อกิญฺจนํ นานุปตนตฺ ิ ทุกฺขา.
ทกุ ข์ ยอ่ มไมต่ กถึงผหู้ มดกงั วล.
ขุ.ธ. ๒๕/๔๔.
46
ภูมใิ จทกุ ข์
เพราะความเพียร
เทศน์อบรมพระ ณ วดั ป่าบา้ นตาด เมื่อวนั ท่ี ๒๙ กรกฎาคม พทุ ธศักราช ๒๕๒๔
47
การเร่ิมปฏบิ ัติฝึกหดั ภาวนาเบื้องตน้ ยอ่ มเต็มไปดว้ ยความล�ำบากลม้ ลุกคลกุ คลาน จะ
เรยี กว่ามนั มดื มดิ ปดิ ตาจนหาทางออกทางเขา้ หาทางเดนิ ไม่ไดก้ ถ็ กู เพราะเป็นงานทเี่ ราไม่เคย
ท�ำ ไม่วา่ ซอกใดมุมใดรอบกายรอบใจของเรา มีแตส่ ่ิงเปน็ พิษเปน็ ภัยซ่ึงคอยท�ำลายใจและ
ธรรมของเราทั้งสิ้น และมีอ�ำนาจมากดว้ ย ถา้ เปน็ วัวก็วัวที่อยูป่ ากคอกตลอดเวลา พอแยม้
ประตอู อกนดิ มนั กอ็ อกก่อนเพอื่ นๆ เลย หลวมตวั มนั กอ็ อกทนั ที ไมร่ รี อชกั ช้า พอแยม้ ปับ๊ มนั
ก็ออกไดป้ บุ๊ เพราะมนั คลอ่ งตัว นเ่ี ป็นหลักธรรมชาติของสงิ่ ที่เป็นข้าศึกต่อใจตอ่ ธรรมท่ีฝงั อยู่
ภายในใจ ทา่ นเรยี กวา่ กิเลสมาร คอื สงิ่ ทร่ี งั ควานอรรถธรรมทำ� ลายอรรถธรรม มนั มอี ย่ภู ายใน
จิตใจของสัตว์ของเราดว้ ยกัน เพราะฉะน้ัน เราจึงไม่เคยคิดเคยคาดฝนั กันวา่ ธรรมจะมีอยู่
ภายในใจ เพราะใจท้ังดวงในขณะท่ียังไม่ไดเ้ ร่ืองไดร้ าวเก่ียวกับธรรมมันเปน็ กิเลสเสียท้ังสิ้น
จึงล�ำบากในการประพฤติปฏิบัติในเบ้ืองต้น เช่น จะท�ำให้จิตสงบร่มเย็นบ้าง โดยปราศจาก
ความคดิ ความยงุ่ เหยงิ อนั เกดิ จากความคดิ ของตนเกย่ี วกบั เรอ่ื งตา่ งๆ ซงึ่ กเ็ ปน็ เรอ่ื งของใจเปน็
ผ้ปู รงุ ขนึ้ มาแต่งขนึ้ มา กท็ ง้ั ยากลำ� บากทรมาน เพราะมสี งิ่ บงั คบั ให้ปรงุ ใหค้ ดิ เรอื่ งนน้ั ๆ ไมใ่ ช่
เปน็ ขันธล์ ว้ นๆ ดังขันธ์ของพระอรหันต์ผมู้ ใี จบริสุทธ์ลิ ้วนๆ แลว้ ทคี่ ิดปรงุ เปน็ ธรรมดาของตน
ไมเ่ กิดเรอื่ งเกิดราวอะไรกบั เจ้าของ แต่จติ สามญั ชนเรามนั เตม็ ไปด้วยพษิ ด้วยภยั ในขณะทค่ี ดิ
ออกแต่ละเรอ่ื งละราว เพราะตวั พษิ บงั คบั ใหค้ ดิ ให้ปรงุ มนั จงึ ลำ� บากแกก่ ารดดั แปลงแกไ้ ขและ
ถอดถอน
การปฏบิ ตั เิ บอื้ งตน้ จงึ ตอ้ งถอยหน้าถอยหลงั ตง้ั ตวั ไมต่ ดิ เพราะยงั ไม่มหี ลกั ยดึ ทาง
ใจ การถอยหน้าถอยหลงั กค็ อื อำ� นาจของสงิ่ เหลา่ นแ้ี ลพาใหเ้ ปน็ ไป คำ� วา่ ถอยนน้ั คอื ด้อย
ทางความพากเพยี รลงไป มคี วามสงสยั เป็นกำ� ลงั ความดอ้ ยกำ� ลงั ทางความเพยี รลงกด็ ี
ความสงสัยท�ำใหเ้ กิดความดอ้ ยก�ำลังลงไปก็ดี มันเปน็ เรื่องของกิเลสมารรังควานอยู่
ภายในใจทั้งนน้ั จะคดิ แยกออกตรงไหนที่สิ่งนี้ไมแ่ ทรกไม่แซงไม่เจอสงิ่ น้ี อยากจะพดู ว่า
รอ้ ยทั้งร้อยเปอรเ์ ซ็นต์เจอแต่ส่ิงเหล่าน้ี มันปดิ มันล้อมมันอุดมันตันอยู่ทุกแง่ทุกมุม ไม่
ว่าจะเป็นความคิดปรุงในแงใ่ ดมุมใด ในเบื้องต้นเปน็ อย่างนี้ดว้ ยกันเพราะเรายังหา
ทางออกไมไ่ ด้ หาทางสูม้ ันไม่ได้ เนื่องจากสติปัญญาอันเปน็ ฝ่ายธรรมเพื่อตอ่ สู้ยังไมม่ ี
หรอื มไี ม่พอ ความเพียรกไ็ มท่ ราบวา่ จะเพยี รอยา่ งไรถึงจะถูก จิตซึง่ เป็นเหมือนกงั หันก็
หมุนไม่หยุดเพราะผู้บงั คับใหห้ มุนมีอยู่ มันยากทต่ี รงนใี้ นขัน้ เรม่ิ แรกฝึกอบรม
แตอ่ ยา่ งไรก็ตามการกล่าวท้งั นี้ ไมไ่ ด้กล่าวใหผ้ ูฟ้ งั และผู้ปฏิบตั ิธรรมท้งั หลายเกิดความ
ทอ้ ถอยน้อยเน้ือต�่ำใจ เราพูดถึงเรื่องกลอุบายของส่ิงเปน็ มารที่เกิดหรือปรากฏอยู่ภายในใจ
มันปิดมนั กนั้ มนั อดุ มันตันไวห้ มด ทา่ นจงึ เรียกว่ากิเลสมาร เพือ่ ทา่ นผ้ฟู ังทงั้ หลายไดท้ ราบไว้
พร้อมทงั้ อบุ ายตา่ งๆ ในการตอ่ สู้ปราบปราม ซ่ึงไดอ้ ธบิ ายไปพร้อมๆ กนั น้ี เพ่อื รู้วิธรี บั วธิ รี บ
48
วธิ ลี ุกวิธีหลบวธิ ปี ราบปรามมนั อย่างคล่องแคลว่ แกล้วกล้าหน้านักรบแบบมีลวดลาย ๑ ธรรมะพน้ื ฐาน
ความเพยี รพยายามนน่ั แลเปน็ ทางทจ่ี ะบกุ เบกิ สง่ิ ทเ่ี ปน็ ข้าศกึ ทง้ั หลายออก เพ่อื ความสูงสดุ แห่งธรรม
ได้ทลี ะเลก็ ละน้อย เชน่ ใจไม่เคยสงบ เมอ่ื พยายามหลายครง้ั หลายหน ตอ่ สู้
กนั ไม่หยดุ ไม่ถอยดว้ ยจติ ตภาวนา กต็ อ้ งปรากฏเป็นความสงบขน้ึ มาในขณะ
หรือเวลาหนึ่งจนไดพ้ อให้เห็นช่องทาง หรือพอเปน็ เคร่ืองสง่ เสริมใจให้มี
กำ� ลังข้นึ เร่อื ยๆ
ในเบื้องตน้ เราไม่ทราบจริงๆ วา่ อาการของจติ แตล่ ะอาการทแ่ี สดงออกน้นั มอี ะไรเปน็ ๒ การภาวนา
ฉากหลงั บงั คบั อยู่ ไมม่ ที างทราบได้ จงึ ถอื เอาความคดิ ความปรงุ ทง้ั หลายเหลา่ นนั้ ว่าเป็นของ
จรงิ เปน็ ความเชอื่ ความดดู ดม่ื ไปเสยี ทงั้ มวล โดยไมไ่ ด้คำ� นงึ วา่ เป็นสง่ิ ทผ่ี ดิ หรอื ถกู ประการใด ท่ีถูกต้อง
บา้ ง เพราะใจกลมกลนื กนั ไปดว้ ยธรรมชาตนิ น้ั จนมองหาสงิ่ ทจ่ี ะแทรก สง่ิ ทจี่ ะแขง่ สงิ่ ทจี่ ะวดั
ตวงสง่ิ ทจ่ี ะต้านทานกนั ไมเ่ จอ ตอ่ เมอ่ื ได้ฝกึ ฝนอบรมอยไู่ มห่ ยดุ ไม่ถอย จติ ใจทไี่ ด้รบั การบำ� รงุ ๓ เดนิ ตามหลักธรรม
รักษาก็ค่อยเปดิ เผยตัวออกใหเ้ ห็นเปน็ ความสงบบา้ งเล็กนอ้ ย และความสงบละเอียดเขา้ ไป
เพราะเวลาจติ สงบนั้นสง่ิ กวนใจทั้งหลายได้แก่ความคิดปรงุ ตา่ งๆ มนั สงบตัวลง จติ กส็ งบเย็น ด้วยอริยสัจ
สบาย ยงิ่ ผไู้ มเ่ คยพบเคยเหน็ ไม่เคยปรากฏมาเลยดว้ ยแล้ว กย็ ง่ิ เหน็ เปน็ ความอศั จรรยภ์ ายใน
ใจอยา่ งยง่ิ ในขณะทจ่ี ติ สงบนน้ั ราวกบั จะเหาะจะบนิ เพราะความตนื่ เตน้ เพราะความปตี มิ กี ำ� ลงั
มาก
ฉะนนั้ การภาวนาขน้ั เรมิ่ แรก ทา่ นจงึ สอนใหม้ ธี รรมเป็นเครอ่ื งยดึ เช่น คำ� บรกิ รรม พทุ โธ ๔ สติกับจิต
เป็นตน้ บทใดกไ็ ด้ตามแต่จรติ ชอบ ถ้าไมม่ ธี รรมเป็นเครอ่ื งยดึ จติ กค็ ว้าอะไรไม่ตดิ เพราะมแี ต่
เร่ืองของกิเลสทั้งมวลอยู่ภายในใจ จึงต้องอาศัยธรรมบทใดก็ตามเป็นที่ยึดของจิตในข้ันเร่ิม อย่าไดห้ ่างกัน
ตน้ เช่น ทา่ นสอนให้บริกรรมภาวนาธรรมทตี่ นชอบกับจริตนิสัยเป็นเครอื่ งก�ำกบั ใจ มีสตคิ อย
กำ� กบั อยู่กับคำ� บริกรรมน้ันๆ ใหส้ ืบต่อเน่อื งกนั เป็นลำ� ดบั ๆ ไม่ให้เผลอ แต่ไมถ่ งึ กบั ตอ้ งเกร็ง
เนือ้ เกร็งตวั จนเกินไปซ่ึงเลยความปกติ ให้มีความรู้สึกอยกู่ บั ค�ำบริกรรมภาวนาเท่านนั้
ในขณะทท่ี ำ� บริกรรมภาวนา ภาระทงั้ หลายทจี่ ติ มันคิดมันซ่านแผร่ ัศมอี อก ๕ ภมู ิใจทุกข์
ไปกว้างแคบด้วยความหลอกลวงตา่ งๆ นั้นให้ปลดเปล้ืองท้ังมวลอยา่ ยุ่ง
เก่ียว ประหนึ่งว่าโลกธาตุน้ีไมม่ ีอะไรเลย ในจิตให้มีเฉพาะค�ำบริกรรมกับ เพราะความเพียร
ความร้ทู กี่ ลมกลนื กนั อยเู่ ท่านน้ั ไมต่ อ้ งคาดตอ้ งหมายถงึ มรรคถงึ ผล จะเปน็
ผลของสมาธขิ นั้ ใดภมู ใิ ด จะเปน็ ความร้แู ปลกประหลาดเหน็ เปรตเหน็ ผเี หน็
นรกอเวจี เหน็ เทวบตุ รเทวธดิ าใดๆ กต็ ามไม่สนใจ คดิ คาดทงั้ มวล นอกจาก
คำ� บรกิ รรมทกี่ ำ� ลงั ทำ� อย่ใู นเวลานนั้ เทา่ นนั้ นว่ี ธิ ภี าวนาทจี่ ะให้จติ สงบ ตอ้ ง
ปล่อยอารมณภ์ ายนอกใหห้ มด โลกธาตเุ หมอื นไมม่ ใี นเวลานน้ั ไม่เอนความ
49
รูส้ ึกนี้ไปเกี่ยวขอ้ งกับสิ่งใด นอกจากค�ำบริกรรมท่ีก�ำลังท�ำอยูเ่ ท่าน้ัน ให้รู้
กนั อย่างเตม็ เมด็ เตม็ หน่วยด้วยเจตนา นแ่ี หละอบุ ายทจี่ ะทำ� จติ ให้สงบต้อง
สงบได้ไมส่ งสัย
ผกู้ ำ� หนดลมกต็ าม สตเิ ปน็ ของสำ� คญั มาก ใครจะภาวนาธรรมบทใดหรอื วธิ กี ารใดกต็ าม
สติน้ีเปน็ พ้ืนฐานที่จะยึดเหน่ียวจิตใจใหต้ ิดแนบสนิทกับธรรมที่ตนพิจารณาน้ันได้เปน็ อย่างดี
ถา้ ปราศจากสตเิ สยี เมอื่ ไรงานกข็ าดวรรคขาดตอน ผลกย็ ่อมเปน็ ไปตามนนั้ แล้วไมค่ อ่ ยได้ผล
เทา่ ท่ีควรหรือไมไ่ ดผ้ ล เพราะความพลั้งเผลอเขา้ ท�ำลาย เราจะเอาแตผ่ ลอย่างเดียวโดยไม่
ค�ำนงึ ถงึ เหตุ คอื การกระท�ำวา่ สบื ตอ่ กันมากนอ้ ยเพียงไรหรือไมย่ ่อมไมถ่ กู เพราะฉะน้ัน นกั
ภาวนาที่ไมค่ อ่ ยไดผ้ ลหรือไม่ได้ผลในการภาวนาน้ัน ส่วนมากมุง่ แต่ผลที่ต้องการอยา่ งเดียว
ไมค่ ำ� นงึ เหตอุ นั เป็นแดนเกิดแห่งผลทกุ ขน้ั ทกุ ภมู ิ จงึ ไมส่ มหวงั เรอ่ื งจะรจู้ ะเหน็ สง่ิ ใดนนั้ ไม่ตอ้ ง
ไปคาด นนั่ เป็นเรอ่ื งกอ่ กวนจติ ใจใหท้ ำ� งานไมส่ ะดวกและไมเ่ หน็ ผลเท่าทต่ี นตอ้ งการ ใหม้ คี วาม
ร้อู ย่กู บั งานทที่ ำ� เท่านน้ั ไมม่ สี ง่ิ ใดเข้ามาเกยี่ วขอ้ งในเวลานน้ั เรอ่ื งความอยากรอู้ ยากเหน็ ไม่มี
ประมาณนน้ั มนั ผลกั ดนั ขนึ้ มาตลอด ต้องระวงั ด้วยสตอิ ยเู่ สมอ และจงทราบวา่ ความอยากนน้ั
คอื ตวั กิเลส ตวั ฉดุ ลากจิตออกนอกลู่นอกทางโดยแท้ อยากคิดอยากปรงุ เร่อื งนัน้ เรอื่ งนเ้ี กยี่ ว
โยงไปครอบโลกธาตุ ลว้ นแล้วแต่เรอ่ื งของกิเลสมนั ผลกั ดนั ความคดิ ออกมาวาดภาพหลอกตวั
เราเองให้ตน่ื เงา ตนื่ มโนภาพท่มี ันหลอกออกมาไม่มวี ันจืดจางอ่มิ พอเลย นี่เปน็ นิสยั หรอื งาน
ของกิเลสทห่ี ลอกลวงสตั ว์โลกเฉพาะอยา่ งยง่ิ ผภู้ าวนา มนั เอาให้เขวจากหลกั ของภาวนาจนได้
จึงไม่เกิดผลอะไรขนึ้ มาดงั ทห่ี วัง เพราะฉะนั้น เราจึงควรทราบเล่หเ์ หลย่ี มแง่งอนของมนั ดังที่
กล่าวมาโดยย่นย่อนไ้ี วต้ ง้ั แต่บดั นเี้ ป็นต้นไป การภาวนาจะเปน็ ไปเพอื่ ความสงบรม่ เยน็ วธิ กี าร
ทก่ี ล่าวมานท้ี า่ นเรยี กวา่ สมถะ เพอ่ื ความสงบ สมถภาวนาตอ้ งเป็นไปตามนไ้ี ม่สงสยั ถ้าดำ� เนนิ
ดังทไ่ี ดอ้ ธบิ ายมาน้จี ะเข้าสคู่ วามสงบได้ จติ จะไม่เหนือก�ำลังความพากเพยี รของเราไปได้เลย
จงเอาใหจ้ ติ ไดร้ บั ความสงบเย็นด้วยอบุ ายดังกล่าวมาจนได้
อริ ิยาบถต่างๆ ซึง่ เหมาะสมกบั ตนในกาลใดเวลาใดกใ็ ห้ทราบภายในตัวเองและปฏิบัติ
ตอ่ ตัวเองให้เหมาะ เช่น น่งั ภาวนาสปั หงกงกงัน ก็ลงเดนิ จงกรมเปลีย่ นท่าทีเสียใหม่ อุบายท่ี
จะแกส้ ิง่ ขัดขอ้ งต่อธรรมนัน้ แลเรียกวา่ ธรรม หรอื เรียกว่ามรรค กิเลสเกิดขน้ึ จากใจ มรรค คือ
ธรรมทเี่ กิดขนึ้ จากใจ ผลติ ขน้ึ มาได้ สงั ขารประเภทหนง่ึ เปน็ สมทุ ยั คอื เครอื่ งผกู มดั จติ ใจ สงั ขาร
ประเภทหน่ึงเป็นมรรคเป็นฝา่ ยแก้สมุทัย เป็นสังขารเหมือนกันแตแ่ ยกความหมายต่างกัน
ความร้สู กึ ตา่ งกนั ไป ความรสู้ กึ ของความคดิ ปรงุ อนั หนงึ่ เป็นกิเลส ความรสู้ กึ อนั หนง่ึ ทค่ี ดิ ปรงุ
ขึน้ มาเป็นฝ่ายแกก้ ิเลส เกิดข้นึ มาจากใจอนั เดยี วกันตามแต่จะคิดจะปรุงฝ่ายใดข้ึนมา
เบอ้ื งต้นการจะต้ังหลกั จติ ใจใหม้ คี วามสงบแน่วแน่ ให้เปน็ พน้ื เป็นฐานหรอื
50
เป็นต้นทนุ เป็นสง่ิ ท่ลี ำ� บากอยเู่ ปน็ ธรรมดา แต่อยา่ เอาความลำ� บากเขา้ มา ๑ ธรรมะพน้ื ฐาน
เปน็ อปุ สรรคกดี ขวางทางดำ� เนนิ ของตน นน่ั ไม่ใช่ทาง นนั่ เปน็ เรอื่ งของกิเลส
สมทุ ยั ฝา่ ยผกู มดั ความอตุ ส่าห์พยายามจะเอาใหไ้ ดใ้ ห้ถงึ ตามทต่ี นตอ้ งการ เพ่อื ความสูงสดุ แห่งธรรม
น่ันเป็นความตอ้ งการหรือเปน็ ความอยากที่เป็นฝา่ ยมรรคซ่ึงเป็นฝา่ ยแก้ท่ี
จะให้ถึงจุดหมายปลายทางได้ ๒ การภาวนา
เพราะฉะนัน้ ความอยากจึงมที ้งั เปน็ ฝา่ ยกิเลส มีทั้งเปน็ ฝ่ายมรรค ถ้าเป็นความอยากท่ี ท่ีถูกต้อง
จะสงั่ สมกองทกุ ข์ขนึ้ มาดว้ ยอำ� นาจของกิเลส ความอยากประเภทนน้ั เป็นกิเลสเปน็ สมทุ ยั เชน่
อยากได้เห็น ไดฟ้ งั ดมกลิ่น ลมิ้ รส แบบโลกทั่วๆ ไป เป็นเรอื่ งของกิเลสสมทุ ัยฝา่ ยผูกมดั แต่ ๓ เดนิ ตามหลักธรรม
ความอยากรู้เทา่ ทันอยากถอดอยากถอนสิ่งเหลา่ น้ีออกจากใจ ความอยากนี้เป็นมรรค เปน็
ฝา่ ยแกฝ้ ่ายปราบปรามถอดถอนกิเลสสมทุ ยั การพจิ ารณาคลค่ี ลายใหเ้ หน็ เหตเุ หน็ ผลดว้ ย ด้วยอริยสัจ
สตปิ ัญญาเพอื่ จติ จะถอดถอนตนออกมาจากความยึดมน่ั ถอื มัน่ สง่ิ ท่กี ิเลสเสกสรรปน้ั ยอ
นั้นเรียกวา่ มรรค ผลิตขึ้นได้ภายในใจของเรา เพราะธรรมมีอยูท่ ่ีใจเกิดข้ึนได้ที่ใจสถิต ๔ สติกับจิต
อยทู่ ใี่ จ ไมม่ ที อี่ นื่ ใด เปน็ ทเ่ี กิดขนึ้ ของธรรม เป็นทส่ี ถติ อย่ขู องธรรม นบั แตธ่ รรมขน้ั หยาบ
จนถงึ ขนั้ สงู สดุ คอื วมิ ตุ ตพิ ระนพิ พาน ไม่นอกเหนอื ไปจากใจดวงทร่ี บั สมั ผสั สมั พนั ธ์ และ อย่าไดห้ ่างกัน
เป็นภาชนะอนั เหมาะสมแหง่ ธรรมขัน้ นน้ั ๆ ได้เลย มีจติ ดวงเดยี วเทา่ นนั้ เปน็ ธรรมชาตทิ ี่
เหมาะสมอย่างย่ิงกับธรรมท้งั หลาย ธรรมจึงเกิดได้ทัง้ ฝ่ายมรรคทั้งฝา่ ยผลถา้ เราท�ำให้ ๕ ภมู ิใจทุกข์
เกิด ถา้ ไมท่ �ำใหเ้ กิด จิตดวงนี้ก็เป็นภาชนะใสม่ ูตรใสค่ ูถไปดงั ทเ่ี คยเป็นมา
เพราะความเพียร
ค�ำว่ามตู รคถู ไดแ้ ก่อะไร กไ็ ดแ้ ก่ ข้โี ลภ ข้โี กรธ ขหี้ ลง ของต่ำ� ชา้ เลวทราม
อะไรจะไปเกินกิเลสไมม่ ี ส่ิงที่สะอาดหมดจดอัศจรรย์อยา่ งย่ิงเกินโลกเกิน
สงสารกไ็ มม่ อี ะไรยง่ิ กวา่ ธรรม เพราะฉะนนั้ ท้ังสองประเภทน้ีจึงเป็นข้าศกึ
ขดั แย้งกนั อยเู่ สมอ ไมเ่ คยลงรอยกนั เลยแต่กาลไหนมาจะตลอดไปดว้ ย และ
สิ่งทง้ั สองน้ีมีอะไรเป็นสถานทอี่ ย่เู ป็นสนามรบกนั กค็ ือใจ ถ้าไม่มีธรรมมา
ขัดมาแย้งมาต้านทาน กิเลสซึ่งก�ำอ�ำนาจภายในใจมานาน ก็อยู่อยา่ งเรือง
อำ� นาจสนกุ เพลดิ เพลิน ดังคนท่ไี มเ่ คยสนใจอรรถธรรมเลยนนั้ จิตดวงนน้ั
ก็คือคลงั ของกิเลสเตม็ ดวงนนั่ แล
ผ้มู คี วามสนใจในอรรถในธรรม หวังบญุ หวงั กศุ ล มคี วามรักใครใ่ ฝอ่ รรถใฝธ่ รรมใฝ่บญุ
ใฝ่กุศลอยู่ ก็ยงั พอมีการขดั การแยง้ กัน ยังมีการต่อสู้กนั ระหว่างกิเลสกับธรรม กิเลสกไ็ มไ่ ด้
อยอู่ ยา่ งสะดวกสบายเตม็ รอ้ ยเปอรเ์ ซน็ ตเ์ พราะถกู ขดั ถกู แยง้ ถกู ทำ� ลายจากธรรมอยเู่ สมอ ดงั
ท่ีเราเป็นนักปฏิบัตินี้เรียกว่าขึ้นเวทีแล้ว เพ่ือต่อกรกับกิเลส ไม่วา่ กิเลสประเภทใดจะตอ้ ง
แสดงออกเตม็ ลวดลายของมัน เรามเี ครอ่ื งต่อสู้มากนอ้ ยเพยี งไรก็จะตอ้ งแสดงออกอยา่ งเต็ม
51
ลวดลายของตน ไมเ่ ชน่ นนั้ กแ็ พม้ นั จนได้ แลว้ จะมใี ครประสงค์อยากแพก้ ิเลสเพราะการต่อสู้
กัน นอกจากหวังเอาชนะถา่ ยเดยี ว ฉะนนั้ จำ� ตอ้ งฝกึ เชิงรบใหเ้ กรยี งไกรเพอ่ื หวงั ตายเอาดาบ
หนา้
ในเบอ้ื งตน้ ยอมแพ้ไปก่อน แต่ไมใ่ ชย่ อมแพ้แบบถอยหลงั กรดู ๆ ไปอยา่ งนน้ั แต่ยอมแพ้
เพราะยงั สมู้ นั ไม่ได้ ยอมตามเหตกุ ารณ์ทกี่ ำ� ลงั ยงั ไมพ่ อกบั มนั ดว้ ยความเคยี ดแค้นแสนอาฆาต
แบบนกั ธรรมะ (อาฆาตชนดิ นจ้ี ดั เปน็ มรรค) สว่ นกำ� ลงั ทกุ ด้านจะตอ้ งผลติ ขนึ้ มาเรอ่ื ยๆ ไมม่ ี
ถอย ให้พอกับกิเลสประเภทนั้นๆ ไปโดยล�ำดับ จนถึงกิเลสประเภทละเอียดสุดยอด ธรรม
เครอื่ งลบล้างถากถางกิเลสกผ็ ลิตข้ึนมาเปน็ ธรรมสดุ ยอดเหมอื นกัน ดงั ท่ีกล่าวไว้วา่ มหาสติ-
มหาปญั ญา นนั่ แหละยอดเครอื่ งมอื ธรรมฝา่ ยเหตกุ ค็ อื ยอดธรรม ผา่ นจากนนั้ ไปแล้วกเ็ ปน็ ผล
เต็มตวั ท่กี ล่าวมาทั้งมวลนีอ้ ยู่ทใ่ี จดวงเดยี วน้ี
อย่าเขา้ ใจวา่ ธรรมก็ดี กิเลสก็ดี อยูใ่ นสถานที่อื่นใดนอกจากใจดวงนี้ น้�ำ
เปน็ น้ำ� ลมเปน็ ลม ไฟเปน็ ไฟ ดินเป็นดนิ อากาศธาตุเป็นอากาศธาตุ ทุกสงิ่
ทุกอยา่ งที่นอกจากใจไปแล้วยอ่ มเปน็ ดา้ นวัตถุหรือนามธรรมไปตาม
ธรรมชาตขิ องตนๆ ไม่ใช่กิเลส ไมใ่ ชม่ รรค ไมใ่ ชผ่ ล ไม่ใชส่ ถานทอ่ี ยู่ของ
กิเลสและมรรคผลนพิ พาน มใี จนเี้ ท่านน้ั เปน็ ทเ่ี กิดทอ่ี ย่อู นั เหมาะสมของทงั้
สองอยา่ งคือฝา่ ยกิเลสและฝ่ายธรรม กิเลสทุกประเภทอยูก่ ับใจได้สนิท
ธรรมทุกประเภทเกิดกับใจและอยูก่ ับใจไดอ้ ยา่ งสนิท เพราะฉะนั้นจึงตอ้ ง
ไดแ้ กก้ นั ทต่ี รงนี้ เอาให้ดี ตอ่ สูอ้ ยา่ งมีเลห่ ์เหลีย่ มแบบรอ้ ยเล่หพ์ นั นยั ไม่งนั้
ไม่ทันมันและปราบมันไมอ่ ยู่ ตรงขา้ มมันจะปราบเราใหอ้ ยูห่ มัดบนหมอน
นอนแบบขเี้ กียจไม่ยอมตน่ื
สติปัญญาพิจารณาอย่างไรเป็นธรรม พิจารณาอยา่ งไรเปน็ เคร่ืองถอดถอน ก็เคยได้
อธบิ ายใหฟ้ งั แล้วหลายครงั้ หลายหนจนนบั ไมถ่ ว้ น ขณะจะทำ� สมาธภิ าวนาให้ตงั้ หน้าตง้ั ตาทำ�
เพื่อความสงบท่ีเรียกว่าสมถะ ถา้ มันหาความสงบไมไ่ ด้ดว้ ยอารมณข์ องสมถะ จะพิจารณา
ทางด้านปัญญาเพอื่ สกดั ลดั ต้อนกนั อยา่ งรนุ แรงแหลกเหลว กท็ มุ่ กนั ลงด้วยกำ� ลงั ปัญญา ตง้ั ใจ
ทำ� หนา้ ทปี่ ัญญากนั อย่างเผด็ ร้อนจรงิ ๆ กต็ อ้ งทำ� ตามแต่จงั หวะของการตอ่ สทู้ จ่ี ะใหใ้ ช้แบบใด
วิธีใดท่ีกิเลสจะหมอบลงไปจนเห็นความสงบเย็นหรือความสวา่ งกระจา่ งแจ้งด้วยอ�ำนาจของ
ปัญญาอันเปน็ ผลเกิดข้ึนจากอุบายวิธีเชน่ น้ัน…เราก็ท�ำ อยา่ ไปเลือกกาลเลือกเวล่�ำเวลา ให้
สงั เกตดคู วามเหมาะสมทจี่ ะตอ่ ส้กู นั ดว้ ยวธิ กี ารใด นเ้ี ปน็ อบุ ายของผฉู้ ลาดเพอื่ แกค้ วามโง่ของ
ตนออกจากใจไปไดโ้ ดยลำ� ดบั
52
จิตท่ีหาความสงบไมไ่ ดไ้ มม่ ีโลกอยู่นะ จะวา่ ไม่บอกไม่เตือน เพราะเราอยู่ดว้ ยจิต ๑ ธรรมะพน้ื ฐาน
หวงั พ่งึ เปน็ พึง่ ตายกับจติ กับธรรม ไมไ่ ดห้ วงั เอาความสุขจากสงิ่ ใด รปู เสียง กลิ่น รส
เครอื่ งสัมผสั วตั ถสุ ิ่งของตา่ งๆ นัน้ เป็นเพียงเคร่อื งอาศยั ทา่ นเรียกวา่ ปจั จัย เป็นเคร่ือง เพ่อื ความสูงสดุ แห่งธรรม
สนบั สนนุ ใหเ้ ปน็ ไปในวนั หนึง่ คืนหนึง่ เดอื นหนึง่ ปหี น่งึ เปน็ ระยะๆ ไปเทา่ น้นั ส่วนจะเอา
ดีเอาความวิเศษวิโสจากส่ิงเหล่าน้ีน้ันจริงๆ ไมม่ ีทางเปน็ ไปไดต้ ามใจหวัง เพราะเป็น ๒ การภาวนา
เพยี งเครอื่ งอาศยั เท่านน้ั ไม่ใชเ่ ป็นของจรงิ จงั อะไรพอทจี่ ะไว้วางใจได้ ฝากเป็นฝากตาย
ไดก้ ับส่ิงเหล่านัน้ แตส่ ิ่งทเี่ ราจะฝากเป็นฝากตายได้ตลอดไปนัน้ ได้แก่ธรรม จึงตอ้ งอาศัย ท่ีถูกต้อง
กศุ ลธรรม ไดแ้ ก่ ความฉลาด ฝกึ ฝนอบรม เรม่ิ ต้ังแตว่ ิรยิ ธรรมคอื ความพากเพยี ร ขนั ตธิ รรม
ตอ้ งอดตอ้ งทนนกั ปฏบิ ตั ิ ไม่มใี ครเกินพระพทุ ธเจ้า ขนึ้ ชอ่ื วา่ ความอดความทนความพากเพยี ร ๓ เดนิ ตามหลักธรรม
ศาสดาของเราทา่ นเดนิ อยา่ งไร เราพยายามเดนิ ตามรอ่ งรอยของท่าน อยา่ ให้กิเลสมายัว่ มา
ยุมาหลอกมาหลอนให้ท้อถอยน้อยใจ ในการตามเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยความพากเพียรอัน ด้วยอริยสัจ
จะเกดิ ผลแกต่ น แล้วให้กเิ ลสเอาไปกนิ เลย้ี งกนั เสยี อยา่ งนนั้ ใชไ้ ม่ได้ นกั ปฏบิ ตั ทิ เ่ี สยี เล่ห์เหลย่ี ม
ใหก้ ิเลส นา่ อบั อายขายหน้าตลอดอนนั ตกาล ไมม่ วี นั กิเลสจะให้อภยั และปลดปลอ่ ยจากทค่ี มุ ๔ สติกับจิต
ขงั คอื วัฏจักรนนั่ เลย
อย่าไดห้ ่างกัน
ความฉลาดพระพทุ ธเจ้าทรงสอนแล้วทกุ แง่ทกุ มมุ ซงึ่ เป็นผลเกิดจากพระองค์ทรงปราบ
กิเลสจนอยูห่ มัดมาแลัวจึงได้น�ำมาสอนโลก ท�ำไมธรรมเปล่านั้นในเม่ือเราน�ำมาปราบกิเลส ๕ ภมู ิใจทุกข์
จะกลายเปน็ เรอ่ื งของกิเลสปราบเราและปราบธรรมไปเสยี ล่ะ มนั กข็ ดั กบั การดำ� เนนิ เพอ่ื ตาม
เสด็จพระพทุ ธเจ้าโดยไมต่ อ้ งสงสัย เพราะฉะน้นั อุบายวิธีทจี่ ะเปน็ ไปเพ่อื การถอดถอนกิเลส เพราะความเพียร
จงน�ำมาใชเ้ ต็มความสามารถ ใหจ้ ิตเราได้มีความผาสุกเย็นใจเพราะมีธรรมะอารักขา สติ
อารักขา ปัญญาเปน็ เคร่ืองรักษาเปน็ เคร่ืองท�ำลายส่ิงท่ีเปน็ ขา้ ศึกตอ่ จิตใจ การเพียรก็เพียร
เพอื่ รกั ษาใจ เพยี รเพอื่ ถอดถอนกิเลส อดทนกอ็ ดทนเพอ่ื การตอ่ ส้กู บั กิเลสซงึ่ เป็นความถกู ต้อง
ชอบธรรมด้วยกนั ไม่มคี วามเสยี หายอะไร
ทุกข์เราก็เคยทุกข์มาแล้วต้ังแต่วันเกิดจนถึงบัดนี้ ท�ำไมเวลาทุกข์เพราะการประกอบ
ความเพียร เราจะถือว่าเปน็ การกระเทือนกายกระเทือนใจ และเกิดความท้อถอย น่ันไมถ่ ูก
ทกุ ข์อย่างอน่ื เรายงั ยอมรบั ได้ ทกุ ขเ์ พราะความเพยี รอนั เปน็ ประโยคพยายามทยี่ อดเยยี่ มและ
เปน็ ยอดแห่งการต่อสู้ ท�ำไมเราจะไม่ยอมรับ ท�ำไมจะเห็นว่าเปน็ ทุกข์แปลกประหลาด และ
เปน็ พิษภัยยิ่งกว่าทุกข์ท้งั หลายทเ่ี คยไดร้ ับสัมผัสสัมพันธ์มา ความทุกขเ์ พราะความเพียรนี่
แล ทีจ่ ะเป็นเคร่อื งหนุนให้เกิดความสงบสุขเย็นใจ จนกระทั่งถึงความสุขสดุ ยอด ไมพ่ ้น
จากความทุกขอ์ ันน้ีเป็นเคร่ืองสนับสนุนไปได้เลย ความทุกขอ์ ย่างอื่นจะหวังเอาความดิบ
ความดกี บั มนั ไม่ได้ แตค่ วามทกุ ข์เพราะการพยายามต่อส้กู บั กิเลสประเภทต่างๆ นี้ เป็นความ
53
ทกุ ขท์ จ่ี ะยงั ผลอนั เปน็ ทพี่ งึ ใจให้เกิดขนึ้ แกจ่ ติ ใจของเราโดยลำ� ดบั จนเปน็ ทพี่ งึ ใจอยา่ งเตม็ ทไี่ ด้
จึงควรภมู ใิ จกบั ทกุ ข์ประเภทน้ี แม้ทกุ ขก์ ย็ อมรับวา่ ทุกขไ์ ปตามเหตกุ ารณ์ ผูป้ ฏิบตั เิ พ่อื จะกา้ ว
ใหพ้ น้ จากทุกข์ตอ้ งผ่านทุกขใ์ นการตอ่ สูไ้ ปด้วยกัน ไมม่ ีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน เพราะ
ธรรมไมม่ ีการเอารัดเอาเปรียบ นอกจากกิเลสอยา่ งเดยี วทคี่ อยเอาเปรยี บเราอยเู่ สมอ เผลอ
ไมไ่ ด้ตอ้ งเสยี เปรียบใหม้ นั
โลกสมมตุ นิ ไ้ี มม่ สี ง่ิ ใดทจี่ ะน่าสงสยั แลว้ การเกิดกเ็ คยเกิดมานาน อย่กู บั โลกอนั นม้ี านาน
ทุกข์ก็เคยทุกขม์ านาน ส่ิงที่เราเคยสัมผัสสัมพันธน์ ี้เราเคยสัมผัสสัมพันธม์ ามากตอ่ มากแล้ว
มอี ะไรเปน็ สารคณุ พอให้เปน็ ทรี่ ะลกึ เป็นทวี่ างจติ วางใจมอบชวี ติ จติ ใจได้ด้วยความตายใจ ไม่
เห็นมีพอจะใหไ้ ด้รับความสุขแบบตายใจไดเ้ ลย นอกจากทุกขม์ ีมาก สุขมีนอ้ ยประจ�ำความ
สมั ผสั และภพชาติน้ันๆ เปน็ เจ้าเรือน มธี รรมเทา่ นน้ั จะนำ� สตั ว์ออกนอกทกุ ข์ นอกสมมุติ ถึง
วิมุตติหลดุ พ้นอยา่ งภาคภมู ิใจและตายใจได้ไม่สงสัยถา้ ปฏิบัติตาม
พระพทุ ธเจ้ากเ็ คยผา่ นโลกมาเช่นเดยี วกบั พวกเรา ผ่านวฏั วน วนเวยี นเกิดตายแบกหาม
กองทกุ ข์มากน้อยมาด้วยกนั กบั สัตวโ์ ลก พระองค์ไมเ่ คยประกาศพระองค์วา่ เป็นผูว้ เิ ศษ และ
ไม่ปรากฏวา่ พระองค์วิเศษเพราะทุกขห์ นกั เบาขนาดใด เพราะภพใดชาตใิ ดในการท่องเทยี่ ว
แต่พอจติ หลดุ พ้นจากกิเลสอนั เป็นสาเหตใุ หเ้ กิดแกเ่ จบ็ ตายเสยี ไดเ้ ท่านนั้ พระองค์กท็ รงเปลง่
อทุ านขึน้ มาทนั ทวี ่า วสุ ติ ํ พฺรหมฺ จริยํ, กตํ กรณียํ เสรจ็ แล้วกิจการงานทีห่ นักหนว่ งทัง้ หลาย
ซ่ึงเป็นงานใหญโ่ ตมากในไตรภพ ได้แกก่ ารต่อสูก้ ับกิเลสทุกประเภท งานช้ันยอดเย่ียมงาน
ใหญ่โตคอื งานปราบไตรภพภายในใจไดจ้ บสิ้นลงแลว้ เพราะกิเลสตายเรยี บ ไมม่ ีกิเลสตัวใด
เหลืออยู่แลว้ กตํ กรณียํ กิจทคี่ วรไดท้ �ำเสรจ็ แล้ว ทค่ี วรจะท�ำใหย้ ิ่งกว่าน้ีไปอกี ไม่มแี ลว้ นตฺถิ
ทานิ ปุนพภฺ โว บดั นี้ความเกิดความตายซำ�้ ๆ ซากๆ วกเวยี นเปล่ียนแปลงอยไู่ ม่หยุดไม่ถอย
จนหาท่ีส้ินสุดยุติไมไ่ ดน้ ั้นได้ส้ินสุดลงแลว้ ในขณะท่ีกิเลสส้ินไปจากใจ อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส
เราเปน็ ผู้ประเสรฐิ เหนอื โลกแลว้ บัดน้ี นี่พระองค์ประเสริฐตอนท่ีกิเลสหลุดลอยออกไปจากใจ
หลังจากปราบกิเลสใหเ้ รียบราบไปหมดแลว้ จึงได้ทรงอุทานข้ึนมาว่าวิเศษ แต่กอ่ นไมเ่ ห็น
พระองค์ประกาศว่าพระองค์วเิ ศษ
เราทงั้ หลายกไ็ ดเ้ คยสมั ผสั สมั พนั ธ์ คลกุ เคล้ากบั เรอื่ งดงั กลา่ วมามากมายอยแู่ ล้ว ไม่อาจ
สงสยั จนไม่มใี ครจะนำ� มาแขง่ ใครได้ ในเรอ่ื งการเวยี นวา่ ยตายเกิดทเี่ ตม็ ไปดว้ ยกองทกุ ขน์ นั้ ๆ
แลว้ ยังจะสงสัยอะไรกันอยู่อีกไมเ่ ลิกแล้วสักที ถา้ ไม่ใช่ถูกกิเลสกล่อมเสียจนหลับสนิทด้วย
บทเพลงอนั นุ่มนวลชวนใหเ้ คลิบเคลิ้มและหลับสนทิ ว่าสง่ิ น้ันดี อนั น้ีวิเศษ สิง่ น้นั หยดย้อยไป
ต่างๆ นานาเร่ือยมา มแี ตก่ ิเลสมนั พาเห่อ พาเหอ่ เสียจนลืมเน้ือลืมตวั ลืมตาย ตายไปแล้วยัง
ตง้ั ความหวงั ว่าจะไดร้ บั ความสขุ ความสบายในทนี่ น้ั ๆ อกี ทงั้ ๆ ทหี่ วั ใจร้อนเหมอื นฟนื เหมอื น
54
ไฟหาสิ่งพงึ ใจไม่มใี นนั้นเลย แลว้ จะเอาอะไรมาเป็นความสขุ ในภพนภ้ี พหนา้ ๑ ธรรมะพน้ื ฐาน
ถ้าใจดวงเปน็ ตัวเหตุตัวการตัวแกนอันส�ำคัญน้ีหาความสุขไมไ่ ด้ มีแต่ฟนื แตไ่ ฟอยู่แลว้ เพ่อื ความสูงสดุ แห่งธรรม
เราจะไปเอาความสขุ มาจากอะไร จะเอาความสขุ มาจากดนิ มนั กเ็ ปน็ ดนิ มนั เป็นความสขุ ทไ่ี หน
จากนำ�้ กเ็ ปน็ น้�ำ จากลมเป็นลม จากไฟเป็นไฟ จากวัตถหุ รือแร่ธาตุต่างๆ ตลอดดินฟ้าอากาศ ๒ การภาวนา
มันกเ็ ปน็ ธรรมธาตุ ธรรมฐิติของมันอย่อู ย่างนน้ั ๆ มาด้ังเดิม จะเอาความสุขความเจรญิ อะไร
มาใหเ้ ราไดช้ น่ื ชมบ้างพอหวานใจ ฉะนน้ั ความถกู ต้องเพอื่ สมหวงั จงึ ตอ้ งแก้ลงทจ่ี ติ อนั เตม็ ไป ท่ีถูกต้อง
ดว้ ยยาพิษ ทีเ่ ผาผลาญใจให้หมดไปโดยลำ� ดับ จนหมดไปโดยสิ้นเชงิ ภายในใจแล้วนัน้ แล จะ
ไม่ตอ้ งถามหาความสขุ สถานท่ใี ด กาลใด เวลาใดไม่ถาม ภพใดชาติใดภพหนา้ ชาติหลังอะไร ๓ เดนิ ตามหลักธรรม
ไม่ถามต่อไปให้เพ่ิมความรำ� คาญ หมดปัญหาที่จะถามเพราะพอตัวแลว้ ทุกอยา่ ง ภายในจิต
ไมม่ คี วามหิวโหยโวยวายแล้ว จะไปถามหาอะไร จะไปสงสยั อะไรวา่ อันนนั้ นา่ จะดีอันนี้นา่ จะ ด้วยอริยสัจ
ดี เพราะมีเตม็ หวั ใจแล้วในบรรดาความดีความสุขอันพึงใจ พอกับความตอ้ งการ ไม่บกพรอ่ ง
ทีจ่ ะตอ้ งการต่อไปอกี แล้ว น่นั แหละคือความพอของจิตของธรรม พออย่ทู จี่ ติ อิ่มตัวอม่ิ ธรรม ๔ สติกับจิต
นนั่ แล ขอแต่กิเลสตวั หวิ โหยโวยวายกระเดน็ ออกไปจากใจเสยี อยา่ งเดยี วเทา่ นน้ั ความหวิ โหย
ยุง่ กวนจะไมม่ เี ลย อยไู่ หนอยู่ได้ ตายไหนตายได้ เพราะความสลายของธาตุขันธท์ ี่เคยสลาย อย่าไดห้ ่างกัน
มาแลว้ ตั้งแตเ่ รายังมืดมนอนธการ มนั ก็เคยสลายเคยตายมาแล้ว เรากร็ ้แู จง้ เห็นจริงประจักษ์
ใจแลว้ ว่ามนั เป็นเพยี งธาตุขนั ธ์ เช่น ธาตสุ ี่ ดิน นำ�้ ลม ไฟ ผสมกนั มจี ติ ตวั หลงเข้าไปสอด ๕ ภมู ิใจทุกข์
แทรกเปน็ ตัวการใหก้ ่อก�ำเนิดเกิดขึ้นมา แลว้ ก็แบกหามส่ิงเหลา่ น้ีว่าเป็นตนเปน็ ของตน เปน็
เราเป็นของเรา ของเขา อย่างไม่ละอาย เพราะกิเลสมนั พาให้หนา้ ด้านเท่านน้ั เราจงึ ไม่ร้วู ่าจะ เพราะความเพียร
ทนอายหรอื ไม่ทนอายอยา่ งไรดี เพราะความยอมจำ� นนตอ่ มนั โดยไมม่ ที างหลกี เลยี่ งนน่ั แล พา
ใหท้ นอายเอา อะไรๆ ก็จำ� ทนเอา
เมื่อสติปัญญาทำ� ไดเ้ พียงพอและท�ำลายสิ่งเหลา่ นี้ลงแล้ว เราจึงได้เห็นความลามกของ
มัน ความหยาบช้าความร้อยเลห่ พ์ ันเหลี่ยมรอ้ ยสันพันคมของมันประจักษใ์ จไมต่ อ้ งถามใคร
แม้ศาสดายงั ทรงพระชนม์อยู่ ทนี แ้ี ม้จะยกเอาสามโลกธาตมุ าเปรยี บเทยี บมาเปน็ ค่แู ขง่ กบั จติ
ดวงทบ่ี ริสุทธ์ลิ ้วนๆ น้ี สิ่งเหลา่ นน้ั ก็สกั แตว่ ่าแร่ธาตสุ มมตุ อิ นั หน่ึงๆ เทา่ นัน้ หาเป็นวิมตุ ติดงั
จิตและธรรมท่ีบริสุทธ์ิน้ันไม่ เพราะสิ่งเหลา่ น้ันมันเป็นโลกที่เราเคยเกิดเคยตาย เคยทุกข์
ทรมานมามากต่อมากนานแสนนานมาแล้ว จะมีสงสัยอะไรอยู่อีกเลา่ ฉะน้ันระหว่างแห่งรส
ของธรรมกับรสของโลกามิสในโลกสมมตุ ิ จึงมคี ณุ ค่าและนำ�้ หนกั ต่างกันอยู่มาก จนเทยี บกนั
ไมไ่ ด้ดังธรรมท่านกลา่ วไว้นั่นแล จะมผี ิดพลาดท่ตี รงไหนในธรรมทีว่ ่า รสแหง่ ธรรมช�ำนะซึ่ง
รสทง้ั ปวงน่ะ ฉะนน้ั จงฟงั ให้ถงึ ใจปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ธรรม คำ� ว่ารสแห่งธรรมนน้ั ใจจะเปน็ ผ้สู มั ผสั รบั
ทราบเอง ไม่มีส่ิงใดในโลกจะมาสัมผัสแทนได้ น่ีละศาสนธรรมของพระพุทธเจา้ สอนลงถึง
55
เหตุถึงผลถงึ ความสตั ย์ความจริงไม่มีปลอมแมแ้ ตน่ ิดหนึ่ง
ค�ำวา่ ปลอมให้พึงทราบวา่ เป็นกิเลสทั้งมวล เพราะกิเลสมีแตป่ ลอมลว้ นๆ หาความจรงิ
ไมไ่ ด้ ปลอมตลอดมาและเป็นคู่แข่งกับความจริงคือธรรมเรอ่ื ยมา ไม่มีคำ� วา่ เป็นมติ ร เพราะ
ฉะนนั้ เรื่องของกิเลสจงึ ปลอมมาเรือ่ ยๆ ปลอมมาแต่ลูกแตห่ ลานแต่เหลนแตป่ ยู่ า่ ตายายของ
มนั ปลอมมาหมด อาการใดแสดงออกมาต้องขัดกับธรรมทงั้ น้นั การแกก้ ิเลสจงึ ตอ้ งแกข้ อง
ปลอม เม่ือแก้ของปลอมออกไดม้ ากน้อยก็เริม่ เหน็ ของจริงขน้ึ มาท่ใี จมากน้อยตามลำ� ดับ จน
กระทง่ั จรงิ เต็มสว่ น
เม่ือจติ ถึงธรรมของจรงิ เตม็ ส่วนเพราะกิเลสตวั ปลกุ เสกเกง่ ๆ ส้นิ ไปแลว้ สิ่งภายนอกก็
จรงิ ดิน นำ้� ลม ไฟ ฟ้า อากาศ ทุกส่งิ ทกุ อย่างไมว่ า่ วตั ถไุ ม่วา่ นามธรรม เป็นของจริงตาม
ธรรมชาตขิ องตน เมอื่ กิเลสไม่มมี าหลอกวา่ นน้ั เป็นอยา่ งนน้ั วา่ นเ้ี ปน็ อยา่ งนเี้ สยี อยา่ งเดยี ว ใจ
ท่ีรูร้ อบขอบชิดแลว้ ใจก็จริงเต็มส่วน เมื่อต่างอันตา่ งจริงแลว้ ก็ไมก่ ระทบกระเทือนกัน ถึงจะ
รอ้ นจะหนาว จะหวิ จะกระหาย กเ็ ป็นธรรมดาของธาตขุ องขันธ์ ใจจะรบั ทราบและรบั ผิดชอบ
กนั อยเู่ พยี งเทา่ น้ัน ทจี่ ะให้ความหวิ ความกระหาย ความทุกข์ความลำ� บากทางกาย แทรกเขา้
ส่ภู ายในให้ใจเกิดทกุ ขเวทนาขนึ้ มานนั้ ไมม่ ี เป็นอนั วา่ เวทนาทงั้ สามขาดสะบน้ั ไปจากใจนบั แต่
ขณะกิเลสแตกกระจายออกจากใจ เพราะฉะนนั้ พระอรหันตจ์ งึ ไม่มีเวทนาภายในจติ นับแต่
ขณะบรรลอุ รหตั ผลจนกระทง่ั วนั นพิ พาน ตลอดอนนั ตกาล เพราะสขุ เวทนา ทกุ ขเวทนา อเุ ปก
ขาเวทนา เหลา่ น้ีเป็นสมมุติทั้งมวล จิตวิมุตติกับสิ่งสมมุติจึงเขา้ กันไม่ได้ ต่างอันตา่ งจริงไป
ตามธรรมชาติของตน ค�ำที่ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นั้นเป็นสุขตามหลักธรรมชาติของความ
บริสทุ ธต์ิ ่างหาก ไม่ใช่สขุ เวทนา เพราะฉะนั้นจงึ ไม่มีค�ำว่า อนจิ จฺ ํ ทุกขฺ ํ อนตฺตา เข้าไปแทรก
จิตที่บรสิ ทุ ธ์แิ ลว้ ได้เลยตลอดไป ฉะน้นั พระอรหนั ต์ทา่ นจึงจะมีอสิ ระทางใจอย่างเตม็ ตัว ไม่
กลัวไม่กล้ากับส่ิงตา่ งๆ ที่เขา้ มาเก่ียวข้องสัมผัส เพียงรับทราบแลว้ ก็ผา่ นไปๆ ตามหลัก
ธรรมชาติ ไมบ่ ังคบั เสกสรร ท้ังน้เี หตุ คือความอตุ สา่ ห์พยายามเป็นสำ� คญั
ทุกข์ พระพุทธเจา้ ก็ทรงเปน็ พยานมาแลว้ ทรงเดินไปทา่ มกลางกองทุกขก์ อ่ นพวกเรา
ใหเ้ ห็นประจกั ษ์อยู่แล้ว พระองคท์ รงสลบสามหน ฟงั ดูซิ ไปอา่ นคมั ภีรก์ ่คี รงั้ ๆ กว็ า่ ทรงสลบ
สามหนอยูน่ ่ันแล จะไมเ่ จอค�ำว่าพระองคล์ า้ งมือคอยเปบิ การด�ำเนินและค�ำสั่งสอนของ
พระองคท์ ป่ี ระทานไวแ้ ก่พวกเรา เปน็ ธรรมสดๆ รอ้ นๆ เหมอื นว่าเด๋ยี วน้ีๆ จะไมช่ ดั แจ้งยงั ไง
พระสาวกท้ังหลายก็ทกุ ขล์ �ำบากเชน่ เดียวกนั เพราะไมใ่ ชม่ เี พยี งสกุลหน่งึ สกุลเดียว มีหลาย
สกุล มีหลายชาติชั้นวรรณะ ท่ีสละความสุขทางโลกออกมาเพ่ืออรรถเพ่ือธรรม ท่านไม่เห็น
แกค่ วามยากลำ� บาก แมจ้ ะเคยอย่ใู นสกลุ ทลี่ ะเอยี ดอ่อนเชน่ สกลุ กษตั รยิ ม์ าแล้ว แต่เวลาเสดจ็
ออกมาบวชในพระพุทธศาสนา ทา่ นปฏิบัติตนแบบลูกศิษยม์ ีครู ตามรอยพระบาทของ
56
พระพุทธเจา้ ยอ่ มเปน็ ทุกขด์ ้วยกนั ท่านยอมรับ ไม่ไดค้ ำ� นงึ ไม่ได้คิดถึงไม่วุน่ วายกับสมบัติ ๑ ธรรมะพน้ื ฐาน
เงนิ ทองทมี่ มี ากนอ้ ยในสกลุ สกลุ สงู สกลุ ตำ�่ สกลุ ใดเหมอื นกนั ท่านยอมรบั ตามหลกั ธรรม ท่าน
จงึ เพียรจึงอดทนจงึ ต้องมีความทุกข์ความล�ำบากพอๆ กัน การแสวงหาธรรมวเิ ศษ ถา้ จะไป เพ่อื ความสูงสดุ แห่งธรรม
ย่งุ เกยี่ วกบั สง่ิ ภายนอกตามสมมตุ นิ ยิ มซง่ึ มคี ณุ ค่าตำ�่ กว่าธรรมอยแู่ ล้ว จะหาความวเิ ศษเหนอื
ส่ิงเหลา่ นั้นไปไม่ได้ ตอ้ งเปน็ ผูป้ ฏิบัติด้วยความไม่เกาะเกี่ยวขอ้ งแวะกับสิ่งใดนอกจากธรรม ๒ การภาวนา
ต้ังหน้าบึกบึนฝนื กระแสของโลกท่ีมีอยูภ่ ายในใจของตนตลอดเวลาและอิริยาบถไมล่ ดละ
ท้อถอย ใจจึงจะมกี �ำลังผา่ นไปได้ ท่ีถูกต้อง
การประพฤติปฏบิ ตั ิ เม่อื ใจมีก�ำลงั มศี รทั ธาความเชือ่ มัน่ ในมรรคในผลแลว้ ความเพียร ๓ เดนิ ตามหลักธรรม
ก็มีมาตามๆ กัน ความอดความทนก็พออดพอทนได้คนเรา มันข้ึนอยูก่ ับใจดวงเดียวน้ีเปน็
ส�ำคัญ ถ้าใจท้อถอยอ่อนแอเสยี อย่างเดียว อยูท่ ี่ไหนกอ็ ยไู่ ม่ได้ ท�ำอะไรกไ็ ม่ส�ำเรจ็ เพราะทน ด้วยอริยสัจ
ไมไ่ ด้ คอยแตจ่ ะตาย ออ่ นเปยี กไปหมด กระทัง่ กระดกู ทีเ่ ปน็ อวัยวะแข็งๆ ภายในร่างกาย ถา้
กำ� ลงั ใจมี กำ� ลงั ศรทั ธามี มนั พออดพอทน ทำ� ไมจะอดทนไมไ่ ด้ โลกเขาทำ� การทำ� งานเชน่ เดยี ว ๔ สติกับจิต
กบั เราเขากท็ กุ ขเ์ หมอื นกนั เขายงั ทนได้ เราทำ� ความพากเพยี รเพอ่ื ถอดถอนกิเลส ซงึ่ เปน็ เสยี้ น
เปน็ หนามเปน็ หอกเปน็ หลาวทมิ่ แทงอย่ภู ายในใจให้หมดสน้ิ ไปซง่ึ เป็นงานอนั หนง่ึ ทำ� ไมจะไม่ อย่าไดห้ ่างกัน
ยอมรบั ทุกข์ประเภททีจ่ ะให้ถงึ ธรรมอันวิเศษ เราตอ้ งยอมรบั ถา้ เชื่อธรรม ไม่เชอ่ื กิเลส
๕ ภมู ิใจทุกข์
นกั ปฏบิ ตั ติ ้องมคี วามเข้มแขง็ และมคี วามจรงิ จงั ตอ่ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ ง ด้วยความมสี ตจิ ดจ่อ
ต่อเน่อื งกัน มเี จตนาประจำ� งานของตนไม่เหลาะแหละ ความเหลาะแหละไมใ่ ชน่ ิสยั ของผ้จู ะ เพราะความเพียร
ครองธรรมสมบัติได้ จะกลายเป็นเร่ืองกิเลสตัววิบตั ิไปหมด กิเลสมนั จะพาให้เปน็ สมบตั ไิ ด้ยัง
ไง คำ� ว่าสมบัติก็แปลวา่ ถงึ พรอ้ มหรอื สมบรู ณใ์ นสิ่งพึงหวัง กิเลสมนั เปน็ ที่พงึ หวงั เมือ่ ไร และ
จะเปน็ สมบัติอันพึงใจได้ยงั ไง นอกจากมันเป็นขา้ ศกึ และพาใหว้ ิบัติไปโดยลำ� ดบั เท่าน้ัน
อยา่ ลมื คำ� ว่าสติ ผมเห็นคุณค่าของสติมาก ปญั ญา สตเิ ป็นสำ� คญั เพยี รอยเู่ สมอ ผู้มีสติ
อยกู่ บั ตัวช่อื ว่าผมู้ คี วามเพียร ยนื เดิน นัง่ นอน ขบฉัน ท�ำหน้าที่การงานต่างๆ อยา่ งน้อยให้
มสี มั ปชญั ญะร้สู กึ ตวั ถา้ ไมม่ สี ตจิ ดจอ่ อยกู่ บั คำ� ภาวนา กใ็ ห้มคี วามร้สู กึ ตวั อยภู่ ายในตวั เสมอ…
ไม่ผดิ เวลาจะนำ� เขา้ สกู่ ารส่งู านจรงิ ๆ ย่อมง่าย เหมอื นกบั สตั วท์ ร่ี กั ษาเลยี้ งดมู นั อยู่ จะไลต่ ้อน
เข้าคอกเมือ่ ไรกไ็ ด้ ไม่เหมอื นที่ปลอ่ ยไปตามยถากรรมกวา่ จะตระเวนหาพบตัวก็ถูกเขาน�ำขึน้
เขยี งแล้ว จติ ทรี่ ะมดั ระวงั รกั ษาอยโู่ ดยสมำ่� เสมอ เวลาจะให้เข้าส่คู วามสงบในองค์ภาวนากไ็ ด้
ตามความตอ้ งการ ไมด่ ้อื ดึงเหมอื นทีป่ ลอ่ ยใหเ้ ปน็ ไปตามยถากรรม
การระมดั ระวงั สตกิ ต็ ้องฝืน ฝนื กิเลสนนั่ แหละ เพราะกิเลสเป็นผ้ทู ำ� ลายสติ เปน็ ผทู้ ำ� ลาย
ปัญญา เป็นผู้ท�ำลายธรรมะทุกขั้น กิเลสจะตอ้ งกีดต้องขวางตอ้ งท�ำลายเสมอ เพราะฉะนั้น
57
การประกอบความเพียรทุกท่าจึงเป็นการฝืนกิเลสการตอ่ สู้กิเลสไปในตัว ถ้าไมฝ่ นื ก็เทา่ กับ
ยอมตามกิเลส ยอมจ�ำนนกิเลส กห็ าทางออกทางพ้นจากกิเลสไม่ได้ ตอ้ งมัดกิเลสเขา้ ไปตาม
วิธีดังกล่าวน่ี จึงเรียกว่านักรบดว้ ยสติปญั ญา สติปัญญาต้องใหแ้ หลมคมย่ิงกว่ากิเลสจึงจะ
ปราบกิเลสได้ ถ้ากิเลสยงั แหลมคมกว่ากไ็ มม่ ที างเอาชนะและหลดุ พ้นจากอำ� นาจของมนั ไปได้
จึงตอ้ งบำ� รุงสตปิ ัญญาอยูเ่ สมอ ไมล่ ดละ
นักบวชเรานับวา่ สะดวกมากในการประกอบสมณกิจสมณธรรม เพ่ือความสงบเย็นใจ
เราท�ำได้สะดวกทุกเวลาเพราะไมม่ ีงานอื่นๆ มายุง่ กวนเหมือนทางโลก มีศรัทธาญาติโยม
มากมายท่ีคอยสนับสนุนดว้ ยปัจจัยสี่ และคอยอนุโมทนากับทา่ นผูต้ ้ังใจประพฤติปฏิบัติ ไม่
ตายไมอ่ ด นอกจากเราจะอดเพอื่ ฆา่ กิเลส ทจี่ ะอดตายเพราะไม่มผี ้มู าทำ� บญุ ให้ทานนนั้ เป็นไป
ไมไ่ ด้ เพราะคนบุญยังมีอยู่มาก ในเมืองไทยเราเปน็ เมืองพุทธดว้ ย คอยสนับสนุนและ
อนุโมทนาอยู่เสมอ อยากไดบ้ ญุ ได้กุศลด้วย เราผจู้ ะเสาะแสวงหาบุญเพ่ือตนและเพื่อผ้อู น่ื ใน
อนั ดบั ตอ่ ไปนน้ั ต้องตง้ั หนา้ ตงั้ ตาประพฤตปิ ฏบิ ตั อิ ย่าลดละท้อถอย เพอื่ ให้เหน็ สมบตั อิ นั พงึ ใจ
เกิดข้ึนท่ีใจ ใจเปน็ มหาสมบัติ ธรรมสมบัติอยู่ท่ีใจ มหาสมบัติท้ังมวลอยูท่ ่ีใจ ลงใจกับ
ธรรมได้กลมกลืนเป็นอันหนึง่ อนั เดียวกนั แลว้ น้ันแหละคือมหาสมบตั ิ
เวลาน้ีมีแตก่ ิเลสมันพันหัวใจ จึงต้องไดแ้ กไ้ ด้ถอนฟัดเหวี่ยงกันอยูต่ ลอดเวลา จะยาก
ลำ� บากกท็ นเอา จงึ จะสมนามศษิ ย์มคี รคู อื ศาสดาองค์เอกเปน็ ครสู อน อะไรจะฝึกฝนอบรมยาก
ยิ่งกว่าฝกึ ฝนอบรมพระใหเ้ ปน็ พระอยา่ งสมบูรณแ์ บบให้เป็นคนอยา่ งสมบูรณแ์ บบไม่มี และ
ไมม่ ีการฝึกอะไรยากย่ิงกว่าฝึกคนใหด้ ีสมภูมิของคน ค�ำวา่ คนก็ตอ้ งหมายเอาตัวของเราเปน็
อันดับแรก และการสอนก็ไม่มีอะไรสอนยากยิ่งกว่าสอนคน น่ีก็หมายถึงเราเปน็ คนแรก เรา
สอนเรานน่ั แหละคือสอนคน เราฝึกเราน่ันแลคอื ฝกึ คน จึงตอ้ งยากทุกระยะๆ ไมม่ อี ะไรทีจ่ ะ
ยากยิง่ กวา่ การฝึกคน การทรมานคน การทำ� คนให้เป็นคนดจี นถงึ ข้ันวิเศษวิโส หมายเอาตวั
ของเราเป็นคนๆ หนึ่ง คนอื่นน้ันไม่มีปญั หายุง่ ยากยิ่งกว่าเราฝึกเราใหเ้ ป็นคนอย่างเต็มภูมิ
เมื่อคนน้ีสมบูรณ์แล้วเร่ืองประโยชน์ทางโลกนั้นแยกกันไมอ่ อก เพราะโลกกับธรรมอาศัยกัน
อยู่ ชาวบา้ นกับชาววัดก็แยกกันไม่ออก ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน มันหากเป็นไปเอง ดัง
พระพุทธเจา้ พระสาวก ตลอดครูอาจารย์ท้ังหลายเป็นตัวอย่างในการท�ำประโยชนแ์ กโ่ ลก
เพราะโลกกบั ธรรมเปน็ สิง่ เกีย่ งโยงกันแตไ่ หนแตไ่ รมาแยกกันไมอ่ อก
พระพุทธเจ้าเมอื่ ตรัสรแู้ ลว้ เรื่องประโยชนข์ องโลกก็ตามมาเอง ในขณะท่ที รงบ�ำเพ็ญไม่
สนพระทยั กับผหู้ นึง่ ผใู้ ดเลย มแี ตต่ ้ังหนา้ ประพฤติปฏิบัติกำ� จดั ส่ิงทีม่ ดื มนอนธการอยูภ่ ายใน
จิต ซึ่งไม่มอี ะไรทจ่ี ะมืดยิ่งกว่ากิเลสครอบหวั ใจ ส่ิงทมี่ ีอยูม่ นั ก็ไม่เห็นกไ็ มร่ ู้ เพราะกิเลสไมใ่ ห้
เห็นกิเลสไม่ให้รู้ กิเลสไม่ใหเ้ ชื่อ กิเลสไมใ่ หท้ �ำ นแ่ี หละมันจึงล�ำบาก กิเลสเปน็ ผ้คู ัดผ้คู า้ นผูข้ ัด
ผ้ขู วางอยใู่ นหวั ใจนแี้ หละ จงึ รไู้ มไ่ ด้เหน็ ไม่ไดใ้ นสิง่ ที่มี ซ่ึงพระพุทธเจา้ ทรงแสดงไวแ้ ลว้ ทกุ แง่
ท5กุ8มมุ บาปกไ็ มท่ ราบวา่ เป็นยงั ไง บญุ กไ็ มท่ ราบว่าเปน็ ยังไง นรกไม่ทราบวา่ เปน็ ยังไง สวรรค์
ไม่ทราบวา่ เปน็ ยงั ไง พรหมโลกไม่ทราบเปน็ ยงั ไง นพิ พานไมท่ ราบเปน็ ยงั ไง ทงั้ ๆ ทใี่ จนแี้ หละ
สงบกใ็ หเ้ หน็ สมาธกิ จ็ ะได้ร้ไู ด้เหน็ ขนึ้ ทใี่ จ เมอื่ ความว่นุ วายอนั เป็นตวั กิเลสจางลงไปๆ ปญั ญา ๑ ธรรมะพน้ื ฐาน
ความสอดส่องก็มีทางออกและกา้ วเดินได้ เพราะกิเลสไมก่ ีดขวางปดิ กั้นไวเ้ ต็มท่ีเหมือนแต่
กอ่ นท่ียังไม่ไดป้ ฏิบัติ ปญั ญาก็พอจะก้าวเดินได้หรือก้าวเดินได้ และกา้ วเดินได้อยา่ งเต็มภูมิ เพ่อื ความสูงสดุ แห่งธรรม
เมื่อจิตมีความสงบพอเปน็ บาทเปน็ ฐานแลว้ ฉะนั้น ค�ำว่าสมาธิคือความสงบใจจึงเป็นธรรม
จ�ำเป็นที่จะหนุนปัญญาให้กา้ วเดินได้อย่างสะดวกคลอ่ งตัว ทั้งข้ันเร่ิมแรกและข้ันต่อไปของ ๒ การภาวนา
ปัญญา ผู้ปฏิบัตจิ งึ ไม่ควรมองข้ามสมาธิ อนั เป็นธรรมส่ังสมกำ� ลังเพ่อื ปญั ญาทกุ ข้นั ไป จนถงึ
ความบรสิ ทุ ธห์ิ ลดุ พน้ โดยชอบธรรม ดงั ทา่ นกล่าวไวใ้ นอนศุ าสนต์ อนปลายวา่ ปญั ญาทไี่ ด้รบั ท่ีถูกต้อง
การหนุนจากสมาธแิ ล้วย่อมหลุดพน้ จากกิเลสทงั้ ปวงโดยชอบดงั นี้
๓ เดนิ ตามหลักธรรม
เม่ือปัญญาไดเ้ ร่ิมไหวตัวออกพิจารณาแล้ว ความรู้ความเห็นความเปน็ ตา่ งๆ ที่ไมเ่ คย
ปรากฏขนึ้ ภายในใจ ยอ่ มปรากฏข้นึ เรอ่ื ยๆ อุบายวิธีการต่างๆ ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ความจรงิ ที่ ด้วยอริยสัจ
เคยมอี ยทู่ ไ่ี หนๆ มาดงั้ เดมิ แต่เราไมร่ ไู้ มเ่ หน็ กก็ ลบั ใหร้ ้ใู หเ้ หน็ ขน้ึ มาชดั ขน้ึ มาภายในใจ สดุ ท้าย
ใจก็เปดิ ตัวเองขึ้นมาอยา่ งเต็มที่เพราะไม่มีอะไรปดิ เนื่องจากกิเลสสลายตัวลงไปหมดแล้ว ๔ สติกับจิต
เหลอื แตค่ วามร้อู นั เป็นธรรมลว้ นๆ ทำ� ไมจะมองไมเ่ หน็ สง่ิ ทง้ั หลายตามเป็นจรงิ โลกวทิ ู ร้แู จ้ง
โลกก็รแู้ จง้ ทีใ่ จน้กี ่อนซิ เม่ือรูแ้ จง้ ทใี่ จแล้วส่ิงต่างๆ ก็รแู้ จง้ ไปเอง ปดิ ใจนป้ี ดิ ไม่อยู่ มีแต่กิเลส อย่าไดห้ ่างกัน
เท่านั้นแหละปดิ ใจ พอกิเลสสน้ิ ซากลงไปแลว้ อะไรจะปดิ ใจไมอ่ ยูเ่ ลย จะรอู้ ยา่ งประจักษ์ เรา
รปู้ ระจกั ษ์เพยี งคนเดยี วเท่านน้ั สามารถพดู ได้อย่างเตม็ ปาก เพราะพดู ด้วยความร้จู รงิ เหน็ จรงิ ๕ ภมู ิใจทุกข์
ในสงิ่ ที่มีอยูเ่ ปน็ อย่กู บั ตนและเกย่ี วโยงกนั ทวั่ ไตรภพ ไมไ่ ดพ้ ดู ดว้ ยความด้นเดาเกาหมดั
เพราะความเพียร
ค�ำวา่ โลกวทิ ู รู้แจ้งโลก อันเป็นคณุ สมบตั ิของสาวก ก็คือรู้แจง้ ในธาตุขันธ์
และจิตใจของตนน้ีกอ่ นอื่น จากนั้นก็กระจายออกไปสูโ่ ลกและธาตุขันธ์
ภายนอกไม่มปี ระมาณ และประมวลมาเป็นความจรงิ อย่างเดียวกนั
เราทราบแล้วว่าพระพทุ ธเจา้ เพยี งพระองคเ์ ดยี วเทา่ นน้ั สามารถเป็นศาสดาสอนโลกทงั้
สามได้ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ฟงั ซิ ธรรมบทย่อท่านแสดงไว้ ไม่เพียงแต่เปน็ ครูของมนุษย์
เท่านั้น ยังเปน็ ครูของอินทร์พรหมเทวดาท้งั หลายอีกด้วย นนั่ แหละความรจู้ ริงสามารถพดู ได้
สอนไดไ้ ม่มีอัดมอี ้ัน นำ� ออกมาพูดไดท้ ้ังน้ันเพราะออกมาจากความรจู้ รงิ เห็นจริง ไม่งกๆงันๆ
ไม่ลบู ไม่คลำ� นเี่ ราพยายามสอนเราเพยี งคนเดยี ว ทงั้ ทมี่ เี ครอื่ งมอื หรอื แนวทางคอื โอวาทของ
พระพุทธเจ้า ตลอดอุบายต่างๆ ทรงสอนไว้หมดแลว้ กย็ งั เป็นไปไม่ได้ แลว้ จะหวังเอาผลเอา
ประโยชนจ์ ากอะไร ตายเกิดตายทกุ ขต์ ายยากตายลำ� บากวกเวยี นกนั อย่ไู มห่ ยดุ ไมถ่ อย มนั ได้
ผลประโยชนอ์ ะไร ไดค้ วามวิเศษวิโสที่ตรงไหน ภพใดภพน้นั กบั ภพน้มี นั ตา่ งกันตรงไหน ก็คือ
ภพแห่งความเกิดความตายความทุกขค์ วามทรมานเหมือนกัน ถ้าจะเอาความวิเศษวิโสจาก
การเกิดการตายน้ีไดจ้ ริง โลกวิเศษวิโสกันไปหมดแล้วในโลกธาตุนี้ไม่มีใครย่ิงหยอ่ นกว่ากัน
ความหลุดพ้นจากส่ิงเหล่าน้ีเพราะท�ำลายเช้ือมันหมดแลว้ เทา่ น้ัน เป็นความประเสริฐเป็นผู้
ประเสริฐ หมดกงั วลกนั เพราะกิเลสขาดสะบ้นั ลงไปแลว้ นตถฺ ิทานิ ปนุ พภฺ โว บัดนี้ความเกิด59
ความตายซำ้� ๆ ซากๆ ดงั ท่ีเคยเปน็ มาของเราไมม่ ีแลว้ หมดแลว้
ไม่เคยละได้กล็ ะไดเ้ ป็นลำ� ดับ กิเลสประเภทต่างๆ ขาดหลดุ ลอยไปและขาดที่หัวใจอย่าเขา้ ใจ
วา่ ขาดท่ีไหนนะ เมื่อรูแ้ จ้งชัดเจนแลว้ กิเลสก็ขาดไปๆ เป็นล�ำดับล�ำดา ไมใ่ ชข่ าดไปทีเดียว
เรยี บวุธไปเลยนะ นอกจาก ขปิ ปาภิญญา ทีบ่ รรลธุ รรมไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ เท่านั้น จำ� พวก เนย
ยะ ซง่ึ ต้องฝกึ ทรมานตนดว้ ยวธิ กี ารต่างๆ กิเลสต้องขาดไปโดยลำ� ดบั ลำ� ดาตงั้ แตข่ น้ั หยาบ ขนั้
กลาง ขน้ั ละเอียด ค่อยขาดไปๆ บทสุดทา้ ยทอ่ี วิชชาขาดจากใจนั้นจึงเปน็ ขาดสะบ้ัน จดุ นน้ั
ขาดสะบ้ันเหมือนกันหมด พอถึงจุดน้ันแลว้ ก็เหมือนกับถอนรากแกว้ พรวดขึ้นมาพรวดเดียว
เทา่ นน้ั กห็ มด นน่ั แหละการถอนรากแกว้ ของอวชิ ชาพรวดขนึ้ จากใจหนเดยี วเท่านน้ั ไม่ต้องได้
ถอนอกี แลว้ ทนี่ ี่ นเี้ ปน็ อกปุ ปธรรมขนั้ สดุ ยอด อกปุ ปธรรมขน้ั โสดาฯ นน้ั เป็นขน้ั หนง่ึ ขน้ั สกิทา
คาฯ เป็นขั้นหนงึ่ ขั้นพระอนาคาฯ เปน็ ขั้นหนงึ่ ขน้ั อรหัตอรหันต์เปน็ ข้ันหนงึ่
ค�ำว่าโสดาฯ เปน็ อกปุ ปธรรม หมายความว่า ไม่เสื่อมจากขัน้ โสดาฯ นีล้ งไปอีกแล้ว แต่
ยังมีความเจริญความเสื่อมในขั้นที่ตนก�ำลังกา้ วก�ำลังปนี ข้ึนไปอยู่ ยังไมไ่ ด้ท่ียึดที่เกาะอยา่ ง
เต็มที่ ปนี ข้ึนตกลงๆ อันน้นั ยงั มกี ารก�ำเริบ ส่วนขั้นภมู ิทีไ่ ด้แลว้ น้ันเป็นอกปุ ปธรรมไมก่ ำ� เริบ
คอื หมายความวา่ ไม่เปน็ อน่ื พอกา้ วขน้ึ อกี พักหน่ึงเป็นทแ่ี น่ใจแล้ว นั่นเปน็ อกปุ ปะและกา้ วตอ่
ไป เชน่ พระสกิทาคาฯ จะกา้ วสู่ข้ันพระอนาคาฯ ก็ตอ้ งกา้ วแล้วตกลงๆ เรียกวา่ เจริญแล้ว
เสื่อมๆ เพราะยังไมช่ �ำนาญ จนกระทั่งช�ำนาญถึงขั้นที่วา่ เกาะติดป๊ับแลว้ ก็เปน็ อกุปปะในข้ัน
น้นั ๆ พอถงึ ขนั้ อรหตั ภมู ิเต็มตัวแลว้ หมดละทนี่ ่ี ไมม่ กี า้ วไปไหนอีก จึงไม่มคี ำ� ว่าตกลง ไม่มี
คำ� ว่าเจรญิ แลว้ เสอื่ มเพราะเจรญิ เตม็ ท่ี ถ้าวา่ เจรญิ เจรญิ เตม็ ทแ่ี ล้ว ถงึ หลกั ธรรมชาตเิ ป็นอกปุ
ปะขั้นสุดยอดแลว้ ท่ีกลา่ วมาทั้งหมดนี้ไมใ่ ชอ่ ันใดส่ิงใดจะเป็นผูส้ ัมผัส จะเป็นผู้รับรู้ จะเป็น
เจา้ ของสมบตั ิดังกลา่ ว นอกจากใจดวงเดียวน้ี ธรรมท้ังมวลมใี จดวงเดียวน้ีเท่านั้นจะเปน็ ผู้รับ
สัมผัสสัมพนั ธ์ จะเปน็ ผู้รับและบรรจุไว้ในตนเปน็ มหาสมบัติ
ขอให้ทกุ ทา่ นพยายามใหเ้ หน็ ของวเิ ศษภายในใจของตน จะหายกงั วลในสงิ่
ทงั้ หลายโดยไม่ต้องสงสยั ขอแตก่ ารปฏบิ ตั เิ อาจรงิ เอาจงั ตามแนวสวากขาต
ธรรมเถดิ ผนู้ แี้ ลจะเป็นเจ้าของมหาสมบตั คิ อื มรรคผลนพิ พาน โดยไม่มกี าล
สถานที่หรือส่ิงหน่ึงสิ่งใดผูห้ น่ึงผู้ใดมามีอ�ำนาจกีดขวางไดเ้ ลย มีทุกข์กับ
สมทุ ยั เท่านัน้ ทำ� การกดี ขวาง และมนี โิ รธกับมรรคเทา่ นน้ั เป็นธรรมบกุ เบิก
เพกิ ถอนใหเ้ ตยี นโล่งภายในใจของผปู้ ฏบิ ตั ิ ฉะนน้ั จงเปน็ ทแ่ี น่ใจในสจั ธรรม
ทง้ั ฝ่ายละและฝา่ ยบ�ำเพ็ญ และปฏิบัติใหเ้ ตม็ ตามหนา้ ท่ที ั้งสองฝ่าย ค�ำว่า
มรรคผลนิพพานจะเป็นหนองอ้อขึ้นที่ใจดวงเปน็ ภาชนะอันเหมาะสมแหง่
ธรรมทกุ ขน้ั ไม่สงสัย จะปรากฏหนองออ้ วา่ อ้อ ธรรมอย่ทู ี่นี่เองหรือ อยูท่ ่ี
ใจนเ้ี องเหรอ ในวันเวลาหนึง่ แนน่ อนไม่สงสัย จึงขอยุติ
60