ชีทสรุป “ติว O-NET” X สรุปเนื้อหาหลักภาษาไทย สำหรับติวโอเน็ตโดยเฉพาะ !! หลักภาษาไทย ม.6
X เนื้อหาชีทสรุป ชนิดของคำ ความหมายโดยนัย ข้อเท็จจริง-ข้อคิดเห็น หลักการอ่านจับใจความ โวหารการเขียน การเขียนย่อความ คำบาลี-สันสกฤต คำสมาส-สนธิ คำทับศัพท์ คำยืมภาษาจีน คำยืมภาษาญี่ปุ่น สำนวนไทย ฉันทลักษณ์คำประพันธ์
ชนิดของคำ หนังสืออุเทศภาษาไทย ชุด บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม ๓ จำแนกชนิดของคำไทย โดยใช้เกณฑ์ หน้าที่ ตำแหน่งที่คำปรากฏและความสัมพันธ์กับคำอื่น รวมทั้งเกณฑ์ความหมาย ประกอบกัน จำแนกเป็นคำ ๑๒ ชนิด ได้แก่ ๑.คำนาม ๒.คำสรรพนาม ๓.คำกริยา ๔. คำช่วยกริยา ๕. คำวิเศษณ์ ๖. คำที่เกี่ยวกับจำนวน ๗. คำบอกกำหนด ๘. คำบุพบท ๙. คำเชื่อม ๑๐. คำลงท้าย ๑๑. คำอุทาน ๑๒. คำปฏิเสธ ๑.๑ คำนามสามัญ คือ คำนามที่ใช้เรียกสิ่งต่างๆ โดยทั่วไป เช่น คน บ้าน วัด โรงเรียน นักเรียน อาจมีความหมายแคบ-กว้างต่างกัน ผลไม้ - ทุเรียน ชมพู่ มะม่วง มะม่วง - ฟ้าลั่น เขียวเสวย ๑.๒ คำนามวิสามัญ คือ คำนามที่เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเฉพาะสำหรับ เรียกขาน เช่น สมร มริสา วุฒิพัฒน์ อุดรธานี คำนาม เป็นคำที่หมายถึง บุคคล สัตว์ วัตถุ สิ่งของ สภาพธรรมชาติ สถานที่ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม จำแนกเป็น ๔ ชนิด ได้แก่ ๑. คำนาม ๑.๓ ค ำลักษณะนาม คือ คำนามที่ใช้บอกลักษณะของนามนั้นๆ หรือ บอกลักษณะกริยานั้นๆ เช่น - บอกลักษณะนาม จะอยู่หน้าหรือหลังคำนาม เช่น เก้าอี้ ๑๐ ตัว บ้าน ๑ หลัง - คำลักษณะนามสามารถใช้บอกกลุ่ม หมู่ พวก ของคำนามที่อยู่รวมกันได้ เช่น ทหาร ๓ กอง โขลงช้าง ๑.๔ ค ำอาการนำม คือ คำนามที่เกิดจากการแปลงคำกริยา ให้ เป็นคำนาม โดยการเติมคำ “การ” หรือ “ความ” ลงข้างหน้า จะมีความหมายเป็น เชิงนามธรรมเสมอ เช่น การกิน ความตาย ความโกรธ การเดิน
๒.๒ คำสรรพนามถาม คือ คำสรรพนามที่ใช้แสดงคำถาม ได้แก่ ใคร อะไร ไหน เช่น ใครเขียน ลูกทำอะไร ร่มอยู่ไหน ชอบกินอะไร ๒.๑ คำบุรุษสรรพนาม คือ คำสรรพนามบอกบุรุษใช้แทนบุคคล แบ่งเป็น ๓ ชนิด คือ - สรรพนามบุรุษที่ ๑ ใช้แทนผู้พูด เช่น ผม ฉัน ข้าพเจ้า ข้า หม่อมฉัน กู ตู - สรรพนามบุรุษที่ ๒ ใช้แทนผู้ที่พูดด้วย คือผู้ฟังและผู้อ่าน เช่น คุณ เธอ ท่าน - สรรพนามบุรุษที่ ๓ ใช้แทนผู้ที่กล่าวถึง เช่น ท่าน เธอ มัน พระองค์ ๒. คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนนาม แบ่งเป็น ๕ ชนิด ได้แก่ ๒.๔ คำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ คือ คำสรรพนามที่ไม่ระบุหรือกำหนดแน่นอน ได้แก่ ใคร อะไร ไหน เช่น เขาไม่ชอบใครเลย เธอจะพูดอะไรก็ช่าง ๒.๓ คำสรรพนามชี้เฉพาะ คือ คำสรรพนามที่ใช้บอก ระยะใกล้-ไกล มี ๘ คำ ได้แก่ นี่ นั่น โน่น นู่น นี้ นั้น โน้น นู้น ๒.๕ คำสรรพนามแยกฝ่าย คือ คำสรรพนามที่แสดงว่ามีหลายส่วนหลาย ฝ่าย ได้แก่ ต่าง บ้าง กัน เช่น ชาวนาต่างเกี่ยวข้าว นักเรียนบ้างก็เล่นบ้างก็เรียน ต่างคนต่างทำงาน ๓.๑ คำกริยาที่มีหน่วยกรรม ๑) คำกริยาสกรรม หรือ สกรรมกริยา คือ คำกริยาที่มีกรรม ตามหลัง เช่น กิน ฟัง อ่าน เกี่ยว เช่น นักเรียนกินขนม ครูอ่านหนังสือ พ่อฟังข่าว ชาวนาเกี่ยวข้าว ๒) คำกริยาทวิกรรม คอืค ำกรยิำทีม่กีรรม ๒ กรรม ได้แก่ สอน ป้อน ให้ แจก อบรม เช่น ครูสอน หนังสือให้นักเรียน พี่ป้อนข้าวน้อง พ่อให้เงินลูก ๓. คำกริยา
คำกริยาคุณศัพท์มีลักษณะคล้ายคำกริยาอกรรมมาก แต่ต่างกัน ๑) สามารถใช้คำ กว่า ที่สุด เพื่อเปรียบเทียบได้ ๒) สามารถใช้ตามหลังคำลักษณะนามได้ เช่น สุนัขตัวอ้วน, คุณแม่คนเก่ง ๓) คำกริยาต้องเติมเต็ม หรือ วิกตรรถกริยา คือ คำกริยาที่ต้องมีกรรมมาเติมตามหลังเสมอ ได้แก่ เป็น เหมือน คล้าย เท่า ใช่ มี เกิด ปรากฏ เช่น เขาเหมือนพ่อ, สมเกียรติเป็นครู ๓.๒ คำกริยาที่ไม่มีหน่วยกรรม ๑) คำกริยาอกรรม หรือ อกรรมกริยา คือ คำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรม เช่น หัวเราะ ตก ขึ้น ตาย ยืน เดิน ดีใจ เสียใจ วิตก กังวล เซ็ง สนุก หัวแตก ปวดท้อง ๒) คำกริยาคุณศัพท์ เป็นคำกริยาที่แสดงคุณสมบัติ หรือ สภาพของคำนาม หรือ บุรุษสรรพนาม ได้แก่ ดี สวย ว่องไว สูง เช่น เด็กคนนี้ดี, บ้านหลังนี้สวย, เขาสูงขึ้นมาก, นักกีฬาคนนี้ว่องไว - คำกริยานำ คือ คำกริยาที่ต้องปรากฏ หน้าคำกริยาอื่นเสมอ ได้แก่ ชอบ พลอย พยายาม อยาก ฝึก หัด ตั้งใจ ห้าม ช่วย กรุณา วาน เช่น เราพยายามเตือนเขาแล้ว เด็กหัดขี่จักรยาน ฯลฯ - คำกริยาตาม คือ คำกริยาที่ปรากฏหลัง คำกริยาอื่นเสมอ ได้แก่ ไป มา ขึ้น ลง เข้า ออก เช่น เขาส่งจดหมายไปเมืองนอก เขานั่งลง เงยหน้าขึ้นอีกนิด ๔. คำช่วยกริยา คำช่วยกริยา หรือ กริยานุเคราะห์ คือ คำที่ไม่ใช่คำกริยาและไม่ปรากฏตามลำพัง จะอยู่ร่วมกับคำกริยาหรืออยู่หน้าคำกริยา เสมอเพื่อบอกความหมายของคำกริยานั้น - บอกอดีต หรือ อนาคต เช่น แล้ว : หมอได้ผ่าเอาเนื้อร้ายออกแล้ว - บอกระยะเวลา เช่น กำลัง มัก เพิ่ง : นาฬิกาเพิ่งตาย กำลัง : ผมกำลังอ่านหนังสือ - แสดงมาลาแสดงการคาดคะเน ขอร้อง บังคับ เช่น คง จวน ยัง โปรด : เย็นนี้ฝนคงตกอีก - แสดงวาจก ว่าเป็นผู้รับการกระทำ เช่น ถูก โดน สามารถถูกลงโทษ - อยู่ร่วมกับคำ “ไม่” บอกความปฏิเสธ เช่น เขาไม่ค่อยออกกำลังกาย งานนี้เขาไม่ยักกะมา
๕. ค ำวิเศษณ์ คอืค ำทีท่ ำหนำ้ที ่ เป็นหน่วยขยำยกรยิำ มกัอยู่หััคค ำกริยำ ค ำวิเศษณ์แบ่คเป็ น ๔ ประเภท ได้แก่ ๕.๒ ค ำวิเศษณ์ขยำยเฉพำะ คอืค ำวเิศษณท์ี ่ใชข้ยำยค ำใดค ำหนึ ่ค โดยเฉพำะ เช่น แดคแจ๋ เปียกซ่ก ด ำปี ๋ เหัือคอ๋อย ยำวเฟื ้อย แหัมเปี ๊ยบ ๕.๑ ค ำวิเศษณ์สำมัญ คอืค ำวเิศษณท์ีข่ยำยค ำกรยิำโดยทั ่วไป เชน่วนันี ้รถตดิ จัค แจ๋วมำตรคเวัำทีเดียว น้อคนอนแั้ว แม่ท ำกับข้ำวเอค เธอขับรถอย่ำคระมัดระวัค ๕.๔ ค ำวิเศษณ์บอกเวัำ คอืค ำวเิศษณท์ี ่ใชเ้พือ่บอกเวัำ เช่น เชำ้ สำย บ่ำย ค ่ำ ดก ึ วนันี ้พรุค่นี ้มะรนืนี ้ปีที ่ แั้ว ปีนี ้ปีหนำ้ขณะนี ้ตะกี ้ ปีกัำย ปีก่อน ต้นปี ท้ำยปี ฯัฯ ๕.๓ ค ำวิเศษณ์แสดคค ำถำม คอืค ำวเิศษณท์ี ่ใชแ้สดคค ำถำม เกีย่วกบักำรกระท ำ เช่น ท ำไม เหตุใด เพรำะอะไร ไย ไฉน เมือ่ ไร อย่ำคไร เช่น ท ำไมสัตว์ป่ ำบำคชนิดสูญพันธ์ ๖. ค ำที ่ เกีย่วกบัจำ นวน ๖.๒ ค ำบอกั ำดับ คอืค ำที ่แสดคั ำดบัที ่ เชน่แรก หนำ้หัคักัำค ที ่โหั่ บว๊ย รั ้คทำ้ย ที ่๑ ที ่๑๐ ๖.๑ ค ำบอกจ ำนวน คอืค ำทีท่คีวำมหมำยถคึจ ำนวน มกอยู่ ั หน้ำค ำัักษณะนำม แัะค ำนำม (ค ำนำม+ ค ำบอกจ ำนวน+ค ำัักษณะนำม) เช่น แม่ ครัวท ำอำหำร ๕ อย่ำค ไกย่ ่ำคครึ ่คตวคคไม่ ั พอ คนหัำยคนไม่ชอบกินผัก ๖.๔ ค ำหััคจ ำนวน คอืค ำทีป่รำกฏอยู่หัคัค ำบอกจ ำนวน อำจอยู่หน้ำหรือหััคค ำัักษณะนำมก็ได้ เช่น กว่ำ เศษ พอดี ถ้วน มีคนมำชุมนุมพันกว่ำคน เขำตอ้คซือ้ผำ้๓ หัำเศษๆ ๖.๓ ค ำหน้ำจ ำนวน คอืค ำทีป่รำกฏอยู่หนำ้ค ำบอกจ ำนวน แัะมีค ำัักษณะนำมตำม เชน่อกี สกัตั ้ค ทั ้ค เพยีค ประมำณ เรำจะซือ้ผำ้อีก ๒ ตัว สมศรีมีัูกตั ้ค ๖ คน
๗. คำบอกกำหนด คือ คำขยายนามที่อยู่ตำแหน่งท้ายสุดในนามวลี แบ่งเป็น ๒ ชนิด ได้แก่ ๗.๒ คำบอกกำหนดไม่ชี้เฉพาะ หรือ อนิยมวิเศษณ์ คือ คำขยายนามที่ไม่ระบุระยะ ใกล้-ไกล เช่น อื่นๆ ต่างๆ นานา ใด ไหน (หนังสืออื่นๆ มีจำนวนมาก บ้านไหนถูก โจรขึ้น ธัญพืชต่างๆ ล้วนมีประโยชน์ ฯลฯ) ๗.๑ คำบอกกำหนดชี้เฉพาะ หรือ นิยมวิเศษณ์ คือ คำขยายนามเพื่อกำหนดชี้เฉพาะว่า คำนามนั้นอยู่ใกล้หรือไกล เช่น นี่ นั่น โน่น นู่น, นี้ นั้น โน้น นู้น (นวนิยายนี่ใคร แต่ง หนังสือโน้นน่าสนใจ รถคันนู้นสี สวย ฯลฯ) ๘. คำบุพบท เช่น ฉันมาโรงเรียนกับน้อง พ่อทำงานเพื่อลูก เขานอนบนเตียง แม่ครัวปรุงอาหารสำหรับเด็กๆ ปากกาแดงของฉัน แมวของคุณแดงหายไป คำบุพบท คือ คำที่ปรากฏอยู่หน้า นาม เพื่อบอกตำแหน่ง หน้าที่ ความ เกี่ยวข้องของคำในประโยค เช่น กับ แก่ แด่ ต่อ เพื่อ เผื่อ สำหรับ บน ใน ใต้ ล่าง เหนือ ด้วย โดย ตาม ของ ๙. คำเชื่อม คือ คำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน มี ๔ ชนิด ได้แก่ ๙.๑ คำเชื่อสมภาค (สะ-มะ-พาก) คือ คำที่ใช้เชื่อมคำตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไป เข้าด้วยกัน ต้องเป็นคำชนิดเดียวกัน ได้แก่ กับ และ หรือ แต่ เช่น พ่อและแม่ให้กำเนิดลูก เกล้ากับเจตต์ร่วมกันตั้งบริษัท เพลินจะดูหนังหรือจะฟังเพลค ๙.๒ คำเชื่อมอนุประโยค คือ คำที่นำหน้าอนุประโยคในประโยคซ้อน แบ่งเป็น ๓ ชนิด คือ ๑) คำเชื่อมนามานุประโยค ได้แก่ ที่ ว่า ให้ เช่น ที่เธอทำอย่างนั้นดีแล้ว เขาบอกว่าเขาจะมา แม่บอกให้น้องไปตลาด
๒) คำเชื่อมคุณานุประโยค ได้แก่ ที่ ซึ่ง อัน เช่น เด็กที่ได้รับรางวัลเป็นน้องฉัน เหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจนได้ รัฐบาลสนับสนุนโครงการอันเป็นประโยชน์แก่เยาวชนเสมอ ๓) คำเชื่อมวิเศษณานุประโยค คือ คำเชื่อมซึ่งนำหน้าวิเศษณานุประโยค ได้แก่ เพราะ ถ้า จน กระทั่ง เมื่อ ขณะที่ เช่น เขาไม่มาทำงานเพราะลูกไม่สบาย เราจะไปชายหาดกันถ้าฝนไม่ตก เธออยู่ที่ทำงานจนเสร็จงาน ฯลฯ ๙.๓ คำเชื่อมเสริม คือ คำเชื่อมที่เพิ่มขึ้นเพื่อทำให้คำสัมพันธ์กัน ชัดเจนขึ้น ได้แก่ จึง เลย ถึง ก็ แบบว่า เช่น ฉันก็อยากรู้เรื่องนี้เหมือนกัน ก็ถูกของคุณ ทำไม่บ่ายป่านนี้ถึงยังไม่กินข้าว เหตุใดจึงมานั่งเศร้าอยู่คนเดียว ๙.๔ คำเชื่อมสัมพันธสาร คือ คำเชื่อมประโยคตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้น ไป เช่น กล่าวคือ อย่างไรก็ตาม แม้กระนั้น ในที่สุด ทว่า แต่ทว่า ทั้งนี้ อนึ่ง ฯลฯ เช่น ความรักช่วยสร้างสันติภาพแก่ โลก กล่าวคือ เมือมนุษย์มอบและแบ่งปัน ความรักให้แก่กันและกัน ก็จะไม่บังเกิดความ ริษยา ความเกลียดชัง ซึ่งเป็นต้นตอของ ความขัดแย้งอันจะนำไปสู่สงคราม ๑๐. คำลงท้าย คือ คำที่ปรากฏอยู่ท้ายสุดของประโยค แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่ ๑๐.๑ คำลงท้ายแสดงทัศนภาวะ คือ คำลงท้ายที่แสดงเจตนา หรือ ความรู้สึก เช่น ออกคำสั่ง โกรธ ชักชวน ขอร้อง โน้มน้าว ออดอ้อน ได้แก่ ซิ นะ เถอะ ล่ะ เช่น เข้ามาซิ ไปด้วยกันนะ เงินทอนล่ะ ขอเงินหน่อย ๑๐.๒ คำลงท้ายแสดงมารยาท คือ คำลงท้ายที่แสดงความสุภาพ เช่น ครับ ค่ะ ย่ะ ขอรับ ขา จ้า จ๋า
๑๑. ค ำอุทำน ๑๒. ค ำปฏิเสธ คอืค ำที ่ใชบ้อกปัด หรอืไม่ยอมรบัแบ่คเป็น ๒ ชนิด ได้แก่ ๑๒.๒ ค ำปฏิเสธข้อควำม เช่น หำมิได้มิได้ เปั่ำ มักใช ้ตอบปฏิเสธ ค ำถำม เช่น ถำม - คุณมำกับภรรยำหรือ ตอบ - หำมิได้, ถำม - คุณดูท่ำทำคเหนื ่อยนะ ตอบ - เปั่ำ ๑๒.๑ ค ำปฏิเสธกริยำ เช่น มิ ไม่ หำไม่ ผมมิใช่คนดีอะไร เขำเดินไม่ระวัค เธอจะส ำนึกผิดก็หำ ไม่ ฯัฯ เช่น สะเทือนใจ – ตำย จริค ! ตกใจ – ว้ำย ! ช่วย ด้วย ดีใจ – ไชโย ! เย่ ! เห็นใจ – โถ ! ไม่น่ำ เัย สคสัย – ฮึ! เอ๊ะ ! ประหัำดใจ โอ้โฮ ! สวยจัค!เจ็บปวด – โอ้ย ! ค ำอุทำน คอืค ำที ่ เปั่ค ออกมำเพือ่แสดคอำรมณ์ ควำมรู ้สึก แัะจะมเีครือ่คหมำยอศัเจรยี ์ ตำมหััค ตัวอย่ำคข้อสอบ
1. “ความรู้” เป็นคำนามประเภทใด ก. คำนามทั่วไป ข. คำนามชื่อเฉพาะ ค. คำนามนามธรรม ง. คำลักษณนาม 2. ข้อใดต่อไปนี้ใช้ลักษณนามได้ถูกต้อง ก. ปากกา 1 แท่ง ข. สมุด 1 อัน ค. บ้าน 1 หลัง ง. พระสงฆ์ 1 องค์ 3. คำสรรพนามในข้อใดต่อไปนี้เป็นคำบุรุษ สรรพนามที่ต่างจากพวก ก. ฉัน ข. ข้าพเจ้า ค. หนู ง. เขา 4. คำสรรพนามในข้อใดต่อไปนี้เป็นสรรพ นามบุรุษเดียวกันทั้งหมด ก. ฉัน เธอ ข. เธอ คุณ ค. ท่าน ผม ง. ผม เขา 5. ข้อใดต่อไปนี้เป็นคำกริยาทั้งหมด ก. เดิน แก้ว ข. กิน จาม ค. วิ่ง แสบ ง. ดื้อ โยน 6 “เธอสามารถ………เนื้อเพลงได้อย่างรวดเร็ว แม้ฟังเพียงครั้งเดียว” คำในข้อใดต่อไปนี้ที่เหมาะสมจะเติมลงใน ข้อความข้างต้น ก. ได้ยิน ข. ฟัง ค. จดจำ ง. ชื่นชอบ 7. ประโยคใดต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องมีกรรม ต่อท้าย ก. พี่ให้ ข. พ่อไม่สามารถ ค. แม่นอน ง. น้องปีน 8. “แก้วเป็นคนสวย และใจดี” จากข้อความ ข้างต้น คำใดบ้างที่เป็นคำกริยาคุณศัพท์ ก. เป็น ข. คนสวย ค. สวย ใจดี ง. เป็น คนสวย ใจดี 9. “มาก น้อย เยอะ เล็ก เหลือเฟือ” คำที่กำหนดให้เป็นคำวิเศษณ์ประเภทใด ก. คำวิเศษณ์บอกลักษณะ ข. คำวิเศษณ์บอกจำนวน ค. คำวิเศษณ์บอกระยะทาง ง. คำวิเศษณ์บอกเวลา 10. “เขาทำงานที่กระทรวงการท่องเที่ยว….... ประเทศไทย” คำบุพบทในข้อใดต่อไปนี้ เหมาะสมที่จะเติมลงในช่องว่าง ก. ของ ข. ที่ ค. อยู่ ง. แห่ง 11. ข้อใดต่อไปนี้เป็นคำนามสามัญ ก. สุวิมล ข. ความดี ค. โต๊ะ ง. การนอน ข้อสอบ เรื่อง ชนิดของคำ
ความหมายโดยนัย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นัยประหวัด คือ ความหมาย ของคำที่ไม่ตรงตัว แต่เป็นการแฝงความหมายไว้ภายใต้ตัวอักษร ต้อง อาศัยการตีความจากผู้รับสารจึงจะเข้าใจความหมายนั้น คำ ความหมายโดยนัย หมู ง่าย หิน ยาก ตอ อุปสรรค ปากหมา พูดจาไม่ดี งาช้าง ของดี ของล ้าค่า ดาวรุ่ง โดดเด่น เจิดจรัส ต้มตุ๋น หลอกลวง เก้าอี้ ตำแหน่ง หัวโขน บทบาทหน้าที่ งูเห่า คนทรยศ ปลาไหล คนกะล่อน ปลิ้นปล้อน จิ้งจอก คนเจ้าเล่ห์ แพะ คนบริสุทธิ์ที่ถูกใส่ร้าย แกะดำ คนที่แปลกแยกจากคนอื่น เต่า คนที่ทำงานเชื่องช้า กา คนต้อยต ่า คนจน หงส์ คนสูงศักดิ์ คนฐานะร ่ารวย ลิง คนซุกซน ควาย คนโง่ กาฝาก คนที่ชอบพึ่งพิงอาศัยคนอื่น แต่ไม่ทำประโยชน์ ใจดำ ใจร้าย เบี้ยล่าง ตกเป็นรอง เพชร สิ่งมีคุณค่า อุ้ม ลักพาตัว เข้าเนื้อ ขาดทุน กิน คดโกง กุญแจ จุดสำคัญ เค็ม ขี้ตระหนี่ ลูกพี่ หัวหน้า แก้เผ็ด แก้แค้น เอาถ่าน เอาการเอางาน คอแข็ง เมายาก ทอดสะพาน ให้ท่าเพื่อให้คนมาจีบ คำ ความหมายโดยนัย ไม่กินเส้น ไม่ถูกกัน เส้นสาย เครือข่าย กินใจ ซาบซึ้งใจ หมาขี้เรื้อน คนที่ไม่มีใครสนใจ เปรี้ยว จัดจ้าน ดอกไม้ ผู้หญิง ความรัก แมลง ผึ้ง ผู้ชาย ราชสีห์ ผู้นำ ซื่อตรง /ความสง่างาม ม้าดีดกะโหลก กิริยาที่ไม่เรียบร้อย เสือ ความดุร้าย ผู้ชาย แมงดา ชายที่เกาะหญิงโสเภณีกิน เด็ก โสเภณี กระดังงา ผู้หญิงที่ผ่านการแต่งงานมาแล้ว นกขมิ้น คนเร่ร่อน ไฟเขียว อนุมัติ จ่อ ยิง ดับ ตาย สีดำ ความชั่วร้าย, สิ่งไม่ดี, สีขาว บริสุทธิ์ สีเทา สิ่งที่ไม่สุจริต ซองขาว ใบลาออก บ้านใหญ่ เมียหลวง บ้านเล็ก เมียน้อย เสือ คนเจ้าชู้ นอกคอก คนที่ทำตัวแปลกแยก เต่า คนที่ทำอะไรเชื่องช้า จัดฉาก ทำให้ดูดีเพื่อตบตา อาบน ้าร้อน มีประสบการณ์ กล้วย ง่าย กินดิบ ชนะได้โดยง่าย หูเบา เชื่อคนง่าย ปากหนัก ไม่ค่อยพูดขอร้องใคร ความหมายโดยนัย
ข้อเท็จจริง “ข้อเท็จจริง” หมายถึง ข้อความแห่ง เหตุการณ์ที่เป็นมาหรือเป็นอยู่ตามจริง ข้อความหรือเหตุการณ์ที่จะต้องวินิจฉัย ว่าเท็จหรือจริง ลักษณะข้อเท็จจริง - ข้อความหรือเหตุการณ์ที่เป็นมา หรือที่เป็นอยู่ตามจริง - ข้อความหรือเหตุการณ์ที่วินิจฉัย แล้วว่าเป็นจริง ตัวอย่าง 1. สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2. ต้มยำกุ้งเป็นอาหารประจำชาติไทย ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น ข้อคิดเห็น “ข้อคิดเห็น” หมายถึง ความเห็น ความรู้สึกนึกคิดของ ผู้ส่งสารที่สอดแทรกอยู่ในเนื้อหา ลักษณะข้อคิดเห็น - มักมีคำว่า “น่าจะ” “นับว่า” - มีคำแสดงความเปรียบเทียบ ดีกว่า หรือแย่กว่า - เป็นการแสดงคำแนะนำ ตัวอย่าง 1. การเดินทางโดยเครื่องบินเป็น ทางเลือกที่ดีที่สุด 2. เขาคนนั้นหน้าหล่อเหลามาก หลักการจับใจความสำคัญ ๑. ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน ๒. อ่านเรื่องราวอย่างคร่าวๆ พอเข้าใจ และเก็บใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้า ๓. เมื่ออ่านจบให้ตั้งคำถามตนเองว่า เรื่องที่อ่าน มีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ๔. ตัดพลความ หรือ สิ่งที่ผู้เขียนนำมายกตัวอย่างออกไป ให้เหลือเฉพาะใจความสำคัญ ๔. นำสิ่งที่สรุปได้มาเรียบเรียงใจความสำคัญใหม่ด้วยสำนวนของตนเอง ตัวอย่าง คนไม่อ่านหนังสือ คือ คนถอยหลังอยู่ในสังคม เพราะทุกวันนี้โลกเจริญขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนมี เหตุการณ์ใหม่ๆ ทุกคนที่หวังความก้าวหน้า จึงต้อง ตามเรื่องเหล่านี้ด้วยการอ่านอย่างมิหยุดยั้ง ใจความสำคัญ พลความ หลักการจับใจความสำคัญ ตัวอย่าง การเดิน การว่ายน ้า การฝึกโยคะ การออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ตลอดจนการหายใจลึกๆ ล้วนมีส่วนทำให้สุขภาพแข็งแรง ใจความสำคัญต้องสรุปเอง คือ การทำให้สุขภาพแข็งแรงทำได้หลายวิธี
1. บรรยายโวหาร คือ การเขียนเล่าเรื่อง ราวหรือเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กัน เพื่อให้ทราบเรื่องราวโดยรวมที่เกิดขึ้น เช่น ให้ รู้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร 2. อธิบายโวหาร คือ การเขียน ไขความหรือขยายความ เพื่อให้เข้าใจประเด็น ใดประเด็นหนึ่งอย่างแจ้งชัด โดยผู้เขียนต้อง เขียนให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงกัน 3. พรรณนาโวหาร คือ การ เขียนที่มุ่งให้รายละเอียดภาพอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพและรู้สึกคล้อยตามได้ หรือเกิด "จินตภาพ" ใช้คำประณีต สละสลวย ละเอียดลออ 4. สาธกโวหาร คือ การเขียน ที่มีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ เรื่องราวหรือสิ่ง ต่างๆ เช่น นิทาน ตำนาน ประสบการณ์ ขึ้นมาเปรียบเทียบ เพื่อสนับสนุนข้อเท็จจริง หรือเหตุผลต่าง ๆ ให้มีความน่าเชื่อถือ และหนักแน่นมากยิ่งขึ้น 5. เทศนาโวหาร คือ การเขียน ที่มุ่งเน้นไปที่การสั่งสอน โน้มน้าวใจให้ผู้อ่าน อยากปฏิบัติตาม โดยยกตัวอย่างหลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริง สุภาษิต คติธรรม และสัจ ธรรมต่าง ๆ มาแสดง มักแทรกอยู่ในโวหาร ชนิดอื่นๆ 6. อุปมาโวหาร คือ การ เขียนเพื่อเปรียบเทียบสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า เหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง มักปรากฏคำว่า เหมือน ดุจ ดัง ดั่ง เฉกเช่น ผิวนางขาวราวกับไข่ต้ม นัยน์ตาคมขลับ แวววับดัง นัยน์ตากวาง การทำความดีนั้น เมื่อทำแล้วก็แล้ว กัน อย่าได้นำมาคิดถึงบ่อย ราวกับว่าการ ทำความดีนั้นช่างยิ่งใหญ่นัก ควรคิดแต่ จะทำอะไรต่อไปอีกจึงจะดี จึงจะเป็นการ ทำความดีที่สมบูรณ์ ไม่ตกไม่หล่น อำนาจความสัตย์เป็นอำนาจอัน ศักดิ์สิทธิ์ไม่เพียงแต่จับหัวใจคนแม้แต่ สัตว์ก็ยังมีความรู้สึกในความสัตย์ซื่อ เมื่อกวนอูตายแล้ว ม้าของกวนอูก็ไม่ ยอมกินหญ้ากินน ้าและตายตาม เจ้าของไปในไม่ช้า แม่น ้าบางปะกงยามสนธยา เป็น ภาพอันน่าประทับใจอย่างยิ่ง ดวง อาทิตย์อัสดงลับทิวไม้ไปแล้ว ลมเย็น พัดโบกโบยมา ผ้าเช็ดหน้า หมายถึง ผืนผ้ารูป สี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำขึ้นอย่างประณีต มีขนาดพอเหมาะ มีหลากสี ช้างยกขาหน้าให้ควาญเหยียบ ขึ้นนั่งบนคอ ตัวมันสูงใหญ่ ใบหู ไหวพะเยิบ หญิงบนเรือนลงบันได มาข้างล่าง โวหารการเขียน
การเขียนย่อความ คือ การเก็บใจความสำคัญของเรื่องจากข้อความที่อ่าน หรือฟัง แล้วนำสาระสำคัญมาเรียบเรียงใหม่ให้สั้นด้วยภาษาที่กระชับ เข้าใจง่าย ได้ความ ถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์มากหรือน้อยแล้วแต่ต้องการ การเขียนย่อความ หลักการเขียนย่อความ ๑. อ่านเรื่องที่จะย่อความให้จบอย่างน้อย ๒ ครั้ง ๒. บันทึกย่อความด้วยสำนวนของตนเอง ๓. อ่านทบทวนใจความสำคัญ ๔. เขียนย่อความให้สมบูรณ์ ๕. การใช้ภาษาในการเขียนย่อความ - ไม่นิยมใช้สรรพนามบุรุษที่ ๑ และบุรุษที่ ๒ แต่จะใช้สรรพนามบุรุษที่ ๓ - ไม่ใช้อักษรย่อ - ใช้คำราชาศัพท์ให้ถูกต้อง - บทร้อยกรองถอดความเป็นร้อยแก้วแล้วจึงย่อ รูปแบบของการเขียนย่อความ ๑. แบบขึ้นต้นย่อความ คือ ส่วนที่ใช้เขียนนำเป็นย่อ หน้าแรก มีจุดมุ่งหมายให้ทราบประเภท ที่มา ชื่อผู้เขียน หรือชื่อผู้พูดของเรื่องที่นำมาเขียน ย่อความ ๒. เนื้อหาใจความสำคัญของเรื่อง คือ ส่วนที่เป็นเนื้อความที่ เรียบเรียงแล้ว เขียนติดต่อกันเป็นย่อหน้า เดียว ไม่ต้องเขียนเป็นย่อหน้าตามเดิม หนังสือราชการ แจ้งความ แถลงการณ์ พระบรมราโชวาท โอวาท คำปราศรัย สุนทรพจน์ บทความ สารคดี นิทาน นิยาย เรื่องสั้น ข่าว บทร้อยกรอง ประเภทต่างๆ รูปแบบคำขึ้นต้นการเขียนย่อความ
ประโยคสามัญ ประกอบด้วยภาคประธาน และภาคกริยา โดยจะต้องไม่มีอนุประโยคหรือคำเชื่อมใดๆ มาเชื่อมประโยค ประโยคสามัญแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ๑. ประโยคสามัญกริยาวลีเดียว พ่อรดน ้าต้นไม้ อามและอินดูหนังทุกวัน ๒. ประโยคสามัญหลายกริยาวลี ธีภพยืนร้องเพลงชาติ นะโมนั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหาร ***แม้มีหลายกริยาวลี แต่จะต้องไม่มีคำเชื่อมกริยาวลีเหล่านั้น ภาคประธาน (นามวลี) ภาคกริยา (กริยาวลี) ประโยคสามัญ ประโยคสามัญ ประกอบด้วยประโยคหลัก และประโยคย่อย คำเชื่อม ที่ ซึ่ง อัน ว่า ให้ จน กระทั่ง เพราะ จึง เนื่องจาก ถ้าหาก แม้ว่า ประโยคซ้อน ประโยคหลัก ประโยคย่อย ประโยคซ้อน คำเชื่อม ความตั้งใจอันแรงกล้าทำให้เธอประสบความสำเร็จ แก้วกานต์ไม่ชอบกินข้าวเช้า ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ ฝนตกเมื่อเธอกลับถึงบ้าน พี่ไปทันเวลาแน่ ถ้าพี่ตื่นเช้า ประโยค ตัวอย่างประโยค
คือ การนำประโยค ๒ มารวมเป็นประโยคเดียว ซึ่งประโยคย่อยนั้นอาจเป็นประโยคสามัญหรือประโยคก็ได้ คำเชื่อม และ และก็ แต่ แต่ทว่า หรือ ประโยค ประโยค ประโยครวม คำเชื่อม ประโยครวม น้องตั้งใจจะตักบาตรเช้า แต่ตื่นไม่ทัน ประโยคสามัญ คำเชื่อม ประโยคสามัญ ลองทำข้อสอบ
วรรค ป (ปาก) พยัญชนะตัวสะกดและตัวตาม ตัวอย่างคำ จากวรรค ก ทุกข์ พยัคฆ์ องก์ สังข์ องค์ สงฆ์ จากวรรค จ สัจจะ มัจฉา วิชชา มัชฌิมา สัญชาติ จากวรรค ฏ ณัฏฐ รัฏฐ วัฒฑ สัณฐาน มณฑล จากวรรค ต เมตตา วัตถุ หัตถ์ พุทธ กันต์พันธุ์ จากวรรค ป สิปป บุปผา นิพพาน คัพภะ สัมผัส สมภาร ตัวอย่างคำ ที่ตามด้วยเศษวรรค สังโยค สังวาลย์ ถ้าเห็นคำคำหนึ่งที่มีการเรียงพยัญชนะตามหลักต่อไปนี้ แสดงว่าเป็นคำบาลี หลักการสังเกต คือ ถ้าแถวที่ 1 เป็นตัวสะกด พยัญชนะแถวที่ 1 และ 2 ตามได้ ถ้าแถวที่ 3 เป็นตัวสะกด พยัญชนะแถวที่ 3 และ 4 ตามได้ ถ้าแถวที่ 5 เป็นตัวสะกด พยัญชนะอื่นตามได้ทุกแถว สำหรับเศษวรรค ถ้าแถวที่ 5 เป็นตัวสะกด พยัญชนะในเศษวรรคตามได้ พยัญชนะ วรรค วรรค ก (คอ) วรรค จ (เพดาน) วรรค ฏ (ปุ่มเหงือก) วรรค ต (ฟัน) เศษวรรค แถว 1 แถว 2 แถว 3 แถว 4 แถว 5 บาลีมีพยัญชนะ 33 ตัว ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ฌ ญ ฏ ฐ ฒ ฑ ณ ต ถ ท ธ น ป ผ พ ภ ม ย ร ล ว ส ห ฬ ํ (ศ ษ) สันสกฤตมีพยัญชนะ 35 ตัว เพิ่ม ศ ษ มี 14 ตัว อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ มี 8 ตัว อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ สระเพิ่มมา 6 ตัว เห็นตัวเหล่านี้ คือ คำสันสกฤต สระบาลี สระสันสกฤต หลักการสร้างคำในภาษาบาลี พยัญชนะในแถวที่ 1 3 และ 5 เป็นได้ทั้งตัวสะกด และตัวตาม ส่วนพยัญชนะในแถวที่ 2 และ 4 นั้นเป็นตัวตามได้อย่างเดียว คำบาลีและคำสันสกฤต
คำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป จะนำมาสร้างเป็นคำสมาส ต้องเป็นคำบาลีหรือสันสกฤตเท่านั้น วิทย์ (สันสกฤต) + ศาสตร์ (สันสกฤต) = วิทยาศาสตร์ อัคคี (บาลี) + ภัย (บาลี) = อัคคีภัย สรรพ (สันสกฤต) + สิ่ง (ไทย) = สรรพสิ่ง (คำประสม) คริสต์ (อังกฤษ) + ศักราช(สันสกฤต) = คริสตศักราช (คำประสม) ถ้าพยางค์สุดท้ายของคำหน้ามีรูปสระ อะ หรือ ตัวการันต์ ต้องตัดสระ อะ หรือ ไม้ทัณฑฆาตออก ศิลปะ + ศึกษา = ศิลปศึกษา แพทย์+ ศาสตร์ = แพทยศาสตร์ การอ่านออกเสียงคำสมาส ต้องออก เสียงสระที่พยางค์สุดท้ายของคำหน้า ถ้าพยางค์สุดท้ายของ คำหน้าไม่มีรูป สระกำกับ ให้อ่านออกเสียงสระ อะ เช่น สารคดี อ่านว่า สา - ระ - คะ - ดี 1. สมาสแบบสมาส (สมาสชน) คือ สมาสแบบไม่กลมกลืนเสียง 2. สมาสแบบสนธิ (สนธิเชื่อม) คือ สมาสแบบกลมกลืนเสียง การเรียงคำเข้าสมาส คำที่เป็นหลักจะวางไว้ หลัง คำขยายจะวางไว้หน้า เมื่อแปล ความหมาย จะต้องแปลจากหลังมาหน้า เช่น มหาราช มหา = ยิ่งใหญ่ ราช = พระราชา หมายถึง พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ * ระวัง ต่อไปนี้ไม่ใช่คำสมาส เพราะมีภาษาไทยแท้ ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ เข้ามาปน พลเมือง ผลไม้ คุณค่า ทุนทรัพย์ ราชวัง พลเรือน พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ สรรพสิ่ง มูลค่า ชำนาญการ เคมีภัณฑ์ ภูมิลำเนา เครื่องจักร บายศรี เมรุมาศ กระยาสารท ราชดำเนิน กลเม็ด คณิตศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ทัศนียภาพ สุนทรียภาพ อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย กายกรรม กิจกรรม คหกรรม ธุรกิจ เศรษฐกิจ ราชกิจ ชีวภาพ สุขศึกษา ชีววิทยา กุมารแพทย์ เพศศึกษา อุตุนิยมวิทยา สมาสแบบสมาส คำสมาส-สนธิ
ระดับของภาษา หมำยถึค ควำมแตกต่ำคขอคภำษำ ทั ้คภำษำ พูด ภำษำเขียน แัะภำษำท่ำทำค ซึ ่คควรใชใ้หเ้หมำะสมกบัฐำนะขอค บุคคัแัะกำัเทศะในกำรสือ่สำร ระดับของภาษา พิธีกำร ทำคกำร กึ ่ ทำคกำร สนทนำ กันเอค กำรเปิดประชุม กั่ำวรำยคำน กำรกั่ำวสุนทร พจน์ กำรกั่ำวต้อนรับ กำรกั่ำวอวยพร กำรอภิปรำยหรือกำรประชุม รำยคำนวิชำกำร ประกำศทำคกำร จดหมำยรำชกำร จดหมำย ธุรกิจ กำรประชุมกัุ่มย่อย กำรอภิปรำย กำรเสวนำ กำรบรรยำยในห้อคเรียน บทควำมแสดคควำมคิดเห็น หนัคสือพิมพ์ รำยกำรโทรทัศน์ กำรปรึกษำหำรือกัน สนทนำกับ ผู้ใหญ่ กำรสนทนำเรือ่คส่วนตวักำรทกัทำยระหว่ำคเพือ่น กำรพูดคุยกันในครอบครัว ภำษำพิธีรีตอค ภำษำ ไพเรำะ สัะสัวย ถ้อยค ำตรคไปตรคมำ ใช ้ ศัพท์วิชำกำร ใช ้ภำษำเขียนปนภำษำพูด ใชภ้ำษำพูดทีส่ ุภำพ ให้ เกยีรตคินทีส่นทนำดวย ้ ใช ้ภำษำพูด อำจมีค ำ คะนอค หรอืภำษำถิน่ ใน วคจ ำกัด หลักการและโอกาสการใช้ระดับ ภาษา จคเัอืกระดบัขอคภำษำใหต้รคตำมขอ้ควำมทีก่ำ หนดให้ 1. แม่ขำ หนูขอไปเั่นเกมบำ้นเพือ่นนะคะ ......................................... 2. กำรท ำคำนตอ้คอำศยัควำมเพยีรเป็นทีต่ ั ้คจคึจะส ำเรจ็ ........................................ 3. กรำบเรียนท่ำนนำยกฯ ผู้เป็ นประธำนกำรประชุม ........................................ 4. น้อยหน่ำอย่ำัืมเอำกำรบ้ำนมำส่คครูนะ ........................................ 5. ครูครับ กระผมขออนุญำตไปเข้ำห้อคสุขำครับ ........................................ 6. ข่ำวค ่ำวนันี ้นักเรยีนประทว้คขบัไั่ผอ.ฉ้อโกค .......................................... 7. อนันีข้อคฉัน ขอคแกอยู่โนน้
คำทับศัพท์ ๑ . ก า ร ทั บ ศั พ ท์ เป็นการถ่ายเสียงและถอดตัวอักษร คำยืมจากภาษาอังกฤษ โดยวิธีการทับศัพท์มีจำนวนมาก คนนิยมใช้คำทับศัพท์ เพราะเข้าใจง่าย สื่อสารได้ชัดเจน เช่น คำภาษาอังกฤษ graph คำทับศัพท์ กราฟ คำภาษาอังกฤษ cartoon คำทับศัพท์ การ์ตูน คำภาษาอังกฤษ clinic คำทับศัพท์ คลินิก คำภาษาอังกฤษ quota คำทับศัพท์ โควตา คำภาษาอังกฤษ technology คำทับศัพท์ เทคโนโลยี ๒. การบัญญัติศัพท์ เป็นวิธีการยืมคำ โดยรับเอาเฉพาะความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นมาแล้วสร้างคำขึ้น ใหม่ ผู้ที่มีหน้าที่บัญญัติศัพท์ภาษาไทยแทนคำภาษาอังกฤษ คือ ราชบัณฑิตยสถาน คำ ภาษาอังกฤษ airport คำบัญญัติศัพท์ สนามบิน คำภาษาอังกฤษ globalization คำบัญญัติศัพท์ โลกาภิวัตน์ คำภาษาอังกฤษ science คำบัญญัติศัพท์ วิทยาศาสตร์ คำภาษาอังกฤษ telephone คำบัญญัติศัพท์ โทรศัพท์ ๓. การแปลศัพท์ วิธีการนี้จะต้องใช้วิธีการคิดแปลเป็นคำภาษาไทยให้มีความหมาย ตรงกับคำในภาษาอังกฤษ แล้วนำคำนั้นมาใช้สื่อสารในภาษาไทยต่อไป ดัง ตัวอย่าง เช่น คำภาษาอังกฤษ blackboard คำบัญญัติศัพท์ กระดานดำ คำภาษาอังกฤษ enjoy คำบัญญัติศัพท์ สนุก คำภาษาอังกฤษ handbook คำบัญญัติศัพท์ หนังสือคู่มือ คำภาษาอังกฤษ school คำบัญญัติศัพท์ โรงเรียน คำยืมจากภาษาอังกฤษ กราฟ การ์ตูน กิ๊บ กลูโคส กัปตัน แก๊ส กุ๊ก เกียร์ แก๊ง แกลลอน คริสต์มาส ไดนาโม ไดโนเสาร์ ครีม คลอรีน คอนกรีต คลินิก คอนเสิร์ต คอมพิวเตอร์ คุกกี้ เคเบิล เครดิต แคปซูล เคาน์เตอร์ แคลอรี โควตา ชอล์ก ช็อกโกเลต เช็ค เชิ้ต เชียร์ โชว์ ซีเมนต์ เซลล์ ไซเรน ดีเซล ดอลลาร์ ดีเปรสชั่น เต็นท์ ทอนซิล มาเลเรีย โมเลกุล ไมล์ ไมโครโฟน ไมโครเวฟ ยิปซัม ยีราฟ ริบบิ้น เรดาร์ ลิกไนต์ ลิปสติก
คำยืมภาษาจีน ๑. คำที่ชื่ออาหารการกิน ก๋วยเตี๋ยว เต้าทึง แป๊ะซะ เฉาก๊วย จับฉ่าย โจ๊ก ตังโอ๋ บ๊วย เก๊กฮวย ๒. คำที่เกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ที่เรา รับมาจากชาวจีน ตะหลิว ตึก เก้าอี้ เก๋ง ฮวงซุ้ย โต๊ะ ๔. คำที่มักใช้วรรณยุกต์ตรี จัตวาเป็นส่วนมาก ก๋วยจั๊บ กุ๊ย เก๊ เก๊ก ก๋ง ตุ๋น โบตั๋น อี๊ ป๊า ๓. คำที่เกี่ยวกับการค้าและการ จัดระบบทางการค้า เจ๋ง บ๋วย หุ้น ห้าง โสหุ้ย เจ๊ง คำยืมจากภาษาจีน กงสี กงฉิน กงเต็ก ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ เกาเหลา กุ๊ย เก๊ เก๊ก เกี้ยว เกี๊ยว เกี๊ยะ กุยเฮง เก๊ก ก๋ง เก้าอี้ ขาก๊วย เข่ง จับกัง จับฉ่าย จับยี่กี จันอับ เจ๊ง เจ เฉาก๊วย เซ้ง เซียน แซ่ แซยิด ซาลาเปา ตะหลิว เต๋า ตุน ตุ๋น แต๊ะเอีย เต้าหู้ เต้าฮวย เต้าเจี้ยว โต๊ะ ไต้ก๋ง ตังเก บ๊วย บะฉ่อ บะหมี่ บู๊ ปุ้งกี๋ ปอเปี๊ยะ แป๊ะเจี๊ยะ พะโล้ เย็นตาโฟ หวย ยี่ห้อ ลิ้นจี่ ห้าง หุ้น เอี๊ยม เฮงซวย ฮวงซุ้ย ฮ่องเต้ อั้งโล่ คำยืมจากภาษาญี่ปุ่น สุกี้ยากี้ ซาบะ วาซาบิ โมจิ ยากิโซบะ ซูซิ เท็มปุระ อูด้ง โชยุ ซาซิมิ โตเกียว ราเม็ง ยูโด คาราเต้ ซูโม่ กิโมโน สึนามิ คาราโอเกะ ซาโยนาระ ซามูไร ฮาราคีรี บอนไซ เกอิชา คันจิ นินจา โอตาคุ เซน
๑. คำภาษาเขมรมักจะใช้ จ ร ล ญ ส เป็นตัวสะกด จ สะกด เสด็จ ตรวจ เท็จ อำนาจ ร สะกด ขจร ระเมียร ควร ล สะกด กำสรวล ตำบล ถวิล ดล จรัล ญ สะกด จำเริญ ชำนาญ เชิญ เพ็ญ ส สะกด จรัส ตรัส คำยืมจากภาษาเขมร ๒. คำเขมรไม่นิยมใช้รูปวรรณยุกต์ ตำบล ดำเนิน กระบือ เสด็จ เขนย จำเริญ เพลา ทรง ยกเว้น คำบางคำ เช่น เขม่า จำหน่าย ฯลฯ ๓. คำภาษาเขมรส่วนใหญ่จะเป็นคำควบกล ้า และอักษรนำ ขลาด ขนอง เสวย โตนด กระบือ จมูก ไกร ขลัง ปรุง สนุก สนาน เฉลียว ๔. คำภาษาเขมรส่วนใหญ่จะขึ้นต้นด้วย บัง บัน บำ บัง = บังคับ บังคม บังอาจ บังเกิด บัน = บันได บันดาล บันเทิง บันลือ บำ = บำเพ็ญ บำรุง บำเหน็จ บำเรอ คำยืมจากภาษาเขมร ดำริ โปรด เจริญ กำเนิด ตำรวจ ตรัส ดำรัส เสด็จ ชำนาญ บรรทม เขนย ขนง บรรทม จำหน่าย บรรจุ ผนวช ธำมรงค์ กันแสง ดำเนิน บรรจง กระจาย กระดาน ประสาน ประกาย ประสม
1. สุกเอาเผากิน การทำงานหรือทำอะไรสักอย่างแบบลวกๆ ให้พอเสร็จสิ้นไป 2. ผักชีโรยหน้า การทำดีเพียงผิวเผิน ทำดีเพื่อเอาหน้า หรือทำให้จบๆ ไป 3. งมเข็มในมหาสมุทร การค้นหาอะไรบางอย่าง หรือทำสิ่งที่ยากมากๆ 4. หัวล้านนอกครู ไม่เชื่อครูบาอาจารย์ จนสุดท้ายได้รับความเดือดร้อน 5. ไม่เอาถ่าน การทำตัวเหลวไหล พึ่งพาไม่ได้ ไม่เอาใส่ใจในการเรียน หรือการทำงาน 6. ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ไม่ควรรีบร้อน หรือทบทวนให้รอบคอบ เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด 7. รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง ตนเองทำผิดพลาดเอง แต่ดันไปโยนความผิดให้คนอื่น 8. คนล้มอย่าข้าม ไม่ควรไปดูถูกคนที่ตกต ่า ล้มเหลว หรือกำลังลำบากในชีวิต 9. ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เมื่อเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น ยังไม่ทันจัดการปัญหาใหม่ก็แทรกเข้ามาอีก 10. ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ลูกย่อมไม่แตกต่างไปจากพ่อแม่มากนัก ใช้ได้ทั้งเชิงบวกและลบ 11. ปิดทองหลังพระ การทำความดีที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ 12. สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง คนเราย่อมทำผิดพลาดกันได้ 13. ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน การคดโกง ไม่สุจริต สักวันจะเดือดร้อน เมื่อความจริงเปิดเผย 14. เด็ดดอกฟ้า ใช้เรียกผู้ชายที่หมายปองหญิงสาวที่มีฐานะและยศศักดิ์สูงกว่าตน 15. ปากว่าตาขยิบ พฤติกรรมที่ปากกับใจไม่ตรงกัน พูดอีกอย่าง แต่กลับทำอีกอย่าง 16. กิ่งทองใบหยก ผู้หญิงและผู้ชายที่เหมาะสมที่จะครองคู่กัน ทั้งรูปร่างหน้าตาและฐานะ 17. แกว่งเท้าหาเสี้ยน ชอบไปสอดหรือไปยุ่งเรื่องของคนอื่น จนสุดท้ายตนเองลำบากเอง 18. ขี่ช้างจับตั๊กแตน การยอมลงทุนเป็นจำนวนมาก เพื่อทำสิ่งเล็กๆ แต่สุดท้ายก็ได้ไม่คุ้มทุน 19. เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ไปอยู่ที่ไหนก็ต้องปรับพฤติกรรมตามผู้คนที่นั่น 20. จับปลาสองมือ การทำอะไรพร้อมๆ กัน โดยไม่คำนึงถึงความสามารถของตนเอง 21. น ้าขึ้นให้รีบตัก เมื่อมีโอกาสดีๆ เข้ามา ให้รีบคว้าไว้ก่อนจะหลุดลอยไป 22. ฟังหูซ้าย ทะลุหูขวา รับฟัง แต่ไม่ยอมทำหรือปฏิบัติตาม 23. มืดแปดด้าน มีปัญหามากมาย จนไม่รู้จะคิดหาทางออก หรือหาทางแก้ไขอย่างไร 24. รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี การสั่งสอนลูกหลานให้เชื่อฟัง บางครั้งก็ต้องเฆี่ยนตีกันบ้างให้หลาบจำ 25. ดาบสองคม สิ่งที่ทำลงไปอาจมีผลดี แต่ขณะเดียวกันก็อาจมีผลเสียด้วยก็ได้ 26. ตำน ้าพริกละลายแม่น ้า ลงทุนลงแรงในการทำสิ่งใดสักอย่าง แต่สุดท้ายก็สูญ 27. ทำนาบนหลังคน การเอาเปรียบน ้าพักน ้าแรงของผู้อื่น 28. ปลาหมอตายเพราะปาก การพูดโดยไม่ยั้งคิด สุดท้ายตนเองก็ได้รับอันตรายจากคำพูดนั้น 29. เลือดขึ้นหน้า ใช้เรียกอาการที่โกรธ และโมโหมากจนขาดสติ 30. ชักแม่น ้าทั้งห้า การพูดจาหว่านล้อมให้ยืดยาว ก่อนจะเข้าประเด็น 31. น ้าพริกถ้วยเก่า อยู่กับเมียคนเดิม 32. เกลือเป็นหนอน คนภายในกลุ่มของเรา คิดทรยศไปบอกความลับฝ่ายตรงข้าม 33. แกว่งเท้าหาเสี้ยน อยู่ดีไม่ว่าดี ไปหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว 34. ขวานฝ่าซาก พูดจาตรง ๆ ไม่เกรงใจใคร 35. คลุมถุงชน การแต่งงานที่เจ้าบ่าวเจ้าสาว ต่างไม่ได้รักกันมาก่อน 36. จับเสือมือเปล่า หาผลประโยชน์โดยตัวเองไม่ลงทุน สำนวนไทย
ชื่อพระไชยสุริยา มีสุดามเหสี ชื่อว่าสุมาลี อยู่บุรีไม่มีภัย ข้าเฝ้าเหล่าเสนา มีกิริยาอัชฌาศัย พ่อค้ามาแต่ไกล ได้อาศัยในพารา ตัวอย่างกาพย์ยานี 11 บุหลันวันเพ็ญเด่นฟ้า สิบห้าค ่าเยือนเดือนสาม มาฆะบูชาสง่างาม อารามรุ่งรัตน์ชัชวาลย์ ระฆังหงั่งเหง่งเพลงพลิ้ว โพธิ์หวิวไหวรับขับขาน สำเนียงเพียงมนต์ดลมาน ซาบซ่านสุขล ้าอำไพ ตัวอย่างกลอน 6 มีไม้ไทรใหญ่ใบหนา เข้าไปไสยา เวลาพอค ่ารำไร สกุณาอาลัยชีวี ลาปลาจรลี สู่ที่ภูผาอาศัย ตัวอย่างกาพย์ฉบัง 16 คำประพันธ์ที่มักออกข้อสอบ
เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่ สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ ตัวอย่างโคลงสี่สุภาพ แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล ้าเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน ้าใจคน มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน บิดามารดารักมักเป็นผล ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา ตัวอย่างกลอน 8 (กลอนสุภาพ) ตัวอย่างข้อสอบ