348 บทที่ 9 วิทยาศาสตร์ทางโลก วิทยาศาสตร์ทางธรรม เมื่อเราได้รู้เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เราจะพบว่าผู้รู้นั้นมี องค์ประกอบสองส่วน คือ ผู้รู้ (ฉันรู้) และสิ่งที่ได้รับรู้ (สิ่งที่ฉันรู้) หรือผู้ยึดมั่นถือมั่น และสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น เมื่อเรากล่าวว่าเรารู้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ใครเป็นผู้รู้ เมื่อเรากล่าวว่าเราไม่ได้ยึดติดกับ สิ่งหนึ่งสิ่งใด ใครเป็นผู้ไม่ได้ยึดติด มันเหมือนกับเดินเข้าไปใน ห้องว่าง และพูดว่าห้องนี้ว่าง แต่ในความเป็นจริงนั้น เราก�ำลัง ยึดติดอยู่กับต�ำแหน่งที่อยู่กลางห้องนั้น เราต้องออกจากห้อง และปล่อยวางการยึดติดขั้นละเอียดที่สุดก่อน ห้องนั้นจึงจะว่าง อย่างแท้จริง จิตท�ำหน้าที่เป็นสื่อที่สงบนิ่งและมั่นคงให้ปัจจัยปรุงแต่งต่างๆ ที่ไม่เที่ยง ผ่านเข้าออก ในแง่นั้น จิตเป็นตัวที่ท�ำให้ปัจจัยเหล่านี้ ตั้งอยู่ได้ จิตนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหว แต่ปล่อยให้ธรรมารมณ์ต่างๆ ซึ่งไม่เที่ยงเคลื่อนผ่าน หรืออาจเปรียบเทียบได้ว่า จิตเหมือนกับ มหาสมุทรที่ลึกแต่นิ่ง ในขณะที่ปัจจัยปรุงแต่งที่ไม่เที่ยงและ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้น เปรียบประดุจคลื่นที่ซัดสาดไปมาบน ผิวน�้ำ หรือจิตเปรียบเสมือนตาที่นิ่งสงบอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของ พายุไซโคลนซึ่งมีพายุหมุนที่รุนแรงพัดอยู่โดยรอบ ตามปกติ จิตมีความสว่างไสวและพร้อมที่จะไปยึดติดกับทุกสิ่ง ทุกอย่าง ถึงแม้ว่าสภาวะต่างๆ ทั้งรูปและนามอยู่ภายใต้กฎแห่ง ไตรลักษณ์ อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา แต่ธรรมชาติ ที่แท้จริงของจิตไม่ได้เป็นไปตามกฎนี้
พระอาจารย์ปัญญาวัฑโฒ 349 จิตจะเป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์ก็ต่อเมื่อสิ่งต่างๆ ซึ่งอยู่ ภายใต้อ�ำนาจของกฎอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ได้หมุนเข้ามาอยู่ ในจิต ซึ่งท�ำให้จิตหมุนไปกับมันด้วย อย่างไรก็ตาม จิตหมุนใน ลักษณะที่ว่ามันไม่ดับสลาย แต่มันหมุนไปกับสิ่งที่มีพลังผลักดัน ให้มันหมุน แต่ธรรมชาติของจิตเองคือมันเป็นผู้รู้และไม่ตาย การไม่ตายนี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการดับสลาย การไม่ดับสลายนี้ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือกฎแห่งไตรลักษณ์และกฎแห่งธรรมชาติโดย ทั่วไป แต ่เราไม ่รู้เพราะกิเลสได้เข้ามาปิดบังห ่อหุ้มจิตเอาไว้ เพื่อให้จิตท�ำตามที่กิเลสต้องการทุกอย่าง เมื่อจิตเข้าไปยึดสภาวะ ที่ไม่เที่ยง มันจึงมีความไม่เที่ยงไปด้วยและมีความทุกข์ การเกิดและการตายเป็นสิ่งที่อยู ่ภายในจิต เพราะได้รับเชื้อ มาจากกิเลส แต่เนื่องจากอวิชชามาปิดบังเราจึงไม่รู้ความจริง การเกิดและการตายนั้นเป็นเรื่องของกิเลส ปัญหาของเราก็คือ เราไม่มีพลังมากพอที่จะเป็นตัวของตัวเอง เนื่องจากเรายอมรับ เอาของปลอมมาเป็นตัวเรา พฤติกรรมของจิตจึงไม่เป็นไปตาม ธรรมชาติของมัน พฤติกรรมของจิตตกอยู่ภายใต้อ�ำนาจการ หลอกลวงของกิเลส ซึ่งท�ำให้มันหวาดกลัว กลัวความตาย กลัวทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจิตจะได้รับความเจ็บปวดมากหรือน้อย มันก็กลัวไปหมด แม้แต่มีอะไรเพียงเล็กน้อยมากระทบ มันก็กลัว ดังนั้น จิตจึงเต็มไปด้วยความกังวลและความกลัว ถึงแม้ว่าความ กลัวและความกังวลไม่ใช่เรื่องของจิตโดยตรง แต่กิเลสก็สามารถ ท�ำให้จิตกระวนกระวายและไม่สบายใจ
350 บทที่ 9 วิทยาศาสตร์ทางโลก วิทยาศาสตร์ทางธรรม เมื่อจิตถูกชะล้างให้สะอาดเพื่อความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง และ ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ แล้ว ความกลัวจะไม่ปรากฏในจิตอีกต่อไป ความกลัวจะไม่ปรากฏ ความกล้าก็จะไม่ปรากฏ ทุกสิ่งที่ปรากฏ เป็นธรรมชาติที่แท้จริงของจิตซึ่งเป็น “อกาลิโก” ไม่มีกาลเวลา เพียงแค่นั้นเอง นี่คือจิตที่แท้จริงหรือจิตเดิม นี่คือจิตเดิมที่มาเกิดและตายในสังสารวัฏ ซึ่งจิตได้พบว่าตัว มันเองนั้นได้หมุนวนอยู่ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย จิตเดิมนั้นสว่างไสว แต่มันหลงไปตามกิเลสที่ผ่านเข้ามา” พระพุทธองค์ทรงเรียกจิตเดิมที่สว่างไสวนี้ว่า “จิตประภัสสร” แต ่จิตที่สว ่างไสวนี้ถูกหลอกให้หลงไปตามกิเลสที่ผ ่านเข้ามา ครอบง�ำ ซึ่งท�ำให้จิตเข้าไปยึดรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และ ยังท�ำให้มันยึดติดกับรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนพาหิยะว่า “อย่ายึดติดในรูป ที่เห็น อย่ายึดติดในเสียงที่ได้ยิน อย่ายึดติดในผัสสะที่ได้รับรู้ อย่ายึดติดในธรรมารมณ์ที่ได้รู้” จิตมีความกลัว กังวล รัก ชัง ด้วยอ�ำนาจของกิเลส ซึ่งเข้าไปยึดติด กับสิ่งเหล่านี้ เราไม่มีพลังจิตของตนเอง เรามีแต่พลังของกิเลส ตัณหาและอาสวะที่คอยผลักดันบีบบังคับเราอยู ่ตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืนไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง และนอน แล้วเราจะหาความสุข
พระอาจารย์ปัญญาวัฑโฒ 351 ความสบายใจมาจากไหน ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ซึ่งไม่เที่ยงคอยกระตุ้น ให้จิตฟุ้งซ่านวุ่นวายไปตามมันตลอดเวลาโดยที่เราไม่เข้าใจถึง พิษภัยที่เกิดขึ้น เหมือนกับในกรณีของพาหิยะ ความสุขที่แท้จริงในโลกนี้ไม่มี จนกว่าหัวใจได้ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ออกไปจนหมดสิ้น เมื่อถึง เวลานั้น เราจะมีความสุขและความยินดีได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้อง อาศัยสิ่งหนึ่งสิ่งใด นี่คือเหตุผลว่า ท�ำไมพระพุทธองค์ทรงสอน ให้พาหิยะช�ำระจิตใจให้สะอาด ซึ่งเป็นการขจัดความทุกข์ให้ หมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อพาหิยะได้ยินพระธรรมค�ำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้ง เขาจึงบรรลุถึงความหลุดพ้นจาก กิเลสอาสวะและกลายเป็นพระอรหันต์ในทันที หลังจากได้สั่งสอนพาหิยะแล้ว พระพุทธองค์จึงได้เสด็จจากไป เพื่อเข้าไปในเมือง และพาหิยะเดินกลับไปที่พระเชตวันวิหาร แต่ทันใดนั้น แม่โคเดินมาบนถนนพร้อมด้วยลูกอ่อน และคิดว่า พาหิยะจะไปท�ำอันตรายลูกของตน จึงขวิดพาหิยะและเหยียบย�่ำ บนร่างเขาจนเสียชีวิต เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบข่าวการเสียชีวิต ของพาหิยะ พระองค์ตรัสบอกกับภิกษุทั้งหลายว่า พาหิยะได้บรรลุ พระนิพพานแล้ว และทรงมีรับสั่งให้ภิกษุได้เผาร่างของพาหิยะ และสร้างเจดีย์ส�ำหรับบรรจุเถ้ากระดูกของเขา
352 บทที่ 9 วิทยาศาสตร์ทางโลก วิทยาศาสตร์ทางธรรม ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงเปล่งวาจาแสดงพระธรรมค�ำสั่งสอน อันเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์เป็นพระคาถาสั้นๆ ว่า “ในพระนิพพานไม่มีดิน น�้ำ ลม หรือ ไฟ ดวงดาวย่อมไม่ส่องประกาย ดวงอาทิตย์ย่อมไม่ส่องแสง ดวงจันทร์ย่อมไม่ส่องสว่าง และความมืดย่อมไม่มี เมื่อผู้ฉลาดได้บรรลุพระนิพพานด้วยปัญญาของตนเอง เขาย่อมหลุดพ้นจากการยึดติดกับรูปและอรูป และหลุดพ้นจากความสุขและความทุกข์ทั้งปวง เอวัง” ● ● ●