บทที่ 1
ความรู้เบื้องต้นเกีย่ วกบั เทคโนโลยีดิจทิ ลั เพอ่ื การศึกษา
โครงรา่ งของบท (Outline)
1. เทคโนโลยี (technology)
2. เทคโนโลยกี ารศึกษา (Educational Technology)
3. ดจิ ิทัลเพอ่ื การศึกษา (Digital Education)
เปา้ หมายการเรียนรู้ (Learning goals)
1. ผูเ้ รยี นมีความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั เทคโนโลยดี จิ ทิ ลั เพ่อื การศกึ ษา
2. ผเู้ รยี นสามารถอธบิ ายขอบข่ายและองคป์ ระกอบของเทคโนโลยกี ารศึกษาได้
3. ผู้เรยี นสามารถนาความรูท้ ่ีไดไ้ ปประยกุ ต์ใชใ้ นการเรียนการสอน และในชีวติ ประจาวนั ได้
2
ความรู้เบอื้ งต้นเกย่ี วกับเทคโนโลยดี จิ ทิ ัลเพือ่ การศกึ ษา
ปัจจุบันโลกมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว จากยุค Analog ไปสู่ยุค Digital จึงทาให้
เทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลต่อการดารงชวี ิตและการทางาน การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเปน็
สง่ิ ทีท่ ุกคนพึงตระหนัก ดงั น้นั ทกั ษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดจิ ิทลั หรือ Digital literacy จงึ เป็น
สง่ิ สาคญั ท่ีตอ้ งเรยี นรู้
เทคโนโลยี
เทคโนโลยคี ืออะไร เม่ือเอย่ ถึงเทคโนโลยี คนสว่ นใหญม่ ักจะนึกถึงสิ่งท่ีเกี่ยวกับเคร่ืองมือหรือ
อุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่ทันสมัย มีราคาแพง มีระบบการทางานท่ียุ่งยากซับซ้อนซ่ึงเม่ือนามาใช้แล้วสามารถ
ช่วยใหก้ ารทางานมีประสิทธภิ าพดีขนึ้ และประสิทธิผลสูงขึ้น รวมทง้ั ประหยัดเวลาและแรงงานอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม “เทคโนโลยี” เป็นคาท่ีมาจากภาษาลาติน และภาษากรีก คือ ภาษาลาติน Texere :
การสาน (to weare) :การสรา้ ง (to construct) ภาษากรีก Technologia : การกระทาอยา่ งมีระบบ
(Systematic Treatment) เทคโนโลยีมิได้มีความหมายเฉพาะการใช้เคร่ืองจักรกลอย่างเดียวเท่าน้ัน
แต่ยังรวมไปถึงการปฏิบัติหรือดาเนินการใด ๆ ท่ีใช้ความรู้ วิธีการ หรือเทคนิคทางวิทยาศาสตร์เพื่อ
ช่วยให้การดาเนินการต่าง ๆ บรรลุผล พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้
ความหมายของเทคโนโลยีว่า หมายถึง วิทยาการท่ีนาเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิด
ประโยชนใ์ นทางปฏิบัติ อตุ สาหกรรม
ลักษณะของเทคโนโลยี
เทคโนโลยีสามารถจาแนกออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ (Heinich, Molenda and Russell.
1993 : 449)
1. เทคโนโลยใี นลกั ษณะของกระบวนการ (process) เปน็ การใชอ้ ยา่ งเปน็ ระบบของ
วิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รวบรวมไว้ เพื่อนาไปสู่ผลในทางปฏิบัติ โดยเชื่อว่าเปน็
กระบวนการทีเ่ ช่ือถอื ไดแ้ ละนาไปสูก่ ารแกป้ ัญหาต่าง ๆ
2. เทคโนโลยใี นลักษณะของผลผลิต (product) หมายถงึ วสั ดแุ ละอุปกรณ์ท่ีเป็นผล
มาจากการใชก้ ระบวนการทางเทคโนโลยี
3. เทคโนโลยีในลกั ษณะผสมของกระบวนการและผลผลติ (process and product)
เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีการทางานเปน็ ปฏิสมั พันธร์ ะหวา่ งตวั เครอื่ งกบั โปรแกรม
ความหมายของเทคโนโลยี
สารานุกรมเอ็นคาร์ทา (Encarta 1999) ได้ให้ที่มาและความหมายของคาว่า เทคโนโลยี
(Technology) ไว้ว่า Technology เป็นคาที่มาจากภาษากรีก 2 คารวมกัน คือ Tekhne หมายถึง
ศิลป หรืองานช่างฝีมือ (art of craft) และ logia หมายถึง สาขาวิชาของการศึกษา (art of study)
ดงั นั้นถา้ จะแปลตามตวั แล้ว เทคโนโลยี จงึ หมายถึง การศกึ ษาหรอื ศาสตร์ของงานชา่ งฝมี อื
พจนานุกรมเว็บสเทอร์ (Websters, 1994) ได้ให้ความหมายของคาว่า เทคโนโลยี ไว้ดังน้ี 1)
ก. การใชท้ างวิทยาศาสร์ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ เพ่อื วตั ถปุ ระสงค์ทางดา้ นอตุ สาหกรรมและพานิชกรรม ข.
3
องค์รวมทั้งหมดของวิธีการและวัสดุที่ใช้เพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ท่ีตั้งไว้ 2) องค์ความรู้ท่ีมีอยู่ใน
อารยธรรมเพอ่ื ใช้ในการเพ่ิมพนู ฝกึ หดั ดา้ นศิลปะและทกั ษะความชานาญ เพอื่ ให้ไดม้ าซ่งึ วัสดุ
บราวน์ (Brown, 1985) กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นการนาวทิ ยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้บังเกิด
ผลประโยชน์
เดล (Dale, 1969) ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีประกอบด้วยผลรวมของการทดลอง
เคร่ืองมือ และกระบวนการ ซ่ึงสิ่งท้ังหลายเหล่านี้เกิดจากการเรียนรู้ ทดลอง และได้รับการปรับปรุง
แก้ไขมาแล้ว
กัลเบรท (Galbraith, 1967) ไดใ้ หค้ วามหมายของคาวา่ เทคโนโลยี ไวด้ ังนคี้ อื เทคโนโลยีเป็น
การใช้อยา่ งเป็นระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตรห์ รือความรตู้ ่าง ๆ ท่รี วบรวมไวม้ าใชอ้ ย่างเป็นระบบ
เพอ่ื นาไปส่ผู ลในทางปฏิบัติ
สว่ นนกั การศึกษาของไทยไดใ้ ห้ความหมายของเทคโนโลยดี งั นี้
ครรชิต มาลัยวงศ์ (2539 อ้างถึงใน กิดานันท์ มลิทอง, 2543) ได้ให้รายละเอียดของคาว่า
เทคโนโลยหี มายถงึ
1. องคค์ วามรู้ดา้ นวทิ ยาศาสตร์ประยกุ ต์
2. การประยุกตว์ ทิ ยาศาสตร์
3. วัสดุ เครือ่ งยนตก์ ลไก เครอ่ื งมือ
4. กรรมวิธี และวธิ ีดาเนนิ งานทเี่ กย่ี วกบั วทิ ยาศาสตรป์ ระยุกต์
5. ศิลปะ และทักษะในการจาแนกและรวบรวมวสั ดุ
กลา่ วอีกนัยหน่ึง เทคโนโลยี หมายถงึ ทุกสิง่ ทกุ อยา่ งทเี่ กีย่ วกับการผลิต การสรา้ ง และการใช้
สิ่งของ กระบวนการ หรืออปุ กรณ์ท่ไี มไ่ ด้มีในธรรมชาตินนั่ เอง
จากความหมายดังกล่าวข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า เทคโนโลยี เป็นการนาเอาแนวความคิด
หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการ ตลอดจนผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ทั้งในด้าน
ส่งิ ประดิษฐ์และวธิ ีปฏิบัตมิ าประยุกต์ใช้ในระบบงานเพ่ือช่วยให้เกิดการเปลย่ี นแปลงในการทางานให้ดี
ยง่ิ ข้ึนและเพอ่ื เพิ่มประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ลของงานใหม้ มี ากยิ่งข้นึ
เกณฑใ์ นการนาเทคโนโลยมี าใช้
การนาเทคโนโลยีมาใช้กับงานในสาขาใดสาขาหน่ึงนั้น เทคโนโลยีจะมีส่วนช่วยสาคัญ 3
ประการ และถือเป็นเกณฑ์ในการพิจารณานาเทคโนโลยีมาใช้ด้วย (ก่อ สวัสดิพาณิชย์, 2517 อ้างถึง
ใน กดิ านนั ท์ มลิทอง, 2543) คือ
1. ประสิทธิภาพ (Efficiency) เทคโนโลยีจะช่วยให้การทางานบรรลุผลตามเป้าหมายได้อย่าง
เท่ยี งตรงและรวดเรว็
2. ประสิทธิผล (Productivity) เป็นการทางานเพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาอย่างเต็มท่ีมากที่สุด
เท่าทจ่ี ะมากได้ เพื่อให้ไดป้ ระสิทธิผลสงู สุด
3. ประหยัด (Economy) เป็นการประหยัดทั้งเวลาและแรงงานในการทางานด้วยการ
ลงทนุ นอ้ ยแตไ่ ดผ้ ลมากกว่าทลี่ งทนุ ไป
4
เทคโนโลยกี ารศึกษา (Educational Technology)
เทคโนโลยีการศกึ ษา ในปัจจบุ ันการดาเนนิ กิจการงานด้านตา่ ง ๆ เพ่อื ให้บรรลเุ ปา้ หมายอย่าง
มีประสิทธิภาพจะใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยเป็นส่วนใหญ่ เทคโนโลยีจึงมีความเกี่ยวข้องกับระบบงาน
ด้านต่าง ๆ ทุกแขนง ถ้านาไปใช้แก้ปัญหาในแขนงใด จะเรียกเทคโนโลยีในด้านน้ัน เช่น เทคโนโลยี
ทางการแพทย์ เทคโนโลยีทางการเกษตร เทคโนโลยีทางการอุตสาหกรรม เป็นต้น ในวงการศึกษาก็
เช่นเดียวกัน มีปัญหาต่าง ๆ มากมายทจ่ี ะต้องปรบั ปรงุ แกไ้ ขจึงเกดิ เทคโนโลยีทางการศึกษาขน้ึ
ความหมายของเทคโนโลยกี ารศึกษา
นักการศึกษาและสถาบันท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษาต่าง ๆ ได้ให้ความหมายของคาเทคโนโลยี
การศึกษาไวด้ งั น้ี
กู๊ด (Good 1973 อ้างถึงใน กิดานันท์ มลิทอง, 2543) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยี
การศึกษา คอื การนาหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยกุ ต์ใชเ้ พื่อการออกแบบและส่งเสรมิ ระบบการ
เรียนการสอนโดยเน้นท่ีวัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่สามารถวัดได้อย่างถูกต้องแน่นอน มีการยึด
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนมากกว่ายึดเนื้อหาวิชา มีการใช้การศึกษาเชิงปฏิบัติโดยผ่านการ
วิเคราะห์และการใช้โสตทัศนูปกรณ์ รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่อง
คอมพิวเตอร์ สือ่ การสอนตา่ ง ๆ ในลักษณะของส่อื ประสม และการศึกษาดว้ ยตนเอง
วิจิตร ศรีสะอ้าน (2517 อ้างถึงใน กิดานันท์ มลิทอง, 2543) ได้ให้ความหมายว่า เทคโนโลยี
การศึกษาน้ันเป็นการประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวความคิด อุปกรณ์และเคร่ืองมือใหม่ ๆ มาใช้
เพ่ือช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษา ทั้งในด้านการขยายงานและด้านการปรับปรุงคุณภาพของการเรียน
การสอน ตามนัยน้ี เทคโนโลยีการศึกษาจึงครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ 3 ด้าน คือ การนาเอาเครื่องมอื ใหม่
ๆ มาใชใ้ นการเรียนการสอน การผลิตวสั ดกุ ารสอนแนวใหม่ รวมถึงการใช้เทคนคิ และวธิ กี ารใหม่ ๆ
กาเยและบริกส์ (Gagne and Briggs 1974) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยีการศึกษาน้ัน
พัฒนามาจากการออกแบบการเรยี นการสอนในรปู แบบต่าง ๆ โดยรวมถงึ
1. ความสนใจในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลในเรื่องของการเรียนรู้ เช่น
บทเรยี นแบบโปรแกรม และบทเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ชว่ ย เปน็ ตน้
2. ด้านพฤติกรรมศาสตร์และทฤษฎีการเรียนรู้ เช่น ทฤษฎีการเสริมแรงของ บี.เอฟ
สกินเนอร์ (B.F Skinner)
3. เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตรก์ ายภาพ เช่น โสตทัศนูปกรณ์ประเภทต่าง ๆ รวมถึง
สอื่ ส่ิงพิมพด์ ้วย
โคลี, แครดเลอร์, และเอ็นเจล (Coley, Cradler, and Engel 1996) ได้ให้ความหมายของ
เทคโนโลยีการศึกษาไว้ว่า ในความหมายกว้าง ๆ แล้ว เทคโนโลยีการศึกษาจะเป็นคาซึ่งรวมถึง
ทรัพยากรใด ๆ ก็ตามท่ีใช้ในการให้การศึกษาแก่ผู้เรียน โดยอาจรวมถึงวิธีการ เครื่องมือ หรือ
กระบวนการ หากเป็นในเชิงปฏิบัติแล้ว คานี้จะใช้ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหมายถึงการใช้
เทคโนโลยตี า่ ง ๆ เชน่ ฟิลม์ สทริป เคร่อื งฉาย สไลด์ เทปเสียง โทรทศั น์ และหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารทางภาษา
เม่ือมีการนาเอาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ในช่วงปี พ.ศ. 2523 – 2532 (ทศวรรษ 1980s) จึงเป็น
5
ยุคของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานในการเรียนรู้ และในปัจจุบันจะเป็นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร
ควบค่กู ับคอมพิวเตอร์
จึงสรุปได้ว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึง การนาความรู้ แนวคิด กระบวนการและ
ผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าไป
อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
องคป์ ระกอบของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา
ตามรูปศัพท์ เทคโน (วิธีการ) + โลยี (วิทยา) หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยวิธีการทางการศึกษา
ครอบคลุมระบบการนาวิธีการ มาปรับปรุงประสิทธิภาพของการศึกษาให้สูงขึ้นเทคโนโลยีทาง
การศกึ ษา
จงึ ครอบคลมุ องค์ประกอบ 3 ประการ คือ
1. วสั ดุ
2. อปุ กรณ์
3. วิธีการ
พฒั นาการของเทคโนโลยีการศกึ ษา
การใช้เทคโนโลยกี ารศกึ ษามมี านาน นับยอ้ นไปในสมัยทีน่ ักบวชของชนเผ่าทาการจัดระเบียบ
องค์ความรู้ด้วยการประดิษฐ์ภาพหรือสัญลักษณ์ เพ่ือบันทึกและการถ่ายทอดความรู้สู่ชนรุ่นหลัง
อันเป็นท่ีประจักษ์ชัดว่า เทคโนโลยีการศึกษานับเป็นผลผลิตสาคัญของสายธารแห่งประวัติศาสตร์อนั
ย่ิงใหญ่ประกอบด้วย การลองผิดลองถูก การปฏิบัติ การแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ และความเช่ือม่ัน
อย่างไม่ธรรมดาของบุคคล
นักเทคโนโลยีการศึกษาที่นา
เทคโนโลยีการศึกษามาใช้ในวงการ
การศึกษาต้ังแต่สมัยก่อน และนับเป็นนกั
เทคโนโลยีการศึกษาพวกแรก คือ “กลุ่ม
โซฟิสต์ (The Elder Sophists)” ซ่ึงใช้
การสอนแบบบรรยายเพ่อื มวลชน
6
โจฮันน์ อะมอส คอมินิอุส (Johannes Amos Comenius) เป็นผู้พยายามใช้วัตถุ สิ่งของ
ช่วยในการสอนอย่างจริงจัง นอกจากน้ียังเห็นความสาคัญของ
ภาพ และเป็นผู้ริเริ่มใช้ภาพประกอบบทเรียนในหนังสือ The
Orbis Pictus หรือโลกในรปู ภาพ เป็นหนงั สือท่มี รี ูปภาพประกอบ
อย่างสมบูรณ์เล่มแรกของโลก มีผู้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ
หลายภาษา และนาแนวคิดของเขาไปใช้เป็นส่วนหน่ึงของระบบ
การสอนในหลายประเทศ จนได้รับยกย่องว่าเป็น “บิดาของ
เทคโนโลยีการศึกษา” และคอมินิอุสยังมีแนวคิดในเรื่องวิธีการ
สอนใหม่ โดยได้ย้าความสาคัญของสิ่งของท่ีเป็นของจริงในการ
สอน
แลงแคสเตอร์ (Lancaster) ผรู้ เิ ริ่มจัดสภาพหอ้ งเรยี นและการใชส้ อื่ การสอนราคาเยา
7
เฟรอเบล (Froebel) ใชจ้ ิตวิทยาในการสอนเดก็ และเป็นผู้ต้งั
โรงเรยี นอนบุ าลข้ึนเปน็ แห่งแรก
ดิวอี้ (Dewey) คิดค้นทฤษฎีประสบการณ์เพ่ือใชใ้ นการ
เรยี นรู้
สกินเนอร์ (Skinner) คดิ ค้นทฤษฎีการวางเงอื่ นไข
นักเทคโนโลยีการศึกษา นักจิตวิทยา และนักวิทยาศาสตร์ เหล่านี้เป็นผู้นาหลักการ
ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในเทคโนโลยีการศึกษาล้วนมีส่วนช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยี
การศกึ ษาท้ังสนิ้
จากพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษา นับว่ามีกระบวนการเปลี่ยนแปลงท่ีช้ามาก โดยเร่ิม
ต้ังแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา และเริ่มมีพัฒนาการเกิดข้ึนอย่างจริงจังภายหลังจาก
สงครามโลกคร้งั ที่ 2 ส้นิ สุดลง สาหรับเรือ่ งนี้ ศาสตราจารย์ หลุยส์ เอลตัน (Professor Lewis Elton)
ได้กล่าวถึงภาพรวมในเร่ืองพัฒนาการของเทคโนโลยีการศึกษาว่า เทคโนโลยีการศึกษามีพัฒนาการที่
สามารถแบ่งเป็นขอบเขตกว้าง ๆ ได้ 3 เรื่องคือ การศึกษามวลชน (Mass Learning) การศึกษา
รายบุคคล (Individualized Learning) และการศึกษาเป็นกลุ่ม (Group Learning) ซึ่งพัฒนาการ
ของเทคโนโลยกี ารศึกษามรี ายละเอียดในแต่ละขอบเขต ดงั นี้
1.1 การศึกษามวลชน (Mass Learning) เริ่มมีข้ึนตั้งแต่ระยะหลังสงครามโลกคร้ังที่สองเป็น
ต้นมาพฒั นาการทางด้านสื่ออุปกรณ์นาไปส่คู วามคิดที่ว่าการให้การศึกษาอบรมแก่มวลชนจานวนมาก
8
น้ันสามารถทาได้โดยผ่านส่ืออุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้โดยไม่จาเป็นต้องมีการเพ่ิมจานวนครูผู้สอน
อย่างไรก็ตามการสอนระบบนี้ จะใช้ไม่ได้ผลดีมากนักในด้านคุณภาพและการสอนให้ผู้เรียนเกิดความ
ชานาญในทกั ษะต่าง ๆ
1.2 การศึกษารายบุคคล (Individualized Learning) เป็นการนาเอาหลักการทฤษฎี
จิตวิทยาด้านพฤติกรรมศาสตร์มาใช้ในระยะเริ่มแรก คือ เป็นพัฒนาการของการสอนแบบโปรแกรม
สิ่งสาคัญที่ก่อให้เกิดการตอบสนองออกมา และต้องมีการให้ผลป้อนกลับทันท่ีเพ่ือให้การเสริมแรงแก่
ผู้เรยี น การใชส้ ือ่ การสอนของพัฒนาการในชว่ งระยะเวลาของการศึกษารายบุคคลนี้จะเน้นไปทางด้าน
วัสดุการเรียนการสอนโดยในระยะเร่ิมต้นของการใชบ้ ทเรียนแบบโปรแกรมได้มีการใช้เครื่องชว่ ยสอน
(Teaching Machine) เป็นส่ือเพ่ือบรรจุบทเรียน ในระยะต่อมาวัสดุการศึกษาได้รับการพัฒนาข้ึนใน
รปู ของการใช้สอื่ วสั ดเุ หล่านใี้ นลกั ษณะของสอื่ ประสม
1.3 การศึกษาเป็นกลุ่ม (Group Learning) เกิดข้ึนเนื่องจากพบว่าในการศึกษาดังกล่าว
มีข้อจากัดหรือข้อบกพร่องอยู่หลายประการ ทั้งน้ีเพราะว่าการเรียนด้วยตนเองตามลาพังน้ันจะทาให้
ผเู้ รยี นไมม่ คี วามสมั พันธก์ ับคนอนื่ ๆ ทาให้ขาดทักษะในการรวมกลมุ่ เชน่ เมื่อมีการรวมกลุ่มอภิปราย
หรือเมื่อมีการทางานร่วมกับผอู้ ่ืนจะทาให้เป็นไปด้วยความยากลาบาก ดังน้ันทักษะการเรียนเป็นกลมุ่
จึงได้เข้ามามีบทบาทสาคัญในเทคโนโลยกี ารศึกษา โดยยึดหลักทฤษฎพี ัฒนาการของนักจิตวิทยาดา้ น
มนุษยสมั พนั ธ์ และการเรียนรู้ซ่ึงกันและกันในลักษณะของกลุ่มย่อย โดยใหค้ นในกลุ่มมปี ฏสิ ัมพันธ์กัน
โดยไม่จาเป็นต้องอาศัยสื่อประเภทวัสดุหรืออุปกรณ์แต่อย่างใด เพียงแต่เน้นถึงการใช้เทคนิควิธีการ
ต่าง ๆ เขา้ ช่วยในการเรยี นการสอน เชน่ การศกึ ษากรณตี วั อย่าง เกม และการจาลองเป็นต้น
นอกจากพัฒนาการต่าง ๆ ท่ีได้กล่าวมาแล้ว ยังได้มีการค้นคว้าวิจัยเพ่ือพัฒนาทางด้านวัสดุ
อุปกรณ์ และเทคนิควิธีการสอนแบบต่าง ๆ เพ่ิมมากข้ึน เช่น ห้องเรียนแบบศูนย์การเรียนการศึกษา
ทางไกล ฯลฯ การนาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนในรูปแบบของบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วย
สอน นอกจากนี้วงการธุรกิจ และอุตสาหกรรมยังมีบทบาทสาคัญในพัฒนาการของเทคโนโลยี
การศึกษาเน่ืองจากองค์การธุรกิจและอุตสาหกรรมมีการประดิษฐ์คิดค้นสื่อใหม่ ๆ ข้ึนมาใช้ เช่น
เส้นใยนาแสง ซีดรี อม และแผน่ วิดที ศั น์ การสง่ สัญญาณผ่านดาวเทียม เปน็ ตน้ และอน่ื ๆ อกี มากมาย
ซึ่งสามารถนามาดัดแปลงเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ของการศึกษาได้เป็นอย่างดี สิ่งเหล่าน้ีนับเป็น
พัฒนาการกา้ วไกลของเทคโนโลยีการศึกษา ทสี่ ามารถประยกุ ต์ใชส้ ิง่ ทป่ี ระดิษฐ์คดิ ค้นในยุคสารสนเทศ
มาใชใ้ นวงการศึกษาไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลย่งิ (กดิ านันท์ มลทิ อง. 2540)
พฒั นาการของเทคโนโลยกี ารศึกษาในประเทศไทย
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยที างการศึกษาของประเทศไทย ได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกา
และยุโรป เพราะนักการศึกษาของไทยได้ไปศึกษาในประเทศเหล่านี้ และได้นาเอาความรู้
มาประยุกต์ใช้ บางคร้ังได้รับมาในรูปความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดย ให้ผู้เช่ียวชาญ วัสดุ
อุปกรณ์ และเคร่ืองมอื ทาให้งานด้านโสตทศั นศึกษาของไทยเจริญเตบิ โตข้นึ เปน็ ลาดับ ดงั น้ี
ต้ังแต่ พ.ศ. 2483 ได้กอ่ ตั้งแผนกโสตทัศนศึกษาข้นึ เปน็ ครั้งแรกในกองการศกึ ษาผู้ใหญ่
พ.ศ. 2490 ได้จัดต้ังแผนกโสตทัศนศึกษาข้ึนที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข โดย
สหรฐั อเมรกิ าให้ความชว่ ยเหลอื สนบั สนุน วัสดุ อปุ กรณ์ และเคร่อื งมือ
9
พ.ศ. 2492 กระทรวงศึกษาธิการได้เร่ิมงานวิทยุกระจายเสียงเพ่ือผลิตรายการทางการศึกษา
และใน พ.ศ. 2496 จดั ต้ังสถานวี ิทยศุ กึ ษาท่ีวิทยาลยั เทคนคิ กรุงเทพ
พ.ศ. 2497 วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย
อินเดียน่า ส่งผู้เช่ียวชาญมาช่วยงานโสตทัศนศึกษา เพ่ือบริการโสตทัศนูปกรณ์แก่อาจารย์และได้เปิด
สอนวชิ าเทคโนโลยีการศกึ ษาเป็นครง้ั แรก
พ.ศ. 2498 วิทยาลัยเทคนิคทุ่งมหาเมฆได้จัดตั้งศูนย์โสตทัศนศึกษา บริการวัสดุ อุปกรณ์
ทางการศกึ ษาใหแ้ ก่คณาจารย์
พ.ศ. 2500 คณะครุศาสตรจ์ ฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั และ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จดั ต้ัง
ศนู ย์โสตทัศนศึกษาข้ึน เพ่อื ใหบ้ รกิ ารแก่คณาจารย์ในสถาบนั และในปีเดียวกันน้ีกระทรวงศึกษาธิการ
ได้เริ่มงานวิทยุโรงเรียน โดยส่งออกอากาศทางสถานีวิทยุศึกษาซึ่งมีรัศมีกระจายเสียง 22 จังหวัดไปสู่
โรงเรียน 286 โรงเรียนเป็นโรงเรียนประถมศกึ ษา 220 โรงเรยี นและมัธยมศึกษา 66 โรงเรยี น
พ.ศ. 2514 มหาวิทยาลัยรามคาแหงเปิดใช้โทรทัศน์วงจรปิดเพื่อการเรียนการสอนอย่าง
แทจ้ รงิ เป็นแหง่ แรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2521 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศ
ไทยท่ีใช้ระบบการเรียนการสอนเพ่ือเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนของประเทศ สื่อท่ีใช้มาก
ที่สดุ คอื วิทยุ โทรทศั น์ เทป เอกสารประกอบการเรียนทางไปรษณยี ์
ด้านการเผยแพร่ความรู้และงานทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาปัจจุบันมีการสอนให้ความรู้
ทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาทั้งในวิชาเอก วิชาโท เทคโนโลยีการศึกษาท้ังระดับปริญญาตรี โท เอก
ในหลายสถาบัน นอกจากโรงเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ได้จัดตั้งโสต
ทศั นศึกษาขึน้ เพ่อื ให้บรกิ ารแกน่ กั เรียน (กิดานันท์ มลิทอง. 2540)
ขอบข่ายของเทคโนโลยีการศึกษา
ขอบข่ายเทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง สิ่งท่ีแสดงถึงขอบเขต หรือกรอบของสาขาวิชา
เทคโนโลยีการศึกษาท่ีระบุว่าบุคคลผู้ที่ศึกษาด้านน้ี หรือปฏิบัติงานในวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษา
ต้องศึกษา ปฏิบัติงาน และต้องมีความรู้ความสามารถเก่ียวกับวิชาชีพในด้านใดบ้าง แนวคิดการแบ่ง
ขอบขา่ ยเทคโนโลยกี ารศกึ ษามี ดงั นี้
1. ขอบขา่ ยตามพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้ความสาคัญแก่เทคโนโลยี
การศึกษา โดยกาหนดไว้ในหมวดท่ี 9 วา่ ด้วยเทคโนโลยีเพอื่ การศกึ ษา ระบไุ ว้ 7 มาตรา ดงั น้ี
• มาตรา 63 รฐั ต้องจดั สรรคล่ืนความถ่ี ส่อื ตวั นาและโครงสร้างพ้ืนฐานอนื่ ที่จาเป็นต่อ
การส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการส่ือสารในรูปอื่น เพื่อใช้ประโยชน์
สาหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การทานุบารุงศาสนา ศิลปะ
และวฒั นธรรมตามความจาเปน็
• มาตรา 64 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต และพัฒนาแบบเรียน ตารา
หนังสือทางวิชาการ ส่ือสิ่งพิมพ์อื่น วัสดุอุปกรณ์ และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาอ่ืน โดยเร่งรัด พัฒนา
10
ขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิต และพัฒนา
เทคโนโลยเี พ่ือการศกึ ษา ทง้ั นี้ โดยเปดิ ให้มีการแข่งขนั โดยเสรอี ย่างเปน็ ธรรม
• มาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากรท้ังด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม มีคุณภาพ
และประสิทธิภาพ
• มาตรา 66 ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อ
การศึกษาในโอกาสแรกที่ทาได้ เพอ่ื ใหม้ ีความรู้และทักษะเพยี งพอทีจ่ ะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาใน
การแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเองไดอ้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื งตลอดชีวติ
• มาตรา 67 รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนา
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อ
การศึกษา เพอ่ื ใหเ้ กิดการใช้ทค่ี มุ้ ค่าและเหมาะสมกบั กระบวนการเรยี นรูข้ องคนไทย
• มาตรา 68 ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดต้ังกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาจาก
เงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และผลกาไร ท่ีได้จากการดาเนินกิจการสื่อสารมวลชน เทคโนโลยี
สารสนเทศ และโทรคมนาคมจากทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กร ประชาคม
รวมท้ังให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษในการใช้เทคโนโล ยีดังกล่าวเพื่อพัฒนาคนและสั ง คม
หลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการจัดสรรเงนิ กองทนุ เพื่อการผลิต การวจิ ัยและการพัฒนาเทคโนโลยเี พื่อการศึกษา
ให้เป็นไปตามกาหนดในกฎกระทรวง
• มาตรา 69 รัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางทาหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผน
ส่งเสริม และประสานการวิจัย การพัฒนา และการใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพ และประสิทธิภาพ
ของการผลิต และการใช้เทคโนโลยเี พ่ือการศึกษา
2. แนวคิดของสมาคมสื่อสารและเทคโนโลยีการศึกษาแห่งสหรัฐอเมริกา (Association
for Educational Communications and Technology: AECT, 1994)
ได้แบ่งขอบข่ายเทคโนโลยีการศึกษาตาม Seels and Richey ได้ศึกษาไว้ ประกอบด้วย 5
ขอบข่ายใหญ่และแตล่ ะขอบข่ายแยกเป็น 4 ขอบข่ายยอ่ ย รวมเป็นขอบขา่ ยย่อยทัง้ หมด 20 ขอบข่าย
ดังน้ี
11
ภาพท่ี 1 ขอบข่ายเทคโนโลยกี ารศกึ ษาตามการศกึ ษาของ AECT (Seels and Richey, 1994: 26)
ท่มี า : https://bomcharun.wordpress.com/
2.1 การออกแบบ (design) คือ กระบวนการในการกาหนดสภาพของการเรยี นรู้
2.1.1 การออกแบบระบบการสอน (instructional systems design) เป็นวิธีการ
จดั การทรี่ วมขน้ั ตอนของการสอนประกอบดว้ ย การวเิ คราะห์ (analysis) คอื กระบวนการที่กาหนดว่า
ต้องการให้ผู้เรียนได้รับอะไร เรียนในเนื้อหาอะไร การออกแบบ (design) กระบวนการที่จะต้องระบุ
ว่าให้ผู้เรียนเรียนอย่างไร การพัฒนา (development) คือ กระบวนการสร้างผลิตส่ือวัสดุการสอน
การนาไปใช้ (implementation) คอื การใช้วสั ดแุ ละยุทธศาสตร์ตา่ ง ๆ ในการสอน และ การประเมิน
(evaluation) คือ กระบวนการในการประเมินการสอน
2.1.2 ออกแบบสาร (message design) เป็นการวางแผน เปลี่ยนแปลงสารเน้น
ทฤษฎีการเรียนที่ประยุกต์ความรู้บนพื้นฐานของความสนใจ การรับรู้ ความจา การออกแบบสารมี
จุดประสงคเ์ พอ่ื การส่ือความหมายกับผูเ้ รียน
2.1.3 กลยุทธ์การสอน (instructional strategies) เนน้ ท่กี ารเลือก ลาดบั เหตุการณ์
และกจิ กรรมในบทเรยี น ในทางปฏบิ ัตกิ ลยุทธก์ ารสอนมีความสัมพันธก์ บั สถานการณ์การเรียน ผลของ
ปฏิสัมพันธ์น้ีสามารถอธิบายได้โดยโมเดลการสอน การเลือกยุทธศาสตร์การสอนและโมเดลการสอน
ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเรียน รวมถึงลักษณะผู้เรียน ธรรมชาติของเนื้อหาวิชา และจุดประสงค์
ของผ้เู รียน
2.1.4 ลักษณะผูเ้ รียน (learner characteristics) คอื ลกั ษณะและประสบการณเ์ ดิม
ของผู้เรยี นทีจ่ ะมผี ลต่อกระบวนการเรียน การสอน การเลือก และการใช้ยุทธศาสตรก์ ารสอน
2.2 การพัฒนา (development) เปน็ กระบวนการของการเปล่ียนการออกแบบ
12
2.2.1 เทคโนโลยีสิ่งพิมพ์ (print technologies) เป็นการผลิต หรือส่งสาร ส่ือด้าน
วัสดุ เช่น หนังสือ โสตทัศนวัสดุพื้นฐานประเภทภาพนิ่ง ภาพถ่าย รวมถึงสื่อข้อความ กราฟิก วัสดุ
ภาพส่งิ พิมพ์ ทศั นวัสดุ ส่งิ เหล่านเ้ี ปน็ พื้นฐานของการพฒั นา การใช้ส่อื วสั ดกุ ารสอนอนื่ ๆ
2.2.2 เทคโนโลยีโสตทัศนูปกรณ์ (audiovisual technologies) เป็นวิธีการในการ
จัดหา หรือส่งถ่ายสาร โดยใช้เคร่ืองมืออุปกรณ์ หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อนาเสนอสารต่าง ๆ
ด้วยเสียง และภาพ โสตทัศนูปกรณ์จะช่วยแสดงส่ิงที่เปน็ ธรรมชาติจริง ความคิดท่ีเป็นนามธรรม เพื่อ
ผู้สอนนาไปใชใ้ ห้มีปฏสิ มั พันธก์ บั ผู้เรียน
2.2.3 เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ (computer – based technologies) เปน็ วิธกี ารใน
การจัดหา หรือส่งถ่ายสารโดยการใช้ไมโครโพรเซสเซอร์ เพื่อรับและส่งข้อมูล แบบดิจิตอล
ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์จัดการสอน โทรคมนาคม การสื่อสารทาง
อิเล็กทรอนกิ ส์ การเข้าถึงและใชแ้ หล่งขอ้ มลู ในเครอื ขา่ ย
2.2.4 เทคโนโลยีบูรณาการ (integrated technologies) เป็นวิธีการในการจัดหา
หรอื สง่ ถ่ายข้อมลู กับสื่อหลาย ๆ รูปแบบภายใตก้ ารควบคมุ ของคอมพิวเตอร์
2.3 การใช้ (utilization) เป็นการใช้กระบวนการ และแหล่งทรัพยากรเพ่ือการเรียนการ
สอน
2.3.1 การใช้สื่อ (media utilization) เป็นระบบของการใชส้ ื่อ แหล่งทรัพยากรเพื่อ
การเรยี น โดยใชก้ ระบวนการตามท่ีผ่านการออกแบบการสอน
2.3.2 การแพรก่ ระจายนวตั กรรม (diffusion of innovations) เป็นกระบวนการสื่อ
ความหมาย รวมถึงการวางยทุ ธศาสตร์ หรือจุดประสงค์ใหเ้ กิดการยอมรับนวตั กรรม
2 . 3 . 3 วิ ธี ก า ร น า ไ ป ใ ช้ แ ล ะ ก า ร จั ด ก า ร ( implementation and
institutionalization) เป็นการใช้สื่อการสอนหรือยุทธศาสตร์ในสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่องและใช้
นวัตกรรมการศึกษาเป็นประจาในองค์การ
2.3.4 นโยบาย หลักการและกฎระเบียบข้อบังคับ (policies and regulations)
เปน็ กฎระเบยี บ ขอ้ บงั คับของสงั คมท่ีส่งผลต่อการแพร่กระจาย และการใชเ้ ทคโนโลยกี ารศึกษา
2.4 การจัดการ (management) เป็นการควบคุมกระบวนการทางเทคโนโลยีการศึกษา
ตลอดจนการวางแผน การจดั การ การประสานงาน และการให้คาแนะนา
2.4.1 การจัดการโครงการ (project management) เป็นการวางแผน กากับ
ควบคุม การออกแบบ และพฒั นาโครงการสอน
2.4.2 การจัดการแหล่งทรัพยากร (resource management) เป็นการวางแผน
กากบั ควบคมุ แหล่งทรัพยากร ท่ีชว่ ยระบบและการบริการ
2.4.3 การจัดการระบบส่งถ่าย (delivery system management) เป็นการ
วางแผน กากับ ควบคุมวิธีการซ่ึงแพร่กระจายสื่อการสอนในองค์การ รวมถึงสื่อ และวิธีการใช้ที่จะ
นาเสนอสารไปยงั ผูเ้ รยี น
2.4.5 การจัดการสารสนเทศ (information management) เป็นการวางแผน
กากับ ควบคมุ การเก็บ การสง่ ถ่าย หรือกระบวนการของข้อมูลสารเพื่อสนับสนุนแหล่งทรัพยากรการ
เรยี น
13
2.5 การประเมิน (evaluation) กระบวนการหาข้อมูลเพ่ือกาหนดความเหมาะสมของการ
เรียนการสอน
2.5.1 การวิเคราะห์ปัญหา (problem analysis) เป็นการทาให้ปัญหาส้ินสุด โดย
การใช้ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ และวธิ ีการทจ่ี ะช่วยตัดสินใจ
2.5.2 เกณฑ์การประเมิน (criterion – reference measurement) เทคนิคการใช้
เกณฑ์เพ่อื การประเมินการสอน หรือประเมนิ โครงการเทคโนโลยีและส่ือสารการศกึ ษา
2.5.3 การประเมินความก้าวหน้า (formative evaluation) มีการใช้ข้อมูลอย่าง
เหมาะสมจากการประเมินความกา้ วหนา้ เพอื่ เปน็ ฐานในการพัฒนาต่อไป
2.5.4 การประเมินผลสรุป (summative evaluation) มีการใช้ข้อมูลอย่าง
เหมาะสมท่จี ะตัดสนิ ใจกบั การดาเนนิ งานโปรแกรม หรือโครงการต่อไป
สรปุ ขอบขา่ ยหลกั และขอบข่ายยอ่ ยตามแนวคิด AECT
ขอบขา่ ยหลัก และขอบข่ายย่อยของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา
การออกแบบ การพฒั นา การใช้ การจัดการ การประเมนิ ผล
- การออกแบบ - เทคโนโลยี - การใชส้ อื่ - การจดั การ - การวิเคราะห์
ระบบการสอน
- การออกแบบ ส่งิ พมิ พ์ - การเผยแพร่ โครงการ ปัญหา
สาร
- กลยุทธ์การ - เทคโนโลยีด้าน นวัตกรรม - การจัดการ - การวัดตาม
สอน
- คณุ ลักษณะ โสตทศั น์ - การนาไปใช้ ทรพั ยากร เกณฑ์
ของผูเ้ รียน
- เทคโนโลยี สาหรับตนเอง - การจดั การ - การประเมนิ
คอมพิวเตอร์ และใน ระบบขนส่ง ระหวา่ ง
- เทคโนโลยี สถานศกึ ษา - การจดั การ กระบวนการ
บูรณาการ - นโยบายและ สารสนเทศ - การประเมนิ
กฎระเบียบ แบบองคร์ วม
ตารางท่ี 1 สรปุ ขอบขา่ ยหลักและขอบขา่ ยย่อยตามแนวคดิ AECT
3. ขอบขา่ ยเทคโนโลยีและส่ือสารการศึกษาตามนิยามสมาคมสื่อสารเทคโนโลยกี ารศึกษา
( Association of educational Communications and Technology: AECT) ป รั บ ป รุ ง
ปี 2008 (Alan Januszewski and Michael Molenda 2008)
แนวคิดเทคโนโลยีการศึกษาได้มีวิวัฒนาการอย่างยาวนานและต่อเน่ือง หน่วยงานท่ีกาหนด
แนวคิดที่เป็นที่ยอมรับและเป็นแนวทางเพื่อนามาปฏิบัติคือ สมาคมสื่อสารและเทคโนโลยีการศึกษา
(Association of educational Communications and Technology: AECT) ได้กาหนดนยิ ามของ
เทคโนโลยีของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา ไวว้ ่า
“เทคโนโลยีการศึกษา คือ การศึกษา (Study) และปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม (Ethical
Practice) ที่จะช่วยเอ้ืออานวยต่อการเรียนรู้และส่งเสริมสมรรถนะการสร้าง (Creating) การใช้
14
(Using) และ การจัดการ (Managing) เทคโนโลยีท้ังกระบวนการ (Processes) และทรัพยากร
(Resource) ทเี่ หมาะสม ”
ภาพที่ 2 ขอบขา่ ยเทคโนโลยแี ละส่อื สารการศึกษาตามนิยามสมาคมสื่อสารเทคโนโลยี
การศึกษา ปรับปรุงปี 2008
สว่ นประกอบของนิยาม (Elements of the Definition)
1. การศึกษา (Study) เป็นการเข้าใจเชิงทฤษฎี ซ่ึงต้องการการสร้างและกล่ันกรองความรู้
อย่างต่อเนื่องผ่านการวิจัยและสะท้อนผ่านการปฏิบัติ การศึกษาเกี่ยวกับข้องกับการรวบรวมและ
วิเคราะห์ ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ท่ีอยู่ในรูปแบบของการสืบเสาะในเร่ืองต่างๆ เช่น
ทฤษฎี การวิเคราะห์ปรัชญา การสืบสวนทางประวัติศาสตร์ การพัฒนาโครงการ การวิเคราะห์
ข้อบกพร่อง การวเิ คราะหร์ ะบบ และการประเมนิ
นอกจากการวจิ ัยดั้งเดิมที่เป็นการสร้างแนวคิดใหม่และกระบวนการประเมินเพ่ือชว่ ยสง่ เสริม
การปฎิบัติ ยังสามารถใช้ระเบียบวิธีวจิ ัยต่างๆมาสร้างทฤษฎีใหม่ๆได้ การวิจัยเทคโนโลยีการศึกษาได้
พัฒนาจากการศึกษาท่ีพยายามจะพิสูจน์ว่าส่ือเทคโนโลยีเป็นเคร่ืองมือในการเรียนการสอนที่มี
ประสิทธิผล โดยทาการทดสอบการประยุกต์ใช้กระบวนการและเทคโนโลยที ี่เหมาะสมในการส่งเสรมิ
การเรียนรู้
ส่ิงท่ีสาคัญในการทาวิจัยทางเทคโนโลยรการศึกษา คือ การใช้สภาพแวดล้อมท่ีแท้จริง
จากผูป้ ฎิบัติและผู้ใชเ้ ทา่ ๆ กับนกั วจิ ัย เปน็ การหาทางออกเพ่ือการแกไ้ ขปัญหาในการนาไปใช้ปฎบิ ตั ิ
ที่ผ่านมาการวิจัยมุ่งเน้นการออกแบบ การพัฒนา การใช้ และการจัดการเทคโนโลยีใหม่
โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ การจดั การสารสนเทศ และทฤษฎอี ่ืน ๆ ทเี่ ก่ยี วขอ้ งเพ่ือนพฒั นาการเรียนการ
สอน ต่อมาการวิจัยได้มุ่งสู่การวิจัยท่ีให้ความสาคัญในเรื่อง การส่งผ่านเน้ือหา (Delivered) ใน
15
รูปแบบต่าง ๆ เพ่ือใช้สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนให้เกิดการเรียนรู้กับผู้เรียน เช่น ระบบสนับสนุน
อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Support Stems) โดยเพ่ิมการสังเกต การมีส่วนรวม และการสร้าง
ความรู้ อยา่ งกระฉับกระเฉงในการเรียนรู้ของผเู้ รียน นอกจากจะใช้ความสามารถในการออกแบบการ
สอนยังม่งุ ให้ความสนใจในการออกแบบสภาพแวดล้อมให้เกิดการเรียนร้มู ากขึ้น
2. การปฏิบัติอยา่ งมจี รยิ ธรรม (Ethical Practice) เทคโนโลยกี ารศกึ ษาได้มีการพัฒนาการ
ปฏิบัติอย่างมีจริยธรรมโดย AECT ได้กาหนดมาตรฐานจริยธรรมในการปฏิบัติโดยมุ่งเน้นในเรื่อง
จริยธรรมในการใช้สื่อและทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) จริยธรรมไม่ได้เป็นแค่กฎ
ระเบียบและความคาดหวัง(Expectations) เท่านั้นแต่เป็นหลักพ้ืนฐานในการปฎิบัติ วิธีการ หรือการ
สร้างหลักปฎิบัติในการทางาน นิยามในปัจจุปันในการปฎิบัติอย่างมีจริยธรรมให้ความสาคัญกับ
ความสาเร็จทางอาชีพเทคโนโลยกี ารศกึ ษา
AECT ได้กาหนดหลักจรยิ ธรรมเปน็ 3 ระบบ ได้แก่
2.1 พันธสัญญาส่วนบุคคล (Commitment to the individual) เป็นการปกป้อง
สทิ ธใิ์ นวสั ดุและสขุ ภาพและความปลอดภยั อย่างมืออาชีพ
2.2 พันธสัญญาส่วนสังคม (Commitment to Society) เป็นการเสนอส่ิงที่ถูกต้อง
ต่อสาธารณะอยา่ งเทา่ เทียมโดยการปฏบิ ัติและบริการดว้ ยมืออาชีพ
2.3 พันธสัญญาส่วนวิชาชีพ (Commitment to Profession) เป็นพัฒนาและ
ส่งเสริมความเป็นวชิ าชพี ด้านความรู้ ทักษะ และยกยอ่ งการทางานและการเผยแพร่ผลงาน
หลักจริยธรรมจะช่วยนักวิจัย อาจารย์ที่ปรึกษา นักออกแบบ และผู้อานวยการ
ทรพั ยากรการเรยี นรู้ และนกั เทคโนโลยกี ารศกึ ษา ปฏบิ ตั ิงานดว้ ยพฤตกิ รรมทมี่ ีจริยธรรม
3. เอ้ืออานวยต่อการเรียนรู้ (Facilitating Learning) เทคโนโลยีการศึกษามีพลังที่สาคัญ
ในการเออ้ื อานวยตอ่ การเรียนรใู้ หบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ สามารถอธิบายได้ดังนี้
3.1 เอ้ืออานวย (Facilitating) เป็นการปรับเปลี่ยนจากการเรียนและการสอนท่ี
สะท้อนจากทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญา (Cognitive Learning Theory) และทฤษฎีการเรียนรู้การ
สร้างสรรค์ปัญญา (Constructivist Learning Theory) ที่มาจากสมมติฐานการเช่ือมโยงระหว่างการ
เรยี นกับการสอน
ในช่วงแรก AECT (Ely,1963) ให้คานิยามว่าการเอ้ืออานวยคือ การออกแบบและ
การใช้สารในการควบคุมกระบวนการเรียนรู้ต่อมาได้ให้มีความสาคัญกับการเช่ือมโยงระหว่างการ
ออกแบบท่ีดีการสงสาร(Delivered) การสอนที่ดีและการเรียนที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการปรับ
กระบวนการทัศน์การเรียนรู้ของผู้เรียนจากการรับความรู้มาเป็นผู้สร้างความรู้โดยให้ ผู้เรียนได้สร้าง
ความรู้และสามารถตอบสนองด้วยตนเองซ่ึงบทบาทเทคโนโลยีที่ต้องช่วยเอ้ืออานวยต่อการเรียนรู้
มากกว่าการควบคุมการเรียนรู้ ดังน้ันการที่ช่วยเอื้ออานวยการเรียนรู้จึงต้องหันมาให้ความสาคัญต่อ
สภาพแวดล้อมมากข้ึนสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ไม่ได้เพียงแค่การนาเสนอสาระสนเทศ และการฝึก
ปฏิบัติซ่ึงเป็นการควบคุมการเรียนเท่าน้ัน แต่ต้องคานึงถึงพ้ืนที่สถานท่ีและเครื่องมือ ซ่ึงรวมถึง
กระบวนการ และ กิจกรรมเพอ่ื สารวจปัญหาและการสนับสนนุ การเรยี นรู้
การเอ้ืออานวยยังรวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อม การจัดระบบทรัพยากรและ
การจัดหาเครื่องมือโดยการเรียนรู้ที่เกิด จากสถานที่แบบเผชิญหน้า (Face to face) หรือ
16
สภาพแวดล้อมเสมือนจริง (Virtual environment) ในลักษณะโลกใบเล็ก (Micro worlds) หรือการ
เรยี นทางไกล (Distance learning)
3.2. การเรียนรู้(Learning) คาว่า การเรียนรู้ได้นามาใช้นานมาแล้วโดยนามาใช้เปน็
จุดประสงค์ในการวัดองค์ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และทัศนคติ (Attitudes) ท้ังในและ
นอกช้นั เรยี น
การเรียนรู้ได้นาไปเป็นส่วนประกอบของการออกแบบการสอนเพื่อกาหนดงานการ
เรียนรู้ (Learning Tasks) และเลือกวิธีประเมินที่จาวัดผลให้บรรลุผลสาเร็จ งานการเรียนรู้สามารถ
แบ่งได้ตามขอบข่ายการเรียนรู้ (ความรู้ ทักษะ เจตคติ) และระดับการเรียนรู้ต้ังแต่ความเข้าใจจนถึง
การใชค้ วามรใู้ นระดับสูง ซง่ึ เรียนรูใ้ นแต่ละระดับจะต้องใช้กระบวนการและทรัพยากรทเ่ี หมาะสม
4.ส่งเสริมสมรรถนะ (Improving Performance) เทคโนโลยีการศึกษาเป็นแนวคิดที่
นามาใชใ้ นการศกึ ษาเพ่อื ส่งเสรมิ สมรรถนะของผู้เรียนและผู้ปฏิบตั งิ านใหม้ สี รรถนะสูงขึ้น ดงั นี้
4.1 ส่งเสริม (Improving) เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เกิดความสามารถสูงขึ้นนอยา่ ง
มีประสิทธิผลหมายความว่า กระบวนการที่เกิดจากผลผลิตที่มีคุณภาพ ทาให้ส่งผลต่อการเรียนรู้ที่มี
ประสทิ ธิผล และนาไปประยุกต์ใชใ้ นสถานการณ์จรงิ เกดิ การเปลีย่ นแปลงในสมรรถนะการปฏบิ ัติงาน
ประสิทธิผล (Effectiveness) เกิดจากประสิทธิภาพ (Efficiency) ในเรื่องเวลา
(Time) ความพยายาม (Effort) และค่าใช้จ่าย (Expense) ตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ในการ
ออกแบบการสอนจะต้องออกแบบให้ชว่ ยผู้เรียนไดเ้ กิดจากการเรยี นรู้ วัดผลและประเมินผลให้เป็นไป
ตามวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้
แนวคิดของประสิทธิภาพมีมุมมองที่แตกต่างกันในวิธีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์
ปัญญา(Contructivist) นักออกแบบจะเน้นการเรียนการสอนในบริบทท่ีให้ผู้เรียนมีอานาจในการ
เลือกวัตถุประสงค์ และเส้นทางการเรียนรู้ของตัวเอง ผู้เรียนบรรลุผลสาเร็จของความรู้ท่ีได้ดูความ
เข้าใจอย่างลึกซ้ึง ได้เกิดประสบการณ์และสามารถประยุกต์ใช้กับปัญหาในโลกความเป็นจริงการ
ออกแบบให้เกิด การเรียนอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องวางแผนการเรียนเวลาที่เหมาะสม และ
ทรัพยากรการเรียนที่เหมาะสม รวมถึงการจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนท่ีกาหนดไว้ของ
ผเู้ รยี น
4.2 สมรรถนะ (Performance) สมรรถนะ เป็นความสามารถในการใช้และการ
ประยุกต์ใช้สมรรถนะภาพที่เพ่ิมขึ้นของผู้เรียนเทคโนโลยีการศึกษาให้ส่งผลสาเร็จ เช่น วัตถุการสอน
แบโปรแกรมจะต้องให้ผู้เรียนใช้ปฏิบัติให้ตามวัตถุประสงค์ปลายทางหลังจากเรียงเสร็จส้ิน
วัตถปุ ระสงคป์ ลายทางท่ีกาหนดไว้เป็นเงือ่ นไขให้ผู้เรียนได้ทาการฝึกหรือศึกษา และประเมินว่าผู้เรียน
ไดบ้ รรลใุ นแตล่ ะเงื่อนไข ดังนั้น “การสง่ เสริมสมรรถนะ” โดยนยั แล้วการเสริมการเรียนรทู้ ีไ่ มใ่ ชเ่ รียนรู้
ท่เี ฉื่อยขาแตเ่ ปน็ การเรียนรู้ โดยใช้สมรรถภาพของผูเ้ รียน
สมรรถนะ ยังหมายถึง การช่วยผู้เรียนเป็นรายบุคคลให้เป็นผู้มีสมรรถนะดีขึ้น ด้วย
เครื่องและแนวคิดเทคโนโลยีการศึกษาที่ช่วยครูและนักออกแบบให้เป็นผู้มีสรรถนะดีข้ึน และช่วยให้
ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น นั่นคือ เทคโนโลยีการศึกษามีพลังในการเพิ่ม
ผลผลิตในระดับรายบคุ คลและระดับองคก์ ร
17
ดังน้ัน ในการส่งเสริมสมรรถนะ ไม่ได้หมายความถึงเทคโนโลยีการศึกษาในทุก
รูปแบบแต่ยังรวมความถึง เทคโนโลยีสมรรถนะของมนุษย์ (Human Performance Thecnology :
HPT) มีวิธีการที่หลากหลายท่ีใช้ในสถานท่ีทางาน เพ่ือการส่งเสริมสมรรถนะ และเพ่ือการเรียน
การสอนเช่นเครื่องมือ (Tools) สิ่งจูงใจ (Incentives) การเปลี่ยนแปลงองค์การ(Organizational)
ซ่ึงสนับสนุนทางปัญญา(Cognitive Support)และการปรับปรุงงาน (Job Redesign) เป็นต้น
ซึง่ เทคโนโลยสี มรรถนะของมนุษยม์ คี วามหมายกวา้ งกวา่ เทคโนโลยกี ารศกึ ษา
ขอบข่ายหนา้ ที่ (Function) ของเทคโนโลยีการศึกษา
เทคโนโลยีการศึกษามีขอบข่ายหน้าท่ีหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การสร้าง (Creating) การใช้ (Use)
และการจัดการ (Managing)
1. การสร้าง (Creating) หมายถึง การวิจัย ทฤษฎี และการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับวัสดุการ
เรียนการสอน (Instructional Material) สภาพแวดล้อมการเรยี นรู้ (Learning Environments) และ
ระบบการเรียนรู้และระบบการสอน (Teaching Learning Systems) ในบริบทต่าง ๆ ทั้งในระบบ
และนอกระบบ
ขอบข่ายเทคโนโลยีการศึกษา ได้มีวิวัฒนาการในรูปแบบส่ือ ทฤษฎีส่ือ และระบบ จากการ
สร้างภาพยนตร์เงียบ (Silent Films) ไปสู่การสอนแบบโปรแกรม (Programmed Instruction) ไปสู่
ชุดมลั ตมิ ีเดีย (Multimedia Packages) ไปสู่โลกใบเลก็ บนเว็บ (Web-Based Micro worlds)
วิธกี ารเชงิ ระบบ (System Approach) อาจจะเป็นข้ันตอนทีป่ ระกอบด้วย
- การวิเคราะห์ (Analyzing) เป็นการวเิ คราะหป์ ัญหาการเรยี นการสอน
- การออกแบบและพัฒนา (Designing and Developing) เป็นการออกแบบและ
พัฒนาทางเลอื ก (Solution)
- การประเมิน (Evaluating) เป็นการประเมินและทบทวนการตัดสินใจในแต่ละ
ขนั้ ตอน
- การนาไปใช้ (Implementing) เปน็ การนาทางเลอื กไปใช้
- การประเมินผลและการเลือกกิจกรรม เป็นการประเมินความก้าวหน้าหรือการ
ประเมินระหว่างดาเนินการ (Formative Evaluation) ในขณะท่ีการประเมินผลกระทบท่ีเกิดข้ึนหลัง
จบโครงการเป็นการประเมินผลสรุป (Summative Evaluation) ซ่ึงคาถามการประเมินในแต่ละ
ขน้ั ตอน ได้แก่
1. ขั้นการวิเคราะห์ (Front-End Analysis Stage)
– มีปัญหาสมรรถนะและความตอ้ งการการเรียนการสอนอะไรบา้ ง
– ในการวิเคราะห์ผู้เรียน (Learner Analysis) คือ ผู้เรียนมีลักษณะ
อะไรบ้าง
– ในการวิเคราะห์งาน (Task Analysis) คือความสามารถอะไรท่ีต้องให้
ผเู้ รียนมคี วามรอบรู้
2. ข้ันการออกแบบ (Design Stage)
– วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรอู้ ะไร
– จะใช้รูปแบบอะไรเพือ่ ให้สอดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
18
– จะใชส้ ื่อการสอนอะไรและมกี ารออกแบบสารอยา่ งไร
3. ขั้นการพฒั นา (Development Stage)
– แมแ่ บบอะไรท่ีจะใชแ้ นะผเู้ รียนไปสู่วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้
4. ชั้นการนาไปใช้ (Implementation Stage)
– มที างเลือกใดบา้ งที่จะนาไปใช้
– ส่งผลกระทบอะไรบา้ ง
กระบวนการออกแบบและพัฒนาจะมีอิทธิพลต่อเทคโนโลยีอนาล็อกและเทคโนโลยี
ดิจิทลั ทใี่ ชส้ ร้างวัสดกุ ารเรยี นการสอนและสภาพแวดล้อมการเรยี นรู้ การออกแบบการสอนในช้นั เรียน
โดยครู เช่น อาจให้มีผู้เรียนมีทางเลือกในการเรียนเหมือนกับการออกแบบคอมพิวเตอร์สถานการ
จาลอง การออกแบบไม่ใช่เพียงแค่วัสดุการสอนและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เท่าน้ัน แต่ต้องมี
เคร่ืองมือสนับสนุนที่เป็นฐานข้อมูลในการจัดการความรู้(Knowledge Management) ฐานข้อมูล
ออนไลน์เพ่ือการสารวจปัญหา ระบบช่วยเหลืออัตโนมัติ (Automated Help Systems) และแฟ้ม
สะสมงาน (Portfolios) เพือ่ เสมอส่ิงทีเ่ รียนรแู้ ละประเมินผลการเรยี นรู้
2. การใช้ (Using) ส่วนประกอบในเรอื่ งการใช้ หมายถึง ทฤษฎีและการปฏิบัติท่ีสัมพันธก์ บั
การให้ผู้เรียนได้ประสบกับสภาวะการเรียนและทรัพยากรการเรียนรู้ เช่น การให้ผู้เรียนได้มีกิจกรรม
ทางเลือกในการบรรลุปัญหาการเรียนรู้ การวางแผนเพ่ือให้เป็นไปตามการใช้ ซึ่งต้องทดสอบ
ทรัพยากรท้งั วัสดหุ รือวธิ กี าร ก่อนการนาไปใช้ดว้ ย
ในบางกรณีการใช้จะรวมไปถึง การนานวัตกรรมการเรียนการสอนไปสู่ผู้สอนหรือสู่ตลาด ใน
ลักษณะนี้เรียกว่า กระบวนการแพร่นวัติกรรม (Diffusion Process) จากน้ันครูได้นาทรัพยากรใหม่
หรือนวัตกรรมประยุกต์ใชใ้ นแผนการสอน โดยการบูรณาการ (Integration) เข้ากับการสอนตลอดจน
การนานวัตกรรมใชใ้ นองคก์ ร ซ่ึงเป็นการนาไปใช้ในสถาบัน (Institutionalization)
ในวิธกี ารเชงิ ระบบ ทมี ออกแบบได้มีการนาไปใชใ้ นลักษณะการจัดการเปล่ียนแปลง(Change
Management) ในการพัฒนาแตล่ ะระยะเพ่ือให้ม่นั ใจว่าผมู้ ีสว่ นไดส้ ่วนเสียและผู้ใช้จะเกิดการยอมรับ
สนบั สนุน และใชผ้ ลติ ภณั ฑน์ นั้ ในท่สี ดุ
3. การจัดการ (Managing) เป็นการกากับการปฏิบัติงานของศูนย์โสตทัศน์ในลักษณะการ
ผลิตส่ือและกระบวนการการพัฒนาการเรียนการสอนท่ีซับซ้อน หรือจานวนมากข้ึน นักเทคโนโลยี
การศึกษาต้องมีทักษะการจัดการโครงการท่ีดี เช่น โครงการศึกษาทางไกลจะต้องพัฒนาบนฐาน
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร นักเทคโนโลยีการศึกษาได้นามาใช้จัดการระบบส่งถ่ายความรู้
ในหน้าท่ีทางการจัดการมีหน้าท่ีย่อยของการจัดการบุคลากร (Personnel management) และการ
จัดการสารสนเทศ (Information Management) หมายความถึง การจัดระบบงานของบุคลากรและ
การวางแผนและการควบคุมการจัดเก็บและการประมวลผลสารสนเทศ ในเร่ืองการจัดการโครงการ
และการจัดการองค์กรการจัดการยังต้องการการประเมินโครงการ (Project Evaluation) ในวิธีการ
เชิงระบบการจัดการควบคุมคุณภาพ (Quality Control Measures) เป็นการเฝ้าระวังผล และการ
จัดการประกันคุณภาพ (Quality Assurance Management) เป็นการวัดเพ่ือการปรับปรุงอย่าง
ต่อเนอ่ื งของกระบวนการจัดการ
19
บุคลากรจะต้องฝึกทักษะภาวะผู้นา (Leadership) ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของความเชี่ยวชาญ
ในการจัดการทส่ี นบั สนนุ การปฏบิ ัตงิ านเทคโนโลยกี ารศกึ ษาอย่างมีวฒั นธรรม
อย่างไรก็ตามการศึกษาและปฏิบัติ เพื่อนาไปทาการสร้าง การใช้ และการจัดการ จะต้อง
คานงึ ถงึ ความเหมาะสมและเทคโนโลยที ่ีเหมาะสม ดังนี้
เหมาะสม (Appropriate) คาว่า เหมาะสมหมายถึงการประยุกต์ใช้ท้ังกระบวนการและ
ทรัพยากร ได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปตามจุดมุ่งหมายท่ีกาหนดไว้ คาว่า เทคโนโลบีท่ีเหมาะสม
(Appropriate Technology) เปน็ คาทใ่ี ช้ในวงกวา้ งในการพฒั นาชุมชนทห่ี มายถงึ เครอ่ื งมือ หรอื การ
ปฎิบัติท่ีง่ายที่สุดและทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ซ่ึงเป็นแนวคิดมาจากการพัฒนาส่ิงแวดล้อมโดย
เช่อื มโยงเขา้ กบั ผู้ใช้และวฒั นธรรมในทอ้ งถ่ิน เพ่อื ใหเ้ กดิ ความย่ังยนื ภายใต้เศรษฐกจิ ท้องถ่ืน
ความยง่ั ยืน (Sustainability) เปน็ สว่ นหนึง่ ในเกณฑก์ ารพฒั นาประเทศเพื่อให้ม่นั ใจทางเลือก
ทีจ่ ะใชท้ รัพยากรอย่างระวัดระวัง โดยลดการทาลายส่ิงแวดลอ้ ม และใหส้ ิง่ แวดล้อมคงอยู่ในอนาคต
มาตราฐานวิชาชีพ AECT ท่ีเก่ียวข้องกับความเหมาะสมในมิติอย่างมีจริยธรรมได้กาหนดไว้
ในประมวลจริยธรรมของ AECT (The AECT Code of Ethics) 5 สว่ น ดงั น้ี (Wellive, 2001 อา้ งใน
Alan Januszewski and Michael Molenda, 2008)
1. ส่วนท่ี 1.5 ต้องปฎบิ ตั กิ ารประเมนิ และการเลือกวัสดุและอปุ กรณ์ทีถ่ ูกตอ้ งอยา่ งมืออาชพี
2. ส่วนที่ 1.6 นักวิจัยและนักปฎิบัติต้องป้องกันตนเองจากการเกิดความเสียหายต่อสุขภาพ
และความปลอดภัย
3. ส่วนที่ 1.7 ตอ้ งสง่ เสริมการปฎิบตั ทิ างวิชาชพี ท่ถี ูกต้องในการใชเ้ ทคโนโลยรการศกึ ษา
4. ส่วนที่ 1.8 ต้องหลีกเล่ียงเนื้อหาท่ีทาให้เกิดความเข้าใจผิดในเร่ืองเพศ (Gender)
มนุษยชาติ (Ethnic ) เชื้อชาติ (Racial) หรือ ศาสนา (Religious) และให้ครอบคลุมการฑัฒนา
โครงการและสื่อทีเ่ นน้ ความหลากหลายทางสังคมในชุมชนหลากวฒั นธรรม
5. ส่วนท่ี 3 ต้องให้โอกาสมุมมองท่ีแตกต่างเปิดกว้างทางปัญญาและทางวัฒนธรรม และ
หลีกเลี่ยงการแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าตามกฎหมายสิชสิทธ์ิและข้อปฎิบัติในการทาการวิจัย
และปฎบิ ัติโดยใชห้ ลกั ปฎบิ ตั ขิ องกลมุ่ วชิ าชพี และคณะกรรมการบริหารของสถาบนั
การปฏิบัติหรือทรัพยากรท่ีเหมาะสมจะส่งผลตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ได้นั้นอต้อง
คานึงถึงเกณฑ์ประสิทธิผล หรือประโยชน์ท่ีได้ตามจุดมุ่งหมาย ตัวอย่างเช่น สถานการณ์จาลองด้วย
คอมพิวเตอร์ได้เลือกจากการศึกษาทางสังคมที่เน้นประสบการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการ
อภิปรายตามที่ผ้เู รียนสนใจ เป็นต้น
ความเหมาะสม (Appropriateness) บางครั้งได้ถูกใช้ในการตรวจสอบ (Censor) หนังสือ
หรือวัสดุการเรียนการสอนอ่ืนๆ การคัดค้าน หรือ ไม่ผ่านการตรวจ อาจจะเนื่องจากส่ือนั้นจะแสดง
เร่ืองเพศอย่างชัดเจน ใช้ภาษาท่ีก้าวร้าว (Offensive Language) ไม่สมควรกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละ
ชว่ งอายุ
โดยสรุปการเลือกวิธีการและสื่อ ต้องอยู่บนพ้ืนฐานแนวปฏิบัติท่ีเป็นเลิศ (Best Practices)
ในการประยุกต์ใช้กับสถานการณ์และเป็นไปตามประมวลจริยธรรม (Code of Ethics) ดังนั้นวิชาชีพ
เทคโนโลยีการศึกษาต้องติดตามความรู้ให้ทันต่อสมัยและใช้ความรู้เป็นฐานในการตัดสินใจหา
ทางเลือกท่ียอมรบั จากนักวิชาชีพภายนอก และการเลอื กที่ดีชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการเรยี นรู้ได้เปน็ อย่างดี
20
ซ่ึงนักเทคโนโลยีทางการศึกษาต้องคานึงถึงการใช้เวลาและทรัพยากรขอ งองค์กรอย่างรอบคอบ
รวมทั้งเวลาและความพยายามอย่างเหมาะสมด้วย ทางเทคโนโลยี (Technological) เป็นการ
ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์หรือความรู้ในการจัดระบบ เพ่ือใช้ในการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ (Galbraith,
1967, p.12 อ้างถึงใน Alan Januszewski and Michael Molenda 2008) ต่อมานิยามทาง
เทคโนโลยไี ดเ้ พิ่มความสาคัญกบั กระบวนการ (Processes) และทรัพยากร (Resources)
กระบวนการ เป็นขัน้ ตอนหรือวิธีการที่นาไปใช้ในการวางแผนและการดาเนินการในการเรียน
การสอน เชน่ กระบวนการตดั สินใจของครูท่ใี ช้ในการเรยี นการสอน อาจจะไดม้ าจากผลการวิจัย หรอื
การพัฒนาที่มีประสิทธิผลแล้ว หรือเป็นรูปแบบ แม่แบบ หรือหลักการ และ ทฤษฎี ทรัพยากร เป็น
ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ท่ีใช้ในการเรียนการสอน เช่น ภาพนิ่ง วีดิทัศน์ จานดาวเทียม โปรแกรม
คอมพวิ เตอร์ เคร่อื งเลน่ ดีวดี ี อุปกรณส์ ่อื สาร เป็นต้น
1.กระบวนการ (Process) กระบวนการ คือ ชุดกิจกรรรมที่กากับให้เกิดผลตามท่ี
กาหนด นักเทคโนโลยีการศึกษาได้ใช้ กระบวนการ ในการออกแบบ (Design) พัฒนา (Develop)
และผลิต (Produce) ทรัพยากรการเรยี นรู้ จนถงึ กระบวนการในการพัฒนาการเรียนการสอน
จากช่วงปี คศ.1960s ไดใ้ ชว้ ิธีการเชงิ ระบบ (System Approach) ในการพฒั นาการ
เรียนการสอนอยา่ งแพรห่ ลาย
จากนั้นกระบวนการท้ังกระบวนการได้ปรับเปล่ียนในช่วง คศ.1994 โดย AECT ได้
นิยามกระบวนการที่เน้นผู้สอนเป็นผู้จัดกระทาไปเป็นเน้นผู้เรียนเป็นผู้จัดกระทา โดยให้ผู้เรียนสร้าง
ความรู้ได้ดว้ ยตนเองและเพมิ่ การเรียนรู้ โดยใหผ้ ู้เรยี นค้นหาและเกดิ ประสบการณ์เรยี นรูด้ ้วยตนเอง
จากการประยุกต์ใช้กับโลกความเป็นจริง โดยผู้สอนจะเป็นผู้คอยกากับและแนะนา
มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เกิดความรู้ ความรอบรู้และถ่ายโอนทักษะด้วยการใช้กระบวนการพัฒนาการเรียน
การสอนอยา่ งเป็นระบบ (Systematic Instructional Development)
กระบวนการนร้ี วมถงึ กระบวนการใชแ้ ละกระบวนการจดั การทรพั ยากร
2. ทรัพยากร (Resources) ทรัพยากรเป็นนวตั กรรมทางเทคโนโลยแี ละเครอ่ื งมือที่
ช่วยแนะนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ทรัพยากรอาจจะเป็น บุคคล เครื่องมือ เทคโนโลยี และวัสดุท่ี
ออกแบบมาช่วยผู้เรียน อาจจะรวมไปถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารที่มีเทคโนโลยี
ระดับสูง ทรัพยากรชุมชน เช่น ห้องสมุด สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ และ ประชาชนซ่ึงมีความรู้เฉพาะและ
เชี่ยวชาญ นอกจากน้ียังรวมถึง ส่ือดิจิทัล เช่น ซีดีรอม เว็บไซต์ เว็บเควท์ (WebQuests) และระบบ
สนับสนุนสมรรถนะการปฏิบัตงิ านเชิงอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Performance Support System
: EPSS) และสื่ออนาล็อก เช่น หนังสือ และสิ่งพิมพ์อื่น ๆ วีดีทัศน์ และวัสดุโสตทัศน์ด้ังเดิมอื่น ๆ
ครูต้องค้นพบเคร่ืองมือใหม่ และสร้างทรัพยากรใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถรวบรวมและเข้าถึ ง
ทรพั ยากรของเขาได้และผเู้ ชย่ี วชาญเทคโนโลยกี ารศึกษา ได้พัฒนาทรัพยากรใหด้ ขี ้นึ
โดยสรุป AECT ได้พัฒนานิยามของแนวคิดเทคโนโลยีการศึกษาจากท่ีเน้นนิยามเป็น
เทคโนโลยกี ารสอน (Seels & Richey, 1994 อ้างถงึ ใน Alan Januszewski and Michael Molanda,
2008: 12-13) นิยามเทคโนโลยีการศึกษาได้กาหนดนิยามกวา้ งกว่าเทคโนโลยีการสอน เทคโนโลยกี าร
สอนหรือเทคโนโลยีการศึกษา เป็นส่วนประกอบท่ีเป็นรูปธรรมภายใต้เทคโนโลยีสมรรถนะ
21
(Performance Technology) อีกทั้งวิธีการโดยรวมท่ีส่งเสริมสมรรถนะในการทางานรวมถึงการ
ฝกึ อบรม
แนวคิดเทคโนโลยีการศึกษาต้องจาแนกจากขอบข่ายและวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษา ความ
เทยี่ งตรงของขอบข่ายทจ่ี าแนกสามารถตัดสินโดยเกณฑท์ แ่ี ตกตา่ งกนั ได้
นยิ ามท่ีแตกต่างจากนิยามเดมิ
ประการที่หน่ึง คาว่า การศึกษา “Study” แทนคาว่า วิจัย “Research” มีความหมายที่
กว้างข้ึนจากรูปแบบการสืบเสาะแต่รวมถงึ การสะท้อนจากการปฏิบตั ิ
ประการท่ีสอง คือ พันธสัญญา (Commitment) ที่ชัดเจนต่อการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรม
(Ethical practice)
ประการที่สาม วัตถุประสงค์ของเทคโนโลยีการศึกษา คือ การเอ้ืออานวยต่อการเรียนรู้
(Facilitating Learning) ทีเ่ ป็นการคอยกากบั ควบคุมหรือเปน็ เหตใุ ห้เกิดการเรยี นรู้
ประการท่ีส่ี เทคโนโลยีการศึกษาที่เน้นการเรียนรเู้ ป็นสาคัญ การเรียนรู้จึงเป็นศูนยก์ ลางของ
เทคโนโลยีการศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมาย ส่งเสริมการเรียนรู้ในแต่ละขอบข่าย ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยี
สารสนเทศหรือเทคโนโลยกี ารปฏิบัตงิ าน
ประการท่หี ้า การสง่ เสรมิ สมรรถนะการปฏบิ ตั ิงาน (Improving Performance) หมายความ
ถึงการศึกษาในประการที่หน่ึง ซึ่งเป็นเกณฑ์คุณภาพ จุดมุ่งหมายของการเอ้ือต่อการเรียนรู้ที่เป็น
จดุ มงุ่ หมายในการแนะผเู้ รียนใหก้ ระฉับกระเฉงในการเรียนพรอ้ มท่จี ะใช้ความรู้ ทักษะ และเจตคติ
ประการที่หก เทคโนโลยีการศึกษาอธิบายถึงหน้าที่หลักของขอบข่ายที่ประกอบด้วย การ
สร้างสรรค์ (Creation) การใช้ (Use) และการจัดการ (Management) ที่กว้างข้ึน ลดการใช้
ศัพทเ์ ทคนคิ กว่านยิ ามเดิมเพ่ือใหเ้ ห็นถึงกระบวนการออกแบบ
ประการที่เจด็ นยิ ามได้กาหนดถึงเทคโนโลยีที่เป็นเครื่องมือ (Tools) และวธิ กี าร (Methods)
ของขอบข่ายท่ีเหมาะสม (appropriate) กบั ผู้เรียน
ท้ายสุดนี้คาว่า ส่งเสริม(Improving) และเหมาะสม (Appropriate) เป็นการให้ความสาคัญ
ถึงคุณค่า (Value) ในนิยามทางเทคโนโลยกี ารศกึ ษาโดยอาศยั ความเชยี่ วชาญเฉพาะในการประยุกต์ใช้
กบั วิชาชีพอยา่ งสมบูรณ์
4. แนวคดิ ของมหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช โดยชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537)
ได้กาหนดขอบข่ายงานเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาโดยประมวลออกเป็น
3 ขอบข่าย หากพิจาณาเป็นมิติทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา แบ่งได้เป็นขอบข่ายตามแนวต้ัง
แนวนอน และแนวลึก ดังแสดงในภาพท่ี 2 ส่วนรายละเอียดขอบข่ายเทคโนโลยีและส่ือสารการศึกษา
มดี งั นี้
22
ภาพท่ี 3 ขอบขา่ ยตามแนวตั้ง แนวนอน และแนวลึกของเทคโนโลยีและสือ่ สาร
การศกึ ษาของมหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช (ชยั ยงค์ พรหมวงศ์, 2537)
ทม่ี า : http://khattiyatomtam.blogspot.com/2016/09/blog-post_29.html
4.1 ขอบข่ายด้านสาระของเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา หรือขอบข่ายตามแนวต้ัง
ครอบคลุม 7 ดา้ น คอื
1. การจดั การ การพฒั นาและการออกแบบระบบทางการศึกษา
2. พฤติกรรมการเรยี นการสอน
3. วิธกี ารสอน
4. สื่อสารการศกึ ษา
5. สภาพแวดล้อมทางการศึกษา
6. การจดั การดา้ นการเรยี นการสอน และ
7. การประเมินการศึกษา
4.2 ขอบข่ายด้านภารกิจ หรือขอบข่ายตามแนวนอน เป็นการนาเทคโนโลยีและสื่อสาร
การศึกษาไปใช้เพื่อภารกิจทางการศึกษามี 3 ดา้ น คอื
1. ดา้ นการบริหาร
2. ด้านวิชาการ
23
3. ด้านการบริการ
2.3 ขอบข่ายตามรปู แบบการจัดการศึกษา หรอื ขอบขา่ ยตามแนวลึก มกี ารนาเทคโนโลยแี ละ
ส่ือสารการศึกษาไปใชเ้ ปน็ เครื่องมือในการจัดการศกึ ษา 4 ด้าน คือ
1. การศึกษาในระบบโรงเรยี น จาแนกตามระดับการศึกษา ระดบั ประถมศึกษา
มธั ยมศกึ ษา และอุดมศกึ ษา
2. การศึกษานอกระบบโรงเรียน
3. การฝกึ อบรม
4. การศึกษาทางไกล
ดจิ ทิ ลั เพอ่ื การศึกษา (Digital Education)
ดิจิทัล (Digital) หมายถึง การประมวลผลจากข้อมูลนาเข้าในคอมพิวเตอร์ด้วยรหัส 0 และ
1 ประมวลผลและทาการแสดงผลเป็นอักษร ข้อความ ภาพ เสียง ภาพเคล่ือนไหว และวีดิทัศน์
สมรรถนะการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่รวดเรว็ และส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แสดงผลได้บน
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพา ทาให้การเรียนรู้และสื่อสารไม่จากัดเพียงช่วงเวลาในห้องเรียน แต่
ผนวกรวมการเรียนเข้ากับการใช้ชีวิตประจาวัน การสื่อสารและสันทนาการ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
ส่งผลกระทบตอ่ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการสอนและการเรียนท่ีผูเ้ รยี นกาหนดและมุ่งมั่นการ
เรียนรู้ดว้ ยตนเอง (ใจทพิ ย์ ณ สงขลา, 2561)
การศึกษายุคดิจิทัล คือการเปล่ียนแปลงระบบการศึกษาของประเทศจากเดิมไปสู่การศึกษา
แบบดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้าทางการศึกษาผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เข้าถึงแหล่ง
ทรัพยากรความรู้และสื่อการเรียนการสอนท่ีมีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน (ณัฐดนัย เนียมทอง,
2561)
การเรียนและการสอนดิจิทัล เป็นกระบวนการ วิธีการที่บุคคลใช้ในการสร้างความหมายจาก
ขอ้ มลู สง่ิ แวดล้อม ส่งิ เร้า สังคม ท่รี ับเข้ามาทางประสาทสมั ผัสเกิดเป็นความรู้ ทกั ษะ และเจตคติ เมื่อ
พัฒนาอย่างเป็นระบบทาใหส้ ามารถคาดการณ์มุ่งประสทิ ธิผลไดอ้ ย่างเต็มสมรรถนะ การเปลี่ยนแปลง
กระบวนการเรยี นการสอนท่ชดั เจนจากผลกระทบของเทคโนโลยดี ิจิทลั ประมวลได้ 2 มุมมอง คอื
1. การเรียนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (learning with digital technology)
การเรียนท่เี กดิ จากการใชส้ ิ่งเรา้ ในลักษณะของการสอนหรือเคร่ืองมือท่ีถ่ายทอดความรโู้ ดยตรงและใช้
วิธีการสอนเช่นเดียกับครู ได้แก่ สื่อประกอบการสอน ชุดการสอน ชุดการเรียน วีดิทัศน์ บทเรียน
มลั ตมิ ีเดีย ดว้ ยการบูรณาการเทคโนโลยีเขา้ สูก่ ารเรยี นการสอน
2. การเรียนแนวดิจิทัล (Digital Learning) การเรียนรู้ท่ีสนับสนุนด้วยเทคโนโลยี
ท้ังในสภาพแวดล้อมเสมือนและผสมผสาน การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีไวไฟ (WiFi
Technology) ครอบคลุมวิธีการดาเนินชีวิตประจาวันและการเรียนรู้ การเรียนจึงเกิดจากสื่อ
หลากหลายรูปแบบท่ีส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลและกลุ่มพร้อม ๆ ไปกับการสื่อสาร
แลกเปลี่ยนความรู้ท่ีเกิดขึ้นในเครือข่ายสังคม ความรู้สามารถถ่ายทอดโดยตรงจากผู้รู้ ผู้ชานาญ
ความรู้ปรับให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา จึงมีความใหม่อยู่ในทุกนาที ที่เรียกกันว่า “ส่ือใหม่” (New
Media) การเรียนรู้ในส่ือใหม่น้ี กลายเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่บุคคลเรียนอย่างดิจิทัลด้วย
24
สารสนเทศที่ใหม่สดตรงจากผู้เผยแพร่และผู้รู้ ขณะเดียวกันสามารถเผยแพร่สาระความรู้ของตนเอง
ออกสู่สาธารณชนได้เช่นกัน การเรียนจึงมุ่งเข้าสู่ศูนย์กลางที่ผู้เรียนรายบุคคลสามารถเลือกรับความรู้
ตามประสงค์ เชื่อมโยง คัดสรรเอง เรียนรู้และต่อยอดตามโครงข่าย ตามความคิดของตนเอง
(Semantic Network)
องคป์ ระกอบของเทคโนโลยกี ารศกึ ษาในยุคดิจิทัล
องค์ประกอบของเทคโนโลยีการศึกษาท่ีมีมาแต่เดิมคงไม่มีมีการเปลี่ยนแปลง หากเพียงแต่
เปล่ียนมุมมองให้เข้ากับยุคสมัยที่ว่าเป็นยุคแห่งดิจิทัล และก็ประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์นั่นเอง
(ณัฐดนัย เนยี มทอง, 2561) ดังนี้
1. Connectivity องคป์ ระกอบดา้ นเครื่องคอมพิวเตอร์และการเช่ือมต่ออินเทอร์เน็ต ทม่ี กี าร
เปล่ียนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างก้าวกระโดดในแต่ละช่วงปี แท็บเล็ตและสมาร์ตโฟนคือ
รูปแบบหนึ่งท่ีแสดงให้เห็นวิวัฒนาการทางคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีที่ตอบสนองการใช้งานและ
เรียนรู้แห่งยุคดิจิทัล ตามติดมาด้วยโปรแกรมประยุกต์บนอุปกรณ์เคลื่อนท่ีหรือคุ้นเคยท่ีเรียกติดปาก
ว่า แอปพลิเคชัน ผ่านเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตท่ีประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีการส่ือสาร
ทีท่ ันสมัยมากขน้ึ ในปจั จุบนั
2. Capacity building การสร้างขีดความสามารถการเรยี นรู้ของผู้เก่ียวข้อง ซึ่งมีความสาคัญ
อย่างมากในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปอย่างได้ผล ดังเห็นได้จากพฤติกรรมผลักดัน
นโยบายจากผบู้ ริหารหนว่ ยงานสถานศึกษา แนวการตอบรับนโยบายของครูผู้สอน ตลอดจนถึงผู้สร้าง
สือ่ และเจ้าหนา้ ท่ที างด้านเทคนคิ และทส่ี าคัญท่ีสดุ คือ ตวั ผู้เรยี นน่ันเอง
3. Content สิง่ สาคัญท่เี ป็นเหมือนศนู ย์กลางขององค์ประกอบคือ สื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ท่ีใช้เพื่อ
การสือ่ สารแลกเปล่ยี นและเรียนรู้ ไม่ว่าเทคโนโลยจี ะเปล่ยี นแปลงไปเท่าใด แตต่ ้องตงั้ อยู่บนพนื้ ฐานที่
สอดคลอ้ งและเหมาะสมกับเนอื้ หาอยู่ดี
4. Culture วัฒนธรรมคือ องคป์ ระกอบทส่ี ะท้อนให้เห็นการเปล่ียนแปลงได้มากท่ีสุด ในการ
เรียนการสอนท่ีจะต้องมีการเปล่ียนแปลงจากการเรียนการสอนท่ีครูพบกับนักเรียน และให้ความรู้
ตามท่ีกาหนดไว้ในตารางเรียน เทคโนโลยีที่นามาประยุกต์ใช้ก็สร้างวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่งได้
เช่นกันในยุคของดิจิทัล นั่นคือ วัฒนธรรมของสังคมออนไลน์ท่ีประยุกต์ตามพฤติกรรมของเทคโนโลยี
ตัวอย่างเช่น วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ท่ีเปล่ียนจากการพูดคุยกันในห้องเรียนไปเป็นการ
แลกเปลย่ี นเรียนรกู้ นั ผ่านสือ่ สงั คมออนไลน์ เป็นต้น
แนวโน้มของเทคโนโลยกี ารส่ือสารในยคุ ดจิ ทิ ัล
ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านการส่ือสาร โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นปัจจัย
สาคัญทาให้โลก "ไร้พรมแดน" คนในโลกมีการติดต่อส่ือสารกันอย่างรวดเร็ว และมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป
ตาม "กระแสโลกาภิวัตน์" ความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศแพร่หลายมากขึ้น ทาให้มีผลต่อการ
พัฒนาสภาพเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ ในโลกด้วยในด้านการศึกษา
ความเจรญิ กา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ มีผลให้เกดิ การพฒั นาการดา้ นการศึกษา ดงั นี้
25
1. วงการศกึ ษาจะนาเครอื่ งมอื วัสดุ อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกสต์ ่าง ๆ มาใช้ในวงการศกึ ษามาก
ข้ึน เพราะสื่อเครื่องมือเหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง เหมาะท่ีจะนามาใช้ ราคาก็ถูกลง
แตป่ ระสิทธภิ าพสูงขน้ึ
2. ส่อื ตา่ ง ๆ จะมีการใช้ประสมประสานกนั ในลักษณะส่ือประสม
3. คอมพวิ เตอร์จะเข้าไปมีบทบาทในสอื่ ทกุ ชนิด
4. เครือขา่ ยคอมพวิ เตอรจ์ ะเข้ามามบี ทบาทตอ่ การศกึ ษา
5. เทคโนโลยีการศึกษาจะเข้ามามีบทบาทอย่างย่ิงในการจัดการศึกษา ท้ังในการจัด
การศึกษาในระบบโรงเรียน นอกระบบการศึกษาสาหรับผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และการศึกษา
ของประชาชนท่ัวไป
6. บทบาทของครจู ะเปล่ียนไป เป็นการจดั ประสบการณ์ให้แก่ผ้เู รียนด้วยการนาเสนอโดยใช้
อุปกรณท์ ี่ทันสมัย บทบาทของครูจึงเปน็ เสมือนท่ีปรึกษาทาหน้าท่ชี ว่ ยแก้ปญั หาการเรียน การแนะนา
เป็นส่วนตัวจะมีมากข้ึน ครูจะต้องมีข้อมูลการสอนจากภายนอกให้มาก และจะมีการสอนผ่าน
คอมพิวเตอรม์ ากข้ึน
7. มีการนานวัตกรรมมาใช้ในวงการศึกษา เช่น นาระบบประชุมทางไกล เข้ามาใช้ในการ
บริหารการศึกษา ส่วนด้านการสอนมีการใช้ระบบไฮเปอร์เท็กซ์ ระบบอินเตอร์เน็ต และการใช้
ฐานขอ้ มูลเครือขา่ ยใยแมงมุม
8. มกี ารเปลย่ี นแปลงในวธิ ีการเรียน คือ ผ้เู รียนจะไดเ้ รียนเมื่อมีความต้องการเรียน เป็นการ
เรียนรดู้ ว้ ยตนเองมากข้นึ เพราะมแี หลง่ การเรยี นรู้มากมาย และจะเปน็ การเรยี นรู้ตลอดชวี ติ
9. สภาพการเรียนการสอนท่ีครูอธิบายอยู่หน้าชั้นเรียนจะหมดไป ครูอาจจะเป็นเพียงผู้
กล่าวนาบทเรียนหรือแนะนาแหล่งที่ให้การศึกษาเบ้ืองต้นเท่าน้ัน หลังจากนั้นจะเป็นที่ปรึกษาของ
นักเรยี น สรปุ ว่า การศึกษาในอนาคตจะเปลยี่ นแปลง ดังน้ี
9.1 จัดการศกึ ษาในระบบน้อยลง
9.2 ค่าใชจ้ ่ายจะตอ้ งถกู ลง
9.3 สอนเรอ่ื งทไี่ มเ่ ปน็ ประโยชน์น้อยลง
9.4 สอนเปน็ รายบคุ คลมากขนึ้
9.5 สอนในเร่อื งที่เหน็ จริงเห็นจังมากข้ึน
9.6 สอนเรือ่ งเก่ยี วกบั มนุษยธรรมมากขน้ึ
9.7 บทเรียนสนกุ สนานมากขน้ึ
9.8 เป็นการเรียนตลอดชีวติ
แนวโน้มด้านดจิ ทิ ัลของกระบวนการศึกษา
นาย Daniel Newman ได้เขียนเรื่องราวของ Top 6 Digital Transformation Trends In
Education ซึ่งมีความน่าสนใจในมุมมองของการศึกษาท่ีเก่ียวเนื่องกับเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคตท่ี
กาลังเป็นกระแสสังคมรวมท้ังการเรียนการสอนในอนาคตต้องมีการปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยีท้ัง
ผู้สอนและผู้เรียนรวมถึงเทคโนโลยีในช้ันเรียน ทางผู้เขียนจึงขอเรียบเรียงสรุปมาให้ทุกท่านได้ลอง
26
พิจารณากัน โดย 6 รูปแบบนั้นมีดังนี้ (สานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ,
ออนไลน)์
1. Augmented Reality / Virtual Reality / Mixed Reality
เทคโนโลยีเสมือนท่ีรวบรวมส่ือดิจิทัลไว้บนสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระดาษ, หนังสือ,
โปรแกรม, Smart Device หรือสื่อการสอน ทาให้ห้องเรียนสามารถเป็นได้มากกว่าท่ีเป็น ผู้เรียน
สามารถเผยแพร่ข้อมูลการเรียน หรือสร้างสรรค์การเรียนไปพร้อมกับอาจารย์ได้ ตัวอย่างการนาไปใช้
เช่น บริษัท Majic Leap ท่ีสร้างระบบและอุปกรณ์เหล่าน้ี และสามารถทากาไรได้มากกว่า 4 พัน
ล้านดอลลา่ ร์เลยทีเดียว
2. Classroom Set of Devices
ห้องเรียนจะต้องไม่มีการนาอุปกรณ์ของตัวเองมาใช้ (Bring Your Own Device) หลายปีที่
ผ่านมา ทางโรงเรียนเริ่มท่ีจะมีการนาอุปกรณ์มาให้นักเรียนใช้ ผ่านการจัดสรรค์จากโรงเรียนหรือ
องค์กรสนับสนุนต่าง ๆ ท่ีนาเอา Laptop หรือ google Chromebooks มาใช้ (ในสหรัฐ) โดยให้
ความสนใจในเรื่องราวของบทเรียน รวมถึงความปลอดภัยทางด้าน ดิจิทัล (Cyber Safety) รวมทั้ง
ทักษะดา้ นพลเมืองดิจิทัล ( digital citizenship skills ) ด้วย
3. Redesigned Learning Spaces
ในห้องเรียนศตวรรษที่ 21 ห้องเรียนจะมี SMARTboard ท่ีเปรียบเสมือนจอแสดงผล
ท่ีสามารถตอบโต้กับเด็กเนกั เรียนจากโต๊ะ ผู้สอนจะต้องเรียนรกู้ ารใชง้ านเพ่ือตอบโจทย์และเป้าหมาย
ในการเรียน ห้องเรียนจะไม่ใช่บอร์ดกระดานดาเหมือนเดิมอีกต่อไป ท่ีสาคัญในแต่ละสถานศึกษา
จะต้องมีการจัดแหล่งเรียนรู้รวมถึงแหล่งบริการการศึกษาที่ให้บริการแบบ 24/7 ซ่ึงหมายถึง
ให้บรกิ ารตลอดเวลา ไมใ่ ชเ่ ฉพาะในชนั้ เรียนเทา่ น้ัน
4. Artificial Intelligence
การใช้ AI ในการศึกษาขนั้ สูงจะเป็นเร่ืองที่พร้อมใช้งาน. ที่ Australia’s Deaken University
สรา้ งที่ปรกึ ษาเสมือนของนักเรยี นซ่ึงให้บริการตลอดเวลาไม่มวี ันหยุด ทปี่ รึกษาเสมอื นดงั กลา่ วมีข้อมูล
คาถามคาตอบมากกว่า 3หมื่นรายการ รวมถึงการให้บริการ chatbots ด้วย เพราะ chatbot ติดต้ัง
Natural Language Progression ทีเ่ รารจู้ ักกันแบบเดียวกับ Siri ซ่งึ ทาใหส้ ามารถรองรับการตอบโต้
กับผู้เรียนได้อย่างดี รวมท้ังมีระบบ Intelligence Tutoring Systems. อีกด้วย อย่างไรก็ตาม
เทคโนโลยีเหลา่ น้ีจะไมไ่ ด้หวังผลเพ่อื ไปทดแทนอาจารยป์ ระจาแต่อย่างใด.
5. Personalized Learning
ถ้าเปรยี บเทยี บจริง ๆ ผ้เู ขยี นขอสรปุ ให้ว่า เป็นการเรียนร้ตู ามอธั ยาศัยแบบเชงิ ลึกของผู้เรียน
โดยผู้เรียนจะเปน็ ผู้รบั ร้แู นวทางการเรียนจากอาจารย์แล้วค้นหาในส่งิ ท่ีตนเองชอบ เก็บข้อมูล รวมถึง
เรียนรู้อย่างรวดเร็ว ในมุมของผู้สอนก็สามารถท่ีจะเรียนรู้พฤติกรรมของผู้เรียน รับทราบผลตอบรับ
รวมถึงมีเครื่องมือท่ีใช้ในการตรวจสอบต่าง ๆ เพ่ิมมากขึ้นเพื่อท่ีจะนามาวิเคราะห์ข้อมูล เป็น
Educational tools ท่ีเพิ่มเติมข้อมูลผู้เรียนระยะยาว สามารถปรับปรุงและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่าง
รวดเร็ว
27
6. Gamification
เรยี นรูจ้ ากเกมสโ์ ดยใชเ้ ทคโนโลยเี กมสม์ าเปน็ สว่ นรว่ มในการเรยี นการสอนคือเรือ่ งท่จี ะนาเข้า
มาใช้ในการศึกษา เพอ่ื สร้างความสนใจใหมใ่ ห้กบั ผเู้ รียน เทคโนโลยีเกมส์ สามารถสรา้ งการเรียนรู้ใน
บทเรียนยาก ๆ ให้เข้าใจได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น การจาลองเหตุการณ์ สถานการณ์เพ่ือการแก้ปัญหา
ยาก ๆ โดยใช้แบบจาลองผ่านเกมส์ ก็จะทาให้สามารถเรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหา รวมท้ังสามารถ
ออกแบบแนวทางการเรียนรู้ ทักษะใหม่ ๆ ได้อยู่เสมอ ผู้เรียนและผู้สอนจะได้รับผลตอบรับเพื่อการ
พฒั นาตอ่ เนื่องจากการเล่นดังกล่าว ดังนัน้ เทคโนโลยีเกมส์จากบทเรียนจึงเป็นเรื่องทา้ ทายท่ีจะสร้าง
ทีมในการพัฒนาบทเรียนให้มีความสนกุ ต่นื เตน้ และเสริมทักษะในอนาคต
สรปุ
เทคโนโลยี หมายถึง ทุกส่ิงทุกอย่างที่เก่ียวกับการผลิต การสร้าง และการใช้ส่ิงของ
กระบวนการ หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มีในธรรมชาติ ซึ่งเทคโนโลยีสามารถจาแนกออกได้เป็น 3 ลักษณะ
คือ เทคโนโลยีในลักษณะของกระบวนการ ( process) เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต (product)
และเทคโนโลยใี นลกั ษณะผสมของกระบวนการและผลผลิต (process and product)
การนาเทคโนโลยีมาใช้กับงานในสาขาใดสาขาหน่ึงน้ัน จะมีส่วนช่วยสาคัญ 3 ประการ และ
ถือเปน็ เกณฑใ์ นการพิจารณานาเทคโนโลยมี าใชด้ ้วย คอื ประสิทธภิ าพ ประสทิ ธผิ ล และประหยัด
ส่วนเทคโนโลยีการศึกษา เป็นการประยุกต์เอา เทคนิค วิธีการ แนวความคิด วัสดุ อุปกรณ์
และสิ่งต่าง ๆ อันสืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีมาใช้ในวงการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาทางการศึกษา
ครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ โดยมีขอบข่ายที่สาคัญ 4 ขอบข่าย
คือ
1. ขอบขา่ ยตามพระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542
2. ขอบข่ายตามแนวคิดของสมาคมสื่อสารและเทคโนโลยีการศึกษาแห่งสหรัฐอเมริกา
(Association for Educational Communications and Technology: AECT, 1994)
3. ขอบข่ายตามแนวคิดสมาคมสื่อสารเทคโนโลยีการศึกษา (Association of educational
Communications and Technology: AECT) ปรบั ปรงุ ปี 2008
4. ขอบขา่ ยตามแนวคดิ ของมหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช โดยชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537)
การนาเทคโนโลยีมาใช้ในวงการศึกษาเริ่มมีมาต้ังแต่สมัยก่อนคริสกาล โดยนักเทคโนโลยี
การศึกษากลุ่มแรก คือ กลุ่มโซฟิสต์ (The Elder Sophists) ซึ่งมีคอมินิอุส (Comenius) เป็น “บิดา
ของเทคโนโลยีการศึกษา” ต่อมาก่อนสงครามโลกครั้งท่ี 2 เริ่มมีการใช้กระดานชนวน กระดานดา
หนังสือเรียนที่มีจานวนจากัด และวัสดุภาพเพียงเล็กน้อย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้เครื่องมือ
โสตทัศนูปกรณ์ในการแก้ปัญหาการเรียนการสอน โดยวงการทหารของสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาวัสดุ
อุปกรณ์ และเทคนิควิธีการต่าง ๆ เพื่อนามาใช้ในการฝึกอบรมระหว่างสงคราม และภาพรวมของ
พัฒนาการในปัจจุบัน แบ่งขอบเขตกว้าง ๆ ของเทคโนโลยีการศึกษาได้ 3 ประเด็นคือ การศึกษา
มวลชน (Mass Learning) การศึกษารายบุคคล (Individualized Learning) และการศึกษาเป็นกลุ่ม
(Group Learning)
28
การศึกษายุคดิจิทัล คือการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของประเทศจากเดิมไปสู่การศึกษา
แบบดิจิทัล เพ่ือลดความเหล่ือมล้าทางการศึกษาผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เข้าถึงแหล่ง
ทรัพยากรความรู้และสอ่ื การเรียนการสอนท่ีมีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน
กจิ กรรม
1. ให้นิสิตบอกความแตกต่างของคาว่าเทคโนโลยี เทคโนโลยีการศึกษา และดิจิทัล
เพอ่ื การศกึ ษา
2. ให้นิสิตหาตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีการศึกษา และดิจิทัลเพ่ือการศึกษาในช้ันเรียนหรือ
การจัดการเรียนการสอน จากน้ันวเิ คราะหค์ วามแตกตา่ งของตัวอย่างท้ัง 2 ประเภท
29
อ้างองิ
กิดานันท์ มลิทอง. (2543). เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม. พิมพ์คร้ังที่ 2. กรุงเทพฯ:
ห้างหนุ้ ส่วนจากัด อรณุ การพมิ พ.์
พจนานกุ รมแปลอังกฤษ-ไทย LEXiTRON, [ออนไลน์]. Digital. สบื ค้นจาก
https://dictionary.sanook.com/search/dict-en-th-lexitron. วนั ที่ 25 กันยายน
2562.
ณฐั ดนยั เนียมทอง. (2561). มองเทคโนโลยเี พ่ือการศึกษาในยุคดิจิทัล. สบื ค้นจาก
https://www.scimath.org/article-technology/item/8477-2018-07-18-04-11-25.
วันท่ี 1 ตลุ าคม 2562.
TechTalkTha. (2562). Smart Eductaion – 3 แนวทางเสรมิ การเรียนรดู้ ว้ ยการทา Digital
transformation สาหรับวงการการศึกษาไทย. สบื ค้นจาก
https://www.techtalkthai.com/3-digital-transformation-ways-for-smart-
education-in-thailand-by-alcatel-lucent-enterprise/. วันที่ 1 ตลุ าคม 2562.
Alan Januszewski and Michael Molanda. (2008). Educational Technology: A
Definition with Commentary. Newyork and London: Routledge Taylor and
Francis Group, LLC.
Brown, James W.; Lewis, Richard B.; and Harcleroad, Fred F. (1985). AV Instruction:
Technology, Media and Methods. 6th ed. New York: McGraw-Hill Book
Company.
Dale, Edgar. (1974). Audio-Visual Methods in Technology. Oxford: Pergamon Press.
Heinich, Robert. (1996). Instruction media and technologies for learning (5th ed.).
New Jersey: Prentice-Hill.
Websters Dictionary. G.C. Merriamm Co., 1973 and 1994.