The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by พัชรา บํารุง, 2020-06-15 02:35:17

ปัจจัยและสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืช

ปัจจัยและสภาพแวดล้อม

เทคโนโลยกี ารผลิตพืช
อ.พชั รา บารุง

กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในตน้ พืชและส่งผล
ต่อการเจริญเติบโตและพฒั นาการของพืช ควบคุมโดย

ปัจจยั ภายในตน้ พชื เอง (พนั ธุกรรม) และปัจจยั ภายนอก

การปลูกพืชแต่ละชนิ ดน้ัน จะต้องคานึ งถึงปั จจัย
ส่ิงแวดล้อมที่มีส่วนเก่ียวขอ้ งกับการเจริญเติบโต เช่น
พนั ธุกรรม ดิน น้า ธาตุอาหาร พืช และป๋ ุย รวมไปถึง
สภาพอากาศ เกษตรกรจะตอ้ งจดั การให้ปัจจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง

ดังกล่าวให้อยู่ในสภาพท่ีเหมาะสมตามหลักการและ

กระบวนการ

ตารางแสดงปัจจยั ภายนอกและปัจจยั ภายในท่ีควบคุมการเจริญเติบโตของพืช

ปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน
(ปัจจยั สภาพแวดล้อม)
(กระบวนการภายในพืช)
1.ภูมิอากาศ แสง , อุณหภูมิ , น้า , ช่วงแสง , ลม , แกส็ ต่าง ๆ
(CO2 , O2 , N2 , SO2 , O3 etc.) 1.ความทนทานต่อสภาวะเครียดจากสภาวะดินฟ้าอากาศจากดิน
2.ดิน เน้ือดิน , โครงสร้าง , อินทรียวตั ถุ , CEC ความเป็นกรดเป็น จากปัจจยั ทางชีวภาพต่าง ๆ
ด่างของดิน (pH) 2.อตั ราการสงั เคราะห์แสง
3. ชีวภาพ วชั พชื , แมลง , โรค , จุลินทรีย์ , สตั วต์ ่าง ๆ 3.การหายใจ
4.การกระจายตวั ของน้าหนกั แหง้ ไปยงั ส่วนต่าง ๆ ของพชื
5.คลอโรฟิ ลล์ คาโรทีน และรงควตั ถุอ่ืน ๆ
6.ชนิดและตาแหน่งของเน้ือเยอื่ เจริญ
7.ความสามารถในการเกบ็ สะสมอาหารในผลผลิต
8.กิจกรรมของเอนไซม์
9.ผลโดยตรงของยนี ส์ (ต.ย. เฮตเตอโรซิส เอพิสเตซิส ฯลฯ)
10.การเปลี่ยนแปลงรูปร่างภายใตก้ ารควบคุมของพนั ธุกรรม

พนั ธุกรรม คือ ลกั ษณะของสิ่งมีชีวิตที่ถูกควบคุมโดยยีน (gene) ซ่ึงสามารถถ่ายทอด
ไปยงั ลูกหลานได้ ลกั ษณะท่ีถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ เป็ นลกั ษณะที่สามารถมองเห็นภายนอก
ของพืช เรียกว่า “ฟี โนไทป์ (Phenotype)” ซ่ึงมียีนที่อยภู่ ายในตน้ พืชเป็ นตวั ควบคุมลกั ษณะ
ภายนอกที่แสดงออกมาใหเ้ ห็น เรียกวา่ “จีโนไทป์ (Genotype)”

ปัจจยั ทางพนั ธุกรรมมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืช เป็นตวั กาหนดลกั ษณะของ
พืช เช่น การให้ผลผลิต สี ความสูงของทรงพุ่ม ซ่ึงถ่ายทอดมาจากตน้ แม่ เกษตรกรจะ
คดั เลือกพืชพนั ธุ์ดีมาปลูกเสมอ

สิ่งมีชีวิตบนพ้ืนโลกอาศยั ดินในการดารงชีวิต โดยเฉพาะมนุษยไ์ ด้ปัจจัยพ้ืนฐาน
สาหรับการดารงชีวิต 4 อย่างคือ อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ที่อยู่อาศยั และยารักษาโรคมาจากดิน

ในบรรดาปัจจยั จาเป็ นสาหรับมนุษยท์ ้งั 4 อย่างดงั กล่าว จะไดม้ าจากพืชเป็ นหลกั พืชกบั ดิน
เป็นธรรมชาติที่คู่กนั และอยรู่ ่วมกนั มาตลอดโดยท่ีพืชตอ้ งอาศยั ดินในการหยง่ั ราก ยนื ตน้ แผ่
กิ่งกา้ นสาขา ชูใบ ดอก และผล ดินยดึ เกาะติดกนั ส่วนหน่ึงดว้ ยรากพืช และส่วนต่าง ๆ ของพืช
ที่ตายทบั ถมลงไปในดิน กลายเป็ นองคป์ ระกอบของดินท่ีสาคญั มนุษยเ์ ป็ นผู้คอยเก็บเกี่ยว

ผลประโยชน์จากดินและพืช พร้อมกบั มีหน้าที่สาคญั ตอ้ งบารุงรักษาทรัพยากรดินและพืช

เอาไวใ้ หเ้ กิดประโยชน์กบั มนุษยแ์ ละโลกใหม้ ากและนานที่สุด

ดิน หมายถึง วตั ถุท่ีเกาะตวั กนั เป็ นกลุ่มกอ้ น รวมตวั กนั เป็ นช้นั ๆ ปกคลุมผิวของ
เปลือกโลก เกิดจากการสลายตวั ของหินและแร่ธาตุ ผสมกบั อินทรียวตั ถุท่ีเกิดจากซากพืช
ซากสัตว์ และรวมตวั กบั น้า อากาศจนกลายเป็ นดิน ดินท่ีดีจะมีอินทรียวตั ถุมาก เช่น ดินใน
ป่ า มีอินทรียวตั ถุร่วงหล่นทับถมมานานโดยไม่ปลูกพืช ธาตุอาหารไม่ได้ใช้จึงมีความ
สมบูรณ์

ดงั น้นั การปลูกพชื จึงตอ้ งปรับปรุงดินใหม้ ีสถาพคลา้ ยกบั ดินในป่ า ดินที่ดีน้นั นอกจาก
จะประกอบดว้ ยแร่ธาตุต่าง ๆ ท่ีพืชตอ้ งการแลว้ ยงั ตอ้ งมีลกั ษณะร่วนซุยเพ่ือการถ่ายเทอากาศ
ท่ีดีและมีสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เช่น แมลง ไส้เดือน ปลวก รวมท้งั จุลินทรียท์ ่ีจะยอ่ ยสลายให้สิ่งต่าง
ๆ กลายเป็นป๋ ุยธรรมชาติ หรือท่ีเรียกวา่ “ฮิวมสั ”

การเกิดดิน

ดินเกิดข้ึนตามธรรมชาติจากการสลายตัวของหินและแร่ และการ
สลายตัวของสารอนิ ทรีย์ โดยหินและแร่สลายตวั เป็นชิ้นเลก็ ชิ้นนอ้ ย ไดว้ ตั ถุ
ตน้ กาเนิดดิน ส่วนสารอินทรียส์ ลายตวั ไดฮ้ ิวมสั จากน้นั วตั ถุตน้ กาเนิดดิน
ผสมกับฮิวมัส โดยมีพืชและสัตว์ช่วยให้กลายเป็ นดิน ข้ันตอนของ
กระบวนการสร้างดินมี 2 ข้นั ตอน คือ

การสลายตวั
การสร้างดิน

กระบวนการสร้ างดนิ

การสลายตัว การสร้างดนิ

กระบวนการท่ีสลายตวั ผพุ งั กระบวนการผสมคลุกเคลา้
ของหิน แร่ ซากพืช ซาก ระหว่างวตั ถุตน้ กาเนิดดิน
สัตว์ ได้วตั ถุตน้ กาเนิดดิน กับฮิวมัสโดยมีพืช และ
และฮิวมสั ตามลาดบั สั ต ว์ ต่ า ง ๆ ช่ ว ย แ ล ะ
บ า ง ค ร้ั ง เ ห ตุ ก า รณ์ ท า ง
ธรรมชาติเช่น ลม ฝน กช็ ่วย
ทาใหเ้ กิดดินได้

หินและแร่ อินทรีย์

สลายตวั สลายตวั

วตั ถุตน้ กาเนิดดิน ฮิวมสั

พชื และสตั วช์ ่วยคลุกเคลา้

ดิน

องคป์ ระกอบของดิน

ส่วนประกอบของดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช โดยทั่วไปดินที่
เหมาะสมแก่การเพาะปลูกพืช ควรประกอบไปดว้ ยส่วนประกอบ 4 ส่วน ดงั น้ี

องคป์ ระกอบของดินและสัดส่วน (%โดยปริมาตร) ที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก

องคป์ ระกอบของดิน : แร่ธาตุหรืออนินทรียว์ ตั ถุ(Mineral matter)

แร่ธาตุต่าง ๆ ซ่ึงแร่ธาตุน้นั นบั เป็นส่วนประกอบที่สาคญั ของดิน ซ่ึงมีอยมุ่ ากมาย
หลายชนิด และจะผนั แปรไปตามชนิดของดิน แร่ธาตุท่ีประกอบอยู่ในดินมากท่ีสุดคือ
ออกซิเจน (O2) มีร้อยละ47 รองลงมาคือซิลิคอน มีร้อยละ 28 และอะลูมิเนียม เหล็ก
แคลเซียม โพแทสเซียมและแมกนีเซียมรวมกนั แลว้ มีประมาณร้อยละ23 สาหรับแร่ธาตุท่ี
มีความสาคญั ต่อการเจริญเติบโตของพชื ไดแ้ ก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กามะถนั เหลก็ แมงกานีส โบรอน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินมั
และคอลรีน เป็นตน้

องคป์ ระกอบของดิน : อินทรียว์ ตั ถุ(organic matter)

ประกอบดว้ ยวตั ถุต่าง ๆที่เกิดจากการเน่าเป่ื อยผพุ งั ของสิ่งมีชีวติ ปะปนอยใู่ น ดิน
รวมท้งั สิ่งมีชีวติ ขนาดเลก็ ท่ีอาศยั หรือเจริญเติบโตอยใู่ นดินดว้ ย ซ่ึงสิ่งต่าง ๆท้งั หมดน้ี
สามารถจาแนกออกไดเ้ ป็น 3 กลุ่มดงั น้ี

➢อินทรียว์ ตั ถุท่ียงั มีชีวิต เช่นไสเ้ ดือน แมลงและแบคทีเรียชนิดต่าง ๆซ่ึงสิ่งมีชีวิตเหล่าน้ีจะช่วยทาให้
เกิดการยอ่ ยสลายซากพืช ซากสัตวท์ ี่ทบั ถมอยเู่ พ่ิมธาตุอาหารแก่พืชและทาใหด้ ินร่วนซุย เหมาะแก่การ
เจริญเติบโตของพชื
➢อินทรียวตั ถุที่เน่าเป่ื อยผพุ งั บางส่วน ส่วนที่ผพุ งั จะกลายเป็ นขยุ อิทรียใ์ นดิน ส่วนที่เหลือจะเป็ นดิน
ร่วนซุย
➢อินทรียวตั ถุที่เน่าเปื่ อยจนไม่ปรากฏโครงสร้างเดิมใหเ้ ห็น การเน่าเปื่ อยของอินทรียว์ ตั ถุจะทาใหเ้ กิด
ก๊าซข้ึน ต่อมาเม่ือน้าไหลเข้าไปผสมจะทาให้เกิดสารประกอบชนิดใหญ่ข้ึนมาและพืชสามารถ
นาไปใชเ้ พื่อการเจริญเติบโตได้

องคป์ ระกอบของดิน : น้าในดิน(Soil Water)

เป็ นสารละลายซ่ึงพบอยู่ในช่องระหว่างเม็ดดิน(Aggregate) หรืออนุภาคดิน
(Particle) มีความสาคญั มากต่อการปลูกและการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากเป็นตวั ช่วย
ในการละลายธาตุอาหารต่าง ๆในดิน และเป็ นส่วนสาคญั ในการเคลื่อนยา้ ยอาหารพืชจาก
รากไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพชื

น้าประกอบทางเคมี น้าเหลือ (free water) คือน้า น้าซบั (capillary water) เป็น น้าเยอ่ื (hygroscopic water)
(chemical combined ท่ีซึมอยรู่ ะหวา่ งเมด็ ดิน แต่ น้าท่ีซึมซบั อยตู่ ามผวิ อนุภาค เป็ นความช้ืนท่ีอนุภาค
ไม่อยใู่ นวสิ ยั ที่เมด็ ดินจะดูด ของเมด็ ดินบางคร้ังจะซึมอยู่ ของแขง็ ในเมด็ ดินดูดจบั
water) เป็นความช้ืนที่ ซบั เอาไวไ้ ดจ้ ึงมีอิสระที่จะ เตม็ ช่องวา่ ง ของเมด็ ดิน จึง เอาไว้ โดยจะมีปริมาณไม่
แทรกอยใู่ นอนุภาคของ ไหลไปตามแรงดึงดูดของ
เมด็ ดินและสามารถทา โลก น้าชนิดน้ีมีประโยชน์ ทาใหส้ ภาพทว่ั ไปของเน้ือ มากนกั บางท่ีเรียกน้าชนิดน้ี
ปฏิกิริยากบั แร่ธาตุท่ีอยู่ ต่อการเจริญเติบโตของพืช ดิน ชุ่มช้ืนแต่ไม่ถึงกบั แฉะ วา่ “น้าจบั ดิน” น้าชนิดน้ีเช่ือ
เป็ นน้ าท่ีพืชสามารถนามาใช้ วา่ น้าชนิดน้ีจะมีลกั ษณะคร่ึง
ในดินได้ ไม่มากนกั
ในการเจริญเติบโตได้ แขง็ คร่ึงไอ

องคป์ ระกอบของดิน : อากาศในดิน (soil air)

แทรกซึมอยตู่ ามช่องวา่ งระหวา่ งเมด็ ดินในส่วนที่ไม่มีน้า ซ่ึงเรียกวา่ “ ความพรุน”
อากาศท่ีอยใู่ นดินมีประโยชน์ ออกซิเจนในดินจะมีความสาคญั ต่อการเจริญเติบโตของพืช
ใหด้ ินมีความร่วนซุยและความออ่ นนุ่มละเอียดกวา่ ดินช้นั บน ก๊าซที่พบโดยทวั่ ไปในดิน
คือ ก๊าซไนโตรเจน (N2) ออกซิเจน (O2) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซ่ึงรากพชื และ
จุลินทรียด์ ินใชใ้ นการหายใจ และสร้างพลงั งานในการดารงชีวติ

ช้นั ของดิน

ดนิ ช้ันบน (Surface Soil ) มีความลึก
ประมาณ 10 นิ้ว เหมาะแก่การปลูกพืช มี
สีดาหรือสีน้าตาลท่ีเกิดจากซากพืช ซาก
สตั วท์ ี่ตาบทบั ถมเป็นเวลานาน เน้ือดินมี
ลกั ษณะร่วนซุย

ดินช้ันล่าง (Sub Soil ) จะอยรู่ ะดบั ลึก
ลงไปจากดินช้นั บน และมีสีจางลง เน้ือ
ดินมีลกั ษณะแน่น

ช้นั ของดิน : ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหวา่ งดินช้นั บนและดินช้นั ล่าง

ดนิ ช้ันบน ดนิ ช้ันล่าง

1.มีสีดา เพราะมีอินทรียวตั ถุทบั ถมอยมู่ าก 1.มีสีจาง เพราะมีอินทรียวตั ถุทบั ถมอยนู่ อ้ ย

2.มีน้าหนกั เบา เน้ือดินร่วน โปร่ง ไม่จบั ตวั แน่น 2.มีน้าหนกั มาก เน้ือดินจบั ตวั แน่น

3.มีการถา่ ยเทอากาศดี 3.อากาศถ่ายเทไม่สะดวก แสงสวา่ งส่องไม่ถึง

4.มีธาตุอาหารอยมู่ าก เพราะมีซากพชื ซากสัตวท์ บั ถมอยู่ 4.มีธาตุอาหารอยนู่ อ้ ย เพราะอยใู่ นระดบั ลึกลงไป
มาก

5.การระบายน้าดี 5.การระบายน้าไม่สะดวก

6.เมด็ ดินมีขนาดโต ทาใหช้ ่องวา่ งระหวา่ งเมด็ ดินมีขนาด 6.เมด็ ดินมีขนาดเลก็ ทาใหช้ ่องวา่ งระหวา่ งเมด็ ดินมี

ใหญ่ น้าและอากาศผา่ นสะดวก ขนาดเลก็ น้าและอากาศผา่ นยาก

ช้นั ของดิน

ดินทุกชนิดประกอบไปดว้ ยหนา้ ดินเป็ นช้นั ๆ แต่ละช้นั จะแตกต่างกนั ที่ สี ผิวพ้ืน โครงสร้าง
ความพรุนและปฏิกิริยาของดิน ช้นั ดินสมบูรณ์มี 5 ช้นั คือ ช้นั O ช้นั A ช้นั B ช้นั C และช้นั R ดงั รูป

ช้นั ของอินทรียว์ ตั ถุ คือช้นั O จะอยตู่ อนบนสุดของรูปดา้ นขา้ งของดิน โดยจะ
ประกอบดว้ ยอินทรียว์ ตั ถุเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงจะทาใหด้ ินช้นั น้ีมีสีค่อยขา้ งดา ประกอบดว้ ย
ซากพืชและซากสตั ว์ ท้งั ท่ีผพุ งั ไปแลว้ และยงั ไม่ผพุ งั ดินโดยทวั่ ไปจะมีช้นั น้ีบางมาก

ช้นั ดิน A เป็นช้นั ดินแร่ธาตุท่ีอยบู่ นสุดของรูปดา้ นขา้ ง มีอินทรียผ์ สมคลุกเคลา้ อยู่
มากกวา่ ช้นั ดินอื่น ช้นั ดิน O และช้นั A รวมเรียกวา่ ดินช้นั บน

ช้นั ดิน B เป็นดินช้นั ล่างที่สะสมส่วนที่ถูกชะลา้ งมาจากช้นั ดิน A และมกั จะมีความ
หนามากกวา่ ช้นั อื่น ๆ

ช้นั ดิน C เป็นช้นั ของวตั ถุตน้ กาเนิดดิน ซ่ึงประกอบดว้ ยส่วนท่ีสลายตวั แตกหกั ผุ
กร่อนของหินและแร่

ช้นั หิน R เป็นช้นั หินแขง็ ที่อยใู่ ตช้ ้นั ดิน C

โครงสร้างของดิน (Soil Structure)

การจดั เรียงตวั และเช่ือมติดกนั ของเมด็ ดิน (soil aggregate) กลายเป็นกอ้ นดิน (ped)
ที่มีลกั ษณะท่ีแน่นอนและเหมือนๆ กนั แต่บางคร้ังดินอาจไม่มีโครงสร้าง (structureless)
หรือโครงสร้างถูกทาลายไม่ใหเ้ มด็ ดินจบั ตวั กนั หรือการจบั ตวั ที่ไม่มีรูปร่างแน่นอน เช่นดิน
โคลนโดยทวั่ ไปรูปร่างลกั ษณะของกอ้ นดินท่ีกาหนดโครงสร้างของดินมี 5 ประเภทใหญ่ๆ

1. แบบก้อนกลม (granular)
มีรูปร่างทรงกลม เมด็ ดินมีขนาดเลก็ ประมาณ 1-10 มิลลิเมตร มกั พบในช้นั ดินA มีรากพชื ปนอยู่
มาก เน้ือดินมีความพรุนมากมีการระบายน้าและอากาศไดด้ ี

โครงสร้างของดิน (Soil Structure)

2. ก้อนเหลย่ี ม (Blocky)
มีรูปร่างคลา้ ยกล่อง เมด็ ดินมีขนาดปริมาณ 1-5 เซนติเมตร
มกั พบในช้นั ดินB มีการกระจายบนรากพชื ปานกลาง
น้าและอากาศซึมผา่ นได้

3. แบบแผ่น (platy)
กอ้ นดินแบนวางตวั ในแนวราบและซ้อนเหล่ือมกันเป็ น
ช้ันๆ ขดั ขวางการชอนไชของรากพืช น้าและอากาศซึม
ผา่ นไดย้ ากมกั เป็ นดินช้นั A ท่ีถูดบีบอดั จากการบดไถอง
เครื่องจกั รกล

โครงสร้างของดิน (Soil Structure)

4. แบบแท่งหัวเหลยี่ ม (prismatic)
มีผวิ หนา้ แบนและเรียบ เป็นแท่งหวั เหลี่ยมคลา้ ยปริซึม ส่วนบน
ของปลายแท่งมกั มีรูปร่างแบน เมด็ ดินมีขนาด 1-10 เซนติเมตร
มกั พบในช้นั ดินB น้าและอากาศซึมไดป้ านกลาง

5. แบบแท่งหัวมน (columnar)
ส่วนบนของปลายแท่งมีลกั ษณะกลมมน ปกคลุมดว้ ยเกลือ
เมด็ ดินมีขนาด 1-10 เซนติเมตร มกั พบในช้นั ดินB และเกิดใน
เขตแหง้ แลง้ มีการสะสมของโซเดียมสูง

ประเภทของดิน : แบ่งตามลกั ษณะเน้ือดินได้ 3 ประเภท

ดินทราย ดินท่ีมีเส้นผ่าศูนยก์ ลางของอนุภาค ต้งั แต่ 0.05 - 2.0 มม. เน้ือดินมี
ลกั ษณะหยาบ เมด็ ดินไม่เกาะตวั กนั ทาใหก้ ารระบายน้าไดเ้ ร็วมาก จึง
ไม่สามารถกกั เก็บน้าไวไ้ ด้ เป็ นดินที่มีทรายประกอบอยู่ 70% ข้ึนไป
น้าซึมผา่ นง่าย

ดินเหนียว ดินที่มีเส้นผา่ ศูนยก์ ลางของอนุภาคดินเลก็ กวา่ 0.002 มม. เป็นพวกเน้ือ
ดินละเอียดและมีการจบั ตวั กนั อยา่ งหนาแน่น มีช่องวา่ งระหวา่ งเมด็ ดิน

นอ้ ย จึงสามารถอุม้ น้าไวไ้ ดม้ าก แต่การระบายถ่ายเทอากาศไม่สะดวก
เป็นดินท่ีมีดินเหนียวประกอบอยู่ 40% ข้ึนไป อุม้ น้าไดด้ ีมาก

ดินร่วน ดินที่มีเส้นผา่ ศูนยก์ ลางของอนุภาค ต้งั แต่ 0.002 - 0.05 มม. ดินชนิดน้ี
จะมีช่องว่างระหวา่ งเม็ดดินมาก ทาให้น้าซึมไดส้ ะดวก แต่การอุม้ น้า
นอ้ ยกวา่ ดินเหนียว น้าและอากาศผา่ นไดด้ ีกวา่ ดินเหนียว

ชนิดของดิน (soil texture)

1. ดนิ ทราย เป็นดินท่ีมีการระบายน้าและอากาศดี
มาก มีความสามารถในการอุม้ น้าต่า มีความอดุ ม
สมบูรณ์ต่า เพราะความสามารถในการจบั ยดึ ธาตุ
อาหารพชื มีนอ้ ย พชื ที่ช้นั บนดินทรายจึงมกั ขาด
ท้งั อาหารและน้า เป็นดินท่ีมีเน้ือดินทราย เพราะ
มีปริมาณอนุภาคทรายมาก

ชนิดของดิน (soil texture)

2. ดนิ เหนียว เป็นดินท่ีเม่ือเปี ยกแลว้ มีความยดื หยนุ่ อาจ
ป้ั นเป็ นก้อนหรื อคลึ งเป็ นเส้นย าวได้ เหนี ย ว
เหนอะหนะติดมือ เป็ นดินท่ีมีการระบายน้าและอากาศ
ไม่ดี มีความสามารถในการอุม้ น้าไดด้ ี มีความสามารถ
ในการจบั ยึดและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชไดส้ ูง หรือ
ค่อนขา้ งสูง เป็นดินท่ีมีกอ้ นเน้ือละเอียดเพราะมีปริมาณ
อนุภาคดินเหนียวอยู่มากเหมาะที่จะใช้ทานาปลูกขา้ ว
เพราะเกบ็ น้าไดน้ าน

ชนิดของดิน (soil texture)

3. ดินร่วน ไดแ้ ก่ ดินท่ีมีส่วนประกอบดิน
ทราย โคลนตมและดินเหนียวโดยปริมาณ
ดินเหนียวและดินทรายไม่มากนกั เมด็ ดิน
ขนาดพอเหมาะ ฉะน้ันน้าและอากาศจึง
ไหลผา่ นดินร่วนไดด้ ีกวา่ ดินเหนียว

สีของดิน (soil color)

สีของดินเป็นสมบตั ิเฉพาะตวั ของดินน้นั ท่ีเห็นไดช้ ดั เจน
จะมีความแตกต่างกนั มากมายอนั เน่ืองมาจาก วตั ถุตน้ กาเนิดและ
แร่ธาตุในดิน เช่น ถา้ ดินมีแร่เหลก็ ในรูปของ Fe2O3 จะทาใหด้ ิน
มีสีแดง อินทรียส์ ารในดินถา้ มีอยมู่ ากจะทาให้ดินมีสีคล้าหรือสี
ดา หรือความช้ืนในดินท่ีสูงจะทาใหด้ ินมีสีเขม้ ข้ึน โดยทว่ั ไปดิน
ช้ันบนซ่ึงมีอินทรี ย์วัตถุอยู่มากมักจะมีสีเข้มกว่าดินช้ันล่าง
เนื่ องจากมี ความแตกต่ างหลากหลายในสี ของดิ นจึ งได้มี ก าร
กาหนดรหสั สีมาตรฐานของดินข้ึนมาใช้ เช่นสมุดเทียบสีดินของ
มนั เซลล์ (Munsell soil color chart)

ความเป็ นกรดเป็ นด่างของดิน

ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช สามารถทราบได้
โดยการวดั ระดบั pH ของดิน ซ่ึงคา่ pH หรือคา่ ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน จะมีค่าต้งั แต่
0 - 14 ถา้ ระดบั pH = 7 จดั วา่ เป็นกลาง แต่ถา้ ระดบั pH สูงกวา่ 7 จดั วา่ เป็นด่าง ค่าต่ากวา่ 7
ลงไป จดั วา่ เป็นกรด

ถา้ pH < 7 แสดงวา่ ดินเป็นกรด ยงิ่ มีค่านอ้ ยความเป็นกรดยง่ิ สูง
ถา้ pH > 7 แสดงวา่ ดินเป็นด่าง ยงิ่ มีค่ามากความเป็นด่างยงิ่ สูง
ถา้ pH = 7 แสดงวา่ ดินเป็นกลาง

ความเป็ นกรดเป็ นด่างของดิน

การวดั ระดบั ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน นิยมใชก้ นั ทวั่ ไปในปัจจุบนั มี 2 วิธี
1. การวดั ระดบั pH ของดินโดยการพิจารณาดูจากสีของน้ายาท่ีใชล้ งไปให้ทา

ปฏิกิริยากบั ดิน วิธีแบบน้ีทาไดง้ ่ายสะดวก รวดเร็ว และประหยดั ค่าใชจ้ ่าย แต่ขอ้ เสีย
ไม่คอ่ ยละเอียดและอาจเทียบสีผดิ พลาดไดง้ ่าย

2. การวดั ระดบั pH ของดินโดยใชเ้ ครื่องมือในทางไฟฟ้า เรียกวา่ pH มิเตอร์ ซ่ึง
สามารถวดั ค่าระดบั pH ของดินไดอ้ ยา่ งละเอียดและแน่นอน แต่มีราคาแพงกวา่ วธิ ีแรก

การแกไ้ ขปรับปรุงความเป็นกรดเป็นด่างของดิน

วิธีการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกบั การเจริญเติบโตของพืช โดยทว่ั ไปปฏิบตั ิได้
ดงั น้ี

1. ดินด่าง สามารถทาการปรับปรุงได้ คือ
1.1. ใส่สารเคมีบางชนิด เช่น ผงกามะถนั ในขณะท่ีดินช้ืน เพราะธาตุกามะถนั จะเปล่ียนเป็ น

กรดซลั ฟิ วริก มีฤทธ์ิเป็นกรด จึงสามารถลดการเป็นด่างของดินลงได้ ทาใหด้ ินเป็นกลาง
1.2 การทดน้าเขา้ ในพ้ืนที่แลว้ ระบายน้าน้ันทิ้ง เพื่อชะลา้ งเกลือออกหรือถา้ ในพ้ืนที่ที่มีการ

ระบายน้าดีเรากท็ าไดโ้ ดยการระบายน้าเขา้ ขงั ไวน้ าน ๆ น้าจะช่วยละลายเหลือแลว้ ซึมลงขา้ งล่าง ลึก
เกินระดบั รากพืช

1.3 การไถดินใหล้ ึกเพอ่ื พลิกดินบนลงขา้ งล่าง
1.4 ใส่ป๋ ุยพวกที่มีฤทธ์ิตกคา้ งเป็นกรด เช่น ป๋ ุยแอมโมเนียมซลั เฟต

การแกไ้ ขปรับปรุงความเป็นกรดเป็นด่างของดิน

2. ดินกรด เกิดจากใส่ป๋ ุยเคมีมากเกินไป สามารถทาการปรับปรุงแกไ้ ขได้ คือ
2.1 ใส่ปูนขาว หรือแคลเซ่ียมคาร์บอเนต (Ca(OH)2)หรือ ดินมาร์ล
2.2 ยกร่องแปลงใหส้ ูงข้ึน เพื่อลดระดบั น้าใตด้ ินใหต้ ่าลง
2.3 ทาการไถพรวนอยเู่ สมอ เพ่อื ใหอ้ ากาศและแสงแดดผา่ นเขา้ ไปในดินไดส้ ะดวก

3. ดินเหนียว สามารถปรับปรุงแกไ้ ขได้ คือ
3.1 ใส่พวกข้ีเถา้ แกลบ ทราย หรือขยุ มะพร้าว แลว้ ไถพรวนใหค้ ลุกเคลา้ กนั จนเขา้ กนั ไดด้ ี
3.2. ใส่ป๋ ุยคอก ป๋ ุยหมกั และป๋ ุยพืชสด
3.3 ปลูกพืชหมุนเวียน โดยเฉพาะพืชตระกลู ถวั่
3.4 ระบายน้าออกจากพ้ืนท่ี อยา่ ใหน้ ้าขงั

การแกไ้ ขปรับปรุงความเป็นกรดเป็นด่างของดิน

4. ดินทราย สามารถปรับปรุงแกไ้ ข คือ
4.1 ใส่ป๋ ุยอินทรีย์ เช่น ป๋ ุยคอก ป๋ ุยหมกั ป๋ ุยพืชสด
4.2 ใส่ป๋ ุยอนินทรียเ์ พ่มิ เป็นการเพ่ิมธาตุอาหารและเชื่อมเมด็ ดินใหต้ ิดกนั
4.3 ปลูกพืชตระกลู ถว่ั เพ่อื เพิม่ ธาตุไนโตรเจนใหแ้ ก่ดิน
4.4 ระบบชลประทานตอ้ งดี เพราะดินทรายไม่สามารถอุม้ น้าไดน้ าน

5. ดินนา สามารถปรับปรุงแกไ้ ขไดโ้ ดย
5.1 ใส่ป๋ ุยอินทรียใ์ นนาทุกฤดูกาล
5.2 ปลูกพืชหมนุ เวียน
5.3 ไม่ควรเอาตอชงั หรือฟางขา้ วออกจากท่ีนา
5.4 หลกั จากการเกบ็ เก่ียว ควรไถกลบตอชงั เพ่ือใหก้ ลายเป็นป๋ ุยของพืชต่อไป

เกบ็ คะแนน

1. องคป์ ระกอบของดินที่เหมาะสมกบั การเจริญเติบโตของพชื มีท้งั หมดกี่ส่วน อะไรบา้ ง
2. องคป์ ระกอบของดินที่เหมาะสมกบั การเจริญเติบโตของพชื ท่ีไดจ้ ากการสลายตวั เน่าเป่ื อย
ผพุ งั ของ ซากพืช ซากสัตว์ คืออะไร
3. จงบอกวิธีการปรับปรุงดินเหนียว มา 1 วิธี
4 จงบอกวิธีการปรับปรุงดินนา มา 1 วธิ ี
5 จงบอกวธิ ีการปรับปรุงดินกรด มา 1 วธิ ี
6 จงเปรียบเทียบขอ้ แตกต่างระหวา่ งดินช้นั บนและดินช้นั ล่าง

เกบ็ คะแนน

1. ขอ้ ใดคือลกั ษณะของดินช้นั บน
ก. มีน้าหนกั มาก
ข. ดินร่วนมีสีดาคล้า
ค. มีธาตุอาหารอยนู่ อ้ ย
ง. ดินยากต่อการไถพรวน
2. ส่วนประกอบของดินท่ีเหมาะสมกบั การเจริญเติบโต
ของพชื ส่วนใดท่ีมีจานวนมากท่ีสุด
ก. น้า
ข. อากาศ
ค. อนินทรียว์ ตั ถุ
ง. อินทรียว์ ตั ถุ

เกบ็ คะแนน

3. ส่วนประกอบของดินส่วนใดท่ีเกิดจากการสลายตวั เน่าเป่ื อยผพุ งั ของซาก
พืช ซากสตั ว์
ก. น้า
ข. อากาศ
ค. อนินทรียว์ ตั ถ
ง. อินทรียว์ ตั ถุ
4. ช้นั ดินที่สมบูรณ์ ช้นั ใดที่เหมาะสมกบั การปลูกพชื มากท่ีสุด
ก. O
ข. A
ค. B
ง. C

เกบ็ คะแนน

5. ขอ้ ใดไม่ใช่ความสาคญั ของดิน
ก. เป็นแหล่งใหอ้ ากาศแก่รากพชื ใชใ้ นขบวนการหายใจ
ข. เป็นแหล่งใหร้ ากพืชอาศยั และหยง่ั ลึก
ค. เป็นแหล่งท่ีอยอู่ าศยั ของศตั รูพชื
ง. เป็นแหล่งใหแ้ ร่ธาตุอาหารแก่พืช
6. ขอ้ ใดไม่ใช่การปรับปรุงดินทราย
ก. ใส่ป๋ ุยคอก
ข. ใส่ป๋ ุยหมกั
ค. ปลูกพืชตระกลู ถว่ั
ง. พรวนดินบ่อยๆ คร้ัง

เกบ็ คะแนน

7. ขอ้ ใดเป็นลกั ษณะของดินดี
ก. ดินมีสีคล้า เพราะมีอินทรียว์ ตั ถุอยมู่ าก
ข. ดินมีสีคล้า เพราะมีอินทรียว์ ตั ถุอยนู่ อ้ ย
ค. ดินมีสีจาง เพราะมีอินทรียว์ ตั ถุนอ้ ย
ง. ดินมีสีจาง เพราะมีอินทรียว์ ตั ถุมาก
8. ขอ้ ใดไม่ใช่ลกั ษณะของดินเหนียว
ก. สามารถอุม้ น้าไดม้ าก
ข. มีช่องวา่ งระหวา่ งเมด็ ดินนอ้ ย
ค. การระบายถ่ายเทอากาศไดด้ ี
ง. เน้ือดินละเอียดและมีการจบั ตวั กนั อยา่ งหนาแน่น


Click to View FlipBook Version