The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

101_คณาธิป บทความวิจัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

101_คณาธิป บทความวิจัย

101_คณาธิป บทความวิจัย

*นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอบแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) Developing learning achievement Economics subject matter regarding service productionof Mathayom 2 students, especially the inquiry test (5E) คณาธิป ผิวบุญเรือง Kanathip Pueboonrang สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี Department of Social Studies, Faculty of Education, Udon Thani Rajabhat University บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิต สินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่เรียนใน ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตำบล หมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 28 คน โดยใช้วิธีการสุ่มเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) นวัตกรรมที่ใช้ในการศึกษา คือ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบย่อยระหว่างเรียน คิด เป็นร้อยละ 92.92 และทำคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน คิดเป็น ร้อยละ 85.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และมีประสิทธิภาพเท่ากับ 92.92/85.89 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ: กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E), ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, นักเรียน, โรงเรียน


2 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ABSTRACT This report has the objectives: 1) to develop a learning plan for the subject of economics on the subject of production of goods and services; of Mathayom 2 students who study using the teaching method Investigate knowledge (5E) that is effective according to the criteria 80/80 2) To compare learning achievement in the subject of economics on the production of goods and services. of Mathayom 2 students before and after the learning management Using the inquiry-based teaching method (5E) taught in the academic year 2023 at Udon Thani Rajabhat University Demonstration School, Mak Khaeng Subdistrict, Mueang Udon Thani District. Udon Thani Province, a total of 28 people, using the Purposive Sampling method. The innovation used in the study was the inquiry-based teaching method (5E). The tools used in the research were 1) a learning management plan, 2) a model. Academic achievement test Statistics used in the research include percentages, averages, and standard deviations. and test the t value The results of the research found that 1) learning achievement Using the inquiry-based teaching method (5E), average scores were obtained from taking sub-tests during class. Accounted for 92.92 percent and scored the average score from taking the academic achievement test after studying. Accounted for 85.89 percent, which is higher than the specified criteria. and the efficiency was equal to 92.92/85.89, higher than the criterion 80/80 2) Comparing learning achievement using the inquiry-based teaching method (5E) with a higher mean learning achievement score after studying than before studying. Statistically significant at the .05 level. KEYWORDS: Learning activities using inquiry-based teaching methods (5E), academic achievement, students, school.


3 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา สภาพปัญหาการจัดการศึกษาในปัจจุบัน การเข้ารับการศึกษาไม่กว้างขวาง ไม่ทั่วถึง และไม่เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำในโอกาสการเข้ารับการศึกษา และคุณภาพการศึกษาที่ได้รับ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาขึ้น รวมถึงการเรียนการสอนไม่ได้เน้นความสามารถสากลเท่าที่ควร ไม่ได้ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและภูมิปัญญาไทยอย่างเพียงพอ ทั้งนี้เพราะหลักสูตรการเรียนการสอนและการ ประเมินผลผู้เรียน เน้นวิชาและครูเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียน การเรียนการสอนไม่เชื่อมโยงกับ ชีวิตจริง เน้นการท่องจำ แต่ไม่เน้นการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้เด็กนักเรียน สมัยใหม่คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ไม่เป็นเท่าที่ควร การศึกษาที่จัดอยู่ในปัจจุบันเป็นการศึกษาแบบแยกส่วน ไม่ สอดคล้องกับการดำรงชีวิตในสังคม ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาอ่อนด้อยทางคุณภาพ และจริยธรรม สภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมใน รายวิชาเศรษฐศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมือง อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งผู้วิจัยรับผิดชอบอยู่พบว่า จากข้อมูลการเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระวิชา เศรษฐศาสตร์มีระดับผลการเรียนค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมีเนื้อหาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เมื่อสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องนี้ทำให้นักเรียนได้คะแนนผลการเรียนรู้ที่คาดหวังต่ำ และจากการประเมิน มาตรฐานผู้เรียนบางส่วนมีความรู้ความเข้าใจค่อนข้างน้อยเกี่ยวกับกับทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร การมี ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมอย่างมี ประสิทธิภาพและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญค่อนข้างน้อย อีกทั้งยังมีปัญหาภายนอกคือ นักเรียนส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับ การดูแลและเอาใจใส่อย่างเพียงพอ ทำให้ความรับผิดชอบส่วนใหญ่จึงตกอยู่ที่สถานศึกษาที่ต้องดูแลช่วยเหลือ เอาใจใส่ซึ่งเป็นพันธะที่สถานศึกษาต้องพัฒนาผู้เรียนให้ได้ แต่การที่จะติดตามและดูแลนักเรียนให้ทั่วถึงทุกคน นั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีข้อจำกัดในหลายๆอย่างจึงขาดดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การให้ความ ช่วยเหลือจึงไม่ครอบคลุม จึงมีการช่วยเหลือโดยการส่งเสริมให้มีความสามารถในการจัดประสบการณ์ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ค้นคว้าหาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว พบว่าแนวทางในการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) จึงเป็นการ จัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม สามารถนำผู้เรียนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นรูปแบบการสอนที่แก้ปัญหาการสอนของ ครูได้อีกรูปแบบหนึ่ง เป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่การท่องจำเนื้อหาโดยไม่ไตร่ตรองให้รอบ ครอบ เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก นักเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรม เกิด ความสนุกสนาน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เปรียบเทียบผลงานตนเองกับผู้อื่น มีการค้นพบความรู้ การเรียนรู้ที่มี วัตถุประสงค์ที่แน่นอน และสามารถช่วยให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผลมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หา สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงสามารถค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง (พิมแพร สืบบุก, สุมนทิพย์ บุญสมบัติ และประพนธ์ เจียรรานนท์, 2554 : 4) และการจัดการเรียนการสอนตามแนวคอนสตรัคติวิซึม มีความ เหมาะสมกับการสอนสังคมศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องเป็นการสอนให้เกิดการพัฒนาการคิดอย่างมี วิจารณญาณ เป็นวิชาที่จำเป็นต้องฝึกให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง เพราะข้อมูลข่าวสารทางสังคมศึกษา มี


4 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นักเรียนไม่สามารถจำความรู้ได้หมด การจัดการเรียนการสอนจึงต้องเป็นการ สอนให้นักเรียนรู้วิธีที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และนำข้อมูลสารสนเทศนั้นมาใช้อย่างมีความหมาย เพื่อ การคิดวิจารณญาณ การตัดสินใจ การสำรวจตรวจสอบ การสืบค้น การสร้างความรู้ด้วยตนเองนำทางตนเอง และผู้อื่น ผู้เรียนจึงต้องนำข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ได้รับเชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์เดิมที่มีอยู่โดยผ่าน การคิดจารณญาณอย่างรอบคอบของผู้เรียน เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยสนใจที่จะทำการศึกษาผลการใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ในรายวิชาเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มาแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้มีระดับที่สูงขึ้น ให้มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สมมุติฐานของการวิจัย 1. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปี การศึกษา 2566 จำนวน 3 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 84 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปี การศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งหมด 28 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


5 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2. ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ระยะเวลา คือ ตลอดปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาทั้งหมด 12 คาบ เนื้อหาสาระที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือรายวิชาเศรษฐศาสตร์ หน่วย การเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยแบ่งเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง ไม่รวมแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 7 ชั่วโมง ตลอดปี การศึกษา 2566 วิธีดำเนินการวิจัย การสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพเครื่องมือ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยดังกล่าวข้างต้นได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือตาม ขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผู้วิจัยได้ ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 1) ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) และแนวคิด/หลักการเกี่ยวกับการเรียนการสอนสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ จากคู่มือครู หนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี วิชาเศรษฐศาสตร์ 3) วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4) กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน การประเมินผลโดยพิจารณาให้ สอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 5) จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชาเศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 แผน เวลา 7 ชั่วโมง มีรายละเอียดดังนี้ (1) แบบทดสอบก่อนเรียน (2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ความหมาย ความสำคัญ ของการผลิต สินค้าและบริการ และปัจจัยการผลิต


6 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เรื่อง หลักการผลิตสินค้าและบริการ อย่างมีประสิทธิภาพ (4) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตสินค้าและ บริการ (5) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การนำเทคโนโลยีมีใช้ในการผลิตสินค้า และบริการ (6) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ลักษณะของการการผลิตสินค้าและ บริการของไทย (7) แบบทดสอบหลังเรียน 6) นำแผนการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความ ถูกต้อง เหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้ระหว่างตัวชี้วัดกับสาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อเห็นว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ไม่ เหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item - objective Congruence: IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกแผน 7) ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามคำแนะนำและข้อเสนอแนะของ ผู้เชี่ยวชาญ 8) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนการสอน เวลา สื่อ การวัดและประเมินผล และ การใช้สำนวนภาษา 9) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการ ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้า และบริการ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมเนื้อหาและตัวชี้วัด ในแต่ ละแผนการจัดการเรียนรู้ ตอบถูกได้ข้อละ 1 คะแนน และตอบผิดได้ 0 คะแนน จำนวน 20 ข้อ ผู้วิจัยได้ ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้


7 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 1) ศึกษาเอกสาร และหลักสูตร คู่มือครู แบบเรียน ระเบียบการวัดผลและ ประเมินผลสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา การสร้างแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 2) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้แกนกลางและตัวชี้วัด โดยพิจารณาจากความสำคัญ ของตัวชี้วัดให้ครอบคลุมเนื้อหาเรื่องการผลิตสินค้าและบริการ 3) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก 4) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน (ใช้ผู้เชี่ยวชาญ ชุดเดิม) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อ คำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (Index of ltem - Objective Congruence: IOC) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2543: 249) โดยมีการให้เกณฑ์คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นมีความสอดคล้องและเหมาะสม กับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า ข้อสอบนั้นมีสอดคล้องและเหมาะสมกับ จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อสอบนั้นไม่มีความสอดคล้องและ เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา นำคะแนนมาหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 5) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง 6) นำผลที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์แบบทดสอบเป็นรายข้อเพื่อวิเคราะห์ หา ค่าความยาก (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบแต่ละข้อคัดเลือกข้อสอบจำนวน 20 ข้อ โดยใช้สูตร ของ คูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) สูตร KR-20 ค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.47 – 0.79 ค่า อำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.32 – 0.78 และค่าความเชื่อมั่นทั้ง ฉบับ = 0.72 7) นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อใช้เป็น แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิต สินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งในการดำเนินการเก็บรวบรวม


8 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลและ ปรับปรุงเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม โดยการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังนี้ 1. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ก่อนเรียนใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในสัปดาห์แรกก่อนทำการสอน 2. ดำเนินการทดลองสอน ตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้การจัดการเรียนรู้แบบ สืบ เสาะหาความรู้ เวลาที่ใช้ในการทดลองสอน จำนวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ รวม 5 ชั่วโมง 3. ทดสอบหลังเรียน (Post-test) เมื่อดำเนินการทดลองครบตามที่กำหนดในแผนการจัดการ เรียนรู้แล้ว ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังเรียนกับกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ชุดเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง การวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ตามเกณฑ์มาตรฐานไม่น้อยกว่า 80/80 ผู้วิจัยได้นำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 ซึ่งทำการทดลองกับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยนำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เนื้อหา สาระที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือรายวิชาเศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การ ผลิตสินค้าและบริการ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีจำนวน 7 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 7 ชั่วโมง โดยมี เนื้อหาสาระดังนี้ เรื่องที่ 1 ทดสอบก่อนเรียน เรื่องที่ 2 ความหมาย ความสำคัญ และปัจจัยการผลิตสินค้าและ บริการ เรื่องที่ 3 หลักการผลิตสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องที่ 4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิต สินค้าและบริการ เรื่องที่ 5 การนำเทคโนโลยีมีใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ เรื่องที่ 6 ลักษณะของการการ ผลิตสินค้าและบริการของไทย เรื่องที่ 7 ทดสอบหลังเรียน มาใช้สอนจนครบทุกแผน และทำการประเมิน ผู้เรียนโดยใช้แบบทดสอบย่อยและใบงานที่ทำในกิจกรรมการเรียนการสอน และให้ทำแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ จากนั้นผู้วิจัยได้นำผลการทดสอบของนักเรียนรายบุคคลมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 การผลิตสินค้าและบริการ โดยการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา


9 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ตารางที่ 1 ประสิทธิภาพของการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี จำนวน นักเรียน (N) คะแนนระหว่างเรียน (E 1 ) คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน (E 2 ) คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ( X ) ร้อยละ (%) คะแนน เต็ม คะแนนเฉลี่ย ( X ) ร้อยละ % 28 50 48.56 93.64 20 17.18 85.89 ตารางที่ 1 ประสิทธิภาพของการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จากตารางที่ 1 การศึกษาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.64/85.89 แสดงว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) รายวิชา เศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ตอนที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผู้วิจัยได้นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน และผลสัมฤทธิ์หลังเรียนรู้ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 28 คน คะแนนเต็ม 20 คะแนน มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ก่อนและหลังเรียน โดยใช้ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และทดสอบทีแบบไม่อิสระของผลสัมฤทธิ์ทางรายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัด อุดรธานี การทดสอบ N X S.D. df tคำนวณ ก่อนเรียน 30 8.30 3.12 29 31.53* หลังเรียน 30 24.27 2.42 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ ก่อนและหลังเรียน โดยใช้คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบทีแบบไม่อิสระของผลสัมฤทธิ์


10 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จากตารางที่ 2 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.43 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.18 และมี คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ค่าเบี่ยงแบนมาตรฐานก่อนเรียน เท่ากับ 2.90 และ ค่า เบี่ยงแบนมาตรฐานหลังเรียน เท่ากับ 1.25 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พบว่า tคำนวณ ที่คำนวณได้ มีค่าเท่ากับ 38.89* ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและ บริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สรุปผลได้ดังนี้ 1. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและ แบบทดสอบย่อยในแต่ละเรื่องเท่ากับ 48.56 คิดเป็นร้อยละ 93.64 และทำคะแนนเฉลี่ยจากการทำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 17.18 คิดเป็นร้อยละ 85.89 และมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 93.64/85.89 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยได้คะแนน เฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.43 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.18ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การอภิปรายผล จากการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้ วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ 1. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.64/85.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนด 80/80 และผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป เป็นไปตามสมติฐานทางการวิจัยข้อที่ 1 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก


11 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผู้วิจัยได้สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ขึ้นตามขั้นตอนรูปแบบของวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) อย่างจริงจัง มีระบบและนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบและประเมินก่อนที่จะนำไปทดลอง จริง แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ก่อนนำไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา ซึ่ง จากเหตุผลที่กล่าวมาทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัด อุดรธานี มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยพิมพ์ชนก มณีทัพ (2559 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภูมิศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ83.32/82.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ในสมมติฐาน คือ 80/80 สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ วันดี จูเปี่ยม (2557 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประวัติศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประวัติศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเท่ากับ 83.73/84.41 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในสมมติฐาน คือ 80/80 และสอดคล้องกับ ผลงานวิจัยวรรณพร สารัง (2556 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เรื่องพัฒนาการของอาเซียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเท่ากับ 81.25/83.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สาระวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน โดยนักเรียนมีมีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.43 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 17.18 เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย พบว่านักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมติฐานทางการวิจัย ข้อที่ 2 อาจเนื่องมาจากที่ได้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาเศรษฐศาสตร์ เรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เป็นการนำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการจัด สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วย สมาชิกที่มี ความรู้ความสามารถแตกต่างกันโดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้ และในความสำเร็จของ กลุ่มทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่เรียนอ่อนกว่า การดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้มีความน่าสนใจ ผู้เรียนไม่เบื่อ หน่ายในระหว่างการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้ วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุกัญญา เพ็ชรนาค (2563 :


12 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E รายวิชาภูมิศาสตร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน หลังการใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องผลงานวิจัยของซูไรดา จารง (2559 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย ผลการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร การสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สาระเศรษฐศาสตร์ เรื่องการรวมกลุ่มทาง เศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ พุทธิพงษ์ ศุภมัสดุอังกูร (2558 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 การจัดกลุ่มในการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) นักเรียนเรียนในกลุ่มเดิมทำให้ไม่เกิด การแลกเปลี่ยน ควรเปลี่ยนกลุ่มนักเรียนเพื่อให้นักเรียนได้สร้างความสัมพันธ์ ความคุ้นเคยกับเพื่อนคนอื่นๆ ใน ห้อง ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมากขึ้น และสามารถพัฒนาความสามารถในการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนให้ดีขึ้นด้วย 1.2 การจัดกลุ่มผู้เรียนสำหรับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ยังคละความสามารถไม่ ชัดเจน ผู้วิจัยจะต้องตรวจสอบข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างให้ละเอียด เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่คละความสามารถ จริงๆ คือ ได้คนเก่ง คนปานกลาง และคนอ่อน ที่มีความสามารถแตกต่างกันชัดเจน 1.3 ความพร้อมของห้องเรียนยังไม่พร้อมทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ ซึ่งสื่อการ เรียนการสอนและแหล่งเรียนรู้มีผลต่อความสนใจของผู้เรียน ดังนั้นครูจึงต้องมีการวางแผนและจัดเตรียมให้ พร้อมก่อนที่จะดำเนินการจัดการเรียนการสอนจริง 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) กับสาระอื่น รายวิชาอื่น และระดับชั้นอื่นๆ 2.2 ควรนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ไปบูรณาการกับรูปแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้อื่นๆ 2.3 ควรศึกษาเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่สอนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) กับรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบอื่นด้วย


13 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ. (2554). คู่มือครูสังคมศึกษา เศรษฐศาสตร์ทั่วไป. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551. กรุงเทพฯ ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2555). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. ซูไรดา จารง. (2559). ผลการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) สาระ เศรษฐศาสตร์ เรื่อง การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนคณะราษฏรบำรุง จังหวัดยะลา. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ดวงกมล สินเพ็ง. (2553). การพัฒนาผู้เรียนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้: การจัดการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ: บริษัท วี. พริ้นท์ (1991) จำกัด. ทิศนา แขมมณี. (2550). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้ เพื่อการจัดการกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธนารัตน์ มาลัยศรี. (2556). การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที 1 ในหน่วยการเรียนรู้แบบย้อนกลับเรื่องประชาคมอาเซียน . คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. นรารัตน์ พวงพุ่ม. (2562). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดวิเคราะห์ในการศึกษาวิชาสังคม ศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ 5E. มหาวิทยาลัย ศรีนครินทร-วิโรฒ. ปฏิภาณ สร้างคำ. (2560). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยสมัย ประชาธิปไตย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E). คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. เผชิญ กิจระการ. (2544). การวิเคราะห์ประสิทธิภาพสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พุทธิพงษ์ ศุภมัสตุอังกูร. (2558). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร การสืบเสาะหาความรู้ (5E). สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร.


14 *นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เอกสารอ้างอิง (ต่อ) พิมพ์ชนก มณีทัพ. (2559). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(Inquiry Method : 5E) เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปอเมริกาใต้. โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พิลญา สังฆานาคินทร์. (2560). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ที่เน้นกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อส่งเสริมความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์. อุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย พัทลุง วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2543). แผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: แอล ที เพรส. วันดี จูเปี่ยม. (2557). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้ด้วย กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. สาขาวิชาการประถมศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วรรณพร สารัง. (2556). ผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ SE เรื่อง พัฒนาการของอาเซียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรพินท์พิทยา สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 จังหวัดสุรินทร์. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์. สุกัญญา เพ็รชนาค. (2563). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E รายวิชาภูมิศาสตร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. ครุศาสตรมหาบัณฑิต (สังคมศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2549). เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติ การเผยแพร่ ขยายผล และอบรมรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบ เสาะหาความรู้ 5ขั้นตอน เพื่อพัฒนากระบวนการคิดระดับสูง. กรุงเทพฯ : ม.ป.ท. สายัณห์ สิทธิโชค. (2544). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและค่านิยมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใน การเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยวิธีสอนต่างกัน. ปริญญานิพนธ์ (กศ.ม. มัธยมศึกษา), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. Bloom, Benjamins. (1976). Human Characteristics and School Learning. New York : McGraw-Hill Book Company.


Click to View FlipBook Version