กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
ชุดฝกึ ทกั ษะการเรียนรกู้ ารอ่านวเิ คราะหว์ รรณคดแี ละวรรณกรรม
ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๖
วเิ คราะหค์ ุณค่าลลี าของวรรณคดี
สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน
กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร
โรงเรียนเฉลมิ พระเกยี รตสิ มเด็จพระศรีนครินทร์ ภเู กต็สำนกั งำนเขตพนื้ ท่กี ำรศกึ ษำมธั ยมศกึ ษำพงั งำ ภเู กต็ ระนอง
เล่มท่ี ๓ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
นายสรุ เชษฐ์ อาจหมนั่
ตาแหน่ง ครู
ก
คำนำ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง การอ่านวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม จัดทาข้ึนเพื่อใช้เป็นสื่อ
ประกอบการเรียนการสอน วิชาภาษาไทย (ท๓๓๑๐๑) ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๖ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้
นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ เก่ียวกับแนวทางการวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมไทย
อันเป็นความรู้พ้ืนฐานในการวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมได้อย่างถูกต้อง และนามา
ประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ จรงิ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ ๓ การวิเคราะห์ลีลาของวรรณคดี เล่มน้ีจัดทาข้ึนเพื่อเป็นสื่อในการ
จัดการเรียนการสอนตามกระบวนการเรยี นรู้แบบ (QSCCS) และสร้างขึ้นเพ่ือให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเอง
ดังน้นั จึงจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเอกสารประกอบการรวบรวมเน้ือหา ซ่ึงชุดกิจกรรมชุดนี้ประกอบด้วย
คาชี้แจง บทบาทครู บทบาทนักเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน บัตรเนื้อหา บัตรกิจกรรม บัตรแบบฝึกหัด
แบบทดสอบหลังเรียน บัตรเฉลยกิจกรรม บัตรเฉลยแบบฝึกหัด บัตรเฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน – หลัง
เรียน
การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุดน้ี ผู้จัดทาได้ศึกษาค้นคว้ารูปแบบการจัดทาจากตาราเอกสาร
ทางวชิ าการต่างๆ ตลอดจนคาแนะนาจากผู้เชี่ยวชาญ ภายในชุดกิจกรรมจัดเรียงลาดับเนื้อหาจากง่าย
ไปหายาก ใช้ภาษาชัดเจนเข้าใจงา่ ย กิจกรรมหลากหลาย และส่งเสริมการคดิ วิเคราะห์แกผ่ ู้เรียน
ผู้จัดทาขอขอบคุณผู้ให้คาปรึกษาแนะนาทุกท่าน ท่ีได้กรุณาตรวจสอบความถูกต้องและให้
คาแนะนาในการจดั ทา ผูจ้ ดทาขอขอบพระคุณในความกรุณาเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ และหวังเป็น
อย่างยิ่งว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอน และนักเรียนที่จะนาไปใช้ในการ
เรยี นการสอน เพอ่ื ไดบ้ รรลเุ ปา้ หมายของหลกั สตู ร ตลอดจนมีเจตคติที่ดตี อ่ การเรียนรู้วชิ าภาษาไทย
สุรเชษฐ์ อำจหมน่ั
สำรบัญ ข
เร่อื ง หน้ำ
คำนำ ก
สำรบญั ข
คำแนะนำกำรใช้ชดุ กิจกรรมกำรเรยี นรู้ ๑
บทบำทครู ๒
บทบำทนักเรียน ๓
แผนผังขั้นตอนกำรเรียนรู้โดยใชช้ ุดกิจกรรมกำรกำรเรยี นรู้ ๔
มำตรฐำนกำรเรียนรู้ / ตวั ชีว้ ดั ๕
จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้ ๖
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น ๘
บัตรเน้ือหาที่ ๓.๑ เร่ือง โวหารการเขยี น ๑๑
๒๑
กิจกรรมท่ี ๓.๑ ศาสตรก์ ารเขียน ๒๒
กิจกรรมที่ ๓.๒ โวหารบอกภาษา กริ ิยาบอกอารมณ์ ๒๔
บตั รเนอื้ หาที่ ๓.๒ เร่อื ง ลลี าการประพนั ธ์ ๒๙
กจิ กรรมที่ ๓.๓ ลีลาวรรณคดี ๓๑
แบบทดสอบหลังเรยี น ๓๔
ภำคผนวก ๔๔
บรรณำนุกรม
๑
คำแนะนำกำรใชช้ ดุ กิจกรรมกำรเรียนรู้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม รายวิชา
ภาษาไทย (ท๓๓๑๐๑) ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ท่ี ๓ การวิเคราะห์ลีลา
ของวรรณคดี ซ่งึ มขี ้นั ตอนดังน้ี
๑. ครูควรศึกษาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกส่วนอย่างละเอียดเพ่ือเตรียมการจัดการ
เรยี นรู้ ตามขน้ั ตอนทกี่ าหนดไว้
๒. ก่อนจดั การเรยี นรู้ ครคู วรตรวจสอบชุดกิจกรรมการเรยี นรู้อีกคร้ัง ว่าอยู่ในสภาพดี
เรียบร้อย
๓. ครใู ห้นกั เรียนศกึ ษามาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ เกณฑ์การ
ให้คะแนน และทาแบบทดสอบก่อนเรียน ซ่ึงเป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ ๔
ตวั เลือก จานวน ๑๐ ข้อ ๑๐ คะแนน ภายในเวลา ๑๕ นาที
๔. เม่ือนักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียนเรียบร้อยแล้ว ครูดาเนินการจัดกิจกรรมการ
เรียนรแู้ บบ ๕ ขัน้ ตอน (QSCCS) คอื
ขน้ั ท่ี ๑ การต้งั คาถาม/สมมตฐิ าน
ขน้ั ที่ ๒ การสบื ค้นความร้แู ละสารสนเทศ
ขัน้ ท่ี ๓ การสร้างองคค์ วามรู้
ขน้ั ท่ี ๔ การสอื่ สารและนาเสนออยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ข้ันที่ ๕ การบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
๕. ชุดกจิ กรรมการเรยี นรูช้ ุดน้ีใช้สาหรับจดั กิจกรรมใหน้ ักเรยี น จานวน ๒ ช่ัวโมง
๖. เม่ือปฏิบัติชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรียบร้อยแล้ว ให้นักเรียนทากิจกรรมทบทวน
ความรู้ และทาแบบทดสอบหลังเรียน
๗. การวัดประเมนิ ผล
๗.๑ สงั เกตพฤติกรรมการปฏบิ ัติกจิ กรรม
๗.๒ ตรวจสอบความถูกตอ้ งของใบกิจกรรมการเรียนรู้
๗.๓ เปรียบเทียบคะแนนจากแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรียน
๗.๔ สรุปผลการทาใบกจิ กรรมการเรียนรู้ และผลการทดสอบกอ่ นเรยี น
และหลังเรยี น
๒
บทบำทของครู
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม รายวิชาภาษาไทย
(ท๓๓๑๐๑) ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๖ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ ๓ การวิเคราะห์ลีลาของวรรณคดี เพ่ือการ
เรียนรู้ท่ีดีมีประสิทธิภาพสูงสุด ครูผู้สอนควรทาความเข้าใจรายละเอียดของชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ให้ชัดเจนและปฏิบตั ติ ามขั้นตอน ดังนี้
๑. ครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยมุ่งพัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้เรียน เน้นผู้เรียน
เป็นสาคญั ตามหลักการ Active Learning
๒. ครูผสู้ อนสร้างบรรยากาศในการเรยี นการสอน กระตุ้น เสริมแรง เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
และพฒั นาตนเองทกุ ๆ ด้าน ตามขีดความสามารถของแต่ละบุคคล
๓. ครูผู้สอนใหน้ กั เรียนศึกษามาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชว้ี ัด จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๔. ครูผู้สอนทดสอบนักเรียนก่อนเรียน โดยใช้ข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก
จานวน ๑๐ ข้อ ๑๐ คะแนน ภายในเวลา ๑๕ นาที
๕. ครูผู้สอนดาเนินกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ๕ ข้ันตอน (QSCCS) โดยให้นักเรียนปฏิบัติชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ตามลาดับ และครูควบคุมเวลาให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมไปตามขั้นตอน โดยให้
ครผู ู้สอนคอยใหค้ าปรกึ ษา คาแนะนา และช่วยเหลือในแต่ละข้ันตอนของกิจกรรม รวมถึงครูผู้สอนสรุป
องค์ความรทู้ ถี่ ูกตอ้ งเพ่มิ เติมให้แก่นักเรยี น
๖. ครูผู้สอนให้นักเรียนลงมอื ทาใบกิจกรรมจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อทบทวนความรู้ และ
ทดสอบหลงั เรยี น
๗. ครูผูส้ อนวัดและประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดที่ ๓
เรอื่ ง การวิเคราะหล์ ลี าของวรรณคดี
๓
บทบำทของนกั เรยี น
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม รายวิชาภาษาไทย (ท๓๓๑๐๑)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ท่ี ๓ การวิเคราะห์ลีลาของวรรณคดี เพื่อการเรียนรู้ท่ีดีมี
ประสิทธิภาพสูงสุด นักเรียนควรทาความเข้าใจรายละเอียดของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ชัดเจนและปฏิบัติตาม
ข้ันตอน ดงั น้ี
๑. นกั เรียนต้องศึกษามาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชว้ี ดั จุดประสงค์การเรียนรู้
๒. นักเรียนอ่านคาสั่งก่อนปฏิบัติตามชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกครั้ง หากมีข้อสงสัยให้สอบถามครูผู้สอน
ก่อนลงมือปฏิบตั ิกจิ กรรม
๓. นกั เรยี นต้องตง้ั ใจปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามเวลาที่กาหนดอย่างเครง่ ครัด โดยมีครเู ปน็ ผ้คู วบคุม
๔. ระหวา่ งปฏิบัตกิ ิจกรรม หากนกั เรียนมขี ้อสงสยั สามารถปรกึ ษาหรือขอคาแนะนาเพิ่มเตมิ จากครูได้
๕. เม่ือนักเรียนปฏิบัติชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรียบร้อยแล้วต้องทาใบกิจกรรมทบทวนความรู้และ
แบบทดสอบหลังเรียน เพ่ือครูผู้สอนจะได้ใช้วัดและประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการ
เรยี นรชู้ ดุ ท่ี ๓ การวเิ คราะหล์ ีลาของวรรณคดี
แผนผงั ข้นั ตอนกำรเรียนรู้ ๔
ศกึ ษำคำแนะนำกำรใช้ชดุ กจิ กรรมด้วยตนเอง ไมผ่ ำ่ นเกณฑ์
ทดสอบกอ่ นเรยี น ประเมนิ ผล
ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตำมขนั้ ตอน (QSCCS) ได้แก่ ผำ่ นเกณฑ์
ขน้ั ที่ ๑ การตง้ั คาถาม/สมมตฐิ าน
ข้ันท่ี ๒ การสืบคน้ ความรแู้ ละสารสนเทศ
ขน้ั ท่ี ๓ การสรา้ งองค์ความรู้
ขั้นที่ ๔ การสอ่ื สารและนาเสนออยา่ งมี
ประสิทธภิ าพ
ขัน้ ที่ ๕ การบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
ทดสอบหลังเรยี น
ศกึ ษำชดุ กิจกรรมกำรเรยี นรูช้ ดุ ต่อไป
๕
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ / ตวั ชีว้ ัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ท ๑.๑ ใช้กระบวนกำรอ่ำนสรำ้ งควำมรู้และควำมคิดเพือ่ นำไปใชต้ ัดสนิ ใจ
แก้ปญั หำในกำรดำเนนิ ชวี ิต และมีนิสัยรักกำรอ่ำน
มำตรฐำน ท ๕.๑ เข้ำใจและแสดงควำมคดิ เหน็ วิจำรณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย
อยำ่ งเห็นคณุ ค่ำ และนำมำประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ จริง
ตัวชว้ี ดั
ท๑.๑ ม.๖/๒ ตีควำม แปลควำม และบรรยำยควำม เร่ืองทอ่ี ่ำนได้
ท๑.๑ ม.๖/๓ วิเครำะห์ และวจิ ำรณเ์ ร่อื งท่ีอ่ำนในทุกๆ ด้ำน อยำ่ งมีเหตุผล
ท๕.๑ ม.๖/๑ วิเครำะห์และวิจำรณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตำมหลักกำรวิจำรณ์
เบ้อื งต้น
ท๕.๑ ม.๖/๒ วิเครำะห์ลักษณะเด่นของวรรณคดีเชื่อมโยงกับกำรเรียนรู้ทำง
ประวตั ิศำสตร์และวิถชี วี ติ ของสังคมในอดีต
ท๕.๑ ม.๖/๔ สังเครำะห์และประเมินคุณค่ำของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐำนะที่
เปน็ มรดกทำงวัฒนธรรมของชำติ
๖
จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้
ด้ำนควำมรู้
๑. วเิ ครำะหล์ ีลำวรรณคดขี องไทยได้
๒. แยกประเภทลีลำของวรรณคดไี ด้
ด้ำนทกั ษะ/กระบวนกำร
๑. อธบิ ำยลลี ำของวรรณคดีในบทประพันธไ์ ด้ถกู ต้อง
๒. อธิบำยโวหำรกำรเขยี นในบทประพนั ธ์ได้
ด้ำนเจตคติ
๑. เห็นคุณค่ำของวรรณคดแี ละวรรณกรรม
๒. ตระหนักเหน็ กำรใช้ภำษำในบทประพนั ธว์ รรณคดีและวรรณกรรม
๗
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
๑. ควำมสำมำรถในกำรสอื่ สำร
- สำมำรถนำควำมรู้ของหลักกำรพิจำรณำวรรณคดีขั้นพื้นฐำน ไปถ่ำยทอด
ตำมควำมคดิ และควำมเข้ำใจของตนเอง โดยใช้ภำษำอย่ำงเหมำะสม ถกู ต้อง
- สำมำรถหำวิธีกำรนำควำมรทู้ ีต่ นมไี ปส่ือสำรไดเ้ หมำะสม และมีประสทิ ธภิ ำพ
๒. ควำมสำมำรถในกำรคดิ
- สำมำรถคิดวิเครำะห์กำรพจิ ำรณำวรรณคดีขัน้ พืน้ ฐำนได้
- มีทกั ษะกำรคิดนอกกรอบอย่ำงสร้ำงสรรค์
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
๑. ใฝ่เรียนรู้
- หมน่ั ศกึ ษำหำควำมรู้ดว้ ยตนเอง
- หมั่นตอบคำถำมในชนั้ เรยี น
๒. มุ่งม่นั ในกำรทำงำน
- ตั้งใจทำใบกจิ กรรมอยำ่ งเตม็ ควำมสำมำรถ
- มุง่ มน่ั ทำใบกจิ กรรมและช้นิ งำน เสรจ็ ตำมเวลำท่กี ำหนด
๓. รักควำมเป็นไทย
- ใช้ภำษำไทยได้ถูกตอ้ ง และเหมำะสม ตลอดจนเหน็ ควำมสำคัญของกำรใชภ้ ำษำ
๘
แบบทดสอบก่อนเรยี น
แบบฝกึ ทกั ษะกำรวิเครำะห์โวหำรภำพพจนใ์ นวรรณคดีและวรรณกรรม
วิชำภำษำไทย ๕ สำหรบั นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษำปีท่ี ๖
ชุดท่ี ๓ เรอ่ื งกำรวเิ ครำะหล์ ีลำกำรประพนั ธ์
คำชแ้ี จง : ใหน้ กั เรียนเลอื กคำตอบทีถ่ กู ต้องท่ีสุดเพยี งคำตอบเดียว และทำเคร่ืองหมำย ลงใน
กระดำษคำตอบ
๑. “เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
น้าคา้ งตกกระเซน็ เย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา
ได้ยนิ เสยี งฆอ้ งยา่ ประจาวงั ลอยลมลอ่ งดังถงึ เคหา
คะเนนับยา่ ยามได้สามครา ดเู วลาปลอดห่วงทักทนิ ”
คาประพนั ธ์ขา้ งตน้ ใชโ้ วหารใดในการประพันธ์
ก. อปุ มาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. พรรณนาโวหาร ง. สาธกโวหาร
๒. “ตกว่ากูหาเปน็ เจ้าชีวติ ไม่ มงึ ถือใจว่าเปน็ เจ้าที่โรงโขน
เปน็ ไมม่ ีอาญาสทิ ธคิ์ ิดดงึ โดน เท่ยี วทาโจรใจคะนองจองหองครนั
เลี้ยงมึงไม่ไดอ้ายใจรา้ ย ชอบแต่เฆ่ียนสองหวายตลอดสัน
แล้วกลบั ความถามข้างวันทองพลัน เออเมื่อมันฉดุ ครา่ พามึงไป”
คาประพนั ธ์ขา้ งต้นใช้ลีลาการประพนั ธต์ ามข้อใด
ก. เสาวรจนี ข. นารีปราโมทย์
ค. พิโรธวาทัง ง. สัลลาปังคพิสัย
๙
๓. “ใจน้องมิใหห้ มองอารมณห์ ม่อม ไม่ตัดใจใหต้ รอมเสนห่ า
ถา้ ตัดรักหกั ใจแล้วไม่มา หม่อมอย่าว่าเลยว่าฉนั ไมค่ นื คดิ ”
คาประพันธ์ขา้ งต้นใช้ลลี าการประพันธ์ตามขอ้ ใด
ก. เสาวรจนี ข. นารีปราโมทย์
ค. พโิ รธวาทัง ง. สลั ลาปังคพิสยั
๔. ผิวน้ำสีขุ่นที่ถูกสำยลมเย็นปลำยเดือนกุมภำพันธ์พัดโชยผ่ำนทำให้น้ำ
เป็นระลอกทยอยเข้ำกระทบฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่ำ ดงดอกหญ้ำริมฝั่งท่ีเห่ียว
แหง้ จนกลำยเป็นสีนำ้ ตำลปะทะลมดงั หวีดหวิว
จำกขอ้ ควำม เป็นโวหำรประเภทใด
ก. พรรณนาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. อปุ มาโวหาร ง. เทศนาโวหาร
๕. ครมู บี ญุ คณุ จะต้องเทิดทูนเอำไวเ้ หนอื เกล้ำ ทำ่ นส่งั สอนเรำอบรมให้เรำไมเ่ วน้
ท่ำนอทุ ศิ ไมค่ ิดถงึ ควำมยำกเยน็ สอนให้รู้จัดเจนเฝ้ำแนะเฝำ้ เน้นมิไดอ้ ำพรำง
จำกเพลง พระคุณที่สำม ของ อรำ่ ม ขำวสะอำด เปน็ โวหำรประเภทใด
ก. อุปมาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. พรรณนาโวหาร ง. เทศนาโวหาร
๖. ลว้ งเหล็กไฟในไกพ็อกออกตตี อ่ ย เหมอื นหิง่ ห้อยแวบวับจบั ชดุ จ้อง
แลว้ เปำ่ ฮดุ ชดุ ติดตำมทำนอง จดุ ฟืนท้งั สองช่วยกันซุก
จากบทละครเร่ือง เงาะป่า พระราชนิพนธใ์ นพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
บทละครทก่ี ำหนด เป็นกำรใช้โวหำรแบบใด
ก. อุปมาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. พรรณนาโวหาร ง. เทศนาโวหาร
๑๐
๗. คาประพันธใ์ นขอ้ ใดใช้รสวรรณคดแี บบเสาวรจนี
ก. พลางเข่นเขี้ยวเคย้ี วกรามคารามร้อง
ข. รปู ก็กากปากไมเ่ ปราะดูเหมาะเหม็ง
ค. ประไพพกั ตร์ลกั ษณ์ล้าล้วนขาคม
ง. นมสองขา้ งอยา่ งกระโปรงดูโตงเตง
๘. คาประพนั ธใ์ นขอ้ ใดใชร้ สวรรณคดีแบบสลั ลาปังคพสิ ัย
ก. “นางผเี ส้ือเหลือโกรธโลดทะลึ่ง โตดังหนึง่ ยุคุนธร์ขนุ ไศล”
ข. “ประไพพกั ตร์ลกั ษณ์ลา้ ล้วนขาคม ทง้ั เนอื้ นมนวลเปลง่ ออกเตง่ ทรวง”
ค. “พระฟังคานา้ เนตรลงพรากพราก คดิ ถึงยากยามวิโยคยงิ่ โศกศัลย์”
ง. “พระโฉมยงองค์อภัยมณนี าถ เพลินประพาสพิศดูหม่มู ัจฉา”
๙. “คนผู้ใดจากแต่นรกมาเกิดนั้น เม่ือคลอดออกตนกุมารน้ันร้อน เมื่อมันอยู่
ในท้องแม่นั้น ย่อมเดิอดเนื้อร้อนใจและกระหนกระหาย อีกเนื้อแม่น้ันก็พลอย
ร้อนดว้ ยโสด”
ขอ้ ควำมนใ้ี ช้กลวธิ กี ำรเขียนแบบใด
ก. พรรณนาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. การแสดงทัรรศนะ ง. อุปมาโวหาร
๑๐. “มีจุดประสงค์ให้ผรู้ บั สำรรู้เร่อื งรำวทเี่ กิดข้ึนวำ่ ดำเนนิ หรอื คลี่คลำยอยำ่ งไร”
ข้อควำมข้ำงต้นมีควำมหมำยตรงกบั ขอ้ ใด
ก. การอธิบาย ข. การบรรยาย
ค. การพรรณนา ง. การเทศนา
๑๑
บตั รเน้อื หำท่ี ๓.๑
โวหำรกำรเขียน
โวหำร หมำยถึง ถ้อยคาที่ใช้ในการสื่อสารที่เรียบเรียงเป็นอย่างดี มีวิธีการ
มีชั้นเชิงและศิลปะ เพ่ือส่ือให้ผู้รับสาร รับสารได้อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจนและลึกซ้ึง
รับสารไดต้ ามวัตถปุ ระสงค์ของผู้ส่งสาร
ประเภทของโวหำร
๑. บรรยำยโวหำร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเร่ืองราวต่างๆ
ตามลาดับเหตุการณ์ มุ่งความชัดเจน เขียนตรงไปตรงมา รวบรัดในการเขียน
ท่ัวๆ ไป มักใช้บรรยายโวหาร เพราะเหมาะในการติดต่อส่ือสารเนื่องจาก
สานวนประเภทนมี้ ุง่ สาระเขียนอย่างสั้นๆ ไดค้ วามชัดเจน
บรรยำยโวหำร เลา่ เหตกุ ารณเ์ รอื่ งราว เลา่ เรื่องก่อนเก่า เล่าความเป็นไป
ประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องชาติไทย นทิ าน นิยาย พงศาวดาร เล่าเรื่องความคิด
เลา่ เรอื่ งปรศิ นา เลา่ ความเป็นมา เล่าความเปน็ ไป
กลอนช่วยจำบรรยำยโวหำร
บรรยำยโวหำรเหตกุ ำรณ์เร่ืองเล่ำ เรอื่ งใหม่เรอ่ื งเก่ำนำมำขยำย
ประวัติศำสตร์ นทิ ำน นิยำย กอ่ นจะสญู หำยบรรยำยเรือ่ งรำว
ขน้ั ตอนวธิ ีแนวคดิ ศกึ ษำ เรียงรอ้ ยภำษำเพอื่ จะสบื สำว
ควำมหมำยของฉนั เร่ืองสั้นเรือ่ งยำว เขียนหรือบอกกล่ำวให้เขำ้ ใจกนั
หลักกำรเขียนบรรยำยโวหำร ๑๒
๑. เร่ืองทเี่ ขียนตอ้ งเปน็ เรื่องจริง ผู้เขียนควรมีความรูเ้ ก่ียวกบั เรื่องทจี่ ะเขียน
๒. เลือกเขยี นเฉพาะสาระสาคญั ไมเ่ นน้ รายละเอียด แตใ่ หเ้ ขียนตรงไปตรงมา
๓. ใช้ภาษาให้เข้าใจง่าย หากต้องการจะกล่าวให้ชัดอาจใช้อุปมาโวหารและสาธก
โวหารเข้าช่วยไดบ้ ้าง แตต่ ้องไม่มากจนสว่ น ทีเ่ ป็นสาระสาคัญกลายเปน็ ส่วนด้อยไป
๔. เรียบเรยี งความคดิ ให้ตอ่ เนื่อง และสัมพนั ธก์ นั
ตัวอย่ำงบรรยำยโวหำร
อันเกาะแก้วพสิ ดารสถานนี้ โภชนาสาลีก็มีถม
แต่คราวหลัวคร้งั สมทุ รโคดม มาสร้างสมสิกขาสมาทาน
เธอทาไร่ไว้ที่ริมภูเขาหลวง ครั้นแตกรวงออกมาเลา่ เป็นข้าวสาร
ได้สืบพืชยดื อยู่แต่บูราณ คิดอา่ นเอาเดยี วมาเหลียวไป
( พระอภยั มณี : สุนทรภู่ )
“ฉันยืนต้นอยู่ในป่าลึก ฉันมีลาต้นสูงใหญ่ กิ่งก้านใบแน่นหนาและแผ่
กว้าง แสงอาทิตย์ ไม่อาจส่องลอดได้ เบื้องล่างจึงร่มรื่น ลาธารน้อยๆ ไหลผ่าน
ใกล้ลาต้นฉันไป น้าในลาธาร ใสจนเห็นกรวดทราย ท้องธารและปลาว่ายเวียน
ทุกวันจะมีสัตว์ป่านานาชนิดมากินน้า ที่ลาธารสายน้ี บางตัวจะอาศัยใต้ร่มใบ
ของฉนั นอนหลับอย่างเป็นสขุ
(จาก ฉันคือตน้ ไม้ ของไมตรี ลมิ ปชิ าต)ิ
มม้ิ คือ ผง้ึ ชนิดเลก็ รงั โตขนาดจานข้าว ชอบจับอยู่ตามกอไผ่และป่าละเมาะ
รก ๆ คอนท่ีม้ิมจับจะไม่โตเกินนิ้วมือ มันจะพอกน้าหวานไว้รอบคอน ใต้คอน
ทารังต่อย้อยลงมาสาหรับเป็นท่ีเกิดของตัวอ่อน ตัวมิ้มจับหุ้มรังจนแน่นมองไม่
เหน็ รังสเี หลืองข้างใน ปกติมันจะเกาะกันน่ิงเงียบเหมือนไม่มีชีวิต มองเห็นเป็นสี
ดาเลื่อม แต่ถ้ามีอะไรไปรบกวน ตัวม้ิมจะไหวตัวยั้วเย้ีย บ้างเตรียมออกจากรัง
เพอ่ื ตอ่ สู้และปอ้ งกัน
( เรื่อง เรือ่ งสัน้ ชนบท ของ นิมติ ร ภูมิถาวร )
๑๓
๒. พรรณนำโวหำร คือ โวหารที่กล่าวถึงความงามของธรรมชาติ สถานท่ี หรือ
ความรู้สึกนึกคิดอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความซาบซ้ึง และเกิดอารมณ์ความรู้สึก
คล้อยตาม โดยใช้ถ้อยคาที่มีความไพเราะ และความหมายท่ีลึกซึ้ง น่าสนใจ ให้ผู้อ่าน
ประทับใจ
พรรณนำโวหำร นั้นก็เรื่องเล่า ความรู้สึกก่อนเก่า สอดแทรกความนัย อารมณ์
ซาบซ้ึงถึงความในใจ ถ่ายทอดออกไป เพ่ือระบายอารมณ์ พรรณนาให้เห็น ภาพเป็น
อยา่ งไร นา้ ตารินไหล อกใจขน่ื ขม
ขอ้ ควำมทยี่ กขน้ึ เปน็ พรรณนำโวหำร มีดังนี้คอื
๑. ยอพระเกียรติ คือ พรรณนายกย่องเกียรติคุณต่างๆ เช่น ชมบ้านเมืองว่ามีปราสาท
ราชฐานงามสง่า มปี อ้ มกาแพงแข็งแรง ชมพระเจ้าแผ่นดินว่าทรงทศพิธราชธรรมมีพระเดช
ปราบศตั รรู าบคาบ ชมฝงู ชา่ งตา่ งๆ ชมรูปลกั ษณะ เช่น ชมความงามของสตรี
๒. ภูมิประเทศ เช่น ราพันถึงสถานท่ีอยู่ว่า อยู่ท่ีไหนติดต่อกับอะไร มีสระ มีสวน มีตึก
เป็นอยา่ งไร หรอื ราพนั ถึงปา่ มตี น้ ไม้ มเี ขา มีลาธาร ฯลฯ
๓. ความคิดต่างๆ เช่น ราพันถึงความรัก ความโศกเศร้าความพยาบาท หรือราพันถึง
กิจการทเี่ คยทามาตา่ งๆ นานา
กลอนช่วยจำพรรณนำโวหำร
พรรณนำโวหำรเหตุกำรณ์เรอื่ งเลำ่ สอดแทรกเรอ่ื งเกำ่ สนุกสขุ สันต์
สุดแสนซำบซ้ึงสุดแสนตืน้ ตนั เร่อื งทมี่ ันมนั เลำ่ สู่กนั ฟงั
เรื่องทเี่ ศรำ้ โศกสลดหดหู่ เร่ืองทีแ่ อบรมู้ ำแต่หนหลัง
เร่ืองที่แสนเศรำ้ ปวดเร้ำใจจงั ไร้ซง่ึ ควำมหวงั มำน่งั ขอพร
๑๔
ตัวอย่ำงพรรณนำโวหำร
เสียงนา้ ใสไหลเยน็ กระเซน็ เซาะ ซัดแกง่ เกาะคล่ืนเกลียวเล้ยี วซ้ายขวา
สดุ แนวหนิ กไ็ หลรนิ ตกลงมา สธู่ าราเบ้ืองล่างอยา่ งงดงาม
สายนา้ สวยรวนรนิ เป็นฟองคลื่น ละอองชน้ื สาดไปไกลเกินหา้ ม
ตอ้ งแสงทองทีส่ าดสอ่ งเป็นรุง้ งาม ทกุ เมือ่ ยามนา้ ไม่เคยเหอื ดแหง้ ไป
เขาใช้แขนยันพ้ืนดิน อาการเหน่ือยอ่อน กล่ินน้าฝนบนใบหญ้าและกล่ินไอ
ดินโซนเขา้ จมูกวาบหวิว อยากให้มีใครซักคนผ่านมาพบ เพ่ือพาเขากลับไปหาหมอ
ในหมบู่ ้าน มดหลายตวั เดนิ สวนขบวนผ่านไปมา มันไม่มีทีท่าจะสนใจเขาเลยแม้แต่
น้อย เขามองดูมันอย่างเล่ือนลอยทาไมมัน จึงเฉยเมยกับฉัน มันคงรู้แน่ ฉันอยาก
ให้มันเป็นคนจริงๆ ฉันจะต้องกลับบ้านให้ได้ เขาคิดพลางเหม่งมองดูยอดสนของ
หมู่บ้าน หาดเสี้ยวเห็นอยู่ไม่ไกล ดวงอาทิตย์สีแดงเข้มกาลังคล้อยลงเหนือยอดไม้
ทางทิศตะวันตก
(นิคม รายวา : คนบนต้นไม้)
สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลบั พรรณ
ช่อฟ้าตระการกลจะหยนั จะเยาะยว่ั ทิฆัมพร
บราลพี ลิ าศศุภจรูญ นภศูลประภัสสร
หางหงส์ผจงพิจติ รงอน ดุจกวักนภาลยั
(สามัคคีเภทคาฉนั ท์ : ชิต บุรทัต)
๑๕
๓. เทศนำโวหำร เป็นโวหารที่แสดงการส่ังสอน หรือชักจูงให้ผู้อ่านเห็นคล้อย
ตาม ชี้แนะคุณและโทษสิ่งที่ควรปฏิบัติ หรือแสดงทัศนะในข้อสังเกต ในการเขียนผู้เขียน
ตอ้ งใช้ เหตผุ ลมาประกอบใหผ้ ู้อา่ นเกดิ ความเชือ่ มน่ั เกิดความรู้สึกดว้ ยตนเอง
เทศนำโวหำร น้ันคือคาสอน ดีด้อย จุดอ่อนเอามาเปิดเผย คาดุ คาด่า คาว่า
เปรยี บเปรย ยกมาเอ้ือนเอ่ยมิใหเ้ สยี คน แม่ดุ ครูว่า แต่เพื่อนด่าไม่ใช่ ขาดความจริงใจ
เพราะสอดใส่อารมณ์
หลกั กำรเขียนเทศนำโวหำร
การเขียนเทศนาโวหารต้องใช้โวหารประเภทต่าง ๆ มาประกอบ ท้ังน้ีเพ่ือให้
ใจความชัดเจนแจ่มแจ้ง มีท้ังความหลักและความรองเป็นที่เข้าใจจนเกิดความรู้สึกนึก
คิดคล้อยตามผู้เขียน หากเป็นการแสดงความคิดเห็นควรอธิบายท้ังด้านท่ีเป็นประโยชน์
และโทษ หรือแสดงเหตุและผลการเขียนเทศนาโวหาร ผู้เขียนต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่อง
ท่ีเขียนเป็นอย่างดี สามารถอธิบายอย่างชัดเจน ทั้งควรพรรณนาให้เกิดความเข้าใจ
อยา่ งลกึ ซ้ึง ตอ้ งรจู้ กั ใช้เหตผุ ล และหลกั ฐานสนับสนนุ ความคิด
กลอนช่วยจำเทศนำโวหำร
เทศนำโวหำรกำรส่ังสอน ชแ้ี นะกอ่ นมใิ ช่ให้เหลือขอ
ยกเหตผุ ลมำพรำ่ ย้ำใหพ้ อ อย่ำนะพ่อลูกอยำ่ ดว้ ยปรำณี
ชถี้ ูกผดิ ใหค้ ิดให้วิเครำะห์ เพื่อบ่มเพำะให้หยิง่ เรอ่ื งศักด์ิศรี
คอยเขม้ งวดกวดขนั ถงึ เฆ่ียนตี ใหร้ ูด้ รี ู้ช่ัวรตู้ วั ตน
๑๖
ตัวอย่ำงเทศนำโวหำร
บดั เดย๋ี วดงั หงา่ งเหงง่ วงั เวงแว่ว สะดุ้งแลว้ เหลียวแลชะแงห้ า
เหน็ โยคขี ีร่ งุ้ พ่งุ ออกมา ประคองพาข้ึนไปจนบนบรรพต
แลว้ สอนวา่ อยา่ ไวใ้ จมนษุ ย์ มันแสนสดุ ลึกล้าเหลอื กาหนด
อนั เถาวัลยพ์ ันเกี่ยวทเ่ี ลีย้ วลด ก็ไมค่ ดเหมอื นหนง่ึ ในน้าใจคน
พระอภยั มณี : สุนทรภู่
"...อย่าได้ถือตัว ว่าตัวเป็นลูกเจ้าแผ่นดิน พ่อมีอานาจย่ิงใหญ่อยู่ใน
บ้านเมือง ถึงจะเกะกะไม่กลัวเกรงข่มเหงผู้ใด เขาก็คงจะมีความเกรงใจพ่อไม่ต่อสู้
ฤาไม่อาจฟ้องร้องว่ากล่าว การซึ่งเชื่อใจดังน้ันเป็นการผิดแท้ทีเดียว เพราะความ
ปรารถนาของพ่อไม่อยากจะให้ลูกมีอานาจที่จะเกะกะอย่างน้ันเลย เพราะรู้เป็นแน่
ว่าเม่ือรักลูกเกินไป ปล่อยให้ไม่กลัวใครและประพฤติการชั่วดังนั้น คงจะเป็นโทษ
แก่ตัวลูกน่ันเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพราะฉะนั้นจงรู้เถิดว่า ถ้าเมื่อได้ทา
ความผิดเม่ือใด จะได้รับโทษโดยทันที การที่มีพ่อเป็นเจ้าแผ่นดินนั้น จะไม่เป็น
การช่วยเหลอื อุดหนนุ แก้ไขอนั ใดได้เลย
(พระบรมราโชวาท : พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั )
ประการหน่ึงซึ่งจะเดนิ ดาเนินนาด คอ่ ยเย้ืองยาตรยกย่องไปกลางสนาม
อย่าไกวแขนสุดแขนเขาหา้ มปราม เสงยี่ มงามสงวนไวแ้ ตใ่ นที
อย่าเดนิ กรายยา้ ยอกยกผ้าหม่ อยา่ เสยผมกลางทางหว่างวิถี
อย่าพดู เพอ้ เจอ้ ไปไม่ส้ดู ี เหยา้ เรอื นมกี ลบั มาจงึ หารือ
(สุภาษิตสอนหญิง : สุนทรภู่)
๑๗
๔. สำธกโวหำร คือ โวหารท่ียกตัวอย่างมาประกอบข้อความ เรื่องราวให้เข้าใจ
แจ่มแจ้งย่ิงขึ้น อาจเป็นการกล่าวอ้างถึงเร่ืองจริง นิทานท่ีเป็นท่ีรู้จักกันดีมาประกอบก็ได้
เช่น เมื่อจะกล่าวถึงการตามใจลูก จนเสียคน ก็จะนานิทานเร่ืองสอนลูกให้เป็นโจรมา
ประกอบ
สำธกโวหำร นนั้ ก็เร่อื งเลา่ อา้ งองิ เรอื่ งเกา่ เป็นอุทาหรณ์ เหตุท่ขี าหัก เพราะลัก
รถไปซง่ื เขาติดคกุ จริงๆ เพราะไมเ่ ชื่อฟงั คาใคร
กำรเขียนสำธกโวหำร
๑. การเขียนสาธกโวหารจะเขียนควบคู่กับเทศนาโวหาร หรือบรรยายโวหาร
โดยการยกตวั อย่างประกอบ
๒. ตวั อย่างทยี่ กมาประกอบตอ้ งสอดคล้องสัมพนั ธ์กบั เนื้อความในเทศนาโวหาร
หรือบรรยายโวหา
๓. ต้องยกตัวอย่างชัดเจนใช้ถ้อยคาง่าย และควรสรุปหลังจากยกตัวอย่าง
ประกอบแลว้ ใหเ้ หน็ ความสาพันธ์ของเทศนาโวหารกับสาธกโวหารหรือบรรยายโวหาร
กับสาธกโวหาร
กลอนช่วยจำสำธกโวหำร
สำธกโวหำรเหตกุ ำรณ์เร่ืองเลำ่ อำ้ งอิงเร่ืองเก่ำเป็นอทุ ำหรณ์
สอนแล้วไมจ่ ำมำทำอำวรณ์ เหตเุ กิดคร้ังกอ่ นน่ำจะฝงั ใจ
“สมแลว้ ขำหักลกั รถไปชิ่ง” “มันเปน็ เรอ่ื งจริงไม่ตอ้ งสงสยั ”
“เป็นเด็กเลย้ี งแกะเลยไปกนั ใหญ่” “ปำกกลำ้ มอื ไว โธ่! ไมน่ ำ่ เลย”
๑๘
ตัวอยำ่ งสำธกโวหำร
คือรปู รสกลนิ่ เสยี งไมเ่ ท่ยี งแท้ ยอ่ มเฒ่าแกเ่ กิดโรคโศกสงสาร
ความตายหน่งึ พึงเห็นเป็นประธาน หวังนพิ พานพน้ ทุกข์สุขสบาย
ซง่ึ บา้ นเมืองเคอื งเข็ญถงึ เช่นนี้ เพราะโลกียต์ ณั หาพาฉิบหาย
อันศีลหา้ วา่ อยา่ ทาใหจ้ าตาย จะตกอบายภูมิขุมนรก
จำกตวั อย่ำง โยคเี ทศนำทหำรทพั ลังกำและเมืองผลึกในเร่ืองพระอภยั มณี
มีผ้หู ญิง สองคนชอื่ หมี และ เหมยี ว เขาทางานอยู่ทบี่ ริษัทเดียวกัน วันหน่ึง
แมวไดเ้ หน็ หมี นาเงินของบรษิ ทั มาใช้ เม่ือหมีรูเ้ ขา้ จึงขอรอ้ งให้แมวอย่านาเรื่องน้ีไป
บอกเจ้านาย แมวจึงขอส่วนแบ่งจากเงินที่ได้มาเพ่ือเป็นค่าปิดปาก จากน้ันแมวกับ
หมีก็ได้ร่วมมือกันโกงเงินของบริษัท เม่ือเจ้านายตรวจบัญชีดูจึงเรียกทั้งสองคนมา
ถาม แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ต่อมาไม่นานเม่ือเจ้านายรู้ความจริงว่าท้ังสอง
ร่วมมอื กนั โกงเงนิ บริษทั จึงไดไ้ ลท่ ้ังสองคนออกจากบริษทั
จำกตวั อย่ำง คนอยำ่ งเขำสองคนเรียกว่ำไก่เห็นตนี งู งเู ห็นนมไก่
ถ้าเธอไม่อยากอยู่กับฉันจริงจริง ยินยอมทุกสิ่ง ให้เธอท้ิงไป ฉันขอแค่
เพียงให้เวลาหน่อยได้ไหม อยากเล่านิทานให้ฟัง ชาวนาคนหนึ่งมีชีวิตลาพัง ไป
เจองูเห่ากาลังใกล้ตายสงสาร จึงเก็บเอามาเล้ียงโดยไม่รู้ สุดท้ายจะเป็น
อยา่ งไร คอยดูแลด้วยความจริงใจ ห่วงใย และคอยให้ความรักเป็นกังวลว่ามันจะ
ตาย เฝ้าคอยเอาใจทุกอย่าง แต่สุดท้ายชาวนาผู้ชายใจดี ด้วยความ ท่ีเขาไว้ใจ
น่าเสยี ดายกลับตอ้ งตาย ด้วยพิษงู นิทานมนั บอกใหย้ อมรับความจริง ว่ามีบางส่ิง
ไม่ควรไว้ใจ อะไรบางอยา่ งทท่ี าดซี ักแค่ไหน ไมเ่ ชื่อง ไม่รัก ไมจ่ รงิ
(สฟี า้ : ชาวนากบั งเู หา่ )
๑๙
๕. อุปมำโวหำร คือ การใช้โวหารเปรียบเทียบ ประกอบข้อความ เพ่ือให้ผู้อ่าน
เข้าใจชัดเจนยิ่งข้ึน ทาให้เข้าใจเร่ืองราวได้แจ่มแจ้ง การใช้อุปมาโวหารน้ีมีลักษณะ
การใชห้ ลายลกั ษณะ
ก. เปรยี บเทยี บส่งิ ทเ่ี หมือนกันสองส่ิง มกั มคี าว่า เหมือน ดุจ คล้าย เปรียบอย่าง
ดัง ฯลฯ เป็นตัวเช่ือมคาอุปมาอุปไมยให้สอดคล้องกัน (อุปไมย แปลว่า ท่ีกล่าวก่อน
อุปมา แปลว่า ทก่ี ลา่ วเปรียบ) เช่น ดีใจเหมอื นได้แก้ว, เล่าปีด่ ใี จเหมอื นปลาได้น้า
ข. เปรียบเทียบโดยการโยงความคิดจากสิ่งหนึ่งไปยังส่ิงหนึ่ง เป็นการเปรียบ
โดยนัย ต้องอาศัยการตีความประกอบ ครูเหมือนเรือจ้าง, ชาวนาเป็นกระดูกสันหลัง
ไทยทง้ั ชาติ
ค. เปรียบเทียบโดยการซ้าคา จะมารักเหากว่าผม จะมารักลมกว่าน้า จะมารัก
ถ้ากวา่ เรือน จะมารกั เดือนย่งิ กวา่ ตะวนั จะมารักตัวออกเฒ่าย่งิ กว่าตัวเองเลา่
ง. เปรียบเทียบโดยการยกตัวอย่างประกอบ เช่น พระราชา ๑ หญิง ๑ ไม้เลื้อย
๑ ย่อมรักผ้คู นและสงิ่ ที่อยใู่ กล้ ๆ
จ. เปรียบความขัดแย้งหรือเปรียบสิ่งท่ีอยู่ตรงกันข้าม คือ การนาสิ่งท่ีตรงกัน
ข้าม มาเปรียบกัน เช่น เปรียบน้ากับไฟ ดินกับไฟ อิเหนากับจรกา รักยาวให้บั่น
รกั สั้นใหต้ ่อ
ฉ. เปรียบเทยี บโดยใชช้ ือ่ เทยี บเคยี ง เช่น ปากกามีอานาจกว่าคมดาบ, จากเปล
ไปถงึ หลุมฝังศพ
อุปมำโวหำร น้ันก็เรื่องเล่า สุภาษิต สานวนเก่าเอามาเปรียบเปรย ว่าดุจ ว่า
คล้าย ว่าได้ ว่าเหมือน เปรียบเทียบเพื่อเตือนมิใช่เฉลย วัวสันหลังหวะ เด๋ียวจะท้อง
ป่อง สานวนสอดคล้องส่งิ ทเี่ ราคุ้นเคย
กลอนช่วยจำอปุ มำโวหำร
อุปมำโวหำรเปน็ กำรเล่ำ แลว้ หยบิ เอำสำนวนมำเฉลย
สุภำษติ คำคมมำเปรียบเปรย แลว้ เอื้อนเอ่ยกลำ่ วอ้ำงหวังเตือนใจ
ว่ำ “รกั ยำวให้บน่ั สั้นให้ต่อ” “เด็กเหลือขอใครหรืออยำกปรำศรัย”
“น้ำพง่ึ เรือเสอื พ่ึงปำ่ พงไพร” “เหมือนลกู ไมย้ ำมหล่นไม่พ้นกอ”
๒๐
ตัวอย่ำงอปุ มำโวหำร
อสุรผี ีเสื้อเหลอื จะอด เเคน้ โอรสราวกบั ไฟไหมม้ ังสา
ช่างหลอกหลอนผ่อนผนั จานรรจา เเมน้ จะวา่ โดยดีมเิ หน็ ฟัง
( พระอภัยมณี ตอน หนนี างผีเสื้อ ของสนุ ทรภู่)
…ดังน้ีเจ้าจะเห็นได้ว่าเมียท่ีพ่อจัดหาให้มีตระกูล สมชาติ สมเชื้อกันดี เพราะ
ตระกูลของเราก็มั่งมี มีคนนับหน้าถือตา ญาติพี่น้องทั้งฝ่ายบิดามารดาของนางก็
บริบูรณ์ รูปร่างงามหาตาหนิมิได้ ผมดาราวกับแมลงผ้ึง หน้าเปล่งปลั่งดั่งดวงจันทร์
เนตรประหนึ่งตากวาง จมูกแม้นดอกงา ฟันเทียบไข่มุก ริมฝีปากเพียงผลตาลึงสุก
เสียงหวานปานนกโกกิลา ขาคือลากล้วย เอวเหมาะเจาะไม่อ้วนเกิน เวลาย่างเดิน
แคล่วคลอ่ งมีสงา่ เสมอชา้ งทรง เพราะฉะน้ันเจ้าจะหาทางตาหนิขัดข้องมไิ ด้เลย...
(เสถียรโกเศศ : กามนติ )
ถา้ แม้เจ้าอาลัยอยู่ด้วยลูกจริงๆ เหมือนวาจา ก็จะรีบกลับเข้ามาแต่ว่ีวันไม่
ทันรอน เออนี่เจ้าเท่ียวพเนจรนอนตามสนุกใจ ชมนกชมไม้ในไพรวัน สารพันก็
มี ท้ังฤๅษีสิทธ์ิวิทยาธรคนธรรพ์ เทพารักษ์ผู้มีพักตร์อันเจริญ เห็นแล้วก็น่า
เพลิดเพลินไม่เมินได้ หรือเจ้าปะผลไม้ประหลาดรสสดสุกทรามเสวยไม่เคยกิน
เจา้ ฉวยชมิ ชอบลนิ้ กห็ ลงฉันอยู่จ่ึงช้าอุปมาเสมือนหนึ่งภุมรินบินวะวินว่อน เที่ยว
ซับซาบเอาเกสรสุคนธมาเลศ พบดอกไท้อันวิเศษต้องประสงค์หลงเคล้าคลึงรส
จนลืมรัง เข้าเถื่อนเจ้าลืมพร้าได้หน้าแล้วลืมหลังไม่แลเหลียวเที่ยวทอดประทับ
มากลางทาง (มหาเวสสนั ดรชาดก กัณฑ์ชูชก : เจ้าพระยาพระคลัง หน)
๒๑
กิจกรรมท่ี ๓.๑
คำช้แี จง : จบั คเู่ ตมิ อกั ษรให้เหมำะสมกับข้อควำม
ก บรรยำยโวหำร ข พรรณนำโวหำร
................ ๑. ขณะพวกเราเดนิ กลบั มาตามเส้นทางสายเดิม จะพบร่องลาธารเตม็ เป่ยี มไปดว้ ยน้า
สายน้าขนาดเล็กหลายร้อยสายรวมกนั ลงสู่แม่นา้ แควใหญ่
................ ๒. แมป่ ายไหลอ้อยอิงมมี นต์เสนห่ ์ น้าค้างกลัน่ ตวั หยดลงพนื้ หญ้าเขียวขจี จนเปยี ก
ชืน้ ช่ืนฉา่
................ ๓. เชา้ แล้วแวว่ เสียงไกข่ นั เจอื้ ยแจว้ มาจากภเู ขาไกลๆ แถบชายปา่
................ ๔.
เรอื สาราญทอ่ งเท่ยี วขนาดใหญจ่ อดอย่เู หนือนา้ โคลงไปมาตามแรงกระทบของ
................ ๕. คลนื่ และลม
เบอ้ื งหน้าชวี ติ มนษุ ยค์ ิดเปรยี บไดด้ จุ ดังสถานรกเรียวหนาม หรือความมืดพงึ ดูเถิด
................ ๖. เรายังต้องไต่เตาะแตะไต่เต้าตอ่ ไป
................ ๗. ตวั เราเอ๋ยแสนอาภัพอบั ปญั ญา ตอ้ งบากหน้ารบั กรรมทท่ี านน้ั
................ ๘. แผ่นดินทง้ั หม่บู า้ นกาลงั อ่ิมเอบิ นกเป็นรอ้ ยๆ เรม่ิ รอ้ งเพลงเพรยี กอยูต่ ามยอดไม้
................ ๙.
ขา้ หลวงนุ่งซน่ิ ไว้ผมมวย แตง่ กายอย่างชาวเหนอื พูดภาษาเมอื งเหนอื ทง้ั ตาหนกั
................ ๑๐. มะขามเปร้ยี วกเ็ ขียวพรึ่บ ตา่ งกพ็ ากนั หยั่งรากลึกตอนทด่ี นิ ยังออ่ น แล้วม้วนตัว
อายๆ ข้นึ มาชเู ม็ดเปิด เหมือนมีปกี
ทุกแม่นา้ ลาคลองท้องถนน ประชาชนคือเจา้ ของตอ้ งรกั ษา
สะอาดไว้ไร้ขยะจะงามตา พน้ โรคาอากาศดีเป็นศรเี มือง
๒๒
กจิ กรรมที่ ๓.๒
คำชีแ้ จง : ใหน้ ักเรยี นอำ่ นบทประพันธท์ ี่กำหนดแล้ววิเครำะห์คณุ ค่ำดำ้ นวรรณศิลป์
โดยเติมข้อความในช่องว่างตามประเด็นต่อไปนี้
ก ข ค งจ
บรรยำย พรรณนำ
สำธก เทศนำ อุปมำ
๑. ป่วยกล่ำวอะไรสูง นรสูงประเสรฐิ ครัน ......................................
ฤำสรรพสัตว์อัน เฉพำะมชี ีวีครอง
แมม้ ำกผกิ ิง่ ไม้ ผิวใครจะใคร่ลอ
มดั กำกระนนั้ ปอง พลหักก็เต็มทน
๒. ณ วันหนึง่ ลถุ งึ กำ ลศกึ ษำพชิ ำกร ......................................
กุมำรลจิ ฉวีวร เสดจ็ พร้อมประชมุ กนั
ตระบัดวัสสกำรมำ สถำนรำชเรียนพลัน
ธ แกล้งเชิญกุมำรฉัน สนทิ หน่งึ พระองคไ์ ป
๓. ควรชนประชุมเชน่ คณะเป็นสมำคม ......................................
สำมคั คปิ รำรม ภนิพทั ธรำพงึ
ไป่มกี ็ให้มี ผวิ มกี ค็ ำนงึ
เน่ืองเพ่อื ภยิ โยจงึ จะประสบสขุ ำลัย
๒๓
๔. เลห่ เ์ ล่ือนชะลอดุสติ ฐำ นมหำพมิ ำนรมย์
มำรังสฤษฎ์พศิ นยิ ม ผิจะเทียบก็เทียมกนั
...................................... สำมยอดตลอดระยะระยับ วะวะวบั สลบั พรรณ
ชอ่ ฟำ้ ตระกำรกลจะหยัน จะเยำะยว่ั มฆิ มั พร
...................................... ๕. ข่ำวเศิกเอิกอึง ทรำบถึงบัดดล
ในหม่ผู คู้ น ชำวเวสำลี
แทบทุกถิน่ หมด ชนบทบรู ี
อกส่นั ขวัญหนี หวำดกลัวท่วั ไป
๒๔
บัตรเน้ือหำท่ี ๓.๒
ลีลำกำรประพันธ์
ลลี ำกำรประพันธ์ คือ เปน็ ท่วงทานองทีส่ าคัญในการแต่งคาประพันธ์ และความ
นิยมในความงามของคาประพนั ธ์อันเป็นเคร่ืองยงั ให้เกิดความสะเทอื นอารมณ์ให้ดเี ด่น
ทาใหผ้ ู้อา่ นเกิดอารมณแ์ ละความรสู้ ึกตา่ งๆ คลอ้ ยตามไปดว้ ย ไดแ้ ก่ ความสุข ความ
เบิกบานใจ ความพอใจ และความอม่ิ เอบิ ใจ
ประเภทของลีลำกำรประพนั ธ์
๑. เสำวรจนี เป็นลีลาที่ใช้แต่งชมความงาม ชมโฉม ชมความงามของ
สถานท่ี ชมความงามของธรรมชาตกิ ็ได้ ดงั เช่น
บทชมโฉมนางเงือก ซึ่งติดตามพ่อแม่มาเพื่อพาพรอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ
สมุทร
พงศ์กษัตรยิ ท์ ศั นานางเงือกน้อย ดูแช่มชอ้ ยโฉมเฉลาทง้ั เผา้ ผม
ประไพพกั ตรล์ ักษณล์ า้ ลว้ นขาคม ทง้ั เน้ือนมนวลเปล่งออกเต่งทรวง
ขนงเนตรเกศกรออ่ นสะอาด ดงั สุรางค์นางนาฏในวงั หลวง
พระเพลินพศิ คิดหมายเสยี ดายดวง แลว้ หนกั หน่วงนกึ ทจ่ี ะหนีไป
(พระอภัยมณี : พระสุนทรโวหำร (ภ)ู่ )
๒๕
บางชมรูปโฉมชองวิหยาสะกา ซึ่งถูกสังคามาระตาสังหาร กล่าวว่าวิหยาสะกาน้ัน
เป็นชายหนุ่มรูปงาม ฟันนั้นเป็นแสงแวววาวกับแสงของทับทิม ซึ่งตัดรับกับค้ิว รวมทั้ง
ปลายเสน้ ผมซง่ึ งอนงามข้นึ เป็นทรงสวยงาม รบั กบั ทรวดทรงองคเ์ อวของวิหยาสะกา
หนุ่มนอ้ ยโสภานา่ เสียดาย ควรจะนับวา่ ชายโฉมยง
ทนตแ์ ดงด่งั แสงทับทมิ เพริศพรม้ิ เพรารับกับขนง
เกศาปลายงอนงามทรง เอวองคส์ ารพัดไม่ขัดตา
(อเิ หนำ : รชั กำบที่ ๒)
บทชมธรรมชำติ
มืดสิ้นแสงเทยี นประทปี สอ่ ง ก็ผ่องแสงจนั ทร์กระจา่ งสว่างสง่
บปุ ผชาติสาดเกสรขจรลง บุษบงเบิกแบ่งระบดั บาน
เรณูนวลหวนหอมมารวยรนิ พระพายพัดประท่ินกลิ่นหวาน
เฉอ่ื ยฉวิ ปลวิ รสสมุ ามาลย์ ประสานสอดกอดหลับระงับไป
(เสภำขนุ ชำ้ งขนุ แผน)
กระถางแถวแกว้ เกดพิกลุ แกม ยส่ี ุ่นแซมมะสังดดั ดูไสว
สมอรดั ดดั ทรงสมละไม ตะขบข่อยคดั ไวจ้ งั หวะกัน
ตะโกนาทง้ิ กง่ิ ประกบั ยอด แทงทวยทอดอนิ พรหมนมสวรรค์
บา้ งผลดิ อกออกชอ่ ขน้ึ ชูชนั แสงพระจนั ทร์จบั แจม่ กระจ่างตา
(เสภำขนุ ชำ้ งขนุ แผน)
๒๖
๒. นำรีปรำโมทย์ (นารี น. หญิง + ปราโมทย์ น. ความบันเทิงใจ, ความ
ปลื้มใจ, ปราโมช ก็ว่า) คือ การทาให้ "นารี" นั้น ปล้ืม "ปราโมทย์" ซึ่งรูปแบบ
หน่ีงก็คือ การแสดงความรักผ่านการเกี้ยวแลโอ้โลมปฏิโลม . อันคาว่า
"โอ้โลมปฏิโลม" น้ี ความหมายอันแท้จริงของคาก็คือ การใช้มือลูบไปตาม (โอ้)
แนวขน (โลมา) และย้อน (ปฏิ) ขนขึ้นมา เมื่อโอ้โลมไปมา ในเบื้องปลาย นารีก็
จักปรดี าปราโมทย์
ตวั อยำ่ งเชน่
เมอื่ นนั้ พระสรุ ยิ ว์ งศเ์ ทวัญอสัญหยา
โลมนางพลางกลา่ ววาจา จงผินมาพาทีกบั พ่ีชาย
ซึ่งสญั ญาวา่ ไวก้ ับนวลนอ้ ง จะคงครองไมตรไี มห่ นีหน่าย
มิไดแ้ กล้งกลอกกลับอภปิ ราย อยา่ สงกาว่าจะวายคลายรัก
ถึงมว้ ยดนิ สน้ิ ฟ้ามหาสมทุ ร ไม่สิ้นสดุ ความรักสมัครสมาน
แมเ้ กิดในใตฟ้ า้ สุธาธาร ขอพบพานพศิ วาสไม่คลาดคลา
แมเ้ นอ้ื เยน็ เป็นหว้ งมหรรณพ พี่ขอพบศรสี วสั ดิ์เป็นมจั ฉา
แมเ่ ป็นบวั ตวั พเี่ ปน็ ภมุ รา เชยผกาโกสุมปทุมทอง
เจ้าเปน็ ถ้าอาไพขอใหพ้ ่ี เปน็ ราชสีห์สมสู่เป็นคู่สอง
จะตดิ ตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคคู่ รองพศิ วาสทกุ ชาตไิ ป
(พระอภยั มณี : พระสนุ ทรโวหำร (ภ)ู่ )
๒๗
๓. พิโรธวำทัง (พิโรธ ก. โกรธเกร้ียว ไม่สบอารามณ์ + วาทัง น. วาทะ
คาพูด) คือ การแสดงความโกธรแค้นผ่านการใช้คาตัดพ้อต่อว่าให้สาใจ ท้ังยัง
สาแดงความน้อยเน้ือต่าใจ, ความผิดหวัง, ความแค้นคับอับจิต และความโกรธ
กร้ิว ตามออกมาด้วย เหมือนกล้วยกับเปลือก กวีมักตัดพ้อและประชดประเทียด
เสยี ดสี เจบ็ ดังฝีกลางกระดองใจ ตลอดจนด่าว่าอย่างรนุ่ แรง
ตวั อย่ำงเชน่
เมอื่ นั้น พระผผู้ ่านไอศรู ย์สูงส่ง
ประกาศิตสีหนาทอาจอง จะณรงค์สงครามกต็ ามใจ
ตรัสพลางย่างเยื้องยุรยาตร จากอาสน์แท่นทองผ่องใส
พนกั งานปดิ ม่านทนั ใด เสดจ็ เข้าข้างในฉบั พลันฯ
ในบทท่ยี กมานี้ เป็นตอนที่ท้าวดาหาได้ฟงั ความจากราชทูตของเมืองกะหมังกุหนิง
ทกี่ ลา่ วไว้ว่าถ้าท้าวดาหาไม่ยอมยกบุษบาให้กับวิหยาสะกา ก็ขอให้เตรียมบ้านเมืองไว้
ให้ดี เพราะเมืองกะ-หมังกุหนิงจะยกทัพมารบ เมื่อท้าวดาหาได้ฟังก็โกรธเดือดดาล
ทันใด จึงบอกไปว่าจะมารบกม็ า แลว้ ก็ลกุ ออกไปทนั ที
จะเจ็บจาไปถงึ ปรโลก ฤๅรอยโศกรรู้ ้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย อย่าหมายวา่ จะใหห้ ัวใจ
(อังคำร กัลยำณพงศ์)
คร้ังนเ้ี สยี รักก็ไดร้ ู้ ถงึ เสยี รู้ก็ได้เชาวน์ท่ีเฉาฉงน
เป็นชายหมิ่นชายตอ้ งอายคน จาจนจาจากอาลยั ลาน
(เจ้าพระยาพระคลงั หน)
๒๘
๔. สัลลำปังคพิไสย (สัลล น. ความโศกโศกาเศร้าร่าน้าตานอง, ความเจ็บปวด
แลบแล่นในเน้อื ใจ, การครวญคร่าราพันราพึง / สัลลาป น. การพดู จากัน + องค์ น. บท,
ชนิ้ อัน, ตัว + พิไสย น. ความสามารถ ฤาจะแผลงมาจาก วิสัย ซึ่งแปลว่า ธรรมชาติของ
ส่ิงน้ันๆ ฤาสันดาน ก็อาจเป็นได้) คือ การโอดคร่าครวญ หรือบทโศกอันว่าด้วยการ
จากพรากสิ่งอันเป็นที่รัก. มีใช้ให้เกลื่อนกล่นไปในบรรดานิราศ (ก. ไปจาก, ระเหระหน,
ปราศจาก, ปราศจากความหวัง, ไม่มีความต้องการ, หมดอยาก, เฉยอยู่) เนื่องเพราะกวี
อันมีท่านสุนทรภู่นาเร่ิดบรรเจิดรัศมีอยู่ที่หน้าขบวน จาต้องจรจากนางอันเป็นที่รัก
อกจึงหนักแลครวญคร่าจานรรจ์ ประหน่ึงหายห่างกันไปครึ่งชีวิต ในตอนนี้ก็มีเช่นกัน
เป็นบทท่อี ิเหนากาลังชมนกชมไม้ระหวา่ งจะไปดาหา
ตวั อยำ่ งเชน่
ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจบั ไม้อึงมี่
เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี เหมือนวนั พ่ีไกลสามสดุ ามา
นางนวลจับนางนวลนอน เหมอื นพีแ่ นบนวลสมรจินตะหรา
จากพรากจบั จากจานรรจา เหมอื นจากนางสการะวาตี
แขกเต้าจบั เต่าร้างร้อง เหมอื นรา้ งห้องมาหยารัศมี
นกแก้วจับแกว้ พาที เหมอื นแก้วพี่ทั้งสามสัง่ ความมา
จากบทประพันธ์ข้างต้น จะเห็นได้ว่าอิเหนากาลังโศกเศร้าอย่างหนัก เพราะ
ไม่ว่าจะมองอะไร ก็นึกถึงแต่นาง ทั้งสามท่ีตนรัก อันได้แก่ จินตะหรา มาหยารัศมี
และสการะวาตี มองสิ่งใด ก็สามารถเชือ่ มโยงกบั นางทง้ั สามได้หมด
ลาดวนเอ๋ยจะดว่ นไปก่อนแลว้ ท้ังเกดแกว้ พิกลุ ย่สี ุน่ สี
จะโรยร้างหา่ งสน้ิ กล่ินมาลี จาปเี อ๋ยกป่ี ีจะมาพบ
(พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั )
๒๙
กจิ กรรมท่ี ๓.๓
คำช้ีแจง : ใหน้ กั เรยี นอ่ำนบทประพนั ธ์ แลว้ พิจำรณำรสวรรณคดี
๑. สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวบั สลบั พรรณ
ชอ่ ฟ้าตระการกละจะหยนั จะเยาะยั่วทฆิ ัมพร
หางหงส์ผจงพิจิตรงอน ดจุ กวักนภาลยั
รอบดา้ นตระหงา่ นจัตุรมขุ พิศสกุ อร่ามใส
๒. ตา่ งทรงรับส่งั ว่า จะเรียกหาประชมุ ไย
เราใช่เป็นใหญใ่ จ ก็ขลาดกลวั บกกลา้ หาญ
ท่านใดทีเ่ ป็นใหญ่ และกล้าใครมิเปรยี บปาน
พอใจใคร่ในการ ประชมุ ชอบก็เชิญเขา
๓. พวกราชมัลโดย พลโบยมิใช่เบา
สดุ หตั ถแห่งเขา ขณะหวดสิพงึ กลัว
บงเน้ือก็เนือ้ เต้น พิศเสน้ สรรี ์รวั
ท่วั ร่างและทง้ั ตวั ก็ระริกระรวิ ไหว
๓๐
๔. พิโรธกุมารองค์ เหมาะเจาะจงพยายาม
ยคุ รูเพราะเอาความ บมดิ ปี ระเดตน
ทุรทิฐิมานจน
ก็พ้อและต่อพิษ ธพิ ิพาทเสมอมา
ลุโทสะสืบสน
๕. แม้นเนือ้ เย็นเป็นหว้ งมหรรณพ พีข่ อพบศรสี วัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้เป็นบัวตวั พี่เปน็ ภมุ รา เชยผกาโกสมุ ประทุมทอง
เจา้ เปน็ ถา้ อาไพขอใหพ้ ่ี เป็นราชสีห์สมส่เู ปน็ คู่สอง
จะตติ ามทรามสงวนนวลละออง เปน็ คคู่ รองพศิ วาสทกุ ชาจไิ ป
๓๑
แบบทดสอบหลังเรยี น
แบบฝกึ ทักษะกำรวเิ ครำะห์โวหำรภำพพจนใ์ นวรรณคดีและวรรณกรรม
วชิ ำภำษำไทย ๕ สำหรับนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษำปที ี่ ๖
ชุดที่ ๓ เร่อื งกำรวิเครำะหล์ ีลำกำรประพันธ์
คำชีแ้ จง : ใหน้ กั เรยี นเลือกคำตอบทถ่ี ูกต้องท่ีสุดเพยี งคำตอบเดยี ว และทำเครือ่ งหมำย ลงใน
กระดำษคำตอบ
๑. “ผวิ นำ้ สขี นุ่ ทถี่ ูกสำยลมเยน็ ปลำยเดอื นกุมภำพนั ธ์พัดโชยผ่ำนทำให้น้ำ
เป็นระลอกทยอยเข้ำกระทบฝั่งครั้งแล้วคร้ังเล่ำ ดงดอกหญ้ำริมฝ่ังท่ีเหี่ยว
แห้งจนกลำยเป็นสีน้ำตำลปะทะลมดงั หวดี หววิ ”
จำกขอ้ ควำม เป็นโวหำรประเภทใด
ก. พรรณนาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. อปุ มาโวหาร ง. เทศนาโวหาร
๒. คาประพันธใ์ นข้อใดใช้รสวรรณคดแี บบเสาวรจนี
ก. พลางเขน่ เขีย้ วเค้ยี วกรามคารามร้อง
ข. รปู ก็กากปากไมเ่ ปราะดเู หมาะเหมง็
ค. ประไพพกั ตรล์ กั ษณล์ า้ ล้วนขาคม
ง. นมสองขา้ งอย่างกระโปรงดโู ตงเตง
๓. “มจี ุดประสงค์ใหผ้ ูร้ บั สำรรู้เรื่องรำวที่เกดิ ข้ึนวำ่ ดำเนนิ หรอื คลี่คลำยอย่ำงไร”
ข้อควำมขำ้ งต้นมีควำมหมำยตรงกบั ข้อใด
ก. การอธิบาย ข. การบรรยาย
ค. การพรรณนา ง. การเทศนา
๓๒
๔. “คนผู้ใดจากแต่นรกมาเกิดนั้น เมื่อคลอดออกตนกุมารน้ันร้อน เมื่อมันอยู่
ในท้องแม่นั้น ย่อมเดิอดเนื้อร้อนใจและกระหนกระหาย อีกเน้ือแม่น้ันก็พลอย
รอ้ นด้วยโสด”
ข้อควำมนี้ใช้กลวธิ ีกำรเขยี นแบบใด
ก. พรรณนาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. การแสดงทรั รศนะ ง. อุปมาโวหาร
๕. ล้วงเหล็กไฟในไกพ็อกออกตีต่อย เหมอื นห่ิงห้อยแวบวับจับชุดจ้อง
แล้วเป่ำฮุดชุดตดิ ตำมทำนอง จดุ ฟนื ทงั้ สองชว่ ยกนั ซกุ
จากบทละครเรอ่ื ง เงาะปา่ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั
บทละครทก่ี ำหนด เป็นกำรใช้โวหำรแบบใด
ก. อุปมาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. พรรณนาโวหาร ง. เทศนาโวหาร
๖. “ใจน้องมใิ หห้ มองอารมณห์ ม่อม ไมต่ ัดใจให้ตรอมเสนห่ า
ถ้าตัดรักหักใจแล้วไมม่ า หมอ่ มอยา่ ว่าเลยว่าฉันไมค่ นื คิด”
คาประพันธ์ขา้ งตน้ ใช้ลลี าการประพันธต์ ามข้อใด
ก. เสาวรจนี ข. นารปี ราโมทย์
ค. พโิ รธวาทงั ง. สัลลาปงั คพิสยั
๗. คาประพนั ธใ์ นข้อใดใช้รสวรรณคดแี บบสัลลาปังคพิสัย
ก. “นางผีเสอื้ เหลือโกรธโลดทะล่ึง โตดังหนึ่งยุคนุ ธร์ขุนไศล”
ข. “ประไพพักตร์ลกั ษณล์ า้ ลว้ นขาคม ท้ังเนอ้ื นมนวลเปล่งออกเตง่ ทรวง”
ค. “พระฟงั คานา้ เนตรลงพรากพราก คดิ ถงึ ยากยามวโิ ยคยงิ่ โศกศัลย์”
ง. “พระโฉมยงองคอ์ ภัยมณีนาถ เพลินประพาสพศิ ดูหมูม่ จั ฉา”
๓๓
๘. “ตกวา่ กหู าเปน็ เจ้าชวี ติ ไม่ มงึ ถือใจวา่ เป็นเจ้าทโี่ รงโขน
เป็นไมม่ ีอาญาสิทธคิ์ ิดดึงโดน เทย่ี วทาโจรใจคะนองจองหองครนั
เลีย้ งมงึ ไม่ไดอ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดสัน
แลว้ กลับความถามขา้ งวันทองพลัน เออเมื่อมันฉดุ ครา่ พามึงไป”
คาประพนั ธ์ข้างตน้ ใชล้ ลี าการประพันธ์ตามข้อใด
ก. เสาวรจนี ข. นารีปราโมทย์
ค. พโิ รธวาทงั ง. สลั ลาปงั คพสิ ัย
๙. ครมู บี ญุ คุณจะตอ้ งเทิดทนู เอำไว้เหนือเกลำ้ ท่ำนสง่ั สอนเรำอบรมให้เรำไม่เว้น
ท่ำนอุทศิ ไมค่ ดิ ถงึ ควำมยำกเย็น สอนให้รจู้ ัดเจนเฝำ้ แนะเฝ้ำเน้นมิได้อำพรำง
จำกเพลง พระคณุ ทสี่ ำม ของ อร่ำม ขำวสะอำด เปน็ โวหำรประเภทใด
ก. อุปมาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. พรรณนาโวหาร ง. เทศนาโวหาร
๑๐. “เงยี บสตั ว์จตั ุบททวิบาท ดาวดาษเดอื นสวา่ งกระจา่ งไข
นา้ คา้ งตกกระเซ็นเย็นเยอื กใจ สงดั เสียงคนใครไม่พดู จา
ไดย้ ินเสยี งฆอ้ งย่าประจาวัง ลอยลมลอ่ งดงั ถึงเคหา
คะเนนบั ยา่ ยามไดส้ ามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน”
คาประพนั ธ์ขา้ งต้นใชโ้ วหารใดในการประพนั ธ์
ก. อุปมาโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. พรรณนาโวหาร ง. สาธกโวหาร
๓๕
กระดำษคำตอบก่อนเรียน - หลงั เรียน
ช่ือ – สกลุ ....................................................เลขท่ี...........ชั้น ม.๖/.........
ขอ้ ก ข ค ง
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐
๓๖
เฉลยกิจกรรมท่ี ๓.๑
คำชแ้ี จง : จับคเู่ ตมิ อักษรใหเ้ หมำะสมกบั ข้อควำม
ก บรรยำยโวหำร ข พรรณนำโวหำร
........ก........ ๑. ขณะพวกเราเดนิ กลบั มาตามเสน้ ทางสายเดมิ จะพบรอ่ งลาธารเตม็ เปย่ี มไปด้วยน้า
สายนา้ ขนาดเล็กหลายร้อยสายรวมกนั ลงสูแ่ มน่ ้าแควใหญ่
........ข....... ๒. แม่ปายไหลอ้อยองิ มมี นตเ์ สนห่ ์ น้าคา้ งกลนั่ ตัวหยดลงพ้ืนหญา้ เขยี วขจี จนเปียก
........ก........ ๓. ชนื้ ชืน่ ฉา่
........ก....... ๔. เชา้ แลว้ แวว่ เสยี งไก่ขนั เจอ้ื ยแจว้ มาจากภเู ขาไกลๆ แถบชายปา่
........ข....... ๕. เรอื สาราญท่องเทย่ี วขนาดใหญจ่ อดอยูเ่ หนอื น้าโคลงไปมาตามแรงกระทบของ
คลนื่ และลม
........ก........ ๖. เบือ้ งหนา้ ชวี ติ มนษุ ยค์ ดิ เปรียบไดด้ จุ ดังสถานรกเรยี วหนาม หรือความมืดพึงดเู ถิด
........ข....... ๗. เรายงั ตอ้ งไตเ่ ตาะแตะไตเ่ ตา้ ตอ่ ไป
........ก........ ๘. ตวั เราเอย๋ แสนอาภัพอับปัญญา ตอ้ งบากหนา้ รบั กรรมทีท่ านั้น
........ข........ ๙. แผ่นดนิ ทั้งหม่บู า้ นกาลังอม่ิ เอบิ นกเปน็ ร้อยๆ เริม่ รอ้ งเพลงเพรยี กอยูต่ ามยอดไม้
........ก........ ๑๐. ข้าหลวงนุง่ ซ่นิ ไวผ้ มมวย แตง่ กายอยา่ งชาวเหนอื พดู ภาษาเมืองเหนอื ทง้ั ตาหนัก
มะขามเปรี้ยวก็เขียวพรบ่ึ ต่างก็พากันหย่งั รากลึกตอนทด่ี นิ ยงั ออ่ น แล้วมว้ นตัว
อายๆ ขึ้นมาชูเมด็ เปดิ เหมอื นมปี กี
ทุกแม่นา้ ลาคลองท้องถนน ประชาชนคอื เจา้ ของตอ้ งรักษา
สะอาดไว้ไรข้ ยะจะงามตา พน้ โรคาอากาศดีเปน็ ศรีเมอื ง
๓๗
เฉลยกจิ กรรมที่ ๓.๒
คำชี้แจง : ใหน้ ักเรยี นอ่ำนบทประพนั ธ์ที่กำหนดแลว้ วิเครำะห์คุณค่ำดำ้ นวรรณศิลป์
โดยเตมิ ขอ้ ความในช่องว่างตามประเด็นต่อไปนี้
ก ข ค งจ
บรรยำย พรรณนำ
สำธก เทศนำ อุปมำ
๑. ป่วยกล่ำวอะไรสูง นรสูงประเสรฐิ ครนั ...........ค.......ส..ำ...ธ..ก..............
ฤำสรรพสัตว์อัน เฉพำะมชี ีวคี รอง
แมม้ ำกผกิ ิ่งไม้ ผิวใครจะใคร่ลอ
มดั กำกระน้นั ปอง พลหกั กเ็ ตม็ ทน
๒. ณ วันหนึง่ ลุถงึ กำ ลศกึ ษำพิชำกร ..........ก.......บ..ร...ร..ย..ำ...ย..........
กุมำรลิจฉววี ร เสด็จพร้อมประชุมกัน
ตระบัดวสั สกำรมำ สถำนรำชเรยี นพลนั
ธ แกล้งเชญิ กุมำรฉัน สนทิ หนึ่งพระองค์ไป
๓. ควรชนประชมุ เชน่ คณะเป็นสมำคม .............ง......เ.ท...ศ...น...ำ..........
สำมคั คปิ รำรม ภนิพทั ธรำพึง
ไป่มกี ใ็ หม้ ี ผิวมกี ค็ ำนึง
เนอื่ งเพอื่ ภยิ โยจงึ จะประสบสุขำลยั
๓๘
๔. เลห่ เ์ ลอื่ นชะลอดสุ ติ ฐำ นมหำพิมำนรมย์
มำรังสฤษฎ์พศิ นยิ ม ผจิ ะเทยี บกเ็ ทียมกัน
.........ข......พ...ร..ร..ณ....น...ำ.......... สำมยอดตลอดระยะระยับ วะวะวบั สลบั พรรณ
ช่อฟ้ำตระกำรกลจะหยัน จะเยำะยัว่ มฆิ มั พร
.........ก......บ...ร..ร...ย..ำ...ย........... ๕. ขำ่ วเศกิ เอกิ องึ ทรำบถงึ บัดดล
ในหมผู่ คู้ น ชำวเวสำลี
แทบทุกถน่ิ หมด ชนบทบูรี
อกส่นั ขวญั หนี หวำดกลัวทัว่ ไป
๓๙
เฉลยกจิ กรรมที่ ๓.๓
คำช้แี จง : ให้นกั เรียนอำ่ นบทประพนั ธ์ แล้วพจิ ำรณำรสวรรณคดี
๑. สามยอดตลอดระยะระยบั วะวะวับสลบั พรรณ เสำวรจนี
ช่อฟ้าตระการกละจะหยนั จะเยาะย่ัวทิฆัมพร
หางหงส์ผจงพจิ ิตรงอน ดจุ กวกั นภาลยั
รอบด้านตระหง่านจัตุรมขุ พิศสกุ อรา่ มใส
พิโรธวำทัง ๒. ต่างทรงรับสงั่ วา่ จะเรียกหาประชมุ ไย
เราใชเ่ ป็นใหญ่ใจ กข็ ลาดกลวั บกกล้าหาญ
ท่านใดท่ีเป็นใหญ่ และกลา้ ใครมิเปรียบปาน
พอใจใครใ่ นการ ประชมุ ชอบกเ็ ชิญเขา
๓. พวกราชมัลโดย พลโบยมิใช่เบา สังลำปงั คพสิ ัย
สุดหตั ถแหง่ เขา ขณะหวดสิพึงกลวั
บงเน้อื ก็เนือ้ เตน้ พศิ เสน้ สรรี ์รวั
ทว่ั ร่างและทั้งตัว ก็ระริกระริวไหว
๔๐
พิโรธวำทงั ๔. พิโรธกมุ ารองค์ เหมาะเจาะจงพยายาม
ยุครูเพราะเอาความ บมดิ ปี ระเดตน
ทุรทฐิ ิมานจน
ก็พ้อและตอ่ พษิ ธพิ พิ าทเสมอมา
ลโุ ทสะสืบสน
๕. แม้นเนื้อเยน็ เป็นหว้ งมหรรณพ พ่ีขอพบศรีสวัสดเิ์ ปน็ มัจฉา
แม้เปน็ บัวตวั พี่เป็นภุมรา เชยผกาโกสมุ ประทุมทอง
เจ้าเป็นถา้ อาไพขอใหพ้ ่ี เปน็ ราชสีห์สมสเู่ ป็นคสู่ อง
จะตติ ามทรามสงวนนวลละออง เป็นคูค่ รองพศิ วาสทกุ ชาจิไป
นำรปี รำโมทย์
๔๑
บตั รเฉลยแบบทดสอบ
โวหำรกำรเขยี น
แบบทดสอบก่อนเรยี น
๑. ข ๖. ก
๒. ค ๗. ค
๓. ค ๘. ค
๔. ก ๙. ค
๕. ง ๑๐. ข
แบบทดสอบหลงั เรียน
๑. ก ๖. ค
๒. ค ๗. ค
๓. ข ๘. ค
๔. ค ๙. ง
๕. ก ๑๐. ข
๔๔๓๒
เกณฑก์ ำรประเมินใบกิจกรรม
กจิ กรรมท่ี ๓.๑
กำรวดั /ประเมินผลกำรเรยี น คะแนนเตม็ ๑๐ คะแนน
คะแนน ๘ – ๑๐ คะแนน ไดร้ ะดบั ดี คะแนนทีไ่ ด้ ....................................
คะแนน ๖ – ๗ คะแนน ได้ระดบั พอใช้ ได้ระดบั .........................................
คะแนน ๐ – ๕ คะแนน ไดร้ ะดับ ปรบั ปรุง ผ่าน
* นกั เรยี นตอ้ งได้คะแนนไม่ตา่ กวา่ ๖ คะแนน ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่าน
กจิ กรรมท่ี ๓.๒
กำรวดั /ประเมนิ ผลกำรเรียน คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน
คะแนน ๘ – ๑๐ คะแนน ได้ระดบั ดี คะแนนท่ีได้ ....................................
คะแนน ๖ – ๗ คะแนน ได้ระดับ พอใช้ ไดร้ ะดับ .........................................
คะแนน ๐ – ๕ คะแนน ไดร้ ะดับ ปรบั ปรงุ ผ่าน
* นักเรยี นตอ้ งไดค้ ะแนนไมต่ า่ กว่า ๖ คะแนน ผา่ นเกณฑ์ ไม่ผา่ น
กิจกรรมที่ ๓.๓
กำรวัด/ประเมินผลกำรเรยี น คะแนนเตม็ ๑๐ คะแนน
คะแนน ๘ – ๑๐ คะแนน ได้ระดบั ดี คะแนนทไี่ ด้ ....................................
คะแนน ๖ – ๗ คะแนน ไดร้ ะดบั พอใช้ ไดร้ ะดบั .........................................
คะแนน ๐ – ๕ คะแนน ได้ระดับ ปรบั ปรุง ผา่ น
* นกั เรยี นตอ้ งได้คะแนนไม่ตา่ กวา่ ๖ คะแนน ผ่านเกณฑ์ ไมผ่ า่ น
๔๓
แบบสรปุ ผลกำรเรยี น
ชดุ กจิ กรรมกำรเรียนรทู้ ี่ ๑
เรื่อง กำรศกึ ษำวรรณคดีพนื้ ฐำน
ชือ่ – สกุล........................................................ เลขท่ี............. ชั้น ม.๖/.........
คะแนนแบบทดสอบกอ่ นเรียน
ขอ้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ รวม
คะแนน
คะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน
ขอ้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ รวม
คะแนน
เกณฑก์ ำรผำ่ น
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น – หลังเรยี น มี ๑๐ ข้อ คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน
คะแนน ๑ – ๓ ระดบั คณุ ภำพ ควรปรบั ปรุง
คะแนน ๔ – ๕ ระดบั คุณภำพ ปำนกลำง
คะแนน ๖ – ๗ ระดบั คณุ ภำพ ดี
คะแนน ๘ – ๑๐ ระดับคุณภำพ ดมี ำก
สรปุ ผลกำรทำกจิ กรรม
ประเมนิ ผล กิจกรรมที่ ๑ กจิ กรรมท่ี ๒ กิจกรรมที่ ๓ แบบทดสอบ แบบทดสอบ รวม ผลการ
กอ่ นเรียน หลงั เรียน พัฒนา
เตม็
ได้
๔๔
บรรณำนุกรม
กระแสร์ มาลยาภรณ.์ (๒๕๒๘). มนษุ ยก์ บั วรรณกรรม. พมิ พค์ รั้งท่ี ๒. กรุงเทพฯ :
โอเอสปร้ินติ้งเฮาส.์
กหุ ลาบ มัลลิกะมาส. (๒๕๕๔). วรรณคดีวิจำรณ์. พิมพ์ครั้งที่ ๑๕. กรงุ เทพฯ :
มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
เนาวรตั น์ พงษไ์ พบูลย์. (๒๕๔๕). เพียงควำมเคลอ่ื นไหว. พิมพ์ครงั้ ท่ี ๑๔. กรงุ เทพฯ :
ภาพพิมพ์.
เปรมวทิ ย์ ววิ ัฒนเศรษฐ.์ (๒๕๕๔). ควำมร้เู บ้อื งต้นเก่ยี วกับวรรณคดแี ละวรรณกรรม.
พะเยา : มหาวทิ ยาลัยพะเยา.
พรรณษา พลอยงาม. (๒๕๕๑). วเิ ครำะหก์ ำรใชภ้ ำษำ กลวธิ ีกำรเขยี น และโลกทัศน์
ในบทควำมของ นติ ิภมู ิ นวรตั น์ ในหนงั สอื พมิ พไ์ ทยรัฐ. วิทยานพิ นธ์ ศศ.ม.
(ภาษาไทย) กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์.
เยาวลกั ษณ์ ชาติสุขศิริเดช. (๒๕๔๕). เรียงถ้อยรอ้ ยกรอง. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรงุ เทพฯ :
อักษรเจรญิ ทัศน.์
ศิวกานท์ ปทุมสูติ. (๒๕๔๖). บทกวรี ่วมสมยั . พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรงุ เทพฯ : อักษรเจริญ
ทัศน.์
เสนยี ์ วิลาวรรณ. (๒๕๔๗). กำรเขียน ๒. กรุงเทพฯ : วฒั นาพานิช.