กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
ชดุ ฝกึ ทกั ษะการเรียนรู้การอ่านวิเคราะหว์ รรณคดีและวรรณกรรม
ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ ๖
วิเคราะหค์ ณุ คา่ ดา้ นวรรณศิลป์
สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน
กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร
โรงเรียนเฉลมิ พระเกยี รติสมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทร์ ภูเก็ตสำนกั งำนเขตพนื้ ทก่ี ำรศกึ ษำมธั ยมศกึ ษำพงั งำ ภเู กต็ ระนอง
เลม่ ที่ ๒ ในพระราชูปถัมภส์ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
นายสรุ เชษฐ์ อาจหมน่ั
ตาแหนง่ ครู
ก
คำนำ
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ทักษะการอ่านวิเคราะหว์ รรณคดีและวรรณกรรม จัดทาข้ึนเพ่ือใช้เป็น
ส่ือประกอบการเรียนการสอน วิชาภาษาไทย (ท๓๓๑๐๑) ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๖ โดยมีวัตถุประสงค์
เพอ่ื ให้นักเรยี นมคี วามรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับแนวทางการวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมไทย
อันเป็นความรู้พ้ืนฐานในการวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมได้อย่างถูกต้อง และนามา
ประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ จริง
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ท่ี ๒ วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ เล่มนี้จัดทาขึ้นเพื่อเป็นสื่อในการ
จัดการเรยี นการสอนตามกระบวนการเรยี นรแู้ บบ (QSCCS) และสร้างข้ึนเพื่อให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเอง
ดังน้ันจึงจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องมีเอกสารประกอบการรวบรวมเน้ือหา ซึ่งชุดกิจกรรมชุดน้ีประกอบด้วย
คาชี้แจง บทบาทครู บทบาทนักเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน บัตรเนื้อหา บัตรกิจกรรม บัตรแบบฝึกหัด
แบบทดสอบหลังเรียน บัตรเฉลยกิจกรรม บัตรเฉลยแบบฝึกหัด บัตรเฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน – หลัง
เรยี น
การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุดนี้ ผู้จัดทาได้ศึกษาค้นคว้ารูปแบบการจัดทาจากตาราเอกสาร
ทางวชิ าการต่างๆ ตลอดจนคาแนะนาจากผู้เชี่ยวชาญ ภายในชุดกิจกรรมจัดเรียงลาดับเนื้อหาจากง่าย
ไปหายาก ใช้ภาษาชัดเจนเข้าใจง่าย กจิ กรรมหลากหลาย และส่งเสรมิ การคดิ วเิ คราะห์แก่ผเู้ รียน
ผู้จัดทาขอขอบคุณผู้ให้คาปรึกษาแนะนาทุกท่าน ที่ได้กรุณาตรวจสอบความถูกต้องและให้
คาแนะนาในการจัดทา ผู้จดทาขอขอบพระคุณในความกรุณาเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสน้ี และหวังเป็น
อย่างย่ิงว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอน และนักเรียนท่ีจะนาไปใช้ในการ
เรียนการสอน เพอ่ื ได้บรรลเุ ปา้ หมายของหลักสูตร ตลอดจนมเี จตคตทิ ่ดี ตี อ่ การเรียนรู้วชิ าภาษาไทย
สรุ เชษฐ์ อำจหมัน่
สำรบัญ ข
เรอื่ ง หนำ้
คำนำ ก
สำรบญั ข
คำแนะนำกำรใช้ชุดกิจกรรมกำรเรยี นรู้ ๑
บทบำทครู ๒
บทบำทนกั เรยี น ๓
แผนผงั ขั้นตอนกำรเรยี นรู้โดยใช้ชดุ กิจกรรมกำรกำรเรยี นรู้ ๔
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ / ตวั ชว้ี ดั ๕
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้ ๖
แบบทดสอบก่อนเรียน ๘
บัตรเน้ือหาที่ ๒.๑ เรื่อง คุณคา่ วรรณศิลป์ ๑๑
๑๕
กจิ กรรมท่ี ๒.๑ สรรคา พาเพลนิ เกินห้ามใจ ๑๖
บัตรเน้ือหาที่ ๒.๒ โวหารภาพพจน์ ๒๘
๒๙
กิจกรรมท่ี ๒.๒ สารการบนิ โวหารภาพพจน์ บนิ ดว้ ยใจ พาถึงวรรณคดี ๓๐
กิจกรรมท่ี ๒.๓ พิจารณาโวหารภาพพจน์ ๓๑
กจิ กรรมที่ ๒.๔ ส่อื กลาง สรรหา ภาพพจน์ ๓๒
กจิ กรรมที่ ๒.๕ ปริศนาอักษรไขว้ ๓๓
กิจกรรมที่ ๒.๖ อาดาถามไรตอบได้ ๓๖
แบบทดสอบหลังเรยี น ๔๗
ภำคผนวก
บรรณำนุกรม
๑
คำแนะนำกำรใช้ชดุ กิจกรรมกำรเรียนรู้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง การอ่านวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม รายวิชา
ภาษาไทย (ท๓๓๑๐๑) ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๖ ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ ที่ ๒ การวิเคราะห์คุณค่า
ด้านวรรณศิลป์ ซึง่ มีข้นั ตอนดังน้ี
๑. ครูควรศึกษาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกส่วนอย่างละเอียดเพื่อเตรียมการจัดการ
เรียนรู้ ตามขนั้ ตอนท่กี าหนดไว้
๒. กอ่ นจดั การเรยี นรู้ ครูควรตรวจสอบชดุ กิจกรรมการเรียนรู้อีกครั้ง ว่าอยู่ในสภาพดี
เรียบรอ้ ย
๓. ครใู หน้ กั เรียนศกึ ษามาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ เกณฑ์การ
ให้คะแนน และทาแบบทดสอบก่อนเรียน ซ่ึงเป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ ๔
ตัวเลอื ก จานวน ๑๐ ขอ้ ๑๐ คะแนน ภายในเวลา ๑๕ นาที
๔. เม่ือนักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนเรียบร้อยแล้ว ครูดาเนินการจัดกิจกรรมการ
เรียนร้แู บบ ๕ ข้นั ตอน (QSCCS) คือ
ข้นั ท่ี ๑ การตง้ั คาถาม/สมมตฐิ าน
ขน้ั ที่ ๒ การสืบคน้ ความรู้และสารสนเทศ
ขั้นท่ี ๓ การสรา้ งองคค์ วามรู้
ขน้ั ที่ ๔ การสอ่ื สารและนาเสนออยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
ข้ันที่ ๕ การบริการสังคมและจติ สาธารณะ
๕. ชดุ กิจกรรมการเรียนร้ชู ดุ นีใ้ ชส้ าหรับจดั กิจกรรมใหน้ ักเรียน จานวน ๒ ช่วั โมง
๖. เม่ือปฏิบัติชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรียบร้อยแล้ว ให้นักเรียนทากิจกรรมทบทวน
ความรู้ และทาแบบทดสอบหลังเรยี น
๗. การวดั ประเมินผล
๗.๑ สังเกตพฤติกรรมการปฏิบตั ิกจิ กรรม
๗.๒ ตรวจสอบความถกู ต้องของใบกิจกรรมการเรยี นรู้
๗.๓ เปรยี บเทียบคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น
๗.๔ สรุปผลการทาใบกจิ กรรมการเรียนรู้ และผลการทดสอบกอ่ นเรยี น
และหลังเรยี น
๒
บทบำทของครู
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง การอ่านวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม รายวิชาภาษาไทย
(ท๓๓๑๐๑) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ ๒ การวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์
เพ่ือการเรียนรู้ที่ดีมีประสิทธิภาพสูงสุด ครูผู้สอนควรทาความเข้าใจรายละเอียดของชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ ให้ชดั เจนและปฏบิ ตั ติ ามขั้นตอน ดงั น้ี
๑. ครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยมุ่งพัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้เรียน เน้นผู้เรียน
เป็นสาคญั ตามหลักการ Active Learning
๒. ครูผูส้ อนสรา้ งบรรยากาศในการเรยี นการสอน กระตนุ้ เสริมแรง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
และพฒั นาตนเองทุกๆ ด้าน ตามขีดความสามารถของแตล่ ะบุคคล
๓. ครูผสู้ อนใหน้ ักเรียนศกึ ษามาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชี้วัด จุดประสงค์การเรยี นรู้
๔. ครูผู้สอนทดสอบนักเรียนก่อนเรียน โดยใช้ข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก
จานวน ๑๐ ข้อ ๑๐ คะแนน ภายในเวลา ๑๕ นาที
๕. ครูผู้สอนดาเนินกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ๕ ขั้นตอน (QSCCS) โดยให้นักเรียนปฏิบัติชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ตามลาดับ และครูควบคุมเวลาให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมไปตามขั้นตอน โดยให้
ครูผู้สอนคอยให้คาปรึกษา คาแนะนา และช่วยเหลือในแต่ละข้ันตอนของกิจกรรม รวมถึงครูผู้สอนสรุป
องค์ความรทู้ ถ่ี ูกต้องเพิ่มเตมิ ใหแ้ กน่ ักเรียน
๖. ครผู ู้สอนให้นักเรียนลงมอื ทาใบกิจกรรมจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อทบทวนความรู้ และ
ทดสอบหลงั เรียน
๗. ครผู ูส้ อนวดั และประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดที่ ๒
เร่อื ง การวิเคราะห์คณุ ค่าด้านวรรณศลิ ป์
๓
บทบำทของนกั เรยี น
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม รายวิชาภาษาไทย (ท๓๓๑๐๑)
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๖ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ท่ี ๒ การวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ เพื่อการเรียนรู้ท่ีดีมี
ประสทิ ธิภาพสูงสุด นักเรียนควรทาความเข้าใจรายละเอียดของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ชัดเจนและปฏิบัติตาม
ขน้ั ตอน ดงั น้ี
๑. นกั เรยี นตอ้ งศึกษามาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้วี ดั จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
๒. นักเรียนอ่านคาส่ังก่อนปฏิบัติตามชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกครั้ง หากมีข้อสงสัยให้สอบถามครูผู้สอน
ก่อนลงมอื ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม
๓. นักเรยี นต้องต้ังใจปฏิบตั กิ จิ กรรมตามเวลาที่กาหนดอยา่ งเคร่งครัด โดยมคี รูเป็นผูค้ วบคุม
๔. ระหวา่ งปฏบิ ัตกิ จิ กรรม หากนักเรยี นมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาหรอื ขอคาแนะนาเพิ่มเตมิ จากครไู ด้
๕. เมื่อนักเรียนปฏิบัติชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรียบร้อยแล้วต้องทาใบกิจกรรมทบทวนความรู้และ
แบบทดสอบหลังเรียน เพ่ือครูผู้สอนจะได้ใช้วัดและประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการ
เรยี นรชู้ ดุ ท่ี ๑ เรื่อง การศึกษาวรรณคดพี นื้ ฐาน
แผนผงั ข้นั ตอนกำรเรียนรู้ ๔
ศกึ ษำคำแนะนำกำรใช้ชดุ กจิ กรรมด้วยตนเอง ไมผ่ ำ่ นเกณฑ์
ทดสอบกอ่ นเรยี น ประเมนิ ผล
ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตำมขนั้ ตอน (QSCCS) ได้แก่ ผำ่ นเกณฑ์
ขน้ั ที่ ๑ การตง้ั คาถาม/สมมตฐิ าน
ข้ันท่ี ๒ การสืบคน้ ความรแู้ ละสารสนเทศ
ขน้ั ท่ี ๓ การสรา้ งองค์ความรู้
ขั้นที่ ๔ การสอ่ื สารและนาเสนออยา่ งมี
ประสิทธภิ าพ
ขัน้ ที่ ๕ การบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
ทดสอบหลังเรยี น
ศกึ ษำชดุ กิจกรรมกำรเรยี นรูช้ ดุ ต่อไป
๕
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ / ตวั ช้ีวัด
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้
มำตรฐำน ท ๑.๑ ใช้กระบวนกำรอำ่ นสรำ้ งควำมรแู้ ละควำมคิดเพอื่ นำไปใช้ตดั สนิ ใจ
แก้ปัญหำในกำรดำเนนิ ชวี ิต และมนี ิสัยรักกำรอ่ำน
มำตรฐำน ท ๕.๑ เขำ้ ใจและแสดงควำมคดิ เห็น วิจำรณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทย
อย่ำงเหน็ คณุ ค่ำ และนำมำประยุกต์ใชใ้ นชีวิตจรงิ
ตวั ช้ีวดั
ท๑.๑ ม.๖/๗ อ่ำนเรอื่ งต่ำงๆ แล้วเขียนกรอบแนวคดิ บันทึก ยอ่ ควำม และรำยงำน
ท๕.๑ ม.๖/๓ วิเครำะห์และประเมินคุณค่ำด้ำนวรรณศิลป์ของวรรณคดีและ
วรรณกรรมในฐำนนะทีเ่ ป็นมรดกทำงวฒั นธรรมของชำติ
๖
จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้
ดำ้ นควำมรู้
๑. เขำ้ ใจหลักกำรวเิ ครำะหค์ ณุ ค่ำดำ้ นวรรณศิลป์
๒. อธบิ ำยข้ันตอนกำรวเิ ครำะหค์ ุณคำ่ ดำ้ นวรรณศลิ ป์
ดำ้ นทักษะ/กระบวนกำร
๑. สำมำรถวิเครำะหร์ สของวรรณคดีไทยในวรรณคดแี ละวรรณกรรมได้
๒. สำมำรถวิเครำะห์กำรสรรคำในวรรณคดีและวรรณกรรมได้หลำกหลำย
ดำ้ นเจตคติ
๑. เห็นคณุ คำ่ และซำบซง้ึ ในวรรณคดไี ทย
๒. ตระหนกั ถึงกำรใช้หลกั ภำษำ และนำมำประยุกตใ์ ช้ได้อยำ่ งถูกต้อง
๗
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
๑. ควำมสำมำรถในกำรสอื่ สำร
- สำมำรถนำควำมรู้ของหลักกำรพิจำรณำวรรณคดีขั้นพื้นฐำน ไปถ่ำยทอด
ตำมควำมคดิ และควำมเข้ำใจของตนเอง โดยใช้ภำษำอย่ำงเหมำะสม ถกู ต้อง
- สำมำรถหำวิธีกำรนำควำมรทู้ ีต่ นมไี ปส่ือสำรไดเ้ หมำะสม และมีประสทิ ธภิ ำพ
๒. ควำมสำมำรถในกำรคดิ
- สำมำรถคิดวิเครำะห์กำรพจิ ำรณำวรรณคดีขัน้ พืน้ ฐำนได้
- มีทกั ษะกำรคิดนอกกรอบอย่ำงสร้ำงสรรค์
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
๑. ใฝ่เรียนรู้
- หมน่ั ศกึ ษำหำควำมรู้ดว้ ยตนเอง
- หมั่นตอบคำถำมในชนั้ เรยี น
๒. มุ่งม่นั ในกำรทำงำน
- ตั้งใจทำใบกจิ กรรมอยำ่ งเตม็ ควำมสำมำรถ
- มุง่ มน่ั ทำใบกจิ กรรมและช้นิ งำน เสรจ็ ตำมเวลำท่กี ำหนด
๓. รักควำมเป็นไทย
- ใช้ภำษำไทยได้ถูกตอ้ ง และเหมำะสม ตลอดจนเหน็ ควำมสำคัญของกำรใชภ้ ำษำ
๘
แบบทดสอบก่อนเรียน
แบบฝกึ ทักษะกำรอ่ำนวเิ ครำะห์วรรณคดีและวรรณกรรม
วชิ ำภำษำไทย ๕ สำหรับนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษำปีที่ ๖
ชดุ ท่ี ๒ เร่อื งกำรวิเครำะห์โวหำรภำพพจน์
คำชแ้ี จง : ใหน้ ักเรียนเลอื กคำตอบทถี่ กู ตอ้ งทีส่ ดุ เพียงคำตอบเดยี ว และทำเครือ่ งหมำย ลงใน
กระดำษคำตอบ
๑. ข้อใดกลา่ วถึงโวหารภาพพจน์ไดถ้ ูกต้อง
ก. การใชภ้ าษาเพอื่ อธบิ ายเรื่องราวอยา่ งตรงไปตรงมา
ข. การใช้ถ้อยคาทที่ าให้ผ้รู ับสารเกิดมโนภาพหรอื เกดิ จนิ ตนาการถา่ ยทอดอารมณ์
ค. การยกตวั อย่างเหตกุ ารณป์ ระกอบเพ่อื ให้มคี วามเขา้ ใจเรื่องราวต่างๆ มากขน้ึ
ง. การเปรียบเทียบทีเ่ รียกสงิ่ หน่งึ สง่ิ ใดโดยใช้คาอื่นแทนเพื่อใหเ้ กิดความหลากหลาย
๒. การพลกิ แพลงภาษาท่ใี ชพ้ ูดและเขยี นใหแ้ ปลกออกไปจากท่ีใช้อยู่ปกตกิ อ่ ให้เกิดจินตภาพ
หมายถงึ ข้อใด
ก. การสรรคา
ข. การเรียบเรียงคา
ค. ลีลาการประพันธ์
ง. การใช้โวหารภาพพจน์
๓. ขอ้ ใดไม่มกี ารใชโ้ วหารภาพพจน์
ก. สะพานแกวง่ สนั่ เอ๊ียดอา๊ ด คนเลี้ยงววั ท้งั สองยังไม่เคลื่อนไหว
ข. นุ่นตน้ ใหญ่สงู ตระหง่านเสยี ดยอดแทงทะลุฟ้าดูโดดเด่นอย่รู มิ ปลวก
ค. ผ้ชู ายคนหนึ่งหาบถงึ ใสน่ ้ายางมาเอวแอ่น รา่ งของเขาเซไ่ ปมาเหมือนคนเมา
ง. นางออกจากบา้ นทา้ ยสวนมาเมอื่ ตะวันเย็นย่า ท่ามกลางหมอกควันกลางฤดูหนาว
๙
๔. “จากความวนุ่ วายวู่วามสู่ความว่าง จากความมดื มาสว่างอย่างเฉิดฉนั
จากความร้อนระอุเปน็ เย็นนิรันดร์ ไม่รู้พลนั พลิกเหน็ เปน็ ความรู้
คณุ ค่าด้านวรรณศลิ ปข์ องบทประพนั ธข์ ้างต้นคือขอ้ ใด
ก. การเลน่ เสียงสมั ผัส
ข. การซ้าคาเน้นความหมาย
ค. การเลน่ คาหลากหมายความหมาย
ง. การใชค้ าท่มี คี วามหมายขัดแย้งกัน
๕. เหตุใดจงึ ต้องมกี ารใชโ้ วหารภาพพจน์ในวรรณคดแี ละวรรณกรรม
ก. เพื่อบอกเลา่ เหตุการณท์ างประวัติศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง
ข. เพ่อื ทดสอบความร้คู วามเข้าใจในการอา่ นวรรณคดแี ละวรรณกรรม
ค. เพอื่ ให้ผรู้ ับสารซาบซง้ึ และมีความร้สู ึกรว่ มตรงตามความปรารถนาของผู้ส่งสาร
ง. เพ่ือให้ผรู้ บั สารได้รบั ความรูท้ ี่แฝงอยใู่ นวรรณคดีและวรรณกรรมเรอื่ งน้นั อยา่ งแท้จรงิ
๖. ขอ้ ใดคอื ความหมายของโวหารภาพพจนแ์ บบบคุ ลาธิษฐาน
ก. การใช้ถ้อยคาที่มคี วามหมายตรงกนั ขา้ มหรือขดั แยง้ กนั มากลา่ วร่วมกนั ได้อยา่ งกลมกลืน
ข. การใช้ถ้อยคาที่เลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อช่วยสื่อให้ผู้รับสารรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโดย
ธรรมชาติของส่ิงนน้ั ๆ
ค. การเปรียบเทยี บโดยการนาเอาสิ่งที่ไม่มีชีวิตหรือมีชีวิต แต่ไม่ใช่คนมากล่าวถึงราวกับเป็น
คนหรอื ทากิรยิ าอาการอยา่ งคน
ง. การเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งหน่ึงสิ่งใด โดยใช้คาอ่ืนแทนคาที่ใช้เรียกน้ันเกิดจากการ
เปรียบเทยี บและตคี วามซ่ึงใชก้ นั มานานจนเป็นท่เี ข้าใจกันโดยทั่วไป
๗. ข้อใดมกี ารใชโ้ วหารภาพพจนแ์ บบอตพิ จน์
ก. เด็กนอ้ ยเปรยี บดงั ผา้ ขาวอันบรสิ ทุ ธิ์
ข. เขารอ้ งให้จนน้าตาแทบเป็นสายเลือด
ค. ตน้ ข้าวโนม้ ตัวลงนอน
ง. เสยี งลมพัดหวีดหวิว
๑๐
๘. ขอ้ ใดมกี ารใช้โวหารภาพพจน์
ก. บรเิ วณนน้ั เป็นทุง่ โล่งลบิ ตา ฟากตรงข้ามจอมปลวกเปน็ ป่าทเี่ จา้ ของเพ่ิงถาง
ข. แดดเชา้ ส่องมาอบอ่นุ คนเล้ียงววั ยังคงยา้ เท้าไปข้างหน้าอยา่ งไม่เรง่ รอ้ น
ค. เด็กชายวิ่งวนไปรอบๆ บ้านดนิ ทรายย่ืนดอกไมแ้ กว่งไกวหลอกล่อ
ง. เธอน่ะกาลงั ถูกความฟุง้ เฟ้อครอบงาเสยี จนตาบอด
๙. “ บางระมาดมาดหมายสายสวาท ว่าสมมาดเหมอื นใจแลว้ ไมเ่ หมือน
แสนสวาทมาดหมายมาหลายเดือน มแี ต่เคล่อื นแคลว้ คลาดประหลาดใจ
ข้อใดไมป่ รากฏในคาประพันธข์ า้ งตน้
ก. การซา้ คา
ข. การเลน่ เสียงสัมผัส
ค. การเล่นคาพอ้ งเสยี ง
ง. การเลน่ คาตรงกันขา้ ม
๑๐. ขอ้ ใดคือความหมายของโวหารภาพพจน์แบบสัทพจน์
ก. การใช้ถอ้ ยคาทม่ี ีความหมายตรงกันข้ามหรอื ขดั แยง้ กันมากลา่ วนว่ มกนั ได้อย่างกลมกลืน
ข. การใช่ถ้อยคาที่เลียนเสียงธรรมชาติ เพ่ือช่วยส่ือให้ผู้รับสารรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโดย
ธรรมชาติของส่ิงนน้ั ๆ
ค. การเปรยี บเทียบโดยการนาเอาส่ิงไม่มีชีวิตหรือมีชีวิต แต่ไม่ใช่คนมากว่าถึงราวกับเป็นคน
หรือกริ ยิ าอาการอย่างคน
ง. การเปรียบเทียบท่ีเรียกส่ิงหน่ึงสิ่งใด โดยใช้คาอื่นแทนคาท่ีใช้เรียกน้ันเกิดจากการ
เปรยี บเทียบและตีความซึง่ ใชก้ ันมานานจนเป็นที่เขา้ ใจกันโดยทั่วไป
๑๑
บัตรเนอ้ื หำท่ี ๒.๑
คุณค่ำดำ้ นวรรณศลิ ป์
วรรณศิลป์ เป็นองค์ประกอบที่สาคัญซึ่งช่วยส่งเสริมให้วรรณกรรมมีคุณค่าน่าสนใจ
คาว่า “วรรณศิลป์” หมายถึง ลักษณะดีเดน่ ทางด้านวิธีแต่ง การเลือกใช้ถ้อยคา สานวน ลีลา
ประโยค และความเรียงต่างๆ ที่ประณีต งดงาม มีความหมายลึกซึ้งกินใจ ทาให้ผู้อ่านเกิด
จินตนาการ ซง่ึ มแี นวทางในการพิจารณาดังนี้
๑. กำรสรรคำ เป็นการเลือกเฟ้นใช้คาให้เหมาะสม มีเสียงไพเราะ และความหมาย
คมคาย ทาใหผ้ ู้อ่านเกดิ จติ นาการ
๑.๑ กำรเล่นคำ การเล่นคามีหลายลักษณะ เช่น เล่นคาสัมผัสใน ซึ่งมีทั้ง
สัมผัสอักษรและสมั ผสั สระ การเลน่ คาพ้อง การเลน่ คาเดยี วในตน้ วรรค
ตวั อยำ่ งเชน่
๑. กำรเลน่ สมั ผัสอักษร ลางลงิ
ลางลิงลงิ ลอดไม้ ลูกไม้
ลงิ โลด หนนี า
แลลูกลงิ ลงชงิ ลอดเลี้ยวลางลงิ
ลิงลมไลล่ มตงิ
แลลกู ลงิ ลางไหล้ (ลลิ ิตพระลอ)
๒. กำรเล่นสัมผัสสระ
โอค้ ลองขวางทางแดนแสนโสทก ดบู นบกก็แตล่ ้วนลิงแสม
เลียบตล่ิงว่ิงตามชาวเรอื แพ ทาลอบแลหลอนหลอกตะคอกคน
คาโบราณทา่ นผกู ถกู ทกุ ส่ิง เขาวา่ ลิงจองหองทาพองขน
ทาหลกุ หลกิ เหลือกลานพานลุกลน เขาด่าคนจึงวา่ ลงิ โลนลาพอง
(นริ ำศเมืองแกลง : สนุ ทรภู่)
๑๒
๓. กำรเล่นคำคำเดียวในตน้ วรรค เสียงใด
เสยี งสรวลระรี่น้ี ใครร่ ู้
นุชพี่ มาแม่
เสยี งนุชพ่ฤี าใคร อืน่ น้นั ฤามี
เสียงสรวลเสียงทรามวัย
เสยี งบงั อรสมรผู้ (กำพย์เหเ่ รือ)
เจบ็ รักเจบ็ จากชา้ เจบ็ เยียว ยากนา
เจบ็ ใคร่คืนหลงั เหลยี ว
เจบ็ พระลกู มาเดียว สหู่ ย้าว
เจ็บเร่งเจบ็ องคท์ ้าว
แดนทา่ น
ธริ าชรอ้ นใจถงึ ลกู ฤา
(ลลิ ติ พระลอ)
๔. กำรเลน่ คำซำ้ เพ่ือเนน้ เสยี งและควำมหมำย
ตน้ ตุมกำกำฝากฝงู กาลง กำหลงกำมองร้องกากา
โน่นไม้คำงข้างเขาล้วนเหล่าคา่ ง บ้างเกาคำงห่มคาบา้ งถา่ งขา
ตะลงิ ปิงลงิ ว่งิ ไล่ลงิ ลง ลงิ ถลาโลดไต่ไม้ลำงลิง
หมไู่ ม้ใหญ่ยางยงู สงู ระดะ ดูเกะกะเถาวลั ย์ขนึ้ พนั ก่ิง
บา้ งกลมเกลียวเกี่ยวกันขนั จรงิ จริง บา้ งเป็นชิงช้าน่าแกวง่ ไกว
(ขุนช้ำงขนุ แผน)
แก้มชำ้ ชำ้ ใครตอ้ ง อันแก้มนอ้ งช้ำเพราะชม
ปลาทกุ ทกุ ขอ์ กตรม เหมือนทกุ ข์พที่ ่จี ากนาง
(กำพยเ์ หเ่ รือ)
๑๓
สกั วาหนา้ หนาวหนาวสุดหนาว นา้ คา้ งพราวหนาวเย็นทกุ เส้นขน
หนาวจนส่ันซมึ ซาบเหมือนอาบชล หนาวสกนธย์ งั ไม่หนาวเทา่ ฤทัย
หนาวสะทา้ นหนาวสะทอ้ นนอนไม่หลบั หนาวนีจ้ บั แลว้ แทบโจนทนไมไ่ หว
หนาวอยา่ งนไี้ ดส้ มหมายกค็ ลายไป หนาวอะไรไม่ตอ้ งบอกแปลออก เอย
(ชติ บุรทัต)
๕. กำรเลน่ คำพอ้ ง คือ การใชค้ าท่ีมีเสยี งเหมอื นกนั แต่เขียนตา่ งกัน
ว่าพรางทางชมคณานก โผนผกจบั ไม้อึงม่ี
เบญจวรรณจบั วลั ยช์ าลี
นางนวลจบั นางนวลนอน เหมือนวันพไี่ กลสามสดุ ามา
จากพรากจับจากจานรรจา เหมือนพีแ่ นบนวลสมรจินตะหรา
แขกเตา้ จบั เตา่ ร้างรอ้ ง เหมือนจากนางสการะวาตี
นกแกว้ จบั แก้วพาที เหมือนรา้ งทอ้ งมาหยารศั มี
เหมือนแก้วพ่ีทง้ั สามท้ังความมา
(อิเหนา : พระราชนิพนธใ์ นรัชกาลที่ ๒)
๒. จนิ ตภำพ หมายถึง คาประพันธท์ ี่ทาให้ผู้อ่านคิดคานึง เกิดจินตนาการ เห็นภาพ
การเคลื่อนไหว ให้แสงสี เสยี ง อารมณ์ ความรู้สกึ
ตวั อย่ำงเช่น
๑. กำรมองเหน็ ภำพอยำ่ งชัดเจน
เจา้ ร่างนอ้ ยนอนนง่ิ บนเตยี งต่า คมขางามแฉลม้ แจ่มใส
คิ้วคางบางงอนอ่อนละไม รอยไรเรียบรับระดับดี
ผมเปลอื ยเล้ือยประลงจนบ่า งอลปลายเกศาดสู มศรี
ท่นี อนน้อยน่านอนอ่อนดี มีหมอนขา้ งคูป่ ระคองเคียง
(ขุนชา้ งขนุ แผน : พระราชนิพนธ์ในรชั กาลท่ี ๒)
๑๔
๒. บรรยำยให้เห็นท้งั ภำพและเสียง
ไผซ่ อออ้ เอียดเบยี ดออด ลมลอดไลเ่ ลี้ยวเรียวไผ่
ออดแอดแอดออดยอดไกว แพใบไล้นา้ ลาคลอง
(แพใบไผ่ :เนำวรัตน์ พงษไ์ พบูลย)์
เปรีย้ งเปร้ียงดังเสียงฟ้ารอ้ ง กงึ ก้องท่วั ทศทิศา
ตอ้ งอกทศกัณฐ์อสุรา ตกจากรถาอลงกรณ์
(รำมเกียรต์ิ)
วงั เอย๋ วังเวง หง่างเหง่งยา่ คา่ ระฆงั ขาน
ฝูงววั ควายฝ้ายลาทวิ ากาล ค่อยค่อยผา่ นทอ้ งทุ่งมงุ่ ถิน่ ตน
ชาวนาเหนือ่ ยออ่ นต่างจรกลับ ตะวันลยั อบั แสงทุกแหง่ หน
ทิง้ ทงุ่ ใหม้ ดื มัวท่วั มณฑล และท้งิ ตนตูเปลี่ยวอยู่เดยี วดาย
(กลอนดอกสรอ้ ยรำพงึ ในป่ำชำ้ : พระยำอุปกิตศิลปสำร)
๓. บรรยำยถึงบรรยำกำศ
เพชรนา้ ค้างหลน่ บนพรมหญา้ เย็นหยาดฟ้ามาฝนั หลงวนั ใหม่
เคล้าเคลยี หยอกดอกหญา้ อย่างอาลยั เม่อื แฉกดาวใบใผ่ไหวตะวนั
(วารดี ุริยางค์ : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบลู ย์)
๑๕
กิจกรรมที่ ๒.๑
คำชแ้ี จง : ให้นักเรยี นยกตัวอย่ำงบทประพนั ธ์จำกเร่อื งขุนช้ำงขนุ แผน
ตอนขนุ ชำ้ งถวำยฎกี ำ ทีม่ ีคุณค่ำทำงด้ำนวรรณศิลป์ ตำมประเด็นท่ีกำหนด
การเล่นสัมผัสสระ/สัมผัสอักษร
การเล่นค้าซา้
การใช้คา้ ให้เกิดจนิ ตภาพ
๑๖
บัตรเนื้อหำที่ ๒.๒
โวหำรภำพพจน์
ภำพพจน์ (Figure of Speech) หมายถึง สานวนภาษารูปแบบหนึ่งเกิดจาก
การเรียบเรียงถ้อยคาด้วยวิธีการต่างๆ ให้ผิดแผกไปจากการเรียงลาดับคาหรือ
ความหมายของคาตามปกติ ไม่กล่าวอย่างตรงไปตรงมา เพ่ือต้องการให้ผู้อ่านเกิด
ภาพ มสี ว่ นรว่ มในการคดิ มคี วามหมายพเิ ศษ เข้าใจ และรู้สกึ อย่างลกึ ซึ้งตามผแู้ ต่ง
ลกั ษณะของโวหำรภำพพจน์
เป็นการใช้ถอ้ ยคาสานวนในการส่ือสารอยา่ งมศี ลิ ปะ
เปน็ การสื่อใหผ้ รู้ บั สารเกิดมโนภาพ หรือเกดิ จนิ ตนาการจากการอ่าน
ผูอ้ า่ นซาบซงึ้ และมีความรสู้ ึกร่วมตามตามความปรารถนาของผูส้ ง่ สาร
ก่อให้เกดิ ความงาม และทาใหง้ านเขยี นมคี ณุ ค่าทางด้านภาษา
๑๗
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
๑. อุปมำ (Simile) คือ กำรเปรียบเทียบว่ำส่ิงหน่ึงเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง โดยใช้คำ
ว่ำ เหมือน เปรียบ ดัง ดุจ ดุจดั่ง ประดุจ ประหนึ่งละม้ำย เสมอ ปำน เพียง รำว เทียบ
เทยี ม เฉก ปนู ปำนเลห่ ์ กล ตำ่ งๆ ฯลฯ
ตวั อย่ำงเช่น
สูงระหงทรงเพรียมเรยี วรูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า
พิศแต่หวั ตลอดเทา้ ขาวแต่ตา ท้งั สองแกม้ กลั ยาดังลกู ยอ
คิ้วก่งเหมือนกงเขาดดี ฝ้าย จมกู ละม้ายคล้ายพร้าขอ
หกู ลวงดวงพักตร์หกั งอ ลาคอโตตันสนั้ กลม
(ระเดน่ ลันได : พระมำหำมนตรี (ทรพั ย์))
ในบทกลอนข้างต้นน้ีเป็นการนาเอาลักษณะของอวัยวะหรือรูปร่างของคนมาเปรียบกับ
ลักษณะของสิง่ ท่ีดูเหมือน เชน่
แก้มท่เี ป็นป่มุ ปมเหมอื นกับผวิ ลูกยอ, จมูกทดี่ ูงองุม้ ทป่ี ลายจมกู เหมือนกับตะขอ
เพือ่ ใหเ้ กิดภำพหรือแสดงกำรเปรยี บเทียบในส่วนของภำพพจนอ์ ปุ มำน้ัน
จำกภำพคือรูปของพ่อ และลูกคู่หน่ึง ซ่ึงพ่อ-ลูกคู่นี้ มีหน้ำตำท่ีคล้ำยกัน ซ่ึงจะแสดงคำ
เปรยี บเทยี บทเี่ ปน็ อุปมำได้ดังน้ี
๑.) ลูกคนน้หี น้ำตำละมำ้ ยพ่อ (เป็นกำรบง่ บอกวำ่ พ่อลูกหนำ้ ตำมคี วำมใกล้เคียงกัน)
๒.) ลกู คนน้หี น้ำตำเหมอื นพอ่ (เป็นกำรบง่ บอกว่ำพอ่ ลกู หน้ำตำเหมือนหรอื ใกล้เคยี งกนั )
๓.) ลกู คนน้ีหนำ้ ตำคล้ำยพอ่ (เป็นกำรบ่งบอกว่ำพ่อลกู หน้ำตำมีควำมใกล้เคียงกัน)
ซ่ึงจำกภำพยังมีกำรแสดงกำรเปรียบเทียบในรูปแบบภำพพจน์อุปมำได้อีกมำกมำย
หลำยคำหลำยประโยค ซ่ึงกำรใช้โวหำรภำพพจน์อุปมำนั้น มีกำรใช้มำกในปัจจุบัน เช่น
กำรพูด กำรเขียน กำรสื่อสำรทุกรูปแบบ ภำพพจน์อุปมำมีเสน่ห์ที่โดดเด่นท่ีสุดคือ ทำให้คำ
หรือประโยคเหลำ่ น้ัน มีควำมชัดเจนและมีกำรเกดิ ภำพได้ชดั เจนมำกขึน้
๑๘
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
๒. อุปลักษณ์ (Metaphor) คือ การเปรียบเทียบด้วยการกล่าวว่าส่ิงหน่ึงเป็นอีกสิ่งหน่ึงเป็นการ
เปรียบเทียบท่ีไม่กล่าวตรงๆ ใช้การกล่าวเป็นนัยให้เข้าใจเอง เป็นการเปรียบเทียบโดยนาเอาลักษณะ
สาคัญของสง่ิ ท่ีตอ้ งการเปรียบเทยี บ มาเปรียบเทยี บทนั ทีโดยโดยไม่ต้องมีคาเชือ่ มโยง ไม่ตอ้ งใช้คาแสดง
การเปรียบเทียบ ไม่มีคาแสดงความหมายว่า เหมือน ปรากฏอยู่ หรือถ้าจาเป็นต้องใช้ก็ใช้คา
ว่า “เป็น” หรือ “คอื ” อุปลกั ษณ์ เป็นการใช้ถอ้ ยคาภาษา ในเชงิ การเปรยี บเทยี บท่ีมีชั้นเชิงและลึกซึ้ง
กว่าอุปมา นยิ มใช้กับ ภาษ-หนังสือพิมพ์ เพราะใชค้ านอ้ ย ได้ความมากเหมาะกบั เนอ้ื ท่อี ันจากดั
ตัวอยำ่ งเชน่
- ปัญญา คือ ดาบสดู้ ัสกร - ครู คอื แมพ่ ิมพ์ของชาติ
- ชวี ติ คือ การตอ่ สู้ ศัตรู คือ ยากาลงั - ลูก คือ ดวงตาดวงใจของพ่อแม่
- ครู เป็น แสงประทีปส่องทางให้ลูกศิษย์ - เธอ คือ ดอกฟา้ แตฉ่ นั นนั้ คอื หมาวัด
- อฐู เป็น เรือของทะเลทราย - กฬี า เปน็ ยาวเิ ศษ
มนั เป็นชา้ งงาอนั กล้าหาญ เรากเ็ ปน็ ชา้ งสารอนั สูงใหญ่
จะอยปู่ า่ เดียวกันนัน้ ฉันใด นานไปก็จะยบั อปั มาน
(ขนุ ช้ำงขุนแผน)
“...เออหนอ ถ้าเรามีนาวาทพิ ยท์ าด้วยมุกดา มีความปรารถนาเป็น
ใบ มีความอาเภอใจเป็นหางเสือได้แล่นเรือลอยละล่องไปในแม่น้านั้นข้ึน
ไปถึงต้นนา้ ...”
(กำมนิต : เสฐยี รโกเศศและนำคะประทีป)
ธรณนิ ปราณแี ก่เรานัก พรอ้ มจะใหล้ ูกรักได้พกั ผ่อน
ใจแผน่ ดินคือมารดาผอู้ าทร ให้ลกู หนนุ ตกั นอนไปจนตาย
(แผ่นดินคอื มำรดำ : ไพวรนิ ทร์ ขำวงำม)
๑๙
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
๓. บุคคลวัต (Personification) บุคลำธิษฐำน หรือ บุคคลสมมุติ คือ การสมมุติให้
ส่ิงที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความคิด ส่ิงที่เป็นนามธรรม หรือสัตว์ให้มีสติปัญญา อารมณ์หรือกิริยา
อาการ เหมอื นมนุษย์เพอื่ ให้สง่ิ เหลา่ น้นั เกิดปรากฏการณเ์ สมอื นเปน็ สงิ่ มชี วี ติ ท่ีมีความรู้สึก นึก
คดิ ข้ึนมา แล้วส่ือความร้สู ึกออกมาให้ผ้รู ับสารไดร้ บั รู้เปน็ การเปรียบเทียบโดยนาเอาสิ่งไม่มีชีวิต
หรือมชี วี ิต แตไ่ มใ่ ช่คนมากลา่ วถงึ ราว กบั เป็นคน หรอื ทากริ ิยาอาการอย่างคน
ตัวอยำ่ งเช่น
- ฟา้ หัวเราะเยาะข้าชะตาหรือ
- ซงุ หลายท่อนนอนร้องไห้ทช่ี ายปา่
- ดาวกะพริบตาเยาะเราหรอื ดาวเอ๋ย
- ตั๊กแตนโยงโย่ ผูกโบวท์ ัดดอกจาปา
- จานและช้อนวิ่งกันขวักไขวไ่ ปทว่ั ห้องครัว
- พระจันทร์ย้มิ ทกั ทายกบั หม่ดู าวบนทอ้ งฟา้
- เสยี งรถไฟหวีดรอ้ งครวญครางมาแต่ไกล
- พระจนั ทร์ยม้ิ ทกั ทายกบั หมู่ดาวบนทอ้ งฟ้า
ลมระเรงิ ลหู่ วิวพลิ้วระลอก สัพยอกยอดไม้ไปลวิ่ ล่อง
แลว้ ใบไม้กไ็ หวสา่ ยขึงข่ายกรอง ทอแสงทองทอดประทับซับน้าคา้ ง
(วำรดี ุรยิ ำงค์ : เนำวรตั น์ พงษไ์ พบลู ย์)
ลมหนาวเร่ิมล่องมาจากฟา้ พรมจบู แผว้ เจา้ พระยาโรยฝา้ ฝนั
คลื่นคล่ีเกลยี วแก้วมว้ นกับมวลจันทร์ กระซิบส่นั ซา่ นกระเซน็ เป็นลานา
(ลมหนำว : เนำวรตั น์ พงษไ์ พบูลย)์
ในคาประพันธ์ข้างต้นกวีได้นาเสนอให้ ลมหนำวทำอำกำรจูบลำน้ำเจ้ำพระยำ
และ คลนื่ กระซบิ สัน่ จนเกดิ เปน็ เพลงลานา
๒๐
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
๔. อติพจน์ อธิพจน์ (Hyperbole) คือ การกล่าวเกินจริง ซึ่งเป็นความรู้สึกหรือ
ความคิดของผู้กล่าวที่ต้องการย้าความหมาย ให้ผู้ฟังรู้สึกว่าหนักแน่นจริงจัง เน้นความรู้สึก
ให้เด่นชัดและน่าสนใจ โดยไม่เน้นความเป็นจริง เพราะต้องการ ให้ผู้รับ สารเกิดความ
ซาบซึงและประทับใจ ซ่ึงอาจจะมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็ได้ เพื่อเน้นความ รู้สึกมากกว่า
ความเปน็ เหตเุ ปน็ ผล มุง่ เร้าอารมณ์และความรู้สึกสะเทือนใจเป็นส้าคัญ ภาพพจน์ประเภทนี
นิยม ใช้ส่ือสารกันมากทังการพูดและการเขียน ท่ีต้องการแสดงความรู้สึกเพราะสามารถ
เปรยี บเทยี บใหเ้ ห็นภาพได้ง่าย
ตวั อย่ำงเชน่
- รอ้ นตับจะแตก - เขาโกรธเธอจนอกระเบดิ
- คดิ ถึงใจจะขาด - ฉันไมม่ ีเงินซักแดงเดียว
- อากาศร้อนจนแทบจะสกุ - ฉันหวิ ไส้จะขาดแลว้ นะ
- พวกเราจะส้จู นเลอื ดหยดสุดทา้ ย - ไอ้หมัดทะลวงไส้
รถเอยรถท่ีนงั่ บษุ บกบัลลงั กต์ ้งั ตระหงา่ น
กว้างยาวใหญเ่ ทา่ เขาจกั รวาล ยอดเย่ยี มเทียมวมิ านเมอื งแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันควา้ ง เทียมสิงหว์ งิ่ วางขา้ งละแสน
สารถขี ขี่ บั เขา้ ดงแดน พื้นแผ่นดินกระเดน็ ไปเป็นจุณ
นทีตีฟองนองระลอก คลน่ื กระฉอกกระฉอ่ นชลขน้ ขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงออ่ นละมุน อานนทห์ นนุ ดินดานสะทา้ นสะเทอื น
ทวยหาญโห่รอ้ งก้องกัมปนาท สธุ าวาสไหวหว่นั ล่ันเลือ่ น
บดบงั สรุ ิยนั ตะวนั เดือน คลาดเคลอ่ื นจตุรงคต์ รงมา
(รามเกยี รติ์ – รชั กาลท่ี ๒)
คาประพันธ์ข้างต้นกวีได้ใช้วิธีการประพันธ์ท่ีเกินความเป็นจริง เพ่ือให้ผู้อ่าน
สามารถเข้าถงึ คาประพันธ์ขา้ งตน้ ได้ และถกู ต้องตามบรบิ ทของคาประพันธ์
๒๑
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
๕. ปฏิทรรศน์ ปฏิพำกย์ หรือ ปฏิพจน์ (Paradox) คือ การใช้ถ้อยคาท่ีมีความหมาย
ตรงกันข้าม หรือขัดแย้งกันมากล่าวร่วมกันได้อย่างกลมกลืนกัน ภาพพจน์ประเภทน้ีผู้รับสาร
จะตอ้ งมีความสามารถในการวิเคราะหค์ วามหมาย หรอื ตีความจงึ จะเขา้ ใจไดด้ ี
ตวั อยำ่ งเช่น
- ไฟเย็น - เล็กดรี สโต
- ชยั ชนะของผแู้ พ้ - สนั ตภิ ำพรอ้ น
- ยิง่ รบี ก็ยิ่งชำ้ - หวั เรำะรา่ น้ำตำริน
- ความขมขื่นอนั หวำนชน่ื - ไม้งำมกระรอกเจำะ
- รกั ยาวใหบ้ ่นั รักส้นั ให้ต่อ - รกั ดีหามจั่ว รกั ชวั่ เสา
- น้าร้อนปลาเปน็ นา้ เยน็ ปลาตำย - แพ้เป็นพระชนะเป็นมำร
- เสยี นอ้ ยเสียยำก เสยี มำกเสยี ง่ำย - ผ้ดู ีเดินตรอก ขีค้ รอกเดนิ ถนน
- น้ารอ้ นปลาเป็น น้าเย็นปลาตำย - ความรู้ท่วมหวั เอาตวั ไม่รอด
- เสยี งกระซบิ จากควำมเงียบ - ชีวิตเต็มไปดว้ ยความว่ำงเปลำ่
รักกอ่ วิวาทกนั ! โอค้ วามชังอนั น่ารกั ! (ศัตรูทีร่ กั )
โลกมนษุ ยย์ งั มีสีดาขาว มีดนิ ดาวรอ้ นเย็นและเหม็นหอม
โอ้ความเบาแสนหนกั ! ความปอ้ อนั งึมงมั !
ขนนกหนกั ! ควันผ่องพรรณ ! ไฟเย็น , อกี ไขส้ ุขา !
ตน่ื อย่แู ตห่ ลบั ในนี่ไมเ่ ปน็ เช่นเหน็ นา !
(โรเมโอแอนจูเลยี ต – รัชกาลท่ี๖)
บทท่ีกลา่ วมาน้เี ปน็ กลอนเปลา่ ที่โรเมโอกลา่ วต่อเบ็นโวเลโอ สหายเพื่อบรรยายความรัก
ของตน ท่ีมีต่อจเู ลยี ตบตุ รีของตระกูลอันเปน็ ศัตรู จะเหน็ วา่ ใชถ้ ้อยคาท่ีขัดแย้งกัน เช่น ความเบา
แสนหนัก ไข้สุข ฯลฯ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ว่าความหนักน้ันจะมีสภาพเบา การเป็นไข้จะทาให้เป็นสุข
ได้ ซึ่งในที่นี้โรเมโอรู้ว่ามิอาจจะรักศัตรูได้แต่ก็ห้ามใจแห่งตนไม่ได้ จึงบรรยายด้วยความ
ขัดแยง้ ของ ๑๒ ส่ิงตา่ งๆ มาเปรียบ
๒๒
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
๖. สัญลักษณ์ (Symbol) คือ การเปรียบเทียบที่เรียกส่ิงหนึ่งสิ่งใดโดยใช้คาอื่นแทน
คาที่ใช้เรียกนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบ และตีความซึ่งใช้กันมานานจนเป็นท่ีเข้าใจกัน
โดยทั่วไป อาจเป็นคาๆ เดียว ข้อความ บุคคลในเร่ือง เป็นเร่ือง เฉพาะตอน หรือเร่ือง ๆ
หนงึ่ ก็ได้
ตวั อยำ่ งเชน่
สีขาว หมายถึง ความบรสิ ทุ ธ์ิ
สีดา หมายถงึ ความตาย ความโศกเศรา้ ความชวั่ รา้ ย
ดอกกุหลาบสีแดง หมายถึง ความรัก
ดอกหญ้า หมายถึง ความตอ้ ยต่า
ดอกมะลิ หมายถงึ ความบริสทุ ธิ์
ดอกบวั หมายถงึ พทุ ธศาสนา
ดอกทานตะวนั หมายถงึ ความอบอุ่น ความรกั และความสขุ
รวงขา้ ว หมายถงึ ความออ่ นนอ้ มถ่อมตน
หญ้าแพรก หมายถึง ความงอกงามทางสติปัญญาและความรู้
น้าค้าง หมายถึง ความบรสิ ทุ ธิ์
สนุ ขั จิ้งจอก หมายถึง คนเจา้ เลห่ ์ คนทไ่ี มน่ า่ ไว้วางใจ
อยา่ เอ้ือมเดด็ ดอกฟำ้ มาถนอม
สงู สดุ มือมกั ตรอม อกไข้
เด็ดแต่ดอกพยอม ยามยาก ชมนา
สงู ก็สอยดว้ ยไม้ อาจเออ้ื มเอาถึง
(โคลงโลกนิติ – สมเด็จกรมพระยาเดชาดศิ ร)
โคลงบทนี้มีความหมายเป็นสองนัย ความหมายแรกอาจจะเป็นการสอนผู้ชายว่าอย่า
หมายเป็นเจ้าของผู้หญิงท่ีมีศักด์ิสูงกว่าโดยใช้สัญลักษณ์ ดอกฟ้าแทนหญิงอันสูงศักด์ิหรืออีก
ความหมายหนงึ่ เป็นการสอนว่าอย่าทะเยอทะยานเกนิ กว่าวิสัยของตนทจี่ ะสามารถทาได้
๒๓
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
๗. นำมนัย (Metonymy) คือ การเปรียบเทียบโดยการใช้คาหรือวลีซึ่ง
บง่ ลักษณะหรอื คุณสมบัติทเี่ ป็นจุดเดน่ หรอื ลักษณะสาคญั ของส่ิงใดสง่ิ หนึง่ หรือการ
กล่าวถึงส่วนใดส่วนหน่ึงของสิ่งใด ๆ มากล่าวแทนคาท่ีใช้เรียก ส่ิงนั้นโดยตรง
เปน็ ภาพพจน์ท่ีใช้เพือ่ หลีกเลีย่ งการใช้คาธรรมดา ๆ ซา้ ซาก
ตวั อยำ่ งเชน่
- ปำกกำคมกวา่ ดำบ
- เขาเปน็ กระต่ำยทีห่ มายจันทร์ (กระตา่ ยแทนชายหนุ่มฐานะต่าต้อยจันทร์แทนผหู้ ญิงที่มีฐานะสงู สง่ )
- เขาเป็นมอื ขวำของท่านนายกฯ (มอื ขวาแทนคนสนิทที่ไว้ใจ)
- เขารกั เก้ำอ้ียิง่ กว่าชอ่ื เสยี งเกียรติยศ (เกา้ อ้ีแทนตาแหนง่ )
- คนเราจะตอ้ งตอ่ สู้ตั้งอยูใ่ นเปลจนไปสปู่ ่ำช้ำ (เปล แทนการเกิด, ปา่ ช้า แทนการตาย)
- นำ้ ตำ และรอยยมิ้ อยคู่ ู่ชวี ิตมนษุ ย์เสมอมา (นา้ ตาแทนความทุกข์, รอยย้มิ แทนความสุข)
- เลือดของวรี ชนจะจารึกอย่ใู นประวตั ิศาสตรต์ ลอดไป (เลือด แทนการตอ่ ส)ู้
- คนไทยไม่ยอมใหใ้ ครมาทาลายขวำนทองได้ (ขวานทองแทนประเทศไทย)
- การจดั สรรงบประมาณควรใหไ้ ด้ไปสรู่ ะดบั รำกหญำ้ จริง ๆ (รากหญา้ แทนประชาชนระดับลา่ ง)
ยุงร่ำนมนั กินมาหลายวนั อุตส่าห์ให้น้องนน้ั ได้ข่มี า
ถา้ แพ้ลงคงปรบั ทบั ทวี เลือดเน้อื เทา่ น้เี ป็นเงนิ ทอง
(เสภาเรื่องขนุ ช้างขุนแผน)
ยุงรา่ น เป็นนามนัย แทนสัตวท์ ีก่ ินเลือดเป็นอาหาร
เลอื กเน้อื เปน็ นามนัย แทนชีวติ
๒๔
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
๘. อนุนำมนัย (Synicdoche) คือ การกล่าวถึงส่วนย่อยที่มีลักษณะเด่นของ
ส่ิงน้ัน ๆ มากล่าวแทนส่ิงที่ต้องการกล่าวถึงท้ังหมด เป็นการเปรียบเทียบโดยนาเอา
ลักษณะเดน่ ท่ีเปน็ ส่วนหนงึ่ มากลา่ วแทนท้ังหมด
ตวั อยำ่ งเชน่
- เขากนิ หมำก (หมาก หมายถงึ หมากพลู ปูน และสว่ นผสมอื่น ๆ)
- เร่ืองน้ไี ด้กลนิ่ ตุ ๆ ว่า คนมีสีอยเู่ บอ้ื งหลงั (คนมีสี หมายถงึ ขา้ ราชการ)
- มนั สมองเหลา่ นม้ี คี ่าแกป่ ระเทศชาตอิ ย่างยิ่ง (มนั สมอง หมายถงึ ปัญญาชน)
- มกี ารเรยี กร้องให้เพมิ่ คา่ แรงให้ฉนั ทนำ (ฉนั ทนา หมายถึง สาวโรงงาน)
- เขามหี น้ำมีตำในสังคมได้เพราะมผี ู้มอี านาจให้การสนับสนนุ (มีหนา้ มตี า หมายถึง มเี กยี รติ)
- มอื กฎหมำย ปฏิบัติการอยา่ งไมเ่ กรงกลัวอิทธพิ ลใด ๆ(มือกฎหมายหมายถงึ ผรู้ ักษากฎหมาย)
- มอื ท่เี ปอ้ื นชอล์คยงั คงมุง่ มัน่ ที่จะสานฝันให้เปน็ จริง (มือทเ่ี ปอ้ื นชอล์ค หมายถึง ครู)
เลือดสุพรรณวันกอ่ นเคยรอ้ นรุ่ม หลงั ลงรมุ่ ฉาบดนิ ทกุ ถ่นิ ฐาน
บดั น้เี ยน็ เปน็ สุขทุกประการ เพราะไทยหาญหวงถ่นิ ใหไ้ ทยเอย
(เลือดสพุ รรณ : ประสทิ ธิ์ โรหติ เสถียร)
นามนัยและอนุนามนัย เป็นภาพพจน์ที่ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คาธรรมดา
ซา้ ซาก มาใชค้ าสน้ั ๆ ท่บี อกจุดเด่นของส่ิงน้ันได้ โดยผู้ส่งสารไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย
และทาใหผ้ รู้ ับสารมองเหน็ ภาพไดท้ ันที
๒๕
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
๙. สัทพจน์ (Onomatopoeia) คือ การใช้ถ้อยคาที่เลียนเสียงธรรมชาติ เช่น
เสียงดนตรีเสียงร้องของสัตว์ หรือเลียนเสียงกิริยาอาการต่างๆ ของคน การใช้
ภาพพจน์ประเภทน้ีไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียน จะช่วยสื่อให้ผู้รับสารรู้สึก
เหมือนได้ยนิ เสียง โดยธรรมชาตขิ องสิ่งนน้ั ๆ และเหน็ กริ ิยาอาการของสิ่งน้นั ๆ ดว้ ย
ตวั อย่ำงเช่น
- ฝนตกแปะ ๆ - เปร้ยี ง ๆ ดังเสยี งฟ้าฟาด
- ไผ่ซออ้อเอยี ดเบยี ดออด - บดั เดี๋ยวดังหง่ำงเหง่งวงั เวงแว่ว
- เคร่ืองบินครางกระห่มึ มาแต่ไกล - เสยี งคลนื่ ซ่ำซัดสาดทหี่ าดทราย
- เสยี งปนื ดงั ปงั ! ปงั ! ขน้ึ สองนดั - ยุงบินห่ึงหึง อยู่ขา้ งหูน่าราคาญ
- อ้อยอีเ๋ อียง ออ้ ยอ๋ีเอยี งสง่ เสียงรอ้ ง - เจ๊กเฮงเดินลากเก๊ียะแซะ ๆ ไปตลอดทาง
ต้อยตะริดติดตเี่ จา้ พ่เี อ๋ย จะละเลยเร่ร่อนไปนอนไหน
แอ้ออี อ่ ย สร้อยฟา้ สุมาลยั แมน้ เดด็ ได้แลว้ ไมร่ า้ งใหห้ ่างเชย
(พระอภยั มณี – สนุ ทรภู่)
ความหมาย : ตอ้ ยตะรดิ ตดิ ต่ี , แออ้ ีออ่ ย เป็นเสยี งของป่ี
ณ ยามสายณั ห์ตะวันยง่ิ ยอ้ ย แนะเร่งเท้าหนอ่ ยทยอยเหยยี บหนา
ตะแล้กแตก้ แตก้ จะแหลกแล้วจ้า กระดง้ รีบมาเถอะรับข้าวไป
(ณ ยามสายัณห์ – สุภร ผลชวี นิ )
ตะแลก้ แต้กแต้กเปน็ เสียงของครกกระเด่อื ง
๒๖
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
นอกจำกน้ียงั มีโวหำรภำพพจน์อ่ืนๆ อีกดว้ ย ตัวอยำ่ งเช่น
อวพจน์ คอื การกล่าวผิดไปจากที่เป็นจริง เป็นการกล่าวเกินจริง โดยมีเจตนา
เน้นขอ้ ความนอ้ ยกว่าจริง
ตัวอยำ่ งเช่น
“คอยสักอึดใจเดียว”
“มีทองเทำ่ หนวดกงุ้ นอนสะดุ้งจนเรอื นไหว”
“จะเป็นความถามไถใ่ นบรุ นิ เงนิ เทำ่ ปีกริน้ ก็ไมม่ ี”
อุปมำนิทัศน์ คือ การเปรียบเทียบโดยยกเร่ืองราวหรือนิทานมาประกอบ
ขยาย หรือแนะโดยนัยให้ผู้อ่านผู้ฟังเข้าใจ แนวความคิด หลักธรรม หรือความ
ประพฤติทสี่ มควรได้แจ่มแจ้งยิง่ ขึ้น
ตัวอยำ่ งเชน่
นิทานเร่ือง คนตาบอดคลาช้าง เป็นอุปมานิทัศน์
ชี้ให้เห็นว่า คนท่ีมีประสบการณ์ หรือภูมิหลังต่างกันย่อมมี
ความสามารถในการรับรคู้ วามเชื่อและทัศนคติตา่ งกัน
นำฏกำร คือ การใช้ภาพพจน์การสู้รบต่างๆ หรือ ภาพของการเคลื่อนไหวที่
สวยงาม
๒๗
ประเภทของโวหำรภำพพจน์
ภำพพจน์ เป็นควำมงำมของภำษำในภำษำไทยที่แยกออกจำกภำษำไม่ได้
ในทกุ วันน้คี นไทยทุกคนใช้ภำพพจน์ในชีวิตประจำวันกันอย่ำงเคยชิน จนกระท่ัง
ทุกวันนี้ไมม่ ใี ครทรำบว่ำเรำใช้ภำพพจนก์ ันมำกเท่ำใดในชีวติ ประจำวัน
ภำษำไทยเป็นภำษำที่ร่ำรวยในคำศัพท์และมีควำมงำมในควำมหมำยเป็น
อย่ำงมำก แม้แต่กระทั่งคำหยำบคำยที่เรำเล่ียงกันก็ยังมีกำรใช้ภำพพจน์เปรียบ
เปรยในกำรพูดเพื่อให้ดูสุภำพ แต่แท้จริงแล้วก็ยังหยำบคำยอยู่ดีและในบำงคร้ัง
ภำพพจน์ก็ไปแอบแฝงอยู่กับบทละครโทรทัศน์ หรือนวนิยำยที่เรำชอบอ่ำนกัน
แต่อยำ่ งไรก็ตำมเรำตอ้ งถอื ว่ำภำพพจน์เป็นส่ิงสำคัญท่ีทำให้ ภำษำไทยเกิดควำม
งำมในเชิงควำมหมำย ดังนั้น เรำจึงควรเร่งศึกษำให้เกิดควำมชำนำญและ
ถ่องแท้
๒๘
กิจกรรมท่ี ๒.๒
คำชี้แจง : ให้นักเรยี นพิจารณาคาศัพท์ในกรอบ แล้วทาเครือ่ งหมาย ลอ้ มรอบคาท่อี ยู่
ในกลุม่ ประเภทของโวหารภาพพจน์
๒๙
กจิ กรรมท่ี ๒.๓
คำชีแ้ จง : ให้นกั เรียนพจิ ำรณำข้อควำมแล้วทำเคร่ืองหมำย หนำ้ ขอ้ ควำมท่ีถูก และ
ทำเครื่องหมำย หนำ้ ข้อควำมท่ีผิด
.................... ๑. การใชโ้ วหารภาพพจนท์ าใหผ้ ู้รบั สารเกดิ มโนภาพหรอื เกดิ จินตนาการ
.................... ๒. วรรณคดแี ละวรรณกรรมทด่ี ีเรือ่ งหน่งึ ควรมีลักษณะการใช้โวหารภาพพจนเ์ พียงประเภทเดียว
เท่านนั้
.................... ๓. อปุ มา (Simile) คอื การนาสิง่ ทเ่ี ปน็ รูปธรรมท่ีมีลกั ษณะหรอื คณุ สมบัตเิ หมือนหรอื คล้ายคลงึ
กนั มาเปรยี บเทียบกัน
.................... ๔. นามนยั (Metonymy) คอื การเปรียบเทียบด้วยการกล่าวว่าสิง่ หน่ึงน้นั เปน็ อีกส่งิ หน่ึงเป็นการ
เปรยี บเทยี บท่ีไม่กล่าวตรงๆ แต่ใชก้ ารกลา่ วเปน็ นยั ใหเ้ ข้าใจเอง
.................... ๕. บคุ ลาธษิ ฐาน (Personification) คือ การเปรยี บเทยี บโดยการนาเอาสิ่งไม่มีชวี ิตหรอื มชี ีวิตแต่
ไมใ่ ช่คนมากล่าวถึงราวกับเปน็ คนหรอื ทากิริยาอาการอยา่ งคน
.................... ๖. สัทพจน์ (Onomatopoeia) คอื การกล่าวเกินจรงิ ซึง่ เปน็ ความร้สู ึกหรอื ความคิดของผกู้ ล่าวที่
ต้องการยา้ ความหมายให้ผูฟ้ งั รูส้ ึกวา่ หนักแนน่
.................... ๗. อปุ ลักษณ์ (Metaphor) คอื การเปรียบเทยี บโดยการใช้คาหรือวลซี ่ึงบ่งลกั ษณะ คณุ สมบตั ิ
เป็นจุดเด่นหรอื ลักษณะสาคัญของสงิ่ ใดส่ิงหนึ่ง
.................... ๘. ปรพากย์ (Paradox) คือ การใชถ้ ้อยคาท่ีมคี วามหมายตรงกนั ข้ามหรอื ขดั แยง้ มากล่าว
รว่ มกันไดอ้ ยา่ งกลมกลืนกัน
.................... ๙. อติพจน์ (Hyperbole) คอื การใชถ้ อ้ ยคาที่เลียนเสยี งธรรมชาติ เพื่อชว่ ยสือ่ ใหผ้ ู้รับสารรสู้ ึก
เหมอื นได้ยนิ เสียงโดยธรรมชาตขิ องสง่ิ นน้ั ๆ
.................... ๑๐. สญั ลักษณ์ (Symbol) คือ การเปรยี บเทียบทเ่ี รยี กสิ่งหนงึ่ ส่ิงใด โดยใชค้ าอนื่ แทนคาอ่นื แทน
คาท่ใี ช้เรยี กนน้ั เกดิ จากการเปรียบเทียบและตคี วามซึง่ ใช้กันมาจนเป็นท่ีเขา้ ใจโดยท่ัวไป
๓๐
กิจกรรมที่ ๒.๔
คำชีแ้ จง : ให้นกั เรยี นจบั คูค่ ำกบั ควำมหมำยให้ถกู ต้อง แล้วเตมิ ตัวอกั ษรลงในช่องวำง
ก. โวหารภาพพจน์ ฉ. อตพิ จน์
ข. มโนภาพ ช. นามนยั
ค. อุปมาอปุ ไมย ซ. ปรพากย์
ง. อปุ ลกั ษณ์ ฌ. สัทพจน์
จ. บคุ ลาธษิ ฐาน ญ. สญั ลกั ษณ์
.................... ๑. การเปรียบเทียบโดยการนาเอาส่งิ ไมม่ ีชวี ติ หรือมชี วี ิต แต่ไม่ใช่คนมากลา่ วถึงราวกับเปน็ คน
หรอื ทากิรยิ าอาการอยา่ งคน
.................... ๒. การเปรยี บเทียบทีเรยี กสงิ่ หนึ่งสงิ่ ใด โดยใช้คาอ่นื แทน คาทีใ่ ช้เรียกนั้นเกดิ จากการเรยี บ
เทยี บและตคี วามซ่ึงเปน็ ท่เี ขา้ ใจกันโดยท่วั ไป
.................... ๓. การใชถ้ ้อยคาสานวนท่ที าให้ผูร้ ับสารเกดิ มโนภาพ หรอื เกดิ จินตนาการ
.................... ๔. การนาสิ่งทม่ี ลี กั ษณะหรือคณุ สมบตั ิเหมอื นกันหรอื คล้ายกันมาเปรยี บเทยี บกนั
.................... ๕. การเปรยี บเทียบดว้ ยการกล่าววา่ ส่งิ หนึ่งเป็นส่ิงหนึง่ เป็นการเปรยี บเทยี บทีไ่ ม่กลา่ วตรงๆ แต่
ใชก้ ารกล่าวเปน็ เป็นนยั ให้เข้าใจเอง
.................... ๖. การกล่าวเกินจริง ซ่ึงเป็นความรสู้ ึกหรือความคิดของผกู้ ลา่ วทต่ี อ้ งการยา้ ความหมายให้ผู้ฟงั
รูส้ กึ ว่าหนกั แน่นจริงจัง
.................... ๗. การใชถ้ อ้ ยคาที่มคี วามหมายตรงกนั ข้ามหรือขัดแยง้ กันมากลา่ วรว่ มกันได้อยา่ งกลมกลืนกัน
.................... ๘. การใชถ้ อ้ ยคาทเ่ี ลยี นเสียงธรรมชาติเพอื่ ชว่ ยใหผ้ ู้รบั สารรู้สึกเหมือนไดย้ ินเสียงโดยธรรมชาติ
.................... ๙. ภาพท่ีเกดิ จากการคิดและจนิ ตนาการ ซง่ึ ถกู กระตุน้ จากข้อมูลหรือสารที่ได้รับ
.................... ๑๐. การเปรียบเทยี บโดยการใช้คาหรือวลซี ง่ึ บ่งลักษณะหรือคณุ สมบัตทิ ่ีเป็นจุดเด่นหรือลักษณะ
สาคญั ของสิง่ ใดส่ิงหนง่ึ
๓๑
กจิ กรรมท่ี ๒.๕
คำชี้แจง : ใหน้ ักเรียนเขียนคำศพั ท์ลงในตำรำงปริศนำอกั ษรไขว้ใหส้ อดคลอ้ งกบั ควำมหมำยของคำทง้ั
แนวตัง้ และแนวนอน
๒
๑๑
๓ ๔/๒
๓
๕
๔
๕
แนวต้ัง แนวนอน
๑. ถอ้ ยคาสานวนทที่ าใหเ้ กิดจนิ ตนาการ ๑. การเลียนแบบกิริยาอาการของมนุษย์
๒. การจาแนกองคป์ ระกอบตา่ งๆ ๒. การกลา่ ววา่ สิ่งหนง่ึ นนั้ เป็นอีกส่งิ หนง่ึ
๓. การกล่าวเกินความเป็นจริง ๓. การใชค้ าหรอื วลบี ่งลกั ษณะสาคญั
๔. การนาส่งิ ท่คี ลา้ ยกันมาเปรยี บเทียบกัน ๔. การใชถ้ ้อยคาท่เี ลียนเสียงธรรมชาติ
๕. การเรียกส่งิ หนง่ึ ส่ิงใด โดยใชค้ าอ่นื แทน ๕. การใชถ้ อ้ ยคาท่มี ีความหมายตรงกนั ข้าม
๓๒
กิจกรรมท่ี ๒.๖
คำชี้แจง : ใหน้ ักเรียนตอบคำถำมตอ่ ไปน้ี
๑. โวหารภาพพจน์ (Figures of Speech) คือ
............................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
๒. โวหารภาพพจนม์ กี ี่ประเภท อะไรบา้ ง
............................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
๓. การใชโ้ วหารภาพพจน์มคี วามสาคัญและจาเปน็ ต่องานเขียนหรือไม่ อยา่ งไร
............................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
๓๓
แบบทดสอบหลงั เรียน
แบบฝึกทกั ษะกำรอำ่ นวเิ ครำะหว์ รรณคดีและวรรณกรรม
วชิ ำภำษำไทย ๕ สำหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ี่ ๖
ชุดที่ ๒ เร่อื งกำรวเิ ครำะหโ์ วหำรภำพพจน์
คำชแี้ จง : ให้นกั เรยี นเลอื กคำตอบทถ่ี กู ต้องทีส่ ุดเพียงคำตอบเดยี ว และทำเครอ่ื งหมำย ลงใน
กระดำษคำตอบ
๑. ขอ้ ใดคือความหมายของโวหารภาพพจน์แบบสัทพจน์
ก. การใช้ถ้อยคาทม่ี ีความหมายตรงกนั ขา้ มหรอื ขัดแยง้ กนั มากล่าวนว่ มกันได้อยา่ งกลมกลืน
ข. การใช่ถ้อยคาที่เลียนเสียงธรรมชาติ เพ่ือช่วยสื่อให้ผู้รับสารรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโดย
ธรรมชาติของสงิ่ น้นั ๆ
ค. การเปรียบเทียบโดยการนาเอาสิ่งไม่มีชีวิตหรือมีชีวิต แต่ไม่ใช่คนมากว่าถึงราวกับเป็นคน
หรือกริ ิยาอาการอยา่ งคน
ง. การเปรียบเทียบที่เรียกสิ่งหนึ่งส่ิงใด โดยใช้คาอ่ืนแทนคาท่ีใช้เรียกนั้นเกิดจากการ
เปรยี บเทยี บและตีความซึ่งใชก้ นั มานานจนเป็นท่เี ขา้ ใจกันโดยทั่วไป
๒. เหตใุ ดจึงต้องมกี ารใชโ้ วหารภาพพจน์ในวรรณคดีและวรรณกรรม
ก. เพอ่ื บอกเล่าเหตุการณ์ทางประวตั ิศาสตร์ได้อย่างถูกตอ้ ง
ข. เพอื่ ทดสอบความรูค้ วามเข้าใจในการอา่ นวรรณคดีและวรรณกรรม
ค. เพอ่ื ให้ผู้รับสารซาบซ้ึงและมีความรู้สกึ รว่ มตรงตามความปรารถนาของผสู้ ง่ สาร
ง. เพอื่ ให้ผรู้ บั สารได้รับความรูท้ ี่แฝงอยใู่ นวรรณคดีและวรรณกรรมเร่อื งนน้ั อย่างแท้จรงิ
๓. ข้อใดกล่าวถึงโวหารภาพพจนไ์ ดถ้ ูกตอ้ ง
ก. การใช้ภาษาเพ่อื อธบิ ายเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา
ข. การใชถ้ อ้ ยคาที่ทาใหผ้ ู้รบั สารเกดิ มโนภาพหรอื เกิดจินตนาการถ่ายทอดอารมณ์
ค. การยกตวั อย่างเหตกุ ารณ์ประกอบเพือ่ ใหม้ ีความเข้าใจเรอื่ งราวต่างๆ มากขน้ึ
ง. การเปรียบเทียบทีเ่ รียกส่งิ หน่ึงส่งิ ใดโดยใชค้ าอื่นแทนเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความหลากหลาย
๓๔
๔. ข้อใดคอื ความหมายของโวหารภาพพจนแ์ บบบุคลาธษิ ฐาน
ก. การใชถ้ ้อยคาทีม่ คี วามหมายตรงกันขา้ มหรือขดั แยง้ กันมากลา่ วรว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งกลมกลืน
ข. การใช้ถ้อยคาท่ีเลียนเสียงธรรมชาติ เพ่ือช่วยส่ือให้ผู้รับสารรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโดย
ธรรมชาตขิ องส่งิ น้ันๆ
ค. การเปรียบเทยี บโดยการนาเอาส่ิงท่ีไม่มีชีวิตหรือมีชีวิต แต่ไม่ใช่คนมากล่าวถึงราวกับเป็น
คนหรอื ทากิรยิ าอาการอยา่ งคน
ง. การเปรียบเทียบท่ีเรียกสิ่งหน่ึงส่ิงใด โดยใช้คาอ่ืนแทนคาท่ีใช้เรียกนั้นเกิดจากการ
เปรียบเทียบและตีความซงึ่ ใช้กันมานานจนเป็นทเ่ี ขา้ ใจกันโดยทวั่ ไป
๕. การพลกิ แพลงภาษาที่ใชพ้ ดู และเขยี นให้แปลกออกไปจากทใ่ี ช้อยู่ปกติก่อให้เกดิ จนิ ตภาพ
หมายถงึ ขอ้ ใด
ก. การสรรคา
ข. การเรียบเรียงคา
ค. ลีลาการประพันธ์
ง. การใชโ้ วหารภาพพจน์
๖. “ บางระมาดมาดหมายสายสวาท ว่าสมมาดเหมือนใจแลว้ ไมเ่ หมอื น
แสนสวาทมาดหมายมาหลายเดือน มแี ต่เคลอื่ นแคลว้ คลาดประหลาดใจ
ข้อใดไม่ปรากฏในคาประพนั ธ์ขา้ งต้น
ก. การซ้าคา
ข. การเล่นเสียงสัมผสั
ค. การเลน่ คาพอ้ งเสียง
ง. การเลน่ คาตรงกันขา้ ม
๗. “จากความว่นุ วายวู่วามสคู่ วามวา่ ง จากความมืดมาสวา่ งอยา่ งเฉดิ ฉัน
จากความรอ้ นระอุเป็นเยน็ นิรันดร์ ไม่ร้พู ลนั พลิกเห็นเป็นความรู้
คณุ ค่าด้านวรรณศิลปข์ องบทประพนั ธข์ า้ งต้นคือขอ้ ใด
ก. การเลน่ เสยี งสัมผัส
ข. การซา้ คาเน้นความหมาย
ค. การเลน่ คาหลากหมายความหมาย
ง. การใช้คาท่ีมีความหมายขดั แยง้ กัน
๓๕
๘. ขอ้ ใดมกี ารใชโ้ วหารภาพพจน์
ก. บริเวณน้นั เป็นทุ่งโลง่ ลิบตา ฟากตรงข้ามจอมปลวกเปน็ ปา่ ท่เี จา้ ของเพิง่ ถาง
ข. แดดเช้าสอ่ งมาอบอุน่ คนเลีย้ งววั ยงั คงยา้ เท้าไปข้างหน้าอยา่ งไมเ่ รง่ ร้อน
ค. เดก็ ชายวงิ่ วนไปรอบๆ บ้านดนิ ทรายยนื่ ดอกไมแ้ กวง่ ไกวหลอกล่อ
ง. เธอนะ่ กาลงั ถกู ความฟงุ้ เฟ้อครอบงาเสียจนตาบอด
๙. ขอ้ ใดไม่มกี ารใชโ้ วหารภาพพจน์
ก. สะพานแกวง่ สั่นเอ๊ียดอา๊ ด คนเลี้ยงววั ทงั้ สองยังไม่เคลือ่ นไหว
ข. น่นุ ตน้ ใหญส่ ูงตระหงา่ นเสยี ดยอดแทงทะลุฟา้ ดโู ดดเด่นอยูร่ มิ ปลวก
ค. ผชู้ ายคนหนึง่ หาบถึงใสน่ ้ายางมาเอวแอ่น รา่ งของเขาเซ่ไปมาเหมือนคนเมา
ง. นางออกจากบา้ นท้ายสวนมาเมอื่ ตะวันเย็นย่า ท่ามกลางหมอกควนั กลางฤดูหนาว
๑๐. ข้อใดมกี ารใช้โวหารภาพพจนแ์ บบอติพจน์
ก. เดก็ น้อยเปรยี บดังผา้ ขาวอันบรสิ ุทธิ์
ข. เขาร้องใหจ้ นนา้ ตาแทบเปน็ สายเลอื ด
ค. ตน้ ข้าวโนม้ ตัวลงนอน
ง. เสียงลมพดั หวดี หวิว
๓๗
กระดำษคำตอบก่อนเรียน - หลังเรยี น
ช่อื – สกลุ ....................................................เลขท่ี...........ช้ัน ม.๖/.........
ข้อ ก ข ค ง
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐
๓๘
เฉลยกจิ กรรมท่ี ๒.๑
คำชแ้ี จง : ให้นักเรียนยกตวั อย่ำงบทประพนั ธ์จำกเร่อื งขุนช้ำงขนุ แผน
ตอนขุนช้ำงถวำยฎกี ำ ที่มีคณุ ค่ำทำงดำ้ นวรรณศลิ ป์ ตำมประเดน็ ทีก่ ำหนด
การเลน่ สัมผสั สระ/สมั ผสั อกั ษร
คร้นั เวลำดึกกำดัดสงดั เงียบ การเลน่ ค้าซา้
ใบไมแ้ หง้ แกร่งเกรยี บระรุบรอ่ น
พระพำยโชยเสำวรสขจำยขจร
พระจนั ทรแจ่มแจง้ กระจำ่ งดวง
การใช้ค้าให้เกิดจนิ ตภาพ แสนแค้นดว้ ยมำรดำยงั ปรำนี
ใหไ้ ปขอชวี ีขุนช้ำงไว้
พลำยชมุ พลกอดกน้ ทองประศรี
กูมิใชช่ ้ำงข่ีดอกลกู หลำน แคน้ แมจ่ ำจะแก้ใหห้ ำยแคน้
ลุกข้ึนโขย่งโกง้ โคง้ คลำน ไมท่ ดแทนไอข้ นุ ช้ำงบ้ำงไม่ได้
ซมซำนโฮกฮำกอำ้ ปำกไป
(อยู่ในดุลยพนิ ิจของครูผู้สอน)
๓๙
เฉลยกจิ กรรมท่ี ๒.๒
คำชี้แจง : ใหน้ กั เรียนพจิ ารณาคาศพั ท์ในกรอบ แล้วทาเครอ่ื งหมาย ลอ้ มรอบคาท่อี ยู่
ในกลมุ่ ประเภทของโวหารภาพพจน์
๔๐
เฉลยกจิ กรรมที่ ๒.๓
คำชีแ้ จง : ให้นักเรียนพจิ ำรณำขอ้ ควำมแล้วทำเครื่องหมำย หน้ำข้อควำมทถ่ี ูก และ
ทำเครื่องหมำย หน้ำขอ้ ควำมท่ีผดิ
๑. การใช้โวหารภาพพจน์ทาให้ผู้รับสารเกดิ มโนภาพหรอื เกิดจินตนาการ
๒. วรรณคดีและวรรณกรรมทด่ี ีเรอ่ื งหน่งึ ควรมีลกั ษณะการใช้โวหารภาพพจนเ์ พียงประเภทเดียว
เท่านนั้
๓. อปุ มา (Simile) คือ การนาส่ิงทเี่ ปน็ รปู ธรรมท่มี ลี ักษณะหรอื คณุ สมบตั เิ หมอื นหรอื คลา้ ยคลงึ
กนั มาเปรยี บเทยี บกนั
๔. นามนยั (Metonymy) คือ การเปรียบเทยี บด้วยการกล่าวว่าสง่ิ หน่งึ น้ันเปน็ อกี สิ่งหนง่ึ เป็นการ
เปรียบเทียบทไ่ี มก่ ลา่ วตรงๆ แต่ใชก้ ารกลา่ วเปน็ นยั ใหเ้ ขา้ ใจเอง
๕. บุคลาธิษฐาน (Personification) คอื การเปรียบเทียบโดยการนาเอาส่ิงไม่มีชีวติ หรือมีชีวิตแต่
ไม่ใช่คนมากลา่ วถงึ ราวกบั เปน็ คนหรอื ทากิรยิ าอาการอย่างคน
๖. สทั พจน์ (Onomatopoeia) คือ การกล่าวเกินจรงิ ซึ่งเป็นความรูส้ ึกหรอื ความคดิ ของผู้กลา่ วท่ี
ต้องการย้าความหมายให้ผฟู้ งั รสู้ กึ ว่าหนกั แน่น
๗. อุปลกั ษณ์ (Metaphor) คอื การเปรียบเทียบโดยการใช้คาหรือวลซี งึ่ บ่งลักษณะ คุณสมบตั ิ
เปน็ จดุ เดน่ หรอื ลักษณะสาคัญของสิ่งใดสงิ่ หนงึ่
๘. ปรพากย์ (Paradox) คอื การใช้ถอ้ ยคาทมี่ คี วามหมายตรงกนั ข้ามหรือขดั แยง้ มากล่าว
รว่ มกนั ได้อยา่ งกลมกลนื กัน
๙. อติพจน์ (Hyperbole) คือ การใชถ้ ้อยคาทีเ่ ลียนเสยี งธรรมชาติ เพื่อชว่ ยสือ่ ใหผ้ ูร้ บั สารร้สู กึ
เหมือนไดย้ ินเสียงโดยธรรมชาตขิ องส่ิงน้นั ๆ
๑๐. สญั ลกั ษณ์ (Symbol) คอื การเปรียบเทยี บทเ่ี รียกส่ิงหน่ึงส่งิ ใด โดยใช้คาอน่ื แทนคาอื่นแทน
คาทใี่ ชเ้ รยี กน้ันเกดิ จากการเปรียบเทียบและตคี วามซึง่ ใชก้ ันมาจนเป็นท่ีเขา้ ใจโดยท่ัวไป
๔๑
เฉลยกจิ กรรมที่ ๒.๔
คำชแ้ี จง : ให้นกั เรียนจบั คู่คำกบั ควำมหมำยใหถ้ ูกตอ้ ง แล้วเตมิ ตัวอกั ษรลงในช่องวำง
ก. โวหารภาพพจน์ ฉ. อตพิ จน์
ข. มโนภาพ ช. นามนยั
ค. อปุ มาอปุ ไมย ซ. ปรพากย์
ง. อุปลกั ษณ์ ฌ. สทั พจน์
จ. บคุ ลาธษิ ฐาน ญ. สญั ลักษณ์
จ ๑. การเปรยี บเทียบโดยการนาเอาสิง่ ไมม่ ีชวี ติ หรือมีชีวติ แตไ่ มใ่ ช่คนมากล่าวถึงราวกับเป็นคน
หรอื ทากริ ิยาอาการอยา่ งคน
ญ ๒. การเปรยี บเทยี บทีเรียกสิ่งหนง่ึ ส่ิงใด โดยใช้คาอ่นื แทน คาทใ่ี ช้เรยี กนน้ั เกิดจากการเรยี บ
เทียบและตคี วามซึ่งเปน็ ทเี่ ข้าใจกนั โดยท่วั ไป
ก ๓. การใชถ้ ้อยคาสานวนทท่ี าให้ผรู้ ับสารเกดิ มโนภาพ หรอื เกดิ จินตนาการ
ค ๔. การนาสง่ิ ทีม่ ีลักษณะหรอื คุณสมบัตเิ หมือนกันหรอื คลา้ ยกันมาเปรยี บเทียบกัน
ง ๕. การเปรียบเทยี บดว้ ยการกลา่ วว่าส่งิ หนงึ่ เป็นสงิ่ หน่ึง เป็นการเปรียบเทียบที่ไมก่ ลา่ วตรงๆ แต่
ใช้การกลา่ วเป็นเปน็ นัยใหเ้ ข้าใจเอง
ฉ ๖. การกลา่ วเกนิ จรงิ ซึ่งเป็นความรสู้ ึกหรอื ความคดิ ของผู้กลา่ วท่ตี ้องการย้าความหมายให้ผู้ฟัง
รู้สกึ วา่ หนกั แนน่ จริงจงั
ซ ๗. การใช้ถ้อยคาทมี่ ีความหมายตรงกนั ข้ามหรอื ขดั แยง้ กันมากล่าวรว่ มกันไดอ้ ย่างกลมกลนื กนั
ฌ ๘. การใช้ถอ้ ยคาทเ่ี ลียนเสยี งธรรมชาติเพือ่ ชว่ ยให้ผรู้ ับสารร้สู ึกเหมอื นไดย้ ินเสยี งโดยธรรมชาติ
ข ๙. ภาพทเ่ี กดิ จากการคิดและจนิ ตนาการ ซึง่ ถกู กระตุ้นจากข้อมูลหรือสารท่ไี ด้รับ
ช ๑๐. การเปรยี บเทยี บโดยการใช้คาหรือวลีซง่ึ บ่งลักษณะหรือคุณสมบัตทิ เ่ี ป็นจุดเดน่ หรอื ลกั ษณะ
สาคญั ของสิ่งใดสง่ิ หน่งึ
๔๒
เฉลยกจิ กรรมท่ี ๒.๕
คำชแ้ี จง : ให้นกั เรยี นเขยี นคำศพั ทล์ งในตำรำงปรศิ นำอักษรไขวใ้ หส้ อดคลอ้ งกบั ควำมหมำยของคำทงั้
แนวตั้งและแนวนอน
วิ
เ
โ บุ ค ล า ธิ ษ ฐ า น
วร
ห า อ อุ ป ลั ก ษ ณ์
น า ม นั ย ะ ติ ป
ร
ร ห์ พ ม สั
ภ จา ญ
า สั ท พ จ น์ อุ ลั
พ ป ร พ า ก ย์
พ ไษ
จ ม ณ์
น์ ย
แนวตัง้ แนวนอน
๑. ถอ้ ยคาสานวนท่ที าใหเ้ กดิ จินตนาการ ๑. การเลยี นแบบกริ ยิ าอาการของมนุษย์
๒. การจาแนกองค์ประกอบต่างๆ ๒. การกลา่ ววา่ สง่ิ หน่ึงน้ันเป็นอีกสงิ่ หน่งึ
๓. การกลา่ วเกินความเปน็ จริง ๓. การใชค้ าหรือวลบี ง่ ลักษณะสาคญั
๔. การนาสงิ่ ทคี่ ลา้ ยกนั มาเปรียบเทยี บกัน ๔. การใชถ้ อ้ ยคาท่เี ลียนเสียงธรรมชาติ
๕. การเรียกส่งิ หน่ึงส่งิ ใด โดยใช้คาอืน่ แทน ๕. การใช้ถอ้ ยคาทม่ี คี วามหมายตรงกันข้าม
๔๓
เฉลยกิจกรรมท่ี ๒.๖
คำช้ีแจง : ใหน้ ักเรียนตอบคำถำมต่อไปน้ี
๑. โวหารภาพพจน์ (Figures of Speech) คือ
การใชถ้ อ่ ยคาสานวนโวหารทีท่ าให้ผู้รับสารเกิดมโนภาพ หรือเกิดจินตนาการจาก
การอ่าน วรรณคดแี ละวรรณกรรมท่ีดีนั้นจะมีลักษณะการใช้โวหารภาพพจน์ท่ีหลากหลาย
ท้ังนี้เพ่ือให้ผู้รับสารเกิดความซาบซ้ึง เกิดจินตภาพและมีความรู้สึกร่วมตรงตามความ
ปรารถนาของผสู้ ง่ สาร
๒. โวหารภาพพจนม์ กี ่ปี ระเภท อะไรบา้ ง
โวหารภาพพจน์มี ๘ ประเภท ได้แก่ อุปมา อุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน อติพจน์
นามนยั ปรพากย์ สทั พจน์ และสัญลักษณ์
๓. การใช้โวหารภาพพจน์มคี วามสาคัญและจาเป็นตอ่ งานเขียนหรอื ไม่ อย่างไร
การใชโ้ วหารภาพพจนม์ คี วามสาคญั และจาเปน็ ตอ่ งานเขยี นเป็นอย่างมาก เพราะ
ช่วยทาให้ผู้รับสารเกิดความซาบซ้ึง เกิดจินตภาพและมีความรู้สึกร่วมตรงตามความ
ปรารถนา ของผสู้ ่งสารท่ีตอ้ งการส่ือออกมากทางวรรณคดีและวรรณกรรม และเพื่อให้ผู้รับ
สารเกดิ มโนภาพ หรอื เกิดจินตนาการจากการอ่าน
๔๔
บัตรเฉลยแบบทดสอบ
กำรวิเครำะหค์ ณุ ค่ำด้ำนวรรณศลิ ป์
๔๕
เกณฑก์ ำรประเมนิ ใบกิจกรรม
กจิ กรรมที่ ๑.๑ คะแนนเตม็ ๑๐ คะแนน
คะแนนทีไ่ ด้ ....................................
กำรวดั /ประเมนิ ผลกำรเรยี น ไดร้ ะดับ .........................................
คะแนน ๘ – ๑๐ คะแนน ไดร้ ะดับ ดี ผ่าน
คะแนน ๖ – ๗ คะแนน ได้ระดับ พอใช้ ไม่ผา่ น
คะแนน ๐ – ๕ คะแนน ไดร้ ะดบั ปรบั ปรงุ
* นักเรียนต้องไดค้ ะแนนไมต่ า่ กว่า ๖ คะแนน ผ่านเกณฑ์ คะแนนเตม็ ๑๐ คะแนน
คะแนนท่ไี ด้ ....................................
กิจกรรมที่ ๑.๒ ไดร้ ะดบั .........................................
ผา่ น
กำรวัด/ประเมินผลกำรเรยี น ไมผ่ า่ น
คะแนน ๘ – ๑๐ คะแนน ได้ระดับ ดี คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน
คะแนน ๖ – ๗ คะแนน ไดร้ ะดบั พอใช้ คะแนนทไ่ี ด้ ....................................
คะแนน ๐ – ๕ คะแนน ไดร้ ะดบั ปรบั ปรงุ ไดร้ ะดบั .........................................
* นกั เรยี นต้องไดค้ ะแนนไมต่ ่ากว่า ๖ คะแนน ผา่ นเกณฑ์ ผ่าน
ไมผ่ ่าน
กจิ กรรมท่ี ๑.๓
คะแนนเตม็ ๑๐ คะแนน
กำรวัด/ประเมินผลกำรเรยี น คะแนนที่ได้ ....................................
คะแนน ๘ – ๑๐ คะแนน ได้ระดบั ดี ไดร้ ะดบั .........................................
คะแนน ๖ – ๗ คะแนน ไดร้ ะดบั พอใช้ ผา่ น
คะแนน ๐ – ๕ คะแนน ได้ระดับ ปรบั ปรงุ ไม่ผา่ น
* นกั เรียนตอ้ งได้คะแนนไม่ต่ากวา่ ๖ คะแนน ผ่านเกณฑ์
คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน
กจิ กรรมท่ี ๑.๔ คะแนนทไ่ี ด้ ....................................
ไดร้ ะดับ .........................................
กำรวดั /ประเมินผลกำรเรยี น ผ่าน
คะแนน ๘ – ๑๐ คะแนน ได้ระดบั ดี ไม่ผ่าน
คะแนน ๖ – ๗ คะแนน ไดร้ ะดบั พอใช้
คะแนน ๐ – ๕ คะแนน ได้ระดบั ปรับปรงุ คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน
* นักเรียนตอ้ งได้คะแนนไม่ตา่ กว่า ๖ คะแนน ผา่ นเกณฑ์ คะแนนท่ีได้ ....................................
ไดร้ ะดบั .........................................
กิจกรรมท่ี ๑.๕ ผ่าน
ไมผ่ า่ น
กำรวัด/ประเมนิ ผลกำรเรยี น
คะแนน ๘ – ๑๐ คะแนน ได้ระดับ ดี
คะแนน ๖ – ๗ คะแนน ได้ระดบั พอใช้
คะแนน ๐ – ๕ คะแนน ไดร้ ะดบั ปรับปรุง
* นกั เรียนต้องไดค้ ะแนนไม่ตา่ กวา่ ๖ คะแนน ผา่ นเกณฑ์
กจิ กรรมที่ ๑.๖
กำรวัด/ประเมนิ ผลกำรเรยี น
คะแนน ๘ – ๑๐ คะแนน ได้ระดบั ดี
คะแนน ๖ – ๗ คะแนน ได้ระดบั พอใช้
คะแนน ๐ – ๕ คะแนน ไดร้ ะดับ ปรับปรุง
* นักเรยี นตอ้ งไดค้ ะแนนไมต่ ่ากว่า ๖ คะแนน ผ่านเกณฑ์
๔๖
แบบสรุปผลกำรเรยี น
ชดุ กิจกรรมกำรเรียนรทู้ ่ี ๒
เรื่อง กำรศึกษำวรรณคดีพื้นฐำน
ชื่อ – สกุล........................................................ เลขที่............. ชนั้ ม.๖/.........
คะแนนแบบทดสอบก่อนเรยี น
ขอ้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ รวม
คะแนน
คะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน
ข้อ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ รวม
คะแนน
เกณฑ์กำรผำ่ น
แบบทดสอบก่อนเรียน – หลงั เรียน มี ๑๐ ข้อ คะแนนเตม็ ๑๐ คะแนน
คะแนน ๑ – ๓ ระดบั คุณภำพ ควรปรับปรงุ
คะแนน ๔ – ๕ ระดบั คุณภำพ ปำนกลำง
คะแนน ๖ – ๗ ระดับคุณภำพ ดี
คะแนน ๘ – ๑๐ ระดบั คณุ ภำพ ดมี ำก
สรุปผลกำรทำกิจกรรม
ประเมนิ กิจกรรม กิจกรรม กิจกรรม กจิ กรรม กิจกรรม กจิ กรรม แบบทดสอบ แบบทดสอบ รวม ผลการ
ผล ที่ ๑ ท่ี ๒ ท่ี ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ก่อนเรียน หลังเรยี น พฒั นา
เต็ม
ได้
๔๗
บรรณำนุกรม
กระแสร์ มาลยาภรณ์. (๒๕๒๘). มนษุ ยก์ ับวรรณกรรม. พมิ พ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ :
โอเอสปร้นิ ติ้งเฮาส.์
กุหลาบ มลั ลิกะมาส. (๒๕๕๔). วรรณคดีวจิ ำรณ์. พมิ พ์คร้งั ที่ ๑๕. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลัยรามคาแหง.
เนาวรตั น์ พงษไ์ พบลู ย์. (๒๕๔๕). เพยี งควำมเคล่อื นไหว. พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๑๔. กรุงเทพฯ :
ภาพพิมพ.์
เปรมวิทย์ ววิ ฒั นเศรษฐ์. (๒๕๕๔). ควำมร้เู บอ้ื งต้นเก่ยี วกับวรรณคดแี ละวรรณกรรม.
พะเยา : มหาวิทยาลัยพะเยา.
พรรณษา พลอยงาม. (๒๕๕๑). วิเครำะหก์ ำรใช้ภำษำ กลวธิ ีกำรเขียน และโลกทศั น์
ในบทควำมของ นิติภูมิ นวรตั น์ ในหนังสอื พิมพไ์ ทยรัฐ. วิทยานพิ นธ์ ศศ.ม.
(ภาษาไทย) กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์.
เสนีย์ วิลาวรรณ. (๒๕๔๗). กำรเขียน ๒. กรุงเทพฯ : วฒั นาพานชิ .