ่ คณะกรรมการผู้ดาเนินการจัดสมั มนา ผู้เขา้ รว่ มสัมมนา วิทยากร
และบคุ คลอน่ื ๆ ท่เี กย่ี วข้องจะไดเ้ ข้าใจ และดาเนินการสัมมนาใหเ้ ป็นไปตามจุดมุง่ หมายทตี่ งั้ ไว้ การเขียน
จุดม่งุ หมายมักจะกาหนดเพ่ือให้บรรลุเปา้ หมาย หรอื ไดร้ บั สาระตาม ตอ้ งการอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ไดแ้ ก่
1.2.1 เพอ่ื ศึกษาและสารวจปัญหาเร่ืองใดเรอ่ื งหนึ่งที่อย่ใู นความสนใจ
1.2.2 เพื่อใหไ้ ดว้ ธิ กี ารหรอื แนวทางในการแกป้ ญั หาเรอื่ งใดเร่อื งหนง่ึ
1.2.3 เพอื่ ศึกษาคน้ ควา้ วิจยั ในเร่ืองทมี่ คี วามจาเป็นเร่งด่วน
1.2.4 เพือ่ เรยี นรู้ และมีการแลกเปล่ยี นผลของการศกึ ษาค้นควา้ วิจัยระหว่าง
ผู้เรียนทเ่ี รยี นร่วมกนั
1.2.5 เพื่อร่วมพิจารณาหาข้อสรปุ ผลรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าในเรือ่ งที่สนใจ
1.3 กาหนดการสมั มนา นบั ว่าเป็นเร่อื งทีจ่ าเปน็ ประการหน่งึ ที่ผู้จดั สัมมนาควร จะต้องมีการ
วางแผนกาหนด และจัดทาเพราะจะทาใหท้ ราบช่วงเวลาของการดาเนินการแต่ละ รายการของการสมั มนา ซ่งึ
กาหนดการสมั มนาควรระบสุ ิ่งตอ่ ไปน้ี
1.3.1 ชือ่ กลมุ่ สาระวชิ า กล่มุ บุคคลผูด้ าเนินการ หรือผู้รับผดิ ชอบจดั สัมมนา
1.3.2 ชื่อเรอ่ื งสัมมนา
1.3.3 วัน เดอื น ปี ท่จี ดั สมั มนา
1.3.4 สถานที่จัดสมั มนา

1.4 ผลท่ไี ด้จากการสัมมนา เปน็ ส่ิงทีผ่ ู้จัดสัมมนาไดค้ าดหวังวา่ การจดั สมั มนาจะ ทาให้
ผู้เขา้ ร่วมสมั มนาไดร้ บั ผลประโยชนท์ ัง้ เชิงปรมิ าณและคณุ ภาพ จึงเป็นเรื่องที่ผู้จดั สมั มนา จะตอ้ งมกี ารกาหนด
ผลที่คาดว่าจะไดร้ บั จากการสัมมนาไวด้ ้วย ตวั อย่างเช่น ผลที่ได้จากการ สัมมนา ผู้เข้าร่วมสัมมนาจานวน 90 คน
ไดร้ บั ความรู้และสามารถนาเอาความรู้ทไี่ ด้จากการ สัมมนาไปพัฒนางานที่ตนปฏิบตั ิอยไู่ ดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
2. องคป์ ระกอบดา้ นบคุ ลากร องคป์ ระกอบด้านบุคลากร หมายถึง บคุ คลทีเ่ กีย่ วขอ้ ง ในการจดั สัมมนาแตล่ ะ
ครงั้ จะประกอบไปดว้ ยบคุ ลากร ดงั น้ี

2.1 บุคลากรฝา่ ยจดั สมั มนา หรือคณะกรรมการจัดสัมมนาใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ ทีต่ ง้ั ไว้
คณะกรรมการอาจแบ่งออกเปน็ ฝ่ายตา่ ง ๆ ได้แก่ ประธาน รองประธาน เลขานกุ าร ฝา่ ย ทะเบียน ฝา่ ยเอกสาร
ฝา่ ยเหรัญญิก ฝ่ายพิธกี าร ฝา่ ยอาคารสถานที่ วัสดอุ ปุ กรณ์ ส่ือทัศนูปกรณ์ ฝ่ายอาหารและเคร่อื งดื่ม
ฝา่ ยประชาสมั พันธ์ ฝ่ายปฏิคม และฝ่ายประเมนิ ผล คณะกรรมการแต่ละฝ่ายท่ีกาหนดข้ึน อาจจะมีการผนวก
รวมกับบางฝ่ายงานเขา้ ดว้ ยกนั ส่วนจานวนบคุ ลากรท่จี ัดใหร้ ับผดิ ชอบแต่ละฝา่ ยอาจมจี านวนท่ีไมเ่ ท่ากนั ขนึ้ อยู่
กับความจาเป็นความสามารถของบุคคล เพราะว่าบางงานบางฝา่ ยบุคลากรมคี วามสามารถหลายด้าน
ก็ สามารถปฏิบตั งิ านไดห้ ลายอยา่ งในเวลาเดยี วกัน แต่อยา่ งไรกต็ ามการออกคาสัง่ แต่งตงั้ คณะกรรมการต้อง
ลงนามคาสั่งแต่งต้งั โดยผบู้ งั คับบัญชาสงู สุดของหน่วยงาน หรือองค์กรน้นั ๆ

2.2 วทิ ยากร คือบคุ คลท่ที าหน้าทเ่ี ป็นผู้บรรยาย ผูน้ าอภิปราย และเปน็ ผู้ ถา่ ยทอดความรู้
ประสบการณ์โดยนาเสนอผ่านสือ่ ต่าง ๆ นาเสนอใหก้ บั ผเู้ ข้าร่วมสัมมนาดว้ ยความมุ่งหวังทีจ่ ะให้ผู้เข้ารว่ ม
สมั มนาได้รบั ความรแู้ ละประสบการณ์อย่างเต็มที่ ดงั นั้นวทิ ยากรจงึ เป็น บคุ คลที่มีความรู้ มคี วามสามารถ
มปี ระสบการณ์ มคี วามเชีย่ วชาญเฉพาะทางดา้ นใดด้านหนง่ึ หรอื เปน็ บุคคลท่มี ชี อ่ื เสยี งเป็นทมี่ ีความรู้
ความสามารถเก่ียวข้องกบั หวั ขอ้ เร่อื งท่ีใชใ้ นการสัมมนา นน้ั ๆ

2.3 ผู้เขา้ รว่ มสัมมนา ไดแ้ ก่บุคคลท่ีมีความสนใจใฝร่ ู้ในปัญหา หรอื ประสบปัญหาตอ้ งการ
แสวงหาแนวความคดิ ใหม่ ๆ หรอื มีความมงุ่ หมาย ตอ้ งการแลกเปลีย่ นเรียนรซู้ งึ่ กันและกัน ผูเ้ ขา้ รว่ มสว่ นใหญ่
เปน็ ผู้ทมี่ พี ื้นฐานความรู้และมปี ัญหาทสี่ นใจจะศกึ ษาคล้ายคลงึ กัน
3. องคป์ ระกอบดา้ นสถานท่ี สถานท่ี เครอื่ งมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ท่ีใช้สมั มนาควรมี ดงั นี้

3.1 ห้องประชมุ ใหญ่ หมายถึง ห้องประชุมขนาดใหญ่ท่ีใช้ในการสัมมนา กาหนด ท่นี ง่ั
สามารถบรรจุผู้เข้ารว่ มสมั มนาไดจ้ านวนมาก ควรระบสุ ถานท่ตี ง้ั และการเดินทางเข้าถงึ สถานที่จดั สมั มนา

3.2 ห้องประชุมขนาดกลางหรือขนาดเลก็ อาจตอ้ งมมี ากกว่าหนง่ึ หอ้ ง ควรอยู่ ในพนื้ ทใี่ กลก้ ัน
หรือบรเิ วณเดียวกนั กับห้องประชุมใหญ่ ทง้ั น้เี พอ่ื ความสะดวกในการรว่ มกจิ กรรม หรือประสานงานหากมี
ปญั หา และเพอ่ื ความสะดวกในการเดนิ ทางมายงั หอ้ งประชมุ ใหญ่

3.3 ห้องรบั รอง เปน็ ห้องท่ใี ชส้ าหรบั รับรองวิทยากร แขกพเิ ศษ เพ่อื ให้พักผ่อนหรอื เตรยี มตวั
ก่อนการสัมมนา แต่ถ้าสถานทีม่ ีพ้ืนทจี่ ากัด อาจใช้ส่วนหนา้ ของห้องประชมุ จัดวางโตะ๊ รบั แขก สามารถใช้
ประโยชน์บนพ้ืนท่ดี งั กล่าวได้

3.4 หอ้ งรับประทานอาหารว่างมมุ พกั ผอ่ นนองหอ้ ง หรอื หนา้ หอ้ งประชุม เป็น พน้ื ที่จัดไว้
สาหรบั ให้ผ้เู ข้าร่วมสมั มนา ไดม้ าพักรวมทัง้ เปน็ จุดพักรบั ประทานอาหารว่าง

3.5 อปุ กรณ์โสตทัศนปู กรณ์ ไดแ้ ก่ ชุดไมโครโฟนชนดิ ตงั้ โต๊ะไมโครโฟนชนิดตงั้ พนื้ ไมโครโฟน
ไร้สาย ไมโครโฟนชนดิ เลก็ ใช้หนีบติดปกคอเส้อื เครอ่ื งขยายเสียง เครอ่ื งฉาย โปรเจ็กเตอร์โน้ตบคุ๊ และอปุ กรณ์
ไฟฟา้ เกี่ยวกับเครอื่ งเสียง สี แสง และอ่นื ๆ

3.6 หอ้ งรับประทานอาหาร เป็นห้องที่อานวยความสะดวก จดั ไว้สาหรบั ให้ ผูเ้ ข้ารว่ มสมั มนา
ได้ร่วมรบั ประทานอาหารอาจเป็นทัง้ หอ้ งรบั ประทานอาหารเชา้ กลางวนั และหาร เยน็ ในพื้นทเ่ี ดียวกัน

3.7 อุปกรณ์เครอื่ งมอื ประเภทเครื่องคอมพวิ เตอร์ เคร่อื งปริ้นเตอร์ และวสั ดอุ ืน่ ๆ ทีจ่ าเป็น
ในการจัดทาเอกสารประกอบคาบรรยายเอกสารสรุปการจัดสมั มนา ตลอดจนเอกสารและ แบบฟอรม์ อื่น ๆ ที่
ใช้ในการสมั มนา

3.8 อุปกรณ์ด้านเครื่องเขยี นเครอ่ื งใช้สานกั งานทมี่ คี วามจาเป็นมีไวใ้ ช้ ไดแ้ ก่ ดินสอ ปากกา
ปากกาสาหรับเขยี นกระดานไวท์บอรด์ นา้ ยาลบคาผ กระดาษถา่ ยเอกสาร กระดาษใช้พิมพ์งาน เคร่ืองเขยี น
ไม้บรรทัด คลปิ เสียบ ป้ายชอ่ื ตดิ หนา้ อกผู้เข้าร่วมสมั มนา คณะกรรมการแต่ละฝ่าย ฯลฯ อปุ กรณ์เหลา่ นีค้ วรติด
ไวใ้ ห้พรอ้ มทจ่ี ะใชง้ านไดท้ นั ทีท่ตี อ้ งการ
4. องค์ประกอบด้านเวลา การกาหนดเวลาสาหรบั การสัมมนา เป็นองค์ประกอบที่ สาคญั ประการหน่งึ ผู้จัดการ

สมั มนาควรวางแผนใหด้ วี า่ ควรจะใช้วันใดเวลาใด ดาเนนิ การจัดการ สมั มนาจงึ จะเหมาะสมเพื่อให้เกดิ ความ
สะดวกแก่ทุกฝ่าย ไม่วา่ จะเปน็ ผู้จดั สัมมนา จะได้มีเวลา สาหรบั การเตรยี มการ วทิ ยากร และผเู้ ข้าร่วมสัมมนา
สะดวกทจี่ ะมาสัมมนาจงึ ควรคานงึ ถงึ ใน เรื่อง ดงั ตอ่ ไปนี้

4.1 ระยะเวลาสาหรับการเตรียมการ ผู้จัดสมั มนาควรวางแผนปฏบิ ัติงานให้ ชัดเจนว่างานแต่
ละอย่างแตล่ ะประเภททต่ี ้องทานัน้ จะใช้เวลานานเทา่ ใดจงึ จะแลว้ เสร็จ จนถึงวนั ที่ จะต้องจดั สัมมนาเพราะงาน
บางอย่างต้องทาล่วงหนา้ กอ่ น เชน่ การประชุมวางแผนจัดทาโครงการ การวางแผนศกึ ษาดูงานนอกสถานท่ี
ประกอบการสัมมนา วางแผนเก่ียวกบั วทิ ยากร การจดั สถานที่ งบประมาณ และการวางแผนการประเมินผล
เป็นต้น ระยะเวลาสาหรับการดาเนินการบางเรอ่ื ง อาจใชเ้ วลามาก บางเร่อื งอาจใชเ้ วลานอ้ ย บางเร่อื งต้องทา
อยา่ งตอ่ เนอื่ ง ผจู้ ัดทาสัมมนา จงึ ควรทีจ่ ะได้วางแผนไวอ้ ย่างรอบคอบ มีการคาดคะเนสถานการณ์ใหด้ ีจะ
สามารถเตรียมการให้ ทันตามกาหนดได้

4.2 การเชญิ วิทยากร เป็นเรือ่ งสาคัญอกี เร่ืองหน่ึง ทผ่ี ู้จดั สมั มนา ควรจะวางแผน ให้ดี เพราะ
วทิ ยากรบางท่าน เป็นผู้ที่มีชอื่ เสียงมากมักจะไม่วา่ งบางท่านต้องตดิ ต่อล่วงหน้าใน บางครั้ง ถงึ กบั ต้องเลอ่ื นวัน
จัดสัมมนาออกไป เพื่อจะให้ตรงกับวันทว่ี ทิ ยากรว่าง เพราะหวงั วา่ จะ ได้วทิ ยากรท่มี คี ุณภาพมาบรรยาย กรณี
เชน่ นี้ เกิดน้อยคร้ังมาก เพราะไมจ่ าเปน็ จรงิ ๆ กจ็ ะไม่ เปลย่ี นวัน เวลา ท่กี าหนดจัดสัมมนาไว้ หากได้ออก
หนังสือเชญิ ผู้เข้าร่วมสมั มนาไดท้ ราบวันเวลา แล้ว เพราะเป็นการย่งุ ยากสิน้ เปลืองคา่ ใชจ้ ่าย รวมทัง้ ยังเสยี เวลา
ในการแจง้ ให้ผรู้ ่วม สัมมนาได้ ทราบวนั เวลาใหม่ หากวทิ ยากรที่ไดเ้ ชญิ ไปไมม่ า ควรเปลย่ี น วทิ ยากรท่ีมี
คุณสมบตั ิใกลเ้ คียง แทน

4.3 วนั เวลา ทใ่ี ช้ในการสัมมนาจะใช้กว่ี นั ขนึ้ อยูอ่ ับเรื่องทส่ี ัมมนาว่ามขี อบเขต กวา้ งมาน้อย
เพียงใดอาจเพียงวนั เดยี ว บางเรอ่ื งใชเ้ วลาสามวนั บางเร่ืองใช้เวลาถงึ ห้าวนั หรืออาจ มากกว่านั้น ท้ังน้ขี ึ้นอยู่กับ
ความน่าสนใจ ความจาเปน็ ของเรอ่ื งทีต่ ้องการรู้ หรอื ขึ้นอยู่กบั ปัญหางานท่ปี ระสบอยู่พอดี บางเรอื่ งอาจตอ้ งมี
กจิ กรรมเสริม เช่น การศึกษาดงู านประกอบการสมั มนา ในเรอ่ื งที่เก่ยี วขอ้ ง

ขอ้ ควรสังเกตในการใช้เวลาเพอ่ื จัดสมั มนา หากใช้เวลาน้อยเกนิ ไปอาจส่งผลทาให้การ
อภิปรายการแสดงความคิดเห็นไมก่ วา้ งขวาง แต่ถ้าหากใช้เวลามากเกนิ ไปอาจส่งผลทาให้ บรรยากาศของการ
สมั มนานา่ เบือ่ ที่เปน็ ประโยชนน์ ้อย หรอื อาจตอ้ งใช้งบประมาณเพ่ิมข้นึ โดยใช่ เหตุ ดังน้นั ในการกาหนดวนั เวลา
ท่ีใช้ในการสมั มนา จึงควรกาหนดให้ทนั ต่อการเตรียมการในทกุ ๆ เรอ่ื ง จัดวนั เวลาใหพ้ อดีกบั หัวข้อเรอื่ งที่ใช้ใน
การสัมมนา และสามารถปรับยดื หยุน่ ไดบ้ า้ งตาม ความเหมาะสม
5. องค์ประกอบดา้ นงบประมาณ การดาเนินงานจดั สัมมนายอ่ ยมคี ่าใช้จ่ายเกีย่ วกับ การดาเนินงาน
ค่อนขา้ งมาก คณะผู้ดาเนินงานจดั ทาสัมมนาตอ้ งวางแผนงานด้านคา่ ใชจ้ ่ายให้ดี ดว้ ยความรอบคอบ เพื่อใหก้ าร
ประมาณค่าใช้จ่ายอยู่ในภาวะเพียงพอไม่ขาด หรอื ติดขัดใน คา่ ใช้จ่ายฉุกเฉินซงึ่ อาจเกิดภายหลังได้ ขอ้ ควร
คานึงถงึ การจัดทางบประมาณค่าใช้จา่ ยในการ ดาเนนิ งานจัดสมั มนาทเ่ี รียกวา่ การจดั ทางบประมาณ ไดแ้ ก่

5.1 จดั ประมาณการค่าใช้จา่ ย แตล่ ะฝ่ายทีท่ าหน้าทรี่ บั ผดิ ชอบงาน จัดประมาณ
การค่าใช้จา่ ยที่ตอ้ งใช้จ่ายท้งั หมดของฝ่ายตนเองออกมาในรปู ของบัญชีค่าใช้จา่ ย นาเสนอฝา่ ย เหรญั ญิกและที่
ประชมุ เพ่อื พจิ ารณาถึงความเหมาะสมสาหรบั ค่าใช้จา่ ยแต่ละรายการของแต่ละ ฝ่ายกอ่ นโดยใหม้ รี ายละเอียด
ให้มากที่สุด อยา่ ให้ตอ้ งตกหลน่ ในรายการใดรายการหน่งึ ไป

5.2 คา่ ใช้จา่ ยต่าง ๆ ท่เี กย่ี วข้องกับวัสดุอุปกรณ์ที่จาเป็นต้องจดั ซ้อื ควรมรี ายการ ราคาตาม
ทอ้ งตลาด หรืออาจใช้วิธสี บื ราคาวสั ดอุ ุปกรณเ์ หล่านัน้ กอ่ น เพอ่ื การประมาณค่าใช้จ่าย จะไม่เกดิ ข้อผดิ พลาด
การวางแผนคา่ ใช้จา่ ยจึงควรคานงึ ถึงคา่ ใช้จ่ายที่คาดว่าจะเพ่มิ ขึ้นได้โดย อาจน าไปใส่ในค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

5.3 จดั ท างบประมาณรวม การวางแผนเกยี่ วกับค่าใช้จ่ายของแต่ละฝา่ ยเหน็ ชอบ จากที่
ประชุม แลว้ จงึ จัดทางบประมาณรวมทง้ั โครงการ แล้วเสนอผู้รับผิดชอบหรอื เสนอฝา่ ย บริหารอนมุ ตั ิกรณีท่ีเป็น
การสัมมนาเพือ่ พัฒนาองค์กร ข้อสงั เกตในการวางแผนงบประมาณ ค่าใช้จา่ ยของการจดั สัมมนาควรดาเนินการ ดังน้ี

5.3.1 จดั ประชุมแต่ละฝ่ายทรี่ บั ผดิ ชอบ มอบหมายงานในหน้าท่ีต่าง ๆ จัดทาแผน
งบประมา คา่ ใช้จา่ ยของฝ่ายตนข้ึนมา นาเสนอต่อทีป่ ระชุมเพ่อื พจิ ารณาร่วมกัน

5.3.2 เมอ่ื งบประมาณแตล่ ะฝา่ ยได้รบั การเห็นชอบแล้วตอ้ งนางบคา่ ใช้จา่ ยของ
แตล่ ะฝ่ายมาลงในโครงการ โดยแยกค่าใชจ้ ่ายท่ตี ้องใช้จา่ ยที่ต้องจ่ายจริงเปน็ เงนิ เท่าใด

5.3.3 อาจแนบรายละเอียดค่าใช้จ่ายของแต่ละฝา่ ยไปพรอ้ มโครงการเพือ่ ใหฝ้ ่าย
บริหาร หรอื ผ้บู งั คับบญั ชาพจิ ารณาอนุมตั ิ ในกรณีทแี่ ตล่ ะฝ่ายต้องการเบิกเงินจากเหรญั ญกิ เพอื่
นาไปใชจ้ า่ ยใน ฝา่ ยของตน เหรญั ญิกตอ้ งจัดทาบัญชีรายรับรายจ่ายรวมทัง้ มีเอกสารการเบกิ
จา่ ยเงิน และลายเซ็นของผรู้ ับเงนิ ดว้ ย ทั้งนเี้ พ่ือเป็นหลกั ฐานในการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีท่ีท่ีรับผดิ ชอบ สรุป
ไดว้ ่า องค์ประกอบของการสมั มนามี 5 ดา้ น ประกอบดว้ ย องคป์ ระกอบดา้ นเนือ้ หา องค์ประกอบ
ด้านบุคลากร องค์ประกอบดา้ นสถานท่ี องค์ประกอบดา้ นเวลา องค์ประกอบด้านงบประมาณ ลว้ น
เป็นส่ิงทม่ี ีความสาคัญเป็นอย่างยงิ่ เพราะไมว่ า่ จะเปน็ องค์ประกอบดา้ นเนื้อหา องค์ประกอบดา้ น
บคุ ลากร องค์ประกอบดา้ นสถานท่ี เครอ่ื งมือ และอปุ กรณต์ า่ ง ๆ องค์ประกอบ ดา้ นเวลา
องคป์ ระกอบด้านงบประมาณ ใชป้ ระกอบในการจดั สมั มนาเพอื่ เป็นกรอบแนวคิดในการ
ดาเนนิ การจดั สมั มนาให้สมบูรณ์แบบ และตอ่ เน่ืองจนบรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์

ภาพที่ 8 การประชมุ หรอื แนะนา

รูปแบบของการจดั สมั มนา

ความหมายของรปู แบบ คาว่า “รูปแบบ” หรอื Model เปน็ ค าที่ใช้เพอื่ สื่อความหมายหลาย
อย่าง ซ่ึงโดยทั่วไปแลว้ รูปแบบจะหมายถึงสงิ่ หรือวธิ ีการดาเนินงานที่เป็นตน้ แบบอยา่ งใดอย่างหนงึ่ เชน่
แบบจาลอง สง่ิ ก่อสร้าง รูปแบบในการพัฒนาชนบท เป็นต้น พจนานกุ รม Contemporary English ของ
Longman (1981, p. 668) ใหค้ วามหมายไว้ 5 ความหมาย แต่โดยสรปุ แลว้ จะมี 3 ลกั ษณะ คอื

1. Model หมายถงึ สงิ่ ซึง่ เป็นแบบย่อส่วนของของจรงิ ซึง่ เท่ากับ แบบจาลอง
2. Model ทหี่ มายถึง ส่งิ ของหรอื คนท่นี ามาใชเ้ ป็นแบบอย่างในการดาเนินการบางอย่าง
เช่น ครตู น้ แบบ

3. Model หมายถงึ ร่นุ ของผลิตภณั ฑต์ ่าง ๆ เยาวดี วบิ ูลย์ศรี ( 2536, หน้า 25) รปู แบบ คือ
วธิ ที ่ีบุคคลใดบุคคลหนงึ่ ได้ถา่ ยทอด ความคิด ความเข้าใจ ตลอดจนจติ นาการของคนท่มี ีต่อปรากฏการณ์ หรือ
เร่ืองราวใด ๆ ใหป้ รากฏ ในลกั ษณะของการส่อื สารในลักษณะใดลกั ษณะหนึ่ง รปู แบบจึงเป็นแบบจาลองใน
ลกั ษณะ เลียนแบบ หรือเปน็ ตัวแบบทใ่ี ช้เป็นแบบอยา่ งเปน็ แผนผังหรือแบบแผนของการดาเนนิ การอย่างใด
อย่างหนึ่งต่อเน่ืองดว้ ยความสมั พนั ธเ์ ชิงระบบ

สวสั ด์ิ สคุ นธรังสี ( 2520, หน้า 206) ใหค้ วามหมายรปู แบบหมายถึง ตัวแทนท่ี
สร้างขนึ้ เพ่ืออธบิ ายพฤตกิ รรมของลกั ษณะบางประการของสง่ิ ทเ่ี ปน็ จรงิ อยา่ งหนง่ึ หรือ เปน็ เครอื่ งมือทาง
ความคิดที่บคุ คลใช้ในการหาความรคู้ วามเข้าใจปรากฏการณ์

สบุ รรณ์ พันธ์วิศวาส และชัยวัฒน์ ปัญจพงษ์ ( 2522, หนา้ 22-23) ใช้ค าว่า แบบจาลอง
(Model) เท่ากบั การยอ่ หรือเลยี นแบบความสัมพันธ์ที่ปรากฏอยู่ในโลกแห่งความเป็นจรงิ ของ ปรากฏการณ์ใด
ปรากฏการณห์ นง่ึ โดยมวี ัตถุประสงค์เพือ่ ช่วยในการจัดระบบความคิดในเรื่องนัน้ ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นและเป็น
ระเบียบ

อาจกล่าวได้ว่า รปู แบบหมายถึงแบบจาลองอย่างง่ายหรอื ย่อส่วนของปรากฏการณ์ ต่าง ๆ
ทผี่ เู้ สนอรปู แบบดังกล่าวไดศ้ ึกษาและพัฒนาข้ึนมาเพือ่ แสดงหรอื อธิบายปรากฏการณ์ให้ เข้าใจได้ง่ายขนึ้ หรือ
ในบางกรณอี าจจะใช้ประโยชนใ์ นการทานายปรากฏการณท์ ่ีจะเกดิ ขน้ึ ตลอดจนอาจใชเ้ ป็นแนวทางในการ
ดาเนนิ การอย่างใดอย่างหนึง่ ต่อไป

จากความหมายทั้งหมดสามารถสรปุ ไดว้ า่ รปู แบบ หมายถงึ ส่งิ ที่สรา้ งหรือพัฒนาขึ้นจาก
แนวคิด ทฤษฎีท่ีไดศ้ ึกษามาของผู้สร้างเองเพ่ือถ่ายทอดความสมั พนั ธ์ขององค์ประกอบ โดยใชส้ อื่ ที่ทาใหเ้ ขา้ ใจ
ได้งา่ ยและกระชบั ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบเปรยี บเทยี บกับปรากฏการณจ์ รงิ ได้ เพือ่ ช่วยให้ตนเองและคน
อ่ืนสามารถเขา้ ใจไดช้ ัดเจนขึน้

รปู แบบของการสมั มนา

การสัมมนาแต่ละครงั้ มกี จิ กรรมทใ่ี ช้ในขณะสัมมนาหลายกจิ กรรม เชน่ การอภปิ ราย การ
ประชมุ กลมุ่ ยอ่ ย และเทคนคิ การประชมุ แบบตา่ ง ๆ สามารถเลอื กใชเ้ ป็นแนวทางในการสัมมนา ตามความ
เหมาะสมของรปู แบบและสถานการณน์ ัน้ ๆ เทคนิคและวธิ ีการต่าง ๆ ในการสัมมนามี ดังน้ี

พจนานกุ รมฉบับบณั ฑิตยสถาน (พ.ศ. 2525 หน้า979) การอภปิ ราย ตามความหมายใน
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ ่า "การอภิปราย หมายถึง การ พดู จาหรอื
การปรกึ ษาหารอื กนั "

สมพงศ์ เกษมสิน (2519, หน้า 5) การอภปิ ราย หมายถึง การที่บุคคลกลุ่มหนงึ่ มีเจตนา จะ
พจิ ารณาเรอ่ื งใดเรื่องหนึ่งปรึกษาหารือกนั ออกความคดิ เหน็ เพื่อแก้ปัญหาทม่ี อี ยู่ หรือเพือ่ เป็น การแลกเปลยี่ น
ความรู้ความคิดเห็น ถา่ ยทอดประสบการณท์ ่ไี ด้รับให้ได้ทราบซงึ่ ในทส่ี ุดกม็ ีการ ตดั สนิ ตกลงใจรว่ มกัน

รปู แบบการจดั สัมมนาโดยใช้เทคนคิ อ่ืนๆ

1. การบรรยาย ( Lecture of Speech) เปน็ วธิ ีการทเ่ี กา่ แก่แต่ยังคงเป็นทีน่ ยิ มใช้กนั
อยมู่ าก เพราะวา่ จดั ได้รวดเร็ว ใช้ผู้ทรงคณุ วฒุ ิเพยี งรายเดียวต่อผฟู้ ังจานวนมาก แต่ก็เป็นเทคนคิ ท่ีน่าเบอื่ ทีส่ ุด
สาหรบั ผู้ฟังหรือผทู้ ่ีเข้าอบรม เพราะเปน็ การพูดในทิศทางเดียวผู้ฟังไมม่ โี อกาสไดร้ ว่ ม ในการบรรยาย ซง่ึ
จดุ ออ่ นที่จริงไมไ่ ดอ้ ยทู่ ว่ี ิธีการ แต่จะอยูท่ ีต่ วั ผูบ้ รรยาย ซึ่งจะตอ้ งรู้จริงในเรื่อง น้ัน ๆ จงึ จะสามารถถ่ายทอด
ออกมาได้เร้าใจและสร้างความสนใจแก่ผูฟ้ งั

2. การอบรมระยะสั้น ( Short Courses) เป็นการฝกึ อบรม หรือการเรยี นบางวิชาอย่าง
เร่งรดั ภายในระยะเวลาอนั สนั้ อาจะเป็นตัง้ แต่ 1 วนั ถงึ 2 สปั ดาห์การเรยี นเป็นแบบง่ายๆ และ เข้มข้นนอ้ ย
การเรียนระยะสั้นมกั จะเป็นการเรยี นร้เู พ่มิ เตมิ ในวิชาเฉพาะสาขาของคนบางกลมุ่ ซง่ึ ทางานในสาขานั้น ๆ
เปน็ ประจาตัวอย่างของ short courses เชน่ เรอ่ื งการธนาคารของนาย ธนาคาร

3. การปฐมนิเทศ ( Orientation Training) เป็นการใหค้ วามรู้แกส่ มาชกิ ใหม่ เกีย่ วกบั
เรอื่ งราวของหนว่ ยงาน เพือ่ เปน็ แนวทางในการปฏบิ ัติงาน อาจจะเป็นนโยบาย วัตถุประสงค์ สภาพแวดล้อม
หรอื ระเบียบขอ้ บังคบั ของหน่วยงาน ลกั ษณะการจดั ก็คล้ายกบั การสัมมนาอบรม

คอื มวี ิทยากรบรรยายแนะนาให้ความรตู้ ่าง ๆ ตามท่กี าหนดไว้ขอ้ ดขี องการปฐมนเิ ทศคอื ทาให้
สมาชกิ มีความคุน้ เคยและร้จู กั หน่วยงานดยี ิ่งขึ้น แตก่ ารปฐมนเิ ทศมีเวลาจากดั บางครัง้ สมาชกิ ก็
ไดร้ ับขอ้ มลู น้อยเกนิ ไป

4. การสาธติ ( Demonstration) เป็นการแสดงหรอื การน าของจรงิ มาแสดงวธิ ีการใหไ้ ด้ เหน็
การปฏบิ ัติจรงิ เหมาะกบั งานกลุ่มเล็ก ๆ นยิ มใชก้ ับหวั ขอ้ วชิ าท่ีมกี ารปฏิบตั เิ ชน่ การอบรม เกยี่ วกับการใช้
เคร่ืองมอื หรอื อุปกรณ์ตา่ ง ๆ

5. สถานการณ์จาลอง ( Simulation) เป็นการจาลองสถานการณ์ในชวี ิตจริง โดยจัด
สถานการณ์ข้นึ แลว้ กาหนดบทบาทของสมาชกิ ให้ทาตามบทที่ได้รบั มอบหมาย โดยสมาชกิ ทั้งกลุม่ ตอ้ งร่วมกนั
เลน่ หรืออาจจะแบ่งเปน็ กลมุ่ เล็กหลายๆ กลมุ่ หลังจากนนั้ กม็ ีการอภิปรายสถานการณ์ และเหตุการณเ์ พ่อื นทา
ผลไปใช้ประโยชน์ขอ้ ดีของการประชมุ แบบนี้ คอื เปน็ การให้สมาชิกได้ แสดงออกและรว่ มกจิ กรรมกนั ช่วยให้
สมาชิกไดร้ จู้ ักคิดอย่างมีเหตผุ ลและมจี ดุ ม่งุ หมาย ข้อเสียคือ ตอ้ งมกี ารเตรียมตวั ทาใหเ้ สียเวลาและประเมนิ ผล
สมาชิกแต่ละคนไมไ่ ด้

6. การแบ่งกลุ่มเลก็ (Knee Group) เป็นการอภิปรายกลมุ่ ยอ่ ย ตั้งแต่ 3 - 5 คน ในเรื่อง ใด ๆ
ท่กี าหนดให้หรอื เรอื่ งท่สี นใจร่วมกัน เพอื่ สรุปผล แนวทางการแก้ปัญหา แสวงหาข้อยตุ ภิ ายใต้ การนาของ
ประธานกลมุ่ มเี ลขาเป็นผบู้ นั ทกึ และสรุปขอ้ เสนอแนะ

ภาพท่ี 9 การประชุมสมั มนางาน

ลกั ษณะการสมั มนาท่ดี ี

1. ผเู้ ข้าร่วมสมั มนาทราบวตั ถุประสงคข์ องการสัมมนา
2. จดั ใหม้ กี จิ กรรมในการแกป้ ญั หารว่ มกัน
3. จดั ให้มกี จิ กรรมในการเรยี นรู้รว่ มกนั
4. จดั ให้มีเวทแี ลกเปลยี่ นเรียนรู้ ความคิดเห็น และข้อเทจ็ จริงร่วมกัน
5. ผเู้ ขา้ รว่ มสัมมนามีทัศนคติท่ดี ตี อ่ ปญั หา ขอ้ เทจ็ จรงิ ผู้เขา้ รว่ มสัมมนา และตนเอง
6. ผู้เขา้ รว่ มสัมมนาตอ้ งใช้ความคดิ ร่วมกนั ในการแกป้ ญั หา
7. มผี นู้ าท่ดี ี
8. ผเู้ ขา้ ร่วมสมั มนาเปน็ ผ้ฟู ังท่ีดี
9. ผ้เู ข้าร่วมสัมมนาเปน็ ผพู้ ดู ท่ดี ี
10. ผเู้ ขา้ รว่ มสมั มนาทุกคนเปน็ ผมู้ สี ว่ นได้ส่วนเสียในการดาเนนิ การประชุมสัมมนา

เพอ่ื ใหง้ านสัมมนาบรรลุเปา้ หมาย

ภาพท่ี 10 การประชุมสมั มนาโครงการ

ภาพที่ 11 การประชุมสัมมนาอบรมงาน

การนาเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกตใ์ นการประชุมสมั มนา

ภาพท่ี 12 การประชุมทางไกล

การประชุม คอื การปรึกษาหารอื ร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เพอื่ การกาหนดเป็นกฎ กตกิ า
ระเบียบ ข้อบงั คบั หรือบรรทัดฐานการปฏบิ ัตกิ ารดาเนนิ งาน การตัดสินใจแก้ปัญหา ขณะเดียวกันการประชมุ ก็
เป็นเครื่องมือในการตดิ ต่อส่ือสาร ประสานสมั พันธร์ ะหวา่ งกนั ทงั้ ในระดับบคุ คล กลุ่ม องค์การ และระหว่าง
องคก์ าร

การประชมุ ทางไกล (Teleconference) คือ การนาเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ เช่น คอมพวิ เตอร์
เครอื่ งถ่ายโทรทัศน์ และระบบสือ่ สารโทรคมนาคมมาผสมผสาน เพอ่ื สนบั สนุนในการประชมุ ให้มีประสิทธภิ าพ
ใหบ้ รกิ าร Teleconference หรอื บรกิ ารโทรศัพท์ทางไกลผา่ น ICQ,MSN,Net2phone เปน็ ตน้

Video Teleconference หรือการประชมุ ทางไกล ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนหรอื กลุ่มคน ซง่ึ
อยูก่ ันคนละสถานท่ีสามารถติดตอ่ กันไดท้ งั้ ภาพและเสียง โดยผ่านทางจอภาพซึง่ อาจเป็นคอมพิวเตอรห์ รือ
โทรทัศน์ ผู้ชมท่ีฝ่งั หนึ่งจะเห็นภาพของอีกฝั่งหนงึ่ ปรากฏอยบู่ นจอโทรทศั นข์ อง ตัวเองและภาพของตวั เองก็จะ
ไปปรากฏยงั โทรทศั น์ของฝั่งตรงขา้ มเช่นเดยี วกัน คณุ ภาพของภาพและเสยี งท่ีไดจ้ ะขึน้ อยู่กบั ความเรว็ ของ
ช่องทางส่ือสารที่ ใช้เชอื่ มต่อระหวา่ งท้งั สองฝั่ง
Teleconference มี 3 แบบดังนี้

1. การประชมุ ทางไกลดว้ ยเสียงและภาพ (Video Teleconference) ปกตเิ ราเรยี กว่า Video
Conferencing อุปกรณท์ ี่ใชม้ ี กลอ้ งถา่ ยภาพ จอภาพ ตามสถานที่ประชุมเพ่อื ตอ้ งการเหน็ ภาพและได้ยินเสียง
ขณะกาลังประชุม การใชง้ านจะต้องมีห้องทางานของ Video conference เป็นพเิ ศษ

2. การประชุมทางไกลดว้ ยเสยี ง (Audio Teleconference) คือการประชมุ ระหวา่ งบคุ คลที่
อยูใ่ นสถานที่ห่างไกล โดยการใชโ้ ทรศัพท์ การประชมุ แบบน้ีงา่ ยตอ่ การใชง้ าน เพยี งใชร้ ะบบโทรศัพท์ตดิ ตอ่ กน
คน หรือการใชโ้ ทรศัพท์เปน็ กล่มุ ก็ได้

3. การประชุมทางไกลด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Teleconference) จะใชค้ ียบ์ อร์ดใน
การส่งข้อมลู ระหวา่ งผใู้ ช้ หรอื มกี ารเชอ่ื มตอ่ เทอร์มินอลผ่านเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์
อปุ กรณ์ทีต่ ้องมใี นระบบ Teleconference

1. จอโทรทศั นห์ รอื คอมพิวเตอร์
2. ลาโพง
3. ไมโครโฟน
4. กลอ้ ง
5. อุปกรณ์ Codec

อ้างองิ

เกษกานดา สภุ าพจน.์ (2549) . การจัดสัมมนา .กรงุ เทพมหานคร: ศูนย์สง่ เสรมิ วชิ าการ.

นิรนั ดร์ จุลทรัพย.์ (2550). จติ วทิ ยาการประชมุ อบรมสัมมนา.
พมิ พ์ครั้งท่ี 3. กรงุ เทพมหานคร : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย

ปาน กมิ ปี และกรรณกิ าร์ แย้มเกสร .(2545). การจดั ประชมุ การศกึ ษานอกระบบและ
เทคโนโลยใี นการฝกึ อบรม . ใน ประมวลสาระชดุ วิชาหลกั การเรยี นรแู้ ละเทคนิคการ ฝกึ อบรม
หนว่ ยที่ 13 หนา้ 581-610 นนทบรุ ี มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์
ผล ยาวิชัย. (2553). สมั มนา (Seminar).
พมิ พ์ครง้ั ที่ 1. กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.พริน้ ตงิ้ เฮ้าส์.
ไพพรรณ เกยี ตโิ ชคชยั .(2545). หลักการสมั มนา.
พิมพค์ รงั้ ที่ 2.กรุงเทพมหานคร : การศึกษา จากัด.
ไพพรรณ เกยี รติโชติชัย. (2548). การสัมมนาสู่ความเป็นเลิศ.
พิมพ์ครงั้ ท่ี 4. กรุงเทพมหานคร : การศกึ ษา.
ไพโรจน์ เนยี มนาค.(2554). เทคนคิ การสมั มนาและการฝึกอบรม.
พิมพค์ รง้ั ท่ี 1.กาแพงเพชร: มหาวทิ ยาลัยราชภฏั กาแพงเพชร.
เยาวดี วบิ ูลย์ศร.ี (2536).การประเมินโครงการ แนวคดิ และแนวปฏิบัต.ิ
กรงุ เทพมหานคร: ภาควิชาวิจัยการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .
ราชบัณฑิตยสถาน. (2525).พจนานกุ รมฉบับบัณฑติ ยสถาน พ .ศ. 2525.

พิมพ์ครง้ั ท่ี 2 : กรงุ เทพมหานคร สานกั พิมพอ์ ักษรเจรญิ ทัศน.์
ราชบัณฑติ ยสถาน. (2546). พจนาจกุ รม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542

กรงุ เทพมหานคร :นานมีบคุ๊ สพ์ ับลเิ คชน่ั ส์.
สุทธนศู รไี สย. (2544).หลักการจดั สมั มนาการศกึ ษา.

พมิ พ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สอื บคน้ จาก: http://elearning.psru.ac.th(วันท่ี 5 สงิ หาคม 2564)

สอื บคน้ จาก: https://www.iok2u.com/index.php/article/information-technology/123-
teleconference(วันที่ 5 สิงหาคม 2564)

สอื บคน้ จาก: https://www.google.com(วันที่ 5 สงิ หาคม 2564)


Click to View FlipBook Version