วันวานยัง เหมือนเก่า
team motalu
DONGSOMSUK
วัดดงส้มสุก!
โบราณสถาน วัดพระธาตุดงส้มสุขเป็น
วัดร้างตั้งอยู่ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย
จังหวัดเชียงใหม่
TRIP ตามรอยวัดเก่าอำเภอแม่อาย
มนต์เสน่ห์วัดเก่า กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการขุดแต่ง
โบราณสถานวัดส้มสุก ตำบลมะลิกา
อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
การขุดแต่งโบราณสถานวัดส้มสุก เกิดขึ้น
จากความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากรและ
ชุมชน ในตำบลมะลิกา
ท่องเที่ยววัดเก่าในอำเภอแม่อาย
https://www.hippopx.com/
สารบัญ
CONTENIS
ประวัติความเป็น 01 01
โบราณวัตถุ 03
ลายลักษณ์อักษร 04 03
โบราณสถาน 05
04 05
ลายลักษณ์อักษร
ทีมงาน บทบรรณาธิการ
นางสาวสุชาวดี สิทธิแก้ว วัดพระธาตุดงส้มสุข ทำไมถึงเรียกว่าดงส้มสุข
นางสาวศกุลตรา ก่ำแก้ว นั้นเพราะแต่ก่อนมีต้นส้มสุขล้อมรอบอยู่
นางสาวเยาวภา อะเคือ มากมาย และเป็นโบราณสถานที่มีทั้งเจดีย์ วิหาร
นางสาวหอม ลุงทา และอาคารรวมอยู่ทั้งหมด 5 หลัง เป็นวัดร้างที่
นางสาวอาริศรา คำปันศรี สงบ ร่มเย็น เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา ใครที่
นางสาวรมิตา เจนหงษ์ ชอบค้นคว้าและเรียนรู้เกี่ยวกับโบราณสถานอัน
นางสาวกุลนันทน์ ไทยใหญ่ เก่าแก่นั้นสามารถมาเที่ยวชมหรือเรียนรู้กันได้
นางสาวจิราภรณ์ คำแขก
สาระน่าอ่าน
โบราณสถาน วัดพระธาตุดงส้มสุขเป็นวัดร้างตั้งอยู่
ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ บนฝั่ง
ตะวันตกแม่น้ำฝาง ซึ่งในปัจจุบันนี้แม่น้ำฝางได้
เปลี่ยนทิศไปอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออก มีตำนานบอก
เล่าเกี่ยวกับวัดพระธาตุอยู่หลายตำนาน สามารถ
ศึกษาได้จากเนื้อหาต่อไปนี้
ประวัติความเป็นมา
วัดพระธาตุดงส้มสุก เป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ในเขตตำบล
มะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ บนฝั่งตะวัน
ตกเฉียงใต้ของแม่น้ำฝาง (แม่น้ำฝางได้เปลี่ยน
ทิศทางเดินไปทางด้านตะวันออก ปัจจุบันอยู่ห่าง
จากแม่น้ำฝางประมาณ 400 เมตร เนื้อที่ดินตาม
โฉนดเลขที่ 10819 เล่มที่ 109 หน้า 19 เลขที่ดิน 220
ตั้งอยู่ในตำบลแม่อาย (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นตำบล
มะลิกา) มีเนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา ตาม
ตำนานบอกว่าวัดนี้สร้างหลังจากพระเจ้าพรหม
มหาราช สร้างเวียงไชยปราการได้ 4 ปี บางตำนาน
บอกว่า สร้างในพุทธศตวรรษที่ 14 บ้าง พุทธ
ศตวรรษที่ 15 บ้างและ 16 บ้าง ซึ่งไม่ตรงกัน
ตำนานที่ควรเชื่อได้ว่าพระเจ้าพรหมมหราชได้ทรง
สถาปนาเวียงไชยปราการในพุทธศตวรรษที่ 9
(พ.ศ. 919) ต่อมาพระองค์ได้ทรงสร้างวัดประจำ
เมือง คือ วัดเวียงไชย ในปีพ.ศ. 923 จากนั้นก็มาส
ร้างวัดพระธาตุดงส้มสุก และวัดพระธาตุสบฝาง
ตามลำดับ เมื่อพระองค์ได้สร้างวัดประจำเมือง
เรียบร้อยแล้ว (วัดเวียงไชย) พระองค์จึงประทับเรือ
ขึ้นไปตามลำน้ำฝาง จึงได้พบพื้นที่เหมาะสมอยู่บน
ฝั่งแม่น้ำฝาง พื้นที่ตรงนั้นเป็นป่าไม้ยืนต้นขนาดเล็ก
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นต้นส้มสุก พระองค์จึงได้สร้าง
วัดขึ้นตรงนี้และตั้งชื่อว่า "วัดพระธาตุดงส้มสุก"
จากนั้นจึงลงเรือไปถึงปากน้ำกก และขึ้นไปก่อเจดีย์
บนยอดเขาตรงน้้น ภายหลังเรียกว่า วัดพระธาตุสบ
ฝางจนถึงทุกวันนี้ วัดพระธาตุดงส้มสุก ถือว่าเป็น
หนึ่งในพระอารามหลวงของไชยปราการยุคน้้น
สันนิษฐานว่า น่าจะเจริญรุ่งเรืองดี พระเจ้าพรหม
กุมารผู้สถาปนาวัดนี้ ได้เสวยราชสมบัติอยู่เวียงไชย
ปราการนี้จนถึงปี พ.ศ. 980 จึงเสด็จสวรรคต สิริ
พระชนมายุได้ 77 พรรษา
วัดดดงส้มสุก 01
วัดพระธาตุดงส้มสุก น่าจะตกเป็นวัดร้าง
ช่วงอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ตั้งแต่
ปี พ.ศ. 2175 ที่พระเจ้าสุทโธธรรมราชา
กษัตริย์พม่ายกทัพขึ้นมาตีเมืองไชยปราการ
กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากร
ที่ 8 เชียงใหม่และคณะ ได้พบว่า
วัดพระธาตุดงส้มสุกเป็นเนินโบราณสถาน
ขนาดใหญ่ มีความสูงจากพื้นที่โดยรอบ
ประมาณ 1.60-2.00 เมตร พื้นที่บนเนิน
โบราณสถานมีขนาดประมาณ 40-70 เมตร
เจดีย์อยู่ด้านใต้ห่างจากวิหาร
ประมาณ12เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์
ทรงแปดเหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน ขนาดเส้น
ผ่านศูนย์กลางฐานประมาณ 10 เมตร
ส่วนวิหารเป็นวิหารขนาดใหญ่ยาวประมาณ
31 เมตร
ได้พบวัตถุโบราณหลายชิ้นเช่นเศษชาม
เคลือบสีเขียว จากเตาพานเชียงราย7 ชิ้น
เศษภาชนะดินเผาจากเตาเวียงกาหลง
เชียงราย 3 ชิ้น ฯลฯ พระธาตุส้มสุก
วัดสีลาอาสน์ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2538
สมัยพระอธิการกิตติ อิคุโณ เป็นเจ้าอาวาส
โดยมีแม่นายสมศรี วังทองคำ เป็นประธาน
การก่อสร้าง และพระครูวิมลกิตติสาร
เจ้าคณะอำเภอแม่อาย วัดท่าตอน เป็นผู้ให้
ความเห็นชอบ พระเจดีย์องค์นี้บรรจุหัวใจ
พระธาตุส้มสุก และพระสิงห์ 1 โดยมี
หลวงปู่ทอง สิริมังคโล สมัยเมื่อครั้ง
ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชพรหมาจารย์
ได้ขึ้นมาเป็นประธานบรรจุหัวใจพระธาตุ
ดังกล่าว
วัดดดงส้มสุก 02
วัตถุโบราณ
https://www.banmuang.co.th/ กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการขุ ดแต่งโบราณสถานวัดส้ม
สุก โดยใช้งบประมาณปี 2564 เพื่อดำเนินงานต่อจากระยะ
แรกเมื่อปี 2558 ในขณะนี้มีโบราณสถานที่ดำเนินการขุดค้น
แล้ว ได้แก่ เจดีย์ประธานทรงระฆังมีช้างล้อมรอบฐานวิหาร
ขนาดใหญ่ ซึ่งพบร่องรอยการปฏิสังขรณ์ 3ครั้ง, ซุ้มประตู
โขงและอาคารใหญ่น้อยอีกประมาณ 10 หลัง ซึ่งได้พบ
โบราณวัตถุสำคัญ ได้แก่ พระพิมพ์เนื้อชินมีจารึกคาถา
“จะภะกะสะ” ซึ่งเป็นคาถาที่ปรากฏในคัมภีร์วิชรสารัตน
สังคหะ รจนา โดยพระรัตนปัญญาเถระภิกษุในนิกายวัดสวน
ดอกเมื่อ พ.ศ. 2078 และล่าสุดคือการค้นพบจากรึกโบราณ
- จานกระเบี้ยง -ไห
- เบี้ยเงิน -ครกหิน
- กำไลข้อเท้า -หม้อดินเผา
- ผางประทีบ - แจกันเซรามิค
- พระเครื่อง
วัดดงส้มสุก 03
ลายลักษณ์อักษร
จารึกอักษรฝักขามบนแผ่นอิฐหน้า https://www.banmuang.co.th/
วัวและอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
มีทั้งที่จารเป็นอักษร 1 - 2 ตัว
และเป็นข้อความหรือภาพลายเส้น
เป็นลวดลายต่างๆ
เบื้องต้นนักโบราณคดีได้จำแนกจารึกบน
ก้อนอิฐที่พบออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เขียนเป็น
ข้อความ และกลุ่มที่เขียนเป็นตัวอักษร
https://www.banmuang.co.th/
วัดดงส้มสุก 04
โบราณสถาน
โบราณสถาน
หมายเลข ๑ (เจดีย์)
เป็นหนึ่งในสองของโบราณสถานที่อยู่ในแกนหลักของศาสนสถาน และน่าจะเป็น
จุดศูนย์กลางของศาสนสถานอีกด้วย ซึ่งสามารถพบได้ในแผนผังศาสนสถาน
โดยทั่วไปในสมัยล้านนา หากกล่าวถึงแผนผังของโบราณสถานหลังนี้ อยู่ในรูป
สี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดประมาณ ๑๕x๑๕ เมตร วางแนวอาคารตามแกนทิศ
ด้านตะวันออกของโบราณสถานหมายเลข ๑ (เจดีย์) เป็นที่ตั้งของวิหาร
ตามแผนผังโดยทั่วไปสมัยล้านนา
https://www.banmuang.co.th/ https://fanginside.wordpress.com/
วัดดงส้มสุก 05
โบราณสถาน
หมายเลข ๒ (วิหาร)
เป็นหนึ่งในสองของโบราณสถานที่อยู่ใน
แกนหลักของศาสนสถาน พบอยู่ทางด้าน
ทิศตะวันออกของโบราณสถานหมายเลข
๑ (เจดีย์) ห่างจากกันประมาณ ๕ เมตร
ลักษณะแผนผังของอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ผืนผ้า ขนาดความกว้าง ๒๒.๕ เมตร
ความยาวของอาคารโดยประมาณ ๓๗
เมตร ซึ่งไม่สามารถระบุได้แน่ชัดเพราะ
ส่วนด้านหน้าของโบราณสถานหลังนี้ ถูก
ทำลายจากการขุดลำเหมืองตัดผ่าน รูป
แบบของอาคารเป็นอาคารแบบยกเก็จ
โดยมีส่วนยกเก็จท้ายวิหาร ๑ ชั้น และมี
การยกเก็จส่วนหน้าวิหาร ๒ ชั้น แนวแกน
กลางของโบราณสถานหมายเลข ๒
(วิหาร) อยู่ตรงกับแนวแกนกลางของ
โบราณสถานหมายเลข ๑ (เจดีย์) จึงถือว่า
โบราณสถานทั้งสองหลังนี้ อยู่ในแนวแกน
หลักและเป็นอาคารหลักของศาสนสถาน
แห่งนี้
วัดดงส้มสุก 06
โบราณสถาน
หมายเลข ๓
อยู่ทางด้านทิศเหนือของโบราณ
สถานหมายเลข ๑ และ ๒ เป็น
อาคารที่มีผังรูปสีเหลี่ยมผืนผ้า
ขนาดความกว้าง ๙ เมตร
ความยาวของอาคารวัดจาก
บันใดทางขึ้นถึงท้ายอาคาร ๒๑.๕
สามารถแยกเป็นส่วนบันไดยาว
๒.๒ เมตร ตัวอาคารยาว ๑๙.๓
เมตร ลักษณะแผนผังของอาคาร
เป็นอาคารยกเก็จกับโบราณสถาน
หมายเลข ๒ (วิหาร) นอกจากนี้
ระหว่างโบราณสถานหมายเลข ๒
กับ ๓ นั้น ยังมีทางเดินเชื่อมต่อ
อาคารทั้งสองหลังเข้าด้วยกัน
วัดดงส้มสุก 07
โบราณสถาน
หมายเลข ๔
อยู่ทางด้านทิศเหนือของโบราณ
สถานหมายเลข ๓ พบเป็นแนวก่อ
อิฐต่อเนื่องขนาดความกว้าง ๗.๕
เมตร ยาว ๙ เมตร มีบันไดทอดลง
มาจากด้านทิศเหนือของโบราณ
สถานหมายเลข๓บริเวณปลายด้าน
ทิศตะวันตกของโบราณสถานหลัง
นี้พบร่องรอยของบ่อน้ำซึ่งปัจจุบัน
มีการก่อเสริมขึ้นมาประมาณ ๑
เมตร จากลักษณะที่พบสันนิษฐาน
ว่าน่าจะเป็นพื้นลานเตี้ยมี
โครงสร้างเสาและหลังคาเครื่องไม้
สร้างครอบอยู่ด้านบน
วัดดงส้มสุก 08
โบราณสถาน
หมายเลข ๕
อยู่ทางด้านทิศเหนือด้านตะวันออกของโบราณ แม้ว่าอาคารทั้งสองหลังวางตัวเอียง
สถานหมายเลข (วิหาร) ลักษณะแผนผังเป็น จากแนวทิศตะวันออก-ตะวันตกไปเล็ก
อาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดความกว้าง ๗.๕ น้อย แต่ยังถือว่าการวางตัวของอาคาร
เมตร ยาว ๙ เมตร ไม่มีการยกเก็จมุมอาคารจาก หลักเป็นลักษณะเดียวกันกับการสร้าง
ลักษณะและตำแหน่งของอาคาร ในเบื้องต้น ศาสนสถานโดยทั่วไปของล้านนา ซึ่งจัด
สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาคารประเภทมณฑปร่อง วางตำแหน่งวิหารไว้ด้านหน้า ส่วนทาง
รอยโบราณสถานที่พบหลังการขุ ดแต่งแสดงให้ ด้านหลังหรือด้านทิศตะวันตกของวิหาร
เห็นว่าโบราณสถานวัดส้มสุก (ร้าง) มีแผนผัง เป็นเจดีย์ประธานของวัดส่วนแนวแกน
หลักของศาสนสถานสองหลัง คือ อาคารวิหาร ของอาคารที่เอียงไปจากแกนทิศเล็กน้อย
และเจดีย์ประธาน นั้น อาจเกี่ยวพันกับตำแหน่งทางเข้า
ของวัด ซึ่งหันทางเข้าวัดตามแนวการ
วางตัวของลำน้ำ ส่วนโบราณสถานอีก
สามหลัง ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของ
อาคารหลักเป็นอาคารประกอบในแผนผัง
ของวัด โดยแต่ละหลังจากมีหน้าที่การใช้
งานแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะทำการ
วิเคราะห์ร่วมกับโบราณวัตถุที่พบใน
โบราณสถานแต่ละหลังต่อไป
วัดดงส้มสุก 09
แ ผ น ผั ง วั ด ด ง ส้ ม สุ ก