The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สวดมนต์ ทำวัตร เช้า-เย็น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wonchai890, 2021-12-22 01:49:50

สวดมนต์ ทำวัตร เช้า-เย็น

สวดมนต์ ทำวัตร เช้า-เย็น

ให้ผ้ากฐินน้ันแก่ท่าน (ช่ือน้ี), ด้วยญัตติทุติยกรรม อันไม่
กำเรบิ อันควรแกฐ่ านะ ณ กาลบดั นแี้ ล.


“ดีละ เจ้าขา้ ”




คำอธบิ าย

๒ บทว่า “อิตถฺ นนฺ าโม” และ “อิตถฺ นฺนามสสฺ ” ท่ี
วงเล็บไว้นนั้ ใหเ้ ปลยี่ นตามชื่อฉายาทา่ นผู้จะกรานกฐินตวั อย่าง
เช่น ท่านผู้กรานกฐินชื่อ สุมงฺคโล ถ้าในวงเล็บว่า
“อิตฺถนฺนาโม” ก็เปล่ียนเป็น “สุมงฺคโล” ถ้าในวงเล็บว่า
“อิตถฺ นฺนามสสฺ ” ก็เปล่ียนเป็น “สุมงฺคลสฺส” ดังนท้ี ุกแหง่ ไป

แตถ่ ้าท่านผูจ้ ะกรานกฐนิ มีราชทินนาม เป็นพระราชาคณะ
หรอื พระครู เป็นตน้ กใ็ ห้ใช้ช่อื ราชทินนามนั้นๆ แทนชื่อฉายา

บทว่า “สพฺพมหลฺลโก” น้ีสำหรับท่านผู้กรานกฐินแก่
พรรษาในสงฆ์ ถ้าในสงฆ์มีภิกษุผู้มีพรรษาแก่กว่าท่านให้ยกเสีย
ไมต่ อ้ งว่า

คำวา่ “พหนุ นฺ ํ อาจรโิ ย วา อุปชฌฺ าโย วา หุตวฺ า”
ดงั นีน้ นั้ ถ้าท่านผ้กู รานน้นั เป็นแต่อาจารยข์ องภิกษุทง้ั หลายจงว่า
“พหุนนฺ ํ อาจริโย หตุ วฺ า” ถา้ เป็นอปุ ัชฌายะจงวา่ “พหนุ นฺ ํ
อุปชฺฌาโย หุตฺวา” ถ้าเป็นทั้ง ๒ อย่างคงว่าตามแบบ


คำอปโลกนจ์ บแตเ่ ท่าน
ี้

…………………………………

188

ญตั ติทตุ ยิ กรรมวาจา

(๑) นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ทุ ฺธสฺส

นโม ตสฺส

(๒) ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธฺ สฺส

(๓) นโม ตสฺส ภควโต

(๔) อรหโต สมฺมา

(๕) สมพฺ ทุ ธฺ สสฺ


ขอนอบน้อมแด่พระผ้มู ีพระภาค อรหันตสัมมาสมั พทุ ธเจา้

พระองคน์ นั้ .


สณุ าตุ เม ภนฺเต สงโฺ ฆ. อิทํ สงฆฺ สสฺ ก€นิ ทสุ สฺ

อุปฺปนฺน,ํ ยทิ สงฺฆสสฺ ปตฺตกลลฺ ํ, สงฺโฆ อิมํ ก€ินทุสสฺ ,ํ

อายสฺมโต (อติ ถฺ นฺนามสฺส) ทเทยฺย, ก€นิ ํ อตถฺ รติ ,ุํ เอสา
ตฺติ.

สุณาตุ เม ภนเฺ ต สงฺโฆ. อิทํ สงฺฆสฺส ก€ินทุสฺส

อปุ ฺปนฺน,ํ สงโฺ ฆ อิมํ ก€ินทสุ สฺ ํ, อายสมฺ โต (อิตถฺ นนฺ ามสฺส)

เทต,ิ ก€ินํ อตถฺ ริต.ุํ ยสสฺ ายสฺมโต ขมติ, อิมสสฺ ก€ินทสุ -ฺ

สสสฺ , อายสมฺ โต (อิตถฺ นฺนามสสฺ ) ทานํ, ก€ินํ อตถฺ รติ ุํ, โส
ตุณฺหสสฺ , ยสสฺ น ขมต,ิ โส ภาเสยฺย. ทนิ นฺ ํ อทิ ํ สงฺเฆน
ก€ินทสุ สฺ ,ํ อายสฺมโต (อติ ฺถนฺนามสสฺ ) ก€ินํ อตถฺ ริตํ.ุ ขมติ

สงฺฆสฺส, ตสฺมา ตณุ ฺหี, เอวเมตํ ธารยาม.ิ


189

คำแปล ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า
ผ้ากฐินนี้ เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์, ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึง
ทแี่ ล้ว, สงฆพ์ งึ ใหผ้ า้ กฐนิ นี้ แก่ทา่ น (ช่ือน)้ี เพอื่ จะกรานกฐิน,
นเ้ี ปน็ ญตั ติ. (คอื คำเสนอ)

ข้าแต่ทา่ นผเู้ จริญ ขอสงฆจ์ งฟงั ข้าพเจา้ . ผ้ากฐินน้ีเกิด
ขน้ึ แล้วแกส่ งฆ์ สงฆ์ใหผ้ า้ กฐินนีแ้ ก่ทา่ น (ช่ือน้)ี , เพ่อื จะกราน
กฐินชอบแก่ท่านใด, ท่านผู้น้ันเป็นผู้น่ิง. ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด,
ท่านผู้นั้นพึงพูด. ผ้ากฐินนี้อันสงฆ์ให้แล้วแก่ท่าน (ชื่อนี้) เพ่ือ
กรานกฐิน. ยอ่ มชอบแก่สงฆ์, เหตุน้ันสงฆ์จงึ นิง่ อยู่, ข้าพเจ้า
ทรงความนีไ้ วด้ ้วยอาการอย่างน.ี้


จบญตั ติทตุ ิยกรรมวาจาเทา่ น
ี้

…………………………………

คำกรา
นกฐนิ

ถ้ากรานดว้ ยผ้าสังฆาฏวิ า่

“อิมาย สงฆฺ าฏยิ า ก€ินํ อตฺถราม”ิ


“ขา้ พเจ้ากรานกฐนิ ด้วยผ้าสงั ฆาฏิผืนน”้ี

ถ้ากรานดว้ ยผา้ หม่ วา่

“อมิ ินา อุตตฺ ราสงฺเคน ก€นิ ํ อตถฺ ราม”ิ


“ขา้ พเจา้ กรานกฐนิ ดว้ ยผ้าห่มผืนนี้”

ถา้ กรานด้วยผา้ นุง่ ว่า


190

“อมิ ินา อนฺตรวาสเกน ก€ินํ อตถฺ รามิ”

“ขา้ พเจา้ กรานกฐินดว้ ยผ้านงุ่ ผืนน”ี้



…………………………………


คำเสนออนุโมทนากฐนิ

“อตถฺ ตํ อาวุโส สงฆฺ สสฺ ก€นิ ํ, ธมมฺ โิ ก ก€ินตถฺ าโร
อนุโมทถ”

ถ้าออ่ นกวา่ ผอู้ นุโมทนา แมร้ ูปหนึง่ ว่า “ภนเฺ ต” แทน
“อาวโุ ส” ถา้ วา่ กับภกิ ษุรูปเดยี วท่อี ่อนกวา่ พงึ วา่ “อนุโมทาหิ”
แทน “อนโุ มทถ”

คำแปล “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย กฐินของสงฆ์
ข้าพเจ้ากรานเสร็จแล้ว การกรานกฐินชอบธรรม ขอท่าน
ทง้ั หลายอนโุ มทนาเถิด”



…………………………………


คำอนุโมทนากฐนิ

วา่ ทีละรปู “อตฺถตํ ภนฺเต สงฆฺ สสฺ ก€นิ ํ, ธมฺมโิ ก

ก€ินตถฺ าโร อนโุ มทามิ”

ว่าพร้อมกนั “อตฺถตํ ภนฺเต สงฺฆสฺส ก€ิน,ํ ธมฺมโิ ก

ก€นิ ตถฺ าโร อนุโมทาม”

ถา้ แก่กว่าผ้กู รานกฐนิ ใหว้ า่ “อาวุโส” แทน “ภนเฺ ต”

คำแปล “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กฐินของสงฆ์ท่านกราน
เสรจ็ แล้ว การกรานกฐนิ ชอบธรรม ข้าพเจ้าขออนโุ มทนา”


191

ทำกัปปิยะ

มพี ระพทุ ธานุญาตให้บริโภคผกั ผลไม้ ด้วยสมณกัปปะกรรม
ทค่ี วรแก่สมณะ ๕ คอื


๑. ผลจดดว้ ยไฟ

๒. ผลจดด้วยศสั ตรา

๓. ผลจดด้วยเล็บ

๔. ผลไมไ้ ม่มีพืช

๕. ผลมีพชื จะพึงปลอ้ นเสยี ได

พืช มีรากไม้เป็นต้นซึ่งเกิดอยู่ในที่ช่ือว่า ภูตคาม เป็น
วัตถุแห่งปาจิตตีย์ พืชน้ันเมื่อพรากให้พ้นจากที่แล้ว ชื่อว่า
พชี คาม เป็นวตั ถแุ หง่ ทกุ กฏ พีชคามนั้น เม่อื จะบริโภคพึงบงั คบั
อนปุ สัมบนั ว่า “กปฺปยิ ํ กโรห”ิ ทา่ นจงทำกปั ปิยะดังนี้ เสยี อกี
แลว้ จงึ บรโิ ภค เม่ือเป็นเช่นน้ี ชื่อวา่ ให้พน้ จากพีชคาม กแ็ ลจะ
ทำกัปปิยะนัน้ พึงทำด้วยไฟ หรอื ศัสตรา หรอื เล็บ โดยการจด
หรือแทง หรือตัดด้วยจงอย เข้าในประเทศอันหน่ึงแห่งพืชน้ัน
ในทางปฏบิ ตั มิ กั ให้อนปุ สัมบันใชเ้ ล็บจิก หรือเด็ดใหข้ าด กลา่ ว
ว่า “กปปฺ ิยํ ภนฺเต” ทำกัปปิยะผลมะขวดิ เปน็ ต้น พชื ข้างใน
หลุดจากกะลาคลอนอยู่ พึงให้ตอ่ ยออกทำกปั ปยิ ะ ถ้าติดกันอยู่
ไซร้ จะทำแม้ในกะลาก็ควร ก็แลผลอันใดเป็นของอ่อนไมม่ ี
พชื และผลใดที่มพี ืชปลอ้ นออกเสยี บริโภคได้กิจที่จะทำกปั ปิยะ ใน
ผลไมน้ น้ั ไมม่ .ี


…………………………………

192

คำอาราธนาและเบ็ดเตลด็


คำอาราธนาพระปรติ ร

วิปตั ติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปตั ติสทิ ธยิ า,

สพั พะทุกขะวนิ าสายะ ปะรติ ตัง พ๎รถู ะ มังคะลัง.

วิปัตตปิ ะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตตสิ ทิ ธิยา,

สพั พะภะยะวนิ าสายะ ปะรติ ตัง พ๎รูถะ มังคะลงั .

วิปตั ติปะฏพิ าหายะ สพั พะสมั ปัตติสิทธิยา,

สพั พะโรคะวินาสายะ ปะริตตงั พ๎รูถะ มังคะลัง.



…………………………………


คำอาราธนาธรรม

พ๎รหั ๎มา จะ โลกาธิปะตี สะหมั ปะต,ิ กัตอญั ชะลี
อันธวิ ะรงั อะยาจะถะ, สันตธี ะ สัตตาปปะระชักขะชาติ-
กา, เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปมิ งั ปะชัง.



…………………………………


คำอาราธนาศีล ๕

มะยงั ภันเต, (วสิ งุ วิสุง รักขะณตั ถายะ), ตสิ ะ-
ระเณนะ สะหะ, ปญั จะ สีลานิ ยาจามะ.

ทุตยิ ัมปิ มะยัง ภันเต, (วสิ งุ วสิ ุง รักขะณัตถายะ),
ติสะระเณนะ สะหะ ปญั จะ สีลานิ ยาจามะ.


193

ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, (วสิ ุง วิสงุ รกั ขะณตั -
ถายะ), ติสะระเณนะ สะหะ ปญั จะ สีลานิ ยาจามะ.



…………………………………


อกี นัยหนงึ่ คำอาราธนาศีล ๕ เปน็ นิจจะศลี

มะยงั ภนั เต, ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจังคะสะมัน-
นาคะตัง, นจิ จะสีลงั ยาจามะ.

ทตุ ิยัมปิ มะยงั ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ
ปญั จงั คะสะมันนาคะตงั , นจิ จะสีลงั ยาจามะ.

ตะตยิ มั ปิ มะยงั ภนั เต, ตสิ ะระเณนะ สะหะ
ปญั จังคะสะมันนาคะตัง, นิจจะสีลงั ยาจามะ.



…………………………………


คำอาราธนาศลี ๘

มะยงั ภนั เต, (วิสงุ วิสุง รักขะณตั ถายะ), ติสะ-
ระเณนะ สะหะ อฏั ฐะ สลี านิ ยาจามะ.

ทุตยิ ัมปิ มะยงั ภนั เต, (วิสุง วสิ งุ รักขะณัตถายะ),
ตสิ ะระเณนะ สะหะ อฏั ฐะ สีลานิ ยาจามะ.

ตะตยิ ัมปิ มะยงั ภันเต, (วสิ ุง วสิ ุง รักขะณัต-
ถายะ), ตสิ ะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สลี านิ ยาจามะ.



…………………………………

194

คำอาราธนาอโุ บสถศีล

มะยัง ภนั เต, ตสิ ะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะ-
มนั นาคะตัง, อุโปสะถงั ยาจามะ. (๓ หน)

คำอาราธนาศีลเหล่าน้ี นิยมใช้ในเวลาสมาทานมากคน
ถ้าคนเดียวพึงเปล่ียนคำว่า มะยัง เป็น อะหัง และคำว่า
ยาจามะ เป็น ยาจาม.ิ

คำอธิบาย

คำอาราธนา บางท่านใช้ตัดคำวา่ (วิสุง วิสุง รักขะ-
ณัตถายะ) ออก เช่นน้กี ใ็ ชไ้ ด้ เม่อื เปน็ เช่นน้ี พงึ ทราบความ
ต่างกันทม่ี ีคำวา่ วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ นน้ั หมายความ
วา่ ต่างคนต่างรกั ษาอยา่ งหนึง่ ตา่ งคนต่างขออย่างหนึ่ง ขอให้
ใหท้ ลี ะสิกขาบทอยา่ รวมเทยี บปจั เจกสมาทาน เมื่อลว่ งสิกขาบท
ไหนขาดเฉพาะสกิ ขาบทนั้น สกิ ขาบทอ่นื ไมข่ าด ถ้าสมาทานรวม
สิกขาบทใดบทหนึ่งขาดไป กข็ าดทั้งหมด



…………………………………

สรณคมน์ และ ศีล


เบญจศีล (ศลี ๕)

นมัสการ


นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พทุ ธัสสะ.

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พุทธสั สะ.

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสัมพทุ ธสั สะ.


195

สรณคมน ์


พทุ ธงั สะระณัง คัจฉาม,ิ


ธัมมงั สะระณัง คัจฉาม,ิ


สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉาม.ิ

ทตุ ิยัมปิ พุทธงั สะระณงั คัจฉาม,ิ

ทตุ ิยัมป ิ ธมั มัง สะระณงั คจั ฉามิ,


ทุติยัมปิ สงั ฆัง สะระณัง คัจฉามิ.

ตะติยมั ปิ พุทธัง สะระณงั คจั ฉามิ,

ตะตยิ มั ปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉาม,ิ



ตะติยัมปิ สงั ฆัง สะระณัง คจั ฉามิ.


สิกขาบท ๕


ปาณาตปิ าตา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทิยามิ.

อะทินนาทานา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทิยาม.ิ


กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทิยาม.ิ

มสุ าวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ.

สรุ าเมระยะมชั ชะปะมาทฏั ฐานา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั


สะมาทิยาม.ิ


ท้ายศลี

ก. แบบปกต

อมิ านิ ปัญจะ สิกขาปะทาน,ิ สเี ลนะ สุคะตงิ ยันต,ิ

196

สเี ลนะ โภคะสัมปะทา, สีเลนะ นพิ พตุ ิง ยนั ติ, ตัส๎มา
สีลัง วโิ สธะเย.

ข. แบบนิจจะศีล

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ, นจิ จะสลี ะวะเสนะ
สาธุกงั รกั ขติ พั พาน,ิ (รบั ว่า อามะ ภันเต) สีเลนะ สคุ ะ-
ติง ยนั ต,ิ สีเลนะ โภคะสัมปะทา, สเี ลนะ นพิ พุตงิ ยันติ,
ตัส๎มา สีลงั วิโสธะเย.

อีกอย่างหนง่ึ นำใหส้ มาทานรวมวา่ “อมิ านิ ปญั จะ
สกิ ขาปะทานิ สะมาทิยาม”ิ มที ใี่ ชใ้ นบางโอกาส เช่น ในเวลา
แสดงตนเป็นพุทธมามกะ แต่ไมต่ ้องวา่ คำลงทา้ ยศีลดังกล่าวแล้ว.


…………………………………

ศีล ๘ และอโุ บสถศลี


(นมัสการ และสรณคมน์ เหมือนศีล ๕)
สิกขาบท ๘


ปาณาติปาตา เวระมะณี สกิ ขาปะทัง สะมาทยิ ามิ.

อะทินนาทานา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทิยามิ.

อะพ๎รัห๎มะจะริยา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั สะมาทิยาม.ิ

มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทยิ ามิ.

สรุ าเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั
สะมาทยิ าม.ิ


197

วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทยิ าม.ิ

นจั จะคตี ะวาทติ ะวิสูกะทสั สะนะมาลาคนั ธะวิเลปะนะ
ธาระณะ มัณฑะนะวภิ ูสะนฏั ฐานา เวระมะณี สกิ ขาปะทงั
สะมาทยิ ามิ.

อจุ จาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง

ะมาทิยาม.ิ


ทา้ ยศลี ๘


ก. แบบปกต

อมิ านิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ, สเี ลนะ สคุ ะติง ยันติ,
สีเลนะ โภคะสัมปะทา, สีเลนะ นิพพตุ ิง ยนั ต,ิ ตสั ๎มา
สีลัง วโิ สธะเย.

ข. แบบอโุ บสถศลี

เม่ือเวลาสมาทานสิกขาบทจบแล้ว พงึ นำใหว้ ่าคำสมาทาน
ดังน
้ี
อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตัง
อโุ ปสะถัง, อมิ ญั จะ รัตติง อมิ ัญจะ ทวิ ะสัง, สัมมะเทวะ
อะภริ ักขิตุง สะมาทยิ ามิ.


(แปลวา่ ) ขา้ พเจา้ สมาทานซึง่ อโุ บสถศลี , ทพ่ี ระพุทธเจ้า

ไดท้ รงบญั ญัตไิ วแ้ ล้วน้ี อนั ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ดงั ได้

สมาทานมาแล้วนี้, เพือ่ จะรกั ษาไวใ้ หด้ ี ไมใ่ หข้ าด ไมใ่ หท้ ำลาย,

สิ้นวนั หนง่ึ กับคืนหนงึ่ ณ เวลาวนั น.้ี

198

ทา้ ยศลี อโุ บสถ


อิมานิ อัฏฐะ สกิ ขาปะทาน,ิ อัชเชกัง รัตตนิ ทวิ งั
อุโปสะถะวะเสนะ สาธุกงั รกั ขิตพั พาน,ิ (ผูส้ มาทานรบั วา่
อามะ ภันเต) สเี ลนะ สคุ ะติง ยันติ, สีเลนะ โภคะสมั -
ปะทา, สีเลนะ นพิ พตุ งิ ยันต,ิ ตสั ม๎ า สลี ัง วิโสธะเย.



…………………………………


คำถวายผา้ ปา่

อิมานิ มะยงั ภนั เต, ปังสุกูละจวี ะรานิ, สะปะร-ิ
วารานิ, สลี ะวันตัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต,
สีละวันโต, อิมาน,ิ ปงั สกุ ูละจีวะรานิ, สะปะริวารานิ,
ปะฏิคคัณหî าต,ุ อัมห๎ ากงั , ทฆี ะรตั ตัง, หติ ายะ, สขุ ายะ.

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้า
บังสุกลุ จวี ร (ผา้ ป่า) กบั ทง้ั เครอ่ื งบรวิ ารทัง้ หลายเหลา่ นี้ แด่
ท่านผู้มีศีล ขอท่านผู้มีศีลจงรับ ผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งเครอื่ ง
บริวารท้งั หลายเหลา่ น้ี ของขา้ พเจา้ ทง้ั หลาย เพ่อื ประโยชน์ และ
ความสขุ แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ.


…………………………………


คำชักผา้ บังสกุ ุล

“อิมํ ปงฺสุกลู จวี รํ อสสฺ ามิกํ มยฺหํ ปาปณุ าต”ิ


…………………………………

199

ค�ำถวายสงั ฆทาน

(พระภิกษุ ๔ รปู ขน้ึ ไป ตอ้ งอปโลกน์)

อิมานิ มะยัง ภันเต, ภตั ตานิ, สะปะริวารานิ, ภิกข-ุ
สงั ฆสั สะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภนั เต, ภกิ ขสุ งั โฆ, อมิ าน,ิ
ภตั ตาน,ิ สะปะรวิ าราน,ิ ปะฏคิ คณั หî าต,ุ อมั ห๎ ากงั , ทฆี ะรตั ตงั ,
หติ ายะ, สุขายะ.
ขา้ แตท่ า่ นผเู้ จรญิ ขา้ พเจา้ ทงั้ หลาย ขอนอ้ มถวาย ซงึ่ ภตั ตาหาร
กบั ทงั้ เครอ่ื งบรวิ ารทง้ั หลายเหลา่ น้ี แดพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์ ขอพระภกิ ษสุ งฆ์
จงรบั ซงึ่ ภตั ตาหาร กบั ทงั้ เครอ่ื งบรวิ ารทงั้ หลาย เหลา่ นี้ ของขา้ พเจา้
ทง้ั หลาย เพอ่ื ประโยชน์ และความสขุ แกข่ า้ พเจา้ ทง้ั หลาย ตลอดกาล
นานเทอญ.
…………………………………

ค�ำถวายสงั ฆทานอุทศิ
(พระภกิ ษุ ๔ รูปขนึ้ ไป ต้องอปโลกน)์

อมิ านิ มะยงั ภนั เต, ภตั ตาน,ิ สะปะรวิ าราน,ิ ภกิ ขสุ งั ฆสั สะ,
โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภนั เต, ภกิ ขสุ ังโฆ, อิมาน,ิ ภตั ตาน,ิ
สะปะรวิ าราน,ิ ปะฏคิ คณั หî าต,ุ อมั ห๎ ากญั เจวะ, มาตาปติ อุ าทนี ญั จะ,
ญาตะกานญั จะ, กาละกะตานงั , ทฆี ะรตั ตงั , หติ ายะ, สขุ ายะ.
ขา้ แตท่ า่ นผเู้ จรญิ ขา้ พเจา้ ทง้ั หลาย ขอนอ้ มถวาย ซงึ่ ภตั ตาหาร
กบั ทง้ั เครอ่ื งบรวิ ารทงั้ หลายเหลา่ น้ี แดพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์ ขอพระสงฆ์
จงรบั ซงึ่ ภตั ตาหาร กบั ทงั้ เครอื่ งบรวิ ารทง้ั หลายเหลา่ น้ี ของขา้ พเจา้

200

ทง้ั หลาย เพอื่ ประโยชน์ และความสขุ แกข่ า้ พเจา้ ทงั้ หลาย และแกญ่ าติ
ทงั้ หลาย มมี ารดาบดิ าเปน็ ตน้ ผลู้ ว่ งลบั ไปแลว้ ตลอดกาลนานเทอญ.

…………………………………

ค�ำถวายสงั ฆทาน

(พระภิกษุ ๑-๓ รูป ไมต่ อ้ งอปโลกน์)

อิมานิ มะยงั ภันเต, สงั ฆะทานาน,ิ สะปะริวารานิ,
สีละวันตัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภนั เต, สีละวันโต,
อมิ าน,ิ สงั ฆะทานาน,ิ สะปะรวิ าราน,ิ ปะฏคิ คณั หî าต,ุ อมั ห๎ ากงั ,
ทฆี ะรัตตงั , หิตายะ, สขุ ายะ.
ขา้ แตท่ า่ นผทู้ รงศลี ผเู้ จรญิ , ขา้ พเจา้ ทงั้ หลาย, ขอนอ้ มถวาย,
ซ่ึงเคร่อื งสังฆทาน, กับทั้งเครื่องบรวิ ารทั้งหลายเหลา่ นี้, แด่ทา่ น
ผู้ทรงศลี ขอท่านผู้ทรงศลี จงรับ, ซึง่ เครื่องสงั ฆทาน, กับท้งั เครื่อง
บรวิ ารทง้ั หลายเหลา่ น,ี้ ของขา้ พเจา้ ทงั้ หลาย, เพอื่ ประโยชน,์ และ
ความสขุ , แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ตลอดกาลนานเทอญ.

…………………………………

ค�ำถวายสังฆทานอุทิศ

(พระภิกษุ ๑-๓ รูป ไม่ต้องอปโลกน์)

อมิ านิ มะยงั ภนั เต, ภตั ตาน,ิ สะปะรวิ าราน,ิ สลี ะวนั ตสั สะ,
โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, สีละวันโต, อิมาน,ิ ภตั ตาน,ิ
สะปะรวิ าราน,ิ ปะฏคิ คณั หî าต,ุ อมั ห๎ ากญั เจวะ, มาตาปติ อุ าทนี ญั จะ,
ญาตะกานญั จะ, กาละกะตานัง, ทฆี ะรัตตงั , หติ ายะ, สขุ ายะ.

201

ข้าแตท่ ่านผทู้ รงศลี ผเู้ จริญ, ข้าพเจ้าท้งั หลาย, ขอนอ้ มถวาย,
ซง่ึ ภตั ตาหาร, กบั ทง้ั เครอ่ื งบรวิ ารทง้ั หลายเหลา่ น,้ี แดท่ า่ นผทู้ รงศลี
ขอทา่ นผทู้ รงศีลจงรบั , ซึง่ ภตั ตาหาร กบั ท้ังเครอ่ื งบรวิ ารทงั้ หลาย
เหลา่ น,้ี ของขา้ พเจา้ ทงั้ หลาย, เพอื่ ประโยชน,์ และความสขุ , แกข่ า้ พเจา้
ทง้ั หลาย, และแกญ่ าตทิ งั้ หลาย มมี ารดาบดิ าเปน็ ตน้ ผลู้ ว่ งลบั ไปแลว้
ตลอดกาลนานเทอญ.

…………………………………

คำ�อปโลกนส์ ังฆทาน

(วา่ นโมฯ ๓ หน)

ยคเฺ ฆ ภนเฺ ต สงฺโฆ ชานาตุ, อยํ ป€มภาโค เถรสสฺ
ปาปุณาติ, อวเสสา ภาคา อวเสสานํ ภกิ ฺขสุ ามเณรานํ
ปาปุณนฺตุ, ยถาสุขํ ปริภญุ ชฺ นตฺ .ุ (๓ จบ)

…………………………………

คำ�อปโลกน์อีกแบบหน่งึ

(ว่านโมฯ ๓ หน)

ยคฺเฆ ภนฺเต สงฺโฆ ชานาต.ุ อยํ ป€มภาโค เถรสฺส
ปาปุณาต,ิ อวเสสา ภาคา อมหฺ ากํ ปาปุณนตฺ ุ, ภิกขู จ
สามเณรา จ คหฏ€ฺ า จ, ยถาสุขํ ปรภิ ญุ ชฺ นฺตุ. อยํ ป€มภาโค
...ปรภิ ญุ ฺชนฺต.ุ อยํ ป€มภาโค...ปรภิ ญุ ฺชนฺตุ.

(พระสงฆ์รับพร้อมกันว่า “สาธุ”)
202

ทพิ ยมนต์

โดย
ทา่ นพอ่ ลี ธมมฺ ธโร
วัดอโศการาม จงั หวดั สมทุ รปราการ

การสวด “ทิพย์มนต์” นี้ เป็นสายบรรทัดเคร่ืองจูงใจของ

ผู้ปฏิบัติให้บรรลุถึงความบริสุทธิ์ เพราะมนต์หมวดนี้ย่อมให้ผลดีแก่
ผทู้ อ่ งบน่ เพราะเปน็ เรอ่ื งในตวั ของตวั เอง ธรรมดาคนทเ่ี กดิ มายอ่ มอาศยั
อยใู่ น ธาตทุ งั้ ๖ ธาตเุ หลา่ นน้ั สะสมขนึ้ ดว้ ยการกระทำ� ของตนเอง ดบี า้ ง
ชว่ั บ้าง เมอ่ื เปน็ เชน่ นี้ ธาตเุ หลา่ นนั้ ย่อมลงโทษแก่ผู้อาศยั เปรยี บเหมือน
กบั เดก็ ท่ยี ังมีส่งิ ทีร่ บกวนใจอยเู่ สมอ
ฉะน้ัน การสวดมนต์ ก็เท่ากับว่าเราเลี้ยงเด็กบ�ำรุงเด็กให้ได้รับ
ความสมบรู ณ์ เมอื่ เด็กไดร้ บั ความสมบูรณเ์ ช่นน้นั แลว้ ผใู้ หญย่ ่อมได้รบั
ความสะดวกสบาย ฉะนน้ั ถา้ ใครเสกบ่นมนตค์ าถา กเ็ ท่ากบั ว่าเราเลี้ยง
เดก็ แลว้ ด้วยอาหาร เรากลอ่ มเด็กแล้วด้วยเพลงอันไพเราะ คอื พทุ ธคุณ
อ�ำนาจพุทธคุณนี้อาจจะท�ำธาตุของตนให้บริสุทธ์ิขึ้นเป็นธาตุกายสิทธ์ิ
เหมือนแร่ธาตุที่มีอยู่ในโลก ย่อมแล่นหรือดึงดูดถึงกันได้ทุกวินาที หรือ
เปรยี บเสมอื นสายไฟฟา้ สว่ นมนต์คาถาทส่ี วดเปรียบเหมอื น กระแสไฟ
มุ่งไปทิศใดย่อมถึงท่ีนั้นๆ อาจที่จะท�ำให้ดินฟ้าอากาศเป็นมงคล เพราะ
มนตห์ มวดน้เี ป็นมนต์กบิลฤๅษีปนอยูด่ ว้ ย ตามเร่ืองทเี่ ลา่ ไว้ ดงั นี้
ในอดีตกาล มีฤๅษีตนหน่ึงไปเจริญทิพยมนต์อยู่ในป่าสัก
ณ ประเทศอนิ เดยี ตามตำ� นานเลา่ วา่ ในปา่ นน้ั เปน็ มหามงคล เชน่ ตน้ ไม้
ทงั้ หลายสบั เปลี่ยนกนั เกดิ ดอกออกผลอยตู่ ลอดทกุ ฤดกู าล มนี �้ำใสสะอาด

203

สตั วต์ วั ไหนเจบ็ ปว่ ยวง่ิ ผา่ นเขา้ ไปไดก้ นิ นำ�้ ในทนี่ น้ั อาการปว่ ยจะสญู สนิ้ ไป
ใบหญ้าและเถาวัลย์สดชื่นอยู่เป็นนิจ สัตว์ที่ดุร้ายและโหดร้าย
เบียดเบียนกัน เม่ือเข้าไปผ่านในสถานท่ีนั้นก็ราวกับว่าเป็นเพื่อน เป็น
มติ รกนั เอง สตั ว์ทงั้ หลายก็อาศัยป่าน้ันอยู่โดยความรื่นเริง กลนิ่ โสโครก
ซากสัตว์ต่างๆ ท่ีตายในท่ีน้ันไม่ปรากฏ ถ้าหากว่าความตาย จะมาถึง
ตนกต็ ้องดิน้ รนหนไี ปตายท่ีอ่นื ในสถานทนี่ ี้ พวกชาวศากยสกลุ วงศข์ อง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไปต้ังเมืองหลวงในท่ีนั้นเรียกว่า กรุงกบิลพัสดุ์
ซึ่งยังเป็นบา้ นเมอื งมาจนบัดนี้ (ประเทศเนปาล)
นี่เกิดจากความศักด์ิสิทธิ์ซ่ึงกบิลฤๅษี ได้ไปเจริญทิพยมนต์
อยู่ในที่นั้น วิธีเจริญของฤๅษีตนนั้น วาระแรกเขาได้หันหน้าไปทางทิศ
ตะวันออก ได้เจริญมนต์หมวดน้ีอยู่ตลอด ๗ วัน วาระที่ ๒ เขา
หนั หนา้ ไปทางทิศอดุ ร วาระท่ี ๓ เขาได้หนั หน้าไปทางทศิ ใต้ วาระที่ ๔
เขาได้หันหนา้ ไปทางทศิ ตะวันตก วาระที่ ๕ เขาได้หนั หน้าลงไปทางใต้
พื้นปฐพี วาระที่ ๖ เขาได้ยกมือแหงนหน้าขึ้นไปในอากาศ ท�ำจิตให้
สะอาด เอารศั มีของดวงดาวเป็นนิมิต วาระท่ี ๗ เขาไดเ้ จรญิ อานาปาน์
ปลอ่ ยลมของเขาเองออกทกุ ทศิ โดยอ�ำนาจแหง่ กำ� ลังจติ ทีป่ ระกอบดว้ ย
พรหมวหิ ารท้งั ๔ ทเี่ รยี กว่า “ทิพยมนต”์ ดังนี้ เลา่ มานต้ี ามเรอื่ งของ
ชาวอนิ เดียเลา่ ให้ฟัง
ตอ่ จากนน้ั กใ็ หน้ กึ ถงึ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ผบู้ รสิ ทุ ธด์ิ ว้ ยคณุ ธรรม
อันเลิศจนพระองค์สามารถจะเสกธาตุของพระองค์เองให้บริสุทธิ์ยิ่งกว่า
ธาตใุ ดๆ ทง้ั หมดในโลก เชน่ พระบรมธาตอุ นั เปน็ ธาตกุ ายสทิ ธซ์ิ งึ่ มปี รากฏ
อยใู่ นผเู้ คารพนบั ถอื ไดท้ ราบขา่ ววา่ เสดจ็ มาบา้ ง เสดจ็ หนไี ปบา้ ง ซงึ่ เปน็
สง่ิ ทแี่ ปลกประหลาดอยมู่ าก สงิ่ เหลา่ นกี้ ส็ ำ� เรจ็ มาจากดวงจติ อนั บรสิ ทุ ธิ์

204

นน้ั เอง เมอื่ จติ บรสิ ทุ ธแ์ิ ลว้ ธาตทุ ง้ั ๖ กพ็ ลอยบรสิ ทุ ธไิ์ ปดว้ ย เมอ่ื ธาตเุ หลา่ น้ี
เน่ืองอยู่ด้วยโลก อาจจะท�ำโลกให้ได้รับความช่มุ เยน็ ไปดว้ ยกไ็ ด้ เพราะ
ธาตทุ ้งั หมดยอ่ มเนอ่ื งถึงกนั
ถ้าพวกเราพุทธบริษัทต้ังใจประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น เชื่อแน่ว่า
ต้องได้รับผลดีเป็นแน่ ถ้าหากว่าจิตมิได้ฝึกหัดในทางน้ี มัวเมาแต่สะสม
ความช่ัวใส่ตนแล้ว จิตก็ต้องเดือดร้อน อ�ำนาจแห่งความรอ้ นของดวงจติ
กจ็ ะทำ� ใหธ้ าตใุ นตวั ทกุ สว่ นรอ้ นเปน็ ไฟไปดว้ ย ไฟเหลา่ นกี้ จ็ ะตอ้ งระบายไป
ในที่ตา่ งๆ ทว่ั โลก
ความร้อนอันนี้เม่ือมีปริมาณมากขึ้น ก็จะจับกลุ่มกันขึ้นเป็น
เครอื่ งสนับสนุนช่วยแสงอาทิตยใ์ ห้แรงกลา้ แลว้ ก็ท�ำอากาศธาตุ ดิน น�้ำ
ไฟ ลม ใหว้ บิ ตั เิ ปลยี่ นแปลงไปโดยอาการตา่ งๆ เชน่ ฤดทู งั้ ๓ กจ็ กั ไมค่ งที่
เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์ที่อาศัยอยู่ก็จะต้องวิบัติหรือเดือดร้อนไปตามกัน
ขนั้ ทสี่ ดุ ของความชวั่ กจ็ ะทำ� ใหโ้ ลกทเี่ ราอาศยั อยนู่ แี้ ตกสลายไป ทเ่ี ขาเรยี ก
วา่ ไฟประลัยกัลป์ ไหม้ลา้ งโลก คนเราไม่ไดน้ กึ คดิ จึงเหมาใหธ้ รรมชาติ
เปน็ เองเสยี โดยมาก เมอ่ื เปน็ เชน่ นกี้ ม็ ใิ ชน่ กั เหตผุ ล เพราะสงิ่ ทงั้ หลายตอ้ ง
มีเหตุจงึ มีผล โลกที่ปรากฏอยยู่ อ่ มสำ� เร็จมาจากดวงจิตเปน็ ตัวเหตุ จติ ดี
โลกตอ้ งดี จิตชัว่ โลกตอ้ งชว่ั
ฉะนน้ั จงึ ไดเ้ ขยี นแนวทางอบรมดวงจติ ไวใ้ นหนงั สอื เลม่ นี้ เพอื่ สรา้ ง
ความรม่ เยน็ เป็นสุขสืบไป

พระอาจารยล์ ี

205

หมวด ๑
ไหวพ้ ระ

ค�ำขอขมาโทษและค�ำนมัสการพระบรมธาตุ พระอรหันตธาตุ
พระพทุ ธรปู พระสถูป พระเจดีย์ ตลอดจนตน้ ไม้มหาโพธิ์ซง่ึ เปน็ วตั ถุที่

พทุ ธบรษิ ัทควรเคารพสกั การะทว่ั ๆ ไป เพือ่ ให้เปน็ สริ ิมงคลแก่ตนเอง :
อรหํ สมมฺ าสมฺพุทโฺ ธ ภควา,
พระผมู้ พี ระภาคเปน็ ผู้ไกลจากกิเลสตรัสรู้เองชอบ.
ตํ ภควนตฺ ํ อภวิ าเทมิ.
ขา้ พเจ้าอภวิ าทกราบไหวพ้ ระผมู้ ีพระภาคพระองค์นนั้ .

(กราบลงหนึ่งคร้ัง)
สฺวากฺขาโต ภควตา ธมโฺ ม,
พระธรรมที่พระผมู้ ีพระภาคตรสั ดแี ลว้ ,
ตํ ธมฺมํ นมสฺสาม.ิ
ข้าพเจ้านมสั การกราบไหว้พระธรรมน้ัน.

(กราบลงหนึง่ ครัง้ )
สปุ ฏปิ นฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ,
พระสงฆส์ าวกของพระผู้มพี ระภาคท่ีทา่ นปฏบิ ตั ิดีแล้ว,
ตํ สงฺฆํ นมาม.ิ
ขา้ พเจา้ นอบนอ้ มกราบไหว้พระสงฆ์นน้ั .

(กราบลงหนึง่ ครั้ง)
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมมฺ าสมฺพทุ ฺธสฺส. (สามจบ)
อกุ าส, ทวฺ ารตเยน กตํ, สพพฺ ํ อปราธํ ขมถ เม ภนฺเต.
(ถา้ วา่ พร้อมกัน เปลี่ยนตอนทา้ ยเปน็ ขมตุ โน ภนเฺ ต)

206

วนทฺ ามิ ภนฺเต เจติยํ, สพพฺ ํ สพพฺ ตถฺ €าเน, สุปติฏฺ€ติ ํ
สารีรงฺกธาตุํ, มหาโพธึ พุทฺธรูปํ สกฺการตฺถํ, อหํ วนฺทามิ
ธาตุโย, อหํ วนฺทามิ สพฺพโส, อิจฺเจตํ รตนตตฺ ยํ, อหํ วนฺทามิ
สพฺพทา.
พุทฺธปูชา มหาเตชวนฺโต, ธมฺมปูชา มหปฺปญฺโ, สงฺฆ-
ปชู า มหาโภคาวโห.
พทุ ฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ ชวี ิตํ ยาว นพิ พฺ านํ สรณํ คจฺฉามิ.
ปริสทุ ฺโธ อหํ ภนเฺ ต, ปรสิ ทุ ฺโธติ มํ, พทุ โฺ ธ ธมฺโม สงฺโฆ
ธาเรต.ุ
สพฺเพ สตตฺ า สทา โหนตฺ ุ อเวรา สขุ ชวี โิ น.
ขอใหส้ ัตว์ท้งั หลาย อยา่ ได้มเี วรแก่กนั และกนั จงเปน็ ผ้ดู ำ� รงชพี
อยู่เปน็ สุขทุกเม่ือเทอญ
กตํ ปุญฺ ผลํ มยหฺ ํ สพฺเพ ภาคี ภวนตฺ ุ เต.
ขอใหส้ ตั ว์ท้งั หลายจงได้เสวยผลบุญทข่ี า้ พเจา้ ไดบ้ ำ� เพ็ญดว้ ยกาย
วาจา ใจ แล้วนน้ั เทอญ

(จบแล้วกราบสามครงั้ )

หมวด ๒
สวดมนต์

สวดมนตด์ ว้ ยพระพทุ ธคณุ ตงั้ ธาตุทง้ั ๖
นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมฺมาสมพฺ ุทธฺ สฺส. (สามจบ)
พุทฺธํ อายุวฑฺฒนํ ชวี ติ ํ ยาว นพิ พฺ านํ สรณํ คจฉฺ ามิ.
ธมมฺ ํ อายุวฑฒฺ นํ ชวี ิตํ ยาว นพิ ฺพานํ สรณํ คจฉฺ าม.ิ

207

สงฺฆํ อายุวฑฺฒนํ ชีวิตํ ยาว นพิ พฺ านํ สรณํ คจฺฉามิ.
(แลว้ ว่า ทตุ ิยมฺปิ ฯลฯ ตตยิ มฺปิ ฯลฯ ใหค้ รบ ๓ รอบ)

หมวดธาตุลม ๓ ขอ้ ดงั น้ี
๑. วาโย จ พุทธฺ คณุ ํ อรหํ พทุ โฺ ธ อิตปิ ิ โส ภควา นมา-
มิห.ํ อรหํ สมฺมาสมพฺ ุทโฺ ธ, วชิ ฺชาจรณสมปฺ นโฺ น สุคโต โลกวิทู,
อนตุ ตฺ โร ปรุ ิสทมมฺ สารถิ สตฺถา เทวมนสุ สฺ านํ พทุ โฺ ธ ภควาต.ิ
(ให้ระลึกถึง พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธ์ิ - อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ

พระบริสุทธคิ ุณ)
๒. วาโย จ ธมฺเมตํ อรหํ พุทฺโธ อิติปิ โส ภควา
นมามิหํ, สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม, สนฺทิฏฺ€โิ ก อกาลิโก
เอหปิ สฺสิโก, โอปนยโิ ก ปจฺจตตฺ ํ เวทิตพโฺ พ วิญฺูหตี .ิ
(ให้ระลึกถึง พระสารีบุตรผู้มีปัญญา - วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน

พระปัญญาคุณ)
๓. วาโย จ สงฺฆานํ อรหํ พุทฺโธ อิติปิ โส ภควา
นมามหิ ,ํ สุปฏิปนโฺ น ภควโต สาวกสงฺโฆ, อุชุปฏิปนฺโน ภควโต
สาวกสงโฺ ฆ, ายปฏปิ นโฺ น ภควโต สาวกสงฺโฆ, สามีจปิ ฏิปนโฺ น
ภควโต สาวกสงฺโฆ, ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺ€ ปุริส-
ปุคฺคลา, เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ, อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย
ทกขฺ ิเณยฺโย อญชฺ ลกิ รณีโย, อนุตตฺ รํ ปญุ ฺกเฺ ขตตฺ ํ โลกสฺสาติ.
(ให้ระลึกถึง พระโมคคัลลานะผู้มีฤทธ์ิ - สตฺถาเทวมนุสฺสานํ

พระกรณุ าคุณ)
ธาตปุ รสิ ทุ ธฺ านภุ าเวน, สพพฺ ทุกขฺ า สพพฺ ภยา สพพฺ โรคา
วมิ ุจฺจนฺต,ิ อิติ อุทธฺ มโธ ติริยํ สพพฺ ธิ สพฺพตตฺ ตาย สพพฺ าวนตฺ ํ

208

โลก,ํ เมตตฺ า กรณุ า มทุ ติ า อเุ ปกฺขา สหคเตน เจตสา, จตทุ ทฺ สิ ํ
ผริตฺวา วิหรติ, สุขํ สุปติ สุขํ ปฏิพุชฺฌติ, น ปาปกํ สุปินํ
ปสฺสติ, มนุสฺสานํ ปิโย โหติ อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ, เทวตา
รกขฺ นตฺ ิ, นาสฺส อคคฺ ิ วา วิสํ วา สตฺถํ วา กมต,ิ ตุวฏํ จิตตฺ ํ
สมาธิยติ, มขุ วณฺโณ วปิ ฺปสที ต,ิ อสมฺมโุ ฬฺห (มุฬโฺ ห) กาลํ กโรต,ิ
อุตตฺ รึ อปฺปฏวิ ชิ ฺฌนฺโต พรฺ หฺมโลกูปโค โหต,ิ อิติ อุทธฺ มโธ ติริยํ
อเวรํ อเวรา สขุ ชวี โิ น, กตํ ปญุ ฺ ผลํ มยฺหํ สพฺเพ ภาคี ภวนฺตุ
เต. ภวตุ สพพฺ มงฺคลํ รกขฺ นฺตุ สพฺพเทวตา, สพพฺ พทุ ธฺ านภุ าเวน
สพพฺ ธมมฺ านุภาเวน สพฺพสงฺฆานภุ าเวน, โสตฺถี โหนตฺ ุ นิรนตฺ ร,ํ
อรหํ พุทโฺ ธ อติ ปิ ิ โส ภควา นมามหิ ํ.
วิธีเปล่ียนธาตุ เหมือนข้อต้นท้ังหมด คือ ข้อ ๑ พุทธคุณ
ข้อ ๒ ธรรมคุณและ ขอ้ ๓ สังฆคณุ แลว้ ต่อดว้ ยบท “ธาตุปรสิ ุทธฺ า-
นภุ าเวน ฯลฯ” เปน็ การเปลย่ี นแต่ช่ือธาตเุ ทา่ นั้น

หมวดธาตุไฟ
(๑) เตโช จ พทุ ฺธคณุ ํ ฯลฯ
(๒) เตโช จ ธมเฺ มตํ ฯลฯ
(๓) เตโช จ สงฺฆานํ ฯลฯ

หมวดธาตนุ ้ำ�
(๑) อาโป จ พทุ ธฺ คุณํ ฯลฯ
(๒) อาโป จ ธมฺเมตํ ฯลฯ
(๓) อาโป จ สงฆฺ านํ ฯลฯ

209

หมวดธาตุดนิ
(๑) ป€วี จ พุทฺธคณุ ํ ฯลฯ
(๒) ป€วี จ ธมเฺ มตํ ฯลฯ
(๓) ป€วี จ สงฆฺ านํ ฯลฯ

หมวดอากาศธาตุ
(๑) อากาสา จ พุทธฺ คุณํ ฯลฯ
(๒) อากาสา จ ธมฺเมตํ ฯลฯ
(๓) อากาสา จ สงฺฆานํ ฯลฯ

หมวดวิญญาณธาตุ
(๑) วิญฺาณจฺ พทุ ฺธคุณํ ฯลฯ
(๒) วญิ ฺ าณจฺ ธมเฺ มตํ ฯลฯ
(๓) วญิ ฺาณจฺ สงฺฆานํ ฯลฯ

ให้สนใจท่องในหมวดต้นให้แม่นย�ำ ส่วนธาตุที่ต่อมานั้นจะเข้าใจ
และจ�ำง่าย เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่เปล่ียนธาตุเท่านั้น ธาตุ
ท้ัง ๖ หมวดน้ี มีอยู่ในตัวของเราผู้สวดทุกคน เพราะฉะนั้นเวลาสวด
ให้นึกถึงธาตุน้ันๆ ด้วยเช่น ลม-ส่วนที่พัดไปมา มีลมหายใจเป็นต้น
ไฟ-ความอบอุ่น, น้�ำ-มีอาการเหลวๆ, ดิน-แข็ง, อากาศ-ช่องว่าง,
วญิ ญาณ-ความรู้ ดังน้ีเปน็ ตน้ การสวดจึงจะเป็นประโยชน์มาก
อน่ึง เมื่อจะสวดธาตุในพิธีอ่ืน เช่น การสวดธาตุเพ่ือเป็นการ
เจริญอายุและจิตใจของผู้ป่วย หรือสวดสลับในพิธีพุทธาภิเศก เป็นต้น
นิยมสวดขนั ธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ และอาการ ๓๒ เพมิ่ เตมิ ด้วย การสวด

210

ท�ำนองเดียวกับการสวดธาตุทุกอย่าง เปล่ียนแต่ชื่อขันธ์ อายตนะ
และอาการ ๓๒ ไปโดยล�ำดบั เท่าน้นั

หมวดขนั ธ์ ๕ (๒) เวทนา จ
(๑) รปู ญจฺ (๔) สงฺขารา จ
(๓) สญฺา จ
(๕) วิญฺ าณญจฺ

หมวดอายตนะ ๑๒ (๒) โสตญจฺ
(๑) จกฺขุ จ (๔) ชิวฺหา จ
(๓) ฆานญฺจ (๖) มโน จ
(๕) กาโย จ (๘) สทโฺ ท จ
(๗) รปู ญจฺ (๑๐) รโส จ
(๙) คนโฺ ธ จ (๑๒) ธมมฺ ารมฺมณญฺจ
(๑๑) โผฏ€ฺ พฺพา จ

หมวดอาการ ๓๒ (๒) โลมา จ
(๑) เกสา จ (๔) ทนฺตา จ
(๓) นขา จ (๖) มงฺสญจฺ
(๕) ตโจ จ (๘) อฏฺ€ี จ
(๗) นหารู จ (๑๐) วกฺกญฺจ
(๙) อฏฺ€ิมญิ ฺชญฺจ (๑๒) ยกนญจฺ
(๑๑) หทยญฺจ (๑๔) ปหิ กญจฺ
(๑๓) กิโลมกญฺจ
211

(๑๕) ปปฺผาสญฺจ (๑๖) อนฺตญจฺ
(๑๗) อนฺตคณุ ญฺจ (๑๘) อุทริยญจฺ
(๑๙) กรสี ญฺจ (๒๐) มตถฺ ลงุ ฺคญฺจ
(๒๑) ปติ ฺตญฺจ (๒๒) เสมฺหญจฺ
(๒๓) ปุพโฺ พ จ (๒๔) โลหติ ญฺจ
(๒๕) เสโท จ (๒๖) เมโท จ
(๒๗) อสฺสุ จ (๒๘) วสา จ
(๒๙) เขโฬ จ (๓๐) สงิ ฆฺ าณิกา จ
(๓๑) ลสิกา จ (๓๒) มตุ ตฺ ญฺจ

หมวด ๓
ภาวนา

หมวดนี้ ใหก้ ารศึกษาวธิ ีปฎบิ ัติ อานาปานสติภาวนามัย ต่อไป
มีขอ้ สำ� คญั อยู่ ๗ ข้อ คอื
๑. ให้ภาวนา พุทฺ ลมเข้ายาวๆ โธ ลมออกยาวๆ กอ่ น ๓ คร้งั
หรอื ๗ ครง้ั (ค�ำภาวนากบั ลมให้ยาวเท่ากนั )
๒. ใหร้ ้จู กั ลมเข้าลมออกโดยชัดเจน
๓. ให้รูจ้ ักสังเกตลมในเวลาเข้าออกว่ามีลกั ษณะอยา่ งไร สบาย
หรือไมส่ บาย กวา้ งหรือแคบ ขัดหรอื สะดวก ช้าหรอื เรว็ สน้ั หรือยาว
ร้อนหรือเย็น ถ้าไม่สบายก็ให้เปล่ียนแปลงแก้ไขจนได้รับความสะดวก
สบาย เชน่ เขา้ ยาวออกยาวไมส่ บาย ใหเ้ ปลยี่ นเปน็ เขา้ สนั้ ออกสน้ั เปน็ ตน้
จนกวา่ จะไดร้ บั ความสบาย เมอ่ื ไดร้ บั ความสบายสะดวกดแี ลว้ ใหก้ ระจาย
ลมท่ีสบายนัน้ ไปในสว่ นตา่ งๆ ของรา่ งกาย เช่นสูดลมเขา้ ไปที่ทา้ ยทอย
ปลอ่ ยลงไปในกระดกู สนั หลงั ใหต้ ลอด ถา้ เปน็ เพศชายปลอ่ ยไปตามขาขวา

212

ทะลุถงึ ปลายเทา้ แล้วกระจายไปในอากาศ แลว้ ก็กลบั มาสดู ใหมเ่ ข้าไป
ในท้ายทอย ปล่อยลงไปในกระดูกสันหลัง ปล่อยไปตามขาซ้ายทะลุถึง
ปลายเทา้ แลว้ กระจายไปในอากาศ แลว้ กก็ ลบั มาปล่อยต้งั แต่ท้ายทอย
ผ่านไหล่ทั้งสองถึงข้อศอกข้อมือทะลุถึงปลายน้ิว กระจายไปในอากาศ
แล้วก็ปล่อยลงคอหอยกระจายไปท่ีขั้วปอดข้ัวตับ กระจายเรื่อยลงไป
จนถงึ กระเพาะเบา กระเพาะหนกั แลว้ กส็ ดู ลมหายใจเขา้ ไปตรงกลางอก
ทะลุไปจนถึงล�ำไส้ กระจายลมสบายเหล่านี้ให้ทั่วถึงกันได้จะได้รบั ความ
สะดวกมากขนึ้ (ถา้ เปน็ เพศหญงิ ใหก้ ระจายลมทางซา้ ยกอ่ น เพราะเพศหญงิ
และเพศชายเสน้ ประสาทต่างกนั )
๔. ให้รจู้ ักขยายลมออกเปน็ ๔ แบบ คอื
๑) เขา้ ยาวออกยาว
๒) เขา้ ส้ันออกสัน้
๓) เข้าสั้นออกยาว
๔) เขา้ ยาวออกส้นั
แบบใดเปน็ ท่สี บายให้เอาแบบนนั้ หรอื ท�ำใหส้ บายไดท้ กุ แบบยิ่งดี
เพราะสภาพของบุคคล ลมหายใจย่อมเปลย่ี นแปลงได้ทุกเวลา
๕. ให้รู้จักท่ีต้ังของจิต ฐานไหนเป็นที่สบายของตัวให้เลือก
เอาฐานน้ัน (คนที่เป็นโรคเส้นประสาทปวดศีรษะห้ามตั้งข้างบน ให้ตั้ง
อย่างสูงตั้งแต่คอหอยลงไป และห้ามสะกดจิตสะกดลม ให้ปล่อยลม
ตามสบาย ปล่อยใจตามลมเข้าออกให้สบาย แต่อย่าให้หนีไปจากวง
ของลม) ฐานเหล่าน้ันได้แก่ ๑. ปลายจมูก ๒. กลางศรี ษะ ๓. เพดาน
๔. คอหอย ๕. ลน้ิ ป่ี ๖. ศูนย์ (สะดือ) นฐ้ี านโดยย่อคือที่พกั ลม
๖. ให้รู้จักขยายจิตคือ ท�ำความรู้สึกให้กว้างขวางออกไปทั่ว
สรรพางคก์ าย

213

๗. ให้รู้จักประสานลม และขยายจิตออกให้กว้างขวาง ให้รู้
ส่วนต่างๆ ของลมซ่ึงมีอยู่ในร่างกายนั้นก่อน แล้วจะได้รู้ในส่วนอ่ืนๆ
ทั่วไปอีกมากคือ ธรรมชาติลมมีหลายจ�ำพวก ลมในเส้นประสาท ลม
เดินหุ้มเส้นประสาทท่ัวๆ ไป ลมกระจายออกจากเส้นประสาทแล่น
แทรกแซงไปท่ัวทุกขุมขน ลมให้โทษและให้คุณย่อมมีปนกันอยู่โดย
ธรรมชาติของมนั
สรุปแลว้ ก็คอื
๑. เพอ่ื ชว่ ยใหพ้ ลงั งานทมี่ ใี นรา่ งกายทกุ สว่ นของคนเราทกุ คนให้
ดขี น้ึ เพอื่ ตอ่ สู้สงิ่ ต่างๆ ในตัว เช่น ไมส่ บายในรา่ งกายเปน็ ตน้
๒. เพื่อช่วยความรู้ท่ีมีอยู่แล้วในตัวของคนทุกคนให้แจ่มใสข้ึน
เพอื่ เปน็ หลกั วชิ ชา วมิ ุติ วสิ ทุ ธิ์ ความหมดจดสะอาดในจิตใจ
หลกั อานาปาฯ ท้ัง ๗ ขอ้ น้ี ควรถอื ไว้เป็นหลักสตู ร เพราะเปน็
เรอ่ื งส�ำคญั ของอานาปาฯ ทงั้ สนิ้
ไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนา ๓ อยา่ งนี้ตอ้ งควบกนั เสมอไปจึงจะ
เป็นหนทางช�ำระจิตใจของพุทธบริษัทใหบ้ ริบูรณโ์ ดยธรรม สมกับคำ� ทว่ี า่
“สพฺพปาปสฺสอกรณํ” อย่าท�ำความชั่วให้ร่ัวไหลเข้ามาสู่กายวาจาใจ
“กสุ ลสสฺ ปู สมปฺ ทา” จงทำ� ความดใี หส้ มบรู ณบ์ รบิ รู ณเ์ ทอญ หมายความวา่
กายเราก็ได้ท�ำ คือไหว้พระในข้อต้น สวดมนต์ทางวาจา เราก็ได้พูด
เช่น สวดพุทธคุณเข้าธาตุ ภาวนาทางใจ เราก็ได้นึก เช่น “พุทฺโธ”
เมือ่ เป็นเช่นน้ี เราจักมีจติ ผ่องใส เข้าถงึ หวั ใจของศาสนาดังนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกย่อมเป็นไปด้วยอ�ำนาจจิตท้ังส้ิน ใจชั่วใช้
อ�ำนาจในทางที่ผิด จิตฝึกหัดแล้วด้วยดีย่อมมีอ�ำนาจใช้ไปได้ในทางที่ถูก
ผูกใจคน ไดร้ ับผลล้นคา่ .

…………………………………

214

คาถาทา่ นพอ่ ลี

“อะระหงั พทุ โธ อิตปิ โิ ส ภะคะวา นะมามิหงั ”

(ใหว้ า่ ๓-๗ คร้ัง และใช้สวดประจำ�ทกุ คนื ก่อนนอน
จำ�นวนเทา่ อายุยง่ิ ดี ทวสี ริ มิ งคล)

คาถาขอฝน

มะหาการุณโิ ก นาโถ หติ ายะ สพั พะปาณนิ ัง
ปูเรตวî า ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลงั
มะหาการุณิโก นาโถ อตั ถายะ สัพพะปาณนิ งั
ปูเรตวî า ปาระมี สัพพา ปตั โต สมั โพธิมตุ ตะมงั
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วัสสะตุ ธัมมะโต
สภุ ูโต จะ มะหาเถโร มะหากาโย มะโหทะโร
นลี ะวัณโณ มะหาเตโช ปะวสั สนั ตุ วะลาหะกา
มะหาการณุ ิโก นาโถ หติ ายะ สัพพะปาณินัง
ปูเรตîวา ปาระมี สพั พา ปตั โต สัมโพธิมตุ ตะมงั
เอเตนะ สจั จะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมงั คะลัง
มะหาการณุ โิ ก นาโถ หิตายะ สพั พะปาณินัง
ปเู รตîวา ปาระมี สพั พา ปตั โต สัมโพธิมุตตะมงั

215

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ เทโว วสั สะตุ กาละโต
สุภโู ต จะ มะหาเถโร มะหากาโย มะโหทะโร
นีละวัณโณ มะหาเตโช ปะวัสสนั ตุ วะลาหะกา
มะหาการณุ ิโก นาโถ หติ ายะ สพั พะปาณินงั
ปเู รตîวา ปาระมี สพั พา ปัตโต สมั โพธมิ ตุ ตะมงั
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมงั คะลัง
มะหาการุณิโก นาโถ สุขายะ สพั พะปาณินงั
ปูเรตวา ปาระมี สพั พา ปัตโต สมั โพธมิ ุตตะมงั
เอเตนะ สจั จะวชั เชนะ เทโว วสั สะตุ ฐานะโส
สุภโู ต จะ มะหาเถโร มะหากาโย มะโหทะโร
นลี ะวัณโณ มะหาเตโช ปะวสั สนั ตุ วะลาหะกา
ฉันนา เม กฏุ กิ า สุขา นิวาตา
วัสสะ เทวะ ยะถาสขุ ัง
จติ ตงั เม สสุ ุมาหิตงั วมิ ุตตัง
อาตาปี วหิ ะรามิ วัสสะ เทวาติ.

…………………………………

216


Click to View FlipBook Version